สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

11 มี.ค. 2569 12:46 น.

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

รมว.มหาดไทยออสเตรเลียเผย สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 ใน 2 รายที่ตัดสินใจขอลี้ภัยล่าสุด เปลี่ยนใจขอเดินทางกลับมาตุภูมิแล้ว หลังได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีม ขณะที่ทางการออสเตรเลียสั่งย้ายนักฟุตบอลหญิงที่เหลือไปยังสถานที่ปลอดภัยทันที หลังมีการติดต่อสถานทูตจนทำตำแหน่งที่ตั้งรั่วไหล ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย หลังทีมถูกสื่อรัฐอิหร่านกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ทรยศยามสงคราม”

นายโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย แถลงต่อรัฐสภาถึงความคืบหน้ากรณีคณะนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านขอลี้ภัย โดยระบุว่า 1 ใน 2 สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงที่เพิ่งตัดสินใจขอลี้ภัยเมื่อคืนวันอังคาร (10 มี.ค.) ได้เปลี่ยนใจและขอเดินทางกลับประเทศอิหร่านแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นักเตะสาวอิหร่าน 5 รายได้รับอนุมัติให้ลี้ภัยไปก่อนหน้าเพียงหนึ่งวัน ต่อมาในเย็นวันอังคาร มีนักเตะอีก 1 ราย และเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีก 1 ราย ได้รับข้อเสนอความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อขอลี้ภัยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม นายเบิร์กเผยว่า “หนึ่งในสองคนที่ตัดสินใจจะอยู่ต่อเมื่อคืนนี้ ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมที่ตัดสินใจกลับประเทศ และเธอได้เปลี่ยนใจในที่สุด ซึ่งในออสเตรเลีย ทุกคนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนใจและมีอิสระในการเดินทาง เราจึงเคารพการตัดสินใจของเธอ”

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยชื่อสมาชิกที่ตัดสินใจกลับประเทศ แต่นายเบิร์กยอมรับว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เนื่องจากสมาชิกรายที่เปลี่ยนใจได้ติดต่อไปยังสถานทูตอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มผู้ขอลี้ภัยรั่วไหล ทำให้ทางการออสเตรเลียต้องรีบย้ายบุคคลที่เหลือไปยังสถานที่ปลอดภัยลับทันที

สำหรับสมาชิกสองรายล่าสุดที่มีรายงานว่าแยกตัวออกมาจากทีมด้วยความช่วยเหลือของตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียคือ โมฮัดเดสเซห์ ซอลฟี (Mohaddeseh Zolfi) กองหน้าวัย 21 ปี และ ซาห์รา ซอลตัน มอชเคห์การ์ (Zahra Soltan Moshkehkar) เจ้าหน้าที่สนับสนุนทีม

ความกังวลเรื่องสวัสดิภาพของนักเตะเพิ่มสูงขึ้น หลังจากสถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านตราหน้ากลุ่มนักเตะว่าเป็น “คนทรยศยามสงคราม” เนื่องจากพวกเธอปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติระหว่างการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชียในออสเตรเลียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุโจมตีทางอากาศในอิหร่านจนนำไปสู่การเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียเปิดเผยว่า ได้มีการแยกตัวนักเตะที่เหลือออกจาก “ผู้ควบคุม” ชาวอิหร่านที่สนามบินซิดนีย์ เพื่อแจ้งสิทธิและทางเลือกในการลี้ภัยอย่างอิสระโดยไม่มีการกดดัน อย่างไรก็ตาม สมาชิกส่วนใหญ่ที่เดินทางไปถึงสนามบินตัดสินใจเดินทางกลับอิหร่าน และขณะนี้คณะนักฟุตบอลหญิงได้ไปถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียแล้ว เพื่อต่อเครื่องกลับมาตุภูมิ

ทั้งนี้ นักเตะบางส่วนที่ตัดสินใจลี้ภัยถาวรได้แสดงความกังวลและสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการช่วยเหลือครอบครัวให้ออกจากอิหร่านด้วย ขณะที่อัยการสูงสุดของอิหร่านระบุผ่านสื่อท้องถิ่นว่า สมาชิกทีมที่เหลือจะได้รับการต้อนรับกลับประเทศ “ด้วยความสงบและมั่นใจ”.

ที่มา Reuters

ฟอร์บส์เผย “อีลอน มัสก์” รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

ฟอร์บส์เผย "อีลอน มัสก์" รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

11 มี.ค. 2569 12:07 น.

ฟอร์บส์เผย “อีลอน มัสก์” รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

นิตยสารฟอร์บส์เปิดเผยรายงานมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2026 ระบุว่า อีลอน มัสก์ ยังคงครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยมีความมั่งคั่งโดยประมาณสูงถึง 8.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26.45 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับความมั่งคั่งที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ขณะความมั่งคั่งรวมของมหาเศรษฐีทั่วโลกทำสถิติใหม่ทะลุ 20.1 ล้านล้านดอลลาร์

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทรัพย์สินของมัสก์เพิ่มขึ้นถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักมาจากการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นของเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ซึ่งบริษัทด้านอวกาศรายนี้กำลังตั้งเป้าที่จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ภายในปี 2026 นอกจากนี้ มัสก์ยังกลายเป็นบุคคลแรกที่ก้าวข้ามตัวเลข 8 แสนล้านดอลลาร์ และอยู่ในเส้นทางที่จะกลายเป็น “เศรษฐีล้านล้าน” (Trillionaire) คนแรกของโลกในเร็วๆ นี้

แม้จะรวยล้นฟ้า แต่ในปี 2025 ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ผันผวนสำหรับมัสก์ โดยเฉพาะราคาหุ้นเทสลา ที่เคยร่วงลงอย่างหนักในช่วงต้นปี เนื่องจากกระแสการคว่ำบาตรจากผู้บริโภคที่ไม่พอใจกรณีที่เขาสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ และนักการเมืองฝ่ายขวาจัด อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้ดีดตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากที่มัสก์ยุติบทบาทในรัฐบาลของทรัมป์

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดันความมั่งคั่งของมัสก์ คือการที่ผู้ถือหุ้นเทสลาลงมติรับรองแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่ารวมสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตและการประเมินมูลค่าตามกำหนด ซึ่งจะทำให้มัสก์ถือครองหุ้นในบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 โดยเขาระบุว่าต้องการอำนาจในการตัดสินใจที่สูงพอเพื่อสร้าง “กองทัพหุ่นยนต์” ในอนาคต

เดวิด เคิร์สช์ จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ให้ความเห็นว่า ตัวเลขทรัพย์สินของมัสก์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของ “หุ้น” ซึ่งขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรในอนาคต หากวัดจากทรัพย์สินจริงที่ไม่ใช่หุ้น มูลค่าอาจเหลือเพียง 1 ใน 3 ของที่ประเมินไว้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงรวยกว่าอันดับสองอย่างมหาศาลอยู่ดี โดยมัสก์เคยเผยว่าเขามีทรัพย์สินในรูปของ “เงินสด” ไม่ถึงร้อยละ 0.1 เท่านั้น

อันดับมหาเศรษฐีโลก 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ 1 มีนาคม 2026)

  1. อีลอน มัสก์: 8.39 แสนล้านดอลลาร์ (Tesla/SpaceX)
  2. แลร์รี เพจ: 2.57 แสนล้านดอลลาร์ (Google)
  3. เซอร์เกย์ บริน: 2.37 แสนล้านดอลลาร์ (Google)
  4. เจฟฟ์ เบซอส: 2.24 แสนล้านดอลลาร์ (Amazon)
  5. มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก: 2.22 แสนล้านดอลลาร์ (Meta)

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 645 โดยมีทรัพย์สินประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.04 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 1.4 พันล้านดอลลาร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากสกุลเงินดิจิทัลที่เขาให้การสนับสนุน รวมถึงผลพวงจากการชนะคดีความในศาลอุทธรณ์นิวยอร์ก ซึ่งฟอร์บส์ ระบุว่า การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองส่งผลบวกต่อความมั่งคั่งของครอบครัวทรัมป์อย่างมหาศาล ทั้งจากการทำดีลในตะวันออกกลางและการทำธุรกิจในภาคส่วนต่างๆ.

ที่มา AFP

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง “Katy Perry” ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง "Katy Perry" ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

11 มี.ค. 2569 11:53 น.

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง “Katy Perry” ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

Katie Perry ดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีในศาลสูงสุด ปิดฉากคดีเครื่องหมายการค้ากับ Katy Perry นักร้องชื่อระดับโลก หลังสู้กันมานานหลายปี ศาลชี้เป็นคนละธุรกิจ ไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสน

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ศึกคดีความเครื่องหมายการค้าที่กินเวลานานหลายปีระหว่างดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลียและนักร้องชื่อดังระดับโลกได้ข้อสรุปแล้วในวันนี้ (11 มี.ค.) โดยศาลสูงสุดของออสเตรเลียได้ตัดสินให้ เคที เพอร์รี (Katie Perry) ดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลีย มีสิทธิ์ในการขายเสื้อผ้าภายใต้ชื่อแบรนด์นี้ของเธอต่อ หลังจากสู้คดีกับ เคที เพอร์รี (Katy Perry) นักร้องสาว ซูเปอร์สตาร์ชาวอเมริกันมานานหลายปี

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ เคที เพอร์รี (Katie Perry) ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชาวออสเตรเลีย ได้ยื่นฟ้องร้องนักร้องสาวชื่อดังในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยระบุว่าเธอได้เริ่มใช้ชื่อ “Katie Perry” เป็นเครื่องหมายการค้าแบรนด์เสื้อผ้าของเธอมาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่นักร้องสาวจะมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งนักร้องสาว เคที เพอร์รี (Katy Perry) ได้โต้แย้งว่าในขณะที่ เคที เพอร์รี เริ่มทำธุรกิจออกแบบเสื้อผ้า ผลงานเพลงของเธอก็เริ่มเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว พร้อมทั้งพยายามเรียกร้องให้มีการเพิกถอนสิทธิ์เครื่องหมายการค้าของดีไซเนอร์รายนี้ในออสเตรเลียอีกด้วย 

โดยในปี 2024 ศาลชั้นต้นของออสเตรเลียก็ได้ตัดสินให้มีการยกเลิกสิทธิ์ในชื่อแบรนด์เสื้อผ้าดังกล่าว ตามคำร้องของฝั่งนักร้องสาวมาแล้วครั้งหนึ่ง

ทว่าล่าสุด ศาลสูงสุดของออสเตรเลียได้ตัดสินกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ โดยให้นางเคที เพอร์รี ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียเป็นฝ่ายชนะคดี โดยให้เหตุผลว่า ทั้งสองธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้คนเกิดความสับสนระหว่างแบรนด์เสื้อผ้ากับศิลปินนักร้องชื่อดัง.

ที่มา: France24

เรือรบ HMS Dragon ของอังกฤษออกเดินทางมุ่งหน้าไซปรัสแล้ว หลังจากความไม่พร้อมทำล่าช้านับสัปดาห์

เรือรบ HMS Dragon ของอังกฤษออกเดินทางมุ่งหน้าไซปรัสแล้ว หลังจากความไม่พร้อมทำล่าช้านับสัปดาห์

11 มี.ค. 2569 11:12 น.

เรือรบ HMS Dragon ของอังกฤษออกเดินทางมุ่งหน้าไซปรัสแล้ว หลังจากความไม่พร้อมทำล่าช้านับสัปดาห์

กองทัพเรืออังกฤษเผย เรือพิฆาตติดอาวุธ “HMS Dragon” มุ่งหน้าสู่เมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อร่วมภารกิจป้องกัน หลังฐานทัพอากาศอังกฤษในไซปรัสถูกโดรนอิหร่านโจมตีเมื่อต้นเดือน

วันที่ 11 มีนาคม 2569 โฆษกกองทัพเรือของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า เรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ “HMS Dragon” ได้ออกเดินทางจากฐานทัพเรือที่เมืองพอร์ตสมัธ มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการด้านการป้องกันของอังกฤษในภูมิภาค

เรือพิฆาตรุ่น Type 45 ลำนี้เพิ่งเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการเดินทางถึงพื้นที่ปฏิบัติการ โดยเมื่อไปถึงแล้วจะกลายเป็น เรือรบเพียงลำเดียวของอังกฤษในภูมิภาค 

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษยกย่องกองทัพเรือที่สามารถเตรียมเรือรบลำนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยระบุว่า งานที่ปกติต้องใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ ถูกเร่งเสร็จภายในเพียง 6 วัน จากการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของเจ้าหน้าที่

การเคลื่อนกำลังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังรัฐบาลอังกฤษประกาศให้เรือสนับสนุนทางทหาร RFA Lyme Bay อยู่ในสถานะ “เตรียมพร้อมสูง” เพื่อเตรียมส่งไปช่วยเหลือพลเมืองอังกฤษในตะวันออกกลางหากสถานการณ์จำเป็น

ภารกิจหลักของ HMS Dragon คือการช่วยปกป้องฐานทัพอากาศ กองทัพอากาศอัครอทิรี บนเกาะ ไซปรัส ซึ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเพิ่งถูกโดรนที่ผลิตในอิหร่านโจมตี ส่งผลให้โรงเก็บเครื่องบินของฐานทัพได้รับความเสียหายเล็กน้อย

กองทัพเรืออังกฤษระบุว่า HMS Dragon ติดตั้งระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ Sea Viper และจะได้รับการสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์ Wildcat ของหน่วยเป็นฝูงบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีทางทะเลแนวหน้า ซึ่งติดตั้งขีปนาวุธ Martlet สำหรับทำลายโดรนทางอากาศ.

ที่มา BBC

“คิม จองอึน” ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

"คิม จองอึน" ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

11 มี.ค. 2569 10:59 น.

“คิม จองอึน” ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

เกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธนำวิถีเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ท่ามกลางการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ด้าน “คิม จองอึน” ประกาศความพร้อมของคลังแสงนิวเคลียร์สู่ระยะการปฏิบัติการที่หลากหลาย พร้อมสั่งเร่งเสริมแสนยานุภาพทางเรืออย่างเต็มกำลัง

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ควบคุมการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” อีกครั้ง ท่ามกลางการซ้อมรบร่วมประจำปีของเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา

รายงานระบุว่า การทดสอบมีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.) โดยคิม จองอึน รับชมการยิงผ่านระบบวิดีโอ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาและขยายขีดความสามารถของ “การยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลังและเชื่อถือได้” ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐยังแสดงให้เห็น “คิม จูแอ” บุตรสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ เข้าร่วมสังเกตการณ์การทดสอบดังกล่าวด้วย

ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาตลำเดียวกัน ก่อนพิธีเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ โดยคำว่า “เชิงยุทธศาสตร์” ที่ทางการเกาหลีเหนือใช้มักหมายถึงอาวุธที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้

การทดสอบล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ เริ่มการซ้อมรบร่วม “ฟรีดอม ชิลด์” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีกำหนดฝึกเป็นเวลา 11 วัน โดยเกาหลีเหนือวิจารณ์การซ้อมรบดังกล่าวมาโดยตลอดว่าเป็นการซ้อมเพื่อเตรียมการรุกราน แม้ทั้งสองประเทศจะยืนยันว่าเป็นการฝึกเพื่อการป้องกันเท่านั้น

เคซีเอ็นเอระบุว่า ขีปนาวุธร่อนที่ยิงออกไปได้บินตามเส้นทางเหนือทะเลเหลืองเป็นเวลาระหว่าง 10,116 ถึง 10,138 วินาที ก่อนจะพุ่งโจมตีเป้าหมายที่กำหนดได้สำเร็จ

คิม จองอึน กล่าวด้วยว่า ขีดความสามารถด้านการยับยั้งสงครามของประเทศกำลังถูกผนวกเข้ากับระบบปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนสูงอย่างต่อเนื่อง และกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศได้ก้าวเข้าสู่ระยะของการปฏิบัติการในหลายมิติ ผู้นำเกาหลีเหนือยังแสดงความพึงพอใจที่การทดสอบครั้งนี้พิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือของระบบควบคุมบูรณาการสำหรับอาวุธยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงประสิทธิภาพของระบบการรบแบบบูรณาการของเรือพิฆาตลำดังกล่าว

นอกจากนี้ คิมยังสั่งให้มีการประเมินประสิทธิภาพทางทหารของปืนอัตโนมัติประจำเรือ พร้อมเสนอแนวทางเสริมกำลังทางทะเล โดยระบุว่าการติดตั้งปืนอัตโนมัติทางเรือบนเรือรบความเร็วสูงขนาดต่ำกว่า 3,000 ตัน จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อต้านเรือรบและการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ได้มากขึ้น

เขายังเสนอว่า ในอนาคตเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตัน และ 8,000 ตัน ควรติดตั้งระบบอาวุธความเร็วเหนือเสียงแทนปืนดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการโจมตี

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเปิดตัวเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ขนาดประมาณ 5,000 ตัน เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นเรือพิฆาตอเนกประสงค์ที่ติดตั้งขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์ความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธพิสัยใกล้เชิงยุทธวิธี และระบบโจมตีอื่น ๆ เพื่อเสริมกำลังทางทะเลของประเทศ

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2025 เกาหลีเหนือได้เปิดตัวเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตันอีกลำชื่อ “คัง กอน” และคิม จองอึน ยังมีคำสั่งให้เร่งสร้างเรือพิฆาตชั้นเดียวกันลำที่สามให้เสร็จทันวันครบรอบการก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 10 ตุลาคมปีนี้.


ที่มา Yonhap

รู้จัก “เกาะคาร์ก” ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน หากถูกโจมตีอาจเขย่าตลาดพลังงานโลก

รู้จัก “เกาะคาร์ก” ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน หากถูกโจมตีอาจเขย่าตลาดพลังงานโลก

11 มี.ค. 2569 10:43 น.

รู้จัก “เกาะคาร์ก” ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน หากถูกโจมตีอาจเขย่าตลาดพลังงานโลก

“เกาะคาร์ก” เกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซีย เป็นหัวใจของการส่งออกน้ำมันอิหร่านคิดเป็นเกือบ 90% ของประเทศ นักวิเคราะห์หวั่น หากตกเป็นเป้าโจมตีของสหรัฐหรืออิสราเอล ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งทันที 

เกาะคาร์ก จุดยุทธศาสตร์พลังงานของอิหร่าน

เกาะคาร์กเป็นเกาะขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซีย ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 24 กิโลเมตร แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดของอิหร่าน

ข้อมูลระบุว่า อิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 9 ใน 10 บาร์เรลผ่านเกาะแห่งนี้ โดยปริมาณการส่งออกอยู่ที่ราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปลายทางสำคัญคือจีน

นักวิเคราะห์ด้านพลังงานและผู้ค้าตลาดน้ำมันทั่วโลกต่างจับตาการเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกน้ำมันที่เกาะแห่งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของปริมาณการส่งออกก็สามารถทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนได้ทันที

โครงสร้างสำคัญของศูนย์ส่งออกน้ำมัน

น้ำมันดิบจากแหล่งผลิตในอิหร่านจะถูกส่งผ่านท่อใต้ทะเลมายังเกาะคาร์ก ก่อนเก็บไว้ในคลังน้ำมันขนาดใหญ่เพื่อรอการบรรทุกลงเรือ

สถานีแห่งนี้มีถังเก็บน้ำมันที่สามารถรองรับได้มากถึง 30 ล้านบาร์เรล และสามารถเทียบท่าเรือบรรทุกน้ำมันได้พร้อมกันถึง 8 ลำ

เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า ท่าเรือนี้สามารถบรรทุกน้ำมันได้มากกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในบางกรณีสามารถเพิ่มกำลังได้สูงสุดถึง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ประชากรบนเกาะส่วนใหญ่เป็นแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งเดินทางเข้าออกพื้นที่ผ่านสนามบินที่บริหารโดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน

ความเสี่ยงด้านความมั่นคง

แม้เกาะคาร์กจะมีฐานทัพเรือของอิหร่านตั้งอยู่ แต่ตำแหน่งของเกาะที่อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ก็ทำให้การป้องกันจากการโจมตีทางอากาศทำได้ยาก

ในอดีต เกาะแห่งนี้เคยตกเป็นเป้าการโจมตีของอิรักในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าพื้นที่นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากต่ออิหร่าน

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากมีการโจมตีสร้างความเสียหายรุนแรงต่อสถานีส่งออกน้ำมันแห่งนี้ อิหร่านอาจตอบโต้ทางทหารทันที

ความตึงเครียดจากการโจมตีสหรัฐ–อิสราเอล

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นหลังสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แม้การโจมตีจะขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางแห่งในกรุงเตหะราน แต่เกาะคาร์กยังไม่ถูกโจมตีโดยตรง

อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้เร่งการขนส่งน้ำมันจากเกาะดังกล่าวก่อนความขัดแย้งจะทวีความรุนแรง เพื่อส่งออกน้ำมันออกจากพื้นที่ให้มากที่สุด

หากเกาะคาร์กถูกโจมตี จะเกิดอะไรขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า หากเกาะคาร์กกลายเป็นเป้าหมายโจมตี การส่งออกน้ำมันของอิหร่านส่วนใหญ่จะหยุดชะงักเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

น้ำมันจากเกาะนี้ต้องเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และตั้งแต่สงครามเริ่มต้น จำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวก็ลดลงอย่างมาก

หากการส่งออกน้ำมันจากเกาะคาร์กหยุดชะงัก อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทันที และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในหลายประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ รวมถึงสหรัฐด้วย

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงมองว่า เกาะคาร์กไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกได้โดยตรง.

ที่มา : channelnewsasia

รัฐบาลอิตาลีทุ่ม 30 ล้านยูโร ซื้อผลงาน “คาราวัจโจ” นำเข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ไม่ให้ตกเป็นของเอกชน

รัฐบาลอิตาลีทุ่ม 30 ล้านยูโร ซื้อผลงาน "คาราวัจโจ" นำเข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ไม่ให้ตกเป็นของเอกชน

11 มี.ค. 2569 09:42 น.

รัฐบาลอิตาลีทุ่ม 30 ล้านยูโร ซื้อผลงาน “คาราวัจโจ” นำเข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ไม่ให้ตกเป็นของเอกชน

รัฐบาลอิตาลีทุ่ม 30 ล้านยูโร ซื้อภาพวาดผลงาน “คาราวัจโจ” จิตรกรเอกชั้นครู เพื่อนำไปเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ป้องกันไม่ให้ตกเป็นของนักสะสมเอกชน

วันที่ 11 มีนาคม 2569 รัฐบาลอิตาลีประกาศซื้อ ผลงานภาพเหมือน “มอนซินญอร์ มาฟเฟโอ บาร์แบรินี”  ภาพวาดสีน้ำมันล้ำค่าของ “คาราวัจโจ” จิตรกรเอกชื่อก้องโลกของอิตาลี ด้วยมูลค่า 30 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,170 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในการจัดซื้อผลงานศิลปะที่มีมูลค่าสูงที่สุดของรัฐอิตาลี

ด้านนายอเลสซานโดร จูลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของอิตาลี ระบุว่า ภาพวาดชิ้นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษอย่างยิ่ง และการจัดซื้อครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายปกป้องผลงานศิลปะสำคัญของประเทศไม่ให้ถูกซื้อโดยนักสะสมเอกชน

โดยภาพวาดนี้เป็นผลงานภาพเหมือน “มอนซินญอร์ มาฟเฟโอ บาร์แบรินี” ผู้ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาในพระนาม สมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 8  เชื่อว่าถูกวาดขึ้นในปี ค.ศ.1598 ก่อนหน้านี้ถูกเก็บรักษาอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวที่เมืองฟลอเรนซ์ และเพิ่งถูกนำออกแสดงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกที่กรุงโรม เมื่อปี 2567 และปัจจุบัน ภาพวาดได้ถูกย้ายเข้าสู่คอลเลกชันถาวรของ พระราชวังปาลาซโซ บาร์แบรินี ซึ่งเป็นคฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูลบาร์แบรินี และเป็นสถานที่จัดแสดงผลงานของคาราวัจโจอีกหลายชิ้น

ทั้งนี้ “คาราวัจโจ” มีชื่อจริงว่า มิเคลันเจโล เมรีซี เสียชีวิตในปี ค.ศ.1610 ขณะอายุเพียง 38 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินชั้นครู และผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก โดยเขามีชื่อเสียงจากเทคนิคการตัดแสงและเงา (chiaroscuro) เพื่อสร้างความสมจริงและมิติทางอารมณ์ให้กับภาพวาด โดยผลงานของเขาที่หลงเหลืออยู่ทั่วโลกมีเพียงประมาณ 65 ชิ้น และในจำนวนนี้ มีภาพเหมือนเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น.

ที่มา BBC

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย ย้ำสิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย ย้ำสิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

11 มี.ค. 2569 08:27 น.

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย ย้ำสิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

รัฐบาลเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน ระบุเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและทำลายเสถียรภาพโลก พร้อมย้ำเคารพการตัดสินใจของอิหร่านในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์การโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านโดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคและทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น

โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลในกรุงเปียงยางประณามอย่างรุนแรง ต่อการโจมตีดังกล่าว โดยกล่าวหาว่าสหรัฐและอิสราเอลได้ทำลายสันติภาพในภูมิภาค และยกระดับความไม่มั่นคงของโลกผ่านการใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่าน โดยคำแถลงดังกล่าวเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวของรัฐเกาหลีเหนือ Korean Central News Agency หรือ KCNA

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังวิจารณ์การแทรกแซงจากภายนอกต่อระบบการเมืองของอิหร่าน พร้อมเตือนว่า การใช้คำขู่หรือปฏิบัติการทางทหารเพื่อบ่อนทำลายรัฐบาลของประเทศอื่นไม่สามารถยอมรับได้

รัฐบาลเปียงยางยังระบุด้วยว่า เคารพการตัดสินใจของสภาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นสภานักบวชระดับสูงของอิหร่าน ที่มีหน้าที่เลือกผู้นำสูงสุดของประเทศ โดยย้ำว่าการเลือกผู้นำคนใหม่สะท้อนถึงสิทธิและการตัดสินใจของประชาชนชาวอิหร่าน

ท่าทีของเกาหลีเหนือมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง หลังการโจมตีทางทหารและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดทางการเมืองและศาสนาในประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า การออกมาแสดงจุดยืนของเกาหลีเหนือในครั้งนี้สะท้อนความพยายามของเปียงยางในการสนับสนุนพันธมิตรทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ และวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสหรัฐในความขัดแย้งระดับโลก.

ที่มา : Reuters

รถบัสไฟไหม้กลางเมืองในสวิตเซอร์แลนด์ ดับอย่างน้อย 6 ศพ ตร.ชี้อาจเป็นเหตุจงใจจุดไฟ

รถบัสไฟไหม้กลางเมืองในสวิตเซอร์แลนด์ ดับอย่างน้อย 6 ศพ ตร.ชี้อาจเป็นเหตุจงใจจุดไฟ

11 มี.ค. 2569 08:26 น.

รถบัสไฟไหม้กลางเมืองในสวิตเซอร์แลนด์ ดับอย่างน้อย 6 ศพ ตร.ชี้อาจเป็นเหตุจงใจจุดไฟ

เกิดเหตุรถบัสโดยสารไฟลุกไหม้รุนแรงในสวิตเซอร์แลนด์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ บาดเจ็บ 5 ราย ตำรวจระบุว่าอาจเป็นเหตุจงใจจุดไฟ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือไม่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เกิดเหตุเหตุเพลิงไหม้รถบัสบนถนนสายหลักของเมืองเคียร์เซิร์ส ในรัฐฟรีบูร์ก ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเบิร์น ไปทางตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร โดยเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 18.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย โดยในจำนวนนี้ 3 คนมีอาการสาหัส

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็น เปลวไฟพุ่งออกจากหน้าต่างรถบัสสูงหลายเมตร พร้อมกลุ่มควันสีดำหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ขณะที่ซากรถบัสที่ถูกไฟไหม้จนเหลือเพียงโครง เจ้าหน้าที่ระบุว่า เมื่อหน่วยฉุกเฉินมาถึง พบว่ารถบัส ถูกเพลิงลุกไหม้ทั้งคัน จึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุและควบคุมเพลิง พร้อมตั้งเขตความปลอดภัยรอบพื้นที่

ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจกำลังพิจารณาว่าเหตุไฟไหม้อาจเกิดจากการกระทำของมนุษย์ และอาจเป็นการจงใจ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือไม่ ซึ่งขณะนี้กำลังเปิดการสอบสวนทางอาญา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้.

ที่มา CBS

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

11 มี.ค. 2569 08:16 น.

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

สหรัฐเผยปฏิบัติการโจมตีเรือของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ หลังหน่วยข่าวกรองพบความพยายามวางทุ่นระเบิดในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ย้ำจะไม่ยอมให้ใครคุกคามการเดินเรือในจุดยุทธศาสตร์สำคัญนี้

กองทัพสหรัฐประกาศว่าได้ทำลายเรือของกองทัพเรืออิหร่านหลายลำ รวมถึงเรือวางทุ่นระเบิดอย่างน้อย 16 ลำ ใกล้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางเดินเรือพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

กองบัญชาการกลางสหรัฐ หรือ CENTCOM เผยแพร่วิดีโอการโจมตีบางส่วนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีเรือที่เกี่ยวข้องกับการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว

รายงานของสำนักข่าว CNN ระบุว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐพบว่าอิหร่านได้เริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นคอขวดพลังงานของโลก เนื่องจากมีน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณการค้าทั่วโลกต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้

ด้านประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า หากอิหร่านมีการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซจริง ก็ต้องนำออกทันที พร้อมย้ำว่าสหรัฐต้องการให้เส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ปลอดภัย

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ พีท เฮกเซธ ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดยกองทัพสหรัฐได้กำจัดเรือที่เกี่ยวข้องกับการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซอย่างแม่นยำและเด็ดขาด

เขายังย้ำว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้กลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามจับช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวประกัน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่รายงานจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น มีทหารอเมริกันราว 140 นายได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานระดับโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลางไปยังตลาดสำคัญในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวในพื้นที่นี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากตลาดพลังงานทั่วโลก.

ที่มา : CNN