‘PTT Station เติมฝันพลังแข้งจิ๋ว’ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน สู่นักเตะอาชีพ

‘PTT Station เติมฝันพลังแข้งจิ๋ว’ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน สู่นักเตะอาชีพ

‘PTT Station เติมฝันพลังแข้งจิ๋ว’ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน สู่นักเตะอาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

OR ร่วมกับ AIS SPORT ACADEMY จัดกิจกรรม “PTT Station เติมฝันพลังแข้งจิ๋ว” กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนที่มีใจรักฟุตบอล มอบประสบการณ์ใกล้ชิดนักฟุตบอลอาชีพดีกรีทีมชาติไทย ที่ PTT Station อ่างศิลา – พระยาสัจจา อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยได้รับเกียรติจาก พิชาภรณ์ วงศ์ศรี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR พร้อมด้วย พชรพล ลั่นทมเหลือง ผู้จัดการ AIS Sport Academy, ภัคพร ฉันทธนากร ผู้จัดการส่วนบริหารกิจกรรมการตลาด OR และ อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการสถานี อ่างหิน พลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัลให้กับทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ไฮไลต์ของกิจกรรมคือการแข่งขันฟุตบอลหญ้าเทียมรูปแบบ “มินิฟุตบอล” หรือ “โกลหนู” ที่ยกสนามมาให้เยาวชนได้ดวลฝีเท้าแบบทีมละ 3 คน เน้นความเร็ว ความแม่นยำ และการเล่นเป็นทีม โดยจะเฟ้นหาทีมแชมป์จากแต่ละพื้นที่ เพื่อก้าวไปสู่รอบชิงซึ่งมีโอกาสดวลแข้งกับทีมนักฟุตบอลอาชีพระดับประเทศ โดยมีแขกรับเชิญสุดพิเศษ คือ สิรภพ วันดี กองหน้าดีกรีทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี และ ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ แบ็กซ้ายดีกรีอดีตทีมชาติไทยชุดใหญ่ จากสโมสร “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ยอดทีมไทยลีก มาร่วมโชว์ทักษะด้วยการสอนเทคนิคการยิงจุดโทษ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างฝันให้เยาวชนเติบโตเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต

สำหรับโรงเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันในสนามนี้ ประกอบด้วยตัวแทนจาก 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนชลราษฎรอำรุง, โรงเรียนพงศ์สิริวิทยา, โรงเรียนอ่างศิลาพิทยาคม, โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ โดยการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศ เป็นการพบกันของ โรงเรียนชลราษฎรอำรุง กับ โรงเรียนอ่างศิลาวิทยาคม ซึ่งปรากฏว่า โรงเรียนชลราษฎรอำรุง โชว์ฟอร์มถล่ม เอาชนะ โรงเรียนอ่างศิลาวิทยาคม ไป 11-1 คว้าแชมป์ฯสนามชลบุรีไปครอง และได้เหรียญทอง พร้อมกับทุนการศึกษา จำนวน 4,000 บาท

ขณะที่ รองแชมป์ ได้แก่ โรงเรียนอ่างศิลาวิทยาคมได้เหรียญเงิน พร้อมกับทุนการศึกษา จำนวน 3,000 บาท, ส่วนอันดับ 3 เป็นของ โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ ได้เหรียญทองแดง พร้อมกับทุนการศึกษา จำนวน 2,500 บาท และอันดับที่ 4 ได้แก่ โรงเรียนพงศ์สิริวิทยา ทุนการศึกษา จำนวน 1,500 บาท

สำหรับกิจกรรม “PTT Station เติมฝันพลังแข้งจิ๋ว” จะจัดขึ้นทั้งหมด 10 สนามทั่วประเทศไทย โดยชลบุรีนับเป็นสนามที่ 2 หลังจากจัดกิจกรรมครั้งแรกไปแล้วที่จังหวัดราชบุรี ส่วนครั้งต่อไป จะเดินทางไปพบกับเยาวชนไทย ที่จังหวัดชัยนาท ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

รมว.ทส.พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมถ่ายทำวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมตักบาตรทางเรือ ในงาน สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์

รมว.ทส.พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมถ่ายทำวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมตักบาตรทางเรือ ในงาน สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์

รมว.ทส.พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมถ่ายทำวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมตักบาตรทางเรือ ในงาน สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.40 น.

รมว.ทส.พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมถ่ายทำวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมตักบาตรทางเรือ ในงาน “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์”

วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) เวลา 07.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมการถ่ายทำวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมทำบุญตักบาตรทางเรือ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ภายใต้งาน “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

รัฐบาลกำหนดจัดงาน “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณสวนสาธารณะป้อมมหากาฬและพื้นที่โดยรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ภายใต้โครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบายในการพัฒนาคูคลอง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมถวายเป็นพระราชกุศลและร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมทั้งร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตริมสายน้ำ และอัตลักษณ์ของกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติที่จัดขึ้นตลอดระยะเวลาการจัดงาน

สำหรับพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลในครั้งนี้ มีพระภิกษุสงฆ์จำนวน 225 รูป จาก 40 วัด ร่วมรับบิณฑบาตทางเรือ แบ่งเป็น 3 เส้นทาง ได้แก่ คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ คลองเปรมประชากร และคลองแสนแสบ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมเฉลิมพระเกียรติและสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทยริมสายน้ำอย่างงดงาม

– 006

สมเด็จพระสังฆราช ทรงงดเสด็จออกประทานพระวโรกาส ให้พระเถรานุเถระเฝ้าถวายสักการะ ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา

สมเด็จพระสังฆราช ทรงงดเสด็จออกประทานพระวโรกาส ให้พระเถรานุเถระเฝ้าถวายสักการะ ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา

สมเด็จพระสังฆราช ทรงงดเสด็จออกประทานพระวโรกาส ให้พระเถรานุเถระเฝ้าถวายสักการะ ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.53 น.

“สมเด็จพระสังฆราช” ทรงงดเสด็จออกประทานพระวโรกาสให้พระเถรานุเถระเฝ้าถวายสักการะ ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา

ประกาศ สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เรื่อง การกระทำสามีจิกรรมเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2569 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 

เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2569 เพื่อเป็นการถนอมพระอนามัย จึงขอประกาศแนวทางการกระทำสามีจิกรรมถวายเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ดังต่อไปนี้ 
  
1.เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงงดเสด็จออกประทานพระวโรกาสให้พระเถรานุเถระเฝ้าถวายสักการะ 
  
2.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เปิดพระวิหารให้คณะสงฆ์เข้าถวายสักการะ กระทำสามีจิกรรมหน้าพระรูปเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569
  
ทั้งนี้ ความทราบฝ่าพระบาทแล้ว 
  
ประกาศ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569

ศธ. ยุคใหม่! ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ e-Office ไร้กระดาษ 100% ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

ศธ. ยุคใหม่! ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ e-Office ไร้กระดาษ 100% ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

ศธ. ยุคใหม่! ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ e-Office ไร้กระดาษ 100% ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

ศธ. ยุคใหม่! ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ “e-Office” ไร้กระดาษ 100% ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

15 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่า ศธ. ปักหมุด 1 มกราคม 2570 ใช้ระบบ “e-Office” สร้างสังคมไร้กระดาษเต็มรูปแบบ 100% ทั้งกระทรวง

รมว.ศธ.กล่าวว่า ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมผู้บริหาร ศธ. ถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบการงานภายในสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Paperless) โดยในวันที่ 1 มกราคม 2570 ทุกหน่วยงานในกระทรวงต้องนำระบบ e-Office มาใช้ จะไม่มีการใช้กระดาษแล้ว เพื่อเพิ่มความโปร่งใส รวดเร็ว และลดต้นทุนบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้มีหลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการแล้ว เช่น สป. สพฐ. ในขณะเดียวกัน ก็จะจัดทำโครงการนำร่อง เพื่อพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและงานสารบรรณเชื่อมโยงทุกหน่วยงานในกระทรวงด้วยระบบเดียวกัน (API) และแชร์ข้อมูลข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน ตลอดจนกระทรวงมหาดไทย พร้อมมีระบบป้องกัน (Data Security) และแบ่งสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ศธ. อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบมาตรฐานการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Framework) สำหรับผู้เรียนและผู้สอน เพื่อประเมินความเหมาะสมของเครื่องมือ AI ในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ไปจนถึงการศึกษานอกระบบ (สกร.) เพื่อให้เด็กไทยใช้ AI ได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

“เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศธ.ได้รับข้อเสนอแนะของผู้ใหญ่ของประเทศเกี่ยวกับการยกระดับการศึกษา ทั้งในส่วนของการเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ในโรงเรียนชายขอบที่ใช้งานมานานกว่า 10-15 ปี จากจอโทรทัศน์รุ่นเก่าให้เป็น “สมาร์ททีวี” ที่ทันสมัย การทบทวนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้วยข้อสอบ O-NET ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จากเดิมที่เน้นระบบสมัครใจ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการส่งเสริมการสอนทักษะอาชีพ (ทวิศึกษา) เพื่อให้ผู้เรียนมีรายได้ทันทีหลังเรียนจบ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ สอศ. และเตรียมจับมือทำงานร่วมกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อแชร์ทรัพยากร อุปกรณ์การสอน และหมุนเวียนบุคลากรครูร่วมกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ศธ.จะหารือร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเต็มที่ต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

15 ก.ค. 2569 17:15 น.

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

ชาวเมืองชิซูกุอิชิ จังหวัดอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่น ผวาหนัก หลังหมีป่าบุกเข้าบ้านผู้สูงอายุ เปิดตู้เย็นค้นหาอาหารก่อนหลบหนี ตำรวจเชื่ออาจเป็นหมีตัวเดียวกับที่ก่อเหตุบุกรุกบ้านและร้านค้ากว่า 14 ครั้ง ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งติดตั้งกับดักและรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองชิซุกุอิชิ จังหวัดอิวาเตะ โดยนายมิตสึโอะ มัตสึบาระ วัย 87 ปี เล่าว่า เขาได้ยินเสียงดังแปลกๆ มาจากในห้องครัวช่วงกลางดึก จึงเดินเข้าไปดูและต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบกับ “หมีป่า” ตัวใหญ่กำลังยืนอยู่หน้าตู้เย็นที่เปิดอ้าอยู่ โดยมีเศษอาหารและวัตถุดิบต่างๆ ถูกรื้อออกมาซากกระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง ภรรยาของเขาจึงได้รีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ก่อนที่หมีตัวดังกล่าวจะล่าถอยออกไปทางประตูหลังบ้าน

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมีรายงานเหตุการณ์หมีบุกรุกในลักษณะเดียวกันถึง 14 ครั้ง จากพื้นที่ 5 แห่งในเมืองเดียวกัน ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมของหมี “ตัวเดิม” ที่ตระเวนก่อเหตุซ้ำซาก

โดยพฤติกรรมของหมีตัวนี้ชื่นชอบของหวานเป็นพิเศษ มันเคยบุกเข้าบ้านหลังหนึ่งถึง 5 ครั้งเพื่อกินคุกกี้ น้ำตาล และ “คารินโตะ” หรือขนมทอดเคลือบน้ำตาลโบราณของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามันบุกเข้าไปในร้านขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นเพื่อขโมยโดนัทออกจากตู้เย็น รวมถึงบุกบ้านอีกหลังเพื่อกินอาหารแมวและผักดอง

อีกหนึ่งเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อชายชาวเมืองรายหนึ่งกลับมาจากซื้อของและพบหมีอยู่ภายในบ้าน ใกล้กับห้องที่บิดาผู้สูงอายุกำลังนอนหลับอยู่ แม้ว่ามันจะยอมวิ่งหนีออกไปหลังจากที่เขาเคาะประตูเสียงดัง แต่มันกลับพยายามจะดันประตูพังกลับเข้ามาอีกรอบ ทำให้เขาต้องใช้พละกำลังทั้งหมดขัดขืนและยื้อประตูกระจกบานเลื่อนไว้เป็นเวลานานกว่า 30 วินาที ในขณะที่หมีตัวดังกล่าวยืนสองขาและพยายามใช้แรงดันเข้ามา โดยเขาประเมินว่าหมีตัวนี้มีความสูงถึงประมาณ 1.65 เมตร

ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่อีกรายเปิดเผยว่า ฟาร์มของเขาถูกหมีบุกรุกถึง 4 ครั้งเพื่อมากินนมผงสำหรับเลี้ยงลูกโค และกล้องวงจรปิดยังจับภาพตอนที่มันพยายามเปิดประตูบ้านกลางดึกไว้ได้ ก่อนจะเตลิดหนีไปเพราะเจ้าของฟาร์มส่องไฟฉายใส่และตะโกนขับไล่ ปัจจุบันเกษตรกรรายนี้ต้องนำผงมัสตาร์ดญี่ปุ่น มาโรยไว้รอบๆ ทางเข้าเพื่อส่งกลิ่นฉุนคอยไล่หมี

ชิโฮ จิดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านหมีจากแผนกธรรมชาติวิทยาจังหวัดอิวาเตะ ระบุว่า “เป็นเรื่องที่ผิดปกติมากที่หมีจะบุกรุกสถานที่เดิมซ้ำๆ หลายครั้ง มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นสัตว์ตัวเดียวกัน ซึ่งเราต้องการจะจับตัวมันให้ได้โดยเร็วที่สุด” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งกรงดักสัตว์ ล้อมรั้วไฟฟ้าในจุดเสี่ยง และส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกแจ้งเตือนประชาชนแล้ว

ไม่เพียงแต่ในจังหวัดอิวาเตะเท่านั้น ในพื้นที่อื่นๆ ของญี่ปุ่นก็มีรายงานพบหมีบุกรุกถี่ขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง โดยที่เกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศ พลเมืองเพิ่งเผชิญหน้ากับ “หมีสีน้ำตาล”  จนต้องสั่งปิดเส้นทางเดินเขาบนภูเขาราอุสุ เป็นการชั่วคราว หลังจากเพิ่งเปิดฤดูปีนเขาได้ไม่กี่วัน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สถิติการโจมตีของหมีและการเสียชีวิตของมนุษย์ในญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักเกิดจากการลดลงของประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้พื้นที่ป่ารุกคืบเข้ามาใกล้เมืองมากขึ้น หมีจึงเกิดความคุ้นชิน เดินเข้าสู่เขตชุมชนได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือพวกมันเริ่ม “สูญเสียความกลัวต่อมนุษย์” ไปแล้ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทางการญี่ปุ่นกำลังเร่งหาแนวทางรับมืออย่างเร่งด่วน.

ที่มา KYODO NEWS / Guardian

พนักงาน “เมตา” แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

พนักงาน "เมตา" แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

15 ก.ค. 2569 16:40 น.

พนักงาน “เมตา” แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

พนักงาน 26 คนของ “เมตา” ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลการทำงานและจัดอันดับพนักงานเพื่อคัดเลือกผู้ถูกเลิกจ้าง ส่งผลให้ผู้พิการ ผู้ลาป่วย ผู้ลาคลอด และผู้ที่ลาหยุดเพื่อดูแลครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันการตัดสินใจทั้งหมดดำเนินการโดยมนุษย์ ไม่ใช่ AI

กลุ่มพนักงานของบริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ WhatsApp ว่าแอบใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประเมินและคัดเลือกพนักงานเพื่อเลิกจ้างระลอกใหญ่ ซึ่งระบบดังกล่าวมีอคติและมุ่งเป้าเลิกจ้างโดยมิชอบ ต่อกลุ่มผู้พิการ พนักงานที่ลาคลอด และพนักงานที่ลาป่วย  ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรกที่ท้าทายการใช้ AI ปลดคนงานในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

คำฟ้องความยาว 71 หน้าที่ยื่นต่อศาลแขวงในโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียระบุว่า พนักงานจำนวน 26 ราย ที่ยื่นฟ้องโดยไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากกังวลเรื่องการลบล้างความผิด ได้ร่วมกันกล่าวหาว่า เมตา ไม่ได้ใช้ดุลยพินิจของผู้จัดการหรือหัวหน้างานที่มีความเข้าใจในตัวงานจริง ๆ ในการจัดทำรายชื่อผู้ถูกเลิกจ้าง แต่กลับพึ่งพา “เครือข่ายระบบปัญญาประดิษฐ์ภายในอาณาจักรเมตา” ในการให้คะแนน จัดอันดับ และเลือกพนักงานที่จะถูกตัดสิทธิ์

ระบบ AI ดังกล่าวรวมถึงผู้ช่วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ชื่อว่า “Metamate” รวมถึงระบบ “สมองที่สอง” (Second Brain) ที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อติดตามการสื่อสาร เอกสาร ตลอดจนคะแนนผลิตภาพ ที่ได้จากการสอดแนมพฤติกรรมของพนักงานผ่านอุปกรณ์ของบริษัท เช่น การตรวจจับความถี่ในการกดแป้นพิมพ์, กิจกรรมการเลื่อนเมาส์, เนื้อหาบนหน้าจอ, อีเมล และประวัติการเข้าใช้งานเว็บเบราว์เซอร์

ระบบนี้ถูกระบุว่าปล่อยออกมาอย่างเงียบ ๆ ในช่วงต้นปี เพื่อให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมการทำงานของพนักงานที่ฉลาดที่สุดในองค์กรตามแนวคิดของนายมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา แต่ระบบดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจนพนักงานกว่า 1,600 คนร่วมลงชื่อประท้วงเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัว จนทำให้นายซักเกอร์เบิร์กต้องประกาศระงับโครงการสอดแนมนี้ไปชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

กลุ่มผู้ฟ้องร้องระบุว่า เนื่องจากระบบ AI จะคำนวณคะแนนจากประสิทธิภาพและการใช้งานโทเคน (Token) ของระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พนักงานที่ใช้สิทธิ์ลาป่วยตามกฎหมาย ลาดูแลครอบครัว หรือขอสิทธิ์ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงานเนื่องจากความทุพพลภาพ มีคะแนนลดลงหรือขาดหายไปในช่วงที่ลาพักผ่อน ส่งผลให้ AI ตีความว่าพนักงานเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพ และลงโทษพนักงานที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ

ในคำฟ้องได้ยกตัวอย่างเคสที่น่าสนใจ เช่นนักวิทยาศาสตร์หญิงรายหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างการลาเพื่อเตรียมคลอดบุตรที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่กลับได้รับจดหมายแจ้งเลิกจ้างล่วงหน้าเพียงแค่ 2 วันก่อนที่เธอจะคลอดลูก ส่วนวิศวกรรายหนึ่ง ถูกระบบลดคะแนนประเมินลงอย่างมาก เนื่องจากเขาต้องใช้เวลาในการลาพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่ผู้จัดการรายหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างลาป่วย ถูกบริษัทแจ้งให้ออกจากงานหลังจากลาพักไปได้เพียง 16 วัน

การเลิกจ้างในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดพนักงานครั้งใหญ่ 10% ของเมตา หรือราว 8,000 ตำแหน่งทั่วโลกเมื่อช่วงต้นปี เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรไปมุ่งเน้นการลงทุนด้าน AI เต็มตัว โดยพนักงานกลุ่มนี้ได้รับแจ้งว่าตำแหน่งจะถูกตัดตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมนี้

ด้านโฆษกของเมตาได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที โดยระบุว่า “ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีมูลความจริงและไม่ได้อยู่บนข้อเท็จจริง การบริหารจัดการบุคลากรและการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรล้วนกระทำโดยมนุษย์ ไม่ใช่ AI”

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ฟ้องร้องซึ่งกระจายตัวอยู่ใน 6 รัฐ รวมถึงแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก และดิสทริกต์ออฟโคลัมเบีย ได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการเลิกจ้างที่จะมีผลในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ไว้ก่อน ในระหว่างที่รอการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการภาคเอกชน และขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจสอบอิสระเข้าไปตรวจสอบระบบ AI ของเมตา

ทนายความฝ่ายโจทก์เน้นย้ำว่า หากปล่อยให้การเลิกจ้างมีผลสมบูรณ์ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพนักงานจะ “ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้” ทั้งการสูญเสียสิทธิ์ประกันสุขภาพที่บริษัทช่วยอุดหนุนในระหว่างตั้งครรภ์ การพักฟื้นหลังคลอด และการรักษาพยาบาลที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริบหุ้นของบริษัทที่ยังไม่ครบกำหนด และผลกระทบต่อสถานะการตรวจคนเข้าเมืองของพนักงานต่างชาติด้วย.

ที่มา Reuters / Guardian

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ “กางเกงขาสั้น” ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ "กางเกงขาสั้น" ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

15 ก.ค. 2569 15:16 น.

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ “กางเกงขาสั้น” ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

ศาลาว่าการกรุงโตเกียวผ่อนปรนกฎระเบียบการแต่งกาย โดยสนับสนุนให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สามารถสวม “กางเกงขาสั้น เสื้อยืด และรองเท้าผ้าใบ” มาทำงานได้ ภายใต้โครงการ “Tokyo Cool Biz” เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ ท่ามกลางอุณหภูมิในเมืองหลวงที่พุ่งทะลุ 35 องศาเซลเซียส

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูงในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วัฒนธรรมการแต่งกายด้วยชุดสูทสากลและเสื้อเชิ้ตสีขาวอันเข้มงวดของเหล่า “มนุษย์เงินเดือน” กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยสำนักงานส่วนท้องถิ่นกรุงโตเกียวได้ดำเนินนโยบายยกระดับแคมเปญ “โตเกียว คูลบิซ” (Tokyo Cool Biz) ซึ่งเป็นโครงการประหยัดพลังงานที่ริเริ่มโดย นางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ตั้งแต่สมัยที่เธอขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมในปี 2005

แต่ในปีนี้ แคมเปญดังกล่าวได้รับการอัปเกรดให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สวมเสื้อโปโล เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ และกางเกงขาสั้นได้ตามความเหมาะสมของหน้าที่ เพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 ก.ค.) ซึ่งอุณหภูมิในกรุงโตเกียวพุ่งแตะ 34-35 องศาเซลเซียส และความชื้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 72% ข้าราชการชายหลายคนเริ่มสวมกางเกงขาสั้นมาทำงาน

นายโนโบรุ วาตานาเบะ วัย 50 ปี หัวหน้าทีมมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกรุงโตเกียว ยอมรับว่าในตอนแรกเขารู้สึกเขินอายที่จะต้องโชว์เรียวขาในออฟฟิศ แต่เมื่อได้ลองใส่กางเกงขาสั้นแล้วก็พบว่ามันสบายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เขายังคงเตรียมเสื้อเชิ้ตทางการไว้เปลี่ยนหากต้องเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญ เช่นเดียวกับ โทรุ ซูดะ ข้าราชการวัย 34 ปี ที่เริ่มแต่งกายด้วยเสื้อโปโล กางเกงขาสั้นยาวระดับเข่า และรองเท้าผ้าใบ เขากล่าวว่า แม้ช่วงแรกจะรู้สึกแปลก แต่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานแต่งตัวลำลองมากขึ้น ความรู้สึกอึดอัดก็ค่อย ๆ หายไป

แม้ว่านโยบายนี้จะสร้างความอิจฉาให้กับพนักงานบริษัทเอกชนหลายแห่งที่ยังคงต้องสวมสูทท่ามกลางแดดจ้า แต่ในโลกออนไลน์ของญี่ปุ่นกลับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม โดยนางซาจิเอะ โคอิเกะ ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์วัย 52 ปี แสดงความเห็นว่า เธอรับได้หากผู้ชายจะไม่ผูกเนกไทหรือถอดเสื้อนอกในฤดูร้อน แต่การใส่กางเกงขาสั้นมาทำงานดูจะเกินขอบเขตไปหน่อย เพราะภาพจำของกางเกงขาสั้นคือชุดในวันหยุด และการเห็นขาที่มีขนดกในสถานที่ทำงานดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจและผู้ผลิตเครื่องแต่งกายรายใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น เครือห้างสรรพสินค้า Aeon รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง Fast Retailing และ Aoki ต่างขานรับกระแสนี้ด้วยการเร่งขยายไลน์สินค้าเสื้อผ้าประเภท “บิสซิเนส-แคชชวล” (Business-Casual) ที่เน้นเนื้อผ้าบางเบา ยืดหยุ่น และแห้งไว เพื่อตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการความสบายแต่ยังคงภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมืออาชีพ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับฤดูร้อนปีที่ผ่านมา ซึ่งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1898 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 2.36 องศาเซลเซียส และมีประชาชนต้องเข้าโรงพยาบาลจากโรคลมแดด มากกว่า 100,000 คน

ความรุนแรงของสภาพอากาศที่พุ่งสูงแตะ 40 องศาเซลเซียสบ่อยครั้ง ทำให้สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่น ต้องบัญญัติศัพท์ใหม่อย่างเป็นทางการเพื่อเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดสุดขีดนี้ว่า “วันร้อนโหด” หรือ โคคุโช (Kokusho)

ล่าสุด ทางสำนักอุตุนิยมวิทยาและกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นได้ร่วมกันออกประกาศเตือนภัยระวังโรคฮีทสโตรกในพื้นที่เมืองหลวง พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต.

ที่มา AFP / Reuters

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

15 ก.ค. 2569 14:24 น.

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

สำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยผลการสืบสวนพบว่า กลุ่มธุรกิจของมหาเศรษฐีกัมพูชาผู้มีอิทธิพล ปล่อยเช่าอาคารภายในพื้นที่เดียวกับกาสิโน “รอยัลฮิลล์” ในเมืองโอร์เสม็ด บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ชาวจีนในราคาสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ก่อนถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติและเครือข่ายค้ามนุษย์ขนาดใหญ่ แม้ยังไม่พบหลักฐานว่าบริษัทมีส่วนร่วมโดยตรงกับอาชญากรรมดังกล่าว

หลักฐานชิ้นสำคัญที่รอยเตอร์ตรวจสอบพบคือ สัญญาเช่าสินทรัพย์ฉบับเดือนมีนาคม 2024 ระหว่างบริษัทในเครือ ลิม เฮง กรุ๊ป (Lim Heng Group) กับชายสัญชาติจีนรายหนึ่ง โดยเป็นการปล่อยเช่าอาคาร 3 หลังภายในพื้นที่เดียวกับคาสิโน “รอยัล ฮิลล์” ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโอร์เสม็ด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ติดกับชายแดนประเทศไทย

สัญญาดังกล่าวระบุค่าเช่าสูงลิ่วถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (หรือประมาณ 6.8 ล้านบาท) ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับเมืองชายแดนอันเงียบสงบ เมื่อเทียบกับอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงพนมเปญในตลาดที่มีราคาเช่าเพียง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนเท่านั้น

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของรอยเตอร์หลังจากพื้นที่ดังกล่าวถูกกองทัพไทยโจมตีในเหตุปะทะชายแดนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าภายในอาคารที่ล้อมด้วยรั้วลวดหนามสูงชัน มีการตกแต่งห้องพักให้ดูเหมือน “สถานีตำรวจ” และ “สำนักงานธนาคาร” ของหลายประเทศ เพื่อใช้เป็นฉากหลังในการวิดีโอคอลหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก โดยสอดคล้องกับคำให้การของ พล.ต.ท. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุว่าพื้นที่นี้ถูกกลุ่มมาเฟียจีนใช้เป็นฐานต้มตุ๋นทางไซเบอร์

“ดร. ลิม เฮง” เจ้าของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในนักธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาที่มีฐานะทางสังคมและสายสัมพันธ์ทางการเมืองระดับสูง เขามีบรรดาศักดิ์ทางราชวงศ์เทียบเท่า “ออกญา” มักปรากฏตัวในงานสังคมร่วมกับนายพลระดับสูง และบริจาคเงินจำนวนมากให้กับกองทัพกัมพูชา

แม้ว่าทางรัฐบาลกัมพูชาจะเคยประกาศเจตนารมณ์ในการปราบปรามศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง และมีการส่งตัวนาย “เฉิน จื้อ” เจ้าของคาสิโนและผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ให้ทางการจีนไปก่อนหน้านี้ ทว่าในกรณีของ รอยัล ฮิลล์ รัฐบาลกัมพูชากลับยืนยันมาโดยตลอดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเพียง “โรงแรม” เท่านั้น ทั้งที่มีภาพหลักฐานของสถานีตำรวจปลอมเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในพนมเปญระบุว่า ภายใต้กฎหมายกัมพูชา เจ้าของที่ดินหรือผู้ปล่อยเช่าสามารถถูกดำเนินคดีร่วมได้ หากการสืบสวนพบว่าพวกเขารับรู้ว่าทรัพย์สินของตนถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมแต่ยังปล่อยให้ดำเนินต่อไป โดยพบหลักฐานว่า ลิม เฮง กรุ๊ป เคยได้รับเตือนเรื่องการค้ามนุษย์ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2024 หลังจากที่พวกเขาพยายามยื่นฟ้องปิดปากสำนักข่าวท้องถิ่นที่รายงานว่ามีชาวต่างชาติถูกกักขังในคาสิโนแห่งนี้

ตามข้อมูลจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งกัมพูชาซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และนายพิเสธ ดุช ทนายความในกรุงพนมเปญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระบุว่า อัยการสามารถดำเนินคดีกับเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าสถานที่ซึ่งใช้ในการฉ้อโกงได้ หากการสืบสวนพบว่าพวกเขารู้เห็นเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินของตนในทางที่ผิดและปล่อยให้การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นต่อไป

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ขบวนการต้มตุ๋นไซเบอร์ในกัมพูชายังคงแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีกลุ่มชนชั้นนำและผู้ทรงอิทธิพลได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ รอยัล ฮิลล์ ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่ามีแรงงานถูกกักขังอยู่ราว 3,000 คนบนพื้นที่รวมกว่า 500 ไร่

นางสาวพรเพ็ญ (นามสมมติ) เหยื่อชาวไทยที่ได้รับการช่วยเหลือ เปิดเผยว่า เธอถูกหลอกผ่านโฆษณาบนเฟซบุ๊กที่รับสมัคร “แอดมินดูแลเว็บไซต์” เมื่อปี 2022 แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกกักขังและบังคับให้ทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อโดยอ้างตัวเป็นตำรวจไทย ภายในคอมพาวด์มีผู้คุมถือกระบองตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง และหากใครทำยอดไม่ได้ตามเป้าจะถูกลงโทษอย่างทารุณ

ชัย สินฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสผู้รับผิดชอบการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลกำลังสอบสวนการดำเนินงานของเครือข่ายหลอกลวงในพื้นที่รอบรอยัล ฮิลล์ และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม เขาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยส่งมอบพื้นที่ที่ยึดไว้คืนแก่กัมพูชา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการสอบสวนได้

ปัจจุบัน กองทัพไทยยังคงเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะที่นายฉาย สินาริธ รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชาที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามฉ้อโกงออนไลน์ ระบุว่ากัมพูชากำลังเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงรอบพื้นที่ รอยัล ฮิลล์ และเรียกร้องให้ฝ่ายไทยส่งมอบพื้นที่คืนเพื่อความสะดวกในการขยายผลทางคดีต่อไป.

ที่มา Reuters

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ “ผู้ลี้ภัยภูฏาน”

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ "ผู้ลี้ภัยภูฏาน"

15 ก.ค. 2569 12:58 น.

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ “ผู้ลี้ภัยภูฏาน”

ศาลกรุงกาฐมาณฑุของเนปาล มีคำพิพากษาจำคุกอดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมผู้เกี่ยวข้องอีก 14 คน หลังมีความผิดในคดีปลอมแปลงเอกสารและหลอกลวงชาวเนปาลว่าสามารถส่งตัวไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ โดยแอบอ้างเป็นผู้อพยพชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล เพื่อแลกกับเงินจำนวนมาก ขณะที่จำเลยยืนยันความบริสุทธิ์และเตรียมยื่นอุทธรณ์

ศาลแขวงกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล มีคำพิพากษาจำคุกนายท็อป บาฮาดูร์ รายามาจี (Top Bahadur Rayamajhi) อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นเวลา 4 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหากระทำความผิดต่อรัฐ ฉ้อโกง และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม จากคดีปลอมแปลงเอกสารเพื่อให้ชาวเนปาลได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน และมีสิทธิอพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาจำคุกนายบัล กฤษณะ ขัณฑ์ (Bal Krishna Khand) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 2 ปี ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด พร้อมปรับเป็นเงิน 20,000 รูปีเนปาล ส่วนรายามาจีถูกสั่งปรับ 40,000 รูปีเนปาล หรือราว 260 ดอลลาร์สหรัฐ

คำพิพากษามีขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา โดยนายรายามาจีอยู่ระหว่างถูกควบคุมตัว ส่วนนายขัณฑ์ได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งสองเคยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตดังกล่าว ด้านนายธรรม ราช เรกมี ทนายความของรายามาจี ระบุว่า ลูกความของตนไม่เคยมีบทบาทในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย และเตรียมยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ทนายความของข่านด์ยืนยันว่าจะดำเนินการอุทธรณ์เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ศาลยังตัดสินจำคุกผู้ร่วมขบวนการอีก 14 คน ซึ่งรวมถึงอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และอดีตผู้นำชุมชนผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน โดยได้รับโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ขณะที่จำเลยอีก 7 คน ได้รับการยกฟ้อง

คดีนี้ถูกเปิดโปงในปี 2023 หลังมีชาวเนปาลจำนวนมากร้องเรียนว่า ถูกหลอกให้จ่ายเงินจำนวนมาก โดยผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถจัดทำเอกสารให้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน เพื่อเข้าร่วมโครงการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แม้โครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2018 จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีชาวเนปาลคนใดสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยสถานะผู้ลี้ภัยปลอมได้จริงหรือไม่

ปัญหานี้มีจุดเริ่มต้นจากช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล หรือ ลอตชัมปา (Lhotshampa) กว่า 120,000 คน หลบหนีออกจากภูฏานมายังเนปาล หลังรัฐบาลภูฏานบังคับใช้นโยบาย “หนึ่งชาติ หนึ่งประชาชน” ซึ่งเพิกถอนสิทธิความเป็นพลเมืองของชนกลุ่มน้อยที่ใช้ภาษาเนปาล พร้อมกำหนดให้ประชาชนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ และจำกัดการใช้ภาษาเนปาล

หลังการเจรจาระหว่างเนปาลและภูฏานเพื่อส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ ได้มีการดำเนินโครงการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามระหว่างปี 2007-2018 ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยชาวภูฏานเชื้อสายเนปาลเกือบ 113,000 คน ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศตะวันตก

ในจำนวนนี้ สหรัฐอเมริการับผู้ลี้ภัยจากเนปาลประมาณ 100,000 คน ขณะที่อีกหลายพันคนได้ย้ายไปยังแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในยุโรป ส่วนผู้ลี้ภัยอีกหลายพันคนยังคงอาศัยอยู่ในค่ายพักในภาคตะวันออกของเนปาล และยังคงเรียกร้องสิทธิในการเดินทางกลับภูฏาน

คดีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ของเนปาล และเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกระแสเรียกร้องการปราบปรามคอร์รัปชัน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เนปาลเผชิญการชุมนุมต่อต้านการทุจริตที่นำโดยคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 76 คน และนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลชุดก่อน

ต่อมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่น “เจน ซี” ภายใต้การนำของนายบาเลนทรา ชาห์ อดีตแร็ปเปอร์วัย 36 ปี ได้เข้าบริหารประเทศ พร้อมประกาศเดินหน้าปราบปรามการทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนอย่างจริงจัง.

ที่มา Reuters / Kathmandu Post

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หวั่นกระทบราคาพลังงาน

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด "ช่องแคบฮอร์มุซ" หวั่นกระทบราคาพลังงาน

15 ก.ค. 2569 12:17 น.

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หวั่นกระทบราคาพลังงาน

หอการค้าฯ แนะติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซพร้อมประสานทุกภาคส่วน ช่วยบรรเทาผลกระทบ สร้างความเชื่อมั่นการค้า การขนส่ง และความมั่นคงพลังงานของประเทศ 

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ที่อาจมีแนวโน้มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเป็นเวลาไม่นานหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิง (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งโดยเฉพาะการขนส่งทางเรือผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง ความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือและค่าประกันภัย รวมทั้ง ราคาพลังงานที่อาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจน ความเพียงพอของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมภาคการผลิต

ด้านผู้ประกอบการตัวแทนสายการเดินเรือ ให้ข้อมูลว่า สายการเดินเรือมีการเตรียมความพร้อมจากสถานการณ์ความขัดแย้งในรอบที่ผ่านมา โดยปัจจุบันสายการเดินเรือ มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือโดยไปเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือ Khor Fakkan ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE และ ท่าเรือ Salalah/ Sohar ของประเทศโอมาน แทนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนเส้นทางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น สายเดินเรือมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง จึงทำให้ยังมีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนน้อยมาก

ดร.พจน์ฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรตระหนกจนเกินไปแต่ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมเผย ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วย 

1.ติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง 

2.ประเมิน Stock วัตถุดิบและสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้ง เตรียมแผนสำรองเพื่อจัดหาวัตถุดิบและสินค้ากรณีเกิดการขาดแคลนในอนาคต  

3.ประสานสายการเดินเรือและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์เพื่อหาแนวทางและเส้นทางในการขนส่งสินค้าผ่านตะวันออกกลาง โดยมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่เหมาะสมที่สุด

ดร.พจน์ฯ ย้ำว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นสื่อกลางรับฟังข้อเสนอแนะจากเครือข่ายสมาชิกหอการค้าฯที่ได้รับผลกระทบ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระลอกนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การขนส่ง และความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นที่เคยร่วมกับรัฐบาลในการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาตะวันออกกลาง ผ่านกลไกของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.ที่ผ่านมา