ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

19 ม.ค. 2569 03:29 น.

ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

รัฐบาลซีเรียประกาศหยุดยิงทั่วประเทศกับกลุ่ม SDF ซึ่งนำโดยชาวเคิร์ด หลังปะทะกันมานาน 2 สัปดาห์ พร้อมเตรียมรวมกองกำลังเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน และรับรองสิทธิชาวเคิร์ด

สื่อของรัฐบาลซีเรียรายงานว่า รัฐบาลซีเรียได้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศกับกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) ที่นำโดยกลุ่มชาวเคิร์ด โดยมีผลบังคับใช้ในทันที ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของประเทศ

การหยุดยิงในครั้งนี้เป็นการยุติการสู้รบที่ดำเนินมาเกือบสองสัปดาห์ และเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกว้างๆ รวม 14 ข้อ ซึ่งจะมีกระบวนการรวมกองกำลัง SDF เข้ากับกองทัพและสถาบันต่างๆ ของรัฐบาลซีเรีย

ประธานาธิบดี อาห์เหม็ด อัล-ชารา มีแถลงการณ์ในกรุงดามัสกัสว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้สถาบันต่างๆ ของรัฐบาลซีเรียสามารถกลับเข้าควบคุม 3 จังหวัดทางภาคตะวันออกและภาคเหนือ ได้แก่ อัล-ฮาซากะห์ (al-Hasakah), ดีร์ เอซซอร์ (Deir Ezzor) และ รักกะ (Raqqa) ได้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการหารือระหว่างนายอัล-ชารา และ ทอม แบร์รัก ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำซีเรีย ณ กรุงดามัสกัส โดยนายแบร์รักได้กล่าวชื่นชมข้อตกลงนี้ว่าเป็นก้าวย่างสำคัญไปสู่การเป็น “ซีเรียที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ทั้งนี้ กองกำลัง SDF ที่นำโดยกลุ่มชาวเคิร์ดจัดตั้งการปกครองตนเองขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองซีเรียเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้จัดหาอาวุธและฝึกฝนกองกำลัง SDF ในฐานะพันธมิตรหลักในพื้นที่เพื่อต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส)

ด้วยการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ กองกำลัง SDF สามารถขับไล่กลุ่มไอซิสออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย และได้เข้าปกครองพื้นที่ทั้งในส่วนของชาวเคิร์ดและพื้นที่ที่มีชาวอาหรับเป็นประชากรส่วนใหญ่

แต่ภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามโดยนายอัล-ชารา และนายอับดี ทางการซีเรียจะเข้ารับช่วงต่อในการดูแลสถาบันพลเรือน ด่านข้ามพรมแดน รวมถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเคยเป็นรากฐานสำคัญในการค้ำจุนการปกครองตนเองของชาวเคิร์ดมาโดยตลอด

บุคลากรทางทหารและฝ่ายความมั่นคงของ SDF จะถูกรวมเข้ากับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยของซีเรียหลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ ในขณะที่รัฐบาลดามัสกัสจะเข้ารับผิดชอบดูแลเรือนจำและค่ายกักกันที่คุมขังนักรบกลุ่มไอซิสชาวต่างชาติและครอบครัวจำนวนหลายหมื่นคน

นอกจากนี้ รัฐบาลดามัสกัสยังย้ำคำมั่นที่จะรับรองสิทธิทางวัฒนธรรมและภาษาของชาวเคิร์ด ซึ่งรวมถึงการให้ภาษาเคิร์ดมีสถานะเป็นภาษาทางการ และกำหนดให้วันปีใหม่ของชาวเคิร์ดเป็นวันหยุดประจำชาติ นับเป็นการให้การรับรองสิทธิของชาวเคิร์ดอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่ซีเรียได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2489

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจาก ความพยายามในการเจรจาควบรวมกองกำลังก่อนหน้านี้ล้มเหลวและหยุดชะงักไปหลายเดือน และมีขึ้นหลังจากกองกำลังรัฐบาลซีเรียเคลื่อนพลเข้าสู่เมืองรักกะและแหล่งน้ำมันในบริเวณใกล้เคียง ภายหลังการถอนกำลังของ SDF เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน นายอัล-ชารา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หากกองกำลังติดอาวุธกลุ่มหนึ่งจะเข้าควบคุมพื้นที่ 1 ใน 4 ของประเทศ และถือครองทรัพยากรน้ำมัน รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์หลักของชาติเอาไว้เพียงกลุ่มเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

19 ม.ค. 2569 01:58 น.

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

รอยเตอร์สรายงานว่า ผู้เสียชีวิตในการประท้วงในอิหร่าน เพิ่มขึ้นจนถึง 5,000 ศพแล้ว ขณะที่ฝ่ายตุลาการของอิหร่านส่งสัญญาณว่าการประหารชีวิตอาจยังคงดำเนินต่อไป หลังทรัมป์บอกยุติแล้ว

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอิหร่านเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วงใหญ่ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 5,000 ศพแล้ว โดยเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 500 นาย โดยเขากล่าวหาว่า ผู้ก่อการร้ายและกลุ่มผู้ก่อจลาจลติดอาวุธเป็นผู้สังหารชาวอิหร่านผู้บริสุทธิ์

การประท้วงทั่วประเทศดังกล่าว ปะทุขึ้นจากความไม่พอใจในปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนจะขยายตัวเป็นวงกว้างตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปกครอง จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง กลายเป็นเหตุความไม่สงบที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อปี 2522

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาขู่หลายครั้งว่าจะเข้าแทรกแซง หากกลุ่มผู้ประท้วงยังคงถูกสังหารบนท้องถนนหรือถูกประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ขอบคุณผู้นำอิหร่าน อ้างว่ารัฐบาลนี้สั่งระงับการประหารชีวิตผู้คนตามที่มีกำหนดการเอาไว้ถึง 800 ราย

อย่างไรก็ตาม นาย อัสการ์ จาฮันกีร์ โฆษกฝ่ายตุลาการของอิหร่าน แถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ส่งสัญญาณว่าการประหารชีวิตอาจยังคงดำเนินต่อไป

“การกระทำหลายประการถูกระบุว่าเป็นความผิดฐาน Mohareb (โมฮาเรบ) ซึ่งเป็นหนึ่งในบทลงโทษทางอิสลามที่รุนแรงที่สุด” นายจาฮันกีร์กล่าว อนึ่ง คำว่า Mohareb เป็นศัพท์กฎหมายอิสลามที่มีความหมายว่า “การทำสงครามกับพระเจ้า” ซึ่งตามกฎหมายของอิหร่านนั้นมีโทษสถานหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตระหว่างการประท้วงใหญ่ในอิหร่านอยู่ที่ 3,308 ศพ และยังมีอีก 4,382 กรณีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมระบุว่าสามารถยืนยันตัวเลขผู้ถูกจับกุมได้มากกว่า 24,000 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไฟไหม้ห้างฯ ปากีสถาน ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

ไฟไหม้ห้างฯ ปากีสถาน ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

19 ม.ค. 2569 00:10 น.

ไฟไหม้ห้างฯ ปากีสถาน ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองการาจี ของปากีสถาน ล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ โดยมีผู้บาดเจ็บและสูญหายอีกหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่ห้างสรรพสินค้า Gul Plaza ในเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน เมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. 2569 ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ รวมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงด้วย 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน ท่ามกลางความกังวลว่า อาจมีผู้ติดค้างอยู่ภายใน

หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นระบุว่า เมื่อทีมช่วยเหลือเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุในวันเสาร์ เปลวไฟได้ลุกลามจากชั้นล่างขึ้นไปยังชั้นบน และไฟได้โหมลุกไหม้เกือบจะทั่วทั้งอาคารแล้ว ส่งผลให้โครงสร้างบางส่วนของห้าง พังถล่มลงมา กลายเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัย

ห้าง Gul Plaza มีร้านค้ากว่า 1,200 แห่ง และครอบคลุมพื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ โดยนายฮัสซัน ข่าน โฆษกหน่วยกู้ภัย 1122 ในการาจีบอกกับ BBC ว่า ภายในห้างแห่งนี้วัสดุไวไฟจำนวนมาก เช่น โฟมพลาสติก ผ้า พรม และน้ำหอม

ขณะที่ทางการท้องถิ่นของเมืองการาจีจัดตั้งโต๊ะลงทะเบียนเพื่อบันทึกรายชื่อและรายละเอียดของผู้ที่ยังสูญหายแล้ว โดยในเบื้องต้นมีผู้ถูกแจ้งหายมากกว่า 30 ราย

ด้านประธานาธิบดี อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี แห่งปากีสถาน ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสั่งการให้รัฐบาลท้องถิ่นของจังหวัดสินธ์ (ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองการาจี) ดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยทั่วทั้งพื้นที่อย่างละเอียด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บรูซ เหลียง ดาวกังฟูฮ่องกงเสียชีวิตแล้ว ปิดตำนาน “เทพเมฆาอัคคี”

บรูซ เหลียง ดาวกังฟูฮ่องกงเสียชีวิตแล้ว ปิดตำนาน “เทพเมฆาอัคคี”

18 ม.ค. 2569 23:12 น.

บรูซ เหลียง ดาวกังฟูฮ่องกงเสียชีวิตแล้ว ปิดตำนาน “เทพเมฆาอัคคี”

บรูซ เหลียง นักแสดงสายศิลปะการต่อสู้ชื่อดังชาวฮ่องกง ผู้เป็นที่รู้จักจากบท “เทพเมฆาอัคคี” จากภาพยนตร์เรื่อง “คนเล็กหมัดเทวดา” เสียชีวิตแล้วในวัย 77 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ม.ค. 2569 ว่า “บรูซ เหลียง” หรือ “เหลียง เสี่ยวหลง” (Leung Siu-lung) นักแสดงศิลปะป้องกันตัวและดาราภาพยนตร์ชื่อดังชาวฮ่องกง และมีผลงานโดดเด่นในภาพยนตร์แอ็กชันมากมาย เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะมีอายุได้ 77 ปี

ตามการเปิดเผยจากกลุ่มเพื่อนสนิทของนายเหลียง ครอบครัวกำลังดำเนินการจัดพิธีศพเป็นการภายใน โดยมีกำหนดการเบื้องต้นสำหรับพิธีไว้อาลัยในวันที่ 26 มกราคม ณ เขตหลงกัง เมืองเซินเจิ้น

ทั้งนี้ เหลียง เสี่ยวหลง หรือที่รู้จักในชื่อ บรูซ เหลียง เป็นบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกงตลอดยุค 70 และ 80 เขาเป็นนักศิลปะป้องกันตัวผู้เชี่ยวชาญทั้งคาราเต้สายโกจูริว (Goju-ryu) และมวยหย่งชุน (Wing Chun) เขาฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์ระดับคลาสสิกมากมาย และในอดีตเคยถูกจัดให้เป็นหนึ่งในกลุ่มนักแสดง “Bruceploitation” (กลุ่มดาราหน้าเหมือนหรือตัวแทนบรูซ ลี) ที่โด่งดังขึ้นมาหลังการเสียชีวิตของ บรูซ ลี ราชากังฟู

บรูซ เหลียง ปรากฏตัวในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Tattoo Connection และเคยร่วมงานกับเฉินหลงใน Magnificent Bodyguards แต่บทบาทที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกรู้จักเขาดีที่สุดคือบท “เทพเมฆาอัคคี” (The Beast) ตัวร้ายสุดแกร่งในภาพยนตร์ฮิตถล่มทลายเรื่อง Kung Fu Hustle (คนเล็กหมัดเทวดา) ของโจว ซิงฉือ เมื่อปี 2547 (ค.ศ.2004) ซึ่งถือเป็นการกลับมาสู่วงการได้อย่างสง่างามหลังจากห่างหายจากหน้าจอไปช่วงหนึ่ง

นายเหลียงโลดแล่นในเส้นทางสายบันเทิงมานานหลายทศวรรษ โดยผลงานในยุคหลังของเขารวมถึงสารคดีเรื่อง Dragonland (พ.ศ. 2550) และซีรีส์จีนเรื่อง Heroes (พ.ศ. 2563) ด้านชีวิตครอบครัว เขาใช้ชีวิตคู่ร่วมกับภรรยา “ซ่ง เซียง” ซึ่งแต่งงานกันในปี 2538 และมีลูกด้วยกัน 2 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : dimsumdaily

อินโดนีเซีย เจอซากเครื่องบินลาดตระเวนแล้ว พบ 1 ศพ หายอีก 9 ราย

อินโดนีเซีย เจอซากเครื่องบินลาดตระเวนแล้ว พบ 1 ศพ หายอีก 9 ราย

18 ม.ค. 2569 22:00 น.

อินโดนีเซีย เจอซากเครื่องบินลาดตระเวนแล้ว พบ 1 ศพ หายอีก 9 ราย

(ภาพจาก AP/THE INDONESIAN NATIONAL SEARCH AND RESCUE AGENCY)

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียพบซากเครื่องบินลาดตระเวนที่ขาดการติดต่อไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว โดยเบื้องต้นพบร่างผู้เสียชีวิต 1 ศพ แต่ยังไม่ทราบชะตากรรมของอีก 9 คนที่เหลือ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ค. 2569 ทางการอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบซากเครื่องบินลาดตระเวนการประมง ที่สูญหายไปในจังหวัดสุลาเวสีใต้แล้ว โดยพบอยู่บริเวณลาดเขาที่มีหมอกปกคลุม และเจ้าหน้าที่กู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 1 ราย จากจำนวนผู้ที่อยู่บนเครื่องทั้งหมด 10 คน

เครื่องบินใบพัดรุ่น ATR 42-500 ซึ่งเป็นของกลุ่มบริษัทการบิน อินโดนีเซีย แอร์ ทรานสปอร์ต ได้ขาดการติดต่อกับหอควบคุมการจราจรทางอากาศเมื่อวันเสาร์ เวลาประมาณ 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณเขตมารอส ในจังหวัดสุลาเวสีใต้ ขณะกำลังเดินทางจากเมืองยอกยาการ์ตาไปยังเมืองมากัสซาร์ เมืองเอกของจังหวัดสุลาเวสีใต้

เครื่องบินลำนี้ถูกเช่าเหมาลำโดยกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซียเพื่อปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศด้านการประมง โดยบนเครื่องมีลูกเรือ 7 คนและมีผู้โดยสาร 3 คน เป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทั้งหมด

นายอันดี สุลต่าน เจ้าหน้าที่สำนักงานกู้ภัยจังหวัดสุลาเวสีใต้ เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่นพบซากเครื่องบินกระจายอยู่ในหลายจุดรอบภูเขาบูรูซาราอุง (Bulusaraung) ในเขตมารอส โดยภูเขาลูกดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1,500 กิโลเมตร

“ทีมค้นหาทางอากาศของเรามองเห็นเศษซากหน้าต่างเครื่องบินเมื่อเวลา 07.46 น.” นายสุลต่านกล่าว “และเมื่อเวลาประมาณ 07.49 น. เราได้พบชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของอากาศยาน ซึ่งคาดว่าเป็นส่วนลำตัวของเครื่องบิน” โดยพบส่วนหางของเครื่องบินที่บริเวณตีนเขาด้วย

นายสุลต่านระบุว่า ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยไปยังจุดที่พบซากเครื่องบินแล้ว แต่ปฏิบัติการค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากหมอกหนาและสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา จนกระทั่งช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ก็พบร่างผู้เสียชีวิต 1 รายในหุบเขา ห่างจากยอดเขาบูรูซาราอุงประมาณ 200 เมตร แต่ยังไม่ทราบชะตากรรมของอีก 9 คนที่เหลือ

ส่วนนายมูฮัมหมัด อารีฟ อันวาร์ หัวหน้าสำนักงานกู้ภัยจังหวัดสุลาเวสีใต้ กล่าวว่า หลังจากพบซากเครื่องบินแล้ว ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการค้นหาผู้ประสบภัย โดยจะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 1,200 นาย เพื่อออกค้นหาผู้สูญหาย

ด้านนายซูเรียนโต จาห์โยโน ประธานคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย (KNKT) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเครื่องบินได้พุ่งชนเข้ากับไหล่เขา โดยเป็นการชนประเภท “การบินชนภูมิประเทศโดยที่นักบินยังสามารถควบคุมเครื่องได้” ซึ่งหมายความว่านักบินยังคงควบคุมเครื่องบินได้อยู่และไม่ได้เจตนาพุ่งชน

แต่นายจาห์โยโนย้ำว่า ทีมสอบสวนยังไม่ได้สรุปสาเหตุที่แน่ชัดของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ "อาร์เทมิส 2" ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

18 ม.ค. 2569 11:54 น.

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

องค์การนาซาเคลื่อนย้ายจรวด SLS และยานอวกาศโอไรออน สู่ฐานปล่อยที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis 2) ส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ลุ้นทะยานเร็วสุด 6 กุมภาพันธ์นี้ หวังชิงความได้เปรียบเหนือจีนในการสำรวจอวกาศ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ได้เริ่มเคลื่อนย้ายจรวด สเปซ ลอนช์ ซิสเต็ม (Space Launch System หรือ SLS)  สีส้ม-ขาวขนาดมหึมา พร้อมยานอวกาศโอไรออน (Orion) ออกจากอาคารประกอบยาน ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา มุ่งหน้าสู่แท่นยิง 39B ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายระยะทาง 6.5 กิโลเมตรที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดและกินเวลานานถึง 12 ชั่วโมง

การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบระบบขั้นสุดท้ายก่อนเริ่มภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ซึ่งมีกำหนดการยิงจรวดเร็วที่สุดในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ โดยหากการทดสอบทุกอย่างเป็นไปตามแผน นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และชาวแคนาดา 1 คน จะออกเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์เป็นเวลา 10 วัน แม้จะยังไม่มีการลงจอดบนพื้นผิว แต่ถือเป็นก้าวสำคัญตามเป้าหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการนำมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

ในวันเคลื่อนย้ายจรวด นักบินอวกาศทั้ง 4 ราย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิคเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา คอค และ เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา ได้เดินทางมาดูจรวดด้วยตนเอง โดยแฮนเซนเผยว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก และเชื่อว่านี่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อให้เป็นไปได้

นาซากำลังเร่งมืออย่างเต็มที่หลังจากโครงการล่าช้ามานาน โดยการขยับเป้าหมายมาเป็นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ถูกมองว่าเป็นความต้องการของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการเอาชนะจีนในการสำรวจอวกาศ ซึ่งปัจจุบันจีนมีแผนจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2030 และกำลังเตรียมส่งภารกิจไร้คนขับ “ฉางเอ๋อ 7” ไปสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ในปี 2026 นี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้อาร์เทมิส 2 จะคืบหน้าไปมาก แต่ภารกิจอาร์เทมิส 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนการลงจอดบนดวงจันทร์ ที่วางแผนไว้ในปี 2027 อาจต้องถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าบริษัทสเปซเอ็กซ์ ของ อีลอน มัสก์ ยังคงมีความล่าช้าในการพัฒนาจรวดสตาร์ชิป ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการนำนักบินลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์.

ที่มา BBC

ศรีลังกาเผยโฉม “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

ศรีลังกาเผยโฉม "สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง" ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

18 ม.ค. 2569 10:51 น.

ศรีลังกาเผยโฉม “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

ศรีลังกาเปิดตัวอัญมณีหายาก “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” น้ำหนัก 3,563 กะรัต ซึ่งเจ้าของระบุว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประเมินมูลค่าเบื้องต้นไว้สูงถึง 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,430- 12,580 ล้านบาท

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) ที่กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา คณะเจ้าของอัญมณีได้ทำการเปิดตัว “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” (Purple Star Sapphire) น้ำหนัก 3,563 กะรัต ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยคณะเจ้าของมีความพร้อมที่จะจำหน่ายอัญมณีล้ำค่าชิ้นนี้ ซึ่งมีการประเมินมูลค่าเบื้องต้นไว้สูงถึง 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,430- 12,580 ล้านบาท

อัญมณีรูปทรงกลมเม็ดนี้ได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สตาร์ ออฟ เพียว แลนด์” (Star of Pure Land) โดยนายอาชาน อมราสิงเห ที่ปรึกษาด้านอัญมณีศาสตร์ ระบุว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ พร้อมจุดเด่นคือปรากฏการณ์ทางแสงที่เรียกว่า “อาสเตริซึม” (Asterism) หรือรูปดาว 6 แฉกที่ปรากฏชัดเจนบนหน้าอัญมณี ซึ่งถือเป็นลักษณะที่พิเศษและหายากกว่าอัญมณีเม็ดอื่นๆ

สำหรับที่มาของอัญมณีเม็ดนี้ หนึ่งในคณะเจ้าของ ซึ่งขอสงวนนามด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เปิดเผยว่าถูกขุดพบในเหมืองอัญมณีใกล้กับเมืองรัตนปุระ หรือที่รู้จักกันในนาม “เมืองแห่งอัญมณี” เมื่อปี 2023 โดยในตอนแรกมันถูกซื้อมาพร้อมกับอัญมณีเม็ดอื่นๆ เป็นกลุ่มก้อน จนกระทั่งผ่านไปประมาณ 2 ปี เจ้าของจึงตระหนักได้ว่านี่คืออัญมณีที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง และได้ส่งไปตรวจสอบเพื่อรับรองจากห้องปฏิบัติการอัญมณีถึง 2 แห่ง

นายอมราสิงเหระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ประเมินราคาอัญมณีระดับสากลได้ประมาณการมูลค่าของแซฟไฟร์เม็ดนี้ไว้ที่ระหว่าง 300 ถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำชื่อเสียงของแซฟไฟร์จากศรีลังกาที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในด้านสีสันที่เลอค่า ความใสบริสุทธิ์ และความเปล่งประกายที่เป็นเอกลักษณ์.

ที่มา AP

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง “เศษเดนมนุษย์” ไล่ไปคว้านท้อง

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง "เศษเดนมนุษย์" ไล่ไปคว้านท้อง

18 ม.ค. 2569 10:08 น.

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง “เศษเดนมนุษย์” ไล่ไปคว้านท้อง

นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา ออกแถลงการณ์ขอโทษและยอมรับว่าเคยด่าทอลูกน้องลับหลังด้วยถ้อยคำรุนแรง ทั้ง “เศษเดนมนุษย์” และ “เศษฝุ่นไร้ค่า” หลังถูกหัวหน้าฝ่ายบุคคลออกมาแฉพฤติกรรมสุดทน พร้อมเผยเคยถูกชี้หน้าขู่และสั่งให้ “คว้านท้อง” หากทำภารกิจระดับชาติไม่สำเร็จ

นายทาเคฮารุ ยามานากะ นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮาม่า วัย 53 ปี ยอมรับต่อหน้าสื่อมวลชนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ว่า ตนเองได้ใช้คำพูดด่าทอเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาและสมาชิกสภาเมืองลับหลังด้วยถ้อยคำหยาบคายจริง โดยให้คำมั่นว่าจะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองให้ดียิ่งขึ้นหลังจากนี้

เหตุการณ์อื้อฉาวนี้ถูกเปิดเผยโดย นายอัทสึชิ คุโบตะ หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของศาลาว่าการเมืองโยโกฮามา ซึ่งระบุว่าเขาตกเป็นเป้าหมายของการทารุณกรรมทางวาจาหลายครั้ง นายคุโบตะเผยว่าเมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการต่างประเทศ นายยามานากะได้กล่าวกับเขาว่า “ถ้าคุณล้มเหลวในการทำให้โยโกฮาม่าเป็นเจ้าภาพจัดงาน TICAD คุณต้องคว้านท้องตัวเองซะ” ซึ่งหมายถึงการทำเซปปุกุตามธรรมเนียมโบราณ

นอกจากนี้ นายคุโบตะยังเล่าว่า เคยถูกนายกเทศมนตรีทำท่าทางเอานิ้วชี้จ่อมาที่เขาเหมือนถือปืน พร้อมขู่ว่า “ถ้าแกทรยศฉัน แกต้องเจอแบบนี้” รวมถึงมักจะได้ยินนายยามานากะด่าทอลูกน้องและคนที่ไม่ชอบหน้าลับหลังด้วยคำเหยียดหยาม เช่น “ไอ้อ้วน” “ไอ้นกกระจอกเทศ” “เศษเดนมนุษย์” และ “ไอ้เศษฝุ่นไร้ค่า”

ทางด้านนายยามานากะกล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจและอยากขอโทษที่ทำให้พนักงานต้องทนทุกข์ทรมาน พร้อมเตรียมขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของตนเอง อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธเรื่องการทำท่าปืนจู่โจม และอ้างว่าการพูดเรื่อง “คว้านท้อง” นั้น เป็นเพียง “การแสดงความมุ่งมั่น” ของเขาที่ต้องการให้เมืองได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติเท่านั้น

ภายหลังคำขอโทษ นายคุโบตะได้กล่าวตอบโต้ว่า “พนักงานไม่ใช่เครื่องมือ และสมาชิกสภาเมืองก็ไม่ใช่อดีตศัตรู ผมหวังว่าท่านนายกฯ จะเข้าใจแก่นแท้ของเรื่องนี้และยอมรับมัน”

สำหรับนายทาเคฮารุ ยามานากะ อดีตเคยเป็นศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครโยโกฮามา ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีครั้งแรกในปี 2021 และเพิ่งชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ก่อนจะถูกนิตยสารรายสัปดาห์ Shukan Bunshun ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมจนนำมาสู่การยอมรับผิดในครั้งนี้.

ที่มา THE MAINICHI

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

18 ม.ค. 2569 09:51 น.

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

กลุ่มคนร้ายอาวุธครบมือบุกจู่โจมร้านการ์ดเกมชื่อดังในย่านแมนแฮตตัน ในนครนิวยอร์ก ชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่พนักงานและลูกค้าที่กำลังร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์ภายในร้าน ก่อนกวาดการ์ดหายากมูลค่ารวมกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.4 ล้านบาท พบการ์ดบางใบมีราคาสูงถึงเกือบ 2 แสนบาท ด้านเจ้าของร้านยืนยันทุกคนปลอดภัยแต่ขวัญเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักงานตำรวจนิวยอร์กเปิดเผยรายงานเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญ เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน บุกเข้าไปในร้าน “โพเก คอร์ท” (Poké Court) ย่านแมนแฮตตัน เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 ม.ค.) โดยคนร้ายได้ชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่พนักงานและลูกค้าที่กำลังร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์ภายในร้าน ก่อนจะกวาดเอาการ์ดโปเกมอนหายาก เงินสด และโทรศัพท์มือถือหลบหนีไป

จากภาพหลักฐานที่ทางร้านเผยแพร่ พบชายสวมชุดดำปิดบังใบหน้าจ่ออาวุธปืนไปยังผู้ที่อยู่ในร้านซึ่งกำลังชูมือขึ้นเหนือศีรษะ รายงานระบุว่าทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปมีมูลค่ารวมประมาณ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านบาท) โดยการ์ดบางใบที่เป็นของสะสมหายากมีราคาสูงถึง 5,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 แสนบาท) รวมถึงการ์ดตัวละครยอดฮิตอย่าง “ปิกาจู” ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในเคสพลาสติกนิรภัย เพื่อรับรองความแท้

คอร์ตนีย์ ชิน เจ้าของร้าน ยืนยันผ่านอินสตาแกรมว่าพนักงานและลูกค้าทุกคนปลอดภัย แม้ตู้โชว์สินค้าจะถูกทุบทำลายจนเสียหาย โดยเธอกล่าวว่า “งานอดิเรกนี้ควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย การ์ดกระดาษอาจหามาทดแทนได้ แต่ไม่ควรมีใครต้องมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้”

เทรนด์โจรกรรมการ์ดโปเกมอนระบาดหนักในสหรัฐฯเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุปล้นการ์ดโปเกมอนมูลค่ากว่า 300,000 ดอลลาร์ (ราว 10.5 ล้านบาท) จากลูกค้าที่เพิ่งเดินออกจากร้านในนครลอสแอนเจลิส และเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน ร้านการ์ดในเขตเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ถูกโจรบุกปล้นกวาดทรัพย์สินไปนับแสนดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 2 นาที

ทั้งนี้ โปเกมอนถือเป็นแฟรนไชส์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยในปี 2024 สามารถทำรายได้จากค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าบริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่อย่างแมตเทล ทำให้การ์ดสะสมที่มีจำนวนจำกัดกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มมิจฉาชีพเนื่องจากมีราคาสูงและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายในตลาดมืด

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ และกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อล่าตัวกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา USA TODAY

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

18 ม.ค. 2569 07:00 น.

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

ทางการอินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาเครื่องบินลำหนึ่ง ซึ่งหายสาบสูญไประหว่างเดินทางบริเวณเกาะสุลาเวสี พร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือรวม 10 ชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาเครื่องบินลำหนึ่งที่บรรทุกเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย และลูกเรือ 7 ราย หลังจากขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) ระหว่างทำภารกิจการติดตามตรวจสอบทรัพยากร

หน่วยกู้ภัยระบุว่า เครื่องบินแบบใบพัดรุ่น ATR 42-500 ของสายการบิน “อินโดนีเซีย แอร์ ทรานสปอร์ต” (IAT) ออกเดินทางจากเมืองยอกยาการ์ตา และกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองมาคัสซาร์บนเกาะสุลาเวสี

นายสันตี วาห์ยู เตร็งโกโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซีย กล่าวในงานแถลงข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ 3 รายอยู่บนเครื่องบินลำนี้ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจติดตามตรวจสอบทรัพยากรในพื้นที่ทางอากาศ ก่อนจะขาดการติดต่อไปหลังจากเวลา 13.00 น. วันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น)

ขณะที่ IAT ระบุว่า มีลูกเรืออีก 7 รายอยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ด้านนายมูฮัมหมัด อารีฟ อันวาร์ หัวหน้าหน่วยงานค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่นเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ได้มีการส่งทีมกู้ภัยไปยังพื้นที่ภูเขาในเขตมาโรส (Maros Regency) ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับเมืองมาคัสซาร์ และอยู่ใกล้กับพิกัดสุดท้ายที่ทราบของเครื่องบิน

นายอันวาร์บอกด้วยว่า การค้นหาทั้งทางบกและทางอากาศได้รับความร่วมมือจากกองทัพอากาศ ตำรวจ และอาสาสมัคร

ส่วนนายอันดี สุลต่าน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยงานค้นหาและกู้ภัยเมืองมาคัสซาร์ ระบุว่ามีการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนในการค้นหาเครื่องบินลำนี้ด้วย

ขณะที่บริษัท ATR ผู้ผลิตเครื่องบิน ATR 42-500 ซึ่งมีฐานอยู่ในฝรั่งเศส ระบุว่า ได้รับแจ้งเกี่ยวกับ “อุบัติเหตุ” ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินของบริษัทแล้ว ซึ่ง “ผู้เชี่ยวชาญของ ATR กำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนทั้งการสืบสวนที่นำโดยทางการอินโดนีเซียและบริษัทผู้ให้บริการการบิน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna