ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

17 ธ.ค. 2568 11:53 น.

ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

ทรัมป์ เดินหน้าขยายมาตรการห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น ล่าสุดสั่ง แบนพลเมืองจากอีก 7 ประเทศ รวมถึงปาเลสไตน์ รวมประเทศที่ถูกจำกัดการเดินทางพุ่งขึ้นเกือบ 40 ประเทศ ลาวโดนด้วยแต่ไทยยังรอด

ประเทศที่ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบรอบใหม่นี้ ประกอบด้วย ลาว, ซีเรีย, บูร์กินาฟาโซ, มาลี, ไนเจอร์, เซียร์ราลีโอน และซูดานใต้ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกแบน

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันชาวต่างชาติที่มีแนวโน้มเป็นภัยต่อชาวอเมริกัน รวมถึงผู้ที่อาจบ่อนทำลายหรือทำให้วัฒนธรรม รัฐบาล สถาบัน และหลักการก่อตั้งประเทศของสหรัฐฯ ไม่มั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวด้านผู้อพยพของทรัมป์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่เขาใช้หาเสียงมาโดยตลอด และเกิดขึ้นท่ามกลางการเร่ง กวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายและผลักดันการเนรเทศครั้งใหญ่

การแบนชาวซีเรียมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทหารสหรัฐฯ 2 นายและพลเรือน 1 คนเสียชีวิตในซีเรีย โดยทางการซีเรียระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่กำลังจะถูกปลดออกเนื่องจากแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา

ขณะที่ผู้ถือพาสปอร์ตขององค์การปาเลสไตน์ ถูกจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐฯ มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้อย่างไม่เป็นทางการ และครั้งนี้ถูกยกระดับเป็น คำสั่งชัดเจน ท่ามกลางท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ที่ยืนอยู่ข้างอิสราเอล และต่อต้านการรับรองรัฐปาเลสไตน์ของชาติตะวันตกหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสและอังกฤษ

จะสังเกตได้ว่า ประเทศที่ถูกแบนรอบใหม่จำนวนมากเป็นประเทศยากจนในแอฟริกา ทั้งในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง ขณะที่สหรัฐฯ ยังออกมาตรการ จำกัดการเดินทางบางส่วน กับประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกา, ไอวอรีโคสต์ และเซเนกัล รวมถึง แคนาดาและเม็กซิโก

ประเทศอื่นที่ถูกจำกัดการเดินทางบางส่วนยังรวมถึงหลายประเทศในแอฟริกาและแคริบเบียน เช่นแองโกลา, แอนติกาและบาร์บูดา, เบนิน, โดมินิกา, กาบอง, แกมเบีย, มาลาวี, มอริเตเนีย, แทนซาเนีย, แซมเบีย และซิมบับเวรวมถึงประเทศหมู่เกาะอย่าง ตองกา

น่าสนใจว่า แองโกลา เซเนกัล และแซมเบีย ล้วนเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในแอฟริกา และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยยกย่องประเทศเหล่านี้ว่าเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยในภูมิภาค

การขยายคำสั่งแบนครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลทรัมป์ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า เลือกปฏิบัติต่อประเทศยากจนและประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่คนผิวขาว และสะท้อนท่าทีต่อต้านผู้อพยพที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ทำเนียบขาวจะยืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ แต่หลายฝ่ายเตือนว่า มาตรการนี้อาจยิ่งทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวบนเวทีโลก และสร้างแรงกดดันทางการทูตในระยะยาวได้.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

17 ธ.ค. 2568 11:22 น.

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

งานวิจัยใหม่สร้างความกังวลให้กับนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เมื่อพบว่าธารน้ำแข็งหายไปในแต่ละปี อาจเพิ่มเป็น 2,000–4,000 แห่ง ภายในกลางศตวรรษนี้ หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change ระบุชัดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเร่งให้ธารน้ำแข็งละลายในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยนักวิจัยอธิบายว่า หากโลกสามารถจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามเป้าหมายความตกลงปารีส จะยังรักษาธารน้ำแข็งได้ราว 50% ของจำนวนทั้งหมดในปัจจุบัน

แต่ในสถานการณ์เลวร้าย หากโลกร้อนขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งเกือบทั้งหมดจะหายไป เหลือเพียงราว 18,000 แห่งทั่วโลก

โดยตัวเลขจากการศึกษาพบว่าโลกสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนภูเขามากกว่า 7 ล้านล้านตัน ตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่ในปี 2023 ปีเดียว มีการสูญเสียธารน้ำแข็งกว่า 600,000 ล้านตัน โดยธารน้ำแข็งละลายเร็วที่สุดในอลาสกา และยุโรปตอนกลาง เช่น เทือกเขาแอลป์ ขณะที่มวลน้ำแข็งจากแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก ลดลงมากกว่ายุคปี 1990 ถึง 4 เท่า

โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การหายไปของธารน้ำแข็งจะกระทบต่อแหล่งน้ำจืดของประชากรหลายร้อยล้านคน และทำให้ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความเสี่ยงน้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่ง และอาจต้องอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

ขณะเดียวกันธารน้ำแข็งยังทำหน้าที่เป็นแคปซูลเวลาทางสภาพภูมิอากาศ ที่เก็บข้อมูลโลกย้อนหลังหลายพันปี ตั้งแต่ปริมาณฝน การปะทุของภูเขาไฟ ไปจนถึงยุคอุตสาหกรรม ซึ่งหากธารน้ำแข็งละลายจนปนเปื้อน ข้อมูลเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาล ดังนั้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน คือกุญแจสำคัญในการชะลอการสูญเสียธารน้ำแข็ง และรักษาสมดุลของโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไป.

ที่มา : AP 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ธารน้ำแข็ง

“ฮุน เซน” ปัดข่าวทหารรับจ้างรัสเซีย ยันกัมพูชาไร้กองกำลังต่างชาติตั้งแต่ปี 2536

"ฮุน เซน" ปัดข่าวทหารรับจ้างรัสเซีย ยันกัมพูชาไร้กองกำลังต่างชาติตั้งแต่ปี 2536

17 ธ.ค. 2568 11:21 น.

“ฮุน เซน” ปัดข่าวทหารรับจ้างรัสเซีย ยันกัมพูชาไร้กองกำลังต่างชาติตั้งแต่ปี 2536

“ฮุน เซน” โต้ข้อกล่าวหาสื่อ–กองทัพไทย ชี้ไม่มีทหารรับจ้างรัสเซีย หรือที่ปรึกษาทางทหารร่วมรบชายแดน ย้ำว่ากองกำลังต่างชาติได้ถอนออกจากดินแดนกัมพูชาทั้งหมดตั้งแต่ปี 2536

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกโรงปฏิเสธข้อกล่าวหาจากกองทัพและสื่อไทย ที่ตั้งข้อสงสัยว่ากัมพูชาอาจว่าจ้างทหารรับจ้างชาวรัสเซียหรือชาวต่างชาติ เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยฮุน เซน ระบุผ่านโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า กัมพูชาไม่มีทหารต่างชาติหรือที่ปรึกษาทางทหารจากชาติใดเข้าร่วมการสู้รบหรือปฏิบัติหน้าที่กับกองทัพกัมพูชา พร้อมย้ำว่ากองกำลังต่างชาติได้ถอนออกจากดินแดนกัมพูชาทั้งหมดตั้งแต่ปี 2536 หลังองค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชาสิ้นสุดภารกิจ

คำชี้แจงของฮุน เซน มีขึ้นหลังจากกองทัพภาคที่ 2 ของไทยรายงานความสงสัยว่า กัมพูชาอาจมีชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเข้ามาควบคุมโดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ ในพื้นที่ชายแดน ก่อนที่สื่อไทยหลายสำนักจะรายงานว่า บุคคลเหล่านี้อาจเป็นทหารรับจ้างชาวรัสเซีย

ฮุน เซน ยอมรับว่า กัมพูชาเคยมีทหารต่างชาติเข้ามาในประเทศเพื่อการฝึกทางทหารแบบทวิภาคีหรือพหุภาคี รวมถึงการเทียบท่าของกองทัพเรือต่างชาติที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ แต่ย้ำว่าเป็นความร่วมมือด้านกลาโหมตามปกติ เช่นเดียวกับที่ประเทศอื่นๆ ปฏิบัติ โดยชี้แจงว่า ปัจจุบันมีชาวต่างชาติหลายสัญชาติพำนักอยู่ในกัมพูชาในฐานะนักท่องเที่ยว นักลงทุน ช่างเทคนิค หรือแรงงานในบริษัทต่างชาติและท้องถิ่น แต่ไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้องกับภาคทหารหรือการสู้รบ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงเทพฯ ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานข่าว โดยระบุว่าข้อกล่าวหาอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของชาวรัสเซียที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในประเทศไทย และยืนยันว่า รัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาแต่อย่างใด.

ที่มา Facebook/Samdech Hun Sen of Cambodia

ทรัมป์จัดหนัก สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

ทรัมป์จัดหนัก สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

17 ธ.ค. 2568 09:53 น.

ทรัมป์จัดหนัก สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ถูกคว่ำบาตร ห้ามเดินทางเข้า-ออกเวเนซุเอลา พร้อมขึ้นบัญชีรัฐบาลของนายมาดูโรเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ จุดกระแสความตึงเครียดอย่างหนัก

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ โดยกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับ การก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการยักยอกทรัพย์สินของสหรัฐฯ

“ดังนั้น วันนี้ผมจึงสั่งการให้มีการปิดล้อมโดยสิ้นเชิงและสมบูรณ์ ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทุกลำ ที่เข้าและออกจากเวเนซุเอลา”

ทรัมป์ยังข่มขู่ว่า เวเนซุเอลากำลังถูกปิดล้อมด้วยกองกำลังทางเรือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่อเมริกาใต้เคยเห็นมา และเสริมว่า กำลังทหารสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีก และจะเป็นภาพที่เวเนซุเอลาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนี้

ทรัมป์กล่าวหาว่า รัฐบาลมาดูโรนำน้ำมันที่ขโมยมา ไปใช้เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุน ยาเสพติด การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ การฆาตกรรม และการลักพาตัว ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาเวเนซุเอลาเรื่องการลักลอบค้ายาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ อ้างว่าได้สังหารผู้คนอย่างน้อย 90 คน จากปฏิบัติการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนส่ง เฟนทานิลและยาเสพติดผิดกฎหมาย มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ พร้อมทั้งส่งเรือรบเข้าประจำการในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

คำประกาศของทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา โดยทำเนียบขาวระบุว่า เรือชื่อ Skipper มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันผิดกฎหมาย และจะถูกนำไปยังท่าเรือของสหรัฐฯ

ด้านรัฐบาลเวเนซุเอลาออกมาประณามอย่างรุนแรง โดยมาดูโรกล่าวหาว่า สหรัฐฯลักพาตัวลูกเรือ และขโมยเรือ อย่างโจ่งแจ้ง

ก่อนที่จะมีการยึดเรือดังกล่าว สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในทะเลแคริบเบียน รวมถึงการส่งทหารนับพันนาย และนำ USS Gerald Ford เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าประจำการในระยะที่สามารถโจมตีเวเนซุเอลาได้ทันที

อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลาตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่า วอชิงตันกำลังใช้ข้ออ้างด้านความมั่นคงเพื่อยึดครองทรัพยากรพลังงานของประเทศ

ทั้งในยุคทรัมป์และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐฯ ยืนหยัดต่อต้านรัฐบาลมาดูโรมาโดยตลอด พร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น เพื่อกดดันให้เขาพ้นจากอำนาจ

ล่าสุด สหรัฐฯ เพิ่งประกาศ คว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มอีก 6 ลำ รวมถึงบุคคลใกล้ชิดและเครือข่ายธุรกิจของมาดูโร ซึ่งสหรัฐฯเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองที่ไร้ความชอบธรรม

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลเวเนซุเอลายังไม่ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำสั่งปิดล้อมล่าสุดของทรัมป์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความวิตกว่าการยกระดับความแข็งกร้าวครั้งนี้ อาจผลักภูมิภาคเข้าสู่ ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวเนซุเอลา

“คิม จองอึน” ควงภริยา ลูกสาว ตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

"คิม จองอึน" ควงภริยา ลูกสาว ตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

17 ธ.ค. 2568 09:52 น.

“คิม จองอึน” ควงภริยา ลูกสาว ตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ควงภริยา-ลูกสาว ตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ตามนโยบายพัฒนาท้องถิ่นลดช่องว่างเขตเมือง-ชนบท ซึ่งถือเป็นการออกงานพร้อมหน้าครอบครัวอีกครั้งในรอบหลายเดือน

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA)  รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ปรากฏตัวพร้อมครอบครัว โดยมีนางรี ซอลจู ภรรยา และคิม จูแอ บุตรสาว เข้าร่วมพิธีตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในเขตคังดง บริเวณชานกรุงเปียงยาง ซึ่งถือเป็นการออกงานพร้อมหน้าครอบครัวอีกครั้งในรอบหลายเดือน

รายงานข่าวระบุว่า พิธีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่เขตคังดง ซึ่งมีการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและศูนย์บริการอเนกประสงค์ ภายใต้นโยบายพัฒนาภูมิภาคอันเป็นเอกลักษณ์ของคิม จองอึน

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดย KCNA แสดงให้เห็นคิม จองอึน ตัดริบบิ้นและตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปอาหาร รวมถึงศูนย์บริการชุมชน พร้อมแสดงความพึงพอใจต่อความคืบหน้าของโครงการ โดยกล่าวว่า การผลักดันการพัฒนาภูมิภาคและนำสาระอันล้ำค่าของความมั่งคั่งและอารยธรรมมาสู่ประชาชน เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ที่พรรคต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเงื่อนไข

การปรากฏตัวของคิม จูแอ ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าอาจเป็นทายาททางการเมืองในอนาคต นับว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมาเธอมักร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเป็นหลัก แตกต่างจากครั้งนี้ที่เป็นงานด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

ทั้งนี้ ในการประชุมเต็มคณะของพรรคแรงงานเกาหลีเมื่อสัปดาห์ก่อน ทางการเกาหลีเหนือได้คัดเลือกเมืองและเขตต่างๆ จำนวน 20 แห่ง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างภายใต้นโยบายพัฒนาท้องถิ่นระยะใหม่ ขณะที่เกาหลีเหนือกำลังเดินหน้ามาตรการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อลดช่องว่างระหว่างเขตเมืองกับชนบท ซึ่งก่อนหน้านี้ คิม จองอึน เคยลงพื้นที่เขตคังดงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างโรงพยาบาลและศูนย์บริการอเนกประสงค์ ซึ่งโครงการโรงพยาบาลแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา.

ที่มา Yonhap

โพลชี้ คะแนนความนิยม “ทรัมป์” ลดลงเหลือ 39% ชาวอเมริกันไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

โพลชี้ คะแนนความนิยม "ทรัมป์" ลดลงเหลือ 39% ชาวอเมริกันไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

17 ธ.ค. 2568 09:05 น.

โพลชี้ คะแนนความนิยม “ทรัมป์” ลดลงเหลือ 39% ชาวอเมริกันไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

โพลชี้ คะแนนนิยม “ทรัมป์” ร่วงเหลือ 39% หลังชาวอเมริกันไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่ยังพุ่งสูง

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ส เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ร่วมกับอิปซอส (Reuters/Ipsos) ที่ออกมาว่า คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ 39% โดยเป็นการลดลงราว 2% จากช่วงต้นเดือนนี้ ท่ามกลางความกังวลของประชาชนชาวอมเริกันต่อภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ 

ผลโพลระบุว่า มีเพียง 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่พอใจกับการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่คะแนนความเชื่อมั่นด้านค่าครองชีพลดลงเหลือ 27% จาก 31% ในช่วงต้นเดือนธันวาคม

โดยแม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน คะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจก็ลดลงเช่นกัน จาก 78% เหลือ 72% สะท้อนความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น แม้ทรัมป์และพันธมิตรจะหาเสียงในปี 2567 ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน  

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของโพลิติโก (Politico) ระบุว่า ชาวอเมริกันกว่า 55% มองว่านโยบายของทรัมป์มีส่วนทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารและที่อยู่อาศัย ปรับตัวสูงขึ้น.

ที่มา Aljazeera

ผลศึกษาชี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หยุดสืบพันธุ์ มีอายุยืนขึ้นมากถึง 20%

ผลศึกษาชี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หยุดสืบพันธุ์ มีอายุยืนขึ้นมากถึง 20%

17 ธ.ค. 2568 08:53 น.

ผลศึกษาชี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หยุดสืบพันธุ์ มีอายุยืนขึ้นมากถึง 20%

นักวิจัยออสเตรเลียพบว่าสัตว์ที่หยุดการสืบพันธุ์ ไม่ว่าจะด้วยการคุมกำเนิดทางฮอร์โมนหรือการทำหมัน มีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้นราวร้อยละ 10-20

มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เปิดเผยผลวิจัยที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากบันทึกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของมนุษย์ 117 สายพันธุ์ อาทิ สิงโต หนู ฯลฯ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีอายุยืนยาวกับการให้กำเนิดลูก โดยพบว่าสัตว์ที่หยุดการสืบพันธุ์ ไม่ว่าจะด้วยการคุมกำเนิดทางฮอร์โมนหรือการทำหมัน มีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้นราวร้อยละ 10-20

มาลกอร์ซาตา ลากิส นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยฯ และผู้ร่วมเขียนการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) กล่าวว่าผลการศึกษานี้ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดชิ้นหนึ่ง ซึ่งสนับสนุนแนวคิดสำคัญของชีววิทยาวิวัฒนาการว่าการสืบพันธุ์ทำให้อายุขัยสั้นลง

นักวิจัยระบุว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการชี้ว่าเมื่อร่างกายต้องทุ่มพลังงานไปกับการมีลูกและเลี้ยงดูลูก ย่อมแลกมากับระดับการซ่อมแซมเซลล์และการรักษาสุขภาพในระยะยาวที่ลดลง

การศึกษาที่นำโดยนักวิจัยจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลียเผยว่าฐานข้อมูลที่ครบถ้วนของสวนสัตว์ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลการเกิด การตาย และการจัดการสืบพันธุ์ผ่านการคุมกำเนิดหรือการทำหมัน ทำให้นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบอายุขัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ในหลากหลายสายพันธุ์

การศึกษาพบกลไกที่แตกต่างกันระหว่างเพศ โดยในสัตว์เพศผู้ มีเพียงการทำหมันด้วยการตัดอัณฑะเท่านั้นที่ช่วยยืดอายุขัยได้ โดยเฉพาะหากดำเนินการก่อนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการลดพฤติกรรมเสี่ยงและก้าวร้าวที่ขับเคลื่อนด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่มักนำไปสู่การบาดเจ็บหรือตายก่อนวัยอันควร

ขณะที่ในเพศเมีย งานวิจัยพบว่าทั้งการคุมกำเนิดและการทำหมันด้วยการผ่าตัดสามารถช่วยยืดอายุขัยได้อย่างสม่ำเสมอในทุกสายพันธุ์ โดยไม่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา

ลากิสอธิบายว่าการตั้งท้อง การให้นมลูก และวัฏจักรสืบพันธุ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่เพียงแต่ต้องใช้พลังงานทางเมตาบอลิซึมสูง แต่ยังอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง พร้อมเสริมว่าเมื่อเพศเมียหลุดพ้นจากภาระด้านการสืบพันธุ์ ร่างกายจะสามารถจัดสรรทรัพยากรได้มากขึ้นเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อลดลง

ผลการศึกษานี้ยังช่วยอธิบายวิวัฒนาการของภาวะหมดประจำเดือน (menopause) เนื่องจากภาวะดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดในช่วงบั้นปลายชีวิต

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าไม่ควรนำผลการศึกษานี้ไปปรับใช้กับการตัดสินใจด้านสุขภาพของมนุษย์โดยตรง โดยชี้ว่าการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การแพทย์ โภชนาการ และการสนับสนุนทางสังคม ล้วนช่วยลดทอนความยากลำบากทางร่างกายที่เกิดจากการสืบพันธุ์ได้อย่างมาก.

ที่มา: ซินหัว

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ การสืบพันธุ์

สลด นร.วัย 15 ปี ใช้มีดก่อเหตุในรร.กรุงมอสโก ของรัสเซีย เด็ก 10 ขวบเสียชีวิต ตร.เร่งสอบแรงจูงใจ

สลด นร.วัย 15 ปี ใช้มีดก่อเหตุในรร.กรุงมอสโก ของรัสเซีย เด็ก 10 ขวบเสียชีวิต ตร.เร่งสอบแรงจูงใจ

17 ธ.ค. 2568 08:38 น.

สลด นร.วัย 15 ปี ใช้มีดก่อเหตุในรร.กรุงมอสโก ของรัสเซีย เด็ก 10 ขวบเสียชีวิต ตร.เร่งสอบแรงจูงใจ

เกิดเหตุสะเทือนขวัญ นักเรียนวัย 15 ปี ใช้มีดแทงเด็ก 10 ขวบเสียชีวิต บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 2 ราย ในโรงเรียนย่านตะวันตกของกรุงมอสโก รัสเซีย ทางการรัสเซียเร่งสอบแรงจูงใจ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดไล่แทงผู้คนภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่โอดินต์โซโว ชานกรุงมอสโก ของรัสเซีย ส่งผลให้เด็กชายวัย 10 ปี เสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย

คณะกรรมการสอบสวนรัสเซียระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนชายวัย 15 ปี ของโรงเรียนแห่งนี้ โดยเริ่มจากการทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่บริเวณทางเดิน ก่อนใช้อาวุธมีดแทงเด็กชายวัย 10 ปี บริเวณลำคอจนเสียชีวิต และทำร้ายพนักงานโรงเรียนอีกราย ก่อนเกิดเหตุ ผู้ต้องสงสัยยังถูกระบุว่าได้ส่งข้อความลักษณะเป็นแถลงการณ์ไปยังเพื่อนร่วมชั้น มีเนื้อหาแสดงความเกลียดชังต่อชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ยืนยันข้อมูลนี้อย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่เผยว่า ผู้ต้องสงสัยให้การรับสารภาพแล้ว และถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่สื่อท้องถิ่น รายงานว่า ผู้ก่อเหตุอาจได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุกราดยิงในโรงเรียนโคลัมไบน์ ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2542

ทั้งนี้ รัสเซียเคยเผชิญเหตุรุนแรงในโรงเรียนหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยหลังเหตุกราดยิงในเมืองคาซาน เมื่อปี 2564 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้สั่งเข้มงวดกฎหมายควบคุมอาวุธปืน และปราบปรามขบวนการเลียนแบบเหตุรุนแรงในสถานศึกษาอย่างจริงจัง.

ที่มา The New York Times

คนวัยหนุ่มสาวเกาหลีใต้ลดเหลือกว่า 10 ล้านคน เหตุสังคมสูงวัย-อัตราเกิดต่ำเรื้อรัง

คนวัยหนุ่มสาวเกาหลีใต้ลดเหลือกว่า 10 ล้านคน เหตุสังคมสูงวัย-อัตราเกิดต่ำเรื้อรัง

17 ธ.ค. 2568 08:25 น.

คนวัยหนุ่มสาวเกาหลีใต้ลดเหลือกว่า 10 ล้านคน เหตุสังคมสูงวัย-อัตราเกิดต่ำเรื้อรัง

ประชากรวัยหนุ่มสาวของเกาหลีใต้ลดลงต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ท่ามกลางจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นและอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำเรื้อรัง 

กระทรวงข้อมูลและสถิติของเกาหลีใต้เปิดเผยว่าสัดส่วนประชากรวัยหนุ่มสาวของเกาหลีใต้ลดลงต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ท่ามกลางจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นและอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยจำนวนประชากรอายุ 19-34 ปี อยู่ที่ 10,404,000 คน ในปี 2024 คิดเป็นร้อยละ 20.1 ของประชากรทั้งหมด

สัดส่วนของกลุ่มประชากรวัยหนุ่มสาวต่อประชากรทั้งหมดลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 28.0 ในปี 2000 เหลือร้อยละ 22.9 ในปี 2010 และร้อยละ 21.1 ในปี 2020

สัดส่วนผู้ชายอายุ 30-34 ปีที่ยังไม่แต่งงานพุ่งสูงจากร้อยละ 28.1 ในปี 2000 เป็นร้อยละ 74.7 ในปี 2024 ขณะที่สัดส่วนผู้หญิงในช่วงอายุเดียวกันที่ยังไม่แต่งงาน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.7 เป็นร้อยละ 58.0 ส่วนกลุ่มผู้ชายอายุ 25-29 ปีที่ยังไม่แต่งงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 71.0 เป็นร้อยละ 95.0 และผู้หญิงอายุ 25-29 ปีที่ยังไม่แต่งงาน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40.1 เป็นร้อยละ 89.2

อัตราการเผชิญภาวะหมดไฟ (burnout) ในกลุ่มประชากรวัยหนุ่มสาวซึ่งรู้สึกอ่อนล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 33.9 ในปี 2022 เหลือร้อยละ 32.2 ในปี 2024 ขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวอยู่ที่ 24.4 ราย ต่อประชากร 100,000 คน ในปี 2024 โดยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกัน จาก 22.0 ในปี 2022

สำหรับกลุ่มอายุ 15-29 ปี ผู้ชายมีอัตราการมีงานทำร้อยละ 43.7 และผู้หญิงร้อยละ 48.4 ในปี 2024 ขณะที่กลุ่มอายุ 30-34 ปี ผู้ชายมีอัตราการมีงานทำร้อยละ 86.6 และผู้หญิงร้อยละ 73.5

ส่วนอัตราการว่างงานแบบกว้าง (expanded jobless rate) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่ต้องการทำงานเพิ่ม ผู้ที่ไม่พร้อมทำงานในช่วงระยะเวลาสำรวจ และผู้ที่ไม่ได้หางานอย่างจริงจังแต่พร้อมที่จะทำงาน ในกลุ่มอายุ 15-29 ปี พุ่งสูงสุดที่ร้อยละ 25.1 ในปี 2020 ก่อนจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือร้อยละ 23.1 ในปี 2021 ร้อยละ 19.0 ในปี 2022 ร้อยละ 16.6 ในปี 2023 และร้อยละ 15.6 ในปี 2024.

ที่มา: ซินหัว

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ฮือฮา อิตาลีพบรอยเท้าไดโนเสาร์หลายพันรอย อายุ 210 ล้านปี

ฮือฮา อิตาลีพบรอยเท้าไดโนเสาร์หลายพันรอย อายุ 210 ล้านปี

17 ธ.ค. 2568 05:50 น.

ฮือฮา อิตาลีพบรอยเท้าไดโนเสาร์หลายพันรอย อายุ 210 ล้านปี

เจ้าหน้าที่ในอิตาลีพบกลุ่มรอยเท้าไดโนเสาร์จำนวนหลายพันรอย ภายในอุทยานแห่งชาติทางตอนเหนือของประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รอยที่พบแสดงให้เห็นพฤติกรรมหลายอย่าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีการค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์จำนวนหลายพันรอย ซึ่งมีอายุย้อนกลับไปถึง 210 ล้านปี ในอุทยานแห่งชาติทางตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งบางรอยมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 40 ซม. เรียงตัวเป็นแนวขนานกัน และหลายรอยแสดงให้เห็นร่องรอยของนิ้วเท้าและเล็บที่ชัดเจน

เชื่อกันว่าไดโนเสาร์เหล่านี้เป็นกลุ่มโปรซอโรพอด (prosauropods) ซึ่งเป็นสัตว์กินพืชที่มีคอยาว หัวเล็ก และมีเล็บที่แหลมคม มีความยาวได้ถึง 10 เมตร เดินด้วยสองขา แต่รอยเท้าที่พบบางจุด ปรากฏรอยมืออยู่ด้านหน้ารอยเท้า บ่งชี้ว่าพวกมันอาจหยุดพักและวางขาหน้าลงบนพื้น

นายคริสเตียโน ดาล แซสโซ นักบรรพชีวินวิทยาจากเมืองมิลานกล่าวว่า “ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอกับการค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้ในภูมิภาคที่ผมอาศัยอยู่”

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ช่างภาพคนหนึ่งได้สังเกตเห็นรอยเท้าเหล่านี้ทอดยาวหลายร้อยเมตรบนหน้าผา ทอดตัวในแนวตั้ง ภายในอุทยานแห่งชาติสเตลวิโอ (Stelvio National Park) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมิลาน

ในช่วงยุคไทรแอสซิก (Triassic period) ซึ่งอยู่ระหว่างประมาณ 250 ถึง 201 ล้านปีที่แล้ว หน้าผาแห่งนี้เคยเป็นที่ราบน้ำขึ้นน้ำลง ก่อนที่ต่อมาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์

“สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยไดโนเสาร์ มันคือสมบัติทางวิทยาศาสตร์อันมหาศาล” นาย ดาล แซสโซ กล่าว และเสริมว่า ฝูงไดโนเสาร์เคลื่อนที่อย่างสอดคล้องกัน และยังมีร่องรอยของพฤติกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น กลุ่มสัตว์รวมตัวกันเป็นวงกลม ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันตัว

ด้านนาย เอลิโอ เดลลา แฟร์เรรา ช่างภาพผู้ค้นพบสถานที่ดังกล่าวเผยว่า เขาหวังว่าการค้นพบนี้จะกระตุ้นให้เราทุกคนได้ตระหนักว่าเรารู้จักสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ บ้านของเรา ดาวเคราะห์ของเรา น้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ตามข่าวประชาสัมพันธ์จากกระทรวงวัฒนธรรมของอิตาลี พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยเส้นทางเดินเท้า ดังนั้นจะมีการใช้โดรนและเทคโนโลยีสำรวจระยะไกลแทน

อุทยานแห่งชาติสเตลวิโอตั้งอยู่ในหุบเขาฟราเอเล (Fraele valley) ใกล้พรมแดนอิตาลี-สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปีหน้า

กระทรวงวัฒนธรรมของอิตาลีระบุว่า “มันราวกับว่าประวัติศาสตร์ต้องการแสดงความเคารพต่อการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยการรวมอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน ในการส่งไม้ต่อเชิงสัญลักษณ์ระหว่างธรรมชาติกับกีฬา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc