นายกฯ ลงนามตั้ง ศบค.ชด. ให้ ผบ.ทหารสูงสุด เป็น ผอ.ศูนย์ฯ รับมือภัยคุกคามชายแดน

นายกฯ ลงนามตั้ง ศบค.ชด. ให้ ผบ.ทหารสูงสุด เป็น ผอ.ศูนย์ฯ รับมือภัยคุกคามชายแดน

นายกฯ ลงนามตั้ง ศบค.ชด. ให้ ผบ.ทหารสูงสุด เป็น ผอ.ศูนย์ฯ รับมือภัยคุกคามชายแดน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

นายกฯ ลงนามตั้ง ศบค.ชด. ให้ ผบ.ทหารสูงสุด เป็น ผอ.ศูนย์ฯ รับมือภัยคุกคามชายแดน

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกฯได้ลงนามใน คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 212/2569เรื่อง การจัดตั้งศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน
ในคำสั่งระบุว่า ตามที่กองบัญชาการกองทัพไทยได้ติดตามและประเมินว่าสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ ชายแดนของไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาภัยคุกคามด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภัยคุกคามรูปแบบใหม่และปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ได้ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนและการดำเนินชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงมีมติเมื่อวันที่ 2 ต.ค. พ.ศ. 2568 ให้บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศักยภาพและประสิทธิภาพ การป้องกันและแก้ไขปัญหา ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหา ข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค สร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย

ดังนั้น เพื่อให้การขับคลื่อนนโยบายของรัฐบาลต้านความมั่นคงชายแดนและนโยบายความมั่นคงของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา11(6)และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ 1ให้จัดตั้งศูนย์บูรณาการความมั่นคงชายแดน เรียกโดยย่อว่า “ศบค.ชด.”โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็น ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ผอ.ศบค.ชด.)มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติตามโยบายรัฐบาล นโยบายความมั่นคงชายแดนและนโยบายความมั่นคงของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน และงานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้เกิดความมั่นคงและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อ 2 ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ผอ.ศบค.ชด.) มีอำนาจแต่งตั้งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือคณะที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมรวมทั้งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ

ข้อ 3 ภารกิจมีหน้าที่ อำนวยการ ประสานงาน ควบคุม กำกับดูแล และสั่งการการปฏิบัติงานของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามสายการบังคับบัญชา (ตามผนวก ก) ให้เป็นไปตามโยบายรัฐบาล นโยบายความมั่นคงชายแดน และนโยบายความมั่นคงของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆตามที่รัฐบาลมอบหมาย เพื่อให้เกิดความมั่นคงและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้า

ข้อ 4 โครงสร้างและการจัดศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน ตามผนวก ก ข้อ 5 ขอบเขตหน้าที่และอำนาจ ตามผนวก ข ข้อ 6 ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือและ สนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน ในการจัดสถานที่ จัดเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานสนับสนุนการประสานงาน การติดต่อสื่อสาร รวมทั้งการแจ้งข้อมูล ข่าวสาร ข่าวกรอง และการรายงานผลการปฏิบัติรวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ตามที่ได้รับการร้องขอ

ข้อ 7 คำสั่งอื่นใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้ให้ใช้คำสั่งนี้แทน ข้อ 8 สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) ให้เบิกจ่ายตามระเบียบของทางราชการ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ให้กระทรวงกลาโหม โดยกองบัญชาการกองทัพไทยดำเนินการเสนอขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

นายกฯ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชินี 3 มิ.ย.

นายกฯ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชินี 3 มิ.ย.

นายกฯ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชินี 3 มิ.ย.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.23 น.

นายกฯ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 17.00 น. ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา และคณะรัฐมนตรี

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงบริเวณงาน ได้รับฟังความเป็นมาและวัตถุประสงค์การจัดนิทรรศการ ก่อนขึ้นเวทีเพื่อถวายราชสักการะพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมกล่าวว่า 

“เนื่องในศุภมหามงคลสมัย ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงเจริญพระชนมายุครบ 4 รอบ ในวันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย คณะรัฐมนตรี คณะผู้จัดงาน และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปีติปราโมทย์เป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมชุมนุมพร้อมเพรียงกันในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “บรมขัตติยราชนารี คู่บารมีศรีแผ่นดิน” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ต่างล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยพระราชหฤทัย มุ่งมั่น เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ทรงอุทิศพระวรกายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของราษฎรทุกภูมิภาคของประเทศ ตลอดจนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยให้ดำรงอยู่เป็นศรีสง่าแก่ชาติบ้านเมือง

การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้มาร่วมชื่นชมพระบารมี และเรียนรู้พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า ผ่านสื่อการจัดแสดงต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงพระปรีชาสามารถ และพระจริยวัตรอันงดงาม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้า ในการร่วมมือร่วมใจกันทำความดีเพื่อสังคมและประเทศชาติต่อไป

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ผล ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญของเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้รับชมการรำถวายพระพร และตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการ ก่อนชมการเดินแฟชั่นโชว์ชุดไทยพระราชทาน (8 ชุด) และเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และการสาธิตทางศิลปวัฒนธรรม ก่อนจะเดินทางกลับ

ทั้งนี้ รัฐบาลจัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ภายใต้ชื่องาน “บรมขัตติยราชนารี คู่บารมีศรีแผ่นดิน” ระหว่างวันที่ 2-7 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณ Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า และพระปรีชาสามารถในด้านต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล และแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและความสามัคคีของคนในชาติ

ความจริงแนวชายแดน! ทบ.วอน ปชช.อย่าหลงเชื่อคลิปยั่วยุฝั่งกัมพูชา

ความจริงแนวชายแดน! ทบ.วอน ปชช.อย่าหลงเชื่อคลิปยั่วยุฝั่งกัมพูชา

ความจริงแนวชายแดน! ทบ.วอน ปชช.อย่าหลงเชื่อคลิปยั่วยุฝั่งกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.10 น.

“กองทัพบก”ย้ำความจริงแนวชายแดนไทย-เขมร ขอให้มั่นใจทหารไทยปฏิบัติหน้าที่มืออาชีพ วอนประชาชนอย่าหลงเชื่อคลิปยั่วยุฝั่งกัมพูชา

2 มิถุนายน 2569 แหล่งข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งปรากฏภาพทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธเข้าประชิดเจ้าหน้าที่ทหารไทย ระหว่างปฏิบัติภารกิจบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยมีการโต้เถียงและส่งเสียงดังใส่กัน จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

แหล่งข่าวจากกองทัพบก ระบุว่า คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฝั่งกัมพูชา พร้อมข้อความในลักษณะแสดงศักยภาพและความกล้าของกำลังพล

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุพิกัดหรือรายละเอียดของพื้นที่เกิดเหตุอย่างชัดเจน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าอาจเป็นพื้นที่บริเวณช่องบก ซึ่งเมื่อวานที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีลักษณะนี้แล้ว โดยทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยและอยู่ร่วมกันได้

ขณะเดียวกัน ในโลกออนไลน์ของไทย มีการแชร์คลิปดังกล่าวและแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ทั้งในเชิงสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย และแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้เกิดกระแสถกเถียงอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข่าว ระบุอีกว่า กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่จะยึดกฎการปะทะเพื่อป้องกันตนเองเป็นหลัก ก่อนดำเนินการตามแนวทางของหน่วยเหนือ เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวจากทางราชการที่น่าเชื่อถือ และใช้วิจารณญาณในการรับชมสื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า การเผยแพร่คลิปหรือข้อมูลบางส่วนในโลกออนไลน์ อาจส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชน จึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อนแชร์หรือแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แหล่งข่าว ยังระบุอีกว่า มีความพยายามสร้างกระแสจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทราบดีว่าคนไทยมีความรักชาติ จึงมีการเผยแพร่เนื้อหาหรือคลิปเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนไทย ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยบางส่วนก็นำเนื้อหาดังกล่าวมาขยายต่อ จนกลายเป็นกระแสและทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจหรือวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ ขวัญ และกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่

แหล่งข่าว ระบุเพิ่มเติมว่า ทหารทุกนายตระหนักดีว่าการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติจำเป็นต้องยึดกฎการปะทะ ข้อสั่งการ และข้อตกลงที่มีต่อกันในทุกระดับ การตอบโต้ด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมอาจไม่สามารถตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชาติในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้ฝากถึงประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการติดตามข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ และไม่หลงไปตามกระแสยั่วยุ เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ในพื้นที่จริงไม่ได้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น อย่างที่เผยแพร่ในคลิป ซึ่งเป็นการเผยแพร่เพียงช่วงเดียว แต่พอหลังจากหลังจากนั้น ทางฝั่งกัมพูชาก็ถอยกลับที่ฐานเหมือนเดิม

ทบ.โต้กัมพูชา สร้างพระ-ปักธง-ล้อมลวดหนาม ทำในเขตไทย

ทบ.โต้กัมพูชา สร้างพระ-ปักธง-ล้อมลวดหนาม ทำในเขตไทย

ทบ.โต้กัมพูชา สร้างพระ-ปักธง-ล้อมลวดหนาม ทำในเขตไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.00 น.

ทบ.แจงปมกัมพูชาประท้วง ยันสร้างพระพุทธรูป-ปักธงชาติ-ล้อมลวดหนาม ทำในเขตอธิปไตยไทย เพื่อความปลอดภัย-ขวัญกำลังใจ ย้ำปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด

2 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชายื่นหนังสือประท้วงต่อไทย โดยกล่าวอ้างว่ามีการจัดสร้างพระพุทธรูป ติดตั้งธงชาติ สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการวางลวดหนาม ว่า ในการจัดสร้างพระพุทธรูปและการติดตั้งธงชาติไทย เป็นการดำเนินการภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมดูแลของฝ่ายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องภายในเขตพื้นที่ของไทย โดยกองทัพบกยังคงยึดมั่นตามถ้อยแถลงร่วมในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน

สำหรับการวางลวดหนามในพื้นที่บริเวณช่องบก เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดำเนินการภายในเขตอธิปไตยและพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ลดโอกาสการเผชิญหน้าระหว่างกำลังของทั้งสองฝ่าย ป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน และลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียด โดยสอดคล้องกับแนวทางการลดการเผชิญหน้าและการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบก ขอยืนยันในการดำรงการปฏิบัติทั้งปวง เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยยึดถือปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หรือ Joint statement ระหว่างไทยและกัมพูชา เมื่อ 27 ธ.ค.68 อย่างเคร่งครัด

ศุภมาส ยกระดับ กม. Lemon Law ดันสิทธิ เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค

ศุภมาส ยกระดับ กม. Lemon Law ดันสิทธิ เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค

ศุภมาส ยกระดับ กม. Lemon Law ดันสิทธิ เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

“ศุภมาส”ลุยยกระดับกฎหมาย Lemon Law มอบ”ประเดิมชัย”ฟังเสียงสะท้อนรอบด้าน ดันสิทธิ”เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง”คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

2 มิถุนายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มอบหมายให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมาย Lemon Law” ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีที่ซื้อสินค้ามาแล้วพบว่าชำรุดบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีคุณภาพตามที่โฆษณาไว้ โดยกฎหมายนี้จะช่วยสร้างกลไกให้ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องสิทธิ์ในการเปลี่ยนสินค้า ซ่อมแซม หรือคืนเงินได้อย่างเป็นธรรม เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค โดยมี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ.เข้าร่วมด้วย

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ยกร่างเสร็จตั้งแต่ปี 2567 เวลาผ่านมา ตนได้สั่งให้ สคบ.เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นใหม่ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคประสบในปัจจุบัน ก่อนกฎหมายเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ ซึ่งตัวร่างกฎหมายมีเจตนารมณ์กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ขายและผู้ซื้อให้ชัดเจน ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับการแก้ปัญหาสินค้าชำรุดอย่างเป็นธรรม และผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพสินค้า เวทีครั้งนี้มีผู้แทนภาคประชาชนจากสภาองค์กรของผู้บริโภคและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้แทนภาครัฐหลายหน่วยงาน ภาคเอกชนกลุ่มยานยนต์ และสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ร่วมให้ข้อเสนอแนะ

“หลักการสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ หากสินค้าชำรุดภายในเวลาที่กำหนด ให้สันนิษฐานว่าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ โดยแบ่งสินค้าเป็น 3 ประเภท คือ สินค้าทั่วไป รถยนต์และจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ระยะเวลาสันนิษฐานความชำรุดอยู่ที่ 6 เดือนสำหรับสินค้าทั่วไปและเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนรถยนต์ 1 ปีหรือ 10,000 กิโลเมตร และจักรยานยนต์ 6 เดือนหรือ 5,000 กิโลเมตร” นางสาวศุภมาส กล่าว

นอกจากนี้ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ยังระบุระยะเวลาการขอเปลี่ยนสินค้าไว้ว่า ผู้บริโภคสามารถขอเปลี่ยนสินค้าทั่วไปได้ภายใน 7 วัน และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 14 วัน นับแต่วันรับสินค้า ในกรณีที่มีการซ่อมแซมสินค้า ผู้ขายต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 60 วัน ยกเว้นรถยนต์ภายใน 90 วัน ส่วนกรณีการเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ซื้อ และสามารถเลื่อนชำระงวดถัดไปได้ จนกว่าจะได้สินค้าที่ซ่อมเสร็จหรือเปลี่ยนใหม่ และสามารถขยายอายุความรถยนต์ จักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็น 2 ปี นับตั้งแต่พบว่าสินค้าชำรุด

นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้ผู้บริโภคที่เจอสินค้าชำรุดได้รับความเป็นธรรมและรวดเร็วขึ้น มีการระบุรายละเอียดความรับผิดชอบของผู้ขายที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ผู้ซื้อต้องรับภาระในการซ่อมแซมเอง และขอขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสียงของพี่น้องประชาชนมาสะท้อนในเวทีนี้ สำหรับผู้บริโภคที่พบสินค้าชำรุดร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอป OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

ส้มทำปืนลั่น! ดึง ‘สุรพล’ กุนซือ ทำพิษ กระแสตีกลับ โดนรุมจวกยับ

ส้มทำปืนลั่น! ดึง 'สุรพล' กุนซือ ทำพิษ กระแสตีกลับ โดนรุมจวกยับ

ส้มทำปืนลั่น! ดึง ‘สุรพล’ กุนซือ ทำพิษ กระแสตีกลับ โดนรุมจวกยับ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมืองในยุคปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความรู้ความสามารถของตัวบุคคล คือความสอดคล้องทางอุดมการณ์และภาพลักษณ์ที่สะท้อนต่อสาธารณะ ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 กรณีพรรคประชาชนได้ทำการเปิดตัวทีมบริหารผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแบบครบทีม โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็นสภาวะ “ทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเอง” ของพรรคประชาชน ที่นอกจากจะไม่สามารถขยายฐานเสียงใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังสร้างบาดแผลลึกและส่งผลกระทบเชิงลบต่อฐานแฟนคลับเดิมอย่างรุนแรง

ชนวนเหตุ

ในมุมมองของแกนนำพรรคประชาชน โดยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ได้ให้เหตุผลในการเชิญ ศ.ดร.สุรพล มาร่วมทีมว่า พรรคเล็งเห็นถึงความเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครู และผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารกลไกราชการของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งดูแลโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่  พรรคจึงมุ่งหวังจะใช้ความเชี่ยวชาญนี้คอยให้คำปรึกษาแก่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 เพื่อให้สามารถเข้าทำงานพัฒนากรุงเทพฯ ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่

ทว่า ยุทธศาสตร์การบริหารที่พรรคพยายามนำเสนอ กลับถูกบดบังด้วยอดีตทางการเมืองของตัวบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าในเดือนกรกฎาคม 2567 ศ.ดร.สุรพล จะเคยทำหน้าที่เป็นพยานปากเอกให้การในชั้นศาลเพื่อปกป้องพรรคก้าวไกลในคดียุบพรรคมาแล้วก็ตาม แต่ภาพจำของกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยส่วนใหญ่ยังคงยึดโยงอยู่กับบทบาทในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในปี 2549 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งหลังการรัฐประหาร 

ตลอดจนการเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่ม กปปส. เพื่อต่อต้านรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยการแสดงสัญลักษณ์เป่านกหวีดอันเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การแช่แข็งประเทศ ความย้อนแย้งระหว่างอุดมการณ์ของพรรคและประวัติการทำงานของประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ จึงกลายเป็นกระแสตีกลับใส่พรรคประชาชนทันทีหลังจากเปิดตัว

เสียงสะท้อนความล้มเหลวจากหลากภาคส่วน

ทันทีที่กระแสข่าวดังกล่าวแพร่ออกไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากกลุ่ม “ด้อมส้ม” และ “คนเสื้อแดง”  ซึ่งต่างมองด้วยผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

ทางด้านของสื่อมวลชนและพิธีกรชื่อดัง นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือ แขก คำ ผกา ได้โพสต์ข้อความวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ครั้งนี้ว่า ในภาวะขาลงของพรรคประชาชน การเลือก ศ.ดร.สุรพล มาร่วมทีมไม่ใช่เรื่องของความจำยอม แต่เป็นวิธีคิดที่พรรคประเมินว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็น “สลิ่มเฟส 1” พรรคจึงต้องการดึงบุคคลนี้มาเพื่อแย่งชิงคะแนนเสียงและสกัดไม่ให้คนกลุ่มนี้ไปเลือกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คำ ผกา ยังระบุอีกว่านี่คือกระบวนการคิดที่ผ่านการวางแผนมาแล้วเพื่อหวังผลทางการเมืองในการสร้างเรื่องราวใหม่ให้คนมองว่าชัชชาติเป็นเพื่อไทย ส่วนส้มเป็นฝั่งเดียวกับผู้ล้มระบอบทักษิณ

ภาคประชาสังคมยังซ้ำเติมความผิดพลาดนี้ โดยนายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) ได้ประกาศจุดยืนต่อสาธารณะอย่างเด็ดขาดว่า ตนจะไม่เลือกผู้ว่าราชการจากพรรคส้มอย่างแน่นอน พร้อมระบุว่าในตอนแรกยังคงมีความลังเลใจ แต่การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้รู้สึกสบายใจและโล่งใจที่พรรคมีความชัดเจนในทิศทางที่เปลี่ยนไป  สะท้อนให้เห็นว่าพรรคได้สูญเสียพันธมิตรแนวร่วมภาคประชาชนที่สำคัญไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น นักวิชาการชื่อดังอย่างนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ได้ออกมาตอกย้ำความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของพรรค โดยระบุคำว่า “Sayonara!” เพื่อแสดงความผิดหวัง ปวินวิเคราะห์ว่า นี่คือปัญหาที่แก้ไม่ได้ของพรรคประชาชนในเรื่องของ “ความไม่สม่ำเสมอ” ที่บทจะก้าวหน้าก็ก้าวหน้า บทจะถอยหลังก็ถอยหลังไปหลายก้าว การดึงบุคคลที่เคยร่วมสังฆกรรมกับคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 มาร่วมงาน ถือเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกัน คอลัมนิสต์และพิธีกร นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง ได้แสดงทัศนะผ่านบทวิเคราะห์ โดยมองว่า ยุทธศาสตร์นี้ไม่มีส่วนช่วยเพิ่มเครดิตคะแนนเสียงให้พรรคเลย แต่กลับทำให้ผู้คนไขว้เขวในเรื่องจุดยืนทางอุดมการณ์ ใบตองแห้งตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในช่วงหลัง ศ.ดร.สุรพล จะเริ่มมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์นิติสงครามบ้าง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพอ และยังคงยึดติดกับ “การเมืองคนดี” การที่พรรคดึงท่านเข้ามาทำให้สังคมตั้งคำถามอย่างหนักกับพรรคประชาชนเอง และยังสร้างความขัดแย้ง โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดคนในพรรคที่ไม่เห็นด้วยจึงไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจก่อนการเปิดตัวครั้งนี้

อาจสูญเสียจุดยืน

ปรากฏการณ์วิพากษ์วิจารณ์ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ในฐานะประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ผลลัพธ์ที่พรรคประชาชนได้รับ มิใช่เพียงแค่เสียงวิจารณ์ชั่วข้ามคืนบนโลกออนไลน์ แต่คือการสูญเสียความเชื่อมั่น ทั้งจากสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และนักวิชาการผู้เคยเป็นกระบอกเสียงให้พรรค และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรรคเสียศูนย์ในสนามการเมืองท้องถิ่นครั้งนี้

บิ๊กดุลย์ ถกสภาทหารผ่านศึก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ดัน 3 มาตรการสำคัญ

บิ๊กดุลย์ ถกสภาทหารผ่านศึก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ดัน 3 มาตรการสำคัญ

บิ๊กดุลย์ ถกสภาทหารผ่านศึก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ดัน 3 มาตรการสำคัญ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

“บิ๊กดุลย์”ถกสภาทหารผ่านศึก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตทหารผ่านศึก-ครอบครัว ดัน 3 มาตรการสำคัญ เพิ่มวงเงินสินเชื่อ ปรับปรุงที่พัก และขยายพื้นที่ทำกิน

2 มิถุนายน 2569 ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ในฐานะนายกสภาทหารผ่านศึก เป็นประธานการประชุมสภาทหารผ่านศึก ครั้งที่ 2/2569 เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของทหารผ่านศึกและครอบครัว จำนวน 3 เรื่องหลัก

เรื่องแรก เป็นการประชุมเห็นชอบการปรับเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเพื่อการสวัสดิการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มวงเงินสินเชื่อที่ใช้เงินเลี้ยงชีพรายเดือน หรือเงินเบี้ยหวัด บำนาญ และเงินเพิ่มรายเดือนเป็นหลักประกันการชำระหนี้ จากเดิมไม่เกิน 70,000 บาท เป็นไม่เกิน 80,000 บาทต่อราย พร้อมทั้งขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้จากเดิมไม่เกิน 18 เดือน เป็นไม่เกิน 24 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับการประกอบอาชีพ หรือใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่จำเป็นได้มากยิ่งขึ้น

เรื่องที่สอง เป็นโครงการปรับปรุงอาคารที่พักอาศัยทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพหรือพิการ ที่หมู่บ้านทหารผ่านศึก รามอินทรา ซึ่งเป็นอาคารที่พักอาศัยจำนวน 2 อาคาร สูง 5 ชั้น รวม 230 ห้อง โดยปัจจุบันอาคารมีการชำรุดและเสื่อมสภาพจากการใช้งาน ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจึงเตรียมดำเนินการปรับปรุงในปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างหลังคาและซ่อมแซมพื้นที่ดาดฟ้าที่มีปัญหาน้ำรั่วซึม การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสียและการอุดตันของท่อระบายน้ำ รวมถึงการเปลี่ยนประตูห้องพักและประตูห้องน้ำที่ชำรุด เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับทหารผ่านศึกพิการและครอบครัว

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า เรื่องสุดท้าย คือ โครงการจัดที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่ทหารผ่านศึกเพิ่มเติมในพื้นที่นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก คลองน้ำใส ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยนิคมฯ คลองน้ำใส มีเนื้อที่ประมาณ 6,000 ไร่ และมีสมาชิกทหารผ่านศึกและครอบครัวจำนวน 201 ครอบครัว อย่างไรก็ตาม ยังมีทหารผ่านศึกที่ประสบความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินมาขึ้นทะเบียนขอรับการสงเคราะห์กับองค์การฯ เป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจึงได้จัดทำโครงการขยายพื้นที่นิคมเพิ่มเติมจำนวน 116 ไร่ เพื่อรองรับทหารผ่านศึกและครอบครัวอีก 35 ครอบครัว โดยจัดสรรพื้นที่ให้ครอบครัวละประมาณ 3 ไร่ โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดจ้างงานปรับพื้นที่และก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกภายในนิคมฯ ควบคู่กับการคัดเลือกทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ จำนวน 35 ครอบครัว เข้าเป็นสมาชิกนิคมฯ เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเป็นของตนเอง อันจะช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

“การดำเนินการทั้ง 3 เรื่องทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มุ่งมั่นในการดูแลสวัสดิการ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึกและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการพัฒนาสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต เพื่อให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวมีความมั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” รมว.กลาโหม กล่าว

ไม่ได้รังเกียจ แต่ติดเดี่ยวดีกว่า! ชัชชาติ หวั่นคนเข้าใจผิด ติดป้ายหาเสียงซ้อนข้างรถสองแถว

ไม่ได้รังเกียจ แต่ติดเดี่ยวดีกว่า! ชัชชาติ หวั่นคนเข้าใจผิด ติดป้ายหาเสียงซ้อนข้างรถสองแถว

ไม่ได้รังเกียจ แต่ติดเดี่ยวดีกว่า! ชัชชาติ หวั่นคนเข้าใจผิด ติดป้ายหาเสียงซ้อนข้างรถสองแถว

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.43 น.

ชัชชาติ ลั่นไม่ได้รังเกียจ ติดป้ายหาเสียงซ้อนข้างรถสองแถว แต่ขอติดเดี่ยว หวั่นคนเข้าใจผิด! เพราะขอเช่าดีลไว้ให้ติดป้ายเดียว พร้อมยันยังไม่คิดหนุนผู้สมัคร ส.ก. 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ในการลงพื้นที่หาเสียงถึงการสนับสนุนผู้สมัคร ส.ก.ว่า เราเจอกันตามหน้างานให้กำลังใจกัน เมื่อวานก็เจอผู้สมัครฯ ส.ก.เขตลาดกระบัง และกลุ่มคนทำงาน คุยกันให้กำลังใจเผื่อในอนาคตได้ทำงานร่วมกัน หากเป็น ส.ก.เก่าคุ้นเคยก็ทักทายกัน เพราะตนเองไม่ได้ประกาศว่าจะสนับสนุนใคร ขอให้ทุกคนลงพื้นที่เยอะ ๆ เอาปัญหามาแบ่งปันกันและช่วยกันคิด และย้ำว่าขณะนี้ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มผู้สมัครใดเป็นพิเศษ และยังไม่มีใครในใจ

ส่วนที่ผู้สมัคร ส.ก.ติดป้ายหาเสียงบนรถสองแถวเช่นเดียวกันนั้น นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ไม่อยากให้เกิดความสับสน ตอนที่เราไปจ้างรถสองแถวขอให้ติดป้ายเดียว ไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นกลุ่มเดียวกันหรือทีมเดียวกัน ไม่ได้รังเกียจใคร แต่เมื่อมาติดสองป้ายซ้อนกันก็ขอให้เป็นไปตามที่คุยคือ “ให้ติดป้ายเดียว” เราอยากจะใช้รถโดยสารหมวด 4 เพื่อให้เข้าถึงประชาชน เอาป้ายไปหาประชาชน

“เราไม่ได้รังเกียจที่ตัวคน ไม่ว่าใครจะเอามาติดซ้อนกับเราก็ไม่อยากให้ติด เพราะไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิด ขอให้เป็นป้ายเดียว ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ติดของเรา” นายชัชชาติย้ำ

เมื่อถามว่าถ้าไปติดป้ายเดี่ยว ๆ ได้ใช่หรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า แล้วแต่เขา เพราะตอนที่เราขอเช่า เงื่อนไขคือเราเช่าคนเดียว หากเข้าใจผิดก็ขอไม่ติดเพื่อไม่ให้คนสับสน ไม่เกี่ยวกับเรื่องบุคคล ซึ่งการติดป้ายหาเสียงเช่นนี้เป็นการสนับสนุนชุมชน หากไปจ้างรายใหญ่เงินก็จะเข้ารายใหญ่ แต่รายเล็กก็ช่วยรถสองแถวที่ลำบาก ซึ่งเราประกาศไปกับ กกต.ว่าจะช่วยสนับสนุนให้รถหมวด 4 มีรายได้ เพราะเป็นเส้นเลือดฝอยที่เดินทางเข้าสู่บ้านประชาชนอย่างแท้จริง ช่วยได้ก็ช่วย แม้จะรายได้ไม่เยอะ แต่เขาก็พาไปเราไปหาประชาชน ปัญหาของเราคือผู้สูงอายุที่ไม่รู้หมายเลขเพราะไม่มีโซเชียลมีเดีย  ป้ายพวกนี้จึงจำเป็นที่จะลงเข้าไปถึงทุกตรอกซอกซอย เพื่อให้คนเห็นป้ายของเรา 

‘จิรายุ’ เขย่า ‘ชัชชาติ’ แฉปมแต่งตั้งมิชอบ-ส่วยพื้นที่

'จิรายุ' เขย่า 'ชัชชาติ' แฉปมแต่งตั้งมิชอบ-ส่วยพื้นที่

‘จิรายุ’ เขย่า ‘ชัชชาติ’ แฉปมแต่งตั้งมิชอบ-ส่วยพื้นที่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

จากกรณีที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ผ่านรายการ แนวหน้าข่าวเที่ยง ดำเนินรายการโดย คุณปรเมษฐ์ ภู่โต และคุณอัญชะลี ไพรีรัก โดยเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งรายละเอียดและถ้อยคำให้สัมภาษณ์ เนื้อหาสำคัญมุ่งเน้นไปที่ข้อครหาเรื่องกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่ส่อแววไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในหน่วยงานโยธาและเทศกิจ รวมถึงกรณีผู้อำนวยการเขตบางรายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่ง

ข้อพิรุธปมแต่งตั้งโยกย้าย 17 ข้าราชการ

เรื่องที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจำนวน 17 ตำแหน่ง เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนเนื่องจากพบเอกสารสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการคัดสรรอาจมีเจตนาพิเศษในการผลักดันกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้เข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตและผู้ตรวจราชการ อันเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ผลการไต่สวนของคณะกรรมการวินิจฉัยระบุว่าการแต่งตั้งทั้งหมดต้องเป็นโมฆะ ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับการใช้อำนาจและการบริหารงบประมาณของข้าราชการทั้ง 17 คนที่ปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนหน้านี้

แม้วันต่อมา ผู้ว่าฯ กทม. จะมีคำสั่งให้ข้าราชการกลุ่มดังกล่าวไปช่วยราชการที่สำนักปลัดกรุงเทพมหานครเพื่อรอการปรับปรุงกระบวนการให้ถูกต้อง แต่เรื่องกลับเงียบหายไปจนกระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามให้บุคคลทั้ง 17 คนกลับเข้ามารับตำแหน่งเดิมอีกครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายจิรายุตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการใช้อำนาจบริหารของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และความจำเป็นในการเร่งรัดดำเนินการดังกล่าวในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้ง

ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในส่วยโยธาและเทศกิจ

นอกเหนือจากประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายแล้ว นายจิรายุยังได้เปิดเผยถึงปัญหาการทุจริตในระดับพื้นที่ โดยชี้ว่าในปัจจุบันผู้อำนวยการเขตจำนวนมากมีความต้องการที่จะย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ชั้นนอก เช่น เขตคลองสามวา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีการก่อสร้างอาคารและโรงงานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่ายังคงพบปัญหาการเรียกรับสินบนหรือ “ส่วยโยธา” บาทอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในส่วนของงานเทศกิจ ก็มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกเก็บผลประโยชน์จากร้านค้าและป้ายโฆษณาบนทางเท้าในอัตราประมาณ 500 บาทต่อโต๊ะต่อเดือน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนยังคงต้องเผชิญ

ข้อครหาพฤติกรรมเอื้อประโยชน์และกำหนดการยื่นตรวจสอบ

ประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือกระแสข่าวเรื่องพฤติกรรมเชิงชู้สาว หรือการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้บริหารบางท่านใน กทม. เพื่อแลกกับการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ซึ่งนายจิรายุยืนยันว่าแม้ตนจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง แต่ได้รับข้อมูลและพยานหลักฐานจากแหล่งข่าวเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งฝากข้อคิดเห็นถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบระบายน้ำและสภาพทางเท้า มากกว่าการเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากนโยบายกว่า 200 ข้อที่เคยประกาศไว้นั้น ปัจจุบันปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ นายจิรายุยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและเพื่อความเป็นธรรมของสังคม โดยไม่ได้มีเจตนาทางการเมืองเพื่อกลั่นแกล้งผู้ใด ซึ่งกระบวนการตรวจสอบขั้นต่อไป นายจิรายุมีกำหนดการที่จะนำหลักฐานทั้งหมดเข้ายื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ เพื่อให้เกิดการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสต่อไป

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 14.00 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศเวียดนาม โดยนายกฯ ได้ย้ำว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความสําคัญในการยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนาม นอกเหนือจากการลงนามในเอกสาร ต้องมีการขับเคลื่อนงานให้เป็นรูปธรรม ราคาขยายความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ซึ่งวันนี้มูลค่าทางการค้าอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายว่าจะขยายไปให้ 2.5 หมื่นล้านเหรียญ

โดยนายกฯ จะเดินทางเยือนกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อร่วมประชุม  ASEAN Future Forum 2026 (AFF 2026) ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ตามคำเชิญของนายนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค รวมถึงหารือแนวทางรับมือความท้าทาย โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยและเวียดนามให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง