ออสเตรเลียปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 762 ล้านลิตร หลังประชาชนแห่กักตุน ราคาพุ่งทั่วประเทศ

ออสเตรเลียปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 762 ล้านลิตร หลังประชาชนแห่กักตุน ราคาพุ่งทั่วประเทศ

17 มี.ค. 2569 08:38 น.

ออสเตรเลียปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 762 ล้านลิตร หลังประชาชนแห่กักตุน ราคาพุ่งทั่วประเทศ

ออสเตรเลียประกาศปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ 762 ล้านลิตร หวังบรรเทาวิกฤตพลังงาน หลังประชาชนจำนวนมากแห่เติมและกักตุนเชื้อเพลิง จนบางปั๊มเริ่มน้ำมันหมด ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง

รัฐบาลออสเตรเลีย ประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 762 ล้านลิตรเข้าสู่ตลาด หลังเกิดกระแสประชาชนแห่เติมและกักตุนเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

การตัดสินใจดังกล่าวได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการเมื่อคืนที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยรัฐบาลระบุว่าเชื้อเพลิงสำรองซึ่งประกอบด้วย น้ำมันเบนซินและดีเซล จะเริ่มทยอยส่งถึงผู้บริโภคตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และคาดว่าจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคา หลังราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก Australian Competition and Consumer Commission ระบุว่า ราคาน้ำมันใน 5 เมืองใหญ่ของออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นเกือบ 50 เซนต์ต่อลิตร ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 11 มีนาคม โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ประมาณ 2.20 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อลิตร หรือราว 1.55 ดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังเผชิญ ราคาพลังงานพุ่งสูง จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์

ในรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศอย่างนิวเซาท์เวลส์ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า สถานีบริการน้ำมัน 32 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 3,000 แห่ง กำลังมีปริมาณน้ำมันเหลือน้อยหรือบางแห่งถึงขั้นหมดสต็อก

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเกิด คิวยาวตามสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเร่งเติมและกักตุนเชื้อเพลิง แม้ว่ารัฐบาลจะขอความร่วมมือให้ซื้อเท่าที่จำเป็นก็ตาม

ด้าน คริส โบเวน รัฐมนตรีพลังงานออสเตรเลีย กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว หลังเกิดเหตุโจมตีอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

เขากล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า “ขอให้ประชาชนเติมน้ำมันเท่าที่จำเป็น ไม่ควรซื้อน้อยเกินไปหรือมากเกินไป เพราะตอนนี้เราเห็นความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่เกิดการโจมตีอิหร่าน”

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียหวังว่าการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งนี้จะช่วย ลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและคลี่คลายภาวะตื่นตระหนกของประชาชน ในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกยังคงผันผวนอย่างหนัก.

ที่มา : BBC

พูดไม่ตรงกัน! ทำเนียบขาวเผยอิหร่านติดต่อขอเจรจาสหรัฐฯ แต่เตหะรานปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เคยส่งสัญญาณคุย

พูดไม่ตรงกัน! ทำเนียบขาวเผยอิหร่านติดต่อขอเจรจาสหรัฐฯ แต่เตหะรานปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เคยส่งสัญญาณคุย

17 มี.ค. 2569 08:21 น.

พูดไม่ตรงกัน! ทำเนียบขาวเผยอิหร่านติดต่อขอเจรจาสหรัฐฯ แต่เตหะรานปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เคยส่งสัญญาณคุย

ทำเนียบขาวเผย “ทรัมป์” ปฏิเสธที่จะเปิดเจรจากับอิหร่านในเวลานี้ แม้มีการติดต่อผ่านทูตตะวันออกกลาง ขณะที่อิหร่านยังคงยืนกรานปฏิเสธ ไม่ได้ติดต่อกับผู้แทนพิเศษของทรัมป์เพื่อขอเจรจาแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวเปิดเผยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธความพยายามในการรื้อฟื้นการเจรจากับอิหร่านในช่วงเวลานี้ แม้ฝ่ายอิหร่านจะพยายามติดต่อผ่านช่องทางการทูตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 2 คนให้ข้อมูลกับ CNN ว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านได้พยายามติดต่อโดยตรงไปยัง สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลางของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ในรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเปิดช่องทางการเจรจาทางการทูตอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แจ้งกับทีมงานของตนว่า ยังไม่ต้องการเปิดการเจรจาในเวลานี้

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่าเป็นผู้พยายามติดต่อวิตคอฟฟ์นั้น ได้ออกมาปฏิเสธว่าเขาไม่ได้มีการติดต่อกับผู้แทนพิเศษของทรัมป์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแต่อย่างใด

โดยอารักชีโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันจันทร์ว่า

“การติดต่อครั้งสุดท้ายของผมกับนายวิตคอฟฟ์ เกิดขึ้นก่อนที่เจ้านายของเขาจะตัดสินใจทำลายการทูต ด้วยการโจมตีทางทหารที่ผิดกฎหมายต่ออิหร่านอีกครั้ง ข้อกล่าวอ้างใด ๆ ที่ขัดแย้งกับเรื่องนี้ ดูเหมือนมีเป้าหมายเพียงเพื่อทำให้ผู้ค้าตลาดน้ำมันและสาธารณชนเข้าใจผิดเท่านั้น”

รายงานที่ขัดแย้งกันระหว่างสองฝ่าย รวมถึงคำสั่งของทรัมป์ต่อทีมงาน สะท้อนให้เห็นว่า สงครามมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในระยะใกล้ โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว Axios และ Drop Site News เป็นสื่อแรกที่รายงานเกี่ยวกับความพยายามติดต่อเจรจาที่มีข้อมูลแตกต่างกันระหว่างสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน พันธมิตรบางประเทศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางได้แจ้งต่อทำเนียบขาวว่าพวกเขาพร้อมช่วยเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยการเจรจาเกี่ยวกับ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และความเป็นไปได้ในการยุติสงคราม แต่ข้อเสนอเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธไปในช่วงนี้เช่นกัน

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังระบุว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ยังไม่ต้องการเปิดการเจรจากับอิหร่านในตอนนี้ เป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มั่นใจว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน มีอำนาจควบคุมสถานการณ์จริงหรือไม่

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาเองก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า คาเมเนอียังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เนื่องจากผู้นำคนดังกล่าว ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่มีการประกาศแต่งตั้ง

ทรัมป์กล่าวว่า “มีหลายคนบอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส บางคนบอกว่าเขาเสียขาไปแล้ว… ขณะที่บางคนก็บอกว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ไม่มีใครบอกได้เลยว่าเขายังแข็งแรงสมบูรณ์ 100% แม้ตอนนี้มีการประกาศแต่งตั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นตัวเขาเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ”.

ที่มา : CNN

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

17 มี.ค. 2569 05:42 น.

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความประหลาดใจที่อิหร่านโจมตีใส่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยอ้างว่าไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น ในขณะที่ย้ำด้วยว่า สงครามจะจบลงในเร็วๆ นี้แม้ว่าจะไม่ใช่ภายในสัปดาห์นี้ก็ตาม

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความประหลาดใจอีกครั้งต่อการที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีโต้ตอบไปยังกลุ่มประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขารู้สึกประหลาดใจหรือไม่ที่ไม่ได้รับรายงานว่าอิหร่านอาจโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ทรัมป์ตอบว่า “ไม่เลย แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะกล้าโจมตี ประเทศเหล่านั้นไม่ใช่ว่าจะเรียกว่าเป็นมิตรได้เต็มปาก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นกลาง พวกเขาอยู่ร่วมกันมานานหลายปี”

ทั้งนี้ อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้ไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึง กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน และคูเวต ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบราย

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ให้กรอบเวลาที่ค่อนข้างกว้างและคลุมเครือเกี่ยวกับระยะเวลาของสงครามกับอิหร่าน หลังจากผู้สื่อข่าวถามเขาว่า สหรัฐฯ จะสามารถเผด็จศึกสงครามนี้ได้ภายในสัปดาห์นี้หรือไม่

“ผมไม่คิดอย่างนั้น แต่มันจะจบลงเร็วๆ นี้ ไม่นานหรอก” ทรัมป์กล่าว “โลกจะปลอดภัยขึ้นมากเมื่อเรื่องนี้จบลง และมันจะจบลงในเร็วๆ นี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

17 มี.ค. 2569 04:42 น.

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า เขาเตรียมเปิดเผยชื่อประเทศที่ตกลงส่งเรือรบมาช่วยในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้ โดยระบุว่ามี 2-3 ประเทศที่ตกลง พร้อมแสดงความประหลาดใจที่ประเทศอื่นๆ ดูไม่กระตือรือร้น

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ว่า เขาจะประกาศรายชื่อประเทศที่ตกลงช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง “ในไม่ช้า” แม้เขาจะยอมรับว่าพันธมิตรหลายรายได้ปฏิเสธข้อเสนอของเขาไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ตาม

“มีอยู่ 2-3 ประเทศ ซึ่งเราจะประกาศรายชื่อในเร็วๆ นี้” ทรัมป์กล่าว “มีบางประเทศที่ก้าวออกมาเสนอตัวตั้งแต่อแรกเลย”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามกดดันให้ชาติพันธมิตรหลายรายของสหรัฐฯ ให้ช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้ทำการปิดกั้น นับตั้งแต่ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเมื่อ 28 ก.พ. จุดชนวนให้เกิดวิกฤตพลังงานไปทั่วโลก และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าจนถึงขณะนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่แสดงความเต็มใจจะช่วยเหลือสหรัฐฯ

“สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือ พวกเขาดูไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะช่วยนัก” เขากล่าว พร้อมโต้แย้งว่าประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้อย่างหนัก เช่น จีนและญี่ปุ่น “ควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณเราด้วยซ้ำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

17 มี.ค. 2569 04:11 น.

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

คิวบาเผชิญเหตุไฟดับทั่วประเทศอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตพลังงานในประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศคิวบาเปิดเผยว่าเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั่วประเทศขึ้นอีกครั้ง ในวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 11 ล้านคน ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของคิวบาระบุผ่าน X ว่า ระบบไฟฟ้าของประเทศเกิดการ “ตัดการเชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์” และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยผลิตไฟฟ้าที่กำลังเดินเครื่องอยู่ในขณะที่ระบบล่มนั้นไม่ได้เกิดความขัดข้องแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ของคิวบาในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา

โครงข่ายไฟฟ้าที่เก่าแก่ของคิวบาเสื่อมสภาพลงอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดไฟดับรายวันและไฟดับทั่วทั้งเกาะเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคิวบากล่าวโทษว่าเป็นผลมาจากการคว่ำบาตรและการปิดกั้นด้านพลังงานของสหรัฐฯ หลังการจับกุมตัวนิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนเมื่อเดือนมกราคมว่าจะมีการเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศใดก็ตามที่ขายหรือจัดส่งน้ำมันให้กับคิวบา ในขณะเดียวกันก็ยื่นข้อเสนอให้คิวบาปล่อยตัวนักโทษการเมืองและเริ่มกระบวนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

วิลเลียม เลอกรานด์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอเมริกัน ผู้ติดตามสถานการณ์ในคิวบามานานหลายปี กล่าวว่าโครงข่ายพลังงานของประเทศไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็ “ใช้งานมานานจนเกินอายุการใช้งานปกติไปมากแล้ว”

“เหล่าช่างเทคนิคที่ดูแลระบบไฟฟ้าอยู่นี้เปรียบเสมือนผู้ใช้เวทมนต์เลยทีเดียว ที่ยังสามารถประคับประคองให้มันทำงานต่อไปได้ ทั้งที่สภาพของมันย่ำแย่ขนาดนั้น” เลอกรานด์กล่าว

เลอกรานด์ระบุว่า หากคิวบาลดการบริโภคพลังงานลงอย่างมหาศาลและขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน ก็อาจจะพอประคองตัวไปได้สักพักโดยไม่ต้องพึ่งพาการขนส่งน้ำมัน “แต่นั่นหมายถึงความทุกข์ยากอย่างต่อเนื่องของประชาชนทั่วไป และในที่สุด เศรษฐกิจอาจล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคมและอาจเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ตามมา”

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน รัฐบาลคิวบาประกาศมาตรการฉุกเฉินมากมาย รวมถึงการลดชั่วโมงเรียน, การเลื่อนกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬารายการใหญ่ และการตัดลดการให้บริการขนส่งสาธารณะ ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งต้องลดการให้บริการลง การขาดแคลนเชื้อเพลิงและรถเก็บขยะที่ใช้งานไม่ได้ ยังส่งผลให้ขยะสะสมเป็นกองมหึมาไปทั่วทุกย่านที่พักอาศัย

ตามหัวมุมถนนเกือบทุกแห่ง บทสนทนาของผู้คนล้วนวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า ไฟจะดับเมื่อไหร่และจะดับนานแค่ไหน ในช่วงเวลากลางคืนที่กรุงฮาวานา มักจะมองเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดเกือบสนิท

นายดั๊ก มาโดรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเรื่องการหยุดชะงักของอินเทอร์เน็ตบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า “จากการวัดผลล่าสุด ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตในคิวบาเหลือเพียง 1 ใน 3 ของระดับปกติในช่วงเวลานี้ของวันเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews , cnn

ชาวลาวเข้าคิวรอเติมน้ำมันนานนับชั่วโมง วิกฤตเชื้อเพลิงรุนแรงขึ้น

ชาวลาวเข้าคิวรอเติมน้ำมันนานนับชั่วโมง วิกฤตเชื้อเพลิงรุนแรงขึ้น

17 มี.ค. 2569 03:05 น.

ชาวลาวเข้าคิวรอเติมน้ำมันนานนับชั่วโมง วิกฤตเชื้อเพลิงรุนแรงขึ้น

วิกฤตขาดแคลนน้ำมันในประเทศลาวกำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังสงครามในตะวันออกกลางทำให้การขนส่งน้ำมันดิบหยุดชะงัก ส่งผลให้ชาวลาวต้องเข้าคิวนานหลายชั่วโมงเพื่อเติมน้ำมัน

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 ประชาชนในนครหลวงเวียงจันทน์ของประเทศลาว ต้องต่อแถวยาวเหยียดตามปั๊มน้ำมันต่าง ๆ เนื่องจากวิกฤตการขาดแคลนเชื้อเพลิงทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้

ตามรายงานของสื่อสิงคโปร์อย่าง “แชนเนลนิวส์เอเชีย” (cna) สปป.ลาวต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ซึ่งในช่วงแรกไทยได้ประกาศระงับการส่งออกเพื่อสำรองน้ำมันไว้ใช้ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดไทยได้ให้ความมั่นใจกับรัฐบาลลาวแล้วว่ากำลังอยู่ระหว่างการจัดส่งเชื้อเพลิงไปให้

จากข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลลาวระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปั๊มน้ำมันกว่า 40% จากทั้งหมด 2,538 แห่งทั่วประเทศต้องปิดตัวลง

สำนักข่าว AFP รายงานว่า พบปั๊มน้ำมันมากกว่า 15 แห่งในเวียงจันทน์ปิดให้บริการเมื่อวันจันทร์ พร้อมติดป้ายแจ้งว่าน้ำมันหมด ส่วนปั๊มที่ยังเปิดอยู่ก็ต้องใช้วิธีจำกัดปริมาณการเติมตามจำนวนน้ำมันที่เหลืออยู่น้อยนิด

ครูชาวลาววัย 29 ปีรายหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในเวียงจันทน์ กล่าวว่า ปั๊มน้ำมัน 3 แห่งในรัศมี 5 กิโลเมตรจากบ้านของเขาล้วนไม่มีน้ำมันเหลือเลย “บางครั้งเรามีเงิน แต่ไม่มีน้ำมันให้ซื้อ … ปกติพวกเราที่เป็นครูมักจะมีงานพิเศษนอกเหนือจากงานหลักที่โรงเรียน นั่นทำให้เรามีความจำเป็นต้องใช้ชีวิตด้วยน้ำมันมากกว่าที่เคยเป็นมา”

ปั๊มน้ำมันเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงเปิดอยู่ถูกห้อมล้อมด้วยแถวรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่ต่อกันยาวเหยียดและวุ่นวาย บางแห่งชาวบ้านต้องรอคิวนานถึง 2 ชั่วโมงเพียงเพื่อจะเติมน้ำมัน

“ครั้งสุดท้ายที่ผมหาที่เติมน้ำมันรถได้คือเมื่อวันศุกร์ และตอนนี้มันกำลังจะหมดแล้ว” คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างรายหนึ่งบอกกับ AFP โดยขอไม่เปิดเผยนาม “ถ้าผมยังหาปั๊มที่เปิดอยู่แถวบ้านไม่ได้ ผมก็คงต้องหยุดวิ่งงานไปอีกสักสองสามวันเลยทีเดียว”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. รัฐบาลเตหะรานก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันเช่นกัน รวมถึงโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบสายสำคัญของโลก ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤต

ราคาพลังงานที่กำหนดโดยรัฐบาลลาวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นเกือบ 50% ไปแตะที่ 31,560 กีบต่อลิตรแล้ว (ราว 47.49 บาท)

จากข้อมูลของ Global Petrol Prices ระบุว่า ในช่วงแรกของการเกิดความขัดแย้ง ลาวเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเบนซินพรีเมียมสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

ลาวนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดจากประเทศไทย ซึ่งการประกาศระงับการส่งออกของไทยเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้กระตุ้นให้เกิดการซื้อด้วยความตื่นตระหนก จนทำให้น้ำมันในปั๊มน้ำมันทั่วเวียงจันทน์หมดเกลี้ยงภายในไม่กี่ชั่วโมง

แม้ว่าต่อมาไทยจะอนุญาตส่งออกน้ำมันให้ลาวเป็นกรณีพิเศษ และมีการส่งออกน้ำมันฉุกเฉินจำนวน 12 ล้านลิตรเพื่อช่วยบรรเทาแรงกดดันในเบื้องต้น แต่ทันทีที่น้ำมันมาถึง ผู้คนก็จะแห่กันไปซื้อจนหมดไปในทันที

รัฐบาลลาวพยายามบังคับใช้มาตรการเพื่อป้องกันการกักตุน โดยสั่งห้ามการเติมน้ำมันลงในภาชนะต่าง ๆ เช่น ขวดน้ำ และสั่งการให้กระทรวงต่าง ๆ จำกัดการประชุมแบบพบปะตัวต่อตัว รวมทั้งรณรงค์อย่างจริงจังให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

17 มี.ค. 2569 01:58 น.

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

จำนวนประชาชนที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นในเลบานอนเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ ขณะที่ตุรกีประณามปฏิบัติการภาคพื้นดินของกองทัพอิสราเอล

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 หน่วยงานจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติของเลบานอนเปิดเผยว่า จำนวนประชาชนที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศ นับตั้งแต่อิสราเอลยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1 ล้านคนแล้ว ท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการนับรวมเฉพาะผู้ที่มาลงทะเบียนด้วยตนเองเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ายอดรวมที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก นอกจากนี้ ทางหน่วยงานยังระบุอีกว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 886 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 2,100 ราย

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มระดมโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งติดกับชายแดนทางเหนือของอิสราเอลอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากกองทัพสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่าน จนทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงจรวด 6 ลูกเข้าใส่อิสราเอล

ล่าสุดในวันจันทร์ (16 มี.ค.) อิสราเอลประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินแบบจำกัดในภาคใต้ของเลบานอน อ้างว่าเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย ซึ่งสื่อถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อย่างไรก็ตาม การบุกโจมตีภาคพื้นดินของอิสราเอลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทางการตุรกี โดยสถานเอกอัครราชทูตตุรกี ณ กรุงลอนดอน ได้ออกแถลงการณ์ “ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีเลบานอนของอิสราเอล” ซึ่งระบุว่าเป็นเหตุให้มี “ผู้พลัดถิ่นสูงถึงประมาณ 1 ล้านคน”

สถานเอกอัครราชทูตย้ำว่า ตุรกีจะยังคงให้การสนับสนุนประชาชนชาวเลบานอนต่อไป พร้อมชี้ว่าการโจมตีของอิสราเอลกำลัง “คุกคามบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

17 มี.ค. 2569 00:47 น.

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวตัดพ้อชาติพันธมิตร ที่ปฏิเสธส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อช่วยคุ้มกันเรือสินค้า โดยระบุว่า ประเทศเหล่านี้ขาดความภักดีต่อสหรัฐฯ ทั้งที่รับความช่วยเหลือมาตลอด

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวตัดพ้อบรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ปฏิเสธคำร้องขอให้ส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าประเทศเหล่านี้ขาดความภักดีต่อสหรัฐฯ ทั้งที่ได้รับความช่วยเหลือด้านความมั่นคงมานานหลายทศวรรษ

นายทรัมป์อ้างว่า “มีหลายประเทศบอกผมว่าพวกเขากำลังเดินทางมา” โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดๆ

“บางประเทศกระตือรือร้นมาก แต่บางประเทศก็ไม่ บางแห่งเป็นประเทศที่เราช่วยเหลือมานานหลายต่อหลายปี เราปกป้องพวกเขาจากภัยคุกคามภายนอกที่เลวร้าย แต่พวกเขากลับไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก ซึ่งระดับของความกระตือรือร้นนี้มีความหมายต่อผมมาก” ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์ที่ทำเนียบขาว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามโน้มน้าวให้นานาประเทศช่วยรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านโจมตีเรือที่เดินทางผ่านเส้นทางน้ำแห่งนี้ เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีพวกเขา อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้บรรดาพันธมิตรของสหรัฐฯ ต่างยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ หรือบางรายก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องอย่างสิ้นเชิง

“เรามีทหารที่ยอดเยี่ยมถึง 45,000 นายประจำการอยู่ในบางประเทศ เพื่อปกป้องพวกเขาจากอันตราย และเราก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม” ทรัมป์กล่าว “แต่พอเราถามว่า ‘คุณมีเรือกวาดทุ่นระเบิดบ้างไหม?’ คำตอบที่ได้คือ ‘เอ่อ… เราขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีกว่าครับท่าน’”

ทรัมป์อธิบายว่าภารกิจทางเรือที่เขาร้องขอนั้นเป็นเพียง “เรื่องเล็กน้อยมาก” แม้ว่าอิหร่านจะยังคงเดินหน้ายิงขีปนาวุธใส่เรือบรรทุกน้ำมันอย่างต่อเนื่องก็ตาม นอกจากนี้เขายังอ้างว่าเขารู้อยู่แล้วว่าพันธมิตรจะไม่ยอมมาช่วยสหรัฐฯ

“ผมเป็นคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการไปปกป้องประเทศต่างๆ มาโดยตลอด เพราะผมรู้ว่าเราจะปกป้องพวกเขาแน่ๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาจะไม่ยอมอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา ผมรู้เรื่องนี้มานานแล้ว” ทรัมป์กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 23:18 น.

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อคำเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขอให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือแห่งนี้แล้ว แต่ยังไม่มีชาติใดสัญญาว่าจะส่งเรือรบไป

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อช่วยกันคุ้มครองเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ พร้อมเตือนว่า NATO จะเผชิญกับอนาคตที่ “เลวร้ายมาก” หากพันธมิตรล้มเหลวในการช่วยรักษาความปลอดภัยของช่องแคบแห่งนี้ หลายประเทศได้ออกมาแสดงท่าที แต่ยังไม่มีประเทศใดให้คำมั่นว่าจะส่งเรือไป

นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “ผลประโยชน์” ของยุโรป แต่เธอชี้ด้วยว่า “เรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตการปฏิบัติงานของ NATO” และ “ไม่มีประเทศสมาชิก NATO ใดตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ”

ส่วนโฆษกของรัฐบาลเยอรมนีแถลงเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. 2569 ว่า “สงครามครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ NATO มันไม่ใช่สงครามของ NATO” ขณะที่ โยฮันน์ วาเดพูล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ระบุกับผู้สื่อข่าวว่าเขาไม่เห็นว่าสมาชิก NATO ควรเข้าไปมีบทบาทใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ

ด้าน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร (UK) กล่าวว่าประเทศของเขากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตร “เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการร่วมกันที่ทำได้จริง ซึ่งจะสามารถฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ”

ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของออสเตรเลียกล่าวในวันนี้ว่า ประเทศของเธอจะไม่มีการส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ได้เจาะจงชื่อออสเตรเลียในตอนที่เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ส่งเรือรบไปก็ตาม

ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เลี่ยงที่จะตอบคำถามว่าได้รับคำร้องจากสหรัฐฯ ให้ส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ โดยระบุเพียงว่า จีนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการปฏิบัติการทางทหารทันที หลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้ความวุ่นวายในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกไปมากกว่านี้

ด้านนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาในวันนี้ว่า ขณะนี้ญี่ปุ่นยังไม่มีแผนที่จะส่งเรือรบไปยังช่องแคบดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

16 มี.ค. 2569 22:17 น.

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนแล้ว อ้างว่าเพื่อจัดการกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ระบุว่า ได้เริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดขอบเขตและเจาะจงเป้าหมายในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนแล้ว เพื่อจัดการกับฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

IDF เผยว่า ได้มีการระดมโจมตี “เป้าหมายผู้ก่อการร้ายจำนวนมาก” ในพื้นที่ดังกล่าวก่อนที่กำลังพลจะเคลื่อนเข้าสู่เลบานอนตอนใต้ โดยปฏิบัติการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างพื้นที่ป้องกันในแนวหน้า และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในภูมิภาค

ด้านนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ระบุว่า ชาวเลบานอนในพื้นที่ทางตอนใต้หลายแสนคนที่ถูกอพยพออกไป หรือกำลังอยู่ระหว่างการอพยพ จะไม่ได้กลับเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำลิตานี จนกว่าความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยทางตอนเหนือของอิสราเอลจะได้รับการรับรอง

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มระดมโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งติดกับชายแดนทางเหนือของอิสราเอลอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากกองทัพสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่าน จนทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงจรวด 6 ลูกเข้าใส่อิสราเอล

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (15 มี.ค.) ว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 850 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 107 ราย นับตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้น

นายคัตซ์กล่าวอีกว่า กองกำลัง IDF ได้เริ่ม “การดำเนินกลยุทธ์ภาคพื้นดิน” ในเลบานอนเพื่อ “กำจัดภัยคุกคาม” และปกป้องพลเมืองทางตอนเหนือของอิสราเอลแล้ว

“นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และตัวผม ได้สั่งการให้กองทัพอิสราเอลทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในหมู่บ้านตามแนวชายแดนของเลบานอน” นายคัตซ์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc