ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง "นาจิบ ราซัค" ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

22 ธ.ค. 2568 12:02 น.

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

ศาลสูงกัวลาลัมเปอร์มีคำสั่งยกคำร้องของอดีตนายกรัฐมนตรี “นาจิบ ราซัค” ที่ขอเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักตัวในบ้านพัก โดยศาลระบุชัดแม้พระบรมราชโองการจะมีอยู่จริง แต่กระบวนการออกคำสั่งไม่ผ่านการหารือกับคณะกรรมการอภัยโทษ ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ

ศาลสูงมาเลเซียได้มีคำวินิจฉัยปฏิเสธคำร้องของ นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 71 ปี ที่พยายามขอใช้สิทธิ์รับโทษจำคุกส่วนที่เหลือด้วยการกักตัวภายในบ้านพักแทนการอยู่ในเรือนจำ โดยศาลระบุว่าเอกสารคำสั่งเพิ่มเติมที่อ้างถึงนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย

นาจิบ ราซัค ซึ่งถูกจำคุกมาตั้งแต่ปี 2022 จากคดีทุจริตกองทุน 1MDB เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจำคุกจาก 12 ปี เหลือ 6 ปีไปเมื่อปีก่อน อย่างไรก็ตาม เขาพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่า อดีตสมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระบรมราชโองการลับแนบท้ายที่อนุญาตให้เขาเปลี่ยนไปรับโทษกักตัวในบ้านพักได้ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลและคณะกรรมการอภัยโทษปฏิเสธการรับรู้มาโดยตลอด จนกระทั่งทนายแผ่นดินได้ออกมายืนยันว่ามีเอกสารดังกล่าวอยู่จริงในปีนี้

ศาลชี้อำนาจกษัตริย์มีขอบเขตตามรัฐธรรมนูญผู้พิพากษา อลิซ โลค ระบุในคำวินิจฉัยว่า แม้การมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวจะไม่ใช่ข้อโต้แย้ง แต่คำสั่งนั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้ เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาหรือปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการอภัยโทษ  ตามที่รัฐธรรมนูญมาเลเซียกำหนดไว้

“แม้กษัตริย์จะมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการอภัยโทษ แต่อำนาจนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีขีดจำกัด เมื่อคำสั่งเพิ่มเติมนี้ไม่ได้ถูกพิจารณาหรือตัดสินในที่ประชุมคณะกรรมการอภัยโทษ จึงถือว่าคำสั่งนี้ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย” ผู้พิพากษากล่าว

คำตัดสินของศาลในครั้งนี้มีขึ้นเพียง 4 วันก่อนที่จะถึงกำหนดวันตัดสินคดีครั้งสำคัญที่สุดของนาจิบ ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับกองทุน 1Malaysia Development Berhad (1MDB) โดยเฉพาะ โดยเขากำลังเผชิญหน้ากับข้อหาคอร์รัปชัน 4 กระทง และฟอกเงินอีก 21 กระทง เกี่ยวข้องกับการโอนเงินผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 2,200 ล้านริงกิต (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดในคดีใหม่นี้ นาจิบอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปีในแต่ละกระทงความผิด รวมถึงโทษปรับอีก 5 เท่าของมูลค่าความเสียหาย ขณะที่เจ้าตัวยังคงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้นในกองทุนดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมทั่วโลกกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา Reuters

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

22 ธ.ค. 2568 11:11 น.

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

ทางการไนจีเรียประกาศความสำเร็จในการช่วยเหลือนักเรียนและบุคลากรที่ถูกลักพาตัวจากโรงเรียนประจำคาทอลิกเซนต์แมรี ในหมู่บ้านปาปิรี รัฐไนเจอร์ ภาคกลางของประเทศ โดยสามารถปล่อยตัวผู้ที่เหลืออีก 130 คนได้ครบถ้วน ทำให้ไม่มีนักเรียนคนใดยังถูกควบคุมตัวอยู่

รัฐบาลกลางไนจีเรียแถลงยืนยันการได้รับอิสรภาพของนักเรียนและเจ้าหน้าที่โรงเรียนประจำคาทอลิก “เซนต์แมรี” จำนวน 130 คนสุดท้าย ซึ่งถูกลักพาตัวไปจากเมืองปาปิรี ในรัฐไนเจอร์ โดยระบุว่านี่คือ “ช่วงเวลาแห่งชัยชนะและความโล่งอก” หลังจากเกิดเหตุลักพาตัวหมู่ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

บายโอ โอนานูกา โฆษกประธานาธิบดี เปิดเผยภาพถ่ายของเด็กๆ ที่กำลังยิ้มและโบกมือด้วยความดีใจ พร้อมยืนยันว่าขณะนี้จำนวนนักเรียนที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งหมดรวมเป็น 230 คน ซึ่งคาดว่ากลุ่มนักเรียนที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจะเดินทางถึงเมืองมินนา เมืองหลวงของรัฐไนเจอร์ในวันนี้ (22 ธ.ค.)

เบื้องหลังการปล่อยตัวที่ยังคงเป็นปริศนาแม้จะมีการประกาศข่าวดี แต่ทางการยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ารัฐบาลใช้วิธีใดในการเจรจาเพื่อให้มีการปล่อยตัว หรือมีการจ่ายค่าไถ่ให้กับกลุ่มลักพาตัวหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ อับดุลลาฮี สุเล ผู้ว่าการรัฐนาซาราวา ระบุเพียงว่าความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานเบื้องหลังของรัฐบาลกลางที่ไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

ย้อนรอยเหตุการณ์สะเทือนขวัญย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน มีเด็กและเจ้าหน้าที่กว่า 250 คนถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนเซนต์แมรี โดยสมาคมคริสเตียนแห่งไนจีเรียระบุว่ามีนักเรียนประมาณ 50 คนที่สามารถหลบหนีออกมาได้ในระหว่างเกิดเหตุ และก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม มีนักเรียนได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้วประมาณ 100 คน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของระลอกการโจมตีโรงเรียนและศาสนสถานในพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของไนจีเรียที่เพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนเกิดเหตุที่โรงเรียนเซนต์แมรีเพียงไม่กี่วัน ได้เกิดเหตุลักพาตัวที่โบสถ์ในรัฐควารา และโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนในรัฐเคบบิ ซึ่งตัวประกันในทั้งสองกรณีได้รับการปล่อยตัวหมดแล้วก่อนหน้านี้

ความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อความปลอดภัยในโรงเรียนแม้จะยังไม่มีการระบุตัวตนกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่ชัด แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นฝีมือของแก๊งอาชญากรที่ต้องการเรียกค่าไถ่

ด้านประธานาธิบดี โบลา อาเหม็ด ตินูบู ได้ให้คำมั่นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานร่วมกับรัฐต่างๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก.

ที่มา BBC

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

22 ธ.ค. 2568 11:08 น.

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

เผยผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 34.8 ของบริษัทญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานทำงานต่อไปได้จนถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มการขยายบทบาทแรงงานสูงวัย ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุและปัญหาขาดแคลน 

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำรวจพบว่า เมื่อปีที่แล้ว มีร้อยละ 34.8 ของบริษัทญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานทำงานต่อไปได้จนถึงอายุ 70 ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2.9  เปอร์เซ็นต์ อันเป็นการสะท้อนแนวโน้มการขยายบทบาทแรงงานสูงวัย ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุและปัญหาขาดแคลนแรงงาน

การสำรวจครั้งนี้จัดทำกับบริษัทประมาณ 237,700 แห่ง ที่มีพนักงานตั้งแต่ 21 คนขึ้นไป โดยสำรวจสถานการณ์การจ้างงานแรงงานสูงอายุ เดือนมิถุนายน 2568  

ผลสำรวจพบว่า  ในจำนวนนี้ ร้อยละ 28.3 ใช้วิธีเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานต่อหลังอายุเกษียณตามที่บริษัทกำหนด ขณะที่ร้อยละ 3.9 ยกเลิกการกำหนดอายุเกษียณโดยสิ้นเชิง และอีกร้อยละ 2.5 ปรับเพิ่มเพดานอายุการทำงาน

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นระบุว่า บริษัทต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการจ้างงานแรงงานสูงวัยมากขึ้น เนื่องจากระบบและนโยบายเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศต่อไป

เมื่อแยกตามขนาดกิจการ พบว่า บริษัทรายใหญ่ที่มีพนักงานตั้งแต่ 301 คนขึ้นไป ร้อยละ 29.5 ได้จัดหาตำแหน่งงานให้แรงงานสูงวัย ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีพนักงาน 21–300 คน มีสัดส่วนสูงกว่า อยู่ที่ร้อยละ 35.2

ทั้งนี้ กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้นายจ้างต้องจ้างงานพนักงานที่ประสงค์ทำงานต่อจนถึงอายุ 65 ปี และยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจจัดหาโอกาสการทำงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปี.

ที่มา NHK

สหรัฐฯ ลบ 13 ภาพ รวมภาพ “ทรัมป์” จากไฟล์คดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

สหรัฐฯ ลบ 13 ภาพ รวมภาพ "ทรัมป์" จากไฟล์คดี "เจฟฟรีย์ เอปสตีน"

22 ธ.ค. 2568 10:54 น.

สหรัฐฯ ลบ 13 ภาพ รวมภาพ “ทรัมป์” จากไฟล์คดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันลบภาพอย่างน้อย 13 ภาพ จากเอกสารคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังมีข้อกังวลจากกลุ่มเหยื่อ รวมถึงภาพที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนนำกลับขึ้นใหม่บางรายการ ท่ามกลางคำถามเรื่องความโปร่งใสจากฝ่ายนิติบัญญัติ

ทอดด์ แบลนช์ รองอัยการสูงสุดสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กรณีที่มีการลบไฟล์ภาพอย่างน้อย 13 ไฟล์ ออกจากฐานข้อมูลคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้อื้อฉาวเรื่องเป็นธุระจัดหาการค้าประเวณีให้แก่คนมีชื่อเสียง ที่ถูกตัดสินความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็ก โดยยืนยันว่าการลบภาพที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏอยู่นั้น “ไม่เกี่ยวกับการเมือง” แต่ทำไปเพื่อปกป้องสิทธิของเหยื่อตามคำสั่งศาล

ไทม์ไลน์เหตุการณ์และความกังขาจากสังคมเอกสารจำนวนหลายพันฉบับถูกเผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ตามกฎหมายที่สภาคองเกรสกำหนด แต่ในวันเสาร์ กลับพบว่าไฟล์ภาพบางส่วนหายไปอย่างไร้คำอธิบาย หนึ่งในนั้นคือภาพถ่ายบนโต๊ะทำงานในบ้านของเอปสตีน ซึ่งปรากฏรูปภาพของโดนัลด์ ทรัมป์, เมลาเนีย ทรัมป์, เอปสตีน และ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ผู้สมรู้ร่วมคิด รวมถึงภาพถ่ายห้องนวดที่มีภาพวาดและภาพถ่ายนู้ดจำนวนมากบนผนัง ซึ่งบางภาพไม่มีการเซ็นเซอร์ใบหน้าหญิงสาว

ทางด้านพรรคเดโมแครตในคณะกรรมการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคำถามถึง แพม บอนดี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่า “มีการพยายามปกปิดอะไรอีกหรือไม่?” พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน

คำชี้แจงจากกระทรวงยุติธรรมทอดด์ แบลนช์ ระบุว่าข้อกล่าวหาที่ว่าลบภาพเพราะมีทรัมป์อยู่นั้นเป็นเรื่อง “น่าขัน” เนื่องจากมีภาพของทรัมป์คู่กับเอปสตีนถูกเผยแพร่ออกไปก่อนหน้านี้จำนวนมากอยู่แล้ว เหตุผลที่แท้จริงคือการตรวจสอบว่ามีบุคคลในภาพเป็นเหยื่อหรือไม่ ซึ่งหลังจากการตรวจสอบซ้ำ พบว่าไม่มีเหยื่อปรากฏในภาพดังกล่าว จึงได้นำภาพถ่ายของทรัมป์กลับมาโพสต์ใหม่โดยไม่มีการแก้ไขใดๆ เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์

แรงกดดันจาก โทมัส แมสซี สส. พรรครีพับลิกันจากรัฐเคนตักกี้ ซึ่งเป็นหัวหอกในการผลักดันให้เปิดเผยไฟล์นี้ แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ โดยระบุว่ากระทรวงยุติธรรมกำลัง “ฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของกฎหมาย” และเขากำลังร่างข้อหาดูหมิ่นอำนาจรัฐสภาต่อรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม โดยยืนยันว่าจะไม่หยุดจนกว่าเหยื่อและผู้รอดชีวิตจะได้รับความยุติธรรม

ความล่าช้าและการเซ็นเซอร์ปัจจุบัน กระทรวงยุติธรรมยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถเปิดเผยไฟล์ทั้งหมดได้ทันตามกำหนดเส้นตายในวันศุกร์ อีกทั้งเอกสารที่ปล่อยออกมาส่วนใหญ่ยังถูก “ถมดำ” หรือปกปิดข้อมูลสำคัญไปจำนวนมาก โดยเฉพาะบันทึกภายในเกี่ยวกับการตัดสินใจสั่งฟ้อง ซึ่งทำให้สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความจริงเบื้องหลังคดีอื้อฉาวระดับโลกนี้ต่อไป.

ที่มา BBC

“คิม จองอึน” พาบุตรสาวตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งใหม่ 2 วันติดกัน หวังเร่งผลักดันแผนพัฒนาภูมิภาค

"คิม จองอึน" พาบุตรสาวตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งใหม่ 2 วันติดกัน หวังเร่งผลักดันแผนพัฒนาภูมิภาค

22 ธ.ค. 2568 10:39 น.

“คิม จองอึน” พาบุตรสาวตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งใหม่ 2 วันติดกัน หวังเร่งผลักดันแผนพัฒนาภูมิภาค

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือร่วมพิธีเปิดโรงงานในเมืองซินโพ ต่อเนื่องเป็นแห่งที่สอง พร้อมปรากฏตัวคู่บุตรสาว “คิม จูแอ” สื่อรัฐตอกย้ำนโยบายเร่งพัฒนาภูมิภาค ลดช่องว่างรายได้

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่เป็นแห่งที่สองติดต่อกัน โดยเดินทางตรวจเยี่ยมและร่วมพิธีเปิดโรงงานในเมืองซินโพ เมืองชายฝั่งทางตะวันออก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากเมื่อวันก่อนหน้าเพิ่งร่วมตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งหนึ่งในเขตจางยอน  ทางตะวันตกของประเทศ

โดยผู้นำเกาหลีเหนือ ปรากฎตัวพร้อมคิม จูแอ  บุตรสาวซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นทายาททางการเมือง ซึ่งนับเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนร่วมกับบิดาอีกครั้ง หลังทั้งคู่เคยร่วมตรวจเยี่ยมโรงงานอีกแห่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า เมืองซินโพมีศักยภาพที่เชื่อถือได้และแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาอย่างพึ่งพาตนเอง  พร้อมย้ำความมุ่งมั่นของพรรคแรงงานเกาหลี ในการเดินหน้านโยบายพัฒนาภูมิภาคอย่างทะเยอทะยานยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้เยี่ยมชมฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลางทะเลของเมืองซินโพ และรับฟังรายงานเกี่ยวกับกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้เริ่มผลักดันนโยบายพัฒนาภูมิภาคตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างเมืองใหญ่กับพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ และกระจายการพัฒนาออกสู่ระดับท้องถิ่นมากขึ้น.

ที่มา Yonhap

ศาลโลกนัดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ในเมียนมา ม.ค. ปีหน้า

ศาลโลกนัดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ในเมียนมา ม.ค. ปีหน้า

22 ธ.ค. 2568 08:55 น.

ศาลโลกนัดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ในเมียนมา ม.ค. ปีหน้า

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศประกาศจัดไต่สวนสาธารณะคดีเมียนมาถูกกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ช่วง 12–29 ม.ค. 2569 หลังแกมเบียยื่นฟ้องละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติ

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) ในกรุงเฮก ของ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นศาลสูงสุดขององค์การสหประชาชาติ ประกาศว่าจะจัดการไต่สวนสาธารณะรอบใหม่ในคดีที่กล่าวหาเมียนมาว่าก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา ในช่วงระหว่างวันที่ 12–29 ม.ค. 2569 

โดยคดีนี้ถูกยื่นฟ้องโดยประเทศแกมเบีย ตั้งแต่ปี 2562 โดยกล่าวหาว่าทางการเมียนมาได้ละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของสหประชาชาติ ปี 2491 จากปฏิบัติการกวาดล้างอย่างรุนแรงของกองทัพเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธชาวพุทธ ต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ เมื่อปี 2560

ก่อนหน้านี้ ศาลโลกมีคำสั่งชั่วคราวในปี 2563 ให้เมียนมา  ดำเนินมาตรการทุกวิถีทางภายในอำนาจของตน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นอีก

แถลงการณ์ของศาลโลก ระบุว่า จะพิจารณาเนื้อหาสาระของคดี รวมถึงการรับฟังพยานและผู้เชี่ยวชาญที่คู่ความทั้งสองฝ่ายเรียกมาให้การ ขณะที่การไต่สวนพยานบางส่วนจะดำเนินการเป็นการลับ หลังจากแกมเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามในแอฟริกาตะวันตก ได้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า เมียนมาละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการชดใช้เยียวยาแก่เหยื่อ และรับประกันว่าจะไม่เกิดโศกนาฏกรรมลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

แม้คำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีผลผูกพันตามกฎหมายและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่ศาลไม่มีอำนาจโดยตรงในการบังคับใช้คำพิพากษา ทำให้การปฏิบัติตามคำตัดสินยังคงขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประเทศคู่กรณีและประชาคมระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวโรฮิงญามากกว่า 1 ล้านคน อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราวในประเทศบังกลาเทศ หลังหลบหนีความรุนแรงจากการปราบปรามในเมียนมาเมื่อปี 2560.

ที่มา Irrawaddy

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

22 ธ.ค. 2568 05:38 น.

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยืนยัน เตรียมสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่แทนที่ ชาร์ล เดอ โกล ที่ใช้มานานกว่า 20 ปี คาดใช้งบประมาณราว 1 หมื่นล้านยูโร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2568 นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศว่า ประเทศของเขาจะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและทันสมัยกว่าเดิม เพื่อทดแทนเรือชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ที่เก่าลง ถือเป็นการยืนยันแผนงานที่วางไว้มาอย่างยาวนานเพื่อเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของประเทศ

โครงการนี้มีชื่อว่า Porte-Avions Nouvelle Génération (PANG) หรือเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1.025 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.77 แสนล้านบาท) โดยรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่าเรือลำดังกล่าวจะเข้าประจำการในปี 2038 (พ.ศ. 2581) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เรือชาร์ล เดอ โกล มีกำหนดจะปลดประจำการ

เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสนายหนึ่งเปิดเผยว่า งานด้านส่วนประกอบระบบขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ในขณะที่คำสั่งซื้อสำหรับการก่อสร้างขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการบรรจุลงในงบประมาณปี 2568 และเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เรือลำนี้จะกลายเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเท่าที่เคยมีการสร้างมา

มาครงยืนยันการตัดสินใจดังกล่าวในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อกองทัพฝรั่งเศสที่ประจำการ ณ ฐานทัพทหารในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

“การตัดสินใจเริ่มโครงการอันยิ่งใหญ่นี้มีขึ้นในสัปดาห์นี้” มาครงกล่าว พร้อมเสริมว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมฐานอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตด้านการป้องกันประเทศ

ด้านนาง แคเทอรีน โวแตร็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้จะมาแทนที่เรือชาร์ล เดอ โกล ซึ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 2544 หลังจากผ่านกระบวนการวางแผนและก่อสร้างยาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ

ทั้งนี้ โครงการ PANG ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การป้องปรามทางนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส และการผลักดันของยุโรปเพื่อให้มีอิสระในการป้องกันประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบริบทของสงครามรัสเซียกับยูเครน และความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจลดความมุ่งมั่นที่มีต่อความมั่นคงของยุโรปลง

ฝรั่งเศสในฐานะรัฐเดียวในสหภาพยุโรปที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศยุโรปเพียงไม่กี่ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการ ร่วมกับอังกฤษ อิตาลี และสเปน ถึงกระนั้น ขีดความสามารถด้านเรือบรรทุกเครื่องบินของยุโรปยังคงจำกัดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินถึง 11 ลำ และจีนที่มี 3 ลำ

พลเอก ฟาเบียน มางดง (Fabien Mandon) เสนาธิการทหารกล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาก่อนหน้านี้ว่า ฝรั่งเศสจะจัดซื้อระบบดีดตัวเครื่องบินแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Catapult) จากสหรัฐฯ สำหรับใช้ในเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้ โดยอ้างถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและระยะเวลาที่ทำให้ไม่สามารถผลิตเองภายในประเทศได้

แม้สมาชิกรัฐสภาบางส่วนจากฝ่ายสายกลางและฝ่ายกลางซ้ายจะรบเร้าให้รัฐบาลพิจารณาชะลอโครงการนี้ออกไปก่อน เนื่องจากแรงกดดันด้านการคลังสาธารณะ แต่ถ้อยแถลงของมาครงเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลอนุมัติ สร้างนิคมชาวยิวอีก 19 แห่ง ในเขตเวสต์แบงก์

อิสราเอลอนุมัติ สร้างนิคมชาวยิวอีก 19 แห่ง ในเขตเวสต์แบงก์

22 ธ.ค. 2568 05:04 น.

อิสราเอลอนุมัติ สร้างนิคมชาวยิวอีก 19 แห่ง ในเขตเวสต์แบงก์

อิสราเอลอนุมัติการสร้างนิคมชาวยิวแห่งใหม่ในเขตเวสต์แบงก์เพิ่มอีก 19 แห่ง อ้างขัดขวางการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ ขณะที่ชาติอาหรับ-สหประชาชาติร่วมตำหนิ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2568 คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลได้อนุมัติการสร้างนิคมชาวยิวแห่งใหม่จำนวน 19 แห่งในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกพวกเขายึดครองแล้ว ในขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดันการขยายตัวของนิคมอย่างต่อเนื่อง

นายเบซาเลล สมอทริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายขวาจัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ตั้งถิ่นฐานและเป็นผู้เสนอความเคลื่อนไหวนี้ร่วมกับนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อขัดขวางการสถาปนารัฐปาเลสไตน์

ทั้งนี้ นิคมของอิสราเอลในพื้นที่ยึดครองเวสต์แบงก์ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ทางด้านซาอุดีอาระเบียได้ออกมาประณามการดำเนินการในครั้งนี้ ขณะที่นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า การขยายตัวของนิคมอิสราเอลที่เกิดขึ้นอย่าง “ไม่หยุดยั้ง” เป็นการซ้ำเติมความตึงเครียด จำกัดการเข้าถึงที่ดินของชาวปาเลสไตน์ และสั่นคลอนความเป็นไปได้ในการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยของตนเอง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดยังเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงที่พุ่งสูงขึ้นในเขตเวสต์แบงก์ นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 ยิ่งซ้ำเติมความกังวลว่าการขยายตัวของนิคมชาวยิวอาจทำให้การยึดครองของอิสราเอลฝังรากลึกยิ่งขึ้น และทำลายโอกาสของการแก้ปัญหาทางการเมืองแบบสองรัฐ (Two-state solution)

“การแก้ปัญหาแบบสองรัฐ” หมายถึงการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ในพื้นที่เวสต์แบงก์และฉนวนกาซา โดยมีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง ซึ่งเป็นไปตามแนวเขตพื้นที่ที่มีอยู่ก่อนสงครามอาหรับ-อิสราเอลในปี 1967 (พ.ศ. 2510)

อนึ่ง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2565 รัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันได้เพิ่มการอนุมัตินิคมแห่งใหม่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มกระบวนการทำให้ด่านหน้า (Outposts) ที่ไม่ได้รับอนุญาตกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย โดยรับรองสถานที่เหล่านั้นในฐานะ “ย่านที่พักอาศัย” ของนิคมที่มีอยู่เดิม

นายสมอทริชระบุว่า การตัดสินใจครั้งล่าสุดนี้ทำให้จำนวนนิคมที่ได้รับการอนุมัติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 69 แห่งแล้ว

การอนุมัติดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่สหประชาชาติระบุว่า การขยายตัวของนิคมชาวยิวพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2560 โดยปัจจุบัน มีผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวราว 700,000 คน อาศัยอยู่ในนิคมราว 160 แห่งทั่วพื้นที่เวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวคือดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์มุ่งหวังจะใช้ในการสถาปนารัฐเอกราชในอนาคต

นอกจากนี้ การอนุมัติล่าสุดยังรวมถึงการรื้อฟื้นนิคมเก่าขึ้นมาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ กานิม (Ganim) และ คาดิม (Kadim) ซึ่งเคยถูกรื้อถอนไปเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เผย กำลังไล่ตาม เรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ เผย กำลังไล่ตาม เรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

22 ธ.ค. 2568 01:44 น.

สหรัฐฯ เผย กำลังไล่ตาม เรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผย หน่วยยามฝั่งกำลังไล่ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในน่านน้ำสากลใกล้กับเวเนซุเอลา โดยนี่นับเป็นเรือลำที่ 3 ในรอบ 2 สัปดาห์ที่สหรัฐฯ เข้าสกัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ กำลังไล่ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในน่านน้ำสากลใกล้กับประเทศเวเนซุเอลาเมื่อวันอาทิตย์ (21 ธ.ค.) นับเป็นการสกัดกั้นเรือที่ถูกคว่ำบาตรเป็นครั้งที่ 3 ในรอบไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อเวเนซุเอลามากขึ้นเรื่อย ๆ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า หน่วยยามฝั่งอยู่ระหว่างการไล่ติดตาม เรือบรรทุกน้ำมันที่มีความเชื่อมโยงกับการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของเวเนซุเอลา โดยเรือลำนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “กองเรือมืด” (Dark Fleet) และถูกกล่าวหาว่าชักธงปลอมเพื่อตบตาคำสั่งยึดทรัพย์

เจ้าหน้าที่อีกรายระบุว่ายังไม่มีการบุกขึ้นไปบนเรือ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการสกัดกั้นอาจรวมถึงการติดตามอยู่ห่างๆ หรือการเฝ้าสังเกตการณ์ทางอากาศ มากกว่าการบุกเข้ายึดในทันที

เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนไม่ได้ระบุชื่อของเรือบรรทุกน้ำมันหรือเปิดเผยตำแหน่งที่แน่ชัด ส่วนทางทำเนียบขาวเองก็ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ในทันที

การไล่ติดตามครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “ปิดล้อม” เรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทุกลำที่เข้าหรือออกจากเวเนซุเอลาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กดดันประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งรวมถึงการเพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค และการโจมตีเรือต่างๆ ในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก

ทั้งนี้ นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันสองลำแรกที่ถูกยึดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานั้นดำเนินการอยู่ในตลาดมืดและส่งน้ำมันให้กับประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร

นายแฮสเซตต์ยังพยายามลดกระแสความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ด้วย โดยระบุว่าการบุกยึดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรือจำนวนเพียงไม่กี่ลำเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า การดำเนินการล่าสุดนี้อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อตลาดเอเชียเปิดทำการในวันจันทร์ เนื่องจากเหล่านักเทรดกำลังประเมินความเสี่ยงที่การส่งออกของเวเนซุเอลาอาจถูกขัดขวางมากขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์รายอื่นมองว่า การยึดเรืออาจเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

นักวิเคราะห์ระบุเพิ่มเติมว่า แม้การคุมเข้มด้านโลจิสติกส์อาจบีบให้น้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรต้องขายในราคาที่ลดกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม แต่การเผชิญหน้าครั้งนี้ก็ตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในตลาดน้ำมันโลก ในขณะที่วอชิงตันเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของตนเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไอรา “ไอค์” ชาบ ผู้รอดชีวิตจาก เพิร์ลฮาร์เบอร์ เสียชีวิตแล้วในวัย 105 ปี

ไอรา “ไอค์” ชาบ ผู้รอดชีวิตจาก เพิร์ลฮาร์เบอร์ เสียชีวิตแล้วในวัย 105 ปี

22 ธ.ค. 2568 01:13 น.

ไอรา “ไอค์” ชาบ ผู้รอดชีวิตจาก เพิร์ลฮาร์เบอร์ เสียชีวิตแล้วในวัย 105 ปี

ไอรา “ไอค์” ชาบ หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่เหลืออยู่จากเหตุโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุได้ 105 ปี หลังจากวันครบรอบเหตุการณ์ไม่กี่สัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ธ.ค. 2568 ว่า นาย ไอรา “ไอค์” ชาบ อดีตทหารผ่านศึกกองทัพเรือสหรัฐฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และหนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่เหลืออยู่จากเหตุการณ์ญี่ปุ่นทิ้งระเบิดถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อปี 1941 (พ.ศ. 2484) เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 105 ปี

คิมเบอร์ลี ไฮนริคส์ ลูกสาวของเขา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Associated Press ว่า ชาบเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านเมื่อช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ (20 ธ.ค.) โดยมีเธอและสามีอยู่เคียงข้าง

การจากไปของเขาทำให้ขณะนี้เหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีฉับพลันในครั้งนั้นเพียงประมาณ 12 คนเท่านั้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีทหารเสียชีวิตกว่า 2,400 นาย และเป็นชนวนเหตุที่ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการ

ในตอนเกิดเหตุ ชาบมีอายุเพียง 21 ปีและปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารเรือ โดยหลายทศวรรษที่ผ่านมาชาบเก็บตัวเงียบและแทบไม่เคยพูดถึงประสบการณ์ในครั้งนั้นเลย

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อตระหนักว่ากลุ่มผู้รอดชีวิตจากเหตุโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ลดน้อยลงเรื่อย ๆ ชาบในวัยหลักร้อยจึงตั้งใจที่จะเดินทางจากบ้านในเมืองบีเวอร์ตัน รัฐออริกอน ไปยังฐานทัพทหารในฮาวายเพื่อร่วมพิธีรำลึกประจำปี โดยเขาให้เหตุผลไว้ในปี 2566 ว่า “เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เพื่อนพ้องที่ไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมา”

สำหรับพิธีรำลึกในปี 2567 ชาบใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการฟื้นฟูเรี่ยวแรงเพื่อให้สามารถยืนขึ้นและทำความเคารพได้ แต่ในปีนี้ เขารู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะไปร่วมงาน และหลังจากนั้นไม่ถึงสามสัปดาห์ เขาก็ได้จากไปอย่างสงบ

ทั้งนี้ ชาบเกิดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ปี พ.ศ. 2463 ซึ่งตรงกับวันชาติของสหรัฐฯ ที่เมืองชิคาโก โดยเขาเป็นบุตรชายคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน และเข้าร่วมกองทัพเรือเมื่ออายุ 18 ปี ตามรอยเท้าของผู้เป็นพ่อ

ชาบเคยให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่เกิดการโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อ 7 ธ.ค. 2484 เป็นวันที่เริ่มต้นขึ้นอย่างสงบ เขาทำหน้าที่เป็นนักเป่าทูบาในวงดนตรีประจำเรือ “ยูเอสเอส ด็อบบิน” และกำลังรอคอยการมาเยือนของน้องชาย ซึ่งเป็นทหารประจำการอยู่ที่สถานีวิทยุของกองทัพเรือในบริเวณใกล้เคียง

ในตอนนั้นชาบเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จและสวมชุดเครื่องแบบชุดใหม่ ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงสัญญาณเรียกหน่วยดับเพลิง เขาจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือและได้เห็นเรืออีกลำคือ “ยูเอสเอส ยูทาห์” กำลังพลิกคว่ำ ในขณะที่เครื่องบินของญี่ปุ่นส่งเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า

“พวกเราตกใจกันมาก ทั้งตกใจและกลัวตายสุดขีด” ชาบกล่าวในปี 2566 “เราไม่รู้เลยว่าต้องเจอกับอะไร และเรารู้ดีว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ทุกอย่างก็คงจบสิ้นลงตรงนั้น”

ชาบรีบวิ่งกลับลงไปใต้ดาดฟ้าเรือเพื่อคว้ากล่องกระสุน และเข้าร่วมในแถวส่งกระสุนแบบต่อมือ (Daisy chain) กับเหล่าทหารเรือคนอื่นๆ เพื่อส่งลูกปืนใหญ่ขึ้นไปยังปืนต่อสู้อากาศยานที่อยู่ด้านบน

ตามบันทึกของกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า เรือของเขาต้องสูญเสียทหารเรือไป 3 นาย โดยหนึ่งนายเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ และอีกสองนายเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากบาดแผลที่ถูกสะเก็ดระเบิดซึ่งตกลงมาใส่ท้ายเรือ ซึ่งทั้งหมดกำลังประจำการอยู่ที่ปืนต่อสู้อากาศยาน

ชาบใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกับกองทัพเรือในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเดินทางไปยังหมู่เกาะนิวเฮบริดีส หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ “วานูอาตู” จากนั้นจึงไปยังหมู่เกาะมาเรียนาและโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น

หลังสิ้นสุดสงคราม เขาได้ศึกษาวิศวกรรมการบินและอวกาศ และทำงานในโครงการยานอวกาศอะพอลโล ในตำแหน่งวิศวกรไฟฟ้าให้กับบริษัท General Dynamics โดยมีส่วนช่วยในการส่งนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn