อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

นายกฯ นำคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน–สุสานโฮจิมินห์ สะท้อนความเคารพต่อประวัติศาสตร์ชาติ ตอกย้ำมิตรภาพไทย–เวียดนามบนพื้นฐานแห่งความไว้วางใจ

วันที่ 8 มิถุนายน 69 เวลา 14.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญในการเยือนอย่างเป็นทางการที่สะท้อนถึงการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของประชาชนชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อวางพวงมาลาและแสดงความเคารพต่อประธานโฮจิมินห์ อดีตผู้นำผู้ได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติของเวียดนาม และมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศสู่เอกราช โดยบริเวณจัตุรัสบาดิ่งห์ยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ประธานโฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 1945

การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและการหารือเต็มคณะระหว่างสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

”วิโรจน์“ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก. ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายวิโรจน์ ลัคนาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn -วิโรจน์ ลัคคณาดิศร ระบุว่า เนื่องจากมีประชาชนในเขตพระนครสอบถามผมเข้ามามากว่า ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน นั้นเป็นใครกันแน่ เพราะพบว่า มีผู้สมัคร 2 ท่าน ที่ใช้ป้ายหาเสียงเป็นโทนสีส้ม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัคร ส.ก. ทั้งสองท่าน ตลอดจนประชาชนที่ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมขออนุญาตชี้แจง เพื่อให้เกิดความชัดเจนนะครับ ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน เราชื่อว่า “อดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์” เบอร์ 5 สังเกตรูปที่ป้าย และรูปที่ติดบอร์ด จะมีโลโก้พรรค สามเหลี่ยมหัวกลับสีส้ม

วิโรจน์ ลัคนาอดิศร

ส่วนอีกท่านหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ศศิธร ประสิทธิ์พรอุดม” ที่ป้ายเขียนว่า “ส.ก.ของประชาชน” นั้นเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคประชาชน จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งให้กับชาวเขตพระนครทราบ 28 มิถุนายน 2569 จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ไม่เผลอจำสลับกันครับ

วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

รัฐบาลเปิดสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย.นี้ ย้ำร้านค้าเลือกได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น เริ่มรับออร์เดอร์ 15 มิ.ย.นี้

8 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขยายช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” โดยเปิดให้ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในประเภทธุรกิจอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ลงทะเบียนเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร้านค้าสามารถเลือกผูกบัญชีกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว โดยเมื่อยืนยันการสมัครแล้วจะ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมก่อนดำเนินการสมัคร

สำหรับร้านค้าที่ไม่มีสาขา สามารถสมัครได้ผ่านแบนเนอร์ “สมัครใช้งานฟู้ดเดลิเวอรี” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยกดยอมรับเงื่อนไข เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการสมัคร กรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP และรอผลการพิจารณาอนุมัติจากระบบ

ส่วนร้านค้าที่มีหลายสาขา จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม โดย สาขาหลักต้องเป็นผู้เลือกแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากทุกสาขาในร้านค้าจะต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน หากสาขาหลักประสงค์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเลือกเมนู “ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” จากนั้นกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากแพลตฟอร์มที่เลือก ยืนยันข้อมูลและยืนยันตัวตน เมื่อสาขาหลักได้รับการอนุมัติแล้ว สาขาย่อยจะสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันได้ โดยไม่สามารถเลือกแพลตฟอร์มอื่นแตกต่างจากสาขาหลัก

ในกรณีที่สาขาหลักไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการเปิดโอกาสให้สาขาย่อยเข้าร่วม สาขาหลักสามารถเลือกเมนู “ไม่ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” เพื่อกำหนดแพลตฟอร์มกลางสำหรับร้านค้าได้ จากนั้นสาขาย่อยที่ต้องการเข้าร่วมสามารถเข้าไปสมัครผ่านแอปถุงเงิน โดยระบบจะแสดงเฉพาะแพลตฟอร์มที่สาขาหลักเลือกไว้ และดำเนินการกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้า ยืนยันข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย OTP ตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีหลายสาขาสามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะบางสาขาได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกสาขา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร้านค้าที่สมัครและเชื่อมต่อระบบสำเร็จจะสามารถเริ่มรับคำสั่งซื้อภายใต้โครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 และรับออร์เดอร์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 21.00 น. โดยร้านค้าจะทราบผลการสมัครภายในวันถัดไปผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี จะช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าในระบบออนไลน์ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว.

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

นายกฯพบเอกชนไทยในเวียดนาม ย้ำเติบโตไปด้วยกัน ดันลงทุนข้ามพรมแดน หนุนภาคธุรกิจไทยขยายตลาดอาเซียน

8 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้อง Junior Ballroom โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เริ่มต้นภารกิจแรกหลังเดินทางถึงกรุงฮานอย ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยพบหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในเวียดนาม เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมหารือในครั้งนี้มาจากหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้างและการผลิต ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม และมีศักยภาพในการขยายการค้าการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดยมีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมการหารือกว่า 30 คน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในเวียดนาม พร้อมระบุว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งเช่นกัน สะท้อนถึงความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม และส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค มีความพร้อมที่จะนำศักยภาพของทั้งสองประเทศมาผสานกันเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวคิดว่า “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องจากการเติบโตของทั้งสองประเทศส่งผลเชิงบวกต่อกัน โดยเวียดนามมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรม การบริการ โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงกับภูมิภาค จึงมีศักยภาพที่จะร่วมกันเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในการขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเวียดนาม

สำหรับการเยือนเวียดนามครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าพบหารือกับผู้นำระดับสูงของเวียดนาม ทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม โดยในการหารือจะครอบคลุมเรื่องที่ภาคเอกชนสะท้อนมา และจะโฟกัสการส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และการสร้างสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน (Ease of Doing Business) รวมทั้งผลักดันการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

โอกาสนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม  กล่าวชื่นชม วิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และฝ่ายความมั่นคง เป็นคณะใหญ่ที่สุดที่เคยเดินทางมาเยือนเวียดนาม   รวมถึงการพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนามครั้งนี้ ถือเป็น โมเดล “ทีมไทยแลนด์ พลัส”  คือภาครัฐ-เอกชน จับมือร่วมกันทำงานยังเป็นการมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจแบบรอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม อย่างเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน   

ขณะที่ผู้แทนภาคเอกชนไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้พบหารือในวันนี้ พร้อมได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม รวมทั้งจุดแข็งและแนวปฏิบัติที่ดีของเวียดนามในการส่งเสริมการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งนี้ แม้จะมีความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังมีโอกาสที่ไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและต่อยอดความร่วมมือกับเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดการหารือว่า การรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ

“รัฐบาลนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกท่าน ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจของคนไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป” นายกรัฐมนตรีกล่าว

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

1.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มอมตะกับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate)
2.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มบริษัท CP กับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

แสวง เลี่ยงตอบปมร้อน ไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อวืดตำแหน่ง บอกเป็นเพียงผู้รับประเมินไม่มีความเห็น โยน กกต.คณะใหญ่ตอบ ส่วนพิจารณาคดีสว.ยกก้อนหรือไม่ รับเริ่มพิจารณาแล้ว

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีรายงานข่าวได้รับการประเมินจากการทำงานจาก กตต. ต่ำกว่า 60 % ซึ่งให้อาจหลุดจากตำแหน่ง ว่า ตนเป็นผู้รับประเมิน และย้ำว่าไม่มีความเห็น

เมื่อถามย้ำว่ามีรายงานข่าวว่า กกต.มีมติ 4:3 เสียง ไม่ผ่านการประเมินการทำงานนั้น นายแสวง กล่าวว่า ไม่มีความเห็น ซึ่งการประเมินนั้นหมดไปแล้วในการทำหน้า ที่เมื่อปี 2568 ในเดือนกันยายน และย้ำเพียงว่าเป็นเรื่องของคู่สัญญา

เมื่อถามว่ามีแนวโน้มที่จะส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความหรือไม่ นายแสวง เลี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยระบุสั้นๆ เพียงว่า มี ตนรู้เท่าที่ควรรู้

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดี สว.อยู่ในชั้นของกกต.แล้ว จะมีการพิจารณาแบบทยอยที่ละบุคคลหรือทั้งหมด นายแสวง กล่าวว่า การพิจารณาอยู่ที่กกตทั้ง 7 คน ซึ่ง คงจะเป็นการพิจารณาที่รอบคอบและสมบูรณ์ ตนไม่สามารถทราบได้ ก่อนกล่าวว่า หากเป็นข้อมูลในวันนี้ก็คือเริ่มที่จะพิจารณาแล้ว 

สว.ปริญญา จี้ รัฐตัดสัมพันธ์ กัมพูชา โร่ยื่นหนังสือชงงดงบช่วยเหลือทุกมิติ

สว.ปริญญา จี้ รัฐตัดสัมพันธ์ กัมพูชา โร่ยื่นหนังสือชงงดงบช่วยเหลือทุกมิติ

สว.ปริญญา จี้ รัฐตัดสัมพันธ์ กัมพูชา โร่ยื่นหนังสือชงงดงบช่วยเหลือทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

’สว.ปริญญา‘ โร่ร้อง ‘รัฐสภาไทย’ ตัดสัมพันธ์ ‘กัมพูชา’ บี้ ‘รัฐบาล’ งดยื่นมือให้การช่วยเหบือจนกว่าสถานการณ์ 2 ประเทศจะกลับสู่ภาวะปกติ เหตุ ‘เขมร’ ไม่เคยจริงใจ-ไร้สำนึกผิด ซ้ำล่าสุด ‘ชายแดน’ ยังตึงเครียดอีก

8มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงว่า ตนได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา ตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาระดับรัฐสภา โดยการยกเลิกกลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชา รัฐสภา เนื่องจากภัยการสู้รบ ตามแนวชายแดน ชะลอ ปรับลด หรืองดงบประมาณช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่กัมพูชาระยะเร่งด่วน ได้แก่ 1.ตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวและค่าใช้จ่ายการดำเนินงานตามโครงการเรียนฟรี 15 ปีสำหรับเด็กกัมพูชาที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย 2.ยกเลิกโครงการโรงเรียนชายแดนสำหรับนักเรียนไป- กลับจำนวน 541 คน เฉพาะเด็กกัมพูชา ซึ่งขณะนี้นักเรียนดังกล่าวไม่ได้เดินข้ามมาเรียนในโรงเรียนประเทศไทยอีกแล้ว เพราะปิดด่านชายเเดน 3.ชะลอความช่วยเหลือด้านการศึกษาอื่นๆ เว้นแต่ที่ดำเนินการอยู่แล้วให้ทำต่อไปไม่ส่งนักเรียนทุนกลับ แต่ให้เรียนจนจบตามหลักมนุษยธรรม แต่งดการสนับสนุนโครงการอื่น อาทิ โครงการหลักภายใต้ความร่วมมือตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ TICA (Thailand International Cooperation Agency) คือ (1) การศึกษาเบื้องต้นด้านเทคนิคและการศึกษาด้านกีฬา โครงการเสริมศักยภาพโรงเรียนทั่วไปของกัมพูชา โครงการเสริมศักยภาพโรงเรียนอาชีวศึกษา โครงการพัฒนาบุคลากรด้านกีฬา (2) การอุดมศึกษา การผลิตบัณฑิตให้ตรงกับตลาดแรงงานและพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ส่งเสริมการเรียนสอนภาษาไทยที่สถาบัน UCPP ( Royal University of Phnom Penh) /พัฒนาศักยภาพการจัดการในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมงานวิจัย R&D และพัฒนาคุณภาพการวิจัย (3) ยกระดับคุณภาพโรงเรียนและการสอนระดับประถม มัธยม และนอกระบบ

ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

นายปริญญา กล่าวต่อว่า 4. งดกิจกรรม Thailand Education and Job Fair 5.ยกเลิกโครงการทุนการศึกษา Thailand Scholarship 2025 (CLMV) ซึ่งกระทรวงอุดมศึกษา จัดให้กับนักเรียนจากกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามเพื่อเรียนระดับปริญญาโท และเอก รวมสังคม 121 ทุนโดย ปรับลดเฉพาะกัมพูชา แล้วนำไปเพิ่มให้กับประเทศอื่น ที่เป็นพันธมิตรกับประเทศไทย 6.ยกเลิกโครงการทุนแลกเปลี่ยนนักศึกษา Exchange Program โดยกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งเปิดให้นักศึกษาปริญญาตรีปี 2 เข้าศึกษา 4 เดือนในสถานศึกษาของสมาชิกกลุ่มอาเชียน โดยปรับลดเฉพาะประเทศกัมพูชา และนำโควตาไปมอบให้กับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับไทย เช่น กลุ่มอาเซียนอื่น ติมอร์-เลสเต ภูฏาน เป็นต้น 7. ยกเลิกโครงการให้ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยภาครัฐ 8. รณรงค์ ขอความร่วมมือ ให้หน่วยงานที่สนับสนุนทุนการศึกษาแก่ กัมพูชาทั้งภาคเอกชน ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมชะลอการให้ทุนการศึกษาไว้ก่อนจนกว่าความสัมพันธ์กับประเทศไทยจะดีขึ้น ซึ่งรวมทุนทุนทั้งหมดมีกว่า 500 ทุน โดยมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง เช่น ม. เกริก -ให้ทุนถึง 40 ทุนเพื่อเป็นเกรยติแก่ผู้นำกัมพูชา ภายใต้ชื่อ Somdech Techo Scholarship นอกจากนี้ ขอให้ชะลอ ลด หรืองดความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ผ่าน TICA ในเกือบทุกด้าน อาทิ การศึกษา การสาธารณสุข เทคนิคและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมนุษยธรรมและผู้ลี้ภัยและความร่วมมือด้านการค้าชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโรงพยาบาลชายแดนเพื่อให้บริการแก่ชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วย การควบคุมโรคระบาด มาลาเรีย วัณโรค โควิด-19 การส่งเสริมวัคซีนและอาหารเสริมในพื้นที่ชายแดน การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการภษตร การอาชีพชุมชน การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กัมพูชาต้านบริหารจัดการพลังการพลังงานสิ่งแวดล้อม การพัฒนาถนน สะพาน ในพื้นที่ชายแดน การขยายระบบไฟฟ้า น้ำประปา ข้ามแดน การจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชายแดน การให้ที่พักชั่วคราว หรือกรณีความช่วยเหลือถูกเฉินเกิดกรณีภัยธรรรมชาติ ภัยสงคราม รวมถึงการจัดระเบียบชายแดนการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการเตรียมการจัดตั้งสถานกงสุลกัมพูชาที่จังหวัดสงขลา เป็นต้น ประเด็นดังกล่าว (ยกเว้นเรื่องที่ควรดำเนินการเพื่อมนุษยธรรม หรือตามหลักสิทธิมนุษยธรรม) ควรชะลอ ลด หรืองดความช่วยเหลือไปก่อนจนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ
 
เมื่อถามว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะสวนทางกับความพยายามของรัฐบาลที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาหรือไม่ นายปริญญา กล่าวว่า  ประเด็นเนี้ยมีคนพูดกับตนก่อนจะมาแถลงข่าว แต่วันนี้ในพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ก็เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น แล้วเราต้องอดทนต่อไปหรือไม่ เวลาที่เราพยายามทำดี พยายามอดทน แต่ประชาชนต้องสูญเสียไปตั้งเท่าไหร่ จากการที่เพื่อนบ้านข้ามรั้วมายิง มาฆ่า วันนี้เราเดือดร้อนแล้วยังบอกว่าจะขอความช่วยเหลืออยู่อีกหรือ แล้วเราควรต้องให้อีกหรือ 

ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

“ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเห็นการรับผิดอย่างเต็มตัว หรือการแสดงความรับผิดชอบของทางกัมพูชาอย่างจริงใจเลย มีแต่การท้าทายอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไมเราต้องคอยดูแลช่วยเหลือต่อไป จริงๆ เราควรเรียกร้องไปถึงนานาชาติหรือประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ช่วยกันบอยคอตประเทศกัมพูชา ให้ ให้เขามีจิตสำนึกกว่านี้ด้วยซ้ำไป” นายปริญญา กล่าว

ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ
ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

พันธุ์ใหม่ ซัด TH-AI Passport สูญเปล่า ตั้ง 9 ข้อคาใจ ด้าน รมต.แนน ฉุนลุกโต้เสียดสี ปธ.สภาฯ รีบขอโทษ

พันธุ์ใหม่ ซัด TH-AI Passport สูญเปล่า ตั้ง 9 ข้อคาใจ ด้าน รมต.แนน ฉุนลุกโต้เสียดสี ปธ.สภาฯ รีบขอโทษ

พันธุ์ใหม่ ซัด TH-AI Passport สูญเปล่า ตั้ง 9 ข้อคาใจ ด้าน รมต.แนน ฉุนลุกโต้เสียดสี ปธ.สภาฯ รีบขอโทษ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

เข้าร่องแข้ง! พันธุ์ใหม่ ได้ทีซัด โครงการ TH-AI Passport สูญ1.6 พันล้าน ตั้ง9ข้อคาใจ เหน็บแสบขอบคุณรมช.มาตอบกระทู้แทน เพราะหากเป็น ไชยชนก คงต้องไปเอาภาษาอิงลิชมาคุยด้วย ทำเอา แนน บุณย์ธิดา ถึงกับตกใจ สภาสูง ใช้คำเสียดสี อัดกลับคำนี้ไม่น่าออกมาจาก วุฒิสภา หลังถูกถามมีเงินทอนโครงการหรือไม่ ติง ประธานฯ ไม่ควบคุมการประชุม ยันตอบชัดเจนทุกคำถามแล้ว เผย 11 มิ.ย.นี้ ดีอี เปิดแลกเปลี่ยนความเห็นที่กระทรวง ด้าน บิ๊กเกรียง ชิงรีบขอโทษที่ไม่ตักเตือน 

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เรื่องโครงการ TH-AI Passport ถามนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แต่นายไชยชนกมอบหมายให้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี มาตอบกระทู้แทน 

โดยน.ส.นันทนา กล่าวว่า ขอบคุณที่น.ส.แนนมาตอบกระทู้เรื่องนี้แทนนายไชยชนก เพราะหากนายไชยชนกมาตอบ ตนคงต้องไปฝึกภาษาทิงลิชมาสนทนากับนายไชยชนก และอาจจะต้องมีคนมาแปลภาษาให้คนอื่นเข้าใจอีกครั้ง ตนขอกระทู้ถามรัฐมนตรีช่วยเป็นภาษาคน อุ้ย ภาษาไทยแล้วกัน โดยโครงการ TH-AI Passport นี้เป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างล้นหลามหรือเรื่องอื้อฉาวเลยก็ว่าได้ เพราะแทบจะเป็นโครงการที่เหาะมาเลยเร็วกว่าทุกกระทรวง และยังสร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวเน็ตเป็นอย่างมาก เมื่อโครงการที่ใช้งบประมาณถึง 1,621 ล้านบาท แต่กลับใช้เวลาในการเขียนทีโออาร์และเสร็จสิ้นการประมูลภายใน 34 วัน ช่างเร็วรวดอย่างน่าตกใจ ปกติการที่รัฐบาลจะเสนอโครงการที่ประชาชนได้ประโยชน์ ผู้คนก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญ ยิ่งได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ประชาชนก็น่าจะยิ่งไชโยโห่ร้อง แต่ทำไมโครงการนี้ตรงกันข้าม มีแต่คำถามมากมาย 

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ตนมีคำถามเรียบง่าย 9 ข้อได้แก่ 1.กระทรววงดีอีฯ คิดอย่างไรจึงออกนโยบาย AI โปรที่จะแจกประชาชน 5 ล้านบัญชี ทำไมต้อง 5 ล้านบัญชี กระทรวงดีอีฯ เอาฐานคิดมาจากไหน และจะใช้เกณฑ์การแจกจ่ายอย่างไร 2.การแจก AI โปร 1 ปีคนไทยและประเทศไทยจะได้อะไรจากการใช้เงินมากมายขนาดนี้ จะเป็นการสูญเปล่าหรือไม่ 3.หากจะแจก AI โปรทำไมจึงไม่ซื้อตรงจากบริษัทปลายทางเลย ไม่ประหยัดกว่าหรือ ทำไมจึงต้องซื้อแบบมีคนกลาง เพราะมีคนสงสัยว่ามีเงินทอนหรือไม่ แต่ตนไม่เชื่อ 4.การจัดทำทีโออาร์อย่างเร่งรีบ ผิดสังเกต และผู้มีส่วนได้เสียได้เข้ามามีส่วนจัดทำทีโออาร์ด้วยหรือไม่ 5.ในเนื้อหานั้นแน่ใจหรือไม่ว่า AI โปรที่แจกนั้นเป็นระดับโปรหรือจริงๆ แล้วเป็นแค่ระดับพื้นฐานที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ฟรี แต่รัฐต้องมาจ่ายเงิน

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า 6.ทำไมทีโออาร์จึงระบุให้โฆษณาผ่านหน้าจอร้านสะดวกซื้อ 1,500 จอ โดยคนไทยทราบดีว่าใครที่ทำธุรกิจนี้บ้าง มีเจ้าเดียวใช่หรือไม่ และทำไมหากเราจะแจก AI โปร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีออนไลน์ ทำไมจึงไม่โฆษณาออนไลน์ แต่ทำไมไปโฆษณาผ่านร้านสะดวกซื้อ เพราะมันโบราณและย้อนแย้งกับสิ่งที่ทางกระทรวงกำลังจะแจก 7.ทำไมบริษัทที่ชนะการประมูลเป็นบริษัทที่ทำราคากลางของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงสาธารณสุข และยังได้ต่อสัญญาโมโตจีพี ซึ่งถือเป็นความบังเอิญอย่างร้ายกาจ 8.ทำไมเร่งผลักดันโครงการนี้ เพราะมีคนพูดว่าเร่งรีบถอนทุนจากการเลือกตั้ง และ 9.ขณะนี้มีเสียงคัดค้านอย่างอื้ออึง กระทรวงจะทบทวนโครงการนี้หรือไม่ 

ด้านน.ส.แนน กล่าวว่า หากใครติดตามการเมืองจะทราบดีว่าพวกเราเรียกวุฒิสภาว่าสภาสูง ตนค่อนข้างตกใจเล็กน้อยที่เมื่อสักครู่มีคำเสียดสีมาพอสมควร และแปลกใจพอสมควรที่ประธานไม่ได้ทักท้วงอะไรด้วย แต่ไม่เป็นอะไร ตนจะขอตอบคำถามแม้ว่าคำถามทั้ง 9 ข้อนั้น นายไชยชนกเคยตอบไปแล้ว และสัปดาห์ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงก็ตอบคำถามไปแล้วทุกคำถามเช่นกัน ตนจึงค่อนข้างไม่ค่อยเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่มีใครรับรู้ข้อมูลนี้เลยหรือไม่ คงจะไม่ใช่เพราะทุกคำถามมีคำตอบไปหมดแล้วทุกข้อ และไม่เข้าใจว่าทำไมมาถึงวันนี้แล้วยังติดหล่ม 34 วัน เมื่อมีการชี้แจงไปเรียบร้อยแล้วว่าตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนถึงวันที่เซ็นสัญญาไม่ใช่แค่ 34 วันมันมากกว่านั้น ระยะเวลาทั้งหมดเป็นไปตามการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปเหมือนโครงการอื่นๆ ไม่มีอะไรผิดแปลก

น.ส.แนน กล่าวอีกว่า ส่วนที่ท่านถามว่าทำไมถึงอยากให้ประชาชนคนไทยได้ใช้และเป้าหมายเป็นใครบ้าง เราก็เขียนไว้ชัดอยู่แล้วว่าต้องการให้คนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์เข้าถึงการใช้ AI โปรซึ่งเราก็อยากแจกหมดทั้งประเทศ หลายประเทศทั่วโลกสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้ AI เพื่อพัฒนาตัวเอง ซึ่งถ้ากดเข้าไปดูในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในแฮทแท็กตัวนึงคือ ครีเอเตอร์มือใหม่ เปิดค่าการมองเห็น คนไทยทั้งนั้นที่ใช้หลายคนใช้เพื่อทำมาหากิน ในโลกออนไลน์ ไม่ได้จำกัดแค่ว่าคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตัวชี้วัดหลังจากนี้จะชี้ชัดว่าประชาชนจะได้อะไร สำหรับคำถามว่าทำไมไม่ซื้อตรง มีเงินทอนหรือไม่ นี่ก็เป็นคำถามที่ไม่น่าจะออกมาจากทางสมาชิกรัฐสภา เพราะคำถามเหล่านี้ถ้าสงสัยจริงต้องส่งเรื่องไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว คงไม่มาถามเพื่อเป็นการเสียดสีหรือชี้นำให้สังคมมองไปเองด้านหนึ่ง ทั้งที่ยังไม่เห็นตัวเนื้องานเลยว่าคืออะไร ที่สำคัญเราไม่ได้ใช้เจ้าเดียว โครงการนี้มีทั้งหมด 8 เจ้า 14 แพลตฟอร์ม ถ้าเราต้องไปคุยตรงแยกกัน 8 เจ้าไม่มั่นใจว่าระยะเวลา 1 ปีจะเพียงพอหรือไม่ และขอยืนยันว่าการจัดทำ TOR การจัดทำโครงการรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบราชการทุกข้อ ซึ่งวันนั้นการทำประชาพิจารณ์ไม่มีใครมีความเห็นอะไรเลย เราก็โฆษณาตามปกติเหมือนโครงการอื่นๆ แต่ไม่มีใครค้านมาทั้งสิ้น ส่วนเป็น AI โปรจริงหรือไม่ ก็ขอให้รอดูแต่ยืนยันว่าโปรแน่นอน

“ขณะที่ทำไมต้องโฆษณาบนจอร้านสะดวกซื้อก็ขอตอบตามปลัดกระทรวงฯ ว่า มีคนเข้าร้านสะดวกซื้อจำนวน 20 ล้านคนต่อวัน เพราะโครงการนี้เราไม่ได้เจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่อยากให้คนไทยที่อยากใช้ AI เข้ามาลงทะเบียนเพื่อนำโครงการนี้ไปพัฒนา ทั้งในการเรียนและการสร้างอาชีพ ส่วนที่พยายามชี้ว่าเป็นบริษัทเดียวกับที่ได้งานตรงนี้ตรงนั้น ถ้าจะสงสัยแบบนี้คงต้องรื้องบประมาณใหม่ทั้งหมด ในทุกงานของภาครัฐ เพราะว่าหลายๆ งานก็มีวนไม่กี่เจ้าในแต่ละกระทรวงเพราะเขามีความสามารถในการทำงาน ไม่ได้หมายความว่ามีการล็อกให้ใครอย่างใดอย่างหนึ่งทำ ท่านทราบดีว่างานประมวลภาครัฐก็ต้องมีความสามารถตามที่รัฐกำหนดเพื่อที่จะเข้ามาทำงานได้ ในเมื่อถ้าเขามีความสามารถ ไม่ใช่แค่กระทรวง de กระทรวงไหนก็ตามแต่ถ้าเขามีความสามารถเขาก็มีสิทธิ์ประมูลงาน” น.ส.แนน กล่าว

น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนยังขอประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมว่าเป็นความใส่ใจของรัฐมนตรีที่เปิดให้รับฟังความเห็นเพิ่มเติมจากผู้ที่มีความเห็นแตกต่างกันไป ซึ่งในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ที่กระทรวงดีอีฯ เปิดเวทีเสวนารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเราไม่ได้ปิดหรือจิ้มให้ใครไป จึงอยากจะเชิญชวน ว่าใครมีความคิดเห็นอย่างไร เราต้องการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจังและจริงใจ และต้องขอขอบคุณที่ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับทราบว่ามีโครงการนี้และสามารถเข้าถึงโครงการนี้ได้จริงๆ แล้วจริงๆ อยากจะให้คนทั้งประเทศแต่ในเมื่อได้เท่านี้ก็ต้องให้เป็นโครงการนำร่องไปก่อน เป็นสิ่งหนึ่งที่เราอยากพัฒนาอยากให้คนเรียนรู้ 

ขณะที่พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ตนต้องขอโทษน.ส.แนนด้วยที่ไม่ได้ตักเตือนสมาชิกที่อภิปรายในลักษณะดังกล่าว ตนคิดว่าเป็นสภาสูง วุฒิสมาชิกทั้งหลายเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ ประชาชนที่ฟังอยู่ย่อมทราบดีว่าความหมายเป็นอย่างไร ก็เป็นเสียงสะท้อนของประชาชนเช่นเดียวกัน ตนก็ต้องขอโทษด้วยเช่นกัน

จากนั้นน.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนอยากถามย้ำถึงคำถามสุดท้ายว่าท่านจะไปต่อกับโครงการนี้หรือทบทวนในรายละเอียดหรือไม่อย่างไร ตนยังต้องการคำตอบ 

น.ส.แนน ชี้แจงว่า ตนคิดว่าตนตอบคำถามชัดเจนแล้วว่าคนไทยตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปซึ่งจะมีการลงทะเบียนพร้อมกัน โดยใช้การยืนยันตัวตนผ่านไทยไอดีแค่นี้ ซึ่งหากจะมีคำถามตามมาว่าทำไมต้องผ่านไทยไอดีก็เพราะเราต้องการให้คนไทยใช้ หากจะใช้อีเมล์เฉยๆ มาลงทะเบียนเราก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าเป็นคนไทยจริงๆ หรือไม่ เราจึงบอกว่า 5 ล้านสิทธิ์ให้คนไทย 15 ปีขึ้นไป ใคร 15 ปีขึ้นไปรอลงทะเบียนได้เลย แต่ถามว่าทำไมไม่เจาะจงเป้าหมายตนก็ตอบไปแต่แรกแล้ว จริงๆ อยากได้ทั้งประเทศเลยแต่งบประมาณเมื่อดูแล้วทำได้ประมาณ 5 ล้านคน และได้กำหนดเป้าหมายไปแล้ว 3 กลุ่มใหญ่ๆ ที่ครอบคลุมทั้งหมดทั้งนักเรียนนักศึกษา กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ และภาคราชการ โดยเราได้มีหนังสือไปสอบถามหน่วยงานราชการเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่าหากกระทรวงดีอีจะมีโครงการนี้ หน่วยงานราชการมีความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งมีการตอบกลับตัวเลขที่สูง ท่านอย่าคิดว่าการใช้ AI จะเป็นการใช้แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้ AI อยู่ในชีวิตเราทุกส่วนมีการใช้ในทุกด้าน มีการใช้จนกระทั่งผู้ปกครองเป็นห่วงลูก ซึ่งเราได้มองเห็นถึงปัญหานี้เช่นกันจึงได้เพิ่มเรื่องของการเรียนรู้เข้าไป และเมื่อเรียนจบก็จะมีการออกใบรับรองให้ด้วยเช่นกัน 

น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ส่วนที่ถามว่าจะไปต่อหรือไม่นั้น ตนขอย้ำว่านายไชยชนกบอกแล้วว่าได้เปิดเวทีรับฟังความผิดเห็น รวมถึงข้อเสนอแนะที่กระทรวงในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้ว่าเนื้อหาของโครงการนี้ดีหรือไม่ ที่มาเป็นอย่างไร เราจะสามารถทำอะไรให้ครอบคลุมเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้หรือไม่ และตนเข้าใจว่าตนค่อนข้างตอบได้ชัดเจนแล้วในประเด็นที่มาและแจกให้ใครบ้าง กรอบระยะเวลา คำถามทั้ง 9 ข้อที่น.ส.นันทนาถามนั้น ตนมั่นใจว่าตนตอบครบและครอบคลุม ท่านบอกว่าตนเลี้ยวไปเลี้ยวมา ตนไม่ได้เลี้ยวไปไหนและยืนตอบอยู่ตรงนี้ และตอบชัดเจนทุกข้อด้วย

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ตนยังเหลือเวลาอีก 1 นาทีจึงจะขอสรุปตรงสั้นๆ ทำให้พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า “สั้นๆ นะครับ” น.ส.นันทนา จึงกล่าวว่า “สั้นค่ะ ดิฉันเหลือ 1 นาที รัฐมนตรีใช้เวลาเกินไป 6 นาที 36 วินาที ดิฉันยังไม่หมดเวลานะคะ” และกล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนได้ยิน น.ส.แนนตอบคำถามนั้น หากบอกว่าตอบครอบคลุมแล้ว ตนคงขอสรุปในฐานะที่เป็นผู้ตั้งกระทู้ถามว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ใช้ภาษีของประชาชนอย่างไม่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการสูญเปล่าของงบประมาณ 1,621 ล้านบาทที่จะเกิดขึ้นกับกระทรวงแห่งนี้

ชัชชาติ หาเสียงสุดอาร์ต ดึงศิลปินดังเนรมิตป้ายหาเสียงเป็นงานศิลปะ

ชัชชาติ หาเสียงสุดอาร์ต ดึงศิลปินดังเนรมิตป้ายหาเสียงเป็นงานศิลปะ

ชัชชาติ หาเสียงสุดอาร์ต ดึงศิลปินดังเนรมิตป้ายหาเสียงเป็นงานศิลปะ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

“ชัชชาติ” เปิดบิลบอร์ดหาเสียงศิลปะ สัปดาห์ที่ 2 “ทีมชัชชาติ” ดึง Juli Baker and Summer ส่ง “flowers for everyone” ขึ้นจอ LED กลางเมือง ต่อยอดแนวคิด City as Canvas ให้ศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในแกลเลอรี

8 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดตัวป้ายหาเสียงเชิงศิลปะใหม่ สัปดาห์ที่ 2 โดยหลังจากสัปดาห์แรกของแคมเปญสื่อหาเสียงเชิงศิลปะของ “ทีมชัชชาติ” ที่ได้ศิลปินอย่าง Uninspired by Current Event มาสร้างสรรค์ผลงาน 3D Art จากแนวคิด 250+ นโยบาย และจัดแสดงบน LED บิลบอร์ดในพื้นที่จตุรทิศและสยามสแควร์

ล่าสุดวันนี้ “ทีมชัชชาติ” เปิดตัวผลงานสื่อหาเสียงเชิงศิลปะใหม่เป็นสัปดาห์ที่ 2 ด้วยผลงาน “flowers for everyone” โดย Juli Baker and Summer ศิลปินแนว naive art ที่มีฝีแปรงและผลงานสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดจากความทรงจำ ประสบการณ์ส่วนตัว และความรู้สึกในชีวิตประจำวัน  โดยศิลปินอธิบายว่า เธอชอบไปสวนสาธารณะ เพราะสวนเป็นพื้นที่ของทุกคน ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปใช้ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน และอยากให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่แบบนี้เพิ่มขึ้น

“เราชอบไปสวนสาธารณะ เพราะสวนเป็นพื้นที่ที่ให้ความรู้สึก belong สวนสาธารณะเป็นพื้นที่ของคนทุกคน ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ไม่ว่าใครก็ไปสวนได้โดยไม่ต้องเสียเงิน และเราก็อยากให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกแบบนี้อีกเยอะ ๆ เราจึงขออุทิศงานชิ้นนี้ให้แก่ทุกคนที่สร้าง ดูแล และใช้ชีวิตในเมืองนี้ทุกวัน” Juli Baker and Summer ระบุ

ผลงานดังกล่าวจัดแสดงบนจอบริเวณลาน Parc Paragon ป้ายบนตึก Interchange 21 อโศก และจอในพื้นที่สยามสแควร์

ทั้งนี้ แคมเปญสื่อหาเสียงของ “ทีมชัชชาติ” เกิดจากแนวคิดที่ต้องการไม่ใช้ป้ายหาเสียงบนทางเท้าหรือพื้นที่สาธารณะ จึงเป็นที่มาของแคมเปญสื่อหาเสียงศิลปะ โดยชวนศิลปินกว่า 20 คนร่วมออกแบบผลงานบน LED บิลบอร์ดทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่โฆษณากลางเมืองให้เป็นพื้นที่ศิลปะชั่วคราว  แคมเปญดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบาย City as Canvas ที่ต้องการเปิดพื้นที่เมืองให้ศิลปิน นักออกแบบ นักศึกษา และชุมชน ได้ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะในชีวิตประจำวัน และเป็นเหมือนการทดลองนำหนึ่งใน 250+ นโยบายมาปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม  สำหรับป้ายหาเสียงประเภท LED บิลบอร์ดนี้จะหมุนเวียนจัดแสดงบนจอสัปดาห์ละ 2-3 จุด ตลอดทั้งเดือน โดยมีศิลปินหลากรุ่น หลายสไตล์ เข้าร่วมแคมเปญกว่า 20 คน

นอกจาก LED บิลบอร์ด ทีมชัชชาติยังใช้สื่อหาเสียงรูปแบบอื่น เช่น ป้ายติดรถสองแถว ป้ายไวนิลตามอาคาร ตลาด และย่านชุมชน เพื่อกระจายการสื่อสารให้ถึงผู้คนในชีวิตประจำวัน พร้อมกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและพื้นที่หลากหลายกลุ่มทั่วเมือง

กกต. ถอดบทเรียนเลือกตั้งกทม.-นายกพัทยา เร่งประชาสัมพันธ์ให้ปชช.ออกมาใช้สิทธิให้เยอะขึ้น

กกต. ถอดบทเรียนเลือกตั้งกทม.-นายกพัทยา เร่งประชาสัมพันธ์ให้ปชช.ออกมาใช้สิทธิให้เยอะขึ้น

กกต. ถอดบทเรียนเลือกตั้งกทม.-นายกพัทยา เร่งประชาสัมพันธ์ให้ปชช.ออกมาใช้สิทธิให้เยอะขึ้น

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.53 น.

กกต. ถอดบทเรียนเลือกตั้งกทม.-นายกพัทยา เร่งประชาสัมพันธ์ให้ปชช.ออกมาใช้สิทธิให้เยอะขึ้น อบรมเข้ม กปน.หวั่นเกิดข้อผิดพลาดซ้ำ ด้าน แสวง ย้ำการเลือกตั้งประชาชนต้องมีส่วนร่วม ขณะที่ ภาสกร แจงผู้มีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ – สก.ไม่เท่ากัน ตามเงื่อนไขที่อยู่ ด้าน ชนินทร์ เผยพบข้อร้องเรียน กทม.40 เรื่อง พัทยา 6 เรื่อง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องปรามซื้อสิทธิขายเสียง

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ แจ้งวัฒนะ ในกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรม การการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาการใช้สิทธิเลือกตั้งกทม.มีผู้มาใช้สิทธิค่อนข้างน้อย ดังนั้นจึงต้องปรับการประ ชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้ได้มากที่สุด

ส่วนปัญหาการทำหน้าที่ของ กปน.ซึ่งการเลือกตั้ง กทม.มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 6,628 หน่วย จึงได้มีการจัดโครงการแซนด์บ็อกซ์ขึ้นเขตหลักสี่และเมืองพัทยา โดยมีการคัดเลือกคนมาเป็นกปน.หน่วยละ5คน และจัดอบรมอย่างเข้มข้น จากนั้นก็ทยอยจัดอบรมในเขตอื่นๆ รวมมีผู้เข้าอบรมแล้วกว่า 6,000 คน

ด้าน ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิ การ กกต. กล่าวว่า กทม.มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม.4.4 ล้านคนแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพฯ 4.3 ล้านคน เนื่อง จากผลทางกฎหมายของคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ บุคคลที่ย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯไม่ถึง 1 ปีไม่สามารถเลือกตั้งผู้ว่า กทม.และสก.ได้ ส่วนการเลือกตั้งสก.ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมากกว่า 1ปี ในกรณีย้ายเขตที่อยู่ยังไม่ถึง1 ปี จะไม่สามารถใช้สิทธิเลือกสก.ในเขตที่อยู่ปัจจุบันได้ แต่สามารถแจ้งขอให้สิทธิเลือกสก.ตามเขตเดิมได้จนถึงวันที่ 17มิ.ย.

ส่วนบัตรเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและผู้ว่าฯ กทม.จะพิมพ์เท่ากับจำนวนหมายเลขผู้สมัคร แต่บัตรเลือกตั้งสก.จะพิมพ์เท่ากับจำนวนผู้สมัครในเขตที่มีผู้สมัครสูงที่สุด

ส่วนในกรณีเมืองพัทยา การเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา บัตร1ใบ เลือกได้ 6 หมายเลข จะมีการขานคะแนนบัตรดี บัตรเสีย และมีบัตรดีบางส่วนด้วย หากมีการนับคะแนนแล้วคะแนนไม่ตรงกับจำนวนบัตรที่ใช้ไป จะไม่สามารถนับคะแนนใหม่ได้ เนื่องจากการสั่งนับคะแนนใหม่ เป็นหน้าที่กกต. ดังนั้น กปน.ทำได้เพียงการตรวจสอบตระกร้าที่นับคะแนนไปแล้วเท่านั้น

ขณะที่ ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก กล่าวว่า การเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ครั้งที่แล้ว   มีเรื่องร้องเรียนของ กทม.40 เรื่อง และพัทยา 6 เรื่อง ซึ่งกกต.ดำเนินการการป้องปรามเชิงรุกได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อประกอบการป้องปราม รวมถึงประสานกับแบงค์ชาติ และแบงค์พาณิชย์ในเรื่องการเบิกเงินมากผิดปกติ รวมถึงผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มีการซักซ้อมและปฏิบัติหน้าที่ในการป้องปราม

ด้านนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวเสริมว่า ในทางปฏิบัติวันเลือกตั้งมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของ กปน.อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น จึงต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ช่วงเริ่มนับคะแนน  

ขณะที่นางสาวกัญญา อัศวเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์  กทม.  ได้กล่าวถึงแผนการณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงเทพฯออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งว่า ได้มีการวางแผนสื่อประชาสัมพันธ์แบ่งเป็น 5 ระยะตั้งแต่ก่อนการรับสมัคร เผยแพร่ครอบคลุมทุกแพล็ทฟอร์มออนไลน์ของ กทม.ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน  โดยเป้าหมายการประชาสัมพันธ์ กระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิมากที่สุด และเข้าใจขั้นตอนการลงคะแนน ลดจำนวนบัตรเสียให้ได้มากสุดและสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนกรเลือกตั้ง รวมทั้งได้เน้นย้ำการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้วางตัวเป็นกลาง โดยปลัด กทม.  ไม่ได้ละเลย ได้สั่งการทุกครั้งที่มีการประชุมเจ้าหน้าที่ ให้วางตัวเป็นกลาง 

ขณะที่การติดตั้งป้ายหาเสียงของผู้สมัครทั้งบนรถไฟฟ้า บิลบอร์ด และรถสาธาร ณะ สามารถทำได้หรือไม่  โดยว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม. กล่าวว่า กกต.ได้ออกประกาศเรื่องขนาดของป้ายหาเสียงและสถานที่ติดตั้งป้ายหาเสียงไว้แล้ว ซึ่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามารถใช้จ่ายได้ไม่เกิน 49 ล้านบาท ส่วน สก.อยู่ที่ 8 แสน – 1.25 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่  ซึ่งผู้สมัครสามารถจัดทำแผ่นพับ ป้าย สติกเกอร์ บิลบอร์ด แต่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร  ส่วนการหาเสียงออนไลน์หรือมีอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วยหาเสียงนั้น แต่ละแพล็ตฟอร์มก็จะคิดอัตราค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว หากมีเรื่องร้องเรียนก็เข้าไปตรวจสอบ

เมื่อถามว่าขณะนี้มีผู้สมัคร สก.แจกเอกสารโดยแนบเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.รายหนึ่ง จะถือเป็นความผิดหรือไม่  ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์  กล่าวว่าในการหาเสียง การจะนำใครมาช่วยหาเสียงต้องได้รับการยินยอมก่อน ซึ่งกรณีนี้ต้องดูตรงนั้น หากไม่มีถือว่าผิด

ยื่นศาลปกครอง! ‘ศิริกัญญา’ ค้าน ครม. ใช้เงินกู้ 1.8 หมื่นล้านอุดหนุนบัตรสวัสดิการฯ

ยื่นศาลปกครอง! 'ศิริกัญญา' ค้าน ครม. ใช้เงินกู้ 1.8 หมื่นล้านอุดหนุนบัตรสวัสดิการฯ

ยื่นศาลปกครอง! ‘ศิริกัญญา’ ค้าน ครม. ใช้เงินกู้ 1.8 หมื่นล้านอุดหนุนบัตรสวัสดิการฯ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.53 น.

วันที่ 8 มิ.ย. 69 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังศาลปกครอง ให้ตรวจสอบกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้เงินกู้ 18,800 ล้านบาท ว่าอาจเป็นการใช้เงินกู้ส่อผิดกฎหมายและขัดต่อวัตถุประสงค์

ชี้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน

นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า การใช้เงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อเป็นสวัสดิการตลอดปีงบประมาณ 2569 เป็นคนละกรณีกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่เติมเงิน 700 บาท แต่กรณีนี้คือสวัสดิการเดิมที่เติม 300 บาท รวมกับค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำที่รัฐจัดสรรตามปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งงบไว้ไม่เพียงพอ

“การที่งบประมาณไม่เพียงพอ ไม่ได้เป็นเหตุให้สามารถนำเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ในส่วนของแผนงานช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกรมาใช้ได้ เพราะมาตรา 5 ของ พ.ร.ก.กู้เงิน ระบุชัดเจนว่า ต้องใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจาก สถานการณ์วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และเหตุผลแนบท้าย พ.ร.ก. ก็ระบุว่าต้องเป็นกรณีที่ใช้งบปกติไม่ได้และมีความจำเป็นเร่งด่วน” นางสาวศิริกัญญา กล่าว

ทั้งนี้ แม้กระทรวงการคลังจะชี้แจงว่าเงินกู้เป็นเพียงแหล่งเงินเพิ่มเติม แต่ พ.ร.ก. มีวัตถุประสงค์ชัดเจน การที่ตนต้องมายื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีที่ได้รับความเดือดร้อนจากมติ ครม. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองได้ด้วยตัวเอง จึงต้องใช้ช่องทางนี้

ความแตกต่างระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง

สำหรับการยื่นตรวจสอบในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้า โดยนางสาวศิริกัญญา อธิบายว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาว่าสามารถออก พ.ร.ก. ได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ (ซึ่งขณะนี้ศาลรับเรื่องแล้วและรอการคัดค้านคำชี้แจง ครม.) แต่การยื่นศาลปกครองในครั้งนี้ เป็นการพิจารณาในขั้นตอนที่ พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้ และ ครม. ใช้อำนาจทางปกครองอนุมัติโครงการ ซึ่งมองว่าขัดต่อวัตถุประสงค์มาตรา 5 ผิดทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และรัฐธรรมนูญ

แนะเปลี่ยนแหล่งเงิน ไม่กระทบการแจกเงินประชาชน

เมื่อถามว่าการตรวจสอบจะทันกับการที่รัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการไปแล้วหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา ชี้แจงว่าเป้าหมายคือการไม่ให้ใช้ “เงินกู้” กับบัตรสวัสดิการครั้งนี้ ซึ่งจะไม่เป็นเหตุให้ต้องระงับการแจกเงินประชาชน รัฐบาลสามารถใช้แหล่งเงินอื่นที่กำลังดำเนินอยู่แทนได้ เช่น เงินจากการโอนงบประมาณ (พ.ร.บ.โอนงบ) หรือใช้มาตรา 45 ของ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ที่ยังมีเงินสำรองฉุกเฉินอีก 5 หมื่นล้านบาทรองรับอยู่

ซัดรัฐบาล “ถังแตก” หวั่นสร้างบรรทัดฐานวินัยการคลังที่ผิด

“หากตอบอย่างตรงไปตรงมา เหตุผลที่รัฐบาลนำโครงการ 18,800 ล้านบาทมาสอดไส้ใช้เงินก้อนนี้ ทั้งที่มีเงินสำรองฉุกเฉิน เป็นเพราะรัฐบาลถังแตก เงินไม่เพียงพอ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุอันควรที่จะนำเงินกู้ไปใช้ตามอำเภอใจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณภายในปีที่ได้รับจัดสรรให้ได้ การนำเงินกู้มาใช้ตามใจชอบจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ผิดในอนาคต ทำให้ต้องกู้เงินมากเกินปกติ และกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชนทั้งประเทศ”

นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังโต้แย้งข้ออ้างของรัฐบาลที่ระบุว่า กลุ่มเปราะบางที่รับบัตรสวัสดิการฯ คือกลุ่มเดียวกับที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน โดยชี้ว่า สวัสดิการนี้เป็นการเยียวยาตัวเดิม ไม่ได้มีอะไรใหม่ จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 5 หากรัฐบาลต้องการนำไปใช้อุดหนุนงบที่ขาดแคลน ควรระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ตั้งแต่แรก ไม่ใช่ระบุไว้เพียง 2 ข้อ (วิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน)

ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนนั้น มองว่าไม่ได้เร่งด่วนถึงขั้นใช้งบปกติไม่ได้ ซึ่งเข้าข่ายขัดมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพราะเป็นสิ่งที่รัฐต้องจ่ายทุกปี แต่รอบนี้ตั้งงบไม่พอเนื่องจากรัฐบาลตั้งใจจะปรับลดจำนวนคนถือบัตรในปี 2569 แต่ทำไม่ได้ ทำให้เงินหมดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

จี้ทบทวนเกณฑ์ “ลูกลดหย่อนภาษี-พ่อแม่หลุดบัตรคนจน”

ในวันเดียวกัน นางสาวศิริกัญญา ยังได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งทบทวนหลักเกณฑ์สิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีเงื่อนไขว่า หากลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี พ่อแม่จะไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า แม้รอบนี้จะยังไม่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่หากไม่มีการแก้ไขมติ ครม. ในปีภาษีหน้าหากลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนค่าอุปการะ ก็จะทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์อยู่ดี ซึ่งหมายถึงต้องมานั่งดูว่าลูกกตัญญูหรือไม่กตัญญูกันอีกรอบ

“ดิฉันว่าควรต้องทบทวนมติ ครม. ที่ออกหลักเกณฑ์การกลั่นกรองรอบนี้ไปเลย เพื่อยุติความสับสนทั้งหมด และยุติปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวด้วย การที่นายกฯ สั่งการทบทวนถือเป็นเรื่องดี แต่การสั่งการที่ไม่ชัดเจน ทำให้ รมว.คลัง สื่อสารคลุมเครือว่าจะใช้เกณฑ์นี้ในปีนี้หรือไม่ ซึ่งจะทำให้เกิดข้อถกเถียงอีกในปีภาษีถัดไป”

อัดเกณฑ์ใหม่ “ตะแกรงถี่เกินไป” หวั่นคนจนจริงตกหล่น

นอกจากนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยังเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติม เช่น เกณฑ์การมีรถยนต์ หรือการมีหนี้สินเกิน 100,000 บาท เนื่องจากเกษตรกรหรือประชาชนส่วนใหญ่ล้วนมีหนี้สินเกิน 100,000 บาททั้งสิ้น

“เกณฑ์ที่ออกมาตอนนี้แข็งมาก และต้องติ๊กถูกทุกช่องถึงจะได้รับบัตร แสดงว่ารัฐบาลต้องการคัดกรองอย่างเข้มข้น มีตะแกรงที่ถี่มากจริงๆ ซึ่งแทนที่จะคัดออกเฉพาะคนที่ไม่เดือดร้อน รอบนี้อาจทำให้คนเดือดร้อนจริงต้องตกหล่นอีกเช่นเดียวกัน” นางสาวศิริกัญญา กล่าวทิ้งท้าย