เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีลงทะเลญี่ปุ่น

เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีลงทะเลญี่ปุ่น

27 ม.ค. 2569 16:49 น.

เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีลงทะเลญี่ปุ่น

ทางการญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รายงานว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีอย่างน้อย 2 ลูกตกลงในทะเลญี่ปุ่น เพียงหนึ่งวันหลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงโซล นักวิเคราะห์ชี้เป็นการส่งสัญญาณก่อนการประชุมพรรคแรงงานครั้งใหญ่ และเป็นการตอบโต้พันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้

หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นระบุโดยอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมว่า ตรวจพบขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูกถูกยิงออกมาจากพื้นที่ของเกาหลีเหนือ ขณะที่สำนักข่าวจิจิเพรส  รายงานว่าขีปนาวุธดังกล่าวตกลงนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น ส่วนทางด้านคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ ระบุว่าตรวจพบขีปนาวุธหลายลูกถูกยิงมุ่งหน้าไปทางทะเลตะวันออกเช่นกัน

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ นายเอลบริดจ์ โคลบี เจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับ 3 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงโซล พร้อมกล่าวชื่นชมเกาหลีใต้ว่าเป็น “พันธมิตรตัวอย่าง” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเกาหลีเหนือที่มองว่าความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ คือการซ้อมรบเพื่อเตรียมรุกราน

การทดสอบอาวุธครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากเกาหลีเหนือเตรียมจัดประชุมใหญ่ของพรรคแรงงานครั้งแรกในรอบ 5 ปีในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด ได้มีคำสั่งให้ขยายและปรับปรุงสายการผลิตขีปนาวุธให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ ยาง มู-จิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือศึกษาในกรุงโซล วิเคราะห์ว่าการยิงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตึงเครียดเพื่อกระชับวินัยภายในประเทศและเสริมสร้างเอกภาพของระบอบปกครองก่อนการประชุมพรรค และยังเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อการเยือนของเจ้าหน้าที่เพนตากอน

นักวิเคราะห์มองว่าเกาหลีเหนือไม่ได้เพียงแค่พัฒนาอาวุธเพื่อข่มขู่สหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการทดสอบประสิทธิภาพอาวุธก่อนส่งออกไปยังรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในสงครามยูเครน หลังจากที่มีรายงานข่าวกรองระบุว่าเกาหลีเหนือได้ส่งกองกำลังหลายพันนายไปช่วยรัสเซียสู้รบในยูเครน

แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยพบกับนายคิม จอง อึน ถึง 3 ครั้งในสมัยแรกเพื่อพยายามบรรลุข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงหยุดชะงักตั้งแต่นั้นมา โดยล่าสุดนายคิม จอง อึน ยังคงเพิกเฉยต่อความพยายามในการนัดพบครั้งใหม่ และออกมาโจมตีความพยายามของเกาหลีเหนือที่จะพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับสหรัฐฯ ว่าเป็นภัยคุกคามที่ต้องได้รับการตอบโต้อย่างสาสม.

ที่มา AFP

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ “สงครามยาเสพติด”

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ "ดูเตอร์เต" สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ "สงครามยาเสพติด"

27 ม.ค. 2569 15:15 น.

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ “สงครามยาเสพติด”

ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี มีคำวินิจฉัยว่า นายโรดริโก ดูแตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 80 ปี มีความพร้อมทางร่างกายและสติปัญญาเพียงพอ และสามารถเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากสงครามยาเสพติดก่อนการไต่สวนได้ โดยปฏิเสธข้อโต้แย้งของฝ่ายจำเลยที่อ้างว่าเขามีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา พร้อมกำหนดวันไต่สวนยืนยันข้อหาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้

คณะผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) มีคำวินิจฉัยว่า นายโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ มีความพร้อมทางร่างกายและสติปัญญาเพียงพอที่จะเข้าร่วมการพิจารณาคดีในขั้นตอนก่อนเริ่มพิจารณาคดี โดยปฏิเสธคำร้องของฝ่ายจำเลยที่ระบุว่าเขามีภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา 

ทีมทนายความของนายดูเตอร์เต ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรุงเฮก พยายามโต้แย้งว่าอดีตผู้นำในวัย 80 ปี ไม่สามารถเข้ารับการพิจารณาคดีได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพทางสมอง อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาระบุในแถลงการณ์ว่า รายงานจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อิสระยืนยันว่า นายดูเตอร์เตยังคงมีความสามารถในการเข้าใจและมีส่วนร่วมในคดีของตนเองได้

“ศาลมีความพึงพอใจในข้อกฎหมายว่า นายดูเตอร์เตสามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงถือว่ามีความพร้อมที่จะเข้าร่วมการพิจารณาคดี” คำวินิจฉัยระบุ พร้อมเสริมว่าการพิจารณาความพร้อมไม่จำเป็นต้องรอให้บุคคลนั้นอยู่ในระดับสติปัญญาสูงสุด เพียงแค่มีความเข้าใจในขั้นตอนพื้นฐานของศาลก็เพียงพอแล้ว

ทั้งนี้ กรณีที่ไอซีซีจะตัดสินว่าผู้ต้องสงสัย แม้แต่ผู้สูงอายุ ก็ไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีโดยสิ้นเชิง แทบไม่เคยเกิดขึ้น ไอซีซีไม่เคยตัดสินว่าผู้ต้องสงสัยรายใดไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีเลย แม้จะมีคำร้องจากจำเลยรายอื่น ๆ อีกหลายรายก็ตาม

นายไมเคิล คอฟแมน ทนายความของดูเตอร์เต แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน โดยระบุว่าฝ่ายจำเลยถูกปฏิเสธโอกาสในการเสนอหลักฐานทางการแพทย์ของตนเอง รวมถึงไม่มีโอกาสซักค้านผลตรวจของแพทย์อิสระ พร้อมประกาศจะยื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่าดูเตอร์เตถูกละเมิดสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม 

อัยการไอซีซีเตรียมยื่นฟ้องนายดูเตอร์เตในข้อหาฆาตกรรม 3 กระทง ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยมีเหยื่อที่เกี่ยวข้องมากกว่า 75 ราย โดยอ้างว่าดูเตอร์เตเป็นผู้สร้าง สนับสนุนเงินทุน และติดอาวุธให้แก่ “หน่วยสังหาร”  ในช่วงการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ระหว่างปี 2016-2022

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดราว 6,200 ราย แต่นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนยืนยันว่ายอดผู้เสียชีวิตจริงสูงกว่านั้นมาก โดยอัยการไอซีซีประเมินว่าอาจมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 30,000 ราย

ทั้งนี้ นายดูเตอร์เตซึ่งถูกจับกุมและส่งตัวไปยังกรุงเฮกเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ยังคงยืนกรานว่าเขาสั่งการให้ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมเฉพาะในกรณีป้องกันตัวเท่านั้น และประกาศต่อหน้าผู้สนับสนุนเสมอมาว่าเขา “พร้อมจะเน่าตายในคุก” หากนั่นหมายถึงการทำให้ฟิลิปปินส์ปลอดจากยาเสพติด.

ที่มา FRANCE 24

แพนด้าคู่สุดท้ายอำลาญี่ปุ่น เดินทางกลับจีน หลังความสัมพันธ์ตึงเครียด

แพนด้าคู่สุดท้ายอำลาญี่ปุ่น เดินทางกลับจีน หลังความสัมพันธ์ตึงเครียด

27 ม.ค. 2569 14:48 น.

แพนด้าคู่สุดท้ายอำลาญี่ปุ่น เดินทางกลับจีน หลังความสัมพันธ์ตึงเครียด

ญี่ปุ่นไร้แพนด้าในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี หลังจีนเรียกคืน “เสี่ยวเสี่ยว-เหล่ยเหล่ย” สองพี่น้องฝาแฝดขวัญใจชาวสวนสัตว์อูเอโนะกลับประเทศเร็วกว่ากำหนด ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง หลังนายกฯ ญี่ปุ่นเปรยอาจแทรกแซงประมวลกฎหมายกรณีไต้หวันถูกโจมตี ขณะที่ผลสำรวจชี้ชาวญี่ปุ่นกว่า 70% ไม่อยากให้รัฐบาลเจรจาเช่าแพนด้าตัวใหม่จากจีนอีก

บรรยากาศที่สวนสัตว์อูเอโนะในกรุงโตเกียวเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เมื่อแฟนคลับชาวญี่ปุ่นนับร้อยคนมารวมตัวกันเพื่อส่งคำอำลาครั้งสุดท้ายแก่ “เสี่ยวเสี่ยว” และ “เหล่ยเหล่ย” ฝาแฝดแพนด้ายักษ์วัย 4 ปี ที่ถูกเคลื่อนย้ายโดยรถบรรทุกเพื่อเดินทางกลับประเทศจีนในวันนี้ (27 ม.ค.) ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นไม่มีหมีแพนด้าหลงเหลืออยู่เลยเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ

แฟนคลับจำนวนมากสวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับธีมแพนด้ามายืนเฝ้าตามท้องถนนเพื่อส่งรถบรรทุกที่เคลื่อนตัวออกจากสวนสัตว์ หลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดย “เนเนะ ฮาชิโนะ” หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้เผยว่า “ฉันเฝ้าดูพวกเขามาตั้งแต่เกิด ความรู้สึกเหมือนลูกแท้ๆ กำลังจะจากไปไกล มันเศร้าจนบรรยายไม่ถูก” ขณะที่ก่อนหน้านี้สวนสัตว์ได้จัดพิธีอำลาเป็นพิเศษให้ผู้โชคดี 4,400 คนที่สุ่มได้รางวัลจากการลงทะเบียนออนไลน์มาเข้าชมเป็นครั้งสุดท้าย

การถูกเรียกคืนแพนด้าก่อนกำหนด จากสัญญาเดิมที่สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ ถูกมองว่าเป็นผลมาจากประเด็นทางการทูตที่ร้อนระอุ หลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหารหากเกิดการโจมตีไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลจีน นอกจากนี้จีนยังได้เตือนพลเมืองตนเองไม่ให้มาเที่ยวญี่ปุ่น และเริ่มจำกัดการส่งออกแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและขีปนาวุธของญี่ปุ่น รวมถึงล่าสุด กระทรวงต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เตือนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีความปลอดภัย และเรียกร้องให้พลเมืองจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้.

แม้แพนด้าจะเป็นสัญลักษณ์ของ “ทูตสันถวไมตรี” ระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ปี 1972 แต่ผลสำรวจล่าสุดจากหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน พบว่าชาวญี่ปุ่นถึง 70% เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรเจรจาขอเช่าแพนด้าคู่ใหม่จากจีนในอนาคต โดยมีเพียง 26% เท่านั้นที่อยากให้มีแพนด้าอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป

มาซากิ อิเอนางะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคริสเตียนสตรีแห่งโตเกียว ระบุว่า การส่งคืนครั้งนี้อาจไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะปกติจีนจะมีการหมุนเวียนแพนด้ากลับประเทศอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่า “จังหวะเวลา” ในการส่งมอบหรือเรียกคืนมักสอดคล้องกับสภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสมอ แพนด้าไม่ได้เป็นแค่สัตว์แต่เป็น “เครื่องมือทางการทูต” ที่ทรงพลังและสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับสวนสัตว์ที่ครอบครอง

สำหรับการเดินทางกลับครั้งนี้ “เสี่ยวเสี่ยว” และ “เหล่ยหเล่ย” จะไปสมทบกับ “ชินชิน” แม่ของพวกมันที่ถูกส่งกลับจีนไปก่อนหน้านี้ในปี 2024 เนื่องจากปัญหาสุขภาพ.

ที่มา AFP

อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

27 ม.ค. 2569 13:47 น.

อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรป หลังเจรจายืดเยื้อมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ชูจุดแข็งครอบคลุมจีดีพีโลกถึง 25% หวังลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังเผชิญกำแพงภาษีจากโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเปิดตลาดอินเดียรับสินค้าแบรนด์ยุโรป ทั้งรถยนต์และไวน์ แลกส่งออกสิ่งทอ-ยา

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย แถลงเมื่อวันนี้ (27 ม.ค.) ว่า อินเดียและสหภาพยุโรป (อียู) ได้ข้อสรุปในข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้กับกลุ่มประเทศสมาชิกอียูทั้ง 27 ชาติ หลังจากใช้ความพยายามในการเจรจาแบบลุ่มๆ ดอนๆ มานานเกือบ 20 ปี

นายกฯ โมดี ระบุว่าข้อตกลงนี้เป็น “มารดาแห่งข้อตกลงทั้งปวง” โดยจะมีผลครอบคลุมถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของจีดีพีโลก และคิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าโลก ซึ่งจะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับประชากรอินเดีย 1,400 ล้านคน และผู้คนหลายล้านคนในยุโรป

ทั้งนี้ นายกฯ โมดี และนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป มีกำหนดจะประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการร่วมกันในการประชุมสุดยอดอินเดีย-อียู ที่กรุงนิวเดลี

ข้อมูลจากสหภาพยุโรประบุว่า การค้าสินค้าระหว่างอินเดียและอียูมีมูลค่าถึง 120,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.43 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 เพิ่มขึ้นเกือบ 90% เมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา และมีการค้าบริการอีก 60,000 ล้านยูโร (ประมาณ 2.22 ล้านล้านบาท)

ส่วนในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มูลค่าการค้าระหว่างอินเดียกับอียูอยู่ที่ 136,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.24 ล้านล้านบาท) ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินเดียเตรียมปรับลดมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อให้สินค้าจากยุโรป เช่น รถยนต์ ไวน์ และอาหาร เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ขณะที่อินเดียจะได้ประโยชน์จากการส่งออก สิ่งทอ ยา อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงเครื่องหนัง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง และการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะสูง นักวิจัย และนักศึกษาอีกด้วย

แหล่งข่าวใกล้ชิดการเจรจาระบุว่า การพูดคุยในช่วงท้ายเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีประเด็นค้างคา เช่น ผลกระทบจากมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของอียูต่ออุตสาหกรรมเหล็ก

การบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของทั้งอินเดียและอียู ในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดีย-สหรัฐฯ ล่มสลายลงเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ อินเดียยังพยายามลดการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียด้วยการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ ขณะที่ยุโรปเองก็กำลังหาทางเลือกอื่นเพื่อตอบโต้มาตรการภาษีและนโยบายต่างประเทศที่คาดเดาไม่ได้ของสหรัฐฯ เช่นกัน

นางฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวย้ำว่า “ในโลกที่แตกแยก เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่ายังมีหนทางอื่นที่เป็นไปได้” โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าอินเดียจะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปีนี้

สำหรับขั้นตอนต่อไป ข้อตกลงนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก่อนจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมสรุปข้อตกลงด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานตามฤดูกาล นักศึกษา นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและกลาโหม โดยถือเป็นความสำเร็จต่อเนื่องของอียูหลังจากที่เพิ่งปิดดีลการค้ากับกลุ่มเมอร์โกซูร์ (อเมริกาใต้) อินโดนีเซีย เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์ไปก่อนหน้านี้.


ที่มา AFP Reuters

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

27 ม.ค. 2569 12:42 น.

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

เกิดเหตุสุดระทึก เสือดาวหิมะพุ่งเข้าทำร้ายนักท่องเที่ยวสาวรายหนึ่ง หลังเธอเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป ในพื้นที่สกีรีสอร์ต เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าช่วยเหลือ 

เหตุการณ์ไม่คาดคิดครั้งนี้เกิดขึ้นราว 19.00 น. ของวันศุกร์ที่ 23 มกราคม บริเวณหมู่บ้านทาลัต เขตเมืองค็อกโตไค ตามรายงานของสื่อจีน Global Times โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นเสือดาวหิมะยืนอยู่ใกล้ร่างของนักท่องเที่ยวที่สวมชุดสกี นอนคว่ำหน้าอยู่บนหิมะ

ภาพถัดมาเผยให้เห็นผู้บาดเจ็บถูกช่วยพยุงออกจากจุดเกิดเหตุ โดยมีคราบเลือดปรากฏบริเวณรอบคอและหมวกกันน็อกของเธอ

รายงานของ China.com ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุนักท่องเที่ยวหญิงรายนี้พบเสือดาวหิมะระหว่างเดินทางกลับโรงแรม และพยายามถ่ายภาพสัตว์ป่าดังกล่าว แม้จะมีนักท่องเที่ยวคนอื่นเตือนหลายครั้ง แต่เธอยังคงเดินเข้าไปใกล้ จนเหลือระยะห่างเพียงประมาณ 3 เมตร

สื่อจีนระบุว่า เมื่อหญิงคนดังกล่าวพยายามเข้าไปสัมผัสตัวเสือดาวหิมะ มันก็พุ่งเข้าจู่โจม กัดเข้าที่ใบหน้า ทำให้เธอล้มลงกับพื้น ก่อนที่ครูฝึกสกีจะเข้าช่วยเหลือ และไล่เสือดาวหิมะออกไปจากพื้นที่ได้ โดยมีรายงานว่าผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประชาชนเขตฝู่อวิ๋น และขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเคยมีรายงานพบเสือดาวหิมะหลายครั้งก่อนหน้า โดยเมื่อวันที่ 17 และ 21 มกราคม ทางการได้ออกคำแนะนำให้นักท่องเที่ยวอยู่ภายในยานพาหนะ ห้ามเข้าใกล้สัตว์ป่า และหลีกเลี่ยงการเดินลำพัง เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักไปยังสกีรีสอร์ตนานาชาติค็อกโตไค

สำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตฝู่อวิ๋น ร่วมกับหน่วยงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวท้องถิ่น แถลงผ่าน WeChat ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่า ได้เพิ่มการลาดตระเวนและมาตรการป้องกันในพื้นที่แล้ว และขอให้ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวัง รักษาระยะห่างจากสัตว์ป่า และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบสัตว์ป่า เพื่อความปลอดภัยของทุกคน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เสือดาวหิมะ

“ทรัมป์” สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

"ทรัมป์" สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

27 ม.ค. 2569 11:36 น.

“ทรัมป์” สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ ทั้งรถยนต์ ไม้แปรรูป และยา จาก 15% กลับไปเป็น 25% โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐสภาเกาหลีใต้ล่าช้าในการอนุมัติข้อตกลงการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ด้านนักวิเคราะห์มองเป็นการ “กดดันขั้นสุด” เพื่อบีบให้เกาหลีใต้ยอมโอนอ่อนในประเด็นมาตรการที่มิใช่ภาษี ขณะที่หุ้นฮุนได-เกีย ผันผวนหนักทันทีที่ทราบข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาได้สั่งปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์และสินค้าอื่นๆ จากเกาหลีใต้ โดยตำหนิฝ่ายนิติบัญญัติของเกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตรและคู่ค้าสำคัญว่า กำลังถ่วงเวลาการบังคับใช้ข้อตกลงทางการค้าที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้ ได้บรรลุข้อตกลงในหลักการที่เกาหลีใต้จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ แต่ล่าสุดทรัมป์ได้ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ในเมื่อรัฐสภาเกาหลีใต้ยังไม่บังคับใช้ข้อตกลงนี้ ผมจึงขอประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าเกาหลีใต้ในกลุ่ม รถยนต์, ไม้แปรรูป, ยา และสินค้าตอบโต้อื่นๆ จากเดิม 15% กลับขึ้นไปเป็น 25% ทันที”

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือระบุว่า ชนวนเหตุที่ทำให้ทรัมป์หมดความอดทนอาจมาจากกรณีที่ทางการเกาหลีใต้ใช้กฎระเบียบเข้าตรวจสอบ “คูปัง” (Coupang) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมและเป็นการเลือกปฏิบัติ

นายชเว ซอก-ยอง อดีตผู้เจรจาการค้าของเกาหลีใต้ มองว่านี่คือ “เกมการเมือง” ที่สหรัฐฯ ใช้แรงกดดันสูงสุดเพื่อบีบให้เกาหลีใต้ยอมลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

หลังการประกาศดังกล่าว ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลง 1.19% ก่อนจะดีดกลับมาได้เล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินวอนอ่อนค่าลง 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สู่ระดับต่ำสุดใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2009

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม หุ้นของฮุนได มอเตอร์ ร่วงลง 4.8% และเกีย ร่วงลง 6% ในช่วงแรก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ โดยในปี 2025 มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.02 หมื่นล้านดอลลาร์

ทางการเกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่ได้รับการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ โดยขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนแคนาดา เตรียมเดินทางเข้าพบ นายโฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ โดยด่วนเพื่อหารือทางออก

ขณะที่กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ชี้แจงว่า สาเหตุที่แผนการลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ยังล่าช้า เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เรื่องภาษีของทรัมป์ รวมถึงความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกท่ามกลางภาวะค่าเงินวอนอ่อนตัว

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่า “เสถียรภาพทางภาษี” ในปี 2026 นั้นยังไม่มีอยู่จริง และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้สมัยที่สองของทรัมป์ยังคงมีความผันผวนและคาดเดาได้ยากต่อไป.


ที่มา Reuters

“ฮุน มาเนต” เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

"ฮุน มาเนต" เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

27 ม.ค. 2569 11:22 น.

“ฮุน มาเนต” เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพุชาเผย กัมพูชาตอบรับเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์แล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำบทบาทของกัมพูชาในการเป็นประเทศที่สนับสนุนสันติภาพโลก

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เปิดเผยว่า ได้ตอบรับเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างให้การต้อนรับ พลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ที่ ทำเนียบสันติภาพ ในกรุงพนมเปญ โดยชี้ว่าการเข้าร่วมในการคณะกรรมการนี้ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในระดับโลก

ทางด้านพลเรือเอกปาปาโร กล่าวขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่เปิดโอกาสให้เข้าพบ พร้อมแสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ กัมพูชา–สหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านความร่วมมือทางทหาร รวมถึงขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่อนุญาตให้เรือรบกองทัพเรือสหรัฐฯ เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย นอกจากนี้ ยังชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ ปัญหาแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย พร้อมยืนยันจุดยืนชัดเจนในการยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมกัวลาลัมเปอร์ โดยย้ำว่ากัมพูชาจะใช้แนวทางสันติ ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และข้อตกลงที่มีอยู่ เพื่อมุ่งสู่พรมแดนที่สงบและยั่งยืน

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ “เกาหลีเหนือ” หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ "เกาหลีเหนือ" หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

27 ม.ค. 2569 11:11 น.

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ “เกาหลีเหนือ” หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

ศาลกรุงโตเกียวสั่งรัฐบาลเกาหลีเหนือชดใช้ค่าเสียหายกว่า 88 ล้านเยน แก่อดีตผู้ตั้งถิ่นฐาน 4 ราย ที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อหลอกให้ย้ายไปเกาหลีเหนือเมื่อหลายสิบปีก่อน ชี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง แม้ในทางปฏิบัติจะริบเงินคืนได้ยาก แต่ทนายเผยนี่คือชัยชนะครั้งสำคัญในการยืนยันอำนาจตุลาการเหนือเกาหลีเหนือ

ศาลแขวงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีคำพิพากษาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.) สั่งให้รัฐบาลเกาหลีเหนือจ่ายเงินชดเชยรวม 88 ล้านเยน (ประมาณ 17.74 ล้านบาท) ให้แก่โจทก์ 4 ราย ซึ่งเป็นอดีตผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและตัดสินใจย้ายไปยังเกาหลีเหนือภายใต้โครงการ “ส่งกลับมาตุภูมิ” ในอดีต

กลุ่มโจทก์ระบุว่า พวกเขาถูกโฆษณาชวนเชื่อจากเกาหลีเหนือหลอกลวงว่าที่นั่นคือ “สวรรค์บนดิน” ที่มีการดูแลเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และมีงานทำฟรีอย่างทั่วถึง แต่เมื่อเดินทางไปถึงจริง กลับต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ถูกบังคับใช้แรงงานในฟาร์มและโรงงาน รวมถึงถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างเข้มงวด จนกระทั่งสามารถหลบหนีกลับมายังญี่ปุ่นได้ในภายหลัง

หนึ่งในโจทก์คือ “ไอโกะ คาวาซากิ” หญิงวัย 83 ปี เล่าว่าเธอเดินทางไปเกาหลีเหนือในปี 1960 ขณะมีอายุเพียง 17 ปี และต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ที่นั่นก่อนจะหนีออกมาได้ในปี 2003 โดยผู้พิพากษา ไทอิจิ คามิโนะ กล่าวระหว่างอ่านคำพิพากษาว่า “ไม่เกินจริงเลยที่จะบอกว่า ชีวิตเกือบทั้งหมดของพวกเขาถูกทำลายโดยเกาหลีเหนือ”

โครงการอพยพครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ระหว่างปี 1959 ถึง 1984 มีชาวเกาหลีที่พำนักในญี่ปุ่น กว่า 90,000 คน ตัดสินใจย้ายไปเกาหลีเหนือภายใต้โครงการดังกล่าว แต่ความจริงที่เหล่าผู้รอดชีวิตเปิดเผยกลับตรงกันข้ามกับคำสัญญาอย่างสิ้นเชิง

อาซึชิ ชิรากิ ทนายความฝั่งโจทก์ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ศาลญี่ปุ่นใช้อำนาจอธิปไตยเหนือเกาหลีเหนือเพื่อรับรู้ถึงการกระทำที่มิชอบทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเกาหลีเหนือเพิกเฉยต่อคดีนี้มาโดยตลอด และคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดก็ไม่เคยตอบรับหมายเรียกของศาล

เคนจิ ฟุกุดะ ทนายความอีกคนยอมรับว่า “ความท้าทาย” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการบังคับให้เกาหลีเหนือยอมจ่ายเงินจริงๆ แต่การที่ศาลสูงโตเกียวรับพิจารณาคดีนี้ หลังจากที่เคยถูกปัดตกไปในปี 2022 ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการคืนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีให้กับเหยื่อที่ต้องสูญเสียช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตไป.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ประกาศ เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 2 แห่งภายในปี 2581

เกาหลีใต้ประกาศ เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 2 แห่งภายในปี 2581

27 ม.ค. 2569 11:02 น.

เกาหลีใต้ประกาศ เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 2 แห่งภายในปี 2581

รัฐบาลเกาหลีใต้ยืนยันเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 2 แห่ง ภายในปี 2581 ตามแผนเดิม ชี้จำเป็นต่อการลดคาร์บอน รับมือโลกร้อน และความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูง 

วันที่ 27  มกราคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม ซอง ฮวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสภาพภูมิอากาว แถลงยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แห่งใหม่จำนวน 2 แห่ง ภายในปี 2581 ตามแผนเดิมที่วางไว้ 

การประกาศครั้งนี้มีขึ้น ระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับ แผนแม่บทด้านอุปทานและอุปสงค์ไฟฟ้าฉบับที่ 12 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2569–2583  โดยระบุว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่จะเริ่มแล้วเสร็จในช่วงปี 2580–2581 ตามกรอบแผนฉบับที่ 11 ซึ่งจัดทำโดยรัฐบาลชุดก่อน

นายคิมกล่าวว่า เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกาหลีใต้จำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอนในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคพลังงานซึ่งต้องลดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว และหันมาใช้ระบบพลังงานที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์เป็นหลัก

โดยภายใต้แผนนี้ บริษัท “โคเรีย ไฮโดร แอนด์ นิวเคลียร์ พาวเวอร์” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ จะเริ่มกระบวนการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ภายในปี 2570 และตั้งเป้ายื่นขออนุมัติด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลภายในปี 2574 เพื่อให้สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จตามกรอบเวลา

ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 2 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าประชาชนเฉลี่ยราว 80% เห็นว่าพลังงานนิวเคลียร์มีความจำเป็น และกว่า 60% สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มเติม. 

ที่มา Yonhap

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ประกาศพร้อมลาออก หากรัฐบาลผสมแพ้เลือกตั้ง ไม่ได้เสียงข้างมาก

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ประกาศพร้อมลาออก หากรัฐบาลผสมแพ้เลือกตั้ง ไม่ได้เสียงข้างมาก

27 ม.ค. 2569 10:23 น.

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ประกาศพร้อมลาออก หากรัฐบาลผสมแพ้เลือกตั้ง ไม่ได้เสียงข้างมาก

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย ประกาศจะลาออกจากตำแหน่งทันที หากพรรครัฐบาลไม่สามารถคว้าเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์

นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือพรรค LDP กล่าวจุดยืนระหว่างการดีเบตนโยบายร่วมกับผู้นำพรรคการเมืองหลัก 6 พรรค ที่กรุงโตเกียว ก่อนการเปิดฉากหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า เธอจะลาออกจากตำแหน่งทันที หากพรรครัฐบาลไม่สามารถคว้าเสียงข้างมากในสภาได้ หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้

การยุบสภาครั้งนี้เปิดทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยคาดว่าจะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และปัญหาความเชื่อมั่นทางการเมือง

ระหว่างการดีเบต ทาคาอิจิเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการปรับทิศทางนโยบายการคลังครั้งใหญ่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่งคั่งของญี่ปุ่น โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการบริหารความเสี่ยง และการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งถูกบรรจุไว้ในร่างงบประมาณปีงบประมาณถัดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งก่อนกำหนดอาจทำให้การพิจารณางบประมาณล่าช้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านผู้นำพรรคฝ่ายค้านหลายพรรคใช้เวทีดีเบตโจมตีรัฐบาลในประเด็นค่าครองชีพ โดยนาย โยชิฮิโกะ โนดะ ผู้นำร่วมพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง เสนอให้ลดภาษีการบริโภคสินค้าอาหารจาก 8% เหลือ 0% เพื่อบรรเทาภาระประชาชน

ขณะที่นาย ยูอิจิโร ทามากิ ผู้นำพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ระบุว่าการเพิ่มรายได้สุทธิของประชาชนยังต้องฝ่าด่านอุปสรรคอีกมาก

ด้านพรรคอื่น ๆ หยิบยกประเด็นสังคมและความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบประกันสังคม นโยบายแรงงานต่างชาติ ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ และบทบาทของญี่ปุ่นในเวทีโลก

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเผชิญความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีน หลังทาคาอิจิเคยแสดงท่าทีว่า ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ทางทหาร หากจีนดำเนินการกับไต้หวัน รวมถึงแรงกดดันจากสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมแม้ทาคาอิจิจะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน และมีคะแนนนิยมสูงราว 70% หลังได้รับเลือกเป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่พรรค LDP ยังคงเผชิญแรงกดดันจากคดีอื้อฉาวด้านคอร์รัปชัน และความสัมพันธ์ในอดีตกับองค์กรศาสนา “โบสถ์แห่งความสามัคคี” หรือคริสตจักรยูนิฟิเคชั่น

โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ และทิศทางของญี่ปุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง.

ที่มา :CGTN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น