‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

'สนธิรัตน์' เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด 'วงจรถอนทุนทางการเมือง' ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ มิถุนายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “หยุดวงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การบริหารประเทศในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพสูง แต่เตือนว่าอำนาจที่เข้มแข็งต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบที่เข้มข้น พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้าง

จับตาเมกะโปรเจกต์ จี้รัฐบาลยึดหลักความโปร่งใส

นายสนธิรัตน์ระบุว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะสามารถบริหารประเทศไปได้อีกยาวนาน แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยสะท้อนว่า อำนาจที่เข้มแข็งยิ่งต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งควบคู่กันไป

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่คือการกลับมาของ วงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยในช่วงที่ผ่านมา สังคมได้ตั้งคำถามต่อหลายโครงการของภาครัฐ ทั้งด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งแม้บางกรณีอาจไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดข้อสงสัย รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะความโปร่งใสคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ภาระของผู้มีอำนาจ

ชี้ต้นตอปัญหามาจาก “ต้นทุนการเลือกตั้งที่สูงขึ้น”

นายสนธิรัตน์มองว่า ปัญหานี้ไม่ควรมองว่าเป็นความผิดของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมาอย่างยาวนานในระบบการเมืองไทย เมื่อการเลือกตั้งมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ความเสี่ยงที่จะเกิดแรงกดดันในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหลังเข้าสู่อำนาจจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ชง ข้อเสนอ ทลายวงจรถอนทุนทางการเมือง

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม นายสนธิรัตน์ได้เสนอให้ประเทศไทยเดินหน้าอย่างจริงจังใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่:

  1. เปิดเผยข้อมูล (Open Data) ข้อมูลโครงการภาครัฐต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย
  2. เสริมความเข้มแข็งให้กลไกตรวจสอบ ทั้งในกลไกของรัฐสภา องค์กรอิสระ และภาคประชาชน
  3. คุ้มครองผู้ตรวจสอบ ต้องมีมาตรการคุ้มครองสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้เปิดเผยข้อมูล (Whistleblower) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  4. ปฏิรูประบบการเมือง ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเพื่อลดต้นทุนทางการเมือง และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

ย้ำแก้คอร์รัปชันคือการ “สร้างระบบ” ไม่ใช่ล้มล้างฝ่ายใด

ในช่วงท้าย นายสนธิรัตน์ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนดี คนเก่ง หรือผู้นำที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน แต่สิ่งที่ขาดคือ ระบบ” ที่เอื้อให้คนดีทำงานได้เต็มที่ และสกัดกั้นไม่ให้คนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนทำได้สำเร็จ

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ใช่การล้มฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากเรากลัดกระดุมเม็ดแรกของระบบการเมืองได้ถูกต้อง ประเทศไทยก็จะมีโอกาสก้าวพ้นวงจรถอนทุนทางการเมือง และเดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ขอบคุณภาพและข้อมูลทั้งหมดจาก Facebook : สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ 

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา ไทยเศรษฐ์ จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 ที่บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานวันเกิด นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 65 ปี วันที่ 7 มิ.ย. 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น มีการแจกข้าวสารน้ำหนัก 5 กิโลกรัม​ ให้กับชาวบ้าน รวมกว่า 1,800 กระสอบ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีบรรดานักการเมือง ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจากทั้งใน จ.อุทัยธานี และต่างจังหวัด เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุตรสาวอย่าง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม น.ส.ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี และหลานชาย​อย่าง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมครอบครัวไทยเศรษฐ์ ร่วมให้การต้อนรับและจัดงานอวยพรวันเกิดอย่างพร้อมหน้าและอบอุ่น

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

'หมอเปรม'เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

“นพ.เปรมศักดิ์” นั่งประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า เตรียมเสนอแผนยกระดับระบบบัญชาการวิกฤตแห่งชาติ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงานแบบเรียลไทม์ภายใน 180 วัน

7 มิ.ย.69 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานคณะทำงาน เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลภายในระยะเวลา 180 วัน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางถนน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคอุบัติใหม่ ตลอดจนสาธารณภัยขนาดใหญ่ แต่ระบบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงกระจัดกระจายและแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจ การสั่งการ และการเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

“ปัญหาสำคัญที่พบในปัจจุบันคือ หน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้อย่างสมบูรณ์ หลายพื้นที่ยังใช้การประสานงานผ่านโทรศัพท์หรือเอกสาร ทำให้การส่งต่อผู้ป่วย การจัดสรรเตียง การบริหารรถพยาบาล และการกระจายกำลังช่วยเหลือเกิดความล่าช้า” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในกรณีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือผู้บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ ทุกนาทีล้วนมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต หากระบบข้อมูลยังทำงานแบบต่างคนต่างทำ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าที่สังคมรับรู้

อย่างไรก็ตาม จากการประชุมคณะทำงานครั้งแรก ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการรับมือภาวะวิกฤตของประเทศ ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างองค์กรภาครัฐให้รองรับนวัตกรรมใหม่ และการกำหนดมาตรฐานกลางด้านเทคโนโลยีสำหรับงานกู้ชีพ กู้ภัย และการบริหารจัดการสาธารณภัย

นอกจากนี้ คณะทำงานยังเตรียมศึกษาข้อเสนอเชิงรุกเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตของประเทศ อาทิ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการข้อมูลฉุกเฉินแห่งชาติ (National Emergency Data Platform) ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย รถพยาบาล โรงพยาบาล หน่วยกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยงานด้านสาธารณภัยไว้บนแพลตฟอร์มเดียว การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้า การใช้ระบบสื่อสารสำรองในพื้นที่ประสบภัย และการพัฒนาแอปพลิเคชันกลางสำหรับแจ้งเหตุและติดตามการช่วยเหลือแบบเรียลไทม์

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิรูประบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียจากเหตุฉุกเฉิน และเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ คณะทำงานจะประชุมอย่างต่อเนื่องเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันจันทร์ เวลา 14.00 น. เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ และจัดทำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุด ก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติในระดับนโยบายต่อไป

สำหรับ คณะทำงานชุดดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายพิเชษฐ์ หนองช้าง รองประธานคณะทำงาน พลโทโชคชัย ขวัญพิชิต นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนพงษ์ วันจันทึก พันเอกอาภากร เผือกสุวรรณ และ น.ส.สุพรรษา ธรรมสโรช ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อระดมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางรากฐานระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตยุคดิจิทัลของประเทศไทย

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

'โจ ชัยวัฒน์' ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.42 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์  10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย มาร์ท อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจตุจักร เบอร์ 3 เข้าพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า เพื่อนำเสนอชุดนโยบายค้าขายง่ายและหวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงนโยบาย “หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.” โดยรูปแบบคือเมื่อประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการใน กทม. ทุกๆ 20 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดย กทม. จะจัดสรรงบประมาณเงินรางวัลให้เดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเกิดการบอกต่อ ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

นานชัยวัฒน์ ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและระบบซื้อขายตำแหน่งใน กทม. โดยระบุว่าพรรคประชาชนมีเจตจำนงแน่วแน่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการสร้างระบบมาป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยตามจับ ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเริ่มจากผู้นำ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” พร้อมกับยกตัวอย่าง อบจ.ลำพูน ที่บริหารโดยพรรคประชาชน ซึ่งสามารถซื้อของต่ำกว่าราคากลางถึง 26.7% ดังนั้นขอโอกาสจากประชาชนให้พรรคประชาชนเข้าไปบริหาร จะทำให้เห็นความแตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา.

ด้านนายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาหลักในพื้นที่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ เรื่องขยะตกค้างและปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด นอกจากนี้ยังมีเรื่องทางเดินเท้าเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่ยังขาดหลังคากันแดดกันฝน ทำให้ประชาชนเดินทางไม่สะดวก จึงต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาตลาดในความดูแลของ กทม. ให้ดียิ่งขึ้น

ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบาย ศก.ยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนติดป้าย ต้องเท่าเทียมกัน

ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบาย ศก.ยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนติดป้าย ต้องเท่าเทียมกัน

ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบาย ศก.ยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนติดป้าย ต้องเท่าเทียมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนการติดป้ายหาเสียง ต้องเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตบึงกุ่ม บางกะปิ ให้สัมภาษณ์บริเวณตลาดปัฐวิกรณ์ โดยกล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของเมืองในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งหัวใจสำคัญคือการขับเคลื่อนบริษัทขนาดใหญ่ราว 1,400 แห่ง และกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME กว่า 500,000 ราย ให้เดินหน้าควบคู่กันไปได้ เพราะต่างก็มีการจ้างงาน กลุ่มละประมาณ 3 ล้านคน 

ทาง ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอยผ่านการสร้าง “แพลตฟอร์ม กทม.” เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผู้ให้บริการระดับชุมชน เช่น ช่างซ่อมแอร์ หรือช่างประปา สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในโซนเดียวกันได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งเตรียมจัดตั้งศูนย์ One-Stop Service และคลินิก SME เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตสำหรับกิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโฮสเทล

​นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว การยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงก็เป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องเดินหน้าต่อ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแผนต่อยอดจากสวนป่าชุ่มน้ำ 86 ไร่ โดยจะกระจายสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอย่างน้อย 6 แห่ง ขนาด 10 ไร่ขึ้นไป ให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ 

ในส่วนของการศึกษานั้น นายศานนท์ หวังสร้างบุญ ได้ระบุถึงความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ซึ่งเห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ปีแรก รวมถึงการปรับพื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นห้อง Maker Space เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำ พร้อมทั้งขยายโรงเรียนหลักสูตร 2 ภาษาและเปิดรับเด็กอนุบาลวัย 3 ขวบเข้าสู่ระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง 

ขณะที่ด้านสาธารณสุข รศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช ได้เล็งเห็นช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่บริเวณรอยต่อเขตวังทองหลาง บางกะปิ ดินแดง และลาดพร้าว เพื่ออุดรอยโหว่ของ Health Zone ให้บริการได้อย่างครอบคลุมที่สุด

นายชัชชาติยังย้ำถึงจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมในการใช้พื้นที่โฆษณาหาเสียง โดยพร้อมตรวจสอบและถอดป้ายออกทันที หากพบว่าในพื้นที่นั้น อนุญาตให้ตนเองติดป้ายหาเสียงได้ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้สมัครรายอื่นติดได้ เพราะการหาเสียงต้องมีความเท่าเทียมกันทุกส่วน

“เรื่องป้ายโฆษณาหาเสียง ผมเร่งให้ทีมงานไปตรวจสอบแล้ว ผมยึดหลักถ้าไม่ให้เพื่อนเราโฆษณา เราก็ไม่ควรได้โฆษณา ถ้าทีมงานตรวจสอบพบว่า ทีมอื่นไปขออนุญาตเหมือนกัน แต่มาเลือกโฆษณาให้เฉพาะเรา เราก็จะเอาออก เราต้องเท่าเทียมกัน เพื่อนเราไม่ได้ เราก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน” นายชัชชาติกล่าว

ช่วงท้าย นายชัชชาติได้ฝากเน้นย้ำถึงประชาชนทุกคนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ จะไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต หรือนอกราชอาณาจักร จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนบริหารจัดการเวลาเพื่อมาร่วมกันแสดงพลังบริสุทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย

สุริยะใส ชี้ปมแก้ รธน. สะท้อนความขัดแย้งลึกกว่าตัวบทกฎหมาย

สุริยะใส ชี้ปมแก้ รธน. สะท้อนความขัดแย้งลึกกว่าตัวบทกฎหมาย

สุริยะใส ชี้ปมแก้ รธน. สะท้อนความขัดแย้งลึกกว่าตัวบทกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

7 มิถุนายน 2569 นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า …เมื่อทุกฝ่ายอยากชนะ รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นสนามรบ ไม่ใช่กติกากลาง…

กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยที่ถูกพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อสนับสนุน ขณะที่พรรคประชาชนก็มีแนวทางและเงื่อนไขของตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่ความแตกต่างทางความคิดและจุดยืนทางการเมืองที่ยังหาจุดร่วมกันไม่ได้ แม้ทุกฝ่ายจะพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต้องการแก้อาจไม่เหมือนกันเลย

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่ละขั้วการเมืองต่างมีภาพฝันต่อประเทศไทยที่แตกต่างกัน บางฝ่ายให้น้ำหนักกับอำนาจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง บางฝ่ายให้ความสำคัญกับระบบถ่วงดุลและกลไกคุ้มครองเสถียรภาพของรัฐ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจที่ถือเป็นหลักประกันของประเทศ เมื่อจุดยืนพืนฐานต่างกันมาก การออกแบบรัฐธรรมนูญร่วมกันจึงเป็นเรื่องยากกว่าที่หลายคนคิด

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาการเมืองไทยที่ลึกกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะแม้ยังไม่ได้เริ่มร่างฉบับใหม่อย่างจริงจัง แต่แต่ละฝ่ายก็เริ่มขีดเส้นเงื่อนไขและข้อจำกัดของตนเองแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่คือเราจะสามารถสร้างฉันทามติร่วมกันได้หรือไม่ว่าประเทศควรเดินไปทางไหน

รัฐธรรมนูญจึงมักกลายเป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองมากกว่าจะเป็นพื้นที่สร้างความเห็นพ้องร่วมกัน ทุกครั้งที่ดุลอำนาจเปลี่ยน ผู้ชนะอยากแก้ ผู้แพ้อยากรื้อ จนท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญถูกทำให้เป็นแพะรับบาปของทุกปัญหา ทั้งที่รากของปัญหาอาจอยู่ที่ความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวง และการไม่ยอมรับความชอบธรรมของฝ่ายที่คิดต่าง

บางทีสิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่เพียงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่คือ “ฉันทามติทางการเมืองฉบับใหม่” ที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่า แม้จะคิดต่าง แข่งขันกัน หรือสลับกันเป็นรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่ก็ยังอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กติกกาเดียวกัน หากทำสิ่งนี้ไม่ได้ ต่อให้แก้รัฐธรรมนูญอีกกี่ครั้ง วงจรความขัดแย้งเดิมก็อาจย้อนกลับมาอีกเช่นเคย

ชัชชาติ โต้เดือด! ยันไม่มีระบบอากง เลิกพูดได้แล้ว

ชัชชาติ โต้เดือด! ยันไม่มีระบบอากง เลิกพูดได้แล้ว

ชัชชาติ โต้เดือด! ยันไม่มีระบบอากง เลิกพูดได้แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“ชัชชาติ”โต้เดือด! ยันไม่มี”ระบบอากง”เลิกพูดได้แล้ว – ไร้ IO ทำลายคู่ต่อสู้ ลั่นไม่ทนคุกคามทางเพศ ชี้โพลดีเพราะผลงาน

7 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 9 เปิดเผยถึงประเด็นทางการเมืองและข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.โดยย้ำถึงจุดยืนความโปร่งใส ​ส่วนกรณีที่ผลสำรวจความคิดเห็น หรือโพล ที่คะแนนออกมาดีอย่างต่อเนื่อง นายชัชชาติ ได้แสดงความขอบคุณประชาชน พร้อม ระบุว่า คะแนนที่เห็นไม่ได้สะท้อนถึงการหาเสียง แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างหนักตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นอย่างไรก็ตาม ได้เตือนทีมงานว่าห้ามประมาทเด็ดขาด เนื่องจากการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าลงพื้นที่พบปะกับประชาชนอย่างเต็มที่ทุกวันตามปกติ

​สำหรับกรณีที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โพสต์ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผู้อำนวยการเขตรายหนึ่งในประเด็นการคุกคามทางเพศ นายชัชชาติ กล่าวว่า หากมีข้อมูลหรือหลักฐานที่ถูกต้องชัดเจน ขอให้เปิดเผยออกมาได้เลยเพื่อเอาคนไม่ดีออกไป และพร้อมให้ฝ่ายบริหารชุดใหม่หรือปลัด กทม.ดำเนินการทันที

“เราประกาศเสมอว่าเราไม่ยินยอมต่อการคุกคามทางเพศ ที่ผ่านมาถ้ามีเรื่องร้องเรียนเราจัดการทุกเคส อย่างในโรงเรียนก็เคยมีคำสั่งไล่ออกไปแล้ว แต่ในระดับผู้อำนวยการเขตตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับระบบของ กทม.แต่อย่างใด” นายชัชชาติ กล่าว

​นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังกล่าวเสริมว่า กทม.เพิ่งได้รับรางวัลเหรียญทองด้านความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าหน่วยงานภายนอกประเมินระบบการดูแลสิทธิมนุษยชนของ กทม.ไว้ค่อนข้างดี

​​ส่วนข้อกล่าวหาที่ระบุว่ามีการใช้ IO เพื่อตอบโต้ทางการเมือง หรือไม่นั้น นายชัชชาติ ปฏิเสธว่า ไม่มีการทำ IO อย่างแน่นอน 100% นโยบายของทีมงานคือการสื่อสารข้อเท็จจริงและแนวทางการทำงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่มีการกล่าวร้ายหรือทำลายคู่ต่อสู้

“การไปทำลายคู่ต่อสู้ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น หรือทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น การแข่งขันกันคือการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน แต่อาจจะมีแฟนคลับบางส่วนที่ไปโจมตีคนอื่น ซึ่งผมก็อยากขอร้องว่าอย่าไปทำเลย ให้ดูที่ผลงานของเราเป็นหลักดีกว่า” นายชัชชาติ กล่าว

​​เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิจารณ์เรื่อง “ระบบอากง” หรือข้อครหาเรื่องการใช้เส้นสายในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ระบบดังกล่าวไม่มีอยู่จริง “เลิกพูดได้แล้ว เอาเป็นว่าเป็นแนวทางของทีมชัชชาติ” พร้อมได้ย้ำว่า เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา และยังกล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนที่สมหวังและไม่สมหวังเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ไม่พอใจก็อาจจะกล่าวหาว่าระบบไม่ดี โดยไม่ได้ย้อนดูความสามารถของตนเอง พร้อมยืนยันว่าแนวปฏิบัติของทีมชัชชาติตลอดมาคือการเลือกคนดี คนเก่ง และเน้นความซื่อสัตย์สุจริตอย่างโปร่งใสที่สุด

สกลธี ปลื้ม อภิสิทธิ์ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม-สก.หาเสียง ย้ำความเป็นปึกแผ่น

สกลธี ปลื้ม อภิสิทธิ์ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม-สก.หาเสียง ย้ำความเป็นปึกแผ่น

สกลธี ปลื้ม อภิสิทธิ์ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม-สก.หาเสียง ย้ำความเป็นปึกแผ่น

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

สกลธี ปลื้ม อภิสิทธิ์ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม-สก.หาเสียง ย้ำความเป็นปึกแผ่นพรรคสีฟ้า

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า “อภิสิทธิ์สุดฟิต 4 เขต รวดดด ผมว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนพรรคไหน กลุ่มไหน คือประชาธิปัตย์เรามีหัวหน้าอภิสิทธิ์ ที่พร้อมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่น

จะเห็นได้ว่านับแต่เปิดตัวพี่เจมส์ อนุชา ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม ของพรรค หมายเลข  5 จะเห็นหัวหน้าอภิสิทธิ์ ลงพื้นที่หาเสียงด้วยทุกครั้ง และทุกวัน ตั้งแต่ต้นจนจบ

มันเป็นความปึกแผ่นและอบอุ่นในหัวใจของคนทำงาน ผมบอกได้เลยครับ ว่าในครั้งนี้แม้เราจะยังเป็นรอง แต่หัวจิตหัวใจเต็ม 100 เลือดสีฟ้าแน่นอนครับ 

วันนี้เป็นอีกวันนึงที่ลุยกันหลายพื้นที่เริ่มตั้งแต่วัดแขกและตลาดตรงข้ามวัดในเขตบางรัก พร้อมผู้สมัคร สก เขตบางรัก ธนากร ลิ้มวาทะรส หมายเลข  1

จากนั้นไปต่อที่พี่สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร สก เขตบางคอแหลม หมายเลข 2 ที่ตลาดเจริฐกรุง 103 จุดนี้ FC เพียบครับเพราะเป็นเขตเก่าของท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์

ต่อไปที่ตลาดคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน ของพี่อดีต สก ฝอย ลักขณา ภักดีนฤนาท ผู้สมัคร สก เขตตลิ่งชัน หมายเลข 4 คนถ่ายรูปแน่นเช่นกัน

และมาปิดท้ายที่ตลาดวังหลังของอดีต สก บางกอกน้อยหลายสมัย นภาพล จิระกุล หมายเลข 1 ตรงนี้ก็ FC เดี๋ยวแน่นเช่นกันเพราะพี่นภาพลทำพื้นที่เอาไว้แน่นครับ

เขตอื่นรอนิดนะครับทยอยไปให้เต็มที่แน่นอนครับ” 

อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

“อนุชา”ชี้ต้องปรับประชาสัมพันธ์ กระตุ้นคนเที่ยว กทม.เพิ่ม โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

7 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และ นางลักขณา ภักดีนฤนาท ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 4 เขตตลิ่งชัน ลงพื้นที่หาเสียง

บรรยากาศหาเสียงนายอนุชา ได้เดินทักทายขอคะแนน พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ทักทายนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ  ซึ่งประชาชนให้การต้อนรับคึกคัก ระหว่างหาเสียง นายอนุชา ได้โชว์ลงมือทำขนมบ้าบิ่น ทำขนมเบื้อง ชิมหมูทอดร้านดัง ซึ่ง ประชาชนบางคนบอกว่า “ไม่เหมือนในทีวี ยังดูเด็กอยู่เลย” ขณะที่แม่ค้า บอกว่า “ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะเลือกคนนี้แหละ เบอร์ 5”

หลังจากนั้น นายอนุชา กล่าวว่า ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน มีหลายส่วนที่เราจะสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมได้ เช่น เรื่องของการประชาสัมพันธ์ จะทำให้คนมาเที่ยวจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น แต่เราจะใช้ประชาสัมพันธ์แบบเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะบางทีเราตามเฟซบุ๊กมา เราใช้แพลตฟอร์มหรือแอปต่างๆ เข้ามาในพื้นที่ ต้องระบุว่า มีตลาดน้ำแล้ว มีอะไรร้านดัง แต่เมื่อเป็นจุดทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เรื่องของความสะอาดก็เป็นจุดหนึ่งที่สามารถทำได้มากกว่านี้ ในการนำคนมาจัดเก็บ และเรื่องที่ทิ้งขยะ เพราะบางส่วนอาจจะมีกลิ่นอยู่ ตรงนี้กทม. จะสามารถเข้ามาจัดการได้ทันทีเลย

ทั้งนี้ ทุกพื้นที่มีอัตลักษณ์เป็นพิเศษ ส.ก.จะเป็นตัวแทนในแต่ละพื้นที่ ตรงนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เราสามารถชูขึ้นมา ไม่ใช่นักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถมาเพิ่มขึ้นไม่ใช่เที่ยวแค่กรุงเทพชั้นใน แต่ออกมาเที่ยวชั้นนอกก็เห็นธรรมธรรมชาติ และมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่เห็นอยู่ในตลาดทั่วไป

ต่อมา นายอนุชา พร้อมผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง ช่วย นายนภาพล จีระกุล ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 1 เขตบางกอกน้อย เมื่อเดินทางมาถึงนายอนุชา ได้ไหว้ขอพร อนุสรณ์สถานสมเด็จโตฯ (วัดระฆัง) จากนั้นเดินหาเสียงในตลาด ซึ่งมีแฟนคลับ ทุกเพศ ทุกวัย ให้การต้อนรับ ขอถ่ายรูป ส่งเสียงเชียร์ พร้อมบอก เลือกเบอร์ 5 กับเบอร์ 1 แน่นอน

– 006

‘ศุภจี’ ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

'ศุภจี' ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

‘ศุภจี’ ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.13 น.

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มาเลเซียได้ประกาศระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซียตามลำดับขั้น ภายหลังตรวจพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้างที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค โดยทุกมาตรการดำเนินการตามขั้นตอนและมีการประสานงานกับฝ่ายมาเลเซียมาโดยตลอด

ทั้งนีัการระงับนำเข้ากุ้งของมาเลเซียเป็นการดำเนินการที่กระชั้นชิด โดยแจ้งให้ไทยรับทราบเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงหรือกำหนดมาตรการรองรับล่วงหน้า ทำให้ไทยมีเวลาจำกัดในการเตรียมรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

เตรียมยกระดับเจรจา ชงเวที WTO และอาเซียน

กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำลังเร่งดำเนินการเจรจาหารืออย่างเร่งด่วนเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์พร้อมยกระดับประเด็นนี้เข้าสู่การหารือในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และอาเซียน โดยมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

กางแผน 13 มาตรการฉุกเฉิน มุ่งดูดซับ 400 ตัน/เดือน

จากข้อมูลปี 2569 พบว่าการส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซียมีปริมาณเฉลี่ย 300-400 ตันต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน กระทรวงพาณิชย์จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งขับเคลื่อน 13 มาตรการ เพื่อดูดซับผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย ดังนี้:

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ: เร่งหาแหล่งนำเข้าทดแทนในตลาดสำคัญ (จีน, สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น) และตลาดใหม่ในอาเซียน (เมียนมา, สิงคโปร์) ผ่านการจัดกิจกรรม Top Thai Brand (คุนหมิง, เซี่ยเหมิน), Thailand Week (ต้าเหลียน, หลานโจว), จัด Online Business Matching ในงาน SIAL ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และกิจกรรมส่งเสริมสินค้ากุ้งไทย
  • กรมการค้าภายใน: กระตุ้นการบริโภคผ่านกิจกรรม “หรอยริมเล @ภูเก็ต” ในเดือนมิถุนายน, ร่วมกับห้างท้องถิ่นดึงผลผลิตสู่เมืองท่องเที่ยว (ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง), เปิดจุดรับซื้อตรงในแหล่งผลิต (สงขลา, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ฉะเชิงเทรา), นำผู้ส่งออกและโรงงานแปรรูปร่วมรับซื้อ, จัดแคมเปญบริโภคผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) และจัดคาราวานสินค้าประมงเปิดจุดจำหน่ายใน กทม. ภาคอีสาน และภาคเหนือ
  • กรมการค้าต่างประเทศ: นำผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ในงานมหกรรมค้าชายแดนที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัด: ทำหน้าที่เป็นแกนกลางรับซื้อกุ้งจากแหล่งผลิตที่เดือดร้อน เพื่อนำไปกระจายขายทุกจังหวัดทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ย้ำชัด! ไม่ได้จบแค่ให้คนไทยกินกุ้ง

นางศุภจี เน้นย้ำว่า การบูรณาการมาตรการทั้งหมดเพื่อเร่งระบายผลผลิต เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด และรัฐบาลพร้อมสู้ทุกรูปแบบในระหว่างการเจรจา

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ลงมือทำในขณะนี้ คือ การช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการช่วยหาทางเร่งระบายผลผลิตที่ถูกระงับการนำเข้า ไม่ใช่แค่จัดการ หรือแค่สนับสนุนให้บริโภคกุ้งภายในประเทศเท่านั้นแล้วจบ” — นางศุภจี สุธรรมพันธุ์