แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเห็นการรับผิดอย่างเต็มตัวหรือการแสดงความรับผิดชอบของทางกัมพูชาอย่างจริงใจเลย มีแต่การท้าทายอย่างต่อเนื่องแล้วทำไมเราต้องคอยดูแลช่วยเหลือต่อไป จริงๆ เราควรเรียกร้องไปถึงประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ช่วยกันบอยคอตต์ให้เขามีจิตสำนึกกว่านี้ด้วยซ้ำไป”

นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่ ดับไฟบัตรคนจน

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่  ดับไฟบัตรคนจน

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่ ดับไฟบัตรคนจน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่ ดับไฟบัตรคนจน ยกเลิกเกณฑ์ลดหย่อนภาษี ปชน.ร้องศาลปค.กู้มาแจก 60/40เงินสะพัด1.7หมื่นล.

“เอกนิติ” เผยนายกฯ สั่งทบทวน เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้คกก.ประชารัฐฯ พิจารณาด่วนเร็วที่สุด เสร็จภายในกรกฎาคมนี้ ย้ำเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน ขณะที่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 7 วัน เงินสะพัด 1.7 หมื่นล้าน ประชาชน 5 แสนคน ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท เตรียมเปิดสมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” 10 มิถุนายนนี้ ย้ำร้านค้าเลือกได้เพียง 1 แพลตฟอร์ม เริ่มรับออร์เดอร์ 15 มิ.ย. ชาวบ้านแห่ยืนยันสิทธิ“บัตรคนจน” แน่นขนัด 3 แบงก์วิเชียรบุรี บางรายเดินทางไกลหลายสิบกม. “ศิริกัญญา”ยื่นผู้ตรวจการฯ ส่งศาลปกครอง ตรวจสอบมติครม.ใช้เงินกู้ 1.88หมื่นล้าน อุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้อาจขัดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อเวลา 07.27 น. วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวรีกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งให้กระทรวงการคลัง ยกเลิกการใช้มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้หารือกับนายกฯ ในประเด็นที่สังคมและประชาชนเป็นห่วงเรื่องเกณฑ์ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่บุตรได้นำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ในช่วงที่ผ่านมา และถูกตัดสิทธิ์

โดยนายกฯ และกระทรวงการคลังได้รับฟังความคิดเห็นทางสังคม โดยเป็นห่วงประเด็นนี้และเน้นย้ำจะให้ความเป็นธรรม ซึ่งจุดประสงค์คือต้องการดูแลประชาชนที่เดือดร้อน และไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่มีใครดูแล เราไม่ได้เปิดสิทธิ์ทบทวนคนที่เดือดร้อนมานานครั้งที่แล้วก็ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งมีข้อร้องเรียนมากมายว่าบัตรว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนที่ถือบัตรปัจจุบันประมาณ 13.2 ล้านคน มีคนที่เดือดร้อนจริงและไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ เราอยากให้บัตรสวัสดิการตรงนี้ตกไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ซึ่งวันนี้ได้เปิดให้กระทรวงมหาดไทยไปช่วยดูแลหาคนที่เดือดร้อนจริง และอาจจะตกหล่นคนที่จนไม่มีใครดูแล โดยเปิดตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.-21 มิ.ย.2569 และคนที่อยู่ในสิทธิ์ปัจจุบันก็มาทบทวนคนที่ไม่เดือดร้อนจริงมีใครบ้าง และคนที่ไม่มีคนดูแลมีใครบ้าง ซึ่งเกณฑ์ที่บอกว่าคนที่ลูกดูแลแล้ว แต่มีเรื่องเกณฑ์ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ซึ่งคนที่มีสิทธิ์คือพ่อแม่ ก็ถือว่ามีลูกดูแลแล้ว แต่ความเป็นจริงไทยปัจจุบันในสังคมไทยปัจจุบันจากข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมดจะมีรูปบางคนที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อน แต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริงตรงนี้เราก็เป็นตรงนี้เราก็เป็นห่วง การที่ไปตัดสินพ่อแม่ตรงนี้อาจจะถูกกระทบ นายกฯจึงสั่งให้ไปทบทวน

สั่งคกก.ประชารัฐฯพิจารณา

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ตนได้พูดคุยกับกระทรวงการคลัง ซึ่งกระบวนการในการทบทวนตรงนี้เรามีคณะกรรมการพิจารณาคือ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะไปพิจารณาทบทวนตามข้อสั่งการของนายกฯ ว่าข้อนี้อาจจะไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ลูกที่ลูกไปแอบอ้างใช้สิทธิ์ แล้วตัวเองต้องขาดสิทธิ์ตรงนี้ ซึ่งวันนี้ได้มอบกระทรวงการคลังนำเรื่องไปพิจารณาในคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อทบทวนสิทธิ์ในข้อนี้ เพราะเราได้คำนึงถึงเสียงของสังคม และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน

เมื่อถามว่าตรงนี้จะพิจารณาแล้วเสร็จนานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการที่เข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มอบให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ไปพิจารณาในกระบวนการทบทวนทบทวนหลักเกณฑ์ ได้อยู่แล้ว ซึ่งจะดำเนินการด่วนที่สุด

เน้นช่วยคนตกหล่นที่ไม่มีโอกาส

เมื่อถามต่อว่าถึงขั้นว่าจะต้องมีการทบทวนฐานเงินเดือนลูกในการเสียภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ณ วันนี้ได้มีการลดหย่อนภาษีไปแล้วในปีที่แล้ว ลูกได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว ซึ่งเกณฑ์นี้ต้องเรียนว่าในหลักเกณฑ์ที่เข้าครม. ไม่ได้กำหนดวัน เพราะอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมจากปีที่แล้ว ลูกเอามาลดหย่อนภาษีแล้วพ่อแม่จะถูกตัดสิทธิ์ ตรงนี้ตนคิดว่าอาจจะไม่ได้ใช้ในปีนี้ เพราะว่าได้ดำเนินการผ่านไปแล้ว สำหรับในปีหน้าคงต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หัวใจสำคัญของเรื่องที่จะเข้าครม.คือการทบทวนคนที่ตกหล่นที่ไม่มีโอกาส ไม่มีใครดูแลเลยและไม่มีระบบสวัสดิการที่จะดูแล ซึ่งที่ผ่านมาที่ใช้กันมา ตลอด 10 ปีก็ถูกร้องเรียนเป็นจำนวนมากว่าคนที่ใช้สิทธิ์ เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ เราต้องการเอาคนกลุ่มนี้ออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อไปใช้สิทธิ์อื่น ยกตัวอย่างคนที่จะถูกตัดสิทธิ์ จาก 13.2 ล้านคน ที่เขาไม่ได้เดือดร้อนจริงไม่ใช่คนที่จนที่สุด หลายคนไปยื่นใบสมัครโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่เราไม่ได้ให้ เพราะถือว่าอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ซึ่งคนที่จนที่สุดที่ไม่มีเงินแม้จะไปสมทบ ในไทยช่วยไทยพลัสคนกลุ่มนั้น คือกลุ่มคนที่เราต้องการช่วย วันนี้จึงต้องมีการทบทวน

ต้องให้เสร็จภายในก.ค.

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเร่งดำเนินการในเรื่องนี้เพราะต้องการให้เสร็จภายในเดือนก.ค.2569 เพราะวันที่ 1 ส.ค.2569 เราจะให้คนที่หลุดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย

เมื่อถามอีกว่าคนที่ไม่ได้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและต้องมาใช้ไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 1 ส.ค. จะได้ใช้สิทธิ์ 2 เดือนใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ใช่ได้ 2 เดือน ทั้งนี้ ข้อมูลการลงทะเบียนบัตรคนจนล่าสุดเกือบ 10 ล้านรายแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าที่ติดปัญหาข้อมูลไม่ครบถ้วนติดเพราะหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่ วันนี้เป็นเพียงการสำรวจสิทธิ์ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์ใครเลย

ปชช.โล่งใจได้รับสิทธิตามเกณฑ์เดิม

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณหน้าธนาคารออมสิน สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี พบสองสามีภรรยา นางสะอาด พูลมี อายุ 61 ปี และนายมนตรี พูลมี อายุ 59 ปี ซึ่งมีอาชีพขายลูกชิ้นปิ้ง เปิดเผยถึงความรู้สึกหลังมีข่าวการปรับเงื่อนไขดังกล่าว ว่าก่อนหน้านี้รู้สึกกังวลอย่างมาก หลังทราบว่าการที่บุตรนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี อาจส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติการได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากครอบครัวมีรายได้หลักจากการค้าขายเพียงอย่างเดียว ไม่มีที่ดินทำกิน และต้องพึ่งพารายได้รายวันในการดำรงชีพ หลังทราบว่ารัฐบาลยกเลิกการใช้เกณฑ์ดังกล่าว ยอมรับว่ารู้สึกโล่งใจและสบายใจมากขึ้น เนื่องจากยังมีโอกาสได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์เดิม โดยมองว่าสวัสดิการแห่งรัฐมีความสำคัญต่อการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะค่าครองชีพและการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว พร้อมกล่าวขอบคุณภาครัฐที่รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน พร้อมระบุว่าการคงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยให้มีความมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว

ไทยช่วยไทยพลัส7วันสะพัด1.7หมื่นล.

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าข้อมูลการใช้สิทธิโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00น.พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วรวม 1,002,862 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 869,104 ร้าน และร้านค้าใหม่ 133,758 ร้าน นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,566 ร้าน และร้านค้าที่อยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) จำนวน 109,882 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 108,134 ร้าน และร้านค้าใหม่ 1,748 ร้าน

สำหรับการใช้จ่ายภายใต้โครงการฯ พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้ว 17,473.66 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ภาครัฐร่วมสนับสนุน 10,360.02 ล้านบาท และเป็นเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 7473.66 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มีประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้ว 23,043,144 ราย ส่วนร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงภายใต้โครงการมีจำนวน 940,267 ร้านค้า ขณะเดียวกัน มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท จำนวน 508,267 ราย ทั้งนี้ การใช้จ่ายผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป

เปิดให้สมัครฟู้ดเดลิเวอรี10มิ.ย.นี้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” โดยเปิดให้ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในประเภทธุรกิจอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ลงทะเบียนเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. โดยร้านค้าสามารถเลือกผูกบัญชีกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว โดยเมื่อยืนยันการสมัครแล้วจะ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมก่อนดำเนินการสมัคร

สำหรับร้านค้าที่ไม่มีสาขา สามารถสมัครได้ผ่านแบนเนอร์ “สมัครใช้งานฟู้ดเดลิเวอรี” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยกดยอมรับเงื่อนไข เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการสมัคร กรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP และรอผลการพิจารณาอนุมัติจากระบบ

แจงรายละเอียดร้านที่มีหลายสาขา

ส่วนร้านค้าที่มีหลายสาขา จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม โดย สาขาหลักต้องเป็นผู้เลือกแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากทุกสาขาในร้านค้าจะต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน หากสาขาหลักประสงค์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเลือกเมนู “ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” จากนั้นกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากแพลตฟอร์มที่เลือก ยืนยันข้อมูลและยืนยันตัวตน เมื่อสาขาหลักได้รับการอนุมัติแล้ว สาขาย่อยจะสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันได้ โดยไม่สามารถเลือกแพลตฟอร์มอื่นแตกต่างจากสาขาหลัก

ในกรณีที่สาขาหลักไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการเปิดโอกาสให้สาขาย่อยเข้าร่วม สาขาหลักสามารถเลือกเมนู “ไม่ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” เพื่อกำหนดแพลตฟอร์มกลางสำหรับร้านค้าได้ จากนั้นสาขาย่อยที่ต้องการเข้าร่วมสามารถเข้าไปสมัครผ่านแอปถุงเงิน โดยระบบจะแสดงเฉพาะแพลตฟอร์มที่สาขาหลักเลือกไว้ และดำเนินการกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้า ยืนยันข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย OTP ตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีหลายสาขาสามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะบางสาขาได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกสาขา

แห่ยืนยันสิทธิ‘บัตรคนจน’แน่นขนัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางมาติดต่อยืนยันตัวตนเพื่อรักษาสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ที่บริเวณสถาบันการเงินของรัฐทั้ง3แห่งในพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทยและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ยังคงมีประชาชนเดินทางมาต่อคิวรอรับบริการจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แม้จำนวนจะไม่หนาแน่นแออัดเท่ากับช่วงสองวันแรก เนื่องจากเข้าสู่วันที่ 3 ของการเปิดระบบ

สำหรับการเปิดยืนยันตัวตนในรอบนี้ กลุ่มผู้มาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ซึ่งตามกำหนดการของกระทรวงการคลัง จะต้องเดินทางมาดำเนินการยืนยันสิทธิในระหว่างวันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ในรอบใหม่ที่จะมีการประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และจะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิรูดซื้อสินค้าและสวัสดิการต่าง ๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ยายพ่วงข้างพาตาขี่ข้ามจังหวัด50กม.

ผู้สื่อข่าวได้พบกับภาพเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มผู้ยากไร้ในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐ เมื่อมีคุณยายรายหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (ซาเล้ง) สภาพเก่า พาคุณตาซึ่งเป็นคู่ชีวิตนั่งโดยสารมาด้วย เดินทางข้ามฝั่งมาจากพื้นที่ทุรกันดารบริเวณรอยต่อของจังหวัดชัยภูมิ รวมระยะทางไป-กลับไกลกว่า 50 กิโลเมตร เพื่อมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ธนาคารในการยืนยันสิทธิบัตรคนจน

คุณยายเปิดเผยว่าในการเดินทางมาธนาคารครั้งนี้ ตนต้องเจียดเงินไปซื้อน้ำมันรถจำนวน 3 ลิตร คิดเป็นเงิน 150 บาท ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับครอบครัวตน แต่ก็จำเป็นต้องมาเพราะเงินสวัสดิการนี้มีความหมายต่อการยังชีพมาก พร้อมกันนี้คุณยายยังได้กล่าวประโยคเด็ดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านที่มานั่งรอคิวว่า ‘ไม่เคยได้ 60 แล้ว ยังไม่เคยได้สักที’ ซึ่งสร้างทั้งรอยยิ้มและความฉงนฉงายระคนเห็นใจให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก

พบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

จากการเจาะลึกสอบถามชาวบ้านและผู้สูงอายุถึงสาเหตุที่ยอมเสียเวลาเดินทางมาต่อคิวที่สาขาธนาคาร ทั้งที่รัฐบาลมีการประชาสัมพันธ์ให้สามารถยืนยันตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์บนแอปพลิเคชัน“ทางรัฐ”และ“เป๋าตัง” ได้นั้น พบข้อมูลว่าประชาชนในพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ยังประสบปัญหา“ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” (Digital Divide) อย่างรุนแรง โดยระบุเหตุผลหลักตรงกันคือ เป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน , มีโทรศัพท์แต่ใช้งานแอปพลิเคชันไม่เป็น หรือมีการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ทำให้อัปเดตข้อมูลไม่ได้, ลืมรหัสผ่าน (Password) ในการเข้าใช้งานระบบเดิม, ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ตรงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ และปัญหาใหญ่สุดคือ ไม่ผ่านระบบการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (e-KYC) หรือระบบสแกนใบหน้าบนสมาร์ทโฟนไม่ผ่าน ทำให้ระบบล็อก จึงจำเป็นต้องเดินทางมาให้เจ้าหน้าที่ธนาคารใช้เครื่องมือตรวจสอบและกดยืนยันสิทธิแทน

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้มีสิทธิรายใหม่ในพื้นที่ อ.วิเชียรบุรี ยอดส่วนใหญ่ยังคงต้องชะลอการเดินทางเพื่อรอให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในแต่ละหมู่บ้าน ดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลรายชื่ออย่างเป็นทางการเสียก่อน เหตุการณ์ดังกล่าวระบุชัดเจนว่า แม้ภาครัฐจะพยายามขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมไร้เงินสดและระบบดิจิทัล 100% แต่กลุ่มเปราะบาง, ผู้สูงอายุ และชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ยังคงต้องพึ่งพาหน่วยงานออนไซต์และตัวบุคคลในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านปากท้องจากรัฐบาลอยู่เช่นเดิม

ยื่นสอบมติครม.ใช้เงินกู้1.88หมื่นล.

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลใช้เงินกู้ไปกับงบรายจ่ายประจำ ส่อผิดกฎหมาย ว่า ตนมายื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นเรื่องไปที่ศาลปกครอง ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ครม.อนุมัติ โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 ตลอดปี ซึ่งกรณีนี้เป็นคนละกรณีกับการที่มีโครงการไทยช่วยไทย พลัส และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท เพราะกรณีนี้เป็นสวัสดิการเดิมที่มีอยู่แล้วที่เติม 300 บาท บวกกับค่าน้ำค่าไฟค่าแก๊สและค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐจัดงบประมาณตามปกติได้อยู่แล้ว และมีการจัดสรรงบประมาณประจำปี เพียงแต่งบประมาณไม่เพียงพอ

ชี้อาจขัดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน

นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า การที่งบประมาณไม่เพียงพอไม่ได้เป็นเหตุให้สามารถใช้เงินกู้ 2แสนล้านบาท ในส่วนของแผนงานช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกรได้ เพราะในส่วนนี้มาตรา 5 ของ พ.ร.ก.เขียนไว้ชัด ว่าจะใช้จ่ายได้ต้องเป็นส่วนของการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่เป็นสถานการณ์ปกติ ประกอบกับเหตุผลแนบท้าย พ.ร.ก. ก็ชัดเจนว่าจะเป็นเฉพาะเงินกู้ที่ใช้งบประมาณตามปกติไม่ได้และจำเป็นเร่งด่วน ขณะที่กระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า การกู้เงินเป็นเพียงแค่แหล่งเงินเพิ่มเติม แต่หากไปดู พ.ร.ก. ได้กำหนดวัตถุประสงค์เอาไว้ชัดเจน ดังนั้นต้องใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ จึงทำให้ต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นต่อศาลปกครอง เนื่องจากตนเป็นประชาผู้เสียภาษีและได้รับความเดือดร้อนจากการอนุมัติโครงการ ตามมติ ครม.ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นข้อจำกัดที่เราไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่ ในฐานะผู้เสียภาษี

เมื่อถามว่าการยื่นในครั้งนี้แตกต่างจากการไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ในครั้งที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาเฉพาะ พ.ร.ก.ว่าสามารถออก พ.ร.ก.ได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและทาง ครม.ได้ส่งหนังสือชี้แจง และเราจะมีหนังสือคัดค้านคำชี้แจงของ ครม.ต่อไป ส่วนครั้งนี้ เป็นส่วนที่ พ.ร.ก.ได้ผ่าน ครม.ไปแล้วและมีผลบังคับใช้ หลังจากนี้ในการใช้จ่ายต่างๆ เป็นไปตาม มติ ครม.ว่าจะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการอนุมัติโครงการต่างๆ เราก็พิจารณาว่ามันชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในกฎหมายนั้นคือตัว พ.ร.ก. ที่มีการระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ตามมาตรา 5 ที่ผิดทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และผิดรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องใช้ช่องทางของผู้ตรวจการแผ่นดิน

ชี้รัฐบาลถังแตกเงินไม่เพียงพอ

เมื่อถามต่อว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องนำโครงการ 18,800 ล้านบาท มาสอดไส้ใช้เงินก้อนนี้ ทั้งที่มีเงินก้อนสำรองฉุกเฉิน 5 หมื่นล้านบาทที่ยังใช้ได้อยู่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า หากตอบอย่างตรงไปตรงมาเป็นเพราะว่ารัฐบาลถังแตก เงินไม่เพียงพอ แต่การที่รัฐบาลเงินไม่พอไม่ใช่เหตุอันควรที่จะนำเงินกู้ไปใช้ตามใจชอบหรือตามอำเภอใจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณของตัวเองให้ได้ภายในปีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การนำเงินกู้มาใช้ตามใจชอบจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีในอนาคต หากเกิดวิกฤตที่จำเป็นต้องเยียวยาเร่งด่วนกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงจริง ๆ รัฐบาลอาจเอาเงินกู้สำหรับสถานการณ์พิเศษมาใช้ในสถานการณ์ปกติ ทำให้ต้องกู้เงินมากเกินปกติและใช้เงินเกินกว่าที่สภาอนุมัติไปเยอะ และสุดท้ายเมื่อต้องกู้เงินเพิ่มโดยไม่จำเป็นก็จะกระทบต่อหนี้สาธารณะและกลายเป็นภาระ เป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ

ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ  รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“ชัชชาติ” ยันผลสอบคดี “เครื่องออกกำลังกาย กทม.” ยังไม่จบ-ไม่รอด คดียังมีต่อแม้มีรายงานให้ลงโทษวินัยตัดเงินเดือน 2%  แจง ก.ก.เห็นว่าโทษเบาเกิน-ยังมีข้อสงสัย ให้สอบสวนเพิ่ม พร้อมส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน ย้ำเป็นจุดเริ่มต้นปรับระบบเสนองบประมาณใหม่ให้เข้มขึ้น

วันที่ 8 มิถุนายน 2569  จากกรณีโพสต์ระบุว่า ผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกทม. พบว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย แบ่งเป็น 20 ราย ไม่มีความผิด และอีก 12 รายผิดวินัยไม่ร้ายแรง พร้อมลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาทต่อคน จนสังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่เบาเกินไป เมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวยังไม่ถึงข้อยุติ และยังไม่มีการลงโทษตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลออกมา โดยผลสอบสวนที่ถูกพูดถึงเป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนที่ส่งขึ้นมาเท่านั้น

นายชัชชาติกล่าวว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. และฝ่ายบริหาร เห็นว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไป จึงให้ส่งเรื่องกลับไปสอบสวนเพิ่มเติม

ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งรับผิดชอบ ก.ก. โดยตรง ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีการสอบสวนเป็นระยะ และนายชัชชาติได้ให้สอบสวนเพิ่มเติมมาโดยตลอด โดยล่าสุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมที่ผ่านมา มีการเสนอผลวินิจฉัยว่าเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และให้ลงโทษตัดเงินเดือน 2% แต่คณะกรรมการใหญ่ของข้าราชการกรุงเทพมหานครเห็นว่าโทษเบาเกินไป อีกทั้งยังมีข้อสงสัยในสำนวนอีกหลายประเด็น จึงให้กลับไปสอบสวนเพิ่มเติม

นายชัชชาติย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป และไม่ใช่ว่าฝ่ายบริหารยอมรับผลลงโทษดังกล่าว แต่เป็นฝ่ายบริหารและ ก.ก. ที่เห็นว่า “รับไม่ได้” จึงตีกลับให้พิจารณาใหม่ พร้อมขอให้สังคมรอผลสอบสวนที่ชัดเจนก่อน

นอกจากนี้ กทม. ยังดำเนินการคู่ขนานกับ ป.ป.ช. เพราะ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบที่กว้างกว่า โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะที่ กทม. สามารถดำเนินการได้ตามกรอบวินัยและระเบียบราชการเท่านั้น

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า แม้กระบวนการลงโทษยังต้องรอผลสอบสวน แต่กรณีดังกล่าวทำให้ กทม. ปรับเปลี่ยนระบบการเสนองบประมาณใหม่ จากเดิมที่บางโครงการอาจเสนอรายละเอียดไม่เพียงพอ ต่อไปต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ละเอียด และรอบคอบมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดิมอีก

“ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด อันนั้นต้องทำอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มีผลในการเปลี่ยนโครงสร้างของการเสนองบประมาณด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ”นายชัชชาติย้ำ และกล่าวทิ้งท้ายว่า 

“หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของประชาชน พร้อมขอบคุณผู้ที่นำข้อมูลออกมา เพราะทำให้เกิดการตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงกระบวนการทำงานของ กทม. ให้ดีขึ้น”

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.32 น.

ดร.มัลลิกา ลุยตรวจคลองลาดพร้าว ประกาศยกระดับ “คลองต้นแบบ AI” รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ยุคใหม่ 

“ผู้นำต้องเห็นปัญหาก่อนประชาชนเดือดร้อน” ดร.มัลลิกา ลงพื้นที่ตรวจคลองลาดพร้าว ชูแผน AI Flood Radar – Smart Canal ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

ดร.มัลลิกา

กรุงเทพมหานคร วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. 

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์คลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นคลองยุทธศาสตร์สำคัญด้านการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า คลองลาดพร้าวเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ ครอบคลุมพื้นที่หลายเขตทั้งลาดพร้าว จตุจักร บางเขน สายไหม และพื้นที่โดยรอบ หากบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนขนาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

“การแก้ปัญหาน้ำท่วมในอนาคต ไม่ใช่รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยสูบออก แต่ต้องรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมล่วงหน้า และสั่งการล่วงหน้า ด้วยเทคโนโลยี AI กับ ศักยภาพของสำนักงานระบายน้ำรวมทั้งภาคภาคีเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ และข้อมูลแบบ Real Time”

ดร.มัลลิกา

ดร.มัลลิกา ระบุว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเร่งผลักดันโครงการ AI Flood Radar เชื่อมต่อข้อมูลเรดาร์ตรวจฝน ระบบวัดระดับน้ำ สถานีสูบน้ำ และประตูระบายน้ำทั่วกรุงเทพมหานคร ให้สามารถคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้าและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางยกระดับคลองลาดพร้าวสู่ “Smart Canal” โดยติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ คุณภาพน้ำ และความเร็วกระแสน้ำแบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการขุดลอกคลองอย่างเป็นระบบ การกำจัดจุดคอขวด และการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงเมืองเพื่อรองรับฝนตกหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.มัลลิกา

“คลองลาดพร้าวไม่ควรเป็นเพียงทางระบายน้ำ แต่ต้องเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ในศตวรรษที่ 21 เป็นโมเดลที่ผสานเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชนเข้าด้วยกัน”

ภาพรวมประชาชนที่นี่สะท้อนปัญหาตะกอนสะสม น้ำเสีย และความกังวลเรื่องน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ซึ่ง ดร.มัลลิกา ยืนยันว่าจะผลักดันการบริหารจัดการน้ำแบบเชิงรุก เพื่อให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็น “มหานครอัจฉริยะ ปลอดน้ำท่วม และพร้อมรับมือทุกวิกฤต”

“เราจะปลุกภารกิจใหญ่ เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์สู่ AI Smart Canal ป้องกันน้ำท่วม” 

ดร.มัลลิกา กล่าว 

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.15 น.

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายเล มิญ ฮึง (H.E. Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา 

โดยในช่วงหนึ่ง นายกฯได้ร่วมเล่นดนตรีพี้นเมืองเวียดนาม ซึ่งมีลักษณะคล้ายระนาดไทย ในเพลงสบายๆ และเพลงลอยกระทง

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.54 น.

”คุมประพฤติ“ แจง“ราชทัณฑ์” ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษ “ทักษิณ” มายัง “สนง.คุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1” จึงทำให้ “ทักษิณ”ยังไม่สามารถขอถอดกำไล EM ได้ หลังกระแสลือสะพัด “ทักษิณ” เตรียมปลดกำไล EM พรุ่งนี้​

สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิ.ย.69 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป  โดย 1 ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นกรณีทั่วไป คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพักโทษคุมประพฤติทั้งหมด 4 เดือน (11 พ.ค.69-9 ก.ย.69) แต่เนื่องด้วยนายทักษิณมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ เหลือโทษไม่ถึง 1 ปี จึงเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป 

ขณะที่กรณีการปลดกำไล EM ของนายทักษิณยังอยู่ระหว่างรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ที่จะพิจารณากลั่นกรองตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาลแห่งท้องที่พิจารณาออกหมายสั่งปล่อย และรับใบบริสุทธิ์พ้นโทษกับทางเรือนจำพิเศษธนบุรี ก่อนนำไปยื่นขอถอดกำไล EM ต่อสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 นั้น

ล่าสุด รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการ 3 ฝ่ายตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎี กาพระราชทานอภัยโทษ ต้องพิจารณาตรวจสอบรายชื่อของผู้ได้รับอภัยโทษทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกคุมประพฤติที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี ล่าสุดสถานะยังคงอยู่ระหว่างขั้นตอนของราชทัณฑ์ ซึ่งเรือนจำพิเศษธนบุรี จะต้องรอหมายปล่อยตัวจากศาลให้เรียบร้อยก่อน เพื่อที่นายทักษิณจะได้ไปรับเอาใบบริสุทธิ์ หรือเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ ไปยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนัก งานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 สำหรับถอดกำไล EM พ้นโทษบริบูรณ์

ทั้งนี้ รายงานจากสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่สถานที่คุมประพฤติ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ของนายทักษิณ ได้ยืนยันว่า ทางราชทัณฑ์ หรือเรือนจำพิเศษธนบุรี ยังไม่มีการส่งหนังสือแจ้งการพ้นโทษของนายทักษิณ ชินวัตร มายังสำนักงานฯ แต่อย่างใด ทำให้นายทักษิณ ยังคงต้องติดกำไล EM ไว้ดังเดิมจนกว่าขั้นตอนปล่อยตัวพ้นโทษจะดำเนินการเสร็จสิ้น จึงจะได้นัดหมายการถอดกำไล EM ดังกล่าวต่อไปได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

นายกฯ เยี่ยมคารวะประธานสภาแห่งชาติ เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างพรรคการเมือง มุ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 เวลา 16.30 น. ที่ห้องประชุม Hoa Sen สภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายเจิ่น ทัญ เหมิน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณที่ได้ให้การต้อนรับ พร้อมถือโอกาสนี้เชิญประธานสภาฯ เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางทูตไทย-เวียดนามในปีนี้ โดยทั้งสองต่างเห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม แท้จริงแล้วยาวนานกว่า 50 ปี และประเทศไทยยังเคยเป็นที่พำนักของประธานโฮจิมินห์ และมีอนุสรณ์สถานของประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง รวมถึงมีคนเวียดนามมาตั้งรกรากในไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมสองประเทศให้ยิ่งใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายยินดีที่สองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์ สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านนิติบัญญัติ ประธานสภาแห่งชาติยินดีที่รัฐสภาทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือด้านนิติบัญญัติระหว่างกัน อาทิ การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาผู้แทนราษฎรไทยกับสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเลือกตั้งเพิ่มในส่วนของตำแหน่งที่วางลง ซึ่งมีจำนวนสมาชิกครบแล้ว จะมาเยือนรัฐสภาเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ต่อไป ซึ่งนอกจากในระดับทวิภาคีแล้ว ไทยและเวียดนามยังมีการหารือและประสานท่าทีในกรอบพหุภาคี เช่น สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) และสมัชชาสหภาพรัฐสภา (IPU) ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เสนอให้ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทย และยินดีที่ฝ่ายเวียดนามได้เชิญผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทยมาร่วมประชุม ASEAN Future Forum ในครั้งนี้ด้วย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประชาชนไทยและเวียดนามต่างมีความมุ่งหวังและมีความกังวลคล้ายกัน คือ ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการพัฒนาตัวเองให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติของสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกันได้

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ศุภณัฐ” เปิดผลสอบทุจริตลู่วิ่ง กทม. ตัวละ 7.5 แสน สุดท้าย “รอดยกแก๊ง” สั่งปรับแค่คนละ 600 แล้วกลับมาทำงานต่อ

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงของกรุงเทพมหานคร เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้นได้ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย และมีผลตัดสินออกมาว่า เจ้าหน้าที่จำนวน 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 รายถูกตัดสินว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง โดยลงโทษเพียงหักเงินเดือนร้อยละ 2 เป็นเวลา 1 เดือน หรือคิดเป็นเงินเฉลี่ยเพียงคนละ 600 บาท แล้วทำการปิดคดี 

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปว่า ตนไม่สามารถยอมรับผลการสอบสวนในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับกรุงเทพมหานครกว่าร้อยล้านบาท แต่คณะกรรมการฯ กลับสอบสวนในลักษณะฟอกขาว ตั้งธงลงโทษเพียงเล็กน้อยพอให้ตอบสื่อมวลชนได้ว่าลงโทษแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนยังคงปฏิบัติงานใน กทม. ต่อไปได้ตามปกติ เสมือนเป็นการการันตีว่าคดีนี้ไม่ได้มีการทุจริต ทั้งที่เป็นการปล้นเงินประชาชนอย่างเห็นได้ชัดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การล็อกสเปกสินค้า ล็อกคุณสมบัติ ล็อกผลงาน ปั้นราคากลางแพงเกินจริง และการฮั้วสืบราคา

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปถึงรายละเอียดในการใช้อำนาจและดุลพินิจของคณะกรรมการสอบสวนฯ โดยชี้ว่ามีการแยกการพิจารณาออกเป็นสองส่วน คือเรื่องราคาและเรื่องการล็อกสเปก ในส่วนของราคานั้น คณะกรรมการฯ ได้ส่งหนังสือถามไปยังบริษัทเอกชน 7 รายเพื่อให้จัดทำใบเสนอราคา แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกถามบริษัทฟิตเนสที่ไม่ได้มีธุรกิจขายเครื่องออกกำลังกายโดยตรง และไม่มีทางมีเครื่องออกกำลังกายยี่ห้อที่ กทม. จัดซื้อเนื่องจากเป็นสินค้าประเภทรับจ้างผลิต (OEM) ที่ไม่มีขายทั่วไปในท้องตลาด 

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการฯ ยังได้ส่งหนังสือไปถามราคากับบริษัทเอกชนกลุ่มที่ชนะการประมูลจัดซื้อลู่วิ่งแพงในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดในการทุจริต แทนที่จะไปถามบริษัทเอกชนรายอื่นในตลาด และเมื่อไม่มีบริษัทใดตอบกลับมา คณะกรรมการฯ จึงแวะตรวจร้านขายลู่วิ่งทั่วไปเพียง 2 ร้านเพื่อเป็นพิธี เมื่อไม่พบสินค้าที่มีสเปกตรงกับที่ กทม. จัดซื้อ จึงนำมาเป็นข้อสรุปว่าไม่อาจชี้ชัดได้ว่าราคาที่ กทม. ซื้อนั้นแพงหรือถูก จึงลงความเห็นว่ามีความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับเงินเดือนเพียงร้อยละ 2 

ส่วนในประเด็นการล็อกสเปก คณะกรรมการฯ สรุปเพียงว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุและราคากลางเขียนเงื่อนไขทีโออาร์ (TOR) กีดกันจริง แต่ถือเป็นความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับในอัตราเดียวกันก่อนยุติเรื่อง ซึ่งสิ่งที่น่าร้ายแรงที่สุดคือ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับทราบและลงนามเห็นชอบกับรายงานผลการสอบสวนฉบับนี้โดยไม่ได้สั่งให้มีการสอบสวนใหม่ ทั้งที่เนื้อหาในรายงานมีความตกหล่นและส่อไปในทางฟอกขาวให้เจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นาบศุภณัฐ ได้แสดงข้อเห็นแย้งต่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ใน 5 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คือเรื่องการจงใจล็อกสเปกสินค้าที่เขียนเงื่อนไขเจาะจงให้ผ่านได้เพียงยี่ห้อเดียว ซึ่งการที่คณะกรรมการฯ ลงพื้นที่แล้วไม่เจอเครื่องออกกำลังกายสเปกนี้ในตลาด ย่อมเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีการล็อกสเปกและมีความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งคณะกรรมการฯ ควรสอบลึกไปถึงเจ้าหน้าที่ว่านำสเปกนี้มาจากไหน

ประเด็นที่สอง คือเรื่องการจงใจจัดทำราคากลางแพงเกินจริง โดยในอดีตช่วงปี 2563 ถึง 2564 กทม. เคยจัดซื้อลู่วิ่งในราคาตัวละ 250,000 บาท แต่ในปี 2566 กลับแก้ราคากลางสูงขึ้นเป็นตัวละ 750,000 บาท ทั้งที่สเปกแทบไม่แตกต่างจากเดิม

ประเด็นที่สาม คือเรื่องการจงใจสืบราคากับบริษัทเอกชนรายเดิมๆ ซึ่งคณะกรรมการฯ ละเลยไม่ตรวจสอบ ทั้งที่มีข้อพิพาทชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่สืบราคากับบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่และไม่เคยมีประวัติค้าขายเครื่องออกกำลังกายกับ กทม. มาก่อน

ประเด็นที่สี่ คือเรื่องการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกคุณสมบัติโดยกำหนดให้ต้องมีหนังสือรับรองการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นการกีดกันเอกชนรายอื่นที่อาจนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันมาขายในราคาที่ถูกกว่า

ประเด็นที่ห้า คือการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกผลงานของผู้เสนอราคาให้สูงเกินจริง โดยกำหนดให้ต้องเคยมีสัญญาซื้อขายเดิม 2 ถึง 3 สัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินกว่าปกติแม้แต่ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท

นอกจากข้อสังเกตทั้ง 5 ประเด็นแล้ว นายศุภณัฐ ยังได้ตั้งคำถามสำคัญไปยังอดีตผู้ว่าฯ กทม. เกี่ยวกับจำนวนโครงการที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ โดยระบุว่า โครงการที่มีข้อสงสัยทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายมีทั้งหมด 24 โครงการ แต่ทาง กทม. กลับเลือกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพียง 7 โครงการเท่านั้น และละเลยอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารลับของ กทม. ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ พบว่าคำสั่งที่อดีตผู้ว่าฯ ลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพียง 7 โครงการจริง ซึ่งขัดแย้งกับที่เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าจะตรวจสอบทั้งหมด และแม้ตนจะเคยส่งหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อขอให้ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการจัดซื้อลู่วิ่งตัวละ 500,000 บาทโดยเจ้าหน้าที่กลุ่มเดิม แต่อดีตผู้ว่าฯ ก็ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงตอบกลับมาจนกระทั่งลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่าหากยอมตรวจสอบครบทั้ง 24 โครงการ จะเห็นรูปแบบการทุจริตที่เป็นขบวนการชัดเจนกว่านี้ แต่อดีตผู้ว่าฯ กลับเลือกตัดตอนการสอบสวนเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่

นายศุภณัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนพร้อมที่จะน้อมรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตผู้ว่าฯ ที่อาจมองข้ามเรื่องการทุจริต แต่ตนยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เงินภาษีของคนกรุงเทพฯ สูญหายไปฟรีๆ โดยไม่ทำอะไร และจะไม่ยอมให้ กทม. เซตมาตรฐานการทุจริตและการสอบสวนที่ผิดพลาดเช่นนี้ให้หน่วยงานอื่นทั่วประเทศลอกเลียนแบบ แล้วปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล 

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการออกมาเปิดเผยข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง ตนเห็นว่าการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไม่มีความจำเป็นต้องเลือกเวลา อีกทั้งตนเคยรอให้อดีตผู้ว่าฯ ประกาศผลสอบสวนด้วยตนเอง แต่กลับเงียบหาย และในการออกรายการข่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา อดีตผู้ว่าฯ ก็ยังคงตอบคำถามแบบแบ่งรับแบ่งสู้โดยไม่มีสื่อมวลชนรายใดจี้ถามต่อ ประกอบกับคดีนี้ได้เดินทางมาครบรอบ 2 ปีพอดี ตนจึงต้องนำข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบและร่วมกันตรวจสอบต่อไป
.
เพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1DaLyTsffr/?mibextid=wwXIfr 

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“สส.ชัชวาล” จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะ “ไร่ละพัน” เมื่อไร เตือนอย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง สับปล่อยเกียร์ว่าง “ลานีญา” พ่นพิษ ทำฝนทิ้งช่วง เมล็ดพันธุ์ข้าวขาดแคลนหนัก ทุบซ้ำต้นทุนชาวนาพุ่งสูง 

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายชัชวาล แพทยาไทย  สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย  (ทสท.) กล่าวถึงความน่ากังวลโครงการช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ของรัฐบาล ว่า ขณะนี้ยังไร้ความชัดเจนจากรัฐบาล ทั้งที่แนวคิดเกษตรแม่นยำยังไม่เกิดขึ้นจริง และปีนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเพาะปลูกสูงรอบด้านจากผลกระทบสงครามโลก การที่รัฐบาลโยนเรื่องไปให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ชุดใหญ่ พิจารณา จึงถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมจงใจลากเวลาและยื้อขั้นตอนตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงานใหม่ ซึ่งยิ่งทำให้ชาวนาเสี่ยงต่อการแบกรับภาระหนี้สินนอกระบบเพิ่มขึ้น จึงขอจี้ให้รัฐบาลแสดงความจริงใจเร่งให้คำตอบในมาตรการเยียวยาระยะสั้น แทนการใช้วาทกรรมสร้างความหวังว่าจะจ่ายเงินอุดหนุน 2,000 หรือ 3,000 บาท ไปวันๆ

นอกจากนี้ นายชัชวาล ยังได้สะท้อนถึงวิกฤตซ้ำเติมเกษตรกรอย่างหนักในขณะนี้ คือสถานการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่ โดยขอทวงถามมาตรการรับมือเชิงรุกจากรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อกรณีที่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเอฟเฟกต์ของปรากฏการณ์ลานีญาที่บิดเบือนสภาพภูมิอากาศ จนส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างรุนแรงและยาวนานในหลายพื้นที่เพาะปลูกหลัก ส่งผลให้ต้นกล้าและแปลงขยายพันธุ์ข้าวแห้งตาย ยอดการเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งนี่ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับใหญ่ที่กำลังส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้องชาวไร่ชาวนาเป็นวงกว้างตั้งแต่เริ่มต้นฤดูการผลิตปีนี้

สส.ร้อยเอ็ด กล่าวต่อว่า จากวิกฤตการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เนื่องจากภัยฝนทิ้งช่วงดังกล่าว นำไปสู่ผลกระทบด้านลบที่น่าเป็นห่วง 3 ประเด็นหลัก คือ การระบาดหนักของกลุ่มเมล็ดพันธุ์เถื่อนและข้าวปลอมปนไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดเนื่องจากพ่อค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายแพงในช่วงที่สินค้าขาดแคลน จนกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ซ้ำเติมวิกฤตหนี้สินเดิมของชาวนาให้พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและการส่งออกข้าวของประเทศในระยะยาว เนื่องจากปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์นี้บวกกับภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง จะส่งผลให้รอบการปักดำข้าวของชาวนาต้องเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการสำรองหรือกระจายเมล็ดพันธุ์อย่างทั่วถึง จะทำให้ภาพรวมผลผลิตข้าวไทยลดลงอย่างแน่นอน
นายชัชวาล กล่าวว่า วิกฤตลานีญาและปัญหาฝนทิ้งช่วงเป็นเรื่องที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า รัฐบาลจึงไม่สามารถอ้างได้ว่าเพิ่งเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้คือความล้มเหลวของมาตรการเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวคือต้นทุนหัวใจสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำนา

“ถ้ารัฐบาลยังคงเพิกเฉย ปล่อยเกียร์ว่างปล่อยให้ชาวนาเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม โดยที่โครงการไร่ละ 1,000 บาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และเมล็ดพันธุ์ข้าวยังมาขาดแคลนหนักจากภัยแล้งซ้ำเติมอีก ปลายปีนี้ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ล้มละลายอย่างแท้จริง”นายชัชวาล กล่าว

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.29 น.

พรุ่งนี้! คุมประพฤติเตรียมปลดกำไลอีเอ็ม ‘ทักษิณ’

วันที่ 8 มิถุนายน 2569  รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกคุมประพฤติ ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป ในระหว่างการพักโทษคุมประพฤติ เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี สำหรับรายชื่อ นายทักษิณ พร้อมกับผู้ต้องคุมประพฤติ รายอื่นที่เข้าหลักเกณฑ์ ปล่อยตัว ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งคาดว่าสามารถปลดกำไลอีเอ็ม ของนายทักษิณ ได้ในวันที่ 9 มิ.ย.

ภายหลังจากได้รับหมายปล่อยจากศาล และรับใบบริสุทธิ์จากเรือนจำพิเศษธนบุรี โดยจะเดินทางไปปลดกำไลอีเอ็ม ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ตามกระบวนการปกติ อย่างไรก็ตามมีรายงานด้วยว่า นายทักษิณเตรียมบินไปพักผ่อนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์