โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่แน่น

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง "บ้านใหญ่" เกาะพื้นที่แน่น

26 ม.ค. 2569 18:26 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่แน่น

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “นักวิชาการ” มอง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่ไม่ปล่อย หวังโกยคะแนน สส.เขต ด้านพรรคประชาชน ปลุกกระแส “พิธา” ชิงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งทั่วไปกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุด ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่แต่ละพรรคการเมืองต่างเร่งวางหมากทางยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในนาทีสุดท้าย ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนทิศทางการเมืองในระยะสั้น แต่ยังอาจกำหนดสมดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคตอันใกล้ด้วย

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมการเมืองไทยมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับทัพภายในพรรค การดึงบุคคลสำคัญกลับมามีบทบาท รวมถึงการเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บางพรรคเน้นสร้างกระแสในระดับประเทศ ขณะที่บางพรรคเลือกทำงานเงียบในระดับพื้นที่ เพื่อรักษาฐานเสียงเดิมและขยายแนวร่วมใหม่อย่างเป็นระบบ

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเพียงที่กระแสนิยมหรือภาพลักษณ์ผู้นำเท่านั้น หากแต่เป็นการวัดพลังของโครงสร้างพรรค เครือข่ายในพื้นที่ และความแม่นยำของยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดกำลังจะถูกพิสูจน์ผ่านผลการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามไปยัง ศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 โดย ศ.ดร.ยุทธพร ได้ประเมินแนวโน้มและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองสำคัญ 5 พรรค ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายของศึกเลือกตั้ง2569 ไว้ดังนี้

พรรคประชาชน

การนำ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กลับมาช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้บรรยากาศของฐานเสียงพรรคกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่มีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากจำนวนผู้เข้าร่วมการปราศรัยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้าย ยุทธศาสตร์หลักของพรรคประชาชนคือการให้นายพิธาลงพื้นที่สำคัญที่ยังมีความเสี่ยงในการได้คะแนน เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี

สิ่งนี้ทำให้ ศ.ดร.ยุทธพร เชื่อว่าในช่วงเวลาที่เหลือ นายพิธาจะไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน และต้องลงพื้นที่เหล่านี้เพื่อกระตุ้นฐานคะแนนของพรรคให้กลับมาอีกครั้ง แต่หากจะหวังผลถึงระดับแลนด์สไลด์ คงยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันไม่มีแรงส่งทางการเมืองเหมือนกับการเลือกตั้งปี 66ที่ผ่านมา

การเลือกตั้งปี 66 คะแนนนิยมของนายพิธามีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของพรรคก้าวไกล แต่ก็ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว ยังมีแรงหนุนอื่นๆ เข้ามาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังอำนาจ คสช.คลายตัวอย่างแท้จริง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 63 และ 64 ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งในปี 66

ส่วนการใช้กลยุทธ์การหาเสียงแบบแบ่งขั้วทางการเมือง เช่น วลี “มีลุงไม่มีเรา” แม้จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังทางการเมือง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กลับกลายเป็นจุดแข็งของพรรคประชาชนในปัจจุบัน เช่น การนำวลี “ทหารมีไว้ทำไม” กลับมาใช้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำแนวทางเดิม และสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีบริบทที่แตกต่างจากปี 66 อย่างชัดเจน

สำหรับจำนวนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าพรรคประชาชนยังมีโอกาสได้จำนวนใกล้เคียงกับการเลือกตั้งปี 66 เนื่องจากคะแนนนิยมของพรรคจำนวนมากมาจากกระแสในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเอื้อต่อการเก็บคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อโดยตรง

พรรคภูมิใจไทย

จุดได้เปรียบสำคัญของพรรคภูมิใจไทยคือการมีฐาน “บ้านใหญ่สายตระกูลการเมือง” อยู่ในพรรคเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีบ้านใหญ่อยู่ประมาณ 86 ตระกูล เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงราว 40 กว่าตระกูล ส่งผลให้พรรคมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตค่อนข้างสูง แม้จำนวน สส. ที่ได้รับอาจไม่เข้ามาครบทั้งหมด และอาจมีการตกหล่นราว 20–30% แต่โดยภาพรวม สส. ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ที่อยู่กับพรรคมาอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ พรรคภูมิใจไทยยังต้องแข่งขันโดยตรงกับพรรคประชาชน เช่น จังหวัดชลบุรี ซึ่งพรรคเลือกใช้ยุทธศาสตร์การล็อกเป้าหมายและการควบคุมฐานหัวคะแนนอย่างเข้มข้น

แม้กระแสของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงตัวนายอนุทิน ในภาพรวมช่วงหลังจะดูเงียบลง แต่ไม่ได้หมายความว่าฐานเสียงในพื้นที่จะอ่อนแรงลงแต่อย่างใด เนื่องจากการทำงานระดับพื้นที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พรรคจึงไม่ได้เน้นการลงพื้นที่เชิงกระแสหรือการจัดเวทีดีเบตมากนัก เพราะไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลัก หากแต่เลือกใช้แนวทางการประคับประคองและรักษาฐานเสียงเดิม เพื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 69 อย่างมั่นคง

ในส่วนของจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งปี 66 พรรคภูมิใจไทยได้เพียง 3 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งปี 69 ครั้งนี้ ด้วยจำนวน สส.บ้านใหญ่ที่เพิ่มขึ้นและฐานคะแนนที่ติดมากับตระกูลการเมืองเหล่านี้ คาดว่าอาจได้ สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 15 ที่นั่ง แต่ไม่น่าจะมากไปกว่านี้ เนื่องจากคะแนนนิยมในระดับประเทศยังเป็นรองพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้มักมีการมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคต่ำร้อย” หรือเป็นพรรคที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยจนเสี่ยงจะสูญพันธุ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ยุทธพรเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าพรรคเพื่อไทยยังมีศักยภาพที่จะได้ที่นั่ง สส. ถึงระดับ 100 ที่นั่ง วาทกรรมที่ว่า “เพื่อไทยเลือดไหล” หรือ “เพื่อไทยเลือดไหลไม่หยุด” นั้น ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่าการสูญเสีย สส. ของพรรคเพื่อไทยมีเพียงราว 9% เท่านั้น อีกทั้งยังมี สส. จากพรรคการเมืองอื่นย้ายเข้ามาเสริม ทำให้ภาพรวมของพรรคไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

อีกปัจจัยสำคัญคือการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างนายยศชนัน ซึ่งช่วยดึงคะแนนนิยมและรักษาฐานเสียงเดิมของพรรคไว้ได้ โดยแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน นายสุริยะเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้สนับสนุน นายยศชนันเป็นตัวแทนของตระกูลชินวัตร และนายจุลพันธ์เป็นตัวแทนของ สส. และคนในพรรคในฐานะหัวหน้าพรรค ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยมีความครบถ้วนในทุกมิติ

ในเชิงโครงสร้าง พรรคเพื่อไทยยังคงมีฐานแฟนคลับครอบคลุมทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เคยเป็นจุดอ่อนเริ่มลงตัวมากขึ้น ฐานผู้สนับสนุนเดิมยังคงมีความศรัทธาอยู่ สิ่งที่อาจลดลงบ้างคือ สส. เขต ซึ่งส่วนหนึ่งย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ยังไม่ทำให้พรรคเพื่อไทยหลุดจากระดับเกิน 100 ที่นั่ง และยังมีโอกาสขึ้นมาเป็นอันดับสอง

ภาพรวม ศ.ดร.ยุทธพร เชื่อว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสามพรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย จะมีจำนวนที่นั่งใกล้เคียงกัน โดยช่องว่างไม่น่าจะเกิน 20–30 ที่นั่ง และผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างสูสี

สำหรับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งปี 66 พรรคเพื่อไทยได้ถึง 29 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งปี 69ครั้งนี้ คาดว่าจำนวนจะลดลงเหลือไม่เกิน 20 ที่นั่ง

พรรคกล้าธรรม

พรรคกล้าธรรมถือเป็นพรรคที่มาอย่างเงียบๆ แทบไม่ปรากฏในเวทีดีเบต ไม่เด่นในโซเชียลมีเดีย และไม่อยู่ในโพลล์ต่างๆ เนื่องจากพรรคไม่ได้ใช้ยุทธศาสตร์ด้านกระแส หากถามว่าพรรคกล้าธรรมหายไปไหน ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าเขา “หายไปอยู่ในสภา” มากกว่า เพราะพรรคเลือกใช้ยุทธวิธีการล็อกเป้าหัวคะแนนในพื้นที่เป็นหลัก

ทั้งนี้ ศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่าอย่างน้อยพรรคกล้าธรรมจะได้ที่นั่งประมาณ 40–50 ที่นั่ง อีกทั้งยังมี สส. ที่ไหลออกจากพรรคประชาธิปัตย์ราว 20 คน รวมถึงคะแนนจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ดึงมาจากพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อย ทำให้พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคขนาดกลาง กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา

พรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถเรียกคะแนนเสียงจากภาคใต้กลับมาได้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งช่วยปลุกฐานแฟนคลับเดิมให้กลับมามีความคึกคักและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผู้สมัครในภาคใต้ พบว่าหลายเขตเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่อาจทำให้จำนวนที่นั่งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

มีความเป็นไปได้ว่าพรรคจะได้ที่นั่งในภาคใต้ประมาณ 10 ที่นั่ง และอาจได้เพิ่มเติมจากบัญชีรายชื่อบางส่วน ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพรรคตั้งเป้าจะทวงคืนความเป็นเจ้าพื้นที่ คาดว่าอาจทำได้เพียง 1–2ที่นั่งเท่านั้น ส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่าอาจได้ประมาณ 10 ที่นั่ง จากกระแสความนิยมของนายอภิสิทธิ์

บทสรุปการเลือกตั้ง 69

การเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและหลากหลายเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคการเมือง ทั้งการเร่งสร้างกระแสในระดับประเทศ การรักษาฐานเสียงเดิมในพื้นที่ และการอาศัยโครงสร้างเครือข่ายทางการเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ภาพรวมการแข่งขันมีแนวโน้มออกมาอย่างสูสี โดยผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความแข็งแรงของโครงสร้างพรรค ความต่อเนื่องในการทำงานในพื้นที่ และความแม่นยำของยุทธศาสตร์ที่แต่ละพรรควางไว้ ซึ่งทั้งหมดจะถูกสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้

ระทึกบราซิล ฟ้าผ่ากลางกลุ่มผู้สนับสนุน “โบลโซนาโร” เจ็บระนาว 89 ราย สาหัส 8 (คลิป)

ระทึกบราซิล ฟ้าผ่ากลางกลุ่มผู้สนับสนุน "โบลโซนาโร" เจ็บระนาว 89 ราย สาหัส 8 (คลิป)

26 ม.ค. 2569 15:50 น.

ระทึกบราซิล ฟ้าผ่ากลางกลุ่มผู้สนับสนุน “โบลโซนาโร” เจ็บระนาว 89 ราย สาหัส 8 (คลิป)

เกิดเหตุไม่คาดฝันกลางกรุงบราซิเลียของบราซิล เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงกลางกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาที่มารวมตัวสนับสนุนอดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนาโร ท่ามกลางฝนตกหนัก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบร้อยราย เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือและนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลหลายแห่ง

สื่อท้องถิ่นของบราซิลรายงานว่า ผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 89 คน หลังเกิดเหตุฟ้าผ่าลงมากลางพื้นที่ชุมนุมในกรุงบราซิเลีย เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ (25 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันใกล้อนุสรณ์สถานเจเค บนถนนโมนูเมนทัล แอ็กซิส ขณะรอขบวนเดินรณรงค์ของผู้สนับสนุนโบลโซนาโร ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ก่อนที่ฟ้าผ่าจะลงสู่บริเวณดังกล่าวในเวลาประมาณ 13.00 น.

หน่วยดับเพลิงเขตเฟเดอรัล ดิสตริกต์ ระบุว่า มีผู้ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างน้อย 72 คน และในจำนวนนี้ 30 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยมี 8 คนอาการสาหัส เจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยการชุมนุมอยู่แล้ว ได้ตั้งเต็นท์ฉุกเฉินเพื่อให้การช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ

ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์เต็มไปด้วยความโกลาหลหลังฟ้าผ่าลงมา ผู้คนล้มลงพร้อมกันและพยายามช่วยเหลือกันท่ามกลางความตื่นตระหนก โดยจุดที่เกิดเหตุอยู่ใกล้รถเครื่องเสียงของการชุมนุมอย่างมาก

โรงพยาบาลฐานทัพเขตเฟเดอรัล ระบุว่า รับรักษาผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 13 คน ขณะที่โรงพยาบาลภูมิภาคอาซา นอร์เต รับผู้บาดเจ็บเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 คน หนึ่งในผู้บาดเจ็บให้ข้อมูลว่าแรงไฟฟ้าทำให้เธอล้มลงและได้รับบาดแผลไหม้ที่แขนและหน้าท้อง รวมถึงมีอาการปวดหูอย่างรุนแรง

การชุมนุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเดินขบวน 7 วัน ภายใต้ชื่อ “เดินเพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม” นำโดย สส.ฝ่ายค้าน นิโกลัส แฟร์เรรา และนักการเมืองฝ่ายขวาหลายคน โดยผู้ร่วมขบวนเดินเท้าระยะทางราว 240 กิโลเมตร จากเมืองปารากาตู มุ่งหน้าสู่กรุงบราซิเลีย เพื่อแสดงการสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโบลโซนาโร

อดีตผู้นำบราซิลวัย 70 ปี กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีวางแผนก่อรัฐประหาร เพื่อรักษาอำนาจต่อไปภายหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2022 ให้แก่ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา.

อดีตทหารหญิงญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงยอมความคดีล่วงละเมิดทางเพศ รัฐชดเชย 1.6 ล้านเยน

อดีตทหารหญิงญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงยอมความคดีล่วงละเมิดทางเพศ รัฐชดเชย 1.6 ล้านเยน

26 ม.ค. 2569 14:26 น.

อดีตทหารหญิงญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงยอมความคดีล่วงละเมิดทางเพศ รัฐชดเชย 1.6 ล้านเยน

“รินะ โกโนอิ” อดีตทหารหญิงผู้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลงยอมความกับรัฐบาลและอดีตเพื่อนร่วมงาน ปิดฉากคดีฟ้องแพ่งอันยาวนานกว่า 4 ปีครึ่ง กรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศระหว่างรับราชการ เจ้าตัวย้ำไม่เสียใจที่เลือกพูดความจริง แม้ต้องแบกรับความกดดันมหาศาล พร้อมหวังเป็นบทเรียนให้สังคมหยุดเมินเฉยต่อเหยื่อความรุนแรงทางเพศ

ทนายความของนางสาวรินะ โกโนอิ อดีตทหารในกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) เปิดเผยว่า ลูกความของเขาได้บรรลุข้อตกลงยอมความกับจำเลยสองรายสุดท้าย คือ รัฐบาลญี่ปุ่นและอดีตเพื่อนร่วมงานชายรายหนึ่ง เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการฟ้องร้องทางแพ่งที่ดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลก

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลญี่ปุ่นจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่โกโนอิเป็นจำนวน 1.6 ล้านเยน (ประมาณ 322,305 บาท) อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอดีตเพื่อนร่วมงานที่เป็นจำเลยรายสุดท้ายนั้นไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือคำขอโทษใดๆ ออกมา

ก่อนหน้านี้ โกโนอิเรียกร้องค่าเสียหายจากอดีตทหารชายรวม 5.5 ล้านเยน ฐานก่อให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ และเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมอีก 2 ล้านเยนจากรัฐ ฐานไม่สามารถป้องกันหรือจัดการการล่วงละเมิดได้อย่างเหมาะสม

ในการแถลงข่าววันนี้ (26 ม.ค.) โกโนอิในวัย 26 ปี กล่าวด้วยความตื้นตันว่าช่วงเวลา 4 ปีครึ่งที่ผ่านมานับตั้งแต่เธอตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวเป็นช่วงเวลาที่ “ยาวนานและหนักอึ้ง” อย่างมาก”ฉันได้สัมผัสด้วยตัวเองว่าการออกมาพูดความจริงนั้นต้องแบกรับภาระที่หนักหนาเพียงใด แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่เคยเสียใจเลยที่เลือกพูดออกไป” เธอกล่าว

ย้อนกลับไปในปี 2022 โกโนอิได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการโพสต์วิดีโอลงบนยูทูบ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอถูกเพื่อนร่วมงานชาย 3 นายใช้กำลังกดตัวเธอลงกับพื้นและคุกคามทางเพศอย่างรุนแรงในค่ายทหารเมื่อปี 2021 แต่ในตอนแรกเรื่องร้องเรียนของเธอถูกผู้บังคับบัญชาเพิกเฉย

กระแสวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลนำไปสู่การล่ารายชื่อกว่า 100,000 ชื่อเพื่อกดดันให้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นสอบสวนข้อเท็จจริง จนนำไปสู่การขุดรากถอนโคนปัญหาในกองทัพ ซึ่งพบรายงานการคุกคามทางเพศอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกกว่า 1,000 กรณี

เมื่อปี 2023 ศาลอาญาได้ตัดสินว่าอดีตทหาร 3 นายมีความผิดจริงในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ และสั่งจำคุกรายละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 4 ปี ทำให้พวกเขาไม่ต้องติดคุกจริง อย่างไรก็ตาม คดีของโกโนอิถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของสังคมญี่ปุ่นที่มักจะบีบให้เหยื่อความรุนแรงทางเพศต้องเก็บงำความลับไว้

คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีต้นแบบที่ร่วมกับคดีของ “ชิโอริ อิโตะ” นักข่าวสาว และการเปิดโปงอื้อฉาวของ “จอห์นนี คิตากาวะ” เจ้าพ่อวงการบันเทิง ที่ช่วยกระตุ้นให้สังคมญี่ปุ่นเริ่มกล้าที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์และต่อสู้เพื่อสิทธิของเหยื่อความรุนแรงทางเพศอย่างเปิดเผยมากขึ้นในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

มือปืนกราดยิงกลางสนามฟุตบอลเม็กซิโก ดับอย่างน้อย 11 เจ็บ 12 ราย

มือปืนกราดยิงกลางสนามฟุตบอลเม็กซิโก ดับอย่างน้อย 11 เจ็บ 12 ราย

26 ม.ค. 2569 13:18 น.

มือปืนกราดยิงกลางสนามฟุตบอลเม็กซิโก ดับอย่างน้อย 11 เจ็บ 12 ราย

เกิดเหตุกลุ่มมือปืนบุกกราดยิงถล่มใส่ผู้คนขณะชมการแข่งขันฟุตบอลกลางสนามกีฬาที่เมืองซาลามังกา รัฐกัวนาฮัวโต ประเทศเม็กซิโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย บาดเจ็บอีก 12 คน พบปลอกกระสุนกว่า 100 นัดตกในที่เกิดเหตุ คาดเป็นฝีมือแก๊งอาชญกรรมเจ้าถิ่นที่สั่งการจากในคุก

เกิดเหตุกราดยิงกลางสนามกีฬาที่เมืองซาลามังกา รัฐกัวนาฮัวโต ประเทศเม็กซิโก เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 12 ราย ระหว่างที่มีการแข่งขันฟุตบอลภายในสนาม “กัมโปส เด ลาส กาบันญัส” ในชุมชนโลมา เด ฟลอเรส

เหตุเกิดราวเวลา 17.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อกลุ่มชายติดอาวุธเดินทางมาด้วยรถกระบะสองคัน ก่อนมีอย่างน้อย 4 คนลงจากรถและเปิดฉากยิงใส่ผู้ที่อยู่ภายในสนามอย่างไม่เลือกหน้า หลังเกิดเหตุ คนร้ายหลบหนีไปในทิศทางเมืองอิราปัวโต

เทศบาลเมืองซาลามังกายืนยันว่า มีผู้เสียชีวิต 10 รายในที่เกิดเหตุ และอีก 1 รายเสียชีวิตภายหลังที่โรงพยาบาล รวมผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 11 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนมี 12 คน อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นบางแห่งรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงถึง 14–23 ราย

เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนมากกว่า 100 ปลอกในที่เกิดเหตุ สะท้อนความรุนแรงของการโจมตี โดยชาวบ้านระบุว่าได้ยินเสียงปืนดังไปไกลถึงเมืองอิราปัวโต ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 15 กิโลเมตร หลังเหตุการณ์ รถพยาบาลจากหลายหน่วยงานอย่างน้อย 5 คันเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และนำส่งโรงพยาบาลอย่างน้อย 5 ราย

ตำรวจท้องถิ่นเมืองซาลามังกา พร้อมด้วยกองกำลังพิทักษ์ชาติ กองทัพเม็กซิโก และตำรวจรัฐกวานาวาโต ได้ระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่และออกไล่ล่าคนร้าย ขณะที่สำนักงานอัยการรัฐกัวนาฮัวโตเข้าตรวจเก็บหลักฐานและเริ่มการสอบสวน อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการจับกุมผู้ต้องสงสัย

เหตุสังหารหมู่ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเกิดการโจมตีพร้อมกันสองจุดในพื้นที่ตอนใต้ของซาลามังกา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และสูญหาย 1 ราย โดยรายงานท้องถิ่นระบุว่า กลุ่มอาชญากรรม “ลา มาร์ริซา” ซึ่งเป็นเครือข่ายของขบวนการค้ายาเสพติดซานตา โรซา เด ลิมา อาจอยู่เบื้องหลัง

ผู้นำขบวนการดังกล่าวคือ โฮเซ อันโตนิโอ เยเปซ ออร์ติซ หรือ “เอล มาร์โร” ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางความมั่นคงสูงหมายเลข 14 ที่เมืองโกเมซ ปาลาซิโอ รัฐดูรังโก แม้ทางการสหรัฐฯ จะระบุเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ว่า เขายังคงสั่งการเครือข่ายอาชญากรรมจากภายในเรือนจำ ผ่านทนายความและญาติเป็นตัวกลาง

สหรัฐฯ ระบุว่า คาร์เทลซานตา โรซา เด ลิมา มีบทบาทสำคัญในตลาดพลังงานเถื่อนข้ามพรมแดน และการลักลอบขโมยน้ำมันถือเป็นแหล่งรายได้หลักที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดของแก๊งค้ายาเม็กซิโก

เหตุการณ์ล่าสุดตอกย้ำสถานการณ์ความรุนแรงในรัฐกัวนาฮัวโต ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่มีอัตราการฆาตกรรมสูงที่สุดของเม็กซิโก โดยระหว่างวันที่ 19–24 มกราคม 2569 มีรายงานคดีฆาตกรรมเจตนา 58 คดี และตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 รัฐกวานาวาโตมีผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมร้ายแรงรวมกว่า 7,600 ราย จากความขัดแย้งแย่งชิงอิทธิพลระหว่างคาร์เทลซานตา โรซา เด ลิมา และคาร์เทลฮาลิสโก นูเอวา เฆเนราซิออน ซึ่งทำให้พื้นที่ตอนกลางของประเทศแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่นองเลือดที่สุดของเม็กซิโก.

ที่มา Semanario ZETA 

“คิม จองอึน “ตรวจงานประติมากรรมรำลึกทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

"คิม จองอึน "ตรวจงานประติมากรรมรำลึกทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

26 ม.ค. 2569 12:48 น.

“คิม จองอึน “ตรวจงานประติมากรรมรำลึกทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ได้ตรวจเยี่ยมประติมากรรมและผลงานศิลปะที่กำลังจัดสร้าง เพื่อใช้ในพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์รำลึกถึงทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการร่วมรบในสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยระบุว่าผลงานเหล่านี้จะถ่ายทอด “วีรกรรมในตำนานและชีวิตอันทรงเกียรติ” ของทหารเหล่านั้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า คิม จองอึน เดินทางไปยังสตูดิโอศิลปะแมนซูแด ในกรุงเปียงยาง เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจดูประติมากรรมและงานศิลป์หลายชิ้น ซึ่งจะถูกติดตั้งในพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์เกียรติประวัติการรบในภารกิจทางทหารนอกประเทศ  รวมถึงหอคอยอนุสรณ์และลวดลายประติมากรรมนูนต่ำประดับกำแพงด้านนอก

เกาหลีเหนือเริ่มก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเชิดชูทหารรุ่นใหม่ที่เสียชีวิตขณะต่อสู้เคียงข้างรัสเซียในสงครามยูเครน นับเป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของประเทศที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารในต่างแดน โดยเมื่อต้นเดือนนี้ คิม จองอึน ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่ก่อสร้าง และร่วมในการตักดินครั้งแรกสำหรับการปลูกต้นไม้ภายในพิพิธภัณฑ์

รายงานระบุว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารมากกว่า 10,000 นาย พร้อมอาวุธตามแบบแผน ไปสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย และเชื่อว่ามีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในการรบหลายพันนาย

เคซีเอ็นเออ้างคำกล่าวของคิม จองอึน ที่ชื่นชมผลงานประติมากรรมว่า ถูกสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดอย่างถาวรถึง “วีรกรรมในตำนานและชีวิตอันทรงเกียรติของบุตรหลานผู้ควรยกย่องแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผู้พิทักษ์เกียรติยศของชาติ” พร้อมย้ำว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้พิสูจน์ให้เห็นถึง “กฎแห่งพลัง” และความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงว่า ผู้ที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งย่อมเป็นผู้มีชัย

ผู้นำเกาหลีเหนือยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษามาตรฐานทางศิลปะในระดับสูง และความประณีตในทุกรายละเอียด เพื่อให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สามารถรับรู้ถึง “ศรัทธาในชัยชนะอันแน่วแน่” ของทหารผู้กล้า และจดจำพวกเขาไว้ตลอดไป

ภาพถ่ายที่เคซีเอ็นเอเผยแพร่แสดงให้เห็นประติมากรรมที่ถ่ายทอดฉากการรบและทหารในชุดยุทโธปกรณ์ครบครัน มีขนาดใหญ่กว่าคนจริงประมาณ 2–3 เท่า โดยสตูดิโอศิลปะแมนซูแดถือเป็นหน่วยงานศิลปะหลักของรัฐ ที่รับผิดชอบการผลิตงานศิลป์สำคัญเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ.

ที่มา Yonhap

ออสเตรเลียเตือนภัย คลื่นความร้อนปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ

ออสเตรเลียเตือนภัย คลื่นความร้อนปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ

26 ม.ค. 2569 12:24 น.

ออสเตรเลียเตือนภัย คลื่นความร้อนปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ

ทางการออสเตรเลีย ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนในหลายพื้นที่ของประเทศ ขณะที่บรรยากาศการเฉลิมฉลองวันชาติมีขึ้นท่ามกลางสภาพาอากาศร้อนจัด

วันที่ 26 มกราคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย ออกคำเตือนคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุม อุณหภูมิพุ่งสูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่ของรัฐทางตอนใต้อย่างวิคตอเรีย  และเซาธ์ออสเตรเลีย นิวเซาธ์เวส์ ควีนส์แลนด์ แทสมาเนีย และนอร์เธิร์นเทอริทอรี จนถึงวันพุธนี้   

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมาอุณภูมิพุ่งสูง 48.5 องศาเซลเซียส ในรัฐเซาธ์ออสเตรเลีย ในขณะที่ประชาชนบางส่วนยกเลิกกิจกรรมฉลองวันชาติ 26 มกราคม เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดและความปลอดภัยด้านสุขภาพ

ส่วนที่เมืองแอดดิเลด ทางการประกาศยกเลิกการจัดงานแสดงแสงสี และขบวนพาเหรด ตามคำเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกมาสัมผัสแสงแดดและสภาพอากาศร้อนจัด โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะแสดงความไม่พอใจที่งานรื่นเริงได้ถูกยกเลิก แต่ทุกคนก็เข้าใจว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน

นายทิม วีบุช คณะกรรมการจัดการภัยฉุกเฉินของรัฐวิคตอเรีย กล่าวว่า รัฐวิคตอเรียไม่ได้เจอสภาพอากาศร้อนจัดจากคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมมานานเกือบ 20 ปีแล้ว หลังจากที่เกิดไฟป่ารุนแรงจนสภาพอากาศร้อนระอุเมื่อปี 2552

นอกจากนี้ทางการยังประกาศเตือนระวังการเกิดไฟป่า เนื่องมาจากสภาพาอากาศร้อนจัดและแห้ง ประกอบกับมีกระแสลมพัดแรง โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ ทั้งการอพยพประชาชนและข้าวของต่างๆ 

ที่มา BBC

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์อับปาง เสียชีวิตอย่างน้อย 15 สูญหาย 28 คน

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์อับปาง เสียชีวิตอย่างน้อย 15 สูญหาย 28 คน

26 ม.ค. 2569 11:52 น.

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์อับปาง เสียชีวิตอย่างน้อย 15 สูญหาย 28 คน

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เกิดเหตุเรือเฟอร์รี่ “เอ็มวี ทริชา เคอร์สติน 3” บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 350 คน อับปางในทะเลคลื่นลมแรงนอกชายฝั่งจังหวัดบาซิลัน ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ และยังสูญหายอีก 28 คน ขณะที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้แล้วอย่างน้อย 316 คน

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) ได้รับแจ้งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เมื่อเวลาประมาณ 01.50 น. ของวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หลังเรือเฟอร์รี่ “เอ็มวี ทริชา เคอร์สติน 3” ประสบเหตุอับปางลงบริเวณนอกชายฝั่งเกาะบาสิลัน ทางตอนใต้ของประเทศ

เรือลำดังกล่าวซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Aleson Shipping Lines ได้ออกเดินทางจากท่าเรือเมืองซัมบวงกา เมื่อเวลาประมาณ 21.20 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งหน้าไปยังเกาะโฮโล แต่หลังจากออกเรือได้เพียง 4 ชั่วโมง เรือได้เกิดอุบัติเหตุจมลงในจุดที่ห่างจากเกาะบาลุก-บาลุก ไปทางตะวันออกราว 5 กิโลเมตร

โรมเมล ดูอา ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่ง ระบุว่าขณะนี้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยขึ้นมาได้แล้วอย่างน้อย 316 ราย ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตที่ 15 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 28 ราย โดยทางกองทัพเรือและกองทัพอากาศได้ส่งอากาศยานและเรือเข้าร่วมสนับสนุนปฏิบัติการกู้ภัยอย่างเร่งด่วน

โรนาลิน เปเรซ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยในบาสิลัน เปิดเผยว่า อุปสรรคสำคัญในขณะนี้คือจำนวนผู้รอดชีวิตที่ถูกส่งตัวเข้ามาเป็นจำนวนมากจนเกินกำลังเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในพื้นที่ โดยระบุว่า “เรากำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรในการรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา” ซึ่งล่าสุดมีผู้รอดชีวิตอย่างน้อย 18 รายถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลท้องถิ่นแล้ว

ทางด้านโฆษกหน่วยยามฝั่งให้ข้อมูลเบื้องต้นจากการสอบถามผู้รอดชีวิตว่า ในขณะเกิดเหตุสภาพอากาศในพื้นที่ค่อนข้างเลวร้ายและมีคลื่นลมแรงมาก อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยยามฝั่งยืนยันว่าเรือลำดังกล่าว “ไม่ได้บรรทุกเกินน้ำหนัก” เนื่องจากมีจำนวนผู้โดยสารอยู่ในเกณฑ์สูงสุดที่ได้รับอนุญาตคือ 352 คน

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีประวัติศาสตร์ภัยพิบัติทางทะเลมาหลายครั้ง เนื่องจากการคมนาคมระหว่างเกาะส่วนใหญ่พึ่งพาเรือเฟอร์รี่ที่มักขาดการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเมื่อปี 2023 เกิดเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ทางภาคใต้ มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 ราย ในปี 2015 เกิดเหตุเรือพลิกคว่ำนอกชายฝั่งเกาะเลย์เต คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 60 ราย และเมื่อปี 1987 เกิดเหตุโศกนาฏกรรมเรือ “โดนญา ปาซ” ชนกับเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 4,000 ราย ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติทางทะเลที่เลวร้ายที่สุดในโลก ในช่วงที่โลกปลอดสงคราม

ขณะนี้ ทางการฟิลิปปินส์ได้สั่งการให้เร่งสอบสวนหาสาเหตุของการอับปางอย่างละเอียดต่อไป โดยผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ถูกส่งตัวไปยังสถานีหน่วยยามฝั่งในเมืองซัมบวงกาและเมืองอิซาเบลาเพื่อรับการดูแล.

ที่มา AFP / Rappler

สุดสลด เด็กชายกาซาถูกยิงดับสลด 2 ชีวิต ขณะออกหาไม้ฟืนท่ามกลางความหนาว

สุดสลด เด็กชายกาซาถูกยิงดับสลด 2 ชีวิต ขณะออกหาไม้ฟืนท่ามกลางความหนาว

26 ม.ค. 2569 11:30 น.

สุดสลด เด็กชายกาซาถูกยิงดับสลด 2 ชีวิต ขณะออกหาไม้ฟืนท่ามกลางความหนาว

เกิดเหตุสุดสลดใจเมื่อเด็กชายชาวปาเลสไตน์ 2 คน ถูกยิงเสียชีวิตจากการปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอล ระหว่างออกไปเก็บไม้ฟืนเพื่อทำอาหารและให้ความอบอุ่นแก่ครอบครัว ท่ามกลางฤดูหนาวอันโหดร้าย 

เด็กชายเคราะห์ร้ายทั้งสองได้แก่ โมฮัมหมัด อัล ซาวารา อายุ 14 ปี และ สุไลมาน อัล ซาวารา อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยทั้งคู่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเช้าวันเสาร์ และถูกนำร่างส่งไปยังโรงพยาบาล อัล-ชีฟา

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ เผยให้เห็นพ่อของหนึ่งในเด็กชาย อุ้มร่างไร้วิญญาณของลูกไว้ในอ้อมแขน ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และความสิ้นหวัง

เด็กทั้งสองอาศัยอยู่กับครอบครัวในพื้นที่ตอนเหนือของฉนวนกาซา โดย ซัลมาน อัล ซาวารา ลุงของเด็ก ๆ เปิดเผยกับ CNN ว่า หลานทั้งสองสนิทกันมาก และเป็นเด็กที่ร่าเริง โดยเขากล่าวทั้งน้ำตาว่า เด็ก ๆเต็มไปด้วยชีวิตและความสุข พวกเขาแค่อยากช่วยพ่อแม่ เลยออกไปหาไม้ฟืนไว้ทำอาหารและให้ความอบอุ่นกับครอบครัวในฤดูหนาวที่โหดร้ายนี้ แต่มาประสบเคราะห์กรรมซะก่อน

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยืนยันกับ CNN ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่ทหารในพื้นที่ ตรวจพบผู้ก่อการร้ายหลายคน ที่ข้ามเส้นสีเหลือง (Yellow Line) วางระเบิด และเคลื่อนที่เข้าใกล้ทหาร จนถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง

แหล่งข่าวทางทหารของอิสราเอลยังอ้างด้วยว่าพวกเขาไม่ใช่เด็ก แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ ประกอบคำกล่าวอ้างดังกล่าว

ขณะที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตยืนยันว่า จุดเกิดเหตุ อยู่ห่างจากเส้นสีเหลืองมาก และอยู่ใกล้ทางเข้าโรงพยาบาล พร้อมประณามว่าสิ่งที่กองทัพเผยคือคำโกหก เด็กเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น

รายงานระบุว่า ในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา เส้นสีเหลืองไม่ได้ถูกทำเครื่องหมายอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าพื้นที่ใดถือเป็นเขตต้องห้าม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เด็กในกาซาซึ่งออกไปหาไม้ฟืนต้องจบชีวิตลง เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ฟาดี และ จูมา อาบู อัสซี เด็กชายวัยเพียง 8 และ 10 ขวบ ออกไปหาไม้ฟืนให้พ่อพิการของพวกเขา ก่อนจะถูก โดรนโจมตีเสียชีวิต โดยกองทัพอิสราเอลยอมรับว่าเป็นผู้โจมตีในเหตุการณ์นั้น โดยเรียกเด็กทั้งสองว่าเป็นผู้ต้องสงสัยที่ข้ามเส้นสีเหลือง และมีพฤติกรรมน่าสงสัย

ด้าน กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลอย่างน้อย 3 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลในเดือนตุลาคม เพิ่มเป็น 484 ราย

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสะสมในฉนวนกาซานับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 อยู่ที่ 71,657 คน โดยกระทรวงฯ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว ไม่แยกพลเรือนกับนักรบ.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

สมาคมไรเฟิลย้ำสิทธิพกพาอาวุธ เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์สอบสวนเหตุยิงดับรายที่ 2 ในมินนิอาโปลิส

สมาคมไรเฟิลย้ำสิทธิพกพาอาวุธ เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์สอบสวนเหตุยิงดับรายที่ 2 ในมินนิอาโปลิส

26 ม.ค. 2569 11:20 น.

สมาคมไรเฟิลย้ำสิทธิพกพาอาวุธ เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์สอบสวนเหตุยิงดับรายที่ 2 ในมินนิอาโปลิส

สมาคมไรเฟิลแห่งชาติสหรัฐฯ (NRA) และกลุ่มรณรงค์สิทธิการครอบครองอาวุธปืนในสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินการ “สอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ” กรณีการเสียชีวิตของ นายอเล็กซ์ เพรตตี วัย 37 ปี พยาบาลวิชาชีพประจำโรงพยาบาลกิจการทหารผ่านศึก ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) ยิงเสียชีวิตในเมืองมินนิอาโปลิส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 

แม้รัฐบาลกลางจะอ้างว่าเพรตตีเป็นอันตรายและถืออาวุธ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้ตรวจสอบวิดีโอหลักฐานซึ่งเผยภาพที่ต่างออกไป ในช่วงก่อนเกิดเหตุ วิดีโอเผยให้เห็นเพรตตีถือ “โทรศัพท์มือถือ” ในมือเพื่อถ่ายคลิปขณะพยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประท้วงหญิงที่ถูกเจ้าหน้าที่ผลักลงกับพื้น

โดยในช่วงการช่วงเผชิญหน้า เพรตตีพยายามเข้าขวางระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประท้วง ก่อนจะยกแขนซ้ายขึ้นบังขณะถูกฉีดสเปรย์พริกไทยใส่ และขณะที่เจ้าหน้าที่หลายนายกดตัวเพรตตีลงกับพื้น มีเสียงตะโกนเตือนเรื่องอาวุธปืน วิดีโอแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่นายหนึ่งดึงปืนพกออกมาจากบริเวณขอบเอวของเพรตตีแล้วถอยฉากออกมา แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เจ้าหน้าที่อีกนายกลับจ่อยิงเข้าที่กลางหลังของเปรตติ 4 นัดซ้อน ตามด้วยเสียงปืนเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่อีกราย

เจ้าหน้าที่รัฐมินนิโซตายืนยันว่า เพรตตีมีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนแบบปกปิด (Concealed Carry) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ เคยตัดสินในปี 2022 ว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

กรณีนี้ยังถูกวิพากษ์จากกลุ่มสนับสนุนสิทธิการครอบครองอาวุธและนักการเมืองหลายฝ่าย ด้านกลุ่ม Gun Owners of America ระบุว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 คุ้มครองสิทธิการพกพาอาวุธของชาวอเมริกัน แม้ในระหว่างการประท้วง

ประเด็นนี้ทำให้ NRA ซึ่งปกติเป็นพันธมิตรกับทรัมป์ ออกมาโจมตีคำกล่าวของ นายบิล เอสเซย์ลี รองอัยการสหรัฐประจำเขตกลางรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ระบุว่า “ใครพกปืนเข้าหาเจ้าหน้าที่เสี่ยงถูกยิงโดยชอบด้วยกฎหมาย” ว่าเป็นความคิดที่ “อันตรายและผิดพลาด” ต่อมาเอสเซย์ลีชี้แจงว่า ความเห็นของเขาถูกตัดตอนจากบริบท โดยอ้างว่าหมายถึงผู้ก่อความวุ่นวายที่เข้าใกล้เจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธและปฏิเสธการปลดอาวุธ ไม่ได้หมายถึงผู้พกปืนอย่างถูกกฎหมาย

ขณะที่ นายโทมัส แมสซี สส. พรรครีพับลิกัน เสริมอย่างรุนแรงว่า “การพกอาวุธปืนไม่ใช่โทษประหารชีวิต แต่มันคือสิทธิที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง ใครไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็ไม่ควรทำงานในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย”

นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ อ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัวและปฏิบัติตามการฝึกฝน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าผู้ประท้วงที่รักสงบไม่ควรพกปืนและกระสุนมาประท้วง

ด้านนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ตอกกลับว่าคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทรัมป์คือ “เรื่องโกหกและไร้สาระ” ส่วนนายกเทศมนตรีเมืองมินนิอาโปลิสเปรียบปฏิบัติการของ ICE ครั้งนี้ว่าเป็นเหมือน “การรุกราน” และพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปกป้องความผิดของเจ้าหน้าที่

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งที่สองในรอบเดือนที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเกี่ยวข้องกับการวิสามัญในมินนิอาโปลิส ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับมาตรฐานการสื่อสารและการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่.

ที่มา BBC  Reuters

จีนประกาศกร้าว กองทัพเดินหน้าปราบคอร์รัปชัน หลังเปิดสอบ 2 บิ๊กทหารสะท้อนความเด็ดขาด “สี จิ้นผิง”

จีนประกาศกร้าว กองทัพเดินหน้าปราบคอร์รัปชัน หลังเปิดสอบ 2 บิ๊กทหารสะท้อนความเด็ดขาด "สี จิ้นผิง"

26 ม.ค. 2569 10:36 น.

จีนประกาศกร้าว กองทัพเดินหน้าปราบคอร์รัปชัน หลังเปิดสอบ 2 บิ๊กทหารสะท้อนความเด็ดขาด “สี จิ้นผิง”

หนังสือพิมพ์ของกองทัพจีน เผยแพร่บทความประกาศกร้าว เดินหน้าปราบคอร์รัปชันในกองทัพ “ไม่มีข้อยกเว้น–ไม่ละเว้นใคร” หลังเปิดสอบ 2 บิ๊กทหารระดับสูง สะท้อนความเด็ดขาดของผู้นำพรรคและปธน.สี จิ้นผิง

วันที่ 25 มกราคม 2569 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หนังสือพิมพ์ PLA Daily ซึ่งเป็นสื่อหลักของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ตีพิมพ์บทบรรณาธิการย้ำจุดยืนว่า จีนจะต่อสู้และต้องชนะสงครามต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพอย่างเด็ดขาด

บทบรรณาธิการเผยแพร่ภายหลังทางการจีนประกาศสอบสวน จาง โหย่วเซี่ย รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง และสมาชิกกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึง หลิว เจิ้นลี่ สมาชิก CMC และเสนาธิการกองบัญชาการร่วม ในข้อหาฝ่าฝืนวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

บทความระบุว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการสอบสวนบุคคลระดับสูงทั้งสองราย เป็นการแสดงจุดยืนชัดเจนว่า การปราบคอร์รัปชันไม่มีพื้นที่ต้องห้าม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และไม่ยอมรับการประนีประนอมใดๆ โดยไม่ว่าผู้กระทำจะอยู่ในตำแหน่งใด หากพัวพันกับการทุจริตจะถูกดำเนินการโดยไม่ละเว้น พร้อมยกการสอบสวนครั้งนี้เป็น ผลลัพธ์สำคัญของการกวาดล้างคอร์รัปชันในกองทัพ และเป็นสัญญาณถึงพลังอำนาจและความมุ่งมั่นของพรรคและกองทัพ

นอกจากนี้ บทความระบุว่า ภายใต้การนำของคณะกรรมการกลางพรรคที่มี สี จิ้นผิง เป็นแกนหลัก กองทัพจะเดินหน้ากวาดล้างการทุจริตทุกรูปแบบ และย้ำปี 2026 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เป็นปีชี้ชะตาสำคัญของการปฏิรูปกองทัพจีน.

ที่มา Xinhua