ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

27 ม.ค. 2569 09:47 น.

ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

ทูตอิสราเอลในไทยเขียนบทความ ในฐานะลูกสาวของผู้รอดชีวิตจาก “โฮโลคอสต์” ชี้การบิดเบือนคำว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะบ่อนทำลายศีลธรรม ย้ำการรำลึกถึงคือเกราะป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเกิดซ้ำอีก

ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เขียนบทความเปิดใจ เนื่องในวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มกราคม ของทุกปี ในหัวข้อ “เหตุใดการรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (โฮโลคอสต์) จึงยังคงมีความสำคัญต่อทุกคน” โดยมีเนื้อหาดังนี้

มติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อพ.ศ. 2548 กำหนดให้วันที่ 27 มกราคมของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล เพื่อระลึกถึงวันปลดปล่อยค่ายเอาชวิทซ์–เบียร์เคเนาเมื่อปี 2488 ซึ่งเป็นค่ายมรณะของนาซีที่ใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุด วัตถุประสงค์ของมตินี้ชัดเจนและเร่งด่วน นั่นคือเพื่อให้ความทรงจำเกี่ยวกับโฮโลคอสต์และบทเรียนที่ตามมาจะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สหประชาชาติไม่ได้กำหนดวันนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อรำลึกถึงความทุกข์ทรมานของชาวยิวเท่านั้น หากแต่เพื่อเตือนมนุษยชาติถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อการลดทอนความเป็นมนุษย์ไม่ถูกท้วงติง และเมื่อประชาคมระหว่างประเทศเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น วันนี้จึงกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก โฮโลคอสต์อาจดูห่างไกลหรือเป็นเพียงนามธรรม ทว่ามันคือหนึ่งในอาชญากรรมที่มีการบันทึกไว้อย่างละเอียดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ระหว่างปี 2476 ถึง 2488 นาซีเยอรมนีและผู้สมรู้ร่วมคิดได้สังหารชาวยิวอย่างเป็นระบบถึงหกล้านคน ทั้งชาย หญิง และเด็กๆ เพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวยิว ชุมชนทั้งชุมชนถูกทำลายล้างไปทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี โปแลนด์ ยูเครน ฮังการี ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ชาวยิวถูกประหารหมู่ ถูกปล่อยให้อดอยากในเขตกักกัน (เก็ตโต) ถูกลำเลียงไปยังที่อื่นด้วยรถไฟที่ใช้ขนสัตว์ และถูกสังหารในค่ายมรณะที่ถูกออกแบบมาเพื่อการฆ่าจำนวนมหาศาล

โฮโลคอสต์มีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งด้านเจตนาและขอบเขต นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ประเทศหนึ่งระดมทรัพยากรทั้งหมดของตนด้านกฎหมาย ระบบราชการ กองทัพ และเทคโนโลยี เพื่อกำจัดชนชาติหนึ่งให้สิ้นซากไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม

ชาวยิวไม่ได้เป็นเป้าหมายเพราะการกระทำของพวกเขา เพราะสิ่งที่พวกเขาเชื่อ หรือเพราะสิ่งที่พวกเขาครอบครอง แต่เป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว เป้าหมายในการสังหารชาวยิวไม่ใช่การเอาชนะ ไม่ใช่เพื่อให้เปลี่ยนศาสนา หรือเพื่อขับไล่ แต่เป็นการทำลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งผู้คน วัฒนธรรม ความทรงจำ รวมไปถึงอนาคตของพวกเขา เป็นการมุ่งทำลายเชื้อชาติยิวอย่างสิ้นเชิง

ไม่ใช่เป็นความบังเอิญที่คำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ถูกบัญญัติขึ้นหลังเหตุการณ์โฮโลคอสต์ ด้วยเหตุนี้เอง ดิฉันที่เป็นบุตรสาวของผู้รอดชีวิตจากโฮโลคอสต์และเป็นชาวอิสราเอล จึงรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นการนำคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มาใช้ในปัจจุบันอย่างไม่ระมัดระวังและขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อนำคำนี้มาใช้โจมตีอิสราเอล ข้อกล่าวหาเช่นนี้มองข้ามต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ เป็นการบั่นทอนความหมายที่มีความชัดเจนทั้งในเชิงกฎหมายและศีลธรรม ทั้งยังลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง

การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเป็นสิ่งชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่การปฏิเสธสิทธิของอิสราเอลในการดำรงอยู่ การปฏิเสธสิทธิในการปกป้องประชาชนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว มุสลิม คริสเตียน หรืออื่นๆ และการบิดเบือนให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นรัฐอาชญากร ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

เมื่ออิสราเอลเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกถูกเลือกปฏิบัติ ถูกทำให้เป็นปีศาจ และถูกกล่าวหาว่าประกอบอาชญากรรมที่ซ้ำรอยอุดมการณ์เดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยมุ่งกำจัดชนชาติยิว เราจำเป็นต้องเรียกสิ่งเหล่านี้ตามชื่อที่แท้จริง นั่นก็คือ การต่อต้านชาวยิว (antisemitism) ที่ซ่อนเร้นอยู่ในภาษาที่ใช้ทางการเมือง

ดังนั้น วันรำลึกเหตุการณ์โฮโลคอสต์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีตเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นอย่างเจ็บปวดในปัจจุบัน โฮโลคอสต์เกิดขึ้นมาแล้วกว่าแปดสิบปี แต่ชาวยิวยังคงถูกสังหารเพียงเพราะเป็นชาวยิว โบสถ์ยิวถูกเผา บ้านของชาวยิวถูกพ่นสีเป็นสัญลักษณ์สวัสดิกะ การต่อต้านชาวยิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเปิดเผยและรุนแรงไปทั่วทุกทวีป

พัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อชาวยิวเท่านั้น ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ความเกลียดชังไม่เคยหยุดอยู่ที่เป้าหมายเดียว โฮโลคอสต์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยค่ายสังหาร แต่เริ่มจากคำพูด คำมดเท็จ และความเพิกเฉย เริ่มจากการทำให้ความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ การศึกษาที่ล้มเหลว การมีวาทกรรมอย่างเปิดเผย และการเข้าแทรกแซง

นั่นคือเหตุผลที่การศึกษาเรื่องโฮโลคอสต์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในทุกแห่งหน รวมถึงในประเทศที่อยู่ห่างไกลจากยุโรป ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ บทเรียนที่ได้จากโฮโลคอสต์เป็นสากล ในยุคแห่งความไม่แน่นอนในปัจจุบัน ความแตกแยก และความโกลาหลที่เกิดขึ้น สังคมโลกเปราะบางต่อวาทกรรมที่มาจากความหวาดกลัวและการหาผู้รับผิด

การรำลึกถึงโฮโลคอสต์ไม่ใช่การกล่าวโทษอย่างไม่รู้จบ แต่เป็นการตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือนภัย และการยืนยันความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะในยามที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความเกลียดชังย่อมมองหาเหยื่ออยู่เสมอ วันนี้อาจเป็นชาวยิว วันพรุ่งนี้…อาจเป็นผู้อื่น.

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15  มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

27 ม.ค. 2569 08:49 น.

ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

ฝรั่งเศสมีมติผ่านร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย นับเป็นมาตรการสำคัญที่ประธานาธิบดีมาครง ผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องเยาวชนจากผลกระทบของการใช้หน้าจอมากเกินไป

สภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศส หรือสภาล่าง มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 130 ต่อ 21 หลังการประชุมยาวข้ามคืนตั้งแต่วันจันทร์ (26 ม.ค.) ถึงเช้าวันอังคาร โดยขั้นตอนต่อไป ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อให้วุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูง พิจารณาก่อนประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย

ประธานาธิบดีมาครงออกมาแสดงความยินดีกับผลการลงมติ พร้อมระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า นี่คือก้าวสำคัญครั้งใหญ่ ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนฝรั่งเศส

ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังครอบคลุมถึงการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนมัธยมปลายด้วย ซึ่งจะทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่สองของโลกที่ออกกฎหมายลักษณะนี้ ต่อจากออสเตรเลียที่ประกาศแบนโซเชียลมีเดียสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นายมาครงกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ว่า “อารมณ์และความรู้สึกของเด็กและวัยรุ่นของเรา ไม่ควรถูกซื้อขายหรือชักใย ไม่ว่าจะโดยแพลตฟอร์มจากสหรัฐฯ หรืออัลกอริทึมจากจีนก็ตาม”

โดบทางการฝรั่งเศสตั้งเป้าให้มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้กับบัญชีใหม่ ตั้งแต่ช่วงเปิดปีการศึกษา 2026 เป็นต้นไป

ด้านกาเบรียล อัตตาล อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้นำพรรคเรอเนซองส์ของมาครงในสภาล่าง ระบุว่า เขาหวังว่าวุฒิสภาจะผ่านร่างกฎหมายนี้ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้การแบนมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน

อัตตาลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะมีเวลาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ในการปิดใช้งานบัญชีที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์อายุที่กำหนด ซึ่งนอกจากการลดผลกระทบด้านสุขภาพจิตของวัยรุ่นแล้ว อัตตาลยังเน้นย้ำว่า มาตรการนี้จะช่วยรับมือกับอำนาจบางฝ่ายที่พยายามครอบงำความคิดของเยาวชนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เขากล่าวว่าฝรั่งเศสสามารถเป็นผู้บุกเบิกในยุโรปได้ภายในหนึ่งเดือน เราสามารถเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนและครอบครัว และอาจเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศในแง่ของความเป็นอิสระได้ด้วย โดยร่างกฎหมายระบุชัดว่า “ห้ามผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ให้บริการโดยแพลตฟอร์มออนไลน์” อย่างไรก็ตาม ได้ยกเว้นแพลตฟอร์มด้านการศึกษาและสารานุกรมออนไลน์

ขณะเดียวกัน สำนักงานเฝ้าระวังด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศส (ANSES) ระบุในรายงานล่าสุดว่า แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Snapchat และ Instagram ส่งผลเสียหลายประการต่อวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง แม้จะไม่ใช่สาเหตุเดียวของปัญหาสุขภาพจิตที่แย่ลงก็ตาม โดยความเสี่ยงที่ถูกระบุ ได้แก่ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และการเข้าถึงเนื้อหาที่มีความรุนแรง

ทั้งนี้ การบังคับใช้จริงจำเป็นต้องมีระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาในระดับสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงบางส่วนที่คัดค้าน โดยอาร์โนด์ แซงต์-มาร์แตง ส.ส.พรรคซ้ายจัด France Unbowed (LFI) วิจารณ์มาตรการดังกล่าวว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการปกครองเชิงดิจิทัล และเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป ต่อผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา องค์กรคุ้มครองเด็ก 9 แห่ง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเอาผิดกับแพลตฟอร์ม มากกว่าการแบนเด็กออกจากโซเชียลมีเดีย.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฝรั่งเศส

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

27 ม.ค. 2569 08:28 น.

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

เผยสภาพอากาศหนาวจัดในญี่ปุ่น และอุบัติเหตุจากหิมะ คร่าชีวิตประชาชน 10 ศพ ในรอบ 7 วัน หลายพื้นที่หิมะสะสมเกินค่าเฉลี่ยทั้งปี ทางการเตือนระวังหิมะถล่ม–หิมะหล่นจากหลังคา

วันที่ 27 มกราคม 2569 กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน จากสภาพอากาศหนาวจัดและอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับหิมะทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ จังหวัดนีงาตะ บนชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตถึง 6 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า 4 ศพ เสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพขณะกวาดหิมะหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วนที่เหลือเสียชีวิตจากการพลัดตกจากหลังคาบ้านระหว่างกำจัดหิมะ

เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาระบุว่า แม้หิมะตกหนักในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นจะเริ่มผ่านจุดหนักสุดแล้ว และสภาพอากาศเลวร้ายที่สุดเริ่มคลี่คลาย แต่ปริมาณหิมะที่สะสมในหลายพื้นที่ได้เกินค่าเฉลี่ยทั้งปีไปแล้ว แม้บางแห่งหิมะจะหยุดตกแล้วก็ตาม

โดยทางการญี่ปุ่นเตือนประชาชนในพื้นที่ที่มีหิมะสะสมจำนวนมากให้เฝ้าระวังดินถล่มจากหิมะ หิมะหล่นจากหลังคา และอุบัติเหตุระหว่างการกำจัดหิมะ โดยเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นและมีฝนตก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายซ้ำซ้อน

รายงานข่าวระบุว่า เมืองซัปโปโร ในจังหวัดฮอกไกโด มีหิมะตกสะสมมากกว่า 1 เมตร นับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่พื้นที่ซุคายุ ในเทือกเขาฮาโกดะ จังหวัดอาโอโมริ มีหิมะสะสมสูงถึง 4.5 เมตร ส่วนเมือง อุโอะนุมะ จังหวัดนีงาตะ ถูกหิมะฝังลึกเกือบ 2.5 เมตร

อย่างไรก็ตาม นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ความกดอากาศต่ำจะทวีกำลัง ส่งผลให้หิมะและลมแรงปกคลุมพื้นที่ตั้งแต่ฮอกไกโดถึงภูมิภาคโฮคุริกุ ในวันอังคารนี้ ขณะที่บางพื้นที่ในโฮคุริกุและชูโกกุอาจมีฝนตก และคาดว่าจะมีหิมะตกหนักอีกระลอก ตามแนวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคตะวันตกในช่วงวันพฤหัสบดีและศุกร์นี้ จากมวลอากาศเย็นกำลังแรงที่เคลื่อนตัวลงไปทางใต้.

ที่มา NHK

สนามบินในเอเชีย เริ่มเฝ้าระวังไวรัส “นิปาห์” หลังพบระบาดในอินเดีย

สนามบินในเอเชีย เริ่มเฝ้าระวังไวรัส “นิปาห์” หลังพบระบาดในอินเดีย

27 ม.ค. 2569 06:06 น.

สนามบินในเอเชีย เริ่มเฝ้าระวังไวรัส “นิปาห์” หลังพบระบาดในอินเดีย

สนามบินในหลายพื้นที่ของเอเชียได้เริ่มยกระดับการเฝ้าระวังด้านสุขภาพและการตรวจคัดกรองการเดินทางอย่างเข้มงวด หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของ ไวรัสนิปาห์ในรัฐหนึ่งของอินเดีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 ว่า หลายประเทศและเขตการปกครองในเอเชียรวมถึง ไทย, เนปาล และเกาะไต้หวัน เริ่มบังคับใช้มาตรการเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์ตามสนามบินต่างๆ แล้ว หลังจากมีการยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อดังกล่าวในรัฐเบงกอลตะวันตกของประเทศอินเดียแล้ว 5 ราย

โรคนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยส่วนใหญ่แพร่กระจายจากหมูและค้างคาวที่ติดเชื้อมาสู่มนุษย์ แต่ก็สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างคนสู่คนได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า ความเสี่ยงที่ไวรัสตัวนี้จะแพร่กระจายเป็นวงกว้างนั้น ยังอยู่ในระดับต่ำ

ในรัฐเบงกอลตะวันตก มีผู้คนประมาณ 100 ราย กำลังอยู่ระหว่างการกักตัวหลังจากมีการตรวจพบไวรัสในโรงพยาบาล โดยมีแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อีกหนึ่งรายที่มีผลตรวจเป็นบวก หลังจากพบผู้ติดเชื้อยืนยันสองรายแรก ซึ่งเป็นพยาบาลชายและหญิงจากเขตเดียวกัน

ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับการคัดกรองสุขภาพตามสนามบินหลักสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากรัฐเบงกอลตะวันตก โดยนำเทคนิคต่าง ๆ ที่เคยใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาอีกครั้ง

ผู้โดยสาร ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จะถูกเฝ้าระวังอาการไข้และอาการที่เกี่ยวข้องกับไวรัสนิปาห์ นอกจากนี้ยังมีการแจก “บัตรเตือนสุขภาพ” เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้เดินทางว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรหากมีอาการเจ็บป่วยด้วย

เจ้าหน้าที่ยังได้เพิ่มการทำความสะอาดและการเตรียมความพร้อมด้านการควบคุมโรคที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตด้วย เนื่องจาก สายการบินอินดิโก (Indigo) ของอินเดีย มีเที่ยวบินตรงให้บริการทุกวันระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติโกลกาตาในรัฐเบงกอลตะวันตกและภูเก็ต

ในการตอบข้อซักถามถึงความกังวลของสาธารณชนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวว่ายังไม่มีรายงานการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ภายในประเทศ แต่ระดับการเฝ้าระวังจะยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงต่อไป

ส่วนที่เนปาล รัฐบาลได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจเช็กสุขภาพ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวันในกรุงกาฐมาณฑุ รวมถึงตามจุดผ่านแดนทางบกสำคัญที่ติดกับอินเดีย เพื่อพยายามสกัดกั้นไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ประเทศ

ทางการเนปาลจัดตั้งจุดบริการด้านสุขภาพเพื่อคัดกรองผู้เดินทางที่มีอาการป่วย นอกจากนี้ โรงพยาบาลและจุดบริการสุขภาพชายแดนยังได้รับคำสั่งให้รายงานและจัดการกับกรณีที่น่าสงสัย เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่เกิดจากพรมแดนแบบเปิดและการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากรัฐเบงกอลตะวันตกที่อยู่ติดกันในแต่ละวัน

ในขณะเดียวกัน ทางการสาธารณสุขของไต้หวันกำลังวางแผนที่จะกำหนดให้การติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็น “โรคติดต่อที่ต้องแจ้งประเภทที่ 5” ซึ่งเป็นระดับการจำแนกสูงสุดสำหรับโรคอุบัติใหม่ร้ายแรงตามกฎหมายท้องถิ่น

การดำเนินการครั้งนี้ ซึ่งต้องผ่านระยะเวลารับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 60 วันก่อนจะมีผลบังคับใช้ จะกำหนดให้ต้องมีการรายงานเหตุการณ์ในทันทีและมีมาตรการควบคุมพิเศษหากพบผู้ติดเชื้อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่ออัตราการเสียชีวิตที่สูงและความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างของไวรัสนิปาห์

ศูนย์ควบคุมโรคของไต้หวันระบุว่า ไต้หวันยังคงระดับการแจ้งเตือนการเดินทางเป็น “สีเหลือง” หรือระดับ 2 ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนให้ผู้เดินทางใช้ความระมัดระวังในการไปเยือนรัฐเกรละ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย

นายหลิน หมิงเฉิง รองอธิบดีกรมควบคุมโรคของไต้หวัน กล่าวว่า คำแนะนำการเดินทางจะมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : independent

ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ไฟยังดับกระทบคนนับแสน

ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ไฟยังดับกระทบคนนับแสน

27 ม.ค. 2569 04:45 น.

ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ไฟยังดับกระทบคนนับแสน

พายุฤดูหนาวที่กำลังพัดถล่มสหรัฐฯ กว่าครึ่งประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ เที่ยวบินถูกยกเลิกวันละหลายพันถึงหมื่นเที่ยว ขณะที่ประชาชนยังไม่มีไฟฟ้าใช้อีกหลายแสนราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุฤดูหนาวที่ทวีความรุนแรงและพัดถล่มพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้สายการบินต่าง ๆ ต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยวและล่าช้าอีกจำนวนมากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ม.ค. 2569) เนื่องจากฝนเยือกแข็ง และหิมะที่ตกหนักส่งผลกระทบต่อการเดินทางและทำให้โครงข่ายคมนาคมหยุดชะงัก

ข้อมูลจาก FlightAware ระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ มีเที่ยวบินถูกยกเลิกไปแล้วประมาณ 5,300 เที่ยว และล่าช้ากว่า 4,300 เที่ยว หลังจากที่เมื่อวันอาทิตย์มีการยกเลิกเที่ยวบินไปมากกว่า 11,000 เที่ยว ซึ่งถือเป็นสถิติรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ด้านการบิน Cirium

คนเดินถนนกำลังเดินอยู่บนถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ในนครนิวยอร์ก
คนเดินถนนกำลังเดินอยู่บนถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ในนครนิวยอร์ก

ในขณะเดียวกันข้อมูลจากเว็บไซต์ PowerOutage.us ระบุว่า ในวันจันทร์ยังมีประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟดับอีกกว่า 800,000 ราย ตั้งแต่รัฐเทนเนสซีไปจนถึงกลุ่มรัฐแคโรไลนา โดยรัฐเทนเนสซีเป็นพื้นที่ที่มีรายงานเคสไฟฟ้าดับมากที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข

พายุฤดูหนาวยังเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 20 ศพ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 รายในรัฐนิวยอร์กนับตั้งแต่วันศุกร์ ขณะที่รัฐอื่น ๆ อย่างเทนเนสซี, ลุยเซียนา, แมสซาชูเซตส์, แคนซัส และเพนซิลเวเนีย ก็มีรายงานผู้เสียชีวิตเช่นกัน

ตำรวจในรัฐเท็กซัสระบุด้วยว่า มีเด็กสาววัย 16 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะเล่นเลื่อนหิมะ

ผู้อยู่อาศัยกำลังกวาดหิมะออกจากรถของตน หลังจากเกิดพายุหิมะในเมืองซัมเมอร์วิลล์ รัฐแมสซาชูเซตส์
ผู้อยู่อาศัยกำลังกวาดหิมะออกจากรถของตน หลังจากเกิดพายุหิมะในเมืองซัมเมอร์วิลล์ รัฐแมสซาชูเซตส์

ทั้งนี้ สำนักงานบริการสภาพอากาศ (NWS) ของสหรัฐฯ ระบุว่า ความกดอากาศต่ำทางตอนใต้ของนิวอิงแลนด์คาดว่าจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกในวันจันทร์ ซึ่งจะทำให้มีหิมะตกหนักในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเกิดฝนเยือกแข็งครอบคลุมพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของภูมิภาคมิด-แอตแลนติก

NWS เตือนด้วยว่า มีความเป็นไปได้เพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดพายุฤดูหนาวรุนแรงอีกลูก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ โดยพวกเขาย้ำว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะทราบรายละเอียดที่แน่ชัด ซึ่งพวกเขาจะคอยแจ้งข้อมูลอัปเดตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

ผู้เชี่ยวชาญจาก AccuWeather ระบุว่าพายุฤดูหนาวที่พัดถล่มรัฐต่าง ๆ มากกว่า 24 รัฐในครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างความเสียหายเบื้องต้นและความสูญเสียทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระหว่าง 1.05 แสนล้านดอลลาร์ ถึง 1.15 แสนล้านดอลลาร์ สูงที่สุดนับตั้งแต่เหตุไฟไหม้ป่าในพื้นที่ลอสแอนเจลิส

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ระบุในประกาศแจ้งเตือนว่า ข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ ซึ่งรวมถึงหิมะ ฝนเยือกแข็ง และทัศนวิสัยต่ำ กำลังส่งผลกระทบต่อศูนย์กลางการบินหลัก ๆ เช่น บอสตัน และน่านฟ้าในบริเวณพื้นที่นิวยอร์ก

ภาพวิวตึกวันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และย่านแมนแฮตตันตอนล่างในนครนิวยอร์ก กับแม่น้ำฮัดสันที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง
ภาพวิวตึกวันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และย่านแมนแฮตตันตอนล่างในนครนิวยอร์ก กับแม่น้ำฮัดสันที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง

ขณะที่ HotelPlanner เว็บไซต์จองโรงแรมออนไลน์ระบุว่า อัตราการยกเลิกการจองโรงแรมทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาพุ่งสูงขึ้นถึง 36% ในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้าและระหว่างที่พายุเฟิร์น (Fern) พัดถล่ม

พายุลูกนี้ยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการส่งพัสดุอย่าง UPS ระบุว่าสภาพอากาศที่รุนแรงอาจทำให้บริการในบางพื้นที่หยุดชะงัก พร้อมเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติมต่อเครือข่ายการขนส่งทางอากาศ รวมถึงที่ศูนย์กระจายสินค้าหลักในเมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

27 ม.ค. 2569 03:20 น.

ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผู้ตรวจการชายแดนไปคุมปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในมินนิโซตา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนตายแล้ว 2 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจส่งผู้ตรวจการชายแดน (Border Czar) ทิม โฮแมน ไปยังรัฐมินนิโซตา และว่าเขาได้พูดคุยกับนาย ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสังหารประชาชนรายที่ 2 ในเมืองมินนิอาโพลิส

เมืองมินนิอาโพลิสตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอนจากการประท้วง นับตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิงนาย อเล็กซ์ เพรตติ พยาบาลแผนกไอซียูเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการสังหาร เรเน กูด คุณแม่ลูกสาม

“ผมกำลังส่ง ทอม โฮแมน ไปยังมินนิโซตาในคืนนี้ เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นมาก่อน แต่เขารู้จักและชื่นชอบผู้คนที่นั่นหลายคน ทอมเป็นคนเด็ดขาดแต่ยุติธรรม และจะรายงานตรงต่อผม” ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า โฮแมน ซึ่งเป็นมือขวาของทรัมป์ด้านความมั่นคงชายแดน จะทำหน้าที่ “บริหารจัดการการปฏิบัติการของ ICE ในพื้นที่รัฐมินนิโซตา เพื่อเดินหน้าจับกุมอาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายที่เลวร้ายที่สุดต่อไป”

การตัดสินใจส่งโฮแมนไปในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ เนื่องจากมีรายงานว่าทรัมป์พึงพอใจกับการใช้วิธีเจาะจงเป้าหมายมากกว่าปฏิบัติการจู่โจมตรวจคนเข้าเมืองแบบฉับพลัน ที่คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิให้การสนับสนุน

นายทรัมป์บอกด้วยว่า เขาได้ต่อสายพูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว และเป็นการพูดคุยที่ดีมาก “อันที่จริง เราดูเหมือนจะมีคลื่นความถี่ที่ตรงกัน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าวอลซ์เป็นฝ่ายโทรหาเขา “ด้วยคำร้องขอที่จะทำงานร่วมกัน”

“ผมบอกผู้ว่าฯ วอลซ์ว่า ผมจะให้ ทอม โฮแมน โทรหาเขา และสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่คืออาชญากรทุกคนที่พวกเขาควบคุมตัวไว้” ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ในขณะเดียวกัน ความโกรธแค้นต่อการสังหารเพรตตีวัย 37 ปีพุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็เรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุสังหารนี้อย่างละเอียด หลังคำพูดของฝ่ายรัฐบาลสวนทางกับภาพที่ปรากฏในคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุ

ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนความพยายามปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง แต่ภาพที่ปรากฏกลับแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามจะหยิบปืนแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

27 ม.ค. 2569 02:23 น.

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ประกาศพอกันทีกับคำสั่งของสหรัฐฯ ที่เขาแทรกแซงนักการเมืองในเวเนซุเอลา ยืนยันขอแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ม.ค. 2569 ว่า นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า เธอ “พอแล้ว” กับคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะที่เธอกำลังพยายามสร้างความสามัคคีภายในชาติ หลังจากที่อดีตผู้นำ นิโคลัส มาดูโร ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

โรดริเกซต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำรักษาการ โดยเธอต้องรักษาสมดุลระหว่างการดึงกลุ่มผู้ภักดีต่อมาดูโรให้ยังคงให้ความร่วมมือภายในประเทศ ไปพร้อมกับการพยายามทำให้ทำเนียบขาวพึงพอใจ

ปัจจุบัน หลังจากดำรงตำแหน่งใหม่มาได้เกือบหนึ่งเดือน โรดริเกซได้เริ่มโต้ตอบสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อเรียกร้องหลายประการที่ต้องการให้เวเนซุเอลากลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันอีกครั้ง

“พอกันทีสำหรับคำสั่งจากวอชิงตันที่มีเหนือนักการเมืองในเวเนซุเอลา” เธอกล่าวต่อหน้ากลุ่มคนงานน้ำมันในเมือง ปอร์โต ลา ครูซ (Puerto La Cruz) ซึ่งถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ช่อง “เวเนโซลานา เด เตเลบิซิออน” (Venezolana de Televisión) ของรัฐบาล

“ขอให้การเมืองของเวเนซุเอลาเป็นผู้แก้ไขความแตกต่างและความขัดแย้งภายในของเราเอง สาธารณรัฐแห่งนี้ได้จ่ายราคาที่แพงเหลือเกินจากการที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิสุดโต่งในประเทศของเรา”

โรดริเกซ ซึ่งเป็นอดีตรองประธานาธิบดีในสมัยของมาดูโร ยืนกรานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ปกครองเวเนซุเอลา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้พยายามแสวงหาความขัดแย้งกับวอชิงตัน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เคยกล่าวอ้างว่าสหรัฐฯ “จะเข้าไปบริหาร” เวเนซุเอลา ทันทีหลังจากที่มาดูโรถูกจับกุม แต่ในภายหลังเขากลับให้การสนับสนุนโรดริเกซในฐานะผู้นำรักษาการของประเทศ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับรักษาการผู้นำเวเนซุเอลา และชื่นชมเธอว่าเป็น “คนที่ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเสริมว่า “ผมคิดว่าเรากำลังไปได้สวยกับเวเนซุเอลา”

รัฐบาลของทรัมป์ได้กำหนดข้อเรียกร้องหลายประการที่เวเนซุเอลาต้องยอมรับ ซึ่งรวมถึงการตัดความสัมพันธ์กับจีน อิหร่าน รัสเซีย และคิวบา พร้อมทั้งตกลงที่จะเป็นพันธมิตรด้านการผลิตน้ำมันกับสหรัฐฯ เพียงผู้เดียว ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวในขณะนั้น

นอกจากนี้ โรดริเกซยังถูกคาดหวังว่า ต้องให้ความสำคัญกับรัฐบาลทรัมป์และบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกสำหรับการซื้อขายน้ำมันในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

27 ม.ค. 2569 00:03 น.

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

เจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียอพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ หลังชายคนหนึ่งโยนวัตถุต้องสงสัยเป็นระเบิดเข้ากลางฝูงชนที่กำลังชุมนุมกัน โดยชายคนนี้ถูกจับกุมตัวแล้ว และไม่มีการระเบิดเกิดขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 ตำรวจออสเตรเลียรายงานว่า ชายคนหนึ่งถูกจับกุมตัวหลังก่อเหตุโยนวัตถุที่ตำรวจเชื่อว่าอาจบรรจุระเบิดเข้าไปในกลุ่มฝูงชน ที่ลานคนเดินในเมืองเพิร์ธ ทางตะวันตกของประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอพยพผู้คนออกจากตลาด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ฟอเรสต์ เพลซ (Forrest Place) ซึ่งเป็นจัตุรัสคนเดินในเมืองเพิร์ธ ในขณะที่ประชาชนหลายพันคนมารวมตัวกันเพื่อร่วมการชุมนุมสนับสนุนสิทธิของชาวพื้นเมือง นอกจากนี้ เหตุการณ์ยังเกิดขึ้นตรงกับ “วันออสเตรเลีย” (Australia Day) ซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติอีกด้วย

ชายวัย 31 ปีรายนี้ถูกควบคุมตัวได้ในที่เกิดเหตุและยังคงถูกคุมขังภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตำรวจระบุว่าวัตถุดังกล่าวไม่ได้เกิดการระเบิดขึ้น และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่ถึงสองเดือนหลังจากเหตุโจมตีบริเวณหาดบอนได ในซิดนีย์ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เทศกาลของชาวยิวและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ศพ

พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า พวกเขาเห็นชายคนหนึ่งขว้างวัตถุไปยังบริเวณด้านหน้าเวทีในขณะที่กำลังมีการกล่าวสุนทรพจน์ในการชุมนุม “วันรุกราน” (Invasion Day)

นายคอล แบลนซ์ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียบอกกับสื่อว่า วัตถุดังกล่าวไม่ระเบิด แต่ภายในมีลูกปืนเหล็กและสกรูพันรอบภาชนะแก้วที่บรรจุของเหลวไม่ทราบชนิดไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบว่าของเหลวดังกล่าวคืออะไร

ทั้งนี้ วันออสเตรเลีย (Australia Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มกราคม เป็นวันรำลึกถึงการขึ้นฝั่งของกองเรือที่หนึ่งจากอังกฤษ ณ อ่าวซิดนีย์คอฟ เมื่อปี 1788 (พ.ศ.2331) และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่าอาณานิคม ทำให้ชาวออสเตรเลียพื้นเมืองจำนวนมากและผู้สนับสนุนเรียกวันนี้ว่าเป็น “วันรุกราน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

26 ม.ค. 2569 22:50 น.

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

กองทัพอิสราเอลยืนยันว่า กลุ่มฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายให้กับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว หลังจากตามหามานานเกือบ 4 เดือน เปิดทางก้าวเข้าสู่แผนการสันติภาพระยะที่ 2

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับร่างของ จ่าสิบเอก แรน กวิลี ซึ่งเป็นตัวประกันรายสุดท้ายที่เหลืออยู่ในฉนวนกาซาคืนจากกลุ่มฮามาสแล้ว เกือบ 4 เดือนหลังจากทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ระงับสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 2 ปี

ตามข้อตกลง กลุ่มฮามาสจะต้องส่งคืนตัวประกันทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิตแล้ว ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม โดยฮามาสคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 20 คนไปแล้ว และทยอยคืนศพตัวประกันอิสราเอลและชาวต่างชาติอีก 27 ราย เหลือเพียงร่างของนายกวิลี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิสราเอลระบุว่าจะกลับมาเปิดจุดข้ามแดนสำคัญระหว่างฉนวนกาซาและอียิปต์อีกครั้ง เมื่อปฏิบัติการค้นหาและส่งคืนร่างของนายกวิลีเสร็จสิ้นลง

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวถึงการนำร่างของนายกวิลีกลับมาว่า เป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมเหนือธรรมดา “เราสัญญาไว้ และผมก็ได้สัญญาไว้ ว่าจะพาทุกคนกลับบ้าน เราพาทุกคนกลับมาแล้วจนถึงตัวประกันคนสุดท้าย”

ด้านนายฮาเซม กัสเซม โฆษกกลุ่มฮามาส กล่าวว่าการค้นพบร่างตัวประกันรายสุดท้ายนี้ “เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของฮามาสต่อข้อกำหนดทั้งหมดในข้อตกลงหยุดยิง”

อนึ่ง การคืนร่างนายกวิลีถือเป็นการเปิดทางให้อิสราเอลและฮามาส สามารถก้าวไปสู่ “เฟส 2” หรือ “ระยะที่ 2” ของแผนสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้

ระยะที่สองนั้นมีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูและทำให้ฉนวนกาซาเป็นเขตปลอดทหารโดยสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงการปลดอาวุธกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่น ๆ ด้วย โดยก่อนหน้านี้อิสราเอลได้ปฏิเสธที่จะดำเนินการต่อจนกว่าจะพบร่างของนายกวิลี

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุในแถลงการณ์ว่า “จากข้อมูลและข่าวกรองที่มีอยู่ จ่าสิบเอก (กองหนุน) แรน กวิลี… นักรบหน่วยคอมมานโด ยามาม (Yamam) ซึ่งมีอายุ 24 ปีในขณะเสียชีวิต ได้พลีชีพในการรบเมื่อเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2566 และร่างของเขาถูกลักพาไปยังฉนวนกาซา”

ทั้งนี้ การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ราย และมีชาวอิสราเอลกับชาวต่างชาติประมาณ 251 คนถูกจับไปเป็นตัวประกัน โดยส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวในขณะที่มีชีวิตอยู่ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อแลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ 250 คน และผู้ถูกคุมขังจากกาซาอีก 1,718 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

26 ม.ค. 2569 21:53 น.

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

ชาวไทยในแคนาดาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรคึกคัก ระหว่างวันที่ 24-25 มกราคม 2569 ที่ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา กับนครแวนคูเวอร์ ท่ามกลางอากาศหนาว -30 องศา

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ได้จัดให้มีการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร สำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรกับสถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ซึ่งครอบคลุมคนไทยที่อาศัยในพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันตก ได้แก่ รัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐอัลเบอร์ทา ฯลฯ

นายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์
นายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์

โดยนายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์ ให้ข้อมูลว่า สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ได้เปิดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและได้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ด้วยการเข้าคูหาเดินทางมาลงคะแนนได้ระหว่างเวลา 10.00-16.00 นาฬิกา ของวันเสาร์ที่ 24 – วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ซึ่งมีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิ์อย่างคับคั่ง

ส่วนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ นายจุมพฏ ฉวาง กล่าวว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ได้ทยอยส่งบัตรลงคะแนนและบัตรลงประชามติกลับมาที่สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์เป็นจำนวนมากแล้ว

ด้านหน่วยเลือกตั้ง ณ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา อุปทูตรักษาการ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ กล่าวว่าสำหรับผู้ใช้สิทธิ์ลงทะเบียนที่หน่วยเลือกตั้งนั้น สถานเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวาได้เปิดให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เดินทางมาใช้สิทธิ์ได้ในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ระหว่างเวลา 09:00-16:00 น.

การเปิดคูหาเลือกตั้งที่ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา เริ่มจากการตรวจหีบบัตรลงคะแนนโดยนายชารีฟ โยธาสมุทร เลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการประจำที่เลือกตั้งในครั้งนี้ ได้เชิญผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 2 คนเป็นพยานในการตรวจหีบบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและหีบบัตรออกเสียงประชามติว่าไม่มีบัตรหรือเอกสารใดอยู่ในกล่อง ก่อนที่จะปิดหีบ หลังจากนั้นจึงประกาศเปิดคูหาเลือกตั้งในเวลา 9 นาฬิกาตรง ตามเวลาท้องถิ่นกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา

ซึ่งมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออก เช่น รัฐออนแทรีโอ รัฐควิเบก ฯลฯ ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์โดยการเข้าคูหาทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์ตลอดวัน ท่ามกลางอุณหภูมิ ลบ 30 องศาเซลเซียสและพายุหิมะครอบคลุมพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออกและพื้นที่แอตแลนติกซึ่งเป็นเขตอาณาของสถานเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวา

ด้านการใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ กล่าวว่าได้จัดส่งบัตรเลือกตั้งและบัตรลงประชามติทางไปรษณีย์ให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ทยอยส่งบัตรลงคะแนนเลือกตั้งกลับมายังสถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวาแล้วจำนวนมาก และสถานเอกอัครราชทูตฯ มีกำหนดจะนำส่งบัตรเลือกตั้งกลับไปนับคะแนนที่ประเทศไทยทางถุงเมล์การทูตโดยเที่ยวบินตรงไปยังประเทศไทย 2 รอบ โดยรอบแรก ในวันที่ 26 มกราคม 2569 และรอบที่สอง ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

นอกจากนี้ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ ได้กล่าวขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติทุกท่านที่ได้เดินทางมาใช้สิทธิ์ที่คูหา และได้ทยอยส่งซองไปรษณีย์บรรจุบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติกลับมาที่สถานเอกอัครราชทูตฯ มาในโอกาสนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีนักเรียนนักศึกษาที่มาใช้สิทธิ์เป็นครั้งแรกด้วย โดยต่างดีใจที่มีโอกาสในการใช้สิทธิ์ของตัวเอง แม้จะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยก็ตาม