ทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ครั้งแรก เซ่นพิษสงคราม-การเมืองโลกเดือด

ทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ครั้งแรก เซ่นพิษสงคราม-การเมืองโลกเดือด

26 ม.ค. 2569 10:35 น.

ทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ครั้งแรก เซ่นพิษสงคราม-การเมืองโลกเดือด

ราคาทองคำสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พุ่งเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรก หลังตลาดเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-นาโต กรณีเกาะกรีนแลนด์ และนโยบายภาษีสุดโต่งของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งและดอกเบี้ยขาลงเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ

ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 155,425 บาทต่อออนซ์เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ นับเป็นการสานต่อการทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ราคาดีดตัวแรงกว่า 60% ในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนยังคงมองว่าทองคำเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นทั่วโลก

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาในครั้งนี้ มาจากความตึงเครียดครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรนาโต เกี่ยวกับกรณีเกาะกรีนแลนด์ ผสมโรงกับความกังวลในนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดได้ขู่จะรีดภาษีนำเข้าจากแคนาดาถึง 100% หากแคนาดาตัดสินใจทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน

ไม่เพียงแต่ทองคำเท่านั้น โลหะเงินก็สร้างสถิติพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปเมื่อวันศุกร์ (23 ม.ค.) หลังจากราคาพุ่งขึ้นเกือบ 150% ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความต้องการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ใช่กระดาษของนักลงทุน

นอกจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ได้แก่ ภาวะเงินเฟ้อสูง ที่ยังคงสูงกว่าระดับปกติและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนแอ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกแห่เข้าซื้อทองคำเพื่อสำรองในคลัง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนั้น ความขัดแย้งในยูเครนและฉนวนกาซา รวมถึงกรณีสหรัฐฯ จับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ยิ่งโหมไฟให้ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น

นายนิโคลัส แฟรพเพลล์ จาก ABC Refinery ให้ความเห็นว่า “ข้อดีที่สุดของการถือทองคำคือมันไม่ได้ผูกติดกับหนี้ของใครเหมือนพันธบัตรหรือหุ้น มันคือตัวกระจายความเสี่ยงที่ดีเยี่ยมในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน” ขณะที่นายอาหมัด อัสซีรี นักยุทธศาสตร์จาก Pepperstone เสริมว่า เมื่อผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลเริ่มไม่คุ้มค่าเนื่องจากดอกเบี้ยขาลง “ผู้คนจึงหันหน้าไปหาทองคำ”

นอกจากแรงซื้อจากนักลงทุนและธนาคารกลางแล้ว ความต้องการในเอเชียยังมีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในอินเดีย ซึ่งมอร์แกน สแตนลีย์ เผยว่าครัวเรือนชาวอินเดียถือครองทองคำรวมมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 88.8% ของจีดีพีประเทศ

ส่วนในประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีม้าที่กำลังมาจะถึงในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมีความเชื่อว่าการซื้อทองคำจะนำมาซึ่งโชคลาภ ทำให้ความต้องการทองคำในช่วงนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ.

ที่มา BBC

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตกขณะนำเครื่องขึ้นที่สนามบินรัฐเมน ท่ามกลางพายุหิมะรุนแรง

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตกขณะนำเครื่องขึ้นที่สนามบินรัฐเมน ท่ามกลางพายุหิมะรุนแรง

26 ม.ค. 2569 10:28 น.

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตกขณะนำเครื่องขึ้นที่สนามบินรัฐเมน ท่ามกลางพายุหิมะรุนแรง

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว พร้อม 8 ชีวิตบนเครื่อง ประสบอุบัติเหตุตกขณะนำเครื่องขึ้นบินที่สนามบินรัฐเมน สหรัฐฯ  ท่ามกลางพายุหิมะรุนแรง

เกิดเหตุเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวประสบอุบัติเหตุตกขณะกำลังขึ้นบินจาก สนามบินเมืองแบงกอร์ รัฐเมน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 8 คน อยู่บนเครื่อง ตามการยืนยันของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA

แหล่งข่าวที่รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บของผู้ที่อยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าว

เครื่องบินที่ประสบเหตุเป็น Bombardier Challenger 650 ซึ่งเป็นเครื่องบินเจ็ตธุรกิจ โดยสนามบินแบงกอร์ระบุในแถลงการณ์ว่า ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้เข้าระงับเหตุเมื่อเวลาประมาณ 19.45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ก่อนจะสั่งปิดสนามบินเป็นการชั่วคราว

FAA ระบุว่า จะร่วมกับคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NTSB ทำการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียดต่อไป

เหตุเครื่องบินตกเกิดขึ้นท่ามกลาง พายุหิมะขนาดใหญ่ ที่กำลังเคลื่อนตัวปกคลุมหลายพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ โดยรัฐเมนเผชิญอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ขณะที่หิมะตกเบาบางแต่ส่งผลให้ทัศนวิสัยในการบินต่ำมาก

ข้อมูลจากบันทึกของรัฐบาลกลางระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวจดทะเบียนในนามบริษัทจำกัดแห่งหนึ่งในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส

ขณะเดียวกัน มีการเผยแพร่ไฟล์เสียงการสื่อสารระหว่างหอควบคุมการบินและนักบินจากเว็บไซต์ LiveATC.net ซึ่งบันทึกไว้ได้ไม่กี่นาทีก่อนเกิดอุบัติเหตุ โดยมีการพูดถึงปัญหาทัศนวิสัยต่ำและกระบวนการขจัดน้ำแข็งบนเครื่องบิน แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการสนทนาระหว่างฝ่ายใดกับฝ่ายใด

ในไฟล์เสียงดังกล่าว เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินได้อนุญาตให้นักบินนำเครื่องขึ้นบินจาก รันเวย์ 33 ของสนามบินแบงกอร์ ก่อนที่เกือบสองนาทีต่อมา จะมีเสียงเจ้าหน้าที่ตะโกนผ่านวิทยุว่า “การจราจรทางอากาศทั้งหมดหยุดทันที! การจราจรทั้งหมดหยุด!”

ไม่นานหลังจากนั้น มีเจ้าหน้าที่อีกคนรายงานว่า “มีเครื่องบินพลิกคว่ำ อยู่ในสนามบิน”

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว สนามบินได้สั่งปิดพื้นที่ และอนุญาตให้รถฉุกเฉินเข้าไปในลานบิน โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินระบุในเวลาต่อมาว่า บนเครื่องมี ลูกเรือ 3 คน และผู้โดยสารอีกประมาณ 5 คน

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุ และอาการของผู้ที่อยู่บนเครื่อง โดยทางการสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างเป็นทางการ.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินตก

ผวานิปาห์ อินเดียเร่งตรวจค้างคาวสวนสัตว์ หลังพบผู้ติดเชื้อ 5 รายรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

ผวานิปาห์ อินเดียเร่งตรวจค้างคาวสวนสัตว์ หลังพบผู้ติดเชื้อ 5 รายรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

26 ม.ค. 2569 09:35 น.

ผวานิปาห์ อินเดียเร่งตรวจค้างคาวสวนสัตว์ หลังพบผู้ติดเชื้อ 5 รายรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

ทางการรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย สั่งเร่งดำเนินการตรวจ RT-PCR ค้างคาวในสวนสัตว์ในเมืองกัลกัตตา หลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 5 รายรวมถึงบุคลากรการแพทย์ ย้ำเป็นมาตรการเฝ้าระวังอย่าตื่นตระหนก

วันที่ 25 มกราคม 2569 สำนักข่าวฮินดูสถานไทม์ ของอินเดีย รายงานว่า ทางการรัฐเบงกอลตะวันตกได้เริ่มดำเนินการตรวจหาเชื้อ ไวรัสนิปาห์ ในค้างคาวที่สวนสัตว์อาลีปอร์ เมืองกัลกัตตา โดยใช้การตรวจ RT-PCR ท่ามกลางความกังวลต่อความเสี่ยงการแพร่ระบาด

ตรีปติ ซาห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์อาลีปอร์ ระบุว่า ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยการแพทย์แห่งชาติ ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดตลอดกระบวนการเก็บตัวอย่าง พร้อมเปิดเผยว่า ทีมได้เก็บตัวอย่างเลือดและสารคัดหลั่งจากค้างคาวภายในสวนสัตว์ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน คือช่วงเช้าวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา และเสร็จสิ้นภารกิจก่อนสวนสัตว์เปิดให้ประชาชนเข้าชมในเวลา 09.00 น.

ทั้งนี้ การตรวจค้างคาวในสวนสัตว์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสนิปาห์ หลังจากเมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานว่า บุคลากรทางการแพทย์ 2 รายในโรงพยาบาลเอกชนย่านบาราซัต เขตนอร์ท 24 ปาร์กานัส ตรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่งถือเป็นโรคที่ต้องรายงานต่อรัฐบาลกลางทันที

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นอกจากสวนสัตว์อาลีปอร์แล้ว ทางการยังได้เก็บตัวอย่างค้างคาวในหลายพื้นที่ของรัฐเบงกอลตะวันตก อาทิ มัธยมกรัม บาราซัต และบาซีร์ฮัต โดยสวนสัตว์อาลีปอร์เป็น สถานที่แห่งเดียวในโกลกาตาที่มีกรงค้างคาว จึงถูกบรรจุอยู่ในแผนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

เรือเฟอร์รีฟิลิปปินส์ พร้อมผู้โดยสาร 342 คน ประสบเหตุล่มกลางดึกในทะเลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์

เรือเฟอร์รีฟิลิปปินส์ พร้อมผู้โดยสาร 342 คน ประสบเหตุล่มกลางดึกในทะเลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์

26 ม.ค. 2569 09:01 น.

เรือเฟอร์รีฟิลิปปินส์ พร้อมผู้โดยสาร 342 คน ประสบเหตุล่มกลางดึกในทะเลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์

เรือโดยสารข้ามเกาะ อับปางในทะเลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ หลังออกเดินทางกลางดึก มีผู้โดยสาร-ลูกเรือรวม 359 คน ล่าสุดกู้ภัยช่วยชีวิตได้ 215 คน พบผู้เสียชีวิต 7 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายที่เหลือ

วันที่ 26 มกราคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เรือเฟอร์รี “เอ็ม/วี ทริชา เคิร์สติน 3” ซึ่งเป็นเรือโดยสารและขนส่งสินค้าระหว่างเกาะ ประสบเหตุอับปางช่วงเวลาประมาณหลังเที่ยงคืน บริเวณน่านน้ำทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์

โดยเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า เรือเฟอร์รีลำนี้ออกเดินทางจากเมืองซัมบวงกา มุ่งหน้าไปยังเกาะโจโล จังหวัดซูลู โดยมีผู้โดยสาร 332 คน และลูกเรือ 27 คน รวม 359 คน ก่อนจะประสบปัญหาทางเทคนิคและจมลงในทะเล เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารขึ้นจากทะเลได้แล้วอย่างน้อย 215 คน และพบผู้เสียชีวิต 7 ศพ โดยผู้รอดชีวิตและร่างผู้เสียชีวิตบางส่วนถูกนำขึ้นฝั่งที่เมืองอิซาเบลา เมืองเอกของจังหวัดบาซิลัน ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้หน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือฟิลิปปินส์ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการค้นหา และกู้ภัยร่วมกับเรือประมงท้องถิ่นในพื้นที่อย่างเร่งด่วน. 

ที่มา AFP / CNN

เซเลนสกีเผย ดีลรับรองความมั่นคงจากสหรัฐฯ พร้อมลงนาม 100% แล้ว

เซเลนสกีเผย ดีลรับรองความมั่นคงจากสหรัฐฯ พร้อมลงนาม 100% แล้ว

26 ม.ค. 2569 04:51 น.

เซเลนสกีเผย ดีลรับรองความมั่นคงจากสหรัฐฯ พร้อมลงนาม 100% แล้ว

เซเลนสกีเผย เอกสารหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ พร้อมสำหรับลงนามแล้ว 100% ตามหลังการเจรจา 3 ฝ่ายระหว่างยูเครน, รัสเซีย และสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เอกสารข้อตกลงเรื่องที่สหรัฐฯ จะรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน เสร็จสมบูรณ์และพร้อมลงนามแล้ว 100% หลังจากผ่านการเจรจาเป็นเวลาสองวันโดยมีตัวแทนจากยูเครน สหรัฐฯ และรัสเซียเข้าร่วม

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ณ กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย เซเลนสกีระบุว่าขณะนี้ยูเครนกำลังรอให้พันธมิตรกำหนดวันลงนาม ซึ่งหลังจากนั้นเอกสารดังกล่าวจะถูกส่งไปยังสภาคองเกรสของสหรัฐฯ และรัฐสภายูเครนเพื่อดำเนินการให้สัตยาบันต่อไป

นอกจากนี้ เซเลนสกียังได้ย้ำถึงความพยายามของยูเครนในการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ภายในปี 2570 โดยเรียกเป้าหมายนี้ว่าเป็น “หลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนยอมรับว่า ยังมีข้อแตกต่างในเชิงหลักการระหว่างจุดยืนของยูเครนและรัสเซีย โดยย้ำว่าประเด็นเรื่องดินแดนยังคงเป็นจุดติดขัดสำคัญที่หาข้อสรุปได้ยาก “จุดยืนของเราเกี่ยวกับดินแดน ซึ่งก็คือบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน จะต้องได้รับการเคารพ”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า คณะเจรจาจะเดินทางกลับไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกครั้งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์เพื่อการเจรจารอบถัดไป โดยการหารือที่ผ่านมาครอบคลุมประเด็นทางทหารและเศรษฐกิจในวงกว้าง และรวมถึงความเป็นไปได้ในการ “หยุดยิง” ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับการดูแลและดำเนินงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย ซึ่งปัจจุบันถูกรัสเซียยึดครองและเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

หิมะถล่มหนัก สหรัฐฯ ไฟดับกระทบคนนับล้าน 24 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน

หิมะถล่มหนัก สหรัฐฯ ไฟดับกระทบคนนับล้าน 24 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน

26 ม.ค. 2569 03:53 น.

หิมะถล่มหนัก สหรัฐฯ ไฟดับกระทบคนนับล้าน 24 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน

พายุฤดูหนาวพัดถล่มสหรัฐฯ ทำให้เกิดไฟดับกระทบประชาชนนับล้านคน ขณะที่มีการยกเลิกเที่ยวบินอีกกว่า 10,000 เที่ยวในวันอาทิตย์ ท่ามกลางคำเตือนว่า สถานการณ์จะดำเนินต่อเนื่องไปตลอดสัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุฤดูหนาวขนาดมหึมาพัดถล่มสหรัฐฯ ทำให้ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ ต้องตกอยู่ในสภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ต้องมีการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 10,000 เที่ยวในวันอาทิตย์ (25 ม.ค. 2569) เพราะพายุฤดูหนาวกำลังทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศกลายเป็นอัมพาต

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ของสหรัฐฯ พยากรณ์ว่า พายุลูกนี้จะพัดถล่มพื้นที่ 2 ใน 3 ทางฝั่งตะวันออกของประเทศในวันอาทิตย์และต่อเนื่องไปตลอดสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิลดฮวบลงจนต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และจะส่งผลกระทบที่ “เป็นอันตรายต่อการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน” ต่อเนื่องไปอีกหลายวัน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ PowerOutage.us ระบุว่า ณ เวลา 14:14 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น มีประชาชนจำนวน 1,005,641 รายไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐเทนเนสซี นอกจากนี้ รัฐมิสซิสซิปปี, เทกซัส, ลุยเซียนา, เคนทักกี, จอร์เจีย, เวอร์จิเนีย และแอลาแบมา ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน

เจ้าหน้าที่พยากรณ์ด้วยว่า จะมีหิมะตกหนักตั้งแต่แถบลุ่มแม่น้ำโอไฮโอไปจนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่การสะสมของน้ำแข็งในระดับที่ “ก่อให้เกิดความหายนะ” กำลังคุกคามพื้นที่ตั้งแต่ตอนล่างของลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปีไปจนถึงตอนกลางของฝั่งแอตแลนติกและภาคตะวันออกเฉียงใต้

“พายุลูกนี้มีความพิเศษตรงที่มีขอบเขตความเสียหายแผ่ขยายกว้างขวางมาก” อัลลิสัน ซานโตเรลลี นักอุตุนิยมวิทยาจาก NWS กล่าว พร้อมเสริมว่ามีประชาชนประมาณ 213 ล้านคนที่อยู่ภายใต้การประกาศเตือนภัยสภาพอากาศฤดูหนาวในรูปแบบต่างๆ

“พายุลูกนี้ส่งผลกระทบครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่รัฐนิวเม็กซิโก เทกซัส ไปจนถึงนิวอิงแลนด์ ดังนั้นเรากำลังพูดถึงรัศมีที่แผ่กว้างถึง 3,220 กิโลเมตร”

จนถึงตอนนี้ มีถึง 24 รัฐที่ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วย

ข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightAware.com ระบุว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 10,000 เที่ยวในวันอาทิตย์ และอีกกว่า 8,000 เที่ยวต้องล่าช้าออกไป โดยสายการบินหลักของสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนผู้โดยสารให้เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินและการยกเลิกที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

ด้านนางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เปิดเผยว่า สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลาง (FEMA) ได้จัดเตรียมเสบียง เจ้าหน้าที่ และทีมค้นหาและกู้ภัยไว้ล่วงหน้าในหลายรัฐแล้ว พร้อมทั้งเตือนให้ชาวอเมริกันเพิ่มความระมัดระวัง

ทั้งนี้ พายุฤดูหนาวขนาดมหึมานี้เป็นผลมาจากกระแสลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ที่แผ่ขยายตัวออก ซึ่งโดยปกติจะเป็นมวลอากาศเย็นความกดอากาศต่ำแถบอาร์กติกที่ก่อตัวเป็นวงกลมค่อนข้างแคบ แต่บางครั้งอาจเปลี่ยนรูปทรงเป็นวงรี และส่งมวลอากาศเย็นทะลักเข้าสู่พื้นที่บริเวณกว้าง ซึ่งในกรณีนี้คือทวีปอเมริกาเหนือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

26 ม.ค. 2569 02:25 น.

แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

นายกรัฐมนตรีแคนาดายืนยัน ไม่ได้คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตั้งกำแพงภาษี 100% หากทำข้อตกลงการค้ากับจีน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดากล่าวว่า ประเทศของเขาไม่มีความตั้งใจที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน หลังก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 100% หากแดนเมเปิลเดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน

คาร์นีย์ระบุว่า ข้อตกลงที่เขาเพิ่งทำกับจีนไปนั้น เป็นเพียงการปรับลดภาษีศุลกากรในบางภาคส่วน ที่แคนาดาเรียกเก็บจากจีนไปก่อนหน้านี้เท่านั้น

ผู้นำแคนาดาบอกอีกว่า ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) มีข้อผูกพันระบุไว้ว่า จะไม่ดำเนินการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่ไม่มีระบบตลาด (Non-market economies) โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าได้

“เราไม่มีความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้นกับจีนหรือประเทศเศรษฐกิจที่ไม่มีระบบตลาดอื่นๆ” คาร์นีย์กล่าว “สิ่งที่เราทำกับจีนคือการแก้ไขปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาให้ถูกต้องเท่านั้น”

เมื่อปี 2567 แคนาดาดำเนินการตามสหรัฐฯ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนในอัตรา 100% รวมถึงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% ซึ่งทางจีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันคาโนลาและกากคาโนลาจากแคนาดา 100% และเก็บภาษีเนื้อหมูและอาหารทะเล 25%

อย่างไรก็ตาม ในเดือนนี้ คาร์นีย์ดำเนินนโยบายต่างออกไปจากสหรัฐฯ โดยระหว่างเดินทางเยือนจีน เขาตัดสินใจปรับลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนลง 100% เพื่อแลกกับการที่จีนยอมลดภาษีสินค้าเกษตรและประมงของแคนาดา

คาร์นีย์ระบุว่า ในระยะแรกจะมีการจำกัดจำนวนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสู่แคนาดาไว้ที่ 49,000 คันต่อปี โดยเสียภาษีในอัตรา 6.1% และจะเพิ่มโควตาเป็นประมาณ 70,000 คันภายในระยะเวลา 5 ปี

นอกจากนั้น นายคาร์นีย์ยังกล่าวว่าโควตานำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจีนในช่วงแรกคิดเป็นเพียงประมาณ 3% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด 1.8 ล้านคันต่อปีในแคนาดา และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน คาดว่าจีนจะเริ่มเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ของแคนาดาภายใน 3 ปี

ทั้งนี้ คำพูดล่าสุดของนายกฯ แคนาดาเกิดขึ้นหลังจาก เมื่อวันเสาร์ (24 ม.ค.) นายทรัมป์โพสต์ข้อความข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า หากคาร์นีย์ “คิดจะทำให้แคนาดาเป็น ‘จุดกระจายสินค้า’ ให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้ามายังสหรัฐฯ ละก็ เขาคิดผิดอย่างมหันต์”

ขณะที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในรายการ This Week ของสถานีโทรทัศน์ ABC ว่า “เราจะปล่อยให้แคนาดากลายเป็นช่องทางที่จีนใช้ส่งสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามายังสหรัฐฯ ไม่ได้”

“เรามีข้อตกลง USMCA อยู่ แต่จากพื้นฐานของข้อตกลงนั้น ซึ่งกำลังจะมีการเจรจาใหม่ในช่วงฤดูร้อนนี้ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กำลังทำอะไรอยู่ นอกจากพยายามสร้างภาพลักษณ์จอมปลอม ให้กับบรรดาเพื่อนกลุ่มโลกาภิวัตน์ของเขาที่งานดาวอส”

อนึ่ง คาร์นีย์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวที่ต้องการให้ประเทศต่างๆ หาทางเชื่อมโยงกันเพื่อคานอำนาจกับสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ โดยคาร์นีย์ได้กล่าวในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์ ว่า “กลุ่มประเทศมหาอำนาจกลางต้องร่วมมือกัน เพราะถ้าคุณไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณก็จะเป็นเพียงหนึ่งในรายการอาหารบนโต๊ะนั้น”

คาร์นีย์ยังกล่าวประณามการที่ประเทศมหาอำนาจ ใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ และใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือในการต่อรอง จนได้รับคำชื่นชมและความสนใจอย่างกว้างขวาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

แฟนคลับร่วมอำลา แพนด้าคู่สุดท้ายในญี่ปุ่น ก่อนถูกส่งกลับจีน

แฟนคลับร่วมอำลา แพนด้าคู่สุดท้ายในญี่ปุ่น ก่อนถูกส่งกลับจีน

26 ม.ค. 2569 00:56 น.

แฟนคลับร่วมอำลา แพนด้าคู่สุดท้ายในญี่ปุ่น ก่อนถูกส่งกลับจีน

ชาวญี่ปุ่นแห่เข้าชม แพนด้ายักษ์ 2 ตัวสุดท้ายในประเทศ ก่อนที่พวกมันจะถูกส่งกลับจีนในสิ้นเดือนนี้ ท่ามกลางปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. 2569 ว่า ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หลั่งไหลไปยังสวนสัตว์อุเอโนะในกรุงโตเกียว เพื่อบอกลา “เซียวเซียว” กับ “เล่ยเล่ย” แพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะถูกส่งตัวกลับจีนในช่วงสิ้นเดือนนี้ หลังจากทั้งสองประเทศมีปัญหาทางการทูตระหว่างกัน

การจากไปของแพนด้าฝาแฝดวัย 4 ปีคู่นี้ จะทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะ “ไร้หมีแพนด้า” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2515 ส่งผลให้มีผู้คนนับพันพากันสมัครขอรับบัตรเข้าชมผ่านระบบจับสลากเพื่อหวังจะได้บอกลาพวกมันเป็นครั้งสุดท้าย

“ฉันมาที่นี่ตั้งแต่สมัยพ่อแม่ของเซียวเซียวกับเล่ยเล่ยยังอยู่” มาจิโกะ เซกิ พนักงานในภาคการเงินวัย 54 ปีกล่าว “รู้สึกเหมือนเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งกำลังจะปิดฉากลง”

แม้ว่าแผนการย้ายพวกมันกลับจีนจะมีการเตรียมการมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่การที่ญี่ปุ่นจะไม่มีหมีแพนด้าหลงเหลืออยู่เลยในอนาคตอันใกล้นี้ ถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่เสื่อมถอยลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ผู้เข้าชมแห่กันไปชม
ผู้เข้าชมแห่กันไปชม “เซียวเซียว” และ “เล่ยเล่ย” หมีแพนด้ายักษ์ที่สวนสัตว์อุเอโนะ ในกรุงโตเกียว เป็นครั้งสุดท้าย

ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศปะทุขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 หลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ระบุว่าหากเกิดเหตุการณ์สมมติที่จีนโจมตีไต้หวัน อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารจากญี่ปุ่น สร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลจีน ซึ่งอ้างความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นความตึงเครียดทางการเมืองไม่ใช่สิ่งที่ผู้มาเยือนสวนสัตว์ให้ความสำคัญ โดยผู้เข้าชมแต่ละคนได้รับอนุญาตให้ใช้เวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้นในการรับชมหมีแพนด้า

“แพนด้าเหล่านี้มอบสิ่งต่างๆ ให้ฉันมากมาย ทั้งพลัง ความกล้าหาญ และการเยียวยาจิตใจ” เซกิกล่าว “วันนี้ฉันจึงอยากมาเพื่อแสดงความขอบคุณ”

แม้แต่ผู้ที่สุ่มไม่ได้บัตรเข้าชมก็ยังเดินทางมาที่นี่ เช่น นาง อากิโกะ คาวาคามิ แม่บ้านวัย 49 ปี ซึ่งกล่าวว่า “ที่ฉันมาวันนี้ เพราะแค่อยากจะมาสูดอากาศเดียวกับพวกแพนด้าเท่านั้นเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ให้การไม่ตรงกัน จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

ให้การไม่ตรงกัน จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

25 ม.ค. 2569 23:34 น.

ให้การไม่ตรงกัน จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และเจ้าหน้าที่ในรัฐมินนิโซตา ได้ให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง นายอเล็กซ์ เพรตติ วัย 37 ปี จนเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

เกือบจะทันทีหลังจากมีรายงานเหตุยิงกันออกมาครั้งแรก เจ้าหน้าที่ DHS รายหนึ่งระบุว่า เหยื่อ “มีอาวุธปืนพร้อมซองกระสุน 2 ซอง” หลังจากนั้นไม่นาน ทางกระทรวงฯ แถลงว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนความพยายามปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง

DHS ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการจับกุมผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรายหนึ่งซึ่ง “เป็นที่ต้องการตัวในคดีทำร้ายร่างกายโดยใช้ความรุนแรง” ในขณะนั้นได้มี “บุคคลหนึ่งเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ พร้อมปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม.”

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า “เจ้าหน้าที่พยายามปลดอาวุธผู้ต้องสงสัย แต่ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากเกรงว่าชีวิตของตนและเพื่อนร่วมงานจะไม่ปลอดภัย ทีมแพทย์ในที่เกิดเหตุเข้าปฐมพยาบาลผู้ถูกยิงทันที แต่เขาได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”

ทางด้าน นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ระบุว่า การลำดับเหตุการณ์ที่ทาง DHS บอกนั้น “ไร้สาระ” และ “โกหก” โดยระบุว่าเขาได้ดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์ยิงกันดังกล่าวแล้ว

“สิ่งที่ผมเห็นกับตา และสิ่งที่พวกคุณกำลังจะได้เห็นกับตาตัวเอง ทำให้เรื่องที่พวกเขาอ้างนั้นเชื่อได้ยากมาก” นายวอลซ์กล่าว “ผมได้ดูวิดีโอจากหลายมุมกล้องแล้ว และมันน่าสะอิดสะเอียนมาก”

ขณะที่นาย เจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส ระบุเช่นกันว่าเขาได้ดูวิดีโอเหตุการณ์แล้ว โดยบรรยายภาพที่เห็นว่า “เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากมากกว่า 6 คน กำลังรุมซ้อมประชาชนของเราคนหนึ่งและยิงเขาจนเสียชีวิต”

ด้าน CNN ระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวดูเหมือนจะแสดงให้เห็นภาพที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง หยิบปืนออกมาจากตัวนายเพรตติ เพียงครู่เดียวก่อนจะระดมยิงเขาจนเสียชีวิต นอกจากนี้ พยานในที่เกิดเหตุยังให้การว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามจะหยิบปืนแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อัฟกานิสถานอ่วม หิมะถล่มหนัก ดับแล้ว 61 ศพ เจ็บนับร้อย

อัฟกานิสถานอ่วม หิมะถล่มหนัก ดับแล้ว 61 ศพ เจ็บนับร้อย

25 ม.ค. 2569 21:47 น.

อัฟกานิสถานอ่วม หิมะถล่มหนัก ดับแล้ว 61 ศพ เจ็บนับร้อย

อัฟกานิสถานเผชิญหิมะตกหนักและฝนตกต่อเนื่องตลอด 3 วันที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 61 ศพ และบาดเจ็บอีกนับร้อยราย โดยทางการเตือนว่าจำนวนอาจเพิ่มขึ้นอีก

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติของอัฟกานิสถานเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ (24 ม.ค. 2569) ว่า เหตุหิมะตกหนักและฝนตกต่อเนื่องตลอดสามวันที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 100 รายทั่วประเทศ ขณะที่ทางการกำลังเร่งดำเนินการเปิดเส้นทางสัญจรและพยายามเข้าถึงหมู่บ้านต่างๆ ที่ถูกตัดขาด

นายยูซาฟ ฮัมหมัด โฆษกสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 61 ศพ และบาดเจ็บอีก 110 ราย นอกจากนี้ยังมีบ้านเรือนถูกทำลายทั้งหมดหรือบางส่วนอีก 458 หลัง และสัตว์เลี้ยงล้มตายหลายร้อยตัวใน 15 จังหวัด จากทั้งหมด 34 จังหวัดของอัฟกานิสถาน

นายฮัมหมัดกล่าวว่า ตัวเลขความสูญเสียอาจมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากจังหวัดต่างๆ

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่มีความเปราะบางสูงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยเหตุหิมะตกและฝนตกหนักมักเป็นชนวนให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนครั้งละหลายสิบหรืออาจถึงหลายร้อยราย โดยในปี 2567 อัฟกานิสถานมีผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันในช่วงฤดูใบไม้ผลิมากกว่า 300 ศพ

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ สภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา การตัดไม้ทำลายป่า และผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากภัยพิบัติเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลซึ่งบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากดินโคลน

นอกจากนั้น จังหวัดทางตะวันออกของประเทศยังคงอยู่ระหว่างฟื้นฟู จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมกับพฤศจิกายนปีก่อน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อหมู่บ้านต่างๆ และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 2,200 ศพ

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า อัฟกานิสถานจะยังคงเป็น “หนึ่งในพื้นที่วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2569” โดยทาง UN และพันธมิตรด้านมนุษยธรรมได้ร่วมกันประกาศขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วนเป็นจำนวนเงิน 1.7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนเกือบ 18 ล้านคนในอัฟกานิสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr