WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

11 มี.ค. 2569 05:33 น.

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

องค์การอนามัยโลกออกมาเตือนเรื่องอันตรายของฝนพิษสีดำ หลังคลังน้ำมันในอิหร่านถูกโจมตี ส่อส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำและสุขภาพของชาวอิหร่านที่กำลังขาดแคลนน้ำอย่างหนักในตอนนี้

เมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค. 2569 นายคริสเตียน ลินด์ไมเออร์ โฆษกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า “ฝนดำ” หรือน้ำฝนที่ปนเปื้อนด้วยมลพิษจากคลังน้ำมันอิหร่าน ที่ถูกโจมตีจนไฟลุกไหม้อย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สร้างความกังวลอย่างหนักต่อคุณภาพอากาศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

คลังเก็บเชื้อเพลิงหลายแห่ง รวมถึง คลังน้ำมันชาห์ราน (Shahran) ในกรุงเตหะราน ถูกโจมตีทางอากาศจนไฟลุกท่วม ส่งผลให้มีกลุ่มควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ มลพิษดังกล่าวทำให้ทางการอิหร่านต้องประกาศแนะนำให้ประชาชนงดออกจากเคหสถานในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อฝนตกผ่านชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ น้ำฝนจะผสมกับสารปนเปื้อนและตกลงสู่พื้นดิน นอกจากนี้ น้ำฝนยังมีโอกาสกลายเป็น “ฝนกรด” เมื่อน้ำทำปฏิกิริยากับก๊าซต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์

“ฝนดำและฝนกรดที่ตามมา ถือเป็นอันตรายต่อประชากรในพื้นที่อย่างแท้จริง” ลินด์ไมเออร์กล่าว

ด้านสภาเสี้ยววงเดือนแดงแห่งอิหร่าน (Red Crescent Society) ออกมาเตือนเรื่องภัยอันตรายจากน้ำฝนที่มีความเป็นกรด “ในระดับที่อันตรายมาก” ซึ่งอาจทำให้ “ผิวหนังไหม้และสร้างความเสียหายรุนแรงต่อปอด” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนงดออกจากอาคารบ้านเรือนทั้งในช่วงที่ฝนตกและหลังจากนั้น

ขณะที่นาย โวลเคอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า “ผมมีความกังวลอย่างยิ่งเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนจะต้องเผชิญ อันเป็นผลมาจากไฟไหม้คลังน้ำมันเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการปนเปื้อนจากฝนกรดด้วย”

ทั้งนี้ ปัจจุบันอิหร่านกำลังเผชิญกับ “วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำ” อย่างหนัก และประชาชนต่างรอคอยฝนที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่เหตุการณ์ฝนกรดหรือฝนสีดำนี้กำลังคุกคามและอาจสร้างความเสียหายต่อแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่ชาวอิหร่านต้องพึ่งพาอาศัย

นอกจากนั้น คลังน้ำมันในบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องมลพิษที่จะขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค โดยลินด์ไมเออร์ระบุว่า เหตุการณ์นี้อาจส่ง “ผลกระทบในระยะยาว” และเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “สถานการณ์ที่อันตราย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลือ อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ขู่ตอบโต้หากทำจริง

ลือ อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ขู่ตอบโต้หากทำจริง

11 มี.ค. 2569 04:44 น.

ลือ อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ขู่ตอบโต้หากทำจริง

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนอิหร่าน ว่าจะเผชิญผลที่ตามมาอย่างร้ายแรง หากวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางรายงานว่า อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดแล้วหลายสิบลูก

เมื่อ 10 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เตือนอิหร่านเรื่องการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยขู่ว่าจะทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมาในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็อ้างด้วยว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีรายงานว่าอิหร่านกำลังวางทุ่นระเบิด

“หากอิหร่านวางทุ่นระเบิดใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ เราต้องการให้พวกเขานำมันออกไปทันที! แม้ว่าเราจะยังไม่ได้รับรายงานว่าพวกเขาทำเช่นนั้นก็ตาม” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“หากทุ่นระเบิดถูกวาง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม และพวกมันไม่ถูกนำออกไปในทันที ผลที่ตามมาทางทหารต่ออิหร่านจะอยู่ในระดับที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน แต่ในทางกลับกัน หากพวกเขาถอนสิ่งที่อาจถูกวางเอาไว้ออกไป นั่นจะเป็นก้าวสำคัญที่มุ่งไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง!”

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้

ขณะเดียวกันสำนักข่าว CNN รายงานอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าว 2 คนที่คุ้นเคยกับรายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ว่า อิหร่านได้เริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่กว้างนัก โดยมีการวางไปเพียงไม่กี่สิบลูกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายหนึ่งเสริมว่า อิหร่านยังคงรักษาเรือขนาดเล็กและเรือวางทุ่นระเบิดไว้ได้ถึง 80% – 90% ดังนั้นกองกำลังของพวกเขาจึงมีความสามารถเพียงพอที่จะวางทุ่นระเบิดจำนวนหลายร้อยลูกในเส้นทางน้ำแห่งนี้ได้

ก่อนหน้านี้ กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เคยเตือนว่าเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบจะถูกโจมตี ทำให้เส้นทางนี้ถูกปิดตัวลงโดยปริยายตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบรรยายสภาพของช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบันว่าเหมือนเป็น “หุบเขาแห่งความตาย” เนื่องจากความเสี่ยงมหาศาลในการเดินเรือผ่าน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยในวันนี้ด้วยว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่ได้ดำเนินการส่งกองเรือคุ้มกันเรือพาณิชย์ลำใดผ่านช่องแคบนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ารัฐบาลของเขากำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในการดำเนินการดังกล่าวก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์ไม่ตัดทางเลือกใดทิ้ง รวมถึงส่งทหารราบบุกอิหร่าน

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์ไม่ตัดทางเลือกใดทิ้ง รวมถึงส่งทหารราบบุกอิหร่าน

11 มี.ค. 2569 04:19 น.

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์ไม่ตัดทางเลือกใดทิ้ง รวมถึงส่งทหารราบบุกอิหร่าน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ตัดตัวเลือกใดๆ ในการทำสงครามกับอิหร่าน รวมถึงการส่งทหารราบเข้าไป ซึ่งประธานาธิบดีจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะทำจริงหรือไม่

เมื่อ 10 มี.ค. 2569 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวแถลงเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ไม่ตัดทางเลือกใด ๆ ทิ้ง” ในการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าไปในพื้นที่

“สำหรับเรื่องการส่งทหารราบ ท่านประธานาธิบดีได้พูดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านดำเนินวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาดโดยไม่ตัดทางเลือกใด ๆ ทิ้ง ดังนั้น ฉันจึงไม่อยากจะยืนยันข้อมูลใด ๆ ที่สมาชิกพรรคเดโมแครตในรัฐสภากำลังพูดถึงความคิดของท่านประธานาธิบดีในขณะนี้”

ดูเหมือนว่าลีวิตต์จะพาดพิงถึงความเห็นของบรรดาสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรคเดโมแครต ซึ่งรวมถึง ริชาร์ด บลูเมนทาล ที่ได้ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาเมื่อช่วงเช้าวันนี้ว่า “ดูเหมือนว่าเรากำลังอยู่บนเส้นทางที่มุ่งไปสู่การส่งทหารอเมริกันลงพื้นที่ในอิหร่าน เพื่อบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ที่วางไว้”

น.ส.ลีวิตต์ย้ำด้วยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้อิหร่าน “ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข” เพื่อเป็นเงื่อนไขสำหรับข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน

“เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านอยู่ในจุดที่ต้องยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข ท่านไม่ได้หมายความว่าระบอบการปกครองของอิหร่านจะออกมาประกาศคำนั้นด้วยตัวเอง สิ่งที่ท่านประธานาธิบดีหมายถึงคือ ภัยคุกคามของอิหร่านจะไม่ถูกหนุนหลังด้วยคลังแสงขีปนาวุธที่คอยคุ้มกันพวกเขาในการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ในประเทศอีกต่อไป”

เธอกล่าวต่อไปว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นผู้กำหนดเองว่าเมื่อใดที่อิหร่านอยู่ในสภาวะยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข นั่นคือเมื่อพวกเขาไม่สามารถสร้างภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือและโดยตรงต่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรของเราได้อีกต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โฟล์กสวาเกนเตรียมลดพนักงาน 50,000 ตำแหน่ง หลังกำไรดิ่งสุดรอบ 10 ปี

โฟล์กสวาเกนเตรียมลดพนักงาน 50,000 ตำแหน่ง หลังกำไรดิ่งสุดรอบ 10 ปี

11 มี.ค. 2569 02:33 น.

โฟล์กสวาเกนเตรียมลดพนักงาน 50,000 ตำแหน่ง หลังกำไรดิ่งสุดรอบ 10 ปี

โฟล์กสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ประกาศจะลดพนักงานในเยอรมนีลงถึง 50,000 ตำแหน่งภายใน 4 ปีข้างหน้า หลังผลกำไรของบริษัทลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 10 ปี

เมื่อ 10 มี.ค. 2569 “โฟล์กสวาเกน” (Volkswagen) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สัญชาติเยอรมนี ประกาศจะปรับลดพนักงานในประเทศลงจำนวน 50,000 ตำแหน่งภายในปี 2573 หลังจากผลกำไรของบริษัทลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2559

โอลิเวอร์ บลูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แจ้งต่อผู้ถือหุ้นว่าการเลิกจ้างครั้งนี้จะเกิดขึ้นในเยอรมนีและครอบคลุมไปทั่วทั้งกลุ่มบริษัท รวมถึงแบรนด์ในเครืออย่าง “ออดี” (Audi) และ “ปอร์เช” (Porsche) ด้วย

ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่สุดของยุโรปเจ้านี้ระบุว่า กำไรหลังหักภาษีของบริษัทในปี 2568 ลดลงประมาณ 44% จาก 1.24 หมื่นล้านยูโร เหลือเพียง 6.9 พันล้านยูโร

โดยทางบริษัทชี้แจงว่ากำไรที่ลดลงดังกล่าวเป็นผลกระทบจาก มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ, การแข่งขันที่รุนแรงจากจีน และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างที่สูง จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

แม้บริษัทจะคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะฟื้นตัวในปีหน้า แต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินเน้นย้ำว่า บริษัทจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนอย่าง “เข้มงวด”

“โดยรวมแล้ว เรามีแผนที่จะปรับลดตำแหน่งงานประมาณ 50,000 ตำแหน่งภายในปี 2573 ทั่วทั้งกลุ่มบริษัท โฟล์กสวาเกน ในเยอรมนี” นายบลูมระบุในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นในรายงานประจำปีของบริษัท พร้อมเสริมว่า “เรากำลังดำเนินธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง”

ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มบริษัทได้บรรลุข้อตกลงกับสหภาพแรงงานแล้วในการปรับลดตำแหน่งงานมากกว่า 35,000 ตำแหน่งทั่วประเทศในรูปแบบที่ “รับผิดชอบต่อสังคม” ภายในปี 2573 เพื่อประหยัดงบประมาณราว 1.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.5 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ โฟล์กสวาเกน รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันรายอื่น ๆ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความต้องการรถยนต์ที่ลดลงในประเทศจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดที่ทำกำไรมหาศาล ในขณะเดียวกัน แบรนด์รถยนต์จีนก็กำลังรุกคืบเข้าสู่ยุโรป ทำให้การแข่งขันด้านยอดขายรุนแรงยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ยิ่งทำให้สถานการณ์ยากลำบากมากขึ้นไปอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

11 มี.ค. 2569 01:41 น.

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

เซเลนสกีเปิดเผยว่า รัฐบาลของเขากำลังส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือกับโดรนของอิหร่าน ไปยัง 3 ประเทศในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยป้องกันการโจมตีจากอิหร่าน

เมื่อ 10 มี.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า ยูเครนกำลังส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังตะวันออกกลางเพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในการป้องกันการโจมตีจากโดรนของอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

เซเลนสกีระบุว่า ในสัปดาห์นี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญ 3 ทีมจะเดินทางไปยัง กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และย้ำว่านี่เป็นเพียงกลุ่มประเทศแรกที่ยูเครนตั้งใจจะส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยเหลือเท่านั้น

ทั้งนี้ ยูเครนมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางในการยิงสกัดโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ที่ผลิตโดยอิหร่าน เนื่องจากรัสเซียมักใช้โดรนดังกล่าวในการโจมตียูเครน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายประเทศได้ร้องขอความช่วยเหลือจากยูเครนเพื่อปกป้องตนเองจาก โดรนโจมตีแบบพลีชีพ ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

“ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันทุกคนเข้าใจดีว่า ประสบการณ์ของยูเครนสามารถช่วยในการขับไล่การโจมตีจำนวนมากจากโดรน Shahed ได้” เซเลนสกีกล่าว

“แม้แต่ประเทศที่แอบซื้อหรือจัดหาโดรนสกัดกั้นมาแล้ว ก็เริ่มตระหนักว่าหากไม่มีกองทัพของเรา ไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุมของเรา ไม่มีซอฟต์แวร์ของเรา และไม่มีสิ่งเหล่านี้ประกอบกัน เครื่องมือสกัดกั้นเหล่านั้นก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน ขอลี้ภัยเพิ่มอีก 2 คน ที่เหลือออกจากออสเตรเลียแล้ว

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน ขอลี้ภัยเพิ่มอีก 2 คน ที่เหลือออกจากออสเตรเลียแล้ว

11 มี.ค. 2569 00:40 น.

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน ขอลี้ภัยเพิ่มอีก 2 คน ที่เหลือออกจากออสเตรเลียแล้ว

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านยื่นขอลี้ภัยในออสเตรเลียเพิ่มอีก หลังก่อนหน้านี้นักฟุตบอล 5 คนได้รับอนุมัติวีซ่ามนุษยธรรมแล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าพวกเธอจะไม่ปลอดภัยหากกลับอิหร่าน

เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 10 มี.ค. 2569 นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ออกมายืนยันว่า นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน 5 ราย ได้รับการอนุมัติวีซ่ามนุษยธรรมแล้ว ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยหากพวกเธอต้องเดินทางกลับประเทศอิหร่าน

ล่าสุด แหล่งข่าวหลายคนบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า มีสมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่านอีก 2 คน ประกอบด้วยนักเตะ 1 ราย และเจ้าหน้าที่ทีมอีก 1 ราย ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยในออสเตรเลียแล้วเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน เชื่อว่าสมาชิกทีมที่เหลือได้เดินทางออกจากออสเตรเลียเพื่อมุ่งหน้ากลับอิหร่านแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเธอจะใช้เส้นทางใดหรือจะเดินทางถึงจุดหมายเมื่อใด

ก่อนหน้านี้ ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านเดินทางมายังออสเตรเลียเพื่อลงแข่งขันรายการฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย (Women’s Asian Cup) แต่เริ่มมีกระแสความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเธอหากต้องเดินทางกลับอิหร่าน หลังจากที่คนในทีม “ยืนสงบนิ่ง” ไม่ยอมร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทีมฟุตบอลไม่ได้อธิบายสาเหตุของการกระทำดังกล่าว แต่กลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตีความว่าเป็นสัญญาณของการทรยศชาติ ซึ่งมีโทษสถานหนัก

แหล่งข่าวบอกกับ CNN Sports ว่า เหล่านักเตะถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.) และในวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) ก่อนเกมที่พวกเธอพ่ายแพ้ให้กับฟิลิปปินส์ 2-0 พวกเธอก็ได้ร้องเพลงชาติอีกครั้งพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร

หลังการแข่งนัดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรดากองเชียร์ต่างพากันรุมล้อมรถบัสของทีม พร้อมกับตะโกนบอกตำรวจให้ “ช่วยเด็กๆ ของพวกเราด้วย” ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ออสเตรเลียยอมให้เหล่านักฟุตบอลหญิงลี้ภัยในประเทศ

“ออสเตรเลียกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในด้านมนุษยธรรม หากปล่อยให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านถูกบังคับให้กลับประเทศ ซึ่งพวกเธอมีโอกาสสูงที่จะถูกสังหาร อย่าทำแบบนั้นเลยท่านนายกรัฐมนตรี ให้สิทธิลี้ภัยแก่พวกเธอเถอะ สหรัฐฯ จะรับพวกเธอไว้เองหากคุณไม่ทำ” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

10 มี.ค. 2569 23:18 น.

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

จำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน เพิ่มขึ้นจนเกือบถึง 2,000 ศพแล้ว

สำนักข่าว CNN รายงานในวันที่ 10 มี.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. เพิ่มขึ้นจนเกือบถึง 2,000 ศพแล้ว โดยที่อิหร่านกับเลบานอนเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด

ที่อิหร่าน สำนักข่าวนักสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิที่มีสำนักงานในสหรัฐฯ รายงานว่า พบพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 1,245 ศพ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตี ตัวเลขนี้รวมถึงเด็ก 194 ราย นอกจากนี้ยังมีบุคลากรทางทหารเสียชีวิตอีก 189 นายในช่วงเวลาเดียวกันด้วย

ส่วนที่เลบานอน กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันจันทร์ว่า การโจมตีของอิสราเอลที่กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 486 ศพ ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่ามีทหารอิสราเอล 2 นายเสียชีวิตทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ (8 มี.ค.)

ที่อิรัก กองกำลังระดมประชาชน (PMF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เผยว่าสมาชิก 18 รายเสียชีวิตจากการโจมตีภายในประเทศ นอกจากนี้ กลุ่มต่าง ๆ และรัฐบาลภูมิภาคเคอร์ดิสถาน (KRG) ยืนยันกับ CNN ว่ามีนักรบชาวเคิร์ดอิหร่าน 3 ราย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของ KRG อีก 1 รายเสียชีวิตจากความขัดแย้งนี้

ที่อิสราเอล หน่วยบริการฉุกเฉิน “มาเกน ดาวิด อาดอม” (MDA) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 รายจากการโจมตีของอิหร่านนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยในจำนวนนี้ 9 รายเสียชีวิตจากเหตุขีปนาวุธโจมตีอาคารที่พักอาศัยโดยตรงในเมืองเบตเชเมช (Beit Shemesh)

ที่คูเวต มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 6 นาย, เจ้าหน้าที่กองทัพคูเวต 2 ราย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของคูเวตอีก 2 ราย ตามข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) กองทัพคูเวต และกระทรวงมหาดไทยคูเวต

ด้านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กระทรวงกลาโหมแถลงในวันนี้ว่า มีผู้เสียชีวิตในประเทศอย่างน้อย 6 ศพจากการโจมตีของอิหร่าน โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวเอมิเรตส์, ปากีสถาน, เนปาล และบังกลาเทศ

ที่ซาอุดีอาระเบีย สำนักงานป้องกันพลเรือนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายหลังจากวัตถุระเบิดตกใส่ที่พักอาศัยในเมืองอัล-คาร์จ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบีย 1 นายเสียชีวิตเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว หลังได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่านตั้งแต่วันที่ 2 ของสงคราม

ที่บาห์เรน สื่อของรัฐบาลรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ หลังจากเศษซากขีปนาวุธที่ถูกยิงสกัดตกลงมาจนเกิดไฟไหม้บน “เรือต่างชาติ” ในนิคมอุตสาหกรรมซัลมาน นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยบาห์เรนระบุว่ามีหญิงชาวบาห์เรนวัย 29 ปี เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านด้วย

ส่วนที่โอมาน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ศพ หลังจากเรือโดรนพุ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่เขาทำงานอยู่ ขณะที่เรือลอยลำอยู่ห่างจากชายฝั่งโอมานราว 52 ไมล์ทะเล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

10 มี.ค. 2569 22:13 น.

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ไปแล้วมูลค่ากว่า 1.76 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 2 วันแรกของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับสภาคองเกรส

สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อ 10 มี.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าว 2 คนที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินที่กระทรวงกลาโหมนำเสนอต่อสภาคองเกรสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ไปแล้วมูลค่ามากกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.76 แสนล้านบาท) ในเวลาเพียง 2 วันแรกของสงครามกับอิหร่าน

จำนวนเงินมหาศาลดังกล่าวกำลังทำให้เกิดความกังวลอย่างมากในรัฐสภา จากการที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผลาญระบบอาวุธล้ำสมัยไปอย่างรวดเร็ว รวมถึง อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงระยะไกล ที่ถูกนำมาใช้อย่างหนักหน่วงในช่วงวันแรกๆ ของสงคราม

นายมาร์ก เคลลี สว.รัฐแอริโซนา สังกัดพรรคเดโมแครต กล่าวว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังใช้ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศจำนวนมหาศาลเพื่อยิงสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนของอิหร่าน ซึ่งทางเตหะรานเองก็มี “คลังแสงขนาดมหึมา” สำรองไว้เช่นกัน

นายเคลลีระบุอีกว่า เหล่าสมาชิกวุฒิสภาจะซักถามผู้รายงานต่อไปในการประชุมลับวันนี้ เรื่อง “ต้นทุนรายวัน” ที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับจากสงครามครั้งนี้

ด้านแหล่งข่าวในสภาคองเกรสหลายคนบอกกับ CNN ว่า สงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้หมายความว่ารัฐบาลอาจจำเป็นต้องขอ “งบประมาณเพิ่มเติม” จากสภาคองเกรสในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเร่งผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สภาคองเกรสรายหนึ่งกล่าวว่า “นั่นจะเป็นศึกใหญ่ครั้งต่อไป (ในสภา)”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

“เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

"เปียงยาง-ปักกิ่ง" เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

10 มี.ค. 2569 17:27 น.

“เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

เกาหลีเหนือเตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสารเชื่อมกรุงเปียงยาง-กรุงปักกิ่งอีกครั้งในรอบ 6 ปี โดยจะเริ่มเดินรถเที่ยวแรกในวันที่ 12 มี.ค. นี้ หวังฟื้นฟูการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจกับประเทศพันธมิตร

กระทรวงรวมชาติเกาหลีของเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือและจีนเตรียมกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟเชื่อมกรุงเปียงยาง-กรุงปักกิ่ง อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ โดยถือเป็นการสิ้นสุดการระงับการเดินรถที่ยาวนานถึง 6 ปี นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

การกลับมาเปิดเส้นทางเดินรถในครั้งนี้ ถือเป็นการฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมขนส่งสายสำคัญระหว่างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างเกาหลีเหนือและจีน หลังจากเกาหลีเหนือดำเนินมาตรการปิดพรมแดนอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 โดยทางการรถไฟของจีนเปิดเผยกับสื่อว่า รถไฟสายเปียงยาง-ปักกิ่ง จะเริ่มให้บริการเที่ยวแรกในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคมนี้ และจะให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นการกลับมาเดินรถจะมีการจำกัดจำนวนผู้โดยสารและจะอนุญาตให้ผู้โดยสารใช้บริการได้เพียง 2 ตู้สุดท้ายของขบวนรถเท่านั้น โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักการทูตหรือผู้ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจของทางการ ในขณะที่ตั๋วโดยสารสำหรับบุคคลทั่วไปอาจมีการพิจารณาเปิดขายในภายหลังหากมีที่นั่งว่างเหลือเพียงพอ

ปัจจุบัน เกาหลีเหนือยังคงปิดประเทศและยังจำกัดจำนวนและคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทำให้การเดินทางเข้าเกาหลีเหนือของชาวต่างชาติเป็นไปได้ยาก ยกเว้นเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่มีข้อตกลงพิเศษกับรัฐบาลเกาหลีเหนือเท่านั้น 

ทั้งนี้ข้อมูลจากบริษัททัวร์ที่จัดทริปเข้าเกาหลีเหนือ ระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 นักท่องเที่ยวชาวจีนถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเกาหลีเหนือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 

นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมจากสื่อเกาหลีเหนือว่าทางการได้ประกาศยกเลิกการแข่งขัน “เปียงยาง มาราธอน” (Pyongyang Marathon) ที่กำหนดจะจัดขึ้นในเดือนหน้าแล้วในเมื่อวานนี้ (9 มี.ค.) โดยไม่ได้ระบุเหตุผลที่แน่ชัด โดยรายการวิ่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมไม่กี่ประเภทที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติสามารถเดินทางมายังเกาหลีเหนือเพื่อเข้าร่วมได้.

ที่มา: CNA

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง “หุบเขามรณะ” พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง "หุบเขามรณะ" พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

10 มี.ค. 2569 16:27 น.

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง “หุบเขามรณะ” พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

จากพื้นดินที่เคยแห้งแล้งดินแตกระแหง กลับกลายเป็นทุ่งดอกไม้สีทองสุดตระการตา เมื่อปรากฏการณ์ “ซูเปอร์บลูม” เข้าแต่งแต้มสีสันให้ “หุบเขามรณะ” พื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา หลังได้รับปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบหลายปี เผยเป็นความงามเพียงชั่วคราวที่หาชมได้ยากและอาจไม่เกิดขึ้นอีกนานนับปี

อุทยานแห่งชาติเดธวัลเลย์ (Death Valley National Park) สถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งที่สุดในอเมริกาเหนือและร้อนที่สุดในโลก กำลังกลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก เมื่อเกิดปรากฏการณ์พืชพรรณนานาชนิดพากันผลิบานพร้อมกันจนเต็มทุ่ง หรือที่เรียกว่า “ซูเปอร์บลูม” เปลี่ยนภูมิทัศน์สีน้ำตาลอันอ้างว้างให้กลายเป็นพรมสีทองอร่ามและสีสันสดใสอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก

แม้อุทยานบางแห่งในแคลิฟอร์เนียใต้และเนวาดาจะมีการบานของดอกไม้ป่าเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับเดธวัลเลย์แล้ว ปรากฏการณ์นี้ถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยแมตธิว ลามาร์ เจ้าหน้าที่อุทยานระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ดอกไม้บานสวยงามที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นเดือนที่เปียกชื้นที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์ที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินมานานนับปีได้รับความชุ่มชื้นและงอกเงยขึ้นมา

ดอกไม้ที่เป็นนางเอกของงานนี้คือ “เดเซิร์ต โกลด์” (Desert Gold) หรือทานตะวันทะเลทรายที่บานสะพรั่งจนดูเหมือนพรมสีทอง ปกคลุมไปทั่วบริเวณหุบเขา แซมด้วยสีม่วงของดอกฟาซีเลีย (Phacelia) สีขาวนวลของพริมโรส (Brown-eyed Primrose) และสีชมพูของดอกเดเซิร์ตไฟว์สปอต (Desert Five-spot)

นักนิเวศวิทยาชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้ช่วยลบความเชื่อผิดๆ ที่ว่าทะเลทรายไม่มีสิ่งมีชีวิต เพราะพืชและสัตว์ในเดธวัลเลย์ได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพอากาศที่สุดโต่ง เมล็ดพันธุ์เหล่านี้สามารถรอคอยน้ำได้นานนับทศวรรษเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการเติบโต

สำหรับผู้ที่ต้องการชมความงามนี้ต้องรีบ  เนื่องจากดอกไม้เหล่านี้มีอายุสั้น โดยพื้นที่ในระดับความสูงต่ำจะคงความงามไปจนถึงช่วงกลางหรือปลายเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) ส่วนพื้นที่ในระดับที่สูงขึ้นไปจะเริ่มบานในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

เจ้าหน้าที่อุทยานและนักนิเวศวิทยาได้ฝากคำเตือนถึงนักท่องเที่ยวว่าห้ามเดินออกนอกเส้นทาง เพื่อป้องกันการเหยียบย่ำดอกไม้และพืชพรรณ รวมถึงห้ามเด็ดดอกไม้ เพราะการเด็ดดอกไม้ 1 ดอก หมายถึงเมล็ดพันธุ์ที่จะลดน้อยลงสำหรับคนรุ่นหลัง และการเด็ดดอกไม้ในอุทยานถือเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมาย พร้อมเตือนให้ระวังดอกฟาซีเลียสีม่วงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหากสัมผัส รวมถึง “หนอนผีเสื้อเหยี่ยว” (Sphinx Moth Caterpillars) ที่กำลังคลานหาอาหารบนพื้นดินก่อนจะฝังตัวกลายเป็นดักแด้

เจ้าหน้าที่ลามาร์กล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการมาเยือนเดธวัลเลย์เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่”.

ที่มา ASSOCIATED PRESS