ต้องถึงมือคนที่เดือดร้อนที่สุด เอกนิติ สั่งคัดกรองเข้ม บัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่

ต้องถึงมือคนที่เดือดร้อนที่สุด เอกนิติ สั่งคัดกรองเข้ม บัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่

ต้องถึงมือคนที่เดือดร้อนที่สุด เอกนิติ สั่งคัดกรองเข้ม บัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.28 น.

“เอกนิติ” ย้ำ กรองบัตรสวัสดิการฯรอบใหม่ ต้องเป็นคนเดือดร้อนทึ่สุด 

วันนี้ 3 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 06.30 น. ที่ท้องสนามหลวง นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายก​รัฐมนตรี และรมว.​คลัง​ กล่าวถึง​หลักเกณฑ์​การคัดกรองผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่​ ที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น​ โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ​จะไม่สามารถนำการเลี้ยงดูบุพการีไปลดหย่อนภาษีได้  ว่าเรื่องนี้เป็นเกณฑ์ที่เราต้องการที่จะตรวจการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันนี้มีข้อเรียกร้อง​ว่าอาจเป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง แต่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้นเราต้องดูทุกกระบวนการ ซึ่งมีหลักเกณฑ์หลายอย่าง​ที่จะคำนึงถึงคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง ซึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุด ถึงจะเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ กระทรวงการคลังก็แถลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ
เอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ

รมว.ยุติธรรม แจงชัด ทักษิณ มีชื่อรับอภัยโทษ พ้นโทษทันที ปลดกำไล EM

รมว.ยุติธรรม แจงชัด ทักษิณ มีชื่อรับอภัยโทษ พ้นโทษทันที ปลดกำไล EM

รมว.ยุติธรรม แจงชัด ทักษิณ มีชื่อรับอภัยโทษ พ้นโทษทันที ปลดกำไล EM

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.17 น.

“รมว.ยุติธรรม” ยัน “ทักษิณ” มีชื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษ พ้นโทษทันที-ปลดกำไล EM รายละเอียดรอคณะกรรมการดำเนินการตามขั้นตอน 

วันที่ 3 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 06.30น. ที่ท้องสนามหลวง พล.ต.ท.รุทธพล นวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีรายชื่อของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ว่า เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ 

ทธพล นวรัตน์ รมว.ยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนที่มีข้อสงสัยว่านายทักษิณ ยังเหลือโทษอีก 1 เดือน 10 วัน ขณะที่บางส่วนบอกว่าพ้นโทษแล้วข้อสรุปเป็นอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล  กล่าวว่า ตามกฏหมายให้พ้นโทษเลย เพราะเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี ตามมาตรา 8 

เมื่อถามย้ำว่าสามารถปลดกำไร EM ได้เลยใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ปลดได้เลย หลังจากนี้จะยังมีขั้นตอนของคณะกรรมการอีกชั้นหนึ่งในการพิจารณา โดยจะมีคณะกรรมการแยกส่วนกันไปแต่ละจังหวัด ส่วนรายละเอียดจะประชุมตนยังไม่ทราบว่าแต่ละจังหวัดมีรายละเอียดอย่างไร หรือประชุมเมื่อใด แต่ยืนยันว่ามีรายชื่อของนายทักษิณ แน่นอน

มาร์คยันโค้งสุดท้าย เปิดปราศรัยใหญ่แน่

มาร์คยันโค้งสุดท้าย เปิดปราศรัยใหญ่แน่

มาร์คยันโค้งสุดท้าย เปิดปราศรัยใหญ่แน่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มาร์คยันโค้งสุดท้าย เปิดปราศรัยใหญ่แน่

พรรคส้ม ปชน.เปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่ง“ปธ.ที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯกทม.” ทันทีเปิดตัวเจอทั้ง’ส้ม-แดง’วิจารณ์หนัก จากม็อบนกหวีด-พยานยุบ’ก้าวไกล’สู่ปธ.ที่ปรึกษาทีมผู้ว่าส้มโดยNGOใหญ่ลั่นไม่เลือกผู้ว่าฯส้มแน่นอน’ชัยวัฒน์’แบไต๋โค้งสุดท้ายดึงสส.แท็กทีมช่วย เล็งใช้’อาสาส้ม’ ชนบ้านใหญ่ ด้าน‘อนุชา’ฟิตแต่เช้าลุยตลาดดินแดง‘มาร์ค‘ยันเปิดปราศรัยใหญ่เวทีกทม.โค้งท้ายแน่นอนกลุ่ม‘สว.พันธุ์ใหม่’จ่อดีลปชน.-ปชป.-พท. ขอเสียงหนุนร่างแก้รธน.ม.256ขณะที่ครม.เคาะงบฯปี70วงเงิน3.78ล้านล้านบาท จัดงบฯให้ท้องถิ่น3.9แสนล้าน

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชน (ปชน.)เปิดเผยรายชื่อทีมบริหารผู้ว่าประชาชนแบบครบทีมโดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ หลังจากเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมได้เปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 7 คนซึ่งมีทั้งบุคลากรในพรรครวมถึงบุคลากรนอกพรรคเช่นศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนพ.ไพโรจน์ บุญสิริคำไชย อดีตรองเลขาธิการสภาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

สุรพล’นั่งปธ.ยุทธศาสตร์ทีม‘ดร.โจ’

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า การเชิญ ศ.ดร.สุรพล มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชน เกิดจากพรรคเล็งเห็นว่า ศ.ดร.สุรพล นอกจากจะเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครูมีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการกทม. ศ.ดร.สุรพลยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในส่วนราชการกทม.เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ(ประธานบอร์ด)บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัดซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานครที่กทม.ถือหุ้น99.98% เป็นหน่วยงานที่กทม.ใช้ในการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบราชการปกติได้คล่องตัวนักเช่นโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว, การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม,โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ

หากนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่ากทม. เบอร์10ได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารกรุงเทพก็จะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดกับงานบริหารกลไกราชการกทม.คอยให้คำปรึกษาเพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพและมีข้อมูลช่องโหว่ข้อผิดพลาดของการบริหารในอดีต เพื่อจะนำมาพัฒนาต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่

ส้ม-แดง’รุมวิจารณ์‘สุรพล’กระหึ่ม

ทันทีที่พรรคประชาชนเปิดตัว”ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์”อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมบริหารผู้ว่าฯประชาชน เสียงวิจารณ์ในโซเชียลก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันทีทั้งจาก”ด้อมส้ม”บางส่วน และโดยเฉพาะ”คนเสื้อแดง” โดยมีสาเหตุจากบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตของ”ศ.ดร.สุรพล”เอง

“ศ.ดร.สุรพล”จบการศึกษานิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี2544-2547เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2547-2553 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2568 ถึงปัจจุบัน

จากม็อบนกหวีด-พยานยุบ’ก้าวไกล’

นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอาทิสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ปี 2549 ที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้งในช่วงวิกฤตทางการเมืองปี 2556-2557”ศ.ดร.สุรพล”ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส.ต่อต้านรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ระหว่างการเคลื่อนไหว “ศ.ดร.สุรพล” ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะถือว่าเป็นความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกิดมาจากการเสพติดอำนาจของคุณยิ่งลักษณ์และคุณทักษิณ และก็จะแสดงเจตนาแสดงสัญลักษณ์ด้วยการเป่านกหวีดต่อหน้าคุณยิ่งลักษณ์ในทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบและตัดสินใจยุบสภาเพื่อแก้ปัญหาให้ชาติบ้านเมือง และเพื่อให้มีพลังของสำนึกที่ถูกต้องก็อยากจะเรียกร้อง วิงวอนให้เพื่อน ๆ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานอยู่เป็นประจำกับคุณยิ่งลักษณ์ช่วยกัน ตักเตือน และให้สติกับคุณยิ่งลักษณ์ให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง และร่วมกันกับผมในการเป่านกหวีดต่อหน้าคุณยิ่งลักษณ์”

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567ศาลรัฐธรรมนูญ นัดตรวจพยานหลักฐานของคู่กรณีในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ปรากฏว่าพรรคก้าวไกลได้ยื่นเอกสารบันทึกถ้อยคำของพยานเพิ่มอีก 1 คนคือ”ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์”ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชนและที่ปรึกษาทางกฎหมายของ กกต.

บางช่วงในบันทึกคำให้การของพยานปากเอก”ศ.ดร.สุรพล” ระบุว่า”…การนำเสนอแนวคิดเพื่อแลกเปลี่ยนผ่านกลไกต่างๆอย่างสันติภายใต้วิถีทางรัฐธรรมนูญ ไม่อาจเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแต่ประการใด การกระทำหรือการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมืองที่อาจจะนำไปสู่การยุบพรรคนั้นจะต้องมีองค์ประกอบของการใช้ความรุนแรงนอกขอบของรัฐธรรมนูญอยู่ การเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายตามวิถีทางรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีด้วยการเสนอร่างกฎหมายย่อมไม่เพียงพอและไม่อาจจะเป็นสาเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้…”

จากม็อบนกหวีดกปปส.สู่พยานปากเอกพรรคส้มจึงทำให้บทบาทของ”ศ.ดร.สุรพล”ถูกวิจารณ์จากทั้ง2ขั้ว และเมื่อมีชื่อ ปรากฏเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมบริหารผู้ว่าฯประชาชนของพรรคประชาชน จึงตามมาด้วยเสียงวิจารณ์หนักหน่วงอีกครั้ง

NGOใหญ่ไม่เลือก‘ผู้ว่าส้ม’แน่นอน

จากกรณีพรรคประชาชน(ปชน.)เปิดตัวศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมบริหารผู้ว่าฯกทม.เสียงวิจารณ์ก็ดังขึ้นมาทันที ทั้งจาก “ด้อมส้ม” บางส่วน และโดยเฉพาะ “คนเสื้อแดง”โดยมีสาเหตุจากบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตของ ศ.ดร.สุรพล นั่นเอง

โดยล่าสุดนายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า”ไม่เลือกผู้ว่าพรรคส้มแน่นอนครับ ทีแรกสองจิตสองใจอยู่ ตอนนี้สบายใจแล้ว โล่งใจมาก ขอบคุณในความชัดเจนของพรรคส้มนะครับ”

ดร.โจ’แบไต๋โค้งสุดท้ายดึงสส.ช่วย

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 10 พรรคประชาชน(ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงกลยุทธ์เดือนสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้งกทม.ว่า การทำงานแบบเป็นทีมของพรรคประชาชนจะเป็นกลยุทธ์เพราะวันนี้ไม่ได้มีผู้สมัครผู้ว่ากทม.หรือสก. เรายังมี สส. ด้วย ที่มาทำงานร่วมกันเรา มีสส.ในกทม.ทุกเขตอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เราจะมีการทำงานแบบแสดงพลังความสามัคคีแบบเป็นทีมของพรรคประชาชน

ประเดิมใช้’อาสาส้ม’ ชนบ้านใหญ่

ส่วนการประเมินเก้าอี้สก.ที่จะได้เท่าไหร่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าตนคาดหวังว่าในฐานะเป็นผู้สมัครผู้ว่ากทม.ที่นำทีม สก.50 เขตลงสมัคร ก็คาดหวังให้ทุกคนได้เข้าไปในสภากทม.อยู่แล้ว ยังคาดหวังทุกคนอยู่

เมื่อถามว่าในพื้นที่ กทม.ยังมีบางส่วนที่เป็นบ้านใหญ่เช่นแถบชานเมืองจะทำอย่างไร นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เราจะใช้การทำงานที่เข้าถึงชุมชนมากขึ้น ที่ผ่านมาเรามีการเปิดรับสมัครอาสาส้มก็จะใช้เครือข่ายสมาชิกพรรคในการเข้าถึงระดับชุมชน ระดับครัวเรือน ระดับครอบครัวเป็นการเข้าถึงเชิงลึกมากขึ้นกว่าเดิม

อนุชา-อภิสิทธิ์’ฟิตลุยตลาดดินแดง

เวลา 07.30น.ที่ตลาดเช้าดินแดง เขตดินแดง กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายสกลธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วยน.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์ ผู้สมัคร สก. เขตดินแดง เบอร์ 4 หาเสียงพบปะประชาชน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

มีพี่น้องประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปเซลฟี่กับทั้งนายอภิสิทธิ์และนายอนุชา อย่างเป็นกันเอง ทักทายพร้อมสอบถามความเป็นอยู่ของพ่อค้าแม่ค้า และฝากเขตนี้เลือกเบอร์ 5 และผู้สมัคร สก.เขตดินแดง เบอร์ 4 ของพรรคนายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าจะมีการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่คงต้องรอรายละเอียดก่อน

เจมส์อ้อนขอเลือกผู้ว่า-สก.ปชป.

ด้านนายอนุชากล่าวว่า เรื่องการสร้างรายได้ ตนมีโอกาสได้พบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งประชาชนจำว่าประชาธิปัตย์เบอร์ 5 และจำนโยบายเราได้ 5 เรื่องเป็นสิ่งที่ตรงใจ เดินทางสะดวก บ้านเรือนสะอาด ใช้ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง เป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าเอา 5 เรื่องนี้ ไม่ต้องไปพูดเรื่องอื่น เพราะปัญหามีอยู่แล้ว และมีข้าราชการประจำสามารถดำเนินการได้ เหลือเพียงแต่เรากำกับดูแลและยังมีอีกหลายเรื่องที่สามารถเป็นได้มากกว่านี้กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้อย่างแน่นอนหลังจากพบปะพี่น้องประชาชนจึงขอให้ประชาชนคนกทม. ทุกคนเลือกสก.ทั้ง 50 เขตและผู้ว่าฯกทม. จากพรรคประชาธิปัตย์

ชัชชาติ”บุกเซ็นทรัลพระราม9

ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่ากทม.เบอร์9 ลงพื้นที่หาเสียงที่เซ็นทรัลพระราม 9โดยเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีพระราม 9 และเดินเท้ามายังบริเวณศูนย์การค้า เมื่อเดินทางมาถึงมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปต่อเนื่อง ระหว่างการลงพื้นที่นายกิตติพัฒน์ มีสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ก.เขตวังทองหลาง กลุ่มคนทำงานเดินเข้ามาทักทาย โดยนายชัชชาติกล่าวสั้นๆว่า “เดินเยอะๆเผื่อมีโอกาสจะได้ร่วมงานกันนะ”

เจอทักผิดคิดว่าเป็นนายกฯ

การลงพื้นที่หาเสียงวันนี้ นายชัชชาติเจอประชาชนเข้ามาทักแซวว่า “หนูรอให้ท่านชัชชาติเป็นนายกฯ ค่ะ”นายชัชชาติ ตอบกลับทันทีว่า “เห้ย เอาผู้ว่าฯ ให้รอดก่อน” และมีหญิงสูงวัยเดินเข้ามาทักและถามว่า“คนนี้ใคร”โดยหญิงสูงวัยดังกล่าว เข้าใจผิดว่า นายชัชชาติเป็นนายกบอกว่า“อยากเจอนายกฯ มาหลายครั้งแล้ว” ซึ่งนายชัชชาติ ได้ตอบกลับว่า ”เจอผู้ว่าฯ ก็พอ นายกฯ ไม่เกี่ยวเท่าไร ผู้ว่าฯเกี่ยวกว่า”

นายชัชชาติ กล่าวภายหลังว่าการลงพื้นที่หาเสียงในศูนย์การค้าเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นเนื่องจากช่วงกลางวันมีประชาชนจำนวนมากอยู่ในห้างทำให้สามารถพบปะและสื่อสารกับประชาชนได้มากกว่าบางพื้นที่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนเห็นและเข้าถึงการหาเสียงได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด

มัลลิกา’ลุยหาเสียงตลาดเตาปูน

เวลา 8.30น.นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าตลาดเตาปูนโดยรับฟังความคิดเห็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจและความ เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจับใจใช้สอยของประชาชน โดยยอมรับว่าการใช้จ่ายมีความคึกคักน้อยลงแม้จะมีโครงการไทยช่วยไทย พลัสมากระตุ้นอยู่บ้านแต่ก็ยังไม่อยู่ในภาวะที่ปกตินักดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องหลักสำหรับค่าครองชีพพี่น้องประชาชน

ชูแผนเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย

โดยนางมัลลิกาเผยว่าตามแผนยุทธศาสตร์ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและโดยเฉพาะหลังจากนี้จะเกิดขึ้นจากภาวะค่าพลังงานแพงจึงมีแผนนอกเหนือจากการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยยังจะต้องมีมาตรการรองรับคือสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้กับชาวกรุงเทพแม้จะมีมาตรการจากรัฐบาลกลางไปบางส่วนแต่อำนาจพิเศษของ กทม.สามารถจัดสรรบริหารจัดการงบประมาณด้วยตัวเองจึงมีมาตรการที่จะช่วยค่าครองชีพเช่นลดค่าแก๊ส ค่าพลังงาน เพิ่มพื้นที่สินค้าธงฟ้าลดราคาในแต่ละตลาดแต่ละโซน ฟรีค่าโดยสารสาธารณะ ค่ารถไฟฟ้าและรถเมล์ในภาวะวิกฤต โดยการใช้คูปองกทม.รองรับกลุ่มเปราะบางครัวเรือนยากจนในกทม.พร้อมมีแผนดูแลกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเพิ่มเติมในลักษณะเพิ่มเบี้ยยังชีพที่เรียกว่าสวัสดิการพิเศษนอกเหนือจากที่รับสิทธิจากรัฐบาลกลางแล้ว

ทั้งนี้ทีมเศรษฐกิจวางแผนเรื่องการจัดเก็บงบประมาณจัดสรรงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและเจียดงบประมาณ ก็จะเป็นแผนงานในอำนาจของผู้ว่ากรุงเทพมหานครที่จะเป็นสิ่งใหม่และเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น

กลุ่ม‘สว.พันธุ์ใหม่’ขยับยกร่างแก้รธน.

ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาขิกวุฒิสภา(สว.)กลุ่มพันธุ์ใหม่ แถลงว่า ตนพร้อมกลุ่มสว.อาทิ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นายประภาส ปิ่นตบแต่ง ได้ร่วมยกร่างเนื้อหาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเตรียมยื่นต่อรัฐสภา ทั้งนี้ร่างดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วม โปร่งใสและตรวจสอบถ่วงดุล เพราะตนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่มีเพียงเนื้อหาที่ดี แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันและเกิดจากกระบวนการที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคม

จ่อคุย‘ปชน.-ปชป.-พท.’ขอเสียงหนุน’

“ผมได้ประสานไปยังตัวแต่พรรคการเมือง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยเพื่อนำเสนอหลักการและขอเสียงสนับสนุน ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาทั้งนี้ต้องใช้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ ประมาณ 140 คน โดยขณะนี้มีสว.ที่ร่วมสนับสนุนร่างแล้ว 10 คน ยอมรับว่าไม่ง่ายที่จะรวบรวมเสียงสมาชิกรัฐสภาทั้งสว.และสส.ได้ แต่ผมมองว่าแม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 จะมีข้อแตกต่างกัน แต่ควรได้รับโอกาสให้ได้เข้าไปนำเสนอหลักการในรัฐสภาและในกมธ.ด้วย” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

ด้านนายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีภาคประชาชนเตรียมล่ารายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นตนขอเรียกร้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภารอภาคประชาชน เพื่อลดครหาว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง

อนุทิน’ลั่นไม่มีใครอยู่เหนือกม.

เวลา 13.10น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย บุกถึงหน้าบ้านนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ที่จ.บุรีรัมย์ มองอย่างไรว่าทุกคนมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เรื่องเขากระโดงก็ดีเรื่องฮั้วสว.ก็ดี มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คำพิพากษาทั้งหลายถ้าออกมาทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายและไปฝ่าฝืนกฎหมายได้

รอฟังศาลชี้ขาด ไม่มีใครฝ่าฝืน

เมื่อถามว่ากระทรวงคมนาคมได้รายงานความคืบหน้าการทวงคืนพื้นที่ทีละแปลงหรือไม่ นายกฯกล่าวว่าเป็นเรื่องของการรถไฟแห่งประเทศไทยเขาคงรายงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ส่วนกระทรวงมหาดไทยกรมที่ดินก็รายงานมาโดยตลอดว่ามันไม่ได้ผูกพันคำพิพากษาที่คนพยายามพูดและไปชี้นำให้สาธารณะเชื่อถือคำพิพากษามันผูกพันรายแปลงซึ่งคำพิพากษาที่ออกมานั้นความจริงคือชาวบ้านฟ้องการรถไฟฯให้ออกโฉนดแล้วศาลบอกว่าไม่ให้ออกโฉนดอย่างนั้นจะไปทึกทักว่าแปลงอื่นเถื่อนไปหมดมันก็ไม่ใช่การรถไฟฯต้องฟ้องรายแปลงไปเขาก็ดำเนินการอยู่ ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามไม่มีใครจะฝ่าฝืนไปได้

ครม.เคาะงบฯปี70วงเงิน3.78ล้านล้านบ.

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ของหน่วยรับงบประมาณ ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้1.วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 3,788,000 ล้านบาท โดยประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 2,786,367.1363 ล้านบาท, รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.0403 ล้านบาท, รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5383 ล้านบาท, รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท.

2. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท จำแนกเป็นมิติต่าง ๆ ประกอบด้วย 8 กลุ่มงบประมาณ ได้แก่ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง (จำนวน 12 รายการ) 5 นโยบายรัฐบาล (จำนวน 1,503,088.7746 ล้านบาท) ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ, ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง, ด้านสังคมด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม, ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมายและ 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง, ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน, ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม, ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบ ประกอบด้วยการบริหารจัดการภาครัฐและรายการดำเนินการภาครัฐ3.จัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 394,966.5942 ล้านบาท

ครม.ล้างไพ่ลงทะเบียนใหม่ รื้อบัตรคนจน เคลียร์ทั้งระบบ

ครม.ล้างไพ่ลงทะเบียนใหม่ รื้อบัตรคนจน เคลียร์ทั้งระบบ

ครม.ล้างไพ่ลงทะเบียนใหม่ รื้อบัตรคนจน เคลียร์ทั้งระบบ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ครม.ล้างไพ่ลงทะเบียนใหม่ รื้อบัตรคนจน เคลียร์ทั้งระบบ ตัดสิทธิ์นร. นศ. ไทยช่วยไทยแรง สะพัด2,581ล้าน

โฆษกรัฐบาลเผย“ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดจับจ่ายพุ่งทะลุ 2,581 ล้านบาท รวมรายการใช้จ่าย 17.71 ล้านครั้ง มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ ขณะที่ ครม.ไฟเขียว เคลียร์ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เผย 4 เงื่อนไข คัดคนจนทิพย์ เปิดลงทะเบียนรอบใหม่ เริ่มใน 1 เดือน ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์

เมื่อวันที่ 2มิถุนายน2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส60/40 ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท

ทั้งนี้ แบ่งเป็นการใช้จ่ายในส่วนของประชาชน จำนวน 1,078.18 ล้านบาท และภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่าย จำนวน 1,502.85ล้านบาทสำหรับจำนวนผู้เข้าร่วมใช้จ่ายผ่านโครงการฯ มีแล้วกว่า 10.09 ล้านคน เกิดรายการใช้จ่ายรวม 17.71 ล้านครั้ง ขณะที่มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญสร้างสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจฐานราก และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐบาลจะได้ติดตามการดำเนินการโครงการฯ เพื่อให้จัดทำเป็นข้อมูลมหภาคเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายต่อไป” น.ส.รัชดา กล่าว

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรมว.อุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไทยช่วยไทยพลัสคึกคักกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง จาก“ลุงตู่”ถึง“ลุงหนู” โดยได้สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยมีสาระสำคัญในการสนับสนุนโครงการดังกล่าวว่าเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง และเป็นการสานต่อความสำเร็จจากแนวคิดในอดีตสู่ปัจจุบันโดยเปรียบเทียบความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) มาสู่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ลุงหนู) โดยเน้นย้ำว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คือการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ“คนละครึ่ง” ที่เคยทำผลงานได้ดีในการพยุงเศรษฐกิจช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพไทยช่วยไทยพลัส60:40 ว่า ภาพรวมสถานการณ์ของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้เริ่ม ตั้งหลักได้ หลังต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านมาตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศรัฐบาลชุดปัจจุบันถือว่าเข้ามาทำงานในช่วงเวลาที่ไม่ง่าย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อน ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมได้ยากอย่างไรก็ตาม มองว่าแม้จะเป็นโชคร้าย แต่ก็เป็นบททดสอบ สำคัญของรัฐบาลเช่นกัน และหากผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ ก็จะเป็นจุดพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารประเทศ

“ตอนนี้คิดว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ หลายเรื่องเริ่มคลี่คลาย ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เรื่องพลังงานที่ก่อนหน้านี้มีคนวิจารณ์ว่าประเทศอาจขาดแคลนน้ำมัน แต่จนถึงวันนี้ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้ดี ถือว่าเป็นการรับมือวิกฤตที่ทำได้ค่อนข้างดี” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว พร้อมมองว่า แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิบัติการทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เป็นปกติ แต่หากพิจารณาจากการทำงานโดยรวม รัฐบาลเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส60:40 ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน

รศ.ดร.โอฬาร ยังเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรประมาทกับความสำเร็จระยะแรก แต่ควรต่อยอดโครงการให้เกิดผลระยะยาว โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มช่องทางการขาย สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการลักษณะนี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้าง Big Data ของประเทศได้ เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนอย่างละเอียด ทั้งระดับรายได้ รูปแบบการใช้เงิน และสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิดให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้าง Influencer ระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยขายสินค้าชุมชน โดยมองว่าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ละตำบลควรมีคนรุ่นใหม่ที่สามารถไลฟ์ขายสินค้า สร้างเรื่องราวให้สินค้า และเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนบริเวณ ห้างสรรพสินค้า S.R. ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นร้านโชว์ห่วยและศูนย์ค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ตลอดทั้งวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างเนืองแน่นและคึกคักเป็นพิเศษ โดยพบว่ามีประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดินทางมารอเข้าคิวเพื่อเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกันตั้งแต่เช้าตรู่ เวลา 06.00 น. อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

จากการสำรวจภาคสนามพบว่า มีประชาชนหนาแน่นมากกว่า 500 คน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเลือกซื้อสินค้าภายในห้างสรรพสินค้า โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมและขายดีจนแทบเกลี้ยงแผง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิ ข้าวสารบรรจุถุง, น้ำมันพืช, เครื่องปรุงรสอาหาร, อาหารแห้ง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมไปถึงของใช้จำเป็นในครัวเรือน เช่น ผงซักฟอก และสบู่ ซึ่งประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วงเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและต่อลมหายใจให้ครอบครัวได้เป็นอย่างมาก ในสภาวะการณ์ที่ค่าครองชีพในปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ประชาชนหลายรายที่มานั่งรอคิวเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองและเพื่อนบ้านเดินทางมาจากพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร โดยบางคนมีบ้านพักอาศัยอยู่บนพื้นที่ดอยสูงและภูเขา ซึ่งห่างจากตัวอำเภอหล่มสักกว้างไกลกว่า 40 กิโลเมตร ในการเดินทางลงมาครั้งนี้ ชาวบ้านใช้วิธีรวบรวมสมาชิกในหมู่บ้านที่มีสิทธิ์บัตรคนจนเหมือนกัน แล้วมาลงขัน “หารค่าน้ำมันรถยนต์” ร่วมกัน เพื่อเหมารถยนต์กระบะเดินทางลงมาใช้สิทธิ์ในตัวอำเภอ เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการของรัฐบาลที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระทางเศรษฐกิจและจับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน

ด้านกลุ่มนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยมองว่า มาตรการของรัฐบาลในการอัดฉีดและเพิ่มวงเงินช่วยเหลือในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือนนั้น ถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานรากและชุมชนได้อย่างรวดเร็ว มาตรการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าและลดผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นให้กับผู้มีรายได้น้อยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการและร้านค้าท้องถิ่นในต่างจังหวัด ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภูมิภาคเพิ่มมากขึ้นในช่วงกลางปีนี้

เมื่อเวลา 12.35 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง เดินหน้าดำเนินโครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะเป็นการกำหนดรายละเอียด และหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นหลักเกณฑ์ยังคงยึดแนวทางใกล้เคียงกับการลงทะเบียนครั้งที่ผ่านมา เช่น รายได้ทั้งปีต้องไม่เกิน 100,000บาท รอบนี้นักเรียน-นักศึกษาจะไม่สามารถลงทะเบียนได้จะพิจารณาจากรายได้และคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เป็นหลัก คาดว่ากระบวนการตรวจสอบข้อมูลจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นมากขึ้น

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เข้าเกณฑ์สามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้อย่างทั่วถึง โดยจะมีกลไกจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการลงทะเบียน สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงาน คาดจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนภายในประมาณ 1เดือน หลังจากนี้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ ส่วนรายละเอียดอย่างเป็นทางการยังต้องรอการชี้แจงจากกระทรวงการคลังอีกครั้ง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ส่วนตัวมองว่าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีประโยชน์อยู่ ส่วนจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือ และความจริงใจในการแก้ไขปัญหา หากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ไม่ปลอดภัยการพัฒนาก็เป็นไปได้ยาก”

                                                        นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
                                                    ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
                                                   ที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.46 น.

2 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 และมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 261 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2517 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ (คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่)

นายกฯอนุทิน-ภริยา ร่วมงานวันชาติอิตาลีครบรอบ 80 ปี ตอกย้ำ ไทย-อิตาลี สัมพันธ์แน่นแฟ้น

นายกฯอนุทิน-ภริยา ร่วมงานวันชาติอิตาลีครบรอบ 80 ปี ตอกย้ำ ไทย-อิตาลี สัมพันธ์แน่นแฟ้น

นายกฯอนุทิน-ภริยา ร่วมงานวันชาติอิตาลีครบรอบ 80 ปี ตอกย้ำ ไทย-อิตาลี สัมพันธ์แน่นแฟ้น

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.33 น.

นายกรัฐมนตรีและภริยา ร่วมยินดีโอกาสครบรอบ 80 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐอิตาลี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-อิตาลีที่แน่นแฟ้น

2 มิถุนายน 2569 เวลา 18.30 น. ที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมนางสาวธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐอิตาลี และการครบรอบ 80 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐอิตาลี โดยมี นายเปาโล ดีโอนีซี (H.E. Mr. Paolo Dionisi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยาได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวาระสำคัญของประชาชนชาวอิตาลี ก่อนเข้าสู่บริเวณจัดงาน ซึ่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทยได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐอิตาลีและครบรอบ 80 ปีการสถาปนาสาธารณรัฐอิตาลี พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีและภริยาร่วมถ่ายภาพกับคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและภาคเอกชน

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาได้รับชมการแสดงดนตรีอิตาลี – ไทย โดยวง Thailand Philharmonic Orchestra ภายใต้การควบคุมวงโดย Maestro Lorenzo Antonio Iosco วาทยกรชาวอิตาลีที่มีชื่อเสียงระดับสากล ซึ่งสะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและอิตาลี ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองร่วมกับผู้มีเกียรติจากหลากหลายภาคส่วน

อนึ่ง งานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 2,000 คน ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารภาครัฐ ผู้บริหารภาคเอกชน เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย หน่วยงานและองค์กรที่มีความร่วมมือกับอิตาลี สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและยาวนานระหว่างไทยกับอิตาลี ซึ่งในปี 2569 ครบรอบ 158 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในหลายสาขา ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือและเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองประเทศให้เติบโตและก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต

‘เจเศรษฐ์’ ลุยงานขยายเขตประปา เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งที่ห้วยทับทัน

'เจเศรษฐ์' ลุยงานขยายเขตประปา เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งที่ห้วยทับทัน

‘เจเศรษฐ์’ ลุยงานขยายเขตประปา เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งที่ห้วยทับทัน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  นำประชุมหารือ เรื่อง ขอให้ขยายเขตบริการน้ำประปาส่วนภูมิภาคในพื้นที่ อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ในวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการขยายเขตการจำหน่ายน้ำ และการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ในช่วงฤดูแล้งในพื้นที่ดังกล่าว โดยนายเจเศรษฐ์ ได้กำชับให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ลงไปตรวจสอบความพร้อม เตรียมมาตรการช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเร่งด่วน

ด่วน! ทักษิณ ได้อภัยโทษ พ้นโทษทันที ไม่ต้องรอครบกำหนด

ด่วน! ทักษิณ ได้อภัยโทษ พ้นโทษทันที ไม่ต้องรอครบกำหนด

ด่วน! ทักษิณ ได้อภัยโทษ พ้นโทษทันที ไม่ต้องรอครบกำหนด

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.44 น.

2 มิถุนายน 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากการออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้พ้นโทษ เป็นอิสระทันที ไม่ต้องรอให้ครบกำหนดโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569 นี้

เนื่องจากเป็นผู้ถูกคุมประพฤติ ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวตามมาตรา 7 วรรคท้าย ที่ระบุว่า เว้นแต่ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติเป็นผู้มีลักษณะใดอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 8 ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ซึ่งมาตรา 8 (1) นั้น ระบุว่า ต้องเป็นผู้ต้องโทษจำคุกไม่ว่ากรณีใดความผิดเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับเหลือต่อไปไม่เกินหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาบังคับใช้

ทั้งนี้ นายทักษิณ มีกำหนดพพ้นโทษในเดือนกันยายนนี้

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 และมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 261 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2517 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ (คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่)

ไทม์ไลน์ช่องบก! ทภ.2 แจงเหตุทหารไทยเสริมความมั่นคงโค้งผักบุ้ง

ไทม์ไลน์ช่องบก! ทภ.2 แจงเหตุทหารไทยเสริมความมั่นคงโค้งผักบุ้ง

ไทม์ไลน์ช่องบก! ทภ.2 แจงเหตุทหารไทยเสริมความมั่นคงโค้งผักบุ้ง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.30 น.

ไทม์ไลน์ช่องบก! กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุทหารไทยเสริมความมั่นคงโค้งผักบุ้ง พบกำลังทหารเขมร 20 นายเข้าคัดค้าน แต่ทหารไทยปฏิบัติภารกิจวางลวดหนามสำเร็จ ก่อนสถานการณ์กลับสู่ปกติ

2 มิถุนายน 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงตามที่หน่วยทหารในพื้นที่รับผิดชอบได้ดำเนินมาตรการเสริมความมั่นคงและความปลอดภัยบริเวณพื้นที่โค้งผักบุ้ง พื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 นั้น เวลา 08.00 น.หน่วยเฉพาะกิจประจำพื้นที่ได้จัดกำลังพลเข้าดำเนินการก่อสร้างบังเกอร์และวางแนวลวดหนามในพื้นที่ดังกล่าว โดยวางแนวลวดหนามห่างจากแนวถนนประมาณ 3 – 5 เมตร

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบ เพิ่มมาตรการป้องกันตนเอง และยกระดับความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจปกติของหน่วย ภายใต้หลักการปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมั่นในแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ต่อมาเวลา 08.50 น.ระหว่างการดำเนินงานดังกล่าว ได้มีกำลังพลฝ่ายกัมพูชาประมาณ 20 นาย เข้ามาในบริเวณพื้นที่ และแสดงท่าทีคัดค้านต่อการดำเนินการของฝ่ายไทย พร้อมมีการขัดขวางการปฏิบัติงานบางส่วน อย่างไรก็ตาม กำลังพลฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนอดกลั้น และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่

จนกระทั่งเวลา 10.30 น.สามารถดำเนินการวางแนวลวดหนามแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด และได้จัดกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์รวมทั้งสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เวลา 11.08 น.กำลังพลฝ่ายกัมพูชาได้ถอนกำลังกลับไปยังที่ตั้งของตนเอง โดยไม่ปรากฏเหตุการณ์ใช้กำลังหรือการปะทะระหว่างทั้งสองฝ่ายแต่อย่างใด

ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างวางกำลังอยู่ในแนวที่ตนเองควบคุมอยู่ การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อเสริมความมั่นคง ความปลอดภัยของกำลังพล และการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ หน่วยได้รับข้อมูลว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางทุ่นระเบิดในแนวการวางกำลังของตนเอง รวมถึงมีการดัดแปลงทุ่นระเบิดดักรถถังให้มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินในพื้นที่ หน่วยจึงยังคงติดตาม เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ภายใต้หลักมนุษยธรรม และแนวทางการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง