โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็น รองสมเด็จ รูปใหม่ และมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ  6 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึ่งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรองมีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรธีรคุณ วิบุลธรรมปฏิภาณ สุพิธานศาสนวรกิจนิวิฐสีลาจารดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคนิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดสิงห์บุรี มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานกรมได้ 8 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ประกาศ ณ วันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

นอกจากนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 6 รูป ดังนี้

พระราชเมธีวชิรดิลก วัดชูจิตรธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น พระเทพเมธีวชิรดิลก

พระราชวรญาณโสภณ วัดธาตุทอง กรุงเทมหานคร เป็น พระเทพวัชรญาณวิสุทธิ์

พระวชิรวุฒาจารย์ วัดทิพพาวาส กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชวชิรวุฒาจารย์

พระวชิราธิบดี วัดธรรมโพธิ์ศรี จ.ปราจีนบุรี เป็น พระราชวัชรถาวรานุสิฐ

พระสุธีวีรบัณฑิต วัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชบัณฑิตวัชรดิลก

พระมหาอุกฤษ ปภสฺสโร (เปรียญธรรม 7 ประโยค) วัดทุ่งหนองอ้อ จ.ปราจีนบุรี เป็น พระปริยัติวัชรเมธี

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 2 หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 1 หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอก) และให้พ้นจาก การปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ท่าศาลา รับฟังแนวทางพัฒนาชายหาดบ่อนนท์ ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวสู่ ‘เมืองหยุด’  แทนเมืองผ่าน

วันนี้ (8 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวชายหาดบ่อนนท์ – ท่าสูงบน เทศบาลเมืองท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่สาธารณะชายหาดบ่อนนท์ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและนันทนาการที่มีคุณภาพ

ในการนี้มี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายไกรสร วิศิษฐ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายแวรุสลัน มะสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางอวยพรศรี เชาวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 8 นายอาลีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเจ้าท่าที่ 4 ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่สำรวจการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะบริเวณชายหาดบ่อนนท์ ทั้งโซนกีฬาชายหาด สวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจ ลานจอดรถ พื้นที่กิจกรรมและนันทนาการ รวมถึงศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อประเมินศักยภาพและกำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยว

สำหรับชายหาดบ่อนนท์ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอท่าศาลา ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและบรรยากาศที่สงบร่มรื่น เทศบาลเมืองท่าศาลา จึงมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์แก่ชุมชนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การผลักดันโครงการครั้งนี้มีเป้าหมายให้ชายหาดบ่อนนท์เป็นทั้งสวนสาธารณะ พื้นที่ออกกำลังกาย และศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชน ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวครบวงจรที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น รองรับการเติบโตของเทศบาลเมืองท่าศาลา และเสริมภาพลักษณ์ “เมืองแห่งการเรียนรู้ น่าอยู่ น่าเที่ยว”

โอกาสนี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวชื่นชมทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริหารท้องที่ ท้องถิ่น และ สส.ในพื้นที่ของอำเภอท่าศาลาในการผลักดันร่วมกันผลักดันการพัฒนาชายหาดบ่อนนท์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่ากระทรวงคมนาคม จะสนับสนุนและผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่ เป้าหมายสำคัญ คือ การยกระดับท่าศาลาจากเมืองทางผ่าน ให้กลายเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาเพื่อพักผ่อนและท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ เชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้ อำเภอท่าศาลาจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

015

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.28 น.

ไทย–เวียดนามแน่นแฟ้น นายกฯ สองประเทศนำทีมคณะใหญ่หารือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกัน

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในโอกาสเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

จากนั้นในเวลา 15.15 น. ณ ห้องรับรองพิเศษ สำนักงานนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเวียดนามเข้าร่วมการหารือเต็มคณะ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ 

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมเน้นย้ำว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนเวียดนามในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และเป็นการเยือนในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ตลอดจนเป็นโอกาสในการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม และร่วมกันกำหนดทิศทางการนำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผสานจุดแข็งของทั้งไทยกับเวียดนามเข้าด้วยกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

คณะผู้แทนไทยที่ร่วมเดินทาง ครั้งนี้มาจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง พาณิชย์ กลาโหม การท่องเที่ยวและกีฬา พลังงาน และอุตสาหกรรม ตลอดจนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมคณะด้วย 

ในขณะที่ทางเวียดนามเองก็มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทางด้านกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง การท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงรัฐมนตรีด้านวัฒนธรรม ซึ่งทำให้การหารือกันครั้งนี้เปรียบเสมือนการประชุมที่สำคัญระหว่างคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศ ต่างเห็นถึงความสำคัญของกันและกันรวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดในทุกด้าน 

นอกจากนี้ทางด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนามยัง เห็นพ้องที่จะให้กระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดโดยให้มีการหารือในระดับทั้งรัฐบาลและในระดับคณะกรรมการและกลไกต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งสองฝ่ายยังหารือร่วมกัน ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ ทั้งการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–เวียดนาม (JCBC) ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) เพื่อขับเคลื่อนผลการหารือสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยหวังว่าจะมีการประชุมดังกล่าวในสิ้นปีนี้โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพ

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนโดยต่างมุ่งหมายที่จะผลักดันมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองประเทศ 

รวมทั้งไทยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้าในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาคการธนาคารด้วย

สำหรับอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนต่างๆ ที่เอกชนไทยได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ทางเวียดนามพร้อมรับไปดูแลและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน โดยประชาชนของทั้งสองประเทศต่างชื่นชอบในวัฒนธรรมรวมถึงอาหารซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ในระดับประชาชนนี้จะเป็นมาตรฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศในทุกๆด้าน

4. ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไกคณะกรรมการด้านความมั่นคง โดยมุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล

5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีเวียดนามชื่นชมไทยที่ผลักดันสันติภาพที่เกิดขึ้นในเมียนมา และใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง พร้อมเห็นพ้องกับไทยในการส่งเสริมความเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม และความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง รวมถึงร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน และสร้างอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพสามารถต่อรองในเวทีระดับโลกได้

ในช่วงหนึ่งของการหารือ นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังได้กล่าวขอบคุณไทยที่ได้ส่งมอบนกกระเรียนให้แล้ว 6 ตัว จัไปงหวัด ดงทับ ของเวียดนาม และอยู่ระหว่างการส่งมอบเพิ่มเติมอีก 6 ตัว เพื่อใช้ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวตอบว่า หากเวียดนามมีความประสงค์จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนามโดยความรู้ร่วมมือของภาคเอกชนไทย

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.38 น.

“ผอ. ศูนย์ข่าวสถานการณ์ ฯ” ยัน ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย -กัมพูชา ต่อเนื่อง ลั่น กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ชี้ ใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้าย

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569  ที่กองทัพอากาศ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ภายหลังปรากฏข่าวสารที่สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนว่าอาจเกิดสถานการณ์บริเวณชายแดนขึ้น โดยได้ชี้แจงผ่าน 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คาดว่าในวันศุกร์นี้ (12 มิ.ย.69) จะมีการหารือเป็นการภายในระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อประสานด้านนโยบายและการปฏิบัติให้สอดคล้องและเป็นเอกภาพตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ การยังคงปิดด่านผ่านแดน หรือการไม่เปิดให้มีการเจรจาใด ๆ ระหว่างกันในขณะนี้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาเลือกใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทนที่จะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาระหว่างกัน

ประเด็นที่ 2 ประเทศไทยยังคงยึดมั่นการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักมนุษยธรรมสากล ดังนั้นการดำเนินการต่าง ๆ จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอน และต้องสื่อสารด้วยภาษากฎหมายสากล พร้อมย้ำว่าไทยไม่ใช่ฝ่ายที่รุกรานกัมพูชาก่อน ไทยไม่รังแกประเทศที่เล็กกว่า และไม่มีการยั่วยุที่เกิดจากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้ย้ำว่า หน่วยในพื้นที่มีกฎการปะทะจากเบาไปหาหนัก พร้อมยืนยันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมปฏิบัติการ หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและมีความจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการป้องกันตนเอง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเลือกแนวทางที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติและประชาชนไทย ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่หากมีเหตุเกิดขึ้นและไม่สามารถแก้ไขได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการ

สำหรับประเด็นที่ 3 คือข่าวสารที่ปรากฏในหลายสื่อ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่า บางเรื่องอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงและอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เช่น กรณีมีข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังรถถังจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเป็นผลจากความสูญเสียจากการปะทะครั้งก่อน ๆ กับฝ่ายไทย จึงต้องมีการเสริมกำลังเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

เมื่อถามว่า การสร้างบันไดทางขึ้นจากฝั่งกัมพูชาเข้าสู่เขตอธิปไตยไทย หรือไม่ พล.อ.อ. ประภาส กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการจัดการเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ สามารถสอบถามไปยังหน่วยงานความมั่นคงได้โดยตรง เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า หากเกิดเหตุการณ์และมีความจำเป็นต้องปกป้องประเทศชาติ ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่าการปะทะในครั้งที่ผ่านมา ทั้งในด้านกำลังพลและความได้เปรียบทางภูมิประเทศในการวางกำลัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจุดที่สูงกว่าฝ่ายกัมพูชา หรือเป็นจุดสูงข่มเกือบทุกจุด แม้อาจมีบางพื้นที่ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น เนิน 745 หรือเขาสัตตะโสม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยความยาวของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 800 กิโลเมตร อาจมีเหตุการณ์ยั่วยุเกิดขึ้นได้เป็นบางจุด ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์ตามแต่ละกรณี แต่ยืนยันว่าการใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล

“หากมีทะเลาะก็คุยก่อน เจรจาก่อน หากมีการใช้อาวุธก็จากเบาไปหาหนัก สุดท้ายถ้าถึงจุดจริง ๆ แล้ว เราพร้อม แต่เป็นหนทางสุดท้าย การใช้กำลังทหารคือหนทางสุดท้ายในการแก้ปัญหา เพราะถ้าแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังหรือหน่วยความมั่นคงแล้ว ความสูญเสียจะตามมามากทีเดียว เน้นย้ำว่าในฐานะที่เป็นทหารอาชีพ และมีความเป็นมืออาชีพพอสมควร เราฝึกมาเพื่อปกป้องประเทศอยู่แล้ว แม้ชีวิตเรา เราก็ยอมได้ ถ้าเหตุการณ์ต้องดำเนินการ ขอให้มั่นใจ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

“ศุภมาส” บุกหาดใหญ่ ลุยตรวจคลินิกเสริมความงาม ลั่น! ทุกคลินิกต้องมีสัญญา เจอเอาเปรียบผู้บริโภคฟันทันที

วันนี้ (8 มิถุนายน 2569) เวลา 14.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจคลินิกเสริมความงาม ณ ห้างเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ร่วมด้วย โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เทศบาลนครหาดใหญ่ และสภาองค์กรของผู้บริโภค หน่วยประจำจังหวัดสงขลา ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภค

ศุภมาส

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ของ สคบ. พบว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 การร้องทุกข์ในพื้นที่จังหวัดสงขลา อันดับ 1 คือ เรื่องคลินิกเสริมความงาม โดยส่วนใหญ่เป็นการขอเงินคืนเพราะยังไม่ได้ใช้บริการจากกรณีที่คลินิกปิดกิจการหรือไม่สามารถให้บริการได้ รองลงมาคือซื้อแล้วเปลี่ยนใจไม่มาใช้บริการ และการบาดเจ็บหรือผลข้างเคียงจากการเสริมความงาม ซึ่งพอทราบว่าเจ้าหน้าที่กำลังลงตรวจในพื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุด ตนจึงไปดูด้วยตนเอง อยากเห็นกับตาว่าผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และผู้บริโภคได้รับบริการที่ปลอดภัยจริง

อำนาจหน้าที่ของ สคบ. คือการควบคุมสัญญา ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ที่กำหนดให้ธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 คลินิกทุกแห่งต้องจัดทำสัญญาและส่งมอบให้ผู้รับบริการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริโภคเสียหายจริง สคบ. ฟ้องคดีแทนได้ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บสัญญากลับไปตรวจสอบ หากพบข้อสัญญาที่ไม่เป็นไปตามประกาศ สคบ. จะดำเนินคดีทันที

ศุภมาส

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญามาตรฐานระบุสิทธิของผู้บริโภคไว้ชัดเจน ทั้งสิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันและได้รับเงินคืนเต็มจำนวนหากยังไม่ใช้บริการ สิทธิขอเงินคืนตามสัดส่วนเมื่อคลินิกปิดกิจการ ปิดปรับปรุง ย้ายสถานที่ หรือมีใบรับรองแพทย์ว่าการใช้บริการต่อไปอาจเสี่ยงอันตราย รวมถึงกำหนดคืนเงินภายใน 15 วันสำหรับเงินสด เงินโอน และเช็ค หรือภายใน 45 วันสำหรับบัตรเครดิต  พร้อมระบุว่า การกำกับดูแลคลินิกเสริมความงามยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายของหน่วยงานอื่นอีกหลายฉบับ สคบ. จึงทำงานร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และแพทยสภา เพื่อตรวจสอบทั้งใบอนุญาต มาตรฐานการให้บริการ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“ขอย้ำว่าทุกคลินิกเสริมความงามต้องทำสัญญาให้ถูกต้องและส่งมอบให้ผู้รับบริการ ส่วนประชาชนก่อนเข้ารับบริการ ขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตของสถานประกอบการ ดูเครื่องหมาย อย. ของผลิตภัณฑ์ และเก็บสัญญาไว้ทุกฉบับ อย่าหลงเชื่อโฆษณาราคาถูกผิดปกติหรือคำโฆษณาออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจเสียทั้งเงินและเสี่ยงต่อชีวิต หากผู้ประกอบการรายใดเอาเปรียบผู้บริโภค สคบ. จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาสกล่าว

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

“อัครนันท์” ลุยปัตตานีติดตามเงินเยียวยา “ครูปาตีเมาะ” ลั่นครูใต้คือนักรบแถวหน้า

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ โดยได้รับมอบหมายจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และคุณปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษาของ รมช.ศธ. ลงพื้นที่โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ มอบเงินเยียวยา และอำนวยความสะดวกด้านเอกสารให้แก่ครอบครัว “ครูปาตีเมาะ ยาโงะ” ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมรับฟังปัญหาและให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่

ครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ศธ. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสีย และหวังให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่โดยเร็ว ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะครูในพื้นที่ที่ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าในการสอนทั้งวิชาสามัญและศาสนา ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ ทั้งนี้ ศธ. ได้เข้ามาเร่งรัดสิทธิ์เยียวยาจากกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนจำนวน 4 ล้านบาท พร้อมมอบทุนการศึกษาให้บุตรของครูปาตีเมาะทุกคนจนจบปริญญาตรี และเตรียมผลักดันนโยบายเพิ่มงบสนับสนุนรวมถึงขยายสวัสดิการครูเอกชนนอกระบบให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า  บุคลากรทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ทิ้งไม่ได้ และเราคือกระทรวงแห่งความหวังในการสร้างชาติ หน่วยงานยุคใหม่จะมุ่งมั่นทลายทุกข้อจำกัดและดูแลสวัสดิภาพของนักรบแถวหน้าทางการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยความจริงใจ โดยจะไม่ปล่อยให้ใครต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป” นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.07 น.

กรมที่ดินแจงข้อเท็จจริง นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่มีข่าวทางสื่อมวลชนว่า ปรากฏเอกสารบันทึกการประชุม ระบุว่า นายชัย ชิดชอบ ยอมรับว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นที่ดินการรถไฟฯ และทำเรื่องขออาศัยที่ดินจากการรถไฟฯ นั้น ทำให้สื่อมวลชนตลอดจนประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของกรมที่ดิน จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. ตามสัญญาอาศัยที่ดิน ซึ่ง นายชัย ชิดชอบ ได้ทำสัญญากับการรถไฟฯ เมื่อปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ 6 – 1 – 98 ไร่ นั้น ตรวจสอบแล้วตำแหน่งที่ดินอยู่ในบริเวณกิโลเมตรที่ 5.6 และอยู่ในแนวเขต รางรถไฟข้างละ 100 เมตร กรมที่ดินยืนยันว่า ไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าว เนื้อที่ตามสัญญาอาศัยมีเพียง 6 – 1 – 98 ไร่ ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดินแปลงอื่นและเนื้อที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ แต่อย่างใด

2. จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่รางรถไฟตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลาฯ มีระยะทาง     ยาวประมาณ 6.2 กิโลเมตร โดยมีแนวเขตรางรถไฟ ดังนี้

– กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2 แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร

– กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54     แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร

– กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2   แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ซึ่งในบริเวณแนวเขตรางรถไฟดังกล่าวไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด หากเกินกว่าระยะแนวเขตรางรถไฟ การรถไฟฯ ได้รับรองแนวเขตที่ดินให้ทุกแปลงที่ออกเอกสารสิทธิโดยไม่เคยหวงกันพื้นที่แต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า การรถไฟฯ ยอมรับสิทธิของตนเฉพาะแนวเขตรางรถไฟ  ตามนัยดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น

กรมที่ดินขอเรียนว่า การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ด และตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กรมที่ดินได้ดำเนินการไปตามระเบียบกฎหมาย   ที่เกี่ยวข้องทุกประการ ซึ่งข้อพิพาทในบริเวณที่ดินระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ได้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว จึงควรรอผลการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำพิพากษา   หรือคำสั่งเป็นประการใดคู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องปฏิบัติตามต่อไป

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน ชี้การปล่อยผ่านแค่ปีภาษีนี้ ไม่ใช่ทางออก  

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา(ครม.เงา)พรรคประชาชน ถึงประเด็นหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า แม้ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ออกมาแถลงและยืนยันการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ของคณะกรรมการกองทุน แต่ไม่ใช่การทบทวนมติครม. ซึ่งในรายละเอียดที่ให้ต่อมา คือ รอบปีภาษีนี้คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ เนื่องจากลูก ๆ ได้ลดหย่อนภาษีไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ที่จะยืนยันหรือขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังขอได้อยู่แม้ลูกจะเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี แต่ในปีภาษีหน้าก็จะกลับไปเป็นตามมติ ครม. เดิม คือถ้าลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่พ่อแม่ก็จะถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อนั้น เราคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาอยู่ซึ่งเราไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้รวมกันได้ เพราะการที่ลูกอุปการะ ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่อยู่ในสถานะที่ไม่เดือดร้อน 

“ขอเสนอแนะให้รัฐบาล ทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดหย่อนภาษีของลูกและพ่อแม่ รวมถึงเกณฑ์การถือครองที่ดิน 10 ไร่ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แข็งมาก พบว่ามีเกษตรกรที่อาจมีที่ดินเกิน 10 ไร่แต่ไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ยังอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเกณฑ์เรื่องหนี้สิน 100,000 บาท จะทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่ได้เข้าเกณฑ์นี้ ขณะที่เรื่องของรถยนต์ไม่ว่าจะมีกรรมสิทธิ์ มาเป็นระยะเวลานานแล้วมูลค่ารถยนต์จริงไม่เหลือแล้ว หรือเป็นรถยนต์ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิ์เช่นเดียวกัน เรื่องนี้มีปัญหาเยอะมากในหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ จึงขอเรียกร้องให้มีการทบทวนมติ ครม. อีกครั้งหนึ่ง 

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

‘เท้ง‘ ถามตรง ‘อนุทิน-สุชาติ’ จะเลือก ‘คนไทย’ หรือ ‘นายทุนเหมือง’ หลังทำเฉยเมินแก้ ‘สารพิษ’ ตกค้างใน ’แม่น้ำ6สาย‘ จี้ ‘รัฐบาล’ ตั้งงบฯ ช่วยประชาชนได้รับผลกระทบ เจรจา-วางแผนตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน สิ่งแวดล้อม สุขภาพคน พ่วงออกกฎหมายลูกสกัดนำเข้าแร่ที่ผลิตไม่ได้คุณภาพ  
 
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชนว่า ตนอยากเรียกร้องตรงไปยังรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤตสารพิษในแม่น้ำ 6 สาย คือ กก โขง สาละวิน กระบุรี ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ระนอง โดยขอส่งคำถามตรงไปยังนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตกลงแล้วท่านอยู่ข้างประชาชนคนไทย หรือเลือกอยู่ข้างเดียวกับประเทศของคนที่เป็นเจ้าของเหมือง ที่กำลังก่อมลพิษ สร้างผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมาก 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ตนกล่าวเช่นนี้ เพราะการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจของตัวเอง ในการออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็น ยังไม่เห็นรัฐบาลใช้อำนาจในการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาตนและพรรคประชาชนพยายามผลักดันการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำสายต่างๆ มาถึง 3 รัฐบาล แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด ทั้งนี้ เรามองว่า มาตรการเร่งด่วนที่ควรทำทันที คือ 1. การใช้คน คือส่งตัวแทนไปเจรจาในเวทีพหุภาคีระหว่าง ไทย จีน เมียนมา และลาว โดยจะต้องมีการออกแผนปฏิบัติการในการตรวจคุณภาพดิน ตรวจคุณภาพน้ำ ตรวจคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสุขภาพของประชาชน อย่างสม่ำเสมอและมีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับร่วมกัน ตลอดจนการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เหมือง การขนส่ง การนำเข้าและการส่งออก 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า 2.ใช้กฎ ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ. แร่ มาตรา 104 เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการขนแร่พิษ เช่น การประกาศว่า การนำเข้าแร่ต่างๆ เช่น แร่ rare earths พลวง ดีบุก จะต้องขออนุญาตเพื่อจะได้ตรวจสอบต้นตอมาจากเหมืองที่ไม่ได้มีการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน ว่าแร่ที่กำลังจะนำเข้ามามีการจัดการที่ถูกต้อง ก็ต้องห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด และ3. การจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสารพิษตกค้างเป็นเวลานาน ที่เราอยากเห็นคือในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่กำลังจะเสนอเข้าสู่สภาฯภายในสิ้นเดือนนี้จนถึงต้นเดือนหน้า อย่างน้อยควรมีโครงการที่ใช้ในการปรับปรุง ตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงน้ำประปา การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การเพิ่มห้องแล็บตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน  และส่วนสุดท้ายคืองบฯ เยียวยาเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษดังกล่าว