จีนประกาศตัวเลขดุลการค้าปี 68 สูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เจอภาษีทรัมป์กดดัน

จีนประกาศตัวเลขดุลการค้าปี 68 สูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เจอภาษีทรัมป์กดดัน

15 ม.ค. 2569 07:57 น.

จีนประกาศตัวเลขดุลการค้าปี 68 สูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เจอภาษีทรัมป์กดดัน

จีนประกาศตัวเลขดุลการค้าปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้การค้ากับสหรัฐชะลอจากมาตรการภาษีทรัมป์ แต่พบว่าการส่งออกไปอาเซียน แอฟริกา ละตินอเมริกา พุ่งชดเชย

วันที่ 14 มกราคม 2569 สำนักงานศุลกากรจีน ประกาศตัวเลขการค้าปี 2568 ทำสถิติดุลการค้าสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 41.6 ล้านล้านบาท นับเป็นครั้งแรกที่ดุลการค้าจีนทั้งปีทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีและนโยบายการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ 

โฆษกสำนักงานศุลกากรจีนระบุว่า ตัวเลขนี้สูงกว่าสถิติเดิมในปี 2567 ที่อยู่ราว 993,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยอมรับว่าการค้ากับสหรัฐอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถูกชดเชยด้วยการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปยัง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ละตินอเมริกา และยุโรป

ทางด้านนายหวัง จวิน รองผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรจีน แถลงว่า ตัวเลขการค้าปีนี้ถือเป็นผลงานพิเศษที่ได้มาอย่างยากลำบาก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายของการค้าโลก พร้อมชี้ว่า จีนมีการส่งออกเพิ่มขึ้นในกลุ่ม เทคโนโลยีสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ และหุ่นยนต์

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า ดุลการค้าจำนวนมหาศาลของจีนสะท้อนความต้องการสินค้าจีนในตลาดโลกที่ยังแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศยังชะลอจากวิกฤติอสังหาริมทรัพย์และหนี้ที่เพิ่มสูง ทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% ตลอดปีที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ประกาศ เริ่มเฟส 2 ของแผนสันติภาพกาซา

สหรัฐฯ ประกาศ เริ่มเฟส 2 ของแผนสันติภาพกาซา

15 ม.ค. 2569 06:26 น.

สหรัฐฯ ประกาศ เริ่มเฟส 2 ของแผนสันติภาพกาซา

ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประกาศเริ่ม เฟส 2 ของแผนการสันติภาพกาซา 20 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ทำให้กาซาเป็นเขตปลอดทหารโดยสมบูรณ์และฟื้นฟูบ้านเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 14 ม.ค. 2569 นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่ม “เฟส 2” ของแผนการสันติภาพ 20 ข้อ เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 ปีแล้ว

นายวิตคอฟฟ์ ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธว่า แผนสันติภาพ 20 ข้อของนายทรัมป์กำลัง “เปลี่ยนผ่านจากการหยุดยิงไปสู่การปลอดทหาร การปกครองโดยรัฐบาลเทคโนแครต (ผู้เชี่ยวชาญ) และการฟื้นฟูบูรณะ”

วิตคอฟฟ์กล่าวว่า ในระยะที่สองจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อปกครองฉนวนกาซา และจะดำเนินการทำให้ฉนวนกาซาเป็นเขตปลอดทหารโดยสมบูรณ์และทำการฟื้นฟูบูรณะ

“สหรัฐฯ คาดหวังให้กลุ่มฮามาสปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วน รวมถึงการส่งคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายในทันที หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ร้ายแรง” นายวิตคอฟฟ์กล่าว

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานสื่อของรัฐบาลในกาซาระบุว่า อิสราเอลได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางมาแล้วมากกว่า 1,190 ครั้ง นับตั้งแต่มีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตมากกว่า 400 ราย และมีการปิดกั้นความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมไม่ให้เข้าสู่พื้นที่

กลุ่มฮามาสประณามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอิสราเอลมาตลอด แต่พวกเขายังไม่แสดงความเห็นเรื่องประกาศของนายวิตคอฟฟ์

ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีราระบุว่า กลุ่มฮามาสเคยระบุว่า พวกเขาพร้อมจะสละอำนาจในการบริหารในกาซา ตามที่ระบุไว้ภายใต้แผนการของทรัมป์ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า โครงสร้างและอำนาจองค์กรชั่วคราวที่คาดว่าจะเข้ามาปกครองฉนวนกาซานั้น จะมีหน้าตาอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีคำถามเกี่ยวกับการฟื้นฟูบูรณะฉนวนกาซา ซึ่งอาคารมากกว่า 80% ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายจากการระดมยิงถล่มของอิสราเอล

ทั้งนี้ แผนการสันติภาพกาซา 20 ข้อของสหรัฐฯ ซึ่งถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน ยังรวมถึงการจัดตั้ง “คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ” (Board of Peace) ที่มี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธาน และการประจำการ “กองกำลังรักษาสถียรภาพระหว่างประเทศ” เพื่อดูแลความปลอดภัยในกาซา

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า นายนิโคไล มลาเดนอฟ อดีตทูตพิเศษสหประชาชาติประจำตะวันออกกลาง จะเป็นผู้นำคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งจะมีหน้าที่กำกับดูแลรัฐบาลเทคโนแครตของปาเลสไตน์ที่จะมาบริหารฉนวนกาซา

ประเทศตัวกลางอย่างกาตาร์ ตุรกี และอียิปต์ ต่างแสดงความยินดีต่อการจัดตั้งรัฐบาลเทคโนแครตของปาเลสไตน์ โดยระบุว่าจะมีนายอาลี อับเดล ฮามิด ชาธ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวางแผนขององค์การบริหารปาเลสไตน์เป็นผู้นำ

นอกจากนี้ พวกเขายังเน้นย้ำว่าทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการฟื้นฟูบูรณะกาซา

อย่างไรก็ตาม นายมาร์วาน บิชารา นักวิเคราะห์การเมืองอาวุโสของอัลจาซีรา ได้ตั้งคำถามว่าแผนการที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามของอิสราเอลในกาซานี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการนี้ “ถูกจัดฉากมาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายอิสราเอล”

“คุณจะมีกระบวนการที่ยุติธรรมในการก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร หากฝ่ายหนึ่งได้รับการเอาใจอยู่ตลอดเวลาในขณะที่อีกฝ่ายเสียเปรียบ?” บิชารากล่าว พร้อมเสริมว่าเสรีภาพและสิทธิของชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ก็ถูกละเลยเช่นกัน

“ประชาชนในกาซายังคงต้องทนทุกข์ทรมาน… ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะผู้ติดตามกำลังเฉลิมฉลอง [และ] วางตัวเป็น ‘ผู้สร้างสันติภาพ’ ตามที่พวกเขาเรียกกัน” บิชารากล่าว “อิสราเอลไม่ได้สนใจที่จะออกจากกาซา สหรัฐฯ เองก็ไม่ได้สนใจที่จะกดดันอิสราเอล ดังนั้นผมจึงคิดว่าในระยะที่สองนี้ เราจะติดหล่มอยู่ตรงนี้ไปอีกนานแสนนาน”

ในขณะเดียวกัน องค์การสหประชาชาติ (UN) และกลุ่มสิทธิมนุษยชนชั้นนำที่ปฏิบัติงานในฉนวนกาซา ยังคงเรียกร้องให้อิสราเอลอนุญาตให้มีการจัดส่งความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ได้อย่างไร้อุปสรรค ซึ่งรวมถึงอาหาร อุปกรณ์สำหรับที่พักอาศัย และเครื่องจักรที่จำเป็นในการกำจัดซากปรักหักพังและฟื้นฟูบ้านเรือนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

เดนมาร์กคุยสหรัฐฯ ปมกรีนแลนด์ ยอมรับสองฝ่ายจุดยืนต่างกัน

เดนมาร์กคุยสหรัฐฯ ปมกรีนแลนด์ ยอมรับสองฝ่ายจุดยืนต่างกัน

15 ม.ค. 2569 03:46 น.

เดนมาร์กคุยสหรัฐฯ ปมกรีนแลนด์ ยอมรับสองฝ่ายจุดยืนต่างกัน

รัฐมนตรีต่างประเทศของกรีนแลนด์และเดนมาร์ก เข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกในความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์ โดยฝ่ายเดนมาร์กยอมรับว่า ความเห็นยังไม่ตรงกัน

เมื่อวันพุธที่ 15 ม.ค. 2569 นางวิเวียน มอตซ์เฟลด์ต รัฐมนตรีต่างประเทศกรีนแลนด์ และ ลาร์ส เลิกเกอ ราสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ เพื่อประชุมร่วมกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เพื่อหาทางออกเรื่องกรีนแลนด์

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์กมาครอบครอง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง

นายราสมุสเซนกล่าวในงานแถลงข่าวหลังการประชุมที่ทำเนียบขาวว่า การพูดคุยเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ แต่จุดยืนเรื่องอนาคตของกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ กับเดนมาร์กดูจะแตกต่างกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงทัศนะของเขาอย่างชัดเจนแล้ว แต่เดนมาร์กมี “จุดยืนที่ต่างออกไป”

“เรายังคงมีความเห็นต่างในระดับรากฐาน แต่เราจะยังคงพูดคุยกันต่อไป” นายราสมุสเซนกล่าว และเสริมว่า การที่สหรัฐฯ จะเข้าซื้อกรีนแลนด์นั้น “ไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง”

นายราสมุสเซนบอกกับสื่อว่า ทรัมป์ต้องการที่จะ “ยึด” กรีนแลนด์อย่างชัดเจน แต่ในมุมมองของเขา การประชุมครั้งนี้ได้ “เปลี่ยนจุดยืนของสหรัฐฯ” ไปแล้ว เขายังประกาศจัดตั้ง คณะทำงานร่วม ระหว่างประเทศ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในอนาคต โดยจะมีการประชุมกันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

นายราสมุสเซนเผยอีกว่า เดนมาร์กกำลังพิจารณาว่าจะมีโอกาสใดบ้างที่จะตอบสนองความต้องการของทรัมป์ โดยที่ยังคงเคารพ “เส้นตาย” (Red Lines) ของราชอาณาจักรเดนมาร์กอยู่ “นั่นคืองานที่เราจะเริ่มทำ ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่นั้น ผมเองก็ยังไม่ทราบ”

รัฐมนตรีต่างประเทศของเดนมาร์กยังระบุด้วยว่า เดนมาร์กพร้อมที่จะยกระดับการสนับสนุนด้านความมั่นคงให้แก่กรีนแลนด์ และปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ว่ากรีนแลนด์กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจากภัยคุกคามของจีนหรือรัสเซีย

ด้านนางมอตซ์เฟลด์ตกล่าวว่า สหรัฐฯ และกรีนแลนด์จำเป็นต้องกลับไปสู่ “ความสัมพันธ์ในระดับปกติแบบที่เราเคยมี” และกล่าวเสริมด้วยว่า การหาจุดสมดุลและทำงานร่วมกันในฐานะพันธมิตรนั้นเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

“เราเป็นพันธมิตรกัน เราเป็นเพื่อนกัน” เธอกล่าว พร้อมระบุด้วยว่ากรีนแลนด์ได้เน้นย้ำ “หลายต่อหลายครั้งแล้วว่าจุดยืนของเราอยู่ตรงไหน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

15 ม.ค. 2569 02:35 น.

สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

(ภาพจาก AFP PHOTO / PLANET LABS PBC)

สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรเริ่มลดจำนวนบุคลากรที่ฐานทัพอากาศในกาตาร์ ท่ามกลางความตึงเครียดหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน ขณะที่เตหะรานก็เตือนว่าจะตอบโต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรพากันลดจำนวนบุคลากรที่ฐานทัพอากาศ “อัล-อูเดด” ในกาตาร์ ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับอิหร่าน จากกรณีที่อิหร่านใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล

เจ้าหน้าที่หลายคนบอกกับสำนักข่าว CBS ว่า การถอนกำลังบางส่วนของอเมริกานั้นเป็น “มาตรการป้องกันไว้ก่อน” ขณะที่ BBC เข้าใจว่ามีบุคลากรทางทหารของสหราชอาณาจักรบางส่วน ถูกถอนกำลังออกจากฐานทัพดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ อัล-อูเดด (Al-Udeid) เป็นฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง และมีบุคลากรประจำการอยู่ที่นั่นประมาณ 10,000 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสหราชอาณาจักรอีกประมาณ 100 นาย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการถอนกำลังออกไปเป็นจำนวนเท่าใด

แถลงการณ์ของรัฐบาลกาตาร์ระบุว่า มาตรการต่างๆ ที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่นั้นเป็นไปเพื่อ “ตอบสนองต่อความตึงเครียดในภูมิภาคที่เกิดขึ้นในขณะนี้”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ จะใช้ “มาตรการที่รุนแรงมาก” ต่ออิหร่าน หากทางการประหารชีวิตผู้ประท้วง ขณะที่อิหร่านเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ว่าอาจโจมตีฐานทัพเหล่านั้น หากวอชิงตันโจมตีเข้ามา

จากข้อมูลของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ระบุว่า การประท้วงใหญ่ในประเทศอิหร่านซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 2,600 ศพ โดยรัฐบาลอิหร่านพยายามรับมือการประท้วงแบบ 2 ทาง โดยยอมรับว่าการประท้วงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจนั้นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ในขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรงควบคู่กันไปด้วย

ด้านที่ปรึกษาอาวุโสของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวเตือน โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า การโจมตีฐานทัพ อัล-อูเดด เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความสามารถของอิหร่านในการตอบโต้การโจมตีทุกรูปแบบ

“สิ่งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเจตจำนงและขีดความสามารถของอิหร่านในการตอบโต้การโจมตีใดๆ ได้อย่างแน่นอน” อาลี ชามคานี ระบุในโพสต์บน X

ในขณะเดียวกัน คณะผู้แทนทูตสหรัฐฯ ประจำซาอุดีอาระเบีย แนะนำให้บุคลากรและพลเมืองอเมริกัน “เพิ่มความระมัดระวังและจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยังสถานที่ทางทหารทุกแห่งในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กต.สหรัฐฯ ยืนยัน ระงับออกวีซ่า “พำนักถาวร” สำหรับ 75 ประเทศรวมไทย

กต.สหรัฐฯ ยืนยัน ระงับออกวีซ่า “พำนักถาวร” สำหรับ 75 ประเทศรวมไทย

15 ม.ค. 2569 01:21 น.

กต.สหรัฐฯ ยืนยัน ระงับออกวีซ่า “พำนักถาวร” สำหรับ 75 ประเทศรวมไทย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยัน จะระงับการออกวีซ่า “พำนักถาวร” สำหรับ 75 ประเทศ รวมไทย เริ่ม 21 ม.ค.นี้ เพื่อเพิ่มการคัดกรอง ไม่ให้เข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์จากสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ

เมื่อ 14 ม.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า พวกเขาจะระงับกระบวนการออกวีซ่า “พำนักถาวร” (Immigrant Visa) สำหรับ 75 ประเทศ ที่ผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเหล่านั้น เข้ามาใช้สวัสดิการจากประชาชนชาวอเมริกันในอัตราที่สูงเกินกว่าจะยอมรับได้

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกอีกว่า การระงับนี้จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถมั่นใจได้ว่าผู้อพยพรายใหม่จะไม่เข้ามาสูบกินความมั่งคั่งจากประชาชนชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังระงับกระบวนการขอวีซ่าพำนักถาวรสำหรับ 75 ประเทศ เพื่อกวาดล้างผู้ขอวีซ่าที่สหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่ามีแนวโน้มจะกลายเป็นภาระแก่สาธารณะ (public charge) ซึ่งหมายถึงผู้ที่ต้องพึ่งพารัฐบาลในการดำรงชีพหรือเข้ารับการดูแลระยะยาว

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ รวมถึง โซมาเลีย, รัสเซีย, อัฟกานิสถาน, บราซิล, อิหร่าน, อิรัก, อียิปต์, ไนจีเรีย, ไทย, เยเมน และประเทศอื่นๆ

การระงับดังกล่าวจะเริ่มต้นในวันที่ 21 ม.ค.นี้ และจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าทางกระทรวงจะดำเนินการประเมินกระบวนการออกวีซ่าใหม่เสร็จสิ้น

ทั้งนี้ การระงับดังกล่าวไม่รวมการขอวีซ่าชั่วคราว (Nonimmigrant Visa) สำหรับผู้มีความประสงค์จะพำนักอยู่ในสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว เช่นเพื่อการท่องเที่ยว, การรักษาพยาบาล, ธุรกิจ, การทำงานชั่วคราว หรือการศึกษา เป็นต้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : x.com/StateDept

อิหร่านเตือนเพื่อนบ้าน อาจถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หากวอชิงตันโจมตี

อิหร่านเตือนเพื่อนบ้าน อาจถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หากวอชิงตันโจมตี

15 ม.ค. 2569 00:19 น.

อิหร่านเตือนเพื่อนบ้าน อาจถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หากวอชิงตันโจมตี

(ภาพจาก AFP PHOTO / HO / IRANIAN ARMY OFFICE)

อิหร่านเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ว่าอิหร่านอาจโจมตีฐานดังกล่าว หากสหรัฐฯ โจมตีเตหะรานตามคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันพุธที่ 14 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านออกโรงเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานทัพของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ว่าพวกเขาจะโจมตีฐานทัพอเมริกันหากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตามคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางการประท้วงรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

“เตหะรานได้แจ้งต่อประเทศในภูมิภาค ตั้งแต่ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปจนถึงตุรกีว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเหล่านั้นจะถูกโจมตี หากสหรัฐฯ พุ่งเป้าโจมตีอิหร่าน” เจ้าหน้าที่รายนี้ระบุ และเสริมว่า อิหร่านได้ร้องขอให้พันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคช่วยขัดขวางไม่ให้วอชิงตันโจมตีอิหร่านด้วย

ขณะเดียวกัน นักการทูตอย่างน้อย 3 คนบอกกับรอยเตอร์สว่า บุคลากรบางส่วนได้รับคำแนะนำให้ออกจากฐานทัพอากาศ “อัล-อูเดด” ซึ่งเป็นฐานหลักของสหรัฐฯ ในกาตาร์ แม้จะยังไม่มีสัญญาณของการอพยพทหารขนานใหญ่ก็ตาม โดยฐานทัพแห่งนี้เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านมาแล้วเมื่อปีก่อน เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์

นักการทูตรายหนึ่งอธิบายว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนท่าทีเพื่อรับมือสถานการณ์ มากกว่าเป็นการอพยพ นอกจากนั้นยังไม่มีสัญญาณของการเคลื่อนย้ายทหารจำนวนมากออกจากฐานทัพ อัล-อูเดด ไปยังสนามกีฬาและห้างสรรพสินค้าใกล้เคียง อย่างที่เคยเกิดขึ้นก่อนการโจมตีเมื่อปีก่อน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ขู่อิหร่านหลายครั้งว่า จะเข้าแทรกแซงเพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงในอิหร่าน โดยล่าสุดกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในการประท้วงดังกล่าวซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้วสูงถึง 2,600 ศพ

ทางการอิหร่านกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่า เป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ ผ่านกลุ่มคนที่ทางอิหร่านเรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอลรายหนึ่งอ้างว่า ตามการประเมินของอิสราเอล ทรัมป์ตัดสินใจที่จะเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในอิหร่านแล้ว แม้จะยังไม่ชัดเจนว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อไรและมีขอบเขตกว้างแค่ไหน

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเข้าแทรกแซงในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยในวันอังคาร เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า จะใช้มาตรการที่รุนแรงมาก หากอิหร่านประหารชีวิตกลุ่มผู้ประท้วง โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เพิ่งเรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป พร้อมประกาศระงับการพูดคุยกับอิหร่านทั้งหมด และเสริมว่า ความช่วยเหลือกำลังไปหาชาวอิหร่านแล้ว

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยืนยันในวันพุธว่า การติดต่อสื่อสารโดยตรงระหว่าง นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน และนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ถูกระงับแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ จ่อระงับ กระบวนการขอวีซ่า ใน 75 ประเทศ รวมไทย

สหรัฐฯ จ่อระงับ กระบวนการขอวีซ่า ใน 75 ประเทศ รวมไทย

14 ม.ค. 2569 22:33 น.

สหรัฐฯ จ่อระงับ กระบวนการขอวีซ่า ใน 75 ประเทศ รวมไทย

สหรัฐฯ เตรียมระงับออกวีซ่าพำนักถาวรให้ประชาชนจาก 75 ประเทศ รวมถึงไทยด้วย เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ หวั่นเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์จากสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่ม 21 ม.ค.นี้

สำนักข่าว Fox News รายงานเมื่อ 14 ม.ค. 2568 ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังระงับกระบวนการขอวีซ่าพำนักถาวรสำหรับ 75 ประเทศ เพื่อกวาดล้างผู้ขอวีซ่าที่สหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่ามีแนวโน้มจะกลายเป็นภาระแก่สาธารณะ (public charge) ซึ่งหมายถึงผู้ที่ต้องพึ่งพารัฐบาลในการดำรงชีพหรือเข้ารับการดูแลระยะยาว

บันทึกข้อความของกระทรวงการต่างประเทศ ระบุให้เจ้าหน้าที่กงสุลปฏิเสธวีซ่าภายใต้กฎหมายที่มีอยู่เดิม ในขณะที่ทางกระทรวงกำลังประเมินขั้นตอนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติใหม่

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ รวมถึง โซมาเลีย, รัสเซีย, อัฟกานิสถาน, บราซิล, อิหร่าน, อิรัก, อียิปต์, ไนจีเรีย, ไทย, เยเมน และประเทศอื่นๆ

การระงับดังกล่าวจะเริ่มต้นในวันที่ 21 ม.ค.นี้ และจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าทางกระทรวงจะดำเนินการประเมินกระบวนการออกวีซ่าใหม่เสร็จสิ้น

ทั้งนี้ โซมาเลียตกเป็นเป้าการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง หลังจากเกิดคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการฉ้อโกงขนานใหญ่ที่มีศูนย์กลางอยู่ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งอัยการได้เปิดโปงการทุจริตโครงการสวัสดิการที่ใช้ภาษีประชาชนอย่างมหาศาล โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมากเป็นชาวโซมาเลียหรือชาวอเมริกันเชื้อสายโซมาเลีย

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โทรเลขจากกระทรวงการต่างประเทศที่ส่งไปยังสถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลก ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กงสุลบังคับใช้กฎการคัดกรองใหม่ที่ครอบคลุมเป็นวงกว้าง ภายใต้ข้อบัญญัติที่เรียกว่า “Public Charge” (ภาระแก่สาธารณะ) ตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

คำสั่งดังกล่าวระบุให้เจ้าหน้าที่กงสุลปฏิเสธการออกวีซ่าให้ผู้ยื่นขอที่ถูกพิจารณาว่า มีแนวโน้มจะต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงสุขภาพ, อายุ, ทักษะภาษาอังกฤษ, ฐานะทางการเงิน และแม้กระทั่งแนวโน้มความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาพยาบาลในระยะยาว

ผู้ยื่นขอวีซ่าที่มีอายุมากหรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์อาจถูกปฏิเสธคำร้อง เช่นเดียวกับผู้ที่เคยมีประวัติการใช้ความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล หรือเคยเข้ารับการดูแลในสถานสงเคราะห์ของรัฐมาก่อน

“กระทรวงการต่างประเทศจะใช้อำนาจที่มีมานานแล้ว ในการพิจารณาตัดสิทธิ์ผู้ที่อาจเป็นผู้เข้าเมืองที่จะกลายเป็นภาระแก่สาธารณะในสหรัฐฯ และเข้ามาเอาเปรียบความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของชาวอเมริกัน” ทอมมี พิกกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุในแถลงการณ์

“การเข้าเมืองจาก 75 ประเทศเหล่านี้จะถูกระงับไว้ก่อน ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประเมินขั้นตอนกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองใหม่ เพื่อป้องกันการเดินทางเข้ามาของชาวต่างชาติ ที่จะเข้ามาใช้สวัสดิการและผลประโยชน์ของรัฐ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews

ทรัมป์ลั่น การไม่ได้ครอบครองกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ทรัมป์ลั่น การไม่ได้ครอบครองกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

14 ม.ค. 2569 21:47 น.

ทรัมป์ลั่น การไม่ได้ครอบครองกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าว การไม่ได้ครอบครองกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ลั่นนาโตควรผลักดันให้สหรัฐฯ ได้ครอบครองดินแดนแห่งนี้

เมื่อวันพุธที่ 14 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวย้ำความต้องการของเขาในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์อีกครั้ง โดยระบุว่า “อะไรก็ตามที่น้อยกว่า” การที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ ถือเป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้”

ทรัมป์อ้างด้วยว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มพันธมิตร นาโต (NATO) แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

“นาโตจะมีความน่าเกรงขามและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมากหากกรีนแลนด์อยู่ในมือของสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social และเสริมว่า “อะไรก็ตามที่น้อยกว่านั้นคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

ความเห็นดังกล่าวของนายทรัมป์มีขึ้นในขณะที่นาย ดีเจ แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเดนมาร์กและรัฐมนตรีต่างประเทศของกรีนแลนด์ พร้อมด้วย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในช่วงเช้าวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น)

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียดังกล่าว ทรัมป์ยังย้ำคำกล่าวอ้างของตัวเองอีกว่า การเข้าซื้อกรีนแลนด์ “มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงการ Golden Dome (โดมทองคำ) ที่เรากำลังสร้างขึ้น” สื่อถึงระบบป้องกันขีปนาวุธที่เพนตากอนกำลังพัฒนาอยู่ นอกจากนี้เขาบอกด้วยว่า บรรดาผู้นำนาโตควรผลักดันให้สหรัฐฯ ได้ครอบครองกรีนแลนด์ด้วยเช่นกัน

“นาโตควรจะเป็นผู้นำทางให้เราได้มัน (กรีนแลนด์) มา ถ้าเราไม่ได้มา รัสเซียหรือจีนก็จะได้ไป แต่นั่นจะไม่มีวันเกิดขึ้น! ในทางทหาร หากปราศจากอำนาจอันมหาศาลของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่ผมเป็นคนสร้างขึ้นในช่วงวาระแรก และกำลังยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกในตอนนี้ นาโตจะไม่มีทางเป็นกองกำลังหรือเครื่องมือป้องปรามที่มีประสิทธิภาพได้เลย ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ! พวกเขารู้เรื่องนั้นดี และผมเองก็รู้เช่นกัน” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ประกาศในการแถลงข่าวที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กว่า “กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกครอบครองโดยสหรัฐฯ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกปกครองโดยสหรัฐฯ และกรีนแลนด์จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ เราเลือกกรีนแลนด์ที่เป็นอยู่อย่างในวันนี้ คือเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก”

ก่อนที่นายทรัมป์จะออกมาตอบโต้ประกาศดังกล่าว โดยระบุว่า “นั่นมันปัญหาของพวกเขา ผมไม่เห็นด้วยกับเขา ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย แต่นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขาอย่างแน่นอน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

บริษัทแม่ห้างหรูอเมริกา “แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว” ยื่นล้มละลาย หลังแบกหนี้หนัก-ตลาดสินค้าหรูซบเซา

บริษัทแม่ห้างหรูอเมริกา "แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว" ยื่นล้มละลาย หลังแบกหนี้หนัก-ตลาดสินค้าหรูซบเซา

14 ม.ค. 2569 14:55 น.

บริษัทแม่ห้างหรูอเมริกา “แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว” ยื่นล้มละลาย หลังแบกหนี้หนัก-ตลาดสินค้าหรูซบเซา

“แซคส์ โกลบอล” บริษัทแม่ของห้างสรรพสินค้าหรูระดับโลก “แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว” ชื่อดังของสหรัฐฯ ตัดสินใจยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายตามมาตรา 11 หลังเผชิญปัญหาหนี้สินล้นจากการเข้าซื้อกิจการ “นีแมน มาร์คัส” เครือห้างสรรพสินค้าหรูที่เป็นคู่แข่ง เมื่อปี 2024 ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและการถอนตัวของแบรนด์เนมชั้นนำ

แซคส์ โกลบัล (Saks Global) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายในเขตทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 ม.ค.) เพื่อขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 11  หลังจากต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเงินที่สะสมมานานจากการรวมกิจการกับนีแมน มาร์คัส (Neiman Marcus) เครือห้างสรรพสินค้าหรู ด้วยมูลค่ากว่า 2.65 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อแซคส์ โกลบัล คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเหล่านักช็อปชาวอเมริกันที่เริ่มไม่พอใจกับราคาสินค้าแบรนด์เนมที่พุ่งสูงขึ้นแต่คุณภาพกลับสวนทางกัน นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงยังหันไปซื้อสินค้าโดยตรงจากหน้าเว็บไซต์หรือช้อปของแบรนด์นั้นๆ แทนการซื้อผ่านห้างสรรพสินค้าที่เป็นตัวกลาง

บวกกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ตลาดแรงงานที่ชะลอตัว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ห้างสรรพสินค้าดั้งเดิมได้รับผลกระทบอย่างหนักจนมีรายงานว่า Saks เริ่มติดค้างหนี้สินซัพพลายเออร์และผู้ผลิตสินค้ามานานหลายเดือนก่อนการตัดสินใจยื่นล้มละลาย

ในจดหมายแถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารทันที โดย ริชาร์ด เบเกอร์ จะก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ และแต่งตั้ง เจฟฟรอย ฟาน แรลดอนก์ อดีตผู้บริหารของนีแมน มาร์คัส ขึ้นมารับหน้าที่ซีอีโอเพื่อนำพาบริษัทผ่านพ้นกระบวนการล้มละลายในครั้งนี้

วาน แรลดอนก์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “นี่คือช่วงเวลาสำคัญของแซคส์ โกลบัล และเป็นโอกาสที่จะเสริมสร้างรากฐานของธุรกิจให้แข็งแกร่งเพื่ออนาคต เราจะยังคงมุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าและแบรนด์หรูต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะปรับปรุงบริษัทให้กลับมาเป็นผู้นำในโลกค้าปลีกสินค้าหรูอีกครั้ง”

เดิมทีการควบรวมกิจการระหว่างแซคส์ โกลบัล และนีแมน มาร์คัส ในปี 2024 ถูกคาดหวังว่าจะสร้างอาณาจักรค้าปลีกที่ทรงอิทธิพลเพื่อต่อรองราคาจากแบรนด์ต่างๆ และดึงดูดลูกค้ากลับเข้าห้าง แต่ในความเป็นจริง กลับกลายเป็นการเพิ่มภาระหนี้มหาศาลภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น จนนำมาสู่การยื่นล้มละลายเพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่รอดในที่สุด.

ที่มา CNN

สื่อญี่ปุ่นเผย “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เตรียมยุบสภา 23 ม.ค. จ่อเลือกตั้งแบบกะทันหัน ก.พ. นี้

สื่อญี่ปุ่นเผย "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" เตรียมยุบสภา 23 ม.ค. จ่อเลือกตั้งแบบกะทันหัน ก.พ. นี้

14 ม.ค. 2569 13:15 น.

สื่อญี่ปุ่นเผย “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เตรียมยุบสภา 23 ม.ค. จ่อเลือกตั้งแบบกะทันหัน ก.พ. นี้

สื่อยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นหลายสำนัก รวมถึงนิกเกอิ ชิมบุน  และ NHK รายงานตรงกันว่า นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีแผนจะแจ้งต่อบรรดาแกนนำพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) และพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ในช่วงค่ำวันพุธนี้ เกี่ยวกับการตัดสินใจ “ยุบสภาผู้แทนราษฎร” เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด

หนังสือพิมพ์นิกเคอิรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลและพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือแอลดีพี ว่า ทาคาอิจิจะยุบสภาในวันที่ 23 มกราคม ซึ่งตรงกับวันเปิดสมัยประชุมรัฐสภาตามปกติ และอาจนำไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

ด้านสถานีโทรทัศน์ NHK ของรัฐบาลญี่ปุ่นรายงานว่า ทาคาอิจิ “กำลังประสานงาน” การประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อชี้แจงแผนของเธอ ส่วนสถานีโทรทัศน์ ทีวี อาซาฮี รายงานว่า การประชุมกับบุคคลสำคัญของพรรคแอลดีพี และสมาชิกของพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีกำหนดจะเกิดขึ้นในเย็นวันพุธ (14 ม.ค.)

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีของนางทาคาอิจิได้รับคะแนนนิยมจากสาธารณชนสูงถึงเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมีเสียงข้างมากในสภาล่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนวาระทางนโยบายสำคัญๆ การตัดสินใจเลือกตั้งด่วนในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อขยายฐานที่นั่งในสภาฯ ในขณะที่คะแนนนิยมยังอยู่ในระดับสูง

คาดการณ์ว่านางทาคาอิจิจะประกาศยุบสภาในวันที่ 23 มกราคม 2026 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสมัยประชุมสภาสามัญ และมีความเป็นไปได้สูงที่วันเลือกตั้งจะตรงกับ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ การกำหนดเวลาที่กระชับเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อการอภิปรายร่างงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2026 ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 122.3 ล้านล้านเยน โดยเธอให้สัญญาว่าจะผลักดันงบประมาณนี้เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก

นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว การเพิ่มจำนวนที่นั่งในสภาฯ จะช่วยให้นางทากาอิจิสามารถดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก รวมถึงนโยบายด้านความมั่นคงที่แข็งกร้าวขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความสัมพันธ์กับจีนที่กำลังย่ำแย่ลง หลังจากที่เธอระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากจีนเปิดฉากโจมตีไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า “การตัดสินใจในเรื่องนี้ถือเป็นอำนาจสิทธิขาดของนายกรัฐมนตรี” เท่านั้น.

ที่มา AFP