สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายกำหนด “เวลาออมแสง” ถาวร ยกเลิกการปรับนาฬิกาปีละ 2 ครั้ง

สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายกำหนด "เวลาออมแสง" ถาวร  ยกเลิกการปรับนาฬิกาปีละ 2 ครั้ง

15 ก.ค. 2569 12:00 น.

สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายกำหนด “เวลาออมแสง” ถาวร ยกเลิกการปรับนาฬิกาปีละ 2 ครั้ง

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมาย “Sunshine Protection Act” เพื่อกำหนดให้ใช้เวลาออมแสง (Daylight Saving Time) เป็นเวลามาตรฐานถาวรตลอดทั้งปี ซึ่งจะถือเป็นการยุติธรรมเนียมปฏิบัติที่ชาวอเมริกันต้องปรับนาฬิกาเพิ่มและลด 1 ชั่วโมงปีละ 2 ครั้ง ที่ดำเนินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960

ในการลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 ก.ค.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 308 ต่อ 117 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายนี้ถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งหากมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ชาวอเมริกันจะไม่ต้องปรับนาฬิกาถอยหลังกลับสู่เวลามาตรฐานในเดือนพฤศจิกายนอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐที่ไม่เคยใช้ระบบเวลาออมแสงมาก่อน เช่น ฮาวาย และแอริโซนา รวมถึงดินแดนของสหรัฐฯ อย่างเปอร์โตริโกและหมู่เกาะเวอร์จิน สามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วมระบบนี้ได้

นายเวิร์น บูแชนัน สส. พรรครีพับลิกันจากรัฐฟลอริดา ผู้เสนอร่างกฎหมายนี้เมื่อเดือนมกราคม 2025 ระบุว่า การปรับเปลี่ยนนาฬิกาส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนระบุว่า การยกเลิกปรับนาฬิกาจะช่วยลดปัญหาการนอนหลับแปรปรวน ลดอุบัติเหตุในที่ทำงานและบนท้องถนน อีกทั้งการมีแสงแดดในช่วงเย็นที่ยาวนานขึ้นจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งให้การสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเต็มที่และเคยโพสต์สนับสนุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยขจัดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการปรับนาฬิกาปีละสองครั้ง ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินให้ชาวอเมริกันได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี

แม้ร่างกฎหมายจะผ่านสภาล่างได้ แต่ยังคงเผชิญกับเสียงคัดค้านจากสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน นำโดยนายทอม คอตตัน สว. พรรครีพับลิกันจากรัฐอาร์คันซอ ที่แย้งว่าการใช้เวลาออมแสงถาวรจะทำให้พระอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าปกติ 1 ชั่วโมงในฤดูหนาว โดยบางพื้นที่อาจมืดจนถึงเกือบ 09:00 น. ซึ่งจะบีบบังคับให้เด็กนักเรียน ผู้ใช้แรงงานก่อสร้าง และเกษตรกร ต้องเดินทางไปเรียนหรือทำงานท่ามกลางความมืดมิด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

นอกจากนี้ กลุ่ม “Airlines for America” ซึ่งเป็นตัวแทนสายการบินหลักของสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงเวลาดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการบิน ทั้งในเรื่องความโกลาหลของผู้โดยสาร การจัดตารางบินของลูกเรือและเครื่องบิน รวมถึงปัญหาการเชื่อมต่อเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวเพื่อรองรับความซับซ้อนในระดับโลกนี้

สหรัฐฯ เริ่มนำระบบเวลาออมแสง (DST) มาใช้ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อขยายเวลาแสงแดดในช่วงบ่ายและประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง ก่อนจะนำกลับมาใช้อีกครั้งในสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการออกกฎหมายกำหนดเวลามาตรฐานทั่วประเทศในปี 1966

ในอดีต สหรัฐฯ เคยทดลองใช้เวลาออมแสงถาวรตลอดทั้งปีมาแล้วในปี 1974 เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์พลังงาน แต่ในครั้งนั้นกระแสสังคมตีกลับอย่างรุนแรงเนื่องจากประชาชนไม่พอใจ จนทำให้รัฐสภาต้องยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นายแฟรงก์ พัลโลน สส. พรรคเดโมแครต ชี้ว่าในปัจจุบัน พฤติกรรมการเดินทางและการทำงานของผู้คนได้เปลี่ยนไปจากอดีตมาก และมีเด็กนักเรียนที่เดินเท้าไปโรงเรียนน้อยลงกว่าแต่ก่อนอย่างมีนัยสำคัญ จึงถึงเวลาแล้วที่จะยุติวงจรการปรับนาฬิกาเดินหน้าและถอยหลังเสียที

ปัจจุบันในยุโรปมีเพียงอาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน เบลารุส จอร์เจีย ไอซ์แลนด์ รัสเซีย และตุรกีเท่านั้นที่ไม่ใช้เวลาออมแสง ส่วนในแอฟริกา อียิปต์เป็นประเทศเดียวที่ใช้เวลาออมแสง.

ที่มา Reuters / BBC

เศรษฐกิจจีนโตช้าสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ส่งออกพุ่ง-ค้าปลีกเริ่มฟื้น

เศรษฐกิจจีนโตช้าสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ส่งออกพุ่ง-ค้าปลีกเริ่มฟื้น

15 ก.ค. 2569 11:05 น.

เศรษฐกิจจีนโตช้าสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ส่งออกพุ่ง-ค้าปลีกเริ่มฟื้น

จีดีพี จีนไตรมาส 2 ขยายตัว 4.3% ต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ยอดส่งออกครึ่งปีแรกทำสถิติสูงสุด และค้าปลีกเดือนมิถุนายนพลิกบวกครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี จากแรงหนุน AI และรถยนต์ไฟฟ้า

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ปี 2569 (เมษายน-มิถุนายน) ขยายตัว 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 4.5% และเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายการเติบโตทั้งปีของรัฐบาลจีนที่ 4.5-5.0% สะท้อนแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่องและการใช้จ่ายภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ 

ในขณะที่เศรษฐกิจจีนยังได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออก โดยสำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า การส่งออกช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนมีมูลค่าทะลุ 10 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 51.5 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยในเดือนมิถุนายน การส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ขณะที่อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น 53.1%

ด้านการบริโภคภายในประเทศเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดย ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน พลิกกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 หลังเดือนพฤษภาคมหดตัว 0.6% ขณะที่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.6% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ในช่วงครึ่งปีแรกยังลดลง 5.7% สะท้อนว่าการลงทุนภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ แต่ยังเผชิญปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่สมดุลระหว่างกำลังการผลิตที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง แม้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าจีนยังมีโอกาสบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีได้ หากภาคการส่งออกยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

จีนควบคุมตัวนักแผ่นดินไหววิทยาชาวอเมริกัน ศึกษาการทดสอบนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

จีนควบคุมตัวนักแผ่นดินไหววิทยาชาวอเมริกัน ศึกษาการทดสอบนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

15 ก.ค. 2569 10:39 น.

จีนควบคุมตัวนักแผ่นดินไหววิทยาชาวอเมริกัน ศึกษาการทดสอบนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

ดร. โหย่วหลิน เฉิน นักแผ่นดินไหววิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ซึ่งเคยตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับการตรวจจับการทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยเขาถูกทางการจีนควบคุมตัวมานานเกือบ 2 ปี และกำลังเผชิญกับการถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาจารกรรม

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประกาศยกระดับสถานะของ ดร. เฉิน วัย 54 ปี ให้เป็น “ผู้ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบ”  ซึ่งส่งผลให้การช่วยเหลือเขาให้ได้รับอิสรภาพกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ

นางอวี่ฟาง หรง ภรรยาของ ดร. เฉิน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาคณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ชะลอการประกาศเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เพื่อเปิดทางให้กับการทูตระดับสูงในการเจรจาอย่างลับๆ โดยในระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือโดยตรงกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งนายสีรับปากว่าจะนำเรื่องไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันรัฐบาลจีนยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน นายหลิน เจี้ยน ได้แถลงตอบโต้ว่า หน่วยงานตุลาการของจีนดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และ “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการควบคุมตัวโดยมิชอบ” แต่อย่างใด

นางหรงเปิดเผยว่า สามีของเธอถูกเจ้าหน้าที่จีนสอบปากคำมากกว่า 100 ครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่ผลงานวิจัยของเขาเกี่ยวกับ “การตรวจจับสัญญาณคลื่นไหวสะเทือนจากการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ” และกล่าวว่า เธอวิตกกังวลอย่างมากว่าทางการจีนอาจตัดสินใจล่วงหน้าแล้วว่าจะเอาผิดสามีของเธอในข้อหาจารกรรม ซึ่งในจีนมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือแม้แต่ประหารชีวิตในคดีที่ถือว่าร้ายแรงเป็นพิเศษ

นายเอริก เล็บสัน อดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ และที่ปรึกษาของครอบครัวจากองค์กรช่วยเหลือตัวประกัน Global Reach ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ทางการจีนต้องการใช้ความเชี่ยวชาญของ ดร. เฉิน เพื่อพัฒนาศักยภาพของจีนในการปกปิดการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดิน ผ่านเทคนิคที่เรียกว่า “Decoupling” หรือการจุดระเบิดในโพรงใต้ดินขนาดใหญ่เพื่อลดความรุนแรงของคลื่นกระแทก ซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่าจีนพยายามพรางการทดสอบนิวเคลียร์ขนาดเล็กเมื่อปี 2020

ทั้งนี้ นายเล็บสันยืนยันว่า ดร. เฉิน เป็นเพียงพนักงานของบริษัทคู่สัญญารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยเข้าถึงชั้นความลับขั้นสูง และผลงานวิจัยของเขาได้รับทุนสนับสนุนอย่างเปิดเผยจากกระทรวงการต่างประเทศและห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศสหรัฐฯ โดยเป็นการทำงานร่วมกับนักวิชาการจีน และใช้ข้อมูลสาธารณะที่สามารถหาได้ทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้กฎหมายความลับแห่งชาติของจีน ทางการจีนมีอำนาจอย่างกว้างขวางในการยกระดับข้อมูลสาธารณะให้กลายเป็น “ความลับด้านความมั่นคงแห่งชาติ” ย้อนหลังได้ ซึ่งส่งผลให้ใครก็ตามที่ครอบครองหรือแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวมีความผิด

ดร. เฉิน ซึ่งโอนสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกันตั้งแต่ปี 2011 และอาศัยอยู่ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของจีนเข้าจับกุมตัวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ขณะกำลังเตรียมเดินทางกลับสหรัฐฯ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวและบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยสองแห่งในจีน

ในช่วงเริ่มต้นของการคุมขัง ดร. เฉิน ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งแข็งๆ ตลอดทั้งวันโดยห้ามลุกขึ้นยืน อ่านหนังสือ หรือออกกำลังกาย รวมถึงไม่ได้รับยารักษาโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ปัจจุบันเขาน้ำหนักลดลงไปถึง 13.6 – 18.1 กิโลกรัม เนื่องจากได้รับอาหารไม่เพียงพอและขาดสารอาหาร

ดร. เฉิน ถูกตั้งข้อหาจารกรรมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2025 แต่ยังไม่มีกำหนดการขึ้นศาล ซึ่งคาดว่าคดีความลับหลังห้องพิจารณาคดีที่ปิดเป็นความลับนี้ จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหารืออีกครั้งในโอกาสที่นายสี จิ้นผิง มีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนกันยายนนี้.

ที่มา Reuters

ศาลสิงคโปร์สั่งบลูมเบิร์ก บ.สื่อธุรกิจการเงินรายใหญ่ ชดใช้ 11.9 ล้านบาทคดีหมิ่นประมาทรัฐมนตรี 2 คน

ศาลสิงคโปร์สั่งบลูมเบิร์ก บ.สื่อธุรกิจการเงินรายใหญ่ ชดใช้ 11.9 ล้านบาทคดีหมิ่นประมาทรัฐมนตรี 2 คน

15 ก.ค. 2569 09:53 น.

ศาลสิงคโปร์สั่งบลูมเบิร์ก บ.สื่อธุรกิจการเงินรายใหญ่ ชดใช้ 11.9 ล้านบาทคดีหมิ่นประมาทรัฐมนตรี 2 คน

ศาลสิงคโปร์สั่งบลูมเบิร์ก และผู้สื่อข่าวร่วมกันชดใช้กว่า 460,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังบทความเกี่ยวกับการซื้อขายคฤหาสน์ถูกตีความว่าเชื่อมโยงรัฐมนตรี 2 คนกับการฟอกเงินและการปกปิดธุรกรรม

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษาให้ “บลูมเบิร์ก” (Bloomberg) บริษัทสื่อธุรกิจการเงินรายใหญ่และนายโลว์ เต๋อเหว่ย ผู้สื่อข่าว ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 460,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ  11.9 ล้านบาท ให้แก่นาย เค. ชานมูกัม รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ และนายตัน ซี เล้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในคดีหมิ่นประมาทจากบทความเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรู

คดีดังกล่าวมีที่มาจากบทความที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ในหัวข้อ “Singapore Mansion Deals Are Increasingly Shrouded in Secrecy” ซึ่งนำเสนอแนวโน้มการซื้อขายคฤหาสน์หรูในสิงคโปร์ที่มีการใช้ทรัสต์ บริษัทนอมินี หรือรูปแบบการทำธุรกรรมที่ทำให้ติดตามผู้ซื้อได้ยาก

บทความระบุว่า นายชานมูกัม ขายคฤหาสน์ในราคา 88 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ผ่านทรัสต์ให้ผู้ซื้อที่ไม่เปิดเผยชื่อ และระบุว่านายตันซื้อคฤหาสน์หรูมูลค่าราว 27 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ผ่านการซื้อขายแบบ Non-Caveated Deal ซึ่งไม่จำเป็นต้องยื่นหนังสือแสดงสิทธิ์ต่อสาธารณะทันที ทำให้ติดตามรายละเอียดธุรกรรมได้ยากกว่า

แม้ทางบลูมเบิร์กยืนยันว่า บทความไม่ได้กล่าวหาว่ารัฐมนตรีทั้งสองกระทำผิดกฎหมาย และเพียงยกกรณีขึ้นมาเป็นตัวอย่างของแนวโน้มในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ศาลเห็นว่าเมื่ออ่านเนื้อหาทั้งหมดร่วมกัน ซึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นการปกปิดข้อมูลและการฟอกเงิน ผู้อ่านทั่วไปอาจเข้าใจได้ว่ารัฐมนตรีทั้งสองใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน ซึ่งกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออย่างร้ายแรง

ภายหลังคำพิพากษา ทางบลูมเบิร์กได้ถอดบทความชิ้นนี้ออกจากเว็บไซต์ตามคำสั่งศาล โดยนายจอห์น มิคเคิลธเวต บรรณาธิการบริหาร ออกมาแสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน แต่ระบุว่าจะปฏิบัติตาม พร้อมยืนยันว่าการรายงานข่าวมีความถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ ทางการสิงคโปร์ยังเคยสั่งให้บลูมเบิร์กติดประกาศแก้ไขข้อมูลในบทความดังกล่าวภายใต้กฎหมาย POFMA หรือกฎหมายต่อต้านข่าวปลอมของสิงคโปร์ ซึ่งบลูมเบิร์กได้ปฏิบัติตาม แต่ยืนยันว่าบริษัทยังคงเชื่อมั่นในความถูกต้องของรายงานข่าวที่ออกมา.

คิวบาไฟดับทั่วประเทศรอบที่ 3 ในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ประชาชนกว่า 9 ล้านคนยังเผชิญวิกฤตพลังงาน

คิวบาไฟดับทั่วประเทศรอบที่ 3 ในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ประชาชนกว่า 9 ล้านคนยังเผชิญวิกฤตพลังงาน

15 ก.ค. 2569 09:49 น.

คิวบาไฟดับทั่วประเทศรอบที่ 3 ในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ประชาชนกว่า 9 ล้านคนยังเผชิญวิกฤตพลังงาน

คิวบาไฟฟ้าดับทั่วประเทศอีกครั้งเมื่อวันอังคาร นับเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ สะท้อนวิกฤตโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงและวิกฤตเศรษฐกิจยืดเยื้อ

กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของคิวบายืนยันว่า ระบบพลังงานแห่งชาติเกิดเหตุขัดข้องจนส่งผลให้ไฟฟ้าดับทั่วประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของเหตุการณ์ เพียงระบุว่าได้เริ่มดำเนินมาตรการเพื่อกู้คืนระบบไฟฟ้าแล้ว

เหตุไฟดับครั้งล่าสุดเกิดขึ้นต่อเนื่องจากไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ 2 ครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 9 ล้านคนทั่วประเทศ โดยปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่คิวบาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มกำลัง

รัฐบาลคิวบาระบุว่า การคว่ำบาตรด้านน้ำมันของสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปอย่างยากลำบาก

หลังมีการประกาศข่าวไฟดับ ประชาชนจำนวนมากรีบเดินทางกลับบ้าน ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะแทบหยุดให้บริการ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนน้ำมัน หลายคนต้องอาศัยการโบกรถเพื่อเดินทาง

วิกฤตไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างหนัก ทั้งการคมนาคมติดขัด ชั่วโมงการทำงานลดลง ธุรกิจจำนวนมากต้องปรับตัว และบางเที่ยวบินถูกยกเลิก

แม้สถานการณ์จะยังไม่คลี่คลาย แต่หน่วยงานและภาคธุรกิจต่างพยายามปรับตัว เช่น สถานกงสุลสเปนในกรุงฮาวานา ที่ต้องย้ายโต๊ะทำงานออกมาริมระเบียง ใช้การจดบันทึกด้วยมือแทนระบบคอมพิวเตอร์ ท่ามกลางอากาศร้อนจัดกว่า 36 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนของคิวบา

ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าปัญหาวิกฤตพลังงานของคิวบาจะได้รับการแก้ไขในระยะสั้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือบางพื้นที่ยาวนานหลายวัน.

ที่มา :AP

สหรัฐฯ ประมูล “ฟอสซิลทีเร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี ราคาสูงสุดทุบสถิติโลก 1,600 ล้านบาท

สหรัฐฯ ประมูล "ฟอสซิลทีเร็กซ์" อายุ 67 ล้านปี ราคาสูงสุดทุบสถิติโลก 1,600 ล้านบาท

15 ก.ค. 2569 08:50 น.

สหรัฐฯ ประมูล “ฟอสซิลทีเร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี ราคาสูงสุดทุบสถิติโลก 1,600 ล้านบาท

ฟอสซิล “ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี ถูกประมูลที่นิวยอร์กในราคา 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.63 พันล้านบาท ทำสถิติเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีราคาสูงที่สุดในโลก

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 สำนักประมูลซอเธอบีส์ (Sotheby’s) ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ฟอสซิล “ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์” (Tyrannosaurus rex) หรือ ทีเร็กซ์ อายุราว 67 ล้านปี ชื่อ “กัส” (Gus) ถูกประมูลไปในราคา 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,633 ล้านบาท สร้างสถิติเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีราคาสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการประมูล

ซอเธอบีส์ระบุว่า “กัส” มีความสูงกว่า 4 เมตร ถูกค้นพบเมื่อปี 2564 ในฟาร์มปศุสัตว์ห่างไกลแห่งหนึ่งในรัฐเซาท์ดาโคตา สหรัฐฯ โดยใช้เวลาขุดค้นตลอด 3 ฤดูร้อน ระหว่างปี 2564-2566 ก่อนนำไปประกอบและบูรณะในห้องปฏิบัติการอีก 3 ปี โดยนับเป็นหนึ่งในฟอสซิลทีเร็กซ์ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ ผู้เชี่ยวชาญสามารถกู้คืนกระดูกได้มากกว่า 60% ของโครงร่างทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยตัวผู้ชนะการประมูล

นอกจากนี้ นักวิจัยพบว่า กะโหลกของกัสมีร่องรอยถูกกัด รวมถึงซี่โครงที่เคยหักและสมานตัวแล้ว สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการต่อสู้กับไดโนเสาร์ตัวอื่น หรือได้รับบาดเจ็บระหว่างออกหาอาหาร

รายงานข่าวระบุว่า ราคาประมูลครั้งนี้ทำลายสถิติเดิมของฟอสซิล “สเตโกซอรัส” ที่ถูกขายเมื่อปี 2567 และนับเป็นครั้งแรกที่ฟอสซิลไดโนเสาร์มีมูลค่าการประมูลทะลุ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การประมูลครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในการสะสมฟอสซิลโดยมหาเศรษฐี อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตฟอสซิล “กัส” อาจถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เช่นเดียวกับ “เอเพ็กซ์” ฟอสซิลสเตโกซอรัสเจ้าของสถิติเดิม ซึ่งถูกเจ้าของมหาเศรษฐีนำไปให้พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกันยืมจัดแสดงเป็นเวลา 4 ปี.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ ป่วยพุ่ง! ติดเชื้อปรสิต “ไซโคลสปอรา” ทะลุสถิติ รัฐเดียวกว่า 3,300 ราย เจอในผักสลัด

สหรัฐฯ ป่วยพุ่ง! ติดเชื้อปรสิต "ไซโคลสปอรา" ทะลุสถิติ รัฐเดียวกว่า 3,300 ราย เจอในผักสลัด

15 ก.ค. 2569 08:45 น.

สหรัฐฯ ป่วยพุ่ง! ติดเชื้อปรสิต “ไซโคลสปอรา” ทะลุสถิติ รัฐเดียวกว่า 3,300 ราย เจอในผักสลัด

สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญการระบาดของเชื้อปรสิต ไซโคลสปอรา ที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจำนวนผู้ติดเชื้อในปี 2569 เพิ่มสูงกว่าปี 2562 ซึ่งเคยทำสถิติสูงสุดไว้ คาดผักสลัดแหล่งแพร่เชื้อ

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีการพบผู้ติดเชื้อแล้วในมากกว่า 30 รัฐทั่วประเทศ โดยรัฐมิชิแกนเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 3,300 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังไม่สามารถยืนยันต้นตอของการระบาดได้อย่างแน่ชัด แต่ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า ผักกาดหอมและผักสลัด อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่เป็นไปได้

ด้าน ทาโก้ เบลล์ ร้านอาหารชื่อดัง ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัทได้ถอดวัตถุดิบบางรายการออกจากร้านสาขาที่ได้รับผลกระทบเป็นการชั่วคราวโดยสมัครใจ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันว่าการสอบสวนมุ่งเป้าไปที่ร้านอาหาร เครือข่ายร้านค้า หรือผู้จัดจำหน่ายรายใดเป็นพิเศษ และยังไม่ยืนยันความเชื่อมโยงกับทาโก้ เบลล์

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) อธิบายว่า ไซโคลสปอรา เป็นปรสิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในลำไส้ และทำให้เกิดโรค ไซโคลสปอเรียซิส ผู้ป่วยมักมีอาการท้องเสียเป็นน้ำอย่างรุนแรง ถ่ายบ่อย บางรายอาจมีอาการถ่ายพุ่ง ปวดท้อง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด โดยโรคนี้มักไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การระบาดของเชื้อมักเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เนื่องจากปรสิตชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน โดยแพร่กระจายผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ และในอดีตเคยพบการติดเชื้อจากการรับประทานผักหรือผลไม้ที่สัมผัสกับน้ำชลประทานที่ปนเปื้อน

แม้โรคไซโคลสปอเรียซิสจะพบได้น้อยกว่าโรคอาหารเป็นพิษจากเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซัลโมเนลลา และ อีโคไลแต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเร่งสืบสวนแหล่งที่มาของการระบาด เพื่อป้องกันไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกในช่วงฤดูร้อนนี้.

ที่มา : AP

เรือท่องเที่ยวอับปางใกล้เกาะอัลคาทราซ ดับ 1 สูญหาย 2 กู้ภัยเร่งค้นหา

เรือท่องเที่ยวอับปางใกล้เกาะอัลคาทราซ ดับ 1 สูญหาย 2 กู้ภัยเร่งค้นหา

15 ก.ค. 2569 08:20 น.

เรือท่องเที่ยวอับปางใกล้เกาะอัลคาทราซ ดับ 1 สูญหาย 2 กู้ภัยเร่งค้นหา

เกิดเหตุเรือท่องเที่ยวท้องแบน 3 ชั้น อับปางและจมลงในอ่าวซานฟรานซิสโก ใกล้เกาะอัลคาทราซ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน สูญหายอีก 2 คน เจ้าหน้าที่ระดมกำลังค้นหาต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครซานฟรานซิสโกระบุว่า เรือท่องเที่ยวลำดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 19 คน โดยได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะเรืออยู่ห่างจากเกาะอัลคาทราซราว 550 เมตร เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบเรือพลิกคว่ำและจมเกือบทั้งลำ 

ปฏิบัติการช่วยเหลือสามารถช่วยผู้ประสบเหตุขึ้นจากน้ำได้ 16 คน ในจำนวนนี้ 13 คนปลอดภัย ส่วนอีก 3 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ขณะที่ผู้เสียชีวิตได้รับการปั๊มหัวใจ ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา และยังมีผู้สูญหายอีก 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงใช้เรือกู้ภัย เฮลิคอปเตอร์ และนักประดาน้ำออกค้นหา 

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุว่าอาจเกิดเพลิงไหม้บนเรือ แต่ภายหลังหัวหน้าหน่วยดับเพลิงนครซานฟรานซิสโกเปิดเผยว่า ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่าเกิดไฟไหม้บนเรือหรือไม่ โดยสาเหตุที่ทำให้เรือพลิกคว่ำและจมลง ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา : The Guardian

ทรัมป์ไม่พัก ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า-สะพานอิหร่านสัปดาห์หน้า หากไม่ยอมเจรจา

ทรัมป์ไม่พัก ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า-สะพานอิหร่านสัปดาห์หน้า หากไม่ยอมเจรจา

15 ก.ค. 2569 08:19 น.

ทรัมป์ไม่พัก ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า-สะพานอิหร่านสัปดาห์หน้า หากไม่ยอมเจรจา

“โดนัลด์ ทรัมป์” ขู่ขยายปฏิบัติการโจมตีอิหร่านไปยังโรงไฟฟ้าและสะพาน หากอิหร่านไม่ยอมเปิดโต๊ะเจรจา ขณะกองทัพสหรัฐฯ โจมตีต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 และยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ ขู่ว่าจะขยายปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในสัปดาห์หน้า โดยจะมุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้าและสะพานทั่วประเทศ หากรัฐบาลอิหร่านไม่ยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงจากข้อพิพาทเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ยังระบุว่า สัปดาห์หน้าจะเลวร้ายสำหรับอิหร่าน เพราะสหรัฐจะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานทั้งหมด หากอิหร่านไม่ยอมมาเจรจา

คำขู่ของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน และกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ในเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

ด้านสื่อทางการอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดใกล้เมืองท่าบันดาร์อับบาส เกาะเกชม และพื้นที่อื่น ๆ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สำนักข่าว IRNA ระบุว่า กองกำลังอิหร่านได้ส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ยกเลิกแผนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% จากสินค้าที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยให้เหตุผลว่าเป็นผลจากการหารือเชิงบวกกับผู้นำประเทศในตะวันออกกลาง และหันไปผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุนและการค้าแทน แต่ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะยังคงใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านต่อไป

อย่างไรก็ตาม การขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสาธารณูปโภคของอิหร่านถูกมองว่าอาจขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม หากมีการลงมือปฏิบัติจริง

ทั้งนี้ แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าข้อตกลงดังกล่าวแทบไม่เหลือผลในทางปฏิบัติแล้ว โดยการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และมีศูนย์กลางอยู่ที่การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก.

ที่มา BBC

กองทัพอิหร่านอ้าง ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังถูกปิดล้อมท่าเรือ

กองทัพอิหร่านอ้าง ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังถูกปิดล้อมท่าเรือ

15 ก.ค. 2569 06:19 น.

กองทัพอิหร่านอ้าง ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังถูกปิดล้อมท่าเรือ

อิหร่านอ้างว่า กองทัพเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดนแล้ว หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมทางทะเลรอบใหม่ และโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของอิหร่านเพิ่มเติม

เมื่อวันพุธที่ 15 ก.ค. 2569 สำนักข่าว IRNA ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า กองทัพอิหร่านดำเนินการโจมตีทรัพย์สินของกองทัพสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศ “อัล-อัซรัก” (Al-Azraq) ในประเทศจอร์แดน ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านรอบใหม่แล้ว

รายงานระบุว่า โดรนจู่โจมของอิหร่านพุ่งเป้าถล่มพื้นที่ซึ่งเป็นจุดจอดเครื่องบินขับไล่ F-18 อาคารที่พักอาศัย และโรงเก็บอุปกรณ์ขนาดใหญ่ในฐานทัพ อัล-อัซรัก โดยกองทัพอิหร่านระบุว่าปฏิบัติการนี้ “จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด”

ก่อนหน้านี้ อิหร่านเคยโจมตีฐานทัพอากาศอัล-อัซรัก มาแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งในครั้งนั้นอิหร่านอ้างว่าสามารถทำลายโรงเก็บเครื่องบินขับไล่ F-35 ได้สำเร็จ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิหร่าน เกิดขึ้นในขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือต่างๆ เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน และกำลังดำเนินการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารบริเวณรอบช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn