เรือลากจูง UAE ระเบิดก่อนจมในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 3 คน

เรือลากจูง UAE ระเบิดก่อนจมในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 3 คน

8 มี.ค. 2569 22:53 น.

เรือลากจูง UAE ระเบิดก่อนจมในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 3 คน

เรือลากจูงติดธง UAE ระเบิดก่อนจมทะเลที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีลูกเรือสูญหาย 3 ราย โดยบริษัทด้านความปลอดภัยระบุว่า เรือลำนี้ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ ขณะพยายามช่วยเรืออีกลำ

กระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียระบุในแถลงการณ์ว่า ลูกเรือชาวอินโดนีเซีย 3 รายสูญหาย หลังจากเรือลากจูง “มูซาฟฟาห์ 2” (Musaffah 2) ซึ่งติดธงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อับปางลงในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (6 มี.ค.)

กระทรวงฯ ระบุว่า เรือมูซาฟฟาห์มีลูกเรือทั้งหมด 7 ราย ประกอบด้วยชาวอินโดนีเซีย อินเดีย และฟิลิปปินส์ โดยมีผู้รอดชีวิต 4 ราย ส่วนอีก 3 รายที่ยังคงสูญหายทั้งหมดเป็นชาวอินโดนีเซีย

“ผู้รอดชีวิตชาวอินโดนีเซียหนึ่งรายกำลังอยู่ระหว่างการรักษาบาดแผลไฟไหม้ที่โรงพยาบาลในเมืองคาซับ ประเทศโอมาน ส่วนชาวอินโดนีเซียอีกสามรายที่เหลือนั้น เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังคงดำเนินการค้นหาอย่างต่อเนื่อง” กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียระบุ

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนที่เรือจะอับปางลง ได้เกิดการระเบิดขึ้นจนเป็นเหตุให้ไฟลุกไหม้เรือ ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัด

อย่างไรก็ตาม บริษัทรักษาความปลอดภัย “แวนการ์ด” (Vanguard) ระบุว่าเรือลากจูงลำดังกล่าวถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธสองลูก ในขณะที่พยายามเข้าไปให้ความช่วยเหลือเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ “เซฟีน เพรสทิจ” (Safeen Prestige) ติดธงมอลตา ซึ่งถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธไปก่อนหน้าแล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.)

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เกิดเหตุโจมตีเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วหลายครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันอิหร่านครั้งแรก ดับ 4 ศพ ไฟลุกไหม้รุนแรง

อิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันอิหร่านครั้งแรก ดับ 4 ศพ ไฟลุกไหม้รุนแรง

8 มี.ค. 2569 21:54 น.

อิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันอิหร่านครั้งแรก ดับ 4 ศพ ไฟลุกไหม้รุนแรง

อิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันของอิหร่านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามครั้งใหม่นี้อุบัติขึ้นเมื่อ 8 วันก่อน โดยโจมตีถึง 4 จุด ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ

สำนักข่าว อัลจาซีรา รายงานเมื่อ 8 มี.ค. 2569 ว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่คลังน้ำมันของอิหร่านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ และทำให้เกิดไฟลุกไหม้รุนแรงจนควันดำหนาทึบปกคลุมน่านฟ้าเหนือกรุงเตหะราน

การโจมตีอิหร่านร่วมกันของสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไปเป็นวันที่ 9 แล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. โดยมีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วกว่า 1,300 ศพ และในเลบานอนประมาณ 300 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลประมาณ 12 ศพ

ไฟไหม้ที่คลังน้ำมันชาห์รัน (Shahran)
ไฟไหม้ที่คลังน้ำมันชาห์รัน (Shahran)

ตามรายงานของสำนักข่าว ฟาร์ส (Fars) ของอิหร่าน การโจมตีคลังน้ำมันเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง เนื่องจากขีปนาวุธได้ตกใส่คลังเก็บน้ำมัน 4 แห่ง และศูนย์ส่งถ่ายการผลิตน้ำมันในกรุงเตหะรานและจังหวัดอัลบอร์ซ (Alborz)

เป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วย คลังน้ำมันอักดาซีเอห์ (Aghdasieh) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเตหะราน, โรงกลั่นน้ำมันเตหะราน ทางตอนใต้, คลังน้ำมันชาห์รัน (Shahran) ทางตะวันตกของเตหะราน และ คลังน้ำมันในเมืองคาราจ (Karaj)

ผู้อยู่ในที่เกิดเหตุระบุว่า มีน้ำมันจากคลังชาห์รันรั่วไหลออกมาตามท้องถนน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าคนขับรถบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 4 คน เสียชีวิตจากการโจมตีในเตหะรานและอัลบอร์ซ อย่างไรก็ตาม ทางการระบุเพิ่มเติมว่า “ยังไม่มีปัญหาขาดแคลนการกระจายเชื้อเพลิง” และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกำลังเร่งดำเนินการดับไฟที่ลุกไหม้

ด้านอิสราเอลแถลงว่า พวกเขาโจมตีคลังเก็บเชื้อเพลิงหลายแห่งในเตหะราน ที่ถูกใช้เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน

ไฟไหม้ที่คลังน้ำมันอักดาซีเอห์ (Aghdasieh)
ไฟไหม้ที่คลังน้ำมันอักดาซีเอห์ (Aghdasieh)

นายโตฮิด อาซาดี ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรารายงานจากกรุงเตหะรานว่า อิสราเอลเคยโจมตีคลังเชื้อเพลิงของอิหร่านมาแล้วระหว่างสงคราม 12 วันเมื่อมิถุนายนปีก่อน แต่การโจมตีครั้งนี้ถือว่ารุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และว่า “เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต ทั้งในแง่ของภาวะสงครามและสภาพแวดล้อมในเมืองหลวง”

นายอาซาดีเล่าอีกว่า เขาเห็น “หยดฝนสีดำ” เกาะอยู่บนหน้าต่างในช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์ “มีความเสี่ยงสูงมากที่พวกเราจะถูกล้อมรอบไปด้วยอากาศที่เป็นพิษ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

สภาอิหร่านเผย เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร

สภาอิหร่านเผย เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร

8 มี.ค. 2569 21:20 น.

สภาอิหร่านเผย เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร

สมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านหลายคนระบุว่า เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศว่าเป็นใคร โดยเบื้องต้นคาดว่ายังไม่สามารถจัดประชุมได้เพราะการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

เมื่อ 8 มี.ค. 2569 อยาตอลเลาะห์ อาหมัด อาลาม อัล-โฮดา นักบวชระดับสูงหนึ่งในสมาชิกของสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ของอิหร่าน ซึ่งมีอำนาจในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเมห์ร (Mehr) ว่า การเลือกตั้งผู้นำได้จัดขึ้นแล้ว และผู้นำคนใหม่ได้รับการแต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว

นายอัล-โฮดา ระบุว่า ข่าวลือที่พยายามทำให้ดูเหมือนว่าสภาผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ตัดสินใจนั้นเป็น “คำลวงทั้งสิ้น” และเสริมว่า ขณะนี้ขึ้นอยู่กับสำนักงานเลขาธิการของสภาฯ ซึ่งนำโดย อยาตอลเลาะห์ ฮอสเซนี บูเชห์รี แล้วว่า จะประกาศผลการแต่งตั้งดังกล่าวเมื่อใด

ด้านอยาตอลเลาะห์ ไฮดารี สมาชิกอีกคนของสภาผู้เชี่ยวชาญระบุผ่านสำนักข่าว ISNA ว่า ตัวเลือกที่ “ดีที่สุด” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้เชี่ยวชาญได้รับเลือกแล้ว พร้อมเสริมว่า “ที่น่าสังเกตคือ แม้แต่ ‘ซาตานผู้ยิ่งใหญ่’ ก็ยังกล่าวถึงชื่อของบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกโดยตัวแทนสภาฯ”

ทั้งนี้ คำว่า “ซาตานผู้ยิ่งใหญ่” (Great Satan) เป็นคำที่ โคเมนี ผู้นำการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน และเป็นผู้นำสูงสุดก่อนอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ใช้เพื่อเรียกสหรัฐอเมริกา

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หาก โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของ อาลี คาเมเนอี จะขึ้นสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ.

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านได้ข้อสรุปแล้ว แต่หลายชั่วโมงต่อมากลับยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเลือกผู้สืบทอด ทำให้สมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญหลายคนเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจ

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ความล่าช้าในการประกาศอาจเกิดจากการที่สภาผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถนัดประชุมแบบพบตัวกันได้ท่ามกลางภัยคุกคามจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

นายโมห์เซน บอร์ฮานี นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเตหะราน ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ตามรัฐธรรมนูญของอิหร่านและระเบียบของสภาฯ การหารือและปรึกษาหารือต้องกระทำโดยสมาชิกอย่างน้อย 2 ใน 3 ในที่ประชุมด้วยตนเอง “หากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ครบถ้วน การประกาศใด ๆ จะถือว่าขาดความสมบูรณ์ทางกฎหมาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คนไทยในอิหร่านถึงไทยพรุ่งนี้ล็อตแรก- ย้ำมีปุ๋ยเพียงพอใช้ถึง 5 เดือน ไม่จำเป็นต้องกักตุน

คนไทยในอิหร่านถึงไทยพรุ่งนี้ล็อตแรก- ย้ำมีปุ๋ยเพียงพอใช้ถึง 5 เดือน ไม่จำเป็นต้องกักตุน

8 มี.ค. 2569 19:16 น.

คนไทยในอิหร่านถึงไทยพรุ่งนี้ล็อตแรก- ย้ำมีปุ๋ยเพียงพอใช้ถึง 5 เดือน ไม่จำเป็นต้องกักตุน

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เผย คนไทยในอิหร่านเดินทางถึงไทยพรุ่งนี้ล็อตแรก ช่วยเหลือผู้ตกค้างรวมแล้ว 292 คน ยันไทยมีปุ๋ยเพียงพอใช้ได้ถึง 5 เดือน ย้ำไม่จำเป็นต้องกักตุน สต๊อกเก่ายังไม่ขึ้นราคา

วันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวในประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความรุนแรง ยังโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยเฉพาะในอิหร่าน บาห์เรน คูเวต และเลบานอน ที่ถูกโจมตีในหลายพื้นที่ ส่วนอิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าจะไม่โจมตีประเทศต่างๆ ในภูมิภาค แต่จะมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ เท่านั้น เพื่อป้องกันตนเอง จะตอบโต้จนกว่าการโจมตีอิหร่านจะยุติลง หรือจนกว่าคณะความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะดำเนินการ

ขณะที่ทางประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก และอาจขยายพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ทางกระทรวงการต่างประเทศแนะนำให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงให้เร็วที่สุดและขอให้แจ้งข้อมูลที่อยู่ มาที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

คนไทยในอิหร่านเดินทางถึงไทยพรุ่งนี้ล็อตแรก ช่วยเหลือรวมแล้ว 292 คน

ส่วนการช่วยเหลือคนไทยกลุ่มแรกในอิหร่าน จำนวน 62 คน นำโดยน.ส.ชนานิตร ประเสริฐผล ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตกรุงเตหะราน เดินทางโดยรถยนต์ถึงตุรกีแล้วเมื่อช่วงค่ำเมื่อวานนี้ด้วยความปลอดภัย โดยมีสถานเอกอัครทูตไทยในกรุงอังการา ประเทศตุรกี ต้อนรับและอำนวยความสะดวก เพื่อเข้าที่พักและรอเดินทางกลับแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเดินทางถึงไทย วันที่ 9 มีนาคม และกลุ่มที่ 2 จะเดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 10 มีนาคม นอกจากนี้ยังมีคนไทยในอิหร่านที่จะเดินทางทางบกออกจากอิหร่านในวันที่ 10 มีนาคม ไปยังตุรกี อยู่ระหว่างการประสานงานอย่างใกล้ชิด

สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงอังการา ยังรอรับคนไทยที่อพยพออกจากอิรัก ที่เดินทางข้ามแดนเรียบร้อยแล้ว รวม 18 คน หลังจากนั้นจะเดินทางกลับไทยต่อไป โดยมีคนไทยที่ตกค้างในตะวันออกกลางได้รับการช่วยเหลือรวมแล้ว 292 คน

นายปาณิดล ยังกล่าวอีกว่า ในห้วงสถานการณ์ยังมีความเปราะบางการนำเสนอข่าว ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อไม่ให้เข้าใจคลาดเคลื่อน ที่ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในขณะนี้

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

ยันไทยมีปุ๋ยเพียงพอใช้ได้ถึง 5 เดือน ย้ำไม่จำเป็นต้องกักตุน

ด้านนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวในประเด็น สถานการณ์สต๊อกปุ๋ยเคมีภายในประเทศ กล่าวว่า ทางกระทรวงพาณิชย์มีการติดตามเรื่องปุ๋ยอย่างใกล้ชิด ให้ผู้นำเข้ารายงานปริมาณนำเข้าและสต๊อกทุกวันที่ 10 ของเดือน เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามและบริหารสินค้าได้

โดยในเดือนมกราคมไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมี 1.52 ล้านตัน มีความต้องการใช้เฉลี่ย 0.8 ล้านตัน ยืนยันว่ามีสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และคาดว่าเดือนมีนาคมจะมีสต๊อกปุ๋ยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขอนำเข้าก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และยังนำเข้าแม่ปุ๋ย โพแทสเซียมจากแคนาดา จีน และเกาหลีใต้ ส่วนปุ๋ยยูเรีย มีอยู่ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน และอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย 120,000 ตัน หรือประมาณ 2.4 ล้านกระสอบ และมีการนำเข้าจากมาเลเซียอีก 2 หมื่นตัน จะทำให้มีปุ๋ยยูเรียรวมประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ ยืนยันว่ามีปุ๋ยใช้งานเพียงพอประมาณ 5 เดือน ซึ่งไทยยังมีแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากมาเลเซียและบรูไน ที่สามารถนำเข้าได้ตามปกติและเติมเต็มสต๊อกได้อย่างต่อเนื่อง และปุ๋ยในปัจจุบันเป็นสต๊อกเก่าจึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา 

 “ศุภจี” สั่งสแกนเข้มผู้ค้าฉวยขึ้นราคา เจอโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้พาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบราคาปุ๋ยต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีว่าด้วย พ.ร.บ. สินค้าและบริการ โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ยืนยันว่าปุ๋ยในประเทศยังมีเพียงพอไม่จำเป็นต้องกักตุนปุ๋ย หากพบสินค้าเกินราคาให้ร้องเรียนมาได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์ทั่วประเทศ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์

“ทรัมป์” ลั่นไม่เจรจาอิหร่าน ขู่กวาดล้างกองทัพ-ผู้นำให้สิ้นซาก

"ทรัมป์" ลั่นไม่เจรจาอิหร่าน ขู่กวาดล้างกองทัพ-ผู้นำให้สิ้นซาก

8 มี.ค. 2569 12:08 น.

“ทรัมป์” ลั่นไม่เจรจาอิหร่าน ขู่กวาดล้างกองทัพ-ผู้นำให้สิ้นซาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าวกลางเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ว่าไม่สนใจการเจรจากับรัฐบาลอิหร่าน ชี้สงครามจะจบลงต่อเมื่อกองทัพและคณะผู้นำอิหร่านถูกกำจัดจนหมดสิ้น ขณะที่สถานการณ์ในเลบานอนระอุหนัก และการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านลุกลามเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง และเริ่มส่งผลกระทบต่อภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าเขาไม่มีความประสงค์ที่จะเจรจากับอิหร่านในขณะนี้ โดยระบุว่าปฏิบัติการทางอากาศอย่างต่อเนื่องอาจทำให้การเจรจาไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป หากผู้นำอิหร่านทุกคนถูกกำจัดและกองทัพถูกทำลายลงอย่างราบคาบ “เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมคิดว่าคงไม่มีใครเหลืออยู่พอที่จะพูดคำว่า ‘เราขอยอมแพ้’ ด้วยซ้ำ” ทรัมป์กล่าว

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังปฏิเสธความรับผิดชอบกรณีการโจมตีโรงเรียนสตรีในอิหร่านที่ทำให้เด็กเสียชีวิตนับร้อยคน โดยอ้างว่าน่าจะเป็นฝีมือของอิหร่านเองเนื่องจากอาวุธขาดความแม่นยำ แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนจะระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นฝีมือของกองกำลังสหรัฐฯ ก็ตาม

ด้านนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้กล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการต่อกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ พร้อมวิงวอนให้ชาติเพื่อนบ้านวางตัวเป็นกลาง

อย่างไรก็ตาม เขาได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของทรัมป์ที่ให้ยอมจำนนอย่างไร้เงื่อนไข โดยระบุว่าเป็นเพียง “ความเพ้อฝัน” ทั้งนี้สภาผู้นำชั่วคราวของอิหร่านตกลงที่จะระงับการโจมตีชาติเพื่อนบ้านชั่วคราว เว้นแต่จะมีการใช้พื้นที่ของประเทศนั้นๆ เป็นฐานในการโจมตีอิหร่านก่อน

สถานการณ์ในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์ที่สองของสงคราม โดยอิสราเอลยกระดับการโจมตีกลุ่มเฮซบอลลาห์ โดยล่าสุดได้ถล่มอาคารที่พักอาศัยใจกลางกรุงเบรุต ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในเลบานอนพุ่งสูงเกือบ 300 รายตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา

ส่วนในอิหร่าน เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นในกรุงเตหะราน ขณะที่อิสราเอลอ้างว่าได้ทำลายคลังแสงและศูนย์บัญชาการหลายแห่ง ด้านอิหร่านระบุว่าพลเรือนเสียชีวิตแล้วกว่า 1,332 ราย

สงครามที่ขยายวงกว้างได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบโลจิสติกส์และธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงโดยปริยาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

ล่าสุด คูเวต อิรัก และกาตาร์ ได้ประกาศปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลง ขณะที่ซาอุดีอาระเบียได้ส่งคำเตือนไปยังเตหะรานว่า หากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของราชอาณาจักรยังไม่หยุดลง ริยาดอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้ในระดับเดียวกัน

ส่วนยอดความสูญเสียล่าสุด พลเรือนอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 1,332 ราย บาดเจ็บหลายพันคน ในอิสราเอลมีผู้เสียชีวิต 10 รายจากการโจมตีของอิหร่าน ขณะที่ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตอย่างน้อย 6 นาย ซึ่งร่างของผู้เสียชีวิตได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศในรัฐเดลาแวร์แล้วเมื่อวันเสาร์ และในเลบานอน มีผู้เสียชีวิตประมาณ 300 รายจากการโจมตีของอิสราเอล

ขณะนี้กลุ่มนักบวชสายแข็งในอิหร่านได้เรียกร้องให้มีการประชุมเพื่อคัดเลือก “ผู้นำสูงสุด” คนใหม่โดยเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าการประชุมจะเกิดขึ้นภายในวันอาทิตย์นี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงไร้ทางออกทางการทูต.

ที่มา  Reuters

อิหร่านโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียต่อเนื่อง พุ่งเป้าสนามบินคูเวต–น่านฟ้าซาอุฯ

อิหร่านโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียต่อเนื่อง พุ่งเป้าสนามบินคูเวต–น่านฟ้าซาอุฯ

8 มี.ค. 2569 11:52 น.

อิหร่านโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียต่อเนื่อง พุ่งเป้าสนามบินคูเวต–น่านฟ้าซาอุฯ

สงครามภูมิภาคตะวันออกกลางปะทุเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และคูเวตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสนามบินนานาชาติคูเวตถูกโดรนโจมตีจนต้องสั่งลดการผลิตน้ำมันเพื่อความปลอดภัย ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เผยสถิติถูกถล่มยับด้วยขีปนาวุธกว่า 200 ลูกนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

ทางการของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับรายงานเหตุโจมตีระลอกใหม่เมื่อวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) มีรายละเอียดความเสียหายในหลายจุดสำคัญ โดยกองทัพคูเวตระบุว่าได้ส่งกำลังตอบโต้ “ฝูงโดรนศัตรู” ที่รุกล้ำน่านฟ้าที่มีเป้าหมายหลักคือถังเก็บเชื้อเพลิง ณ ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ซึ่งถือเป็นการพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญโดยตรง แรงระเบิดและเศษซากจากการสกัดกั้นส่งผลให้สิ่งอำนวยความสะดวกภาคพลเรือนได้รับความเสียหาย และบริษัทน้ำมันแห่งชาติพิจารณาสั่งลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง

นอกจากนั้นยังเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ได้ลุกลามไปทั่วอาคารสูงแห่งหนึ่งในกรุงคูเวตซิตี้เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ โดยสาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่แน่ชัด โดยเชื่อว่าเป็นการโจมตีจากโดรนของอิหร่าน แรงระเบิดและเปลวไฟได้ลุกไหม้โครงสร้างของอาคารอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมาก

ส่วนที่ซาอุดีอาระเบีย กระทรวงกลาโหมรายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้ 15 ลำ ซึ่งบางส่วนพุ่งเป้าไปที่ ย่านสถานทูตในกรุงริยาด นอกจากนี้ยังทำลายขีปนาวุธ 3 ลูกที่มุ่งหน้าไปยัง ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ และโดรนอีก 17 ลำเหนือแหล่งน้ำมันเชย์บาห์ทางตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่กาตาร์ กระทรวงกลาโหมเผยว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 มี.ค.)  ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถี 10 ลูก และขีปนาวุธครูซ 2 ลูกที่ยิงมาจากอิหร่าน แต่ส่วนใหญ่ถูกสกัดไว้ได้และไม่มีผู้เสียชีวิต และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่คับคั่งที่สุดในโลก ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวหลังพบวัตถุปริศนาถูกสกัดกั้นใกล้พื้นที่สนามบิน มีรายงานเสียงระเบิดดังสนั่นและกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งใกล้กับอาคารผู้โดยสาร โดยทางการดูไบยืนยันว่ามีชาวปากีสถานเสียชีวิต 1 รายจากเศษซากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นกลางอากาศ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายหนักที่สุด โดยกระทรวงกลาโหมเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยพบขีปนาวุธนำวิถี จำนวน 221 ลูก โดรนโจมตีมากกว่า 1,300 ลำ ส่วนเป้าหมายที่ถูกโจมตีไปแล้ว เช่น สนามบินอาบูดาบี, โครงการปาล์ม จูไมราห์, โรงแรมหรูเบิร์จ อัล อาหรับ และสถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบ

แม้ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีอิหร่านจะออกมากล่าวขอโทษชาติอ่าวอาหรับต่อการโจมตีก่อนหน้า แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หัวหน้าฝ่ายตุลาการของอิหร่านกลับประกาศกร้าวว่า “การโจมตีจะดำเนินต่อไป” ในพื้นที่ของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่ยินยอมให้ “ศัตรู” ที่สื่อถึงสหรัฐฯ เข้าใช้พื้นที่หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งอยู่

ด้านประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน แห่งยูเออี ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า ขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ใน “สภาวะสงคราม” แต่เชื่อมั่นว่าเอมิเรตส์จะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม ขณะที่ประเทศบาห์เรนรายงานว่าจนถึงขณะนี้สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้แล้ว 92 ลูก และโดรน 151 ลำ จากการที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “การรุกรานที่ป่าเถื่อนจากอิหร่าน”.

ที่มา AFP

ระเบิดสนั่นหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล นอร์เวย์สั่งระดมกำลังล่าตัวผู้ก่อเหตุ โชคดีไร้เจ็บ

ระเบิดสนั่นหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล นอร์เวย์สั่งระดมกำลังล่าตัวผู้ก่อเหตุ โชคดีไร้เจ็บ

8 มี.ค. 2569 11:24 น.

ระเบิดสนั่นหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล นอร์เวย์สั่งระดมกำลังล่าตัวผู้ก่อเหตุ โชคดีไร้เจ็บ

เกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้าทางเข้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แรงระเบิดส่งผลให้อาคารเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ตำรวจรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมใช้โดรนและสุนัขตำรวจเร่งไล่ล่าตัวผู้ต้องสงสัย ยันยังไม่พบความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำนักงานตำรวจกรุงออสโล แถลงว่าเหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ประมาณ 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ของวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณทางเข้าแห่งหนึ่งของสถานทูตสหรัฐฯ แรงระเบิดทำให้เกิดความเสียหายทางกายภาพเพียงเล็กน้อย และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ไมเคิล เดลเลอมีร์ ผู้บัญชาการตำรวจ เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ TV2 ว่า ขณะนี้ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดได้เข้าตรวจสอบพื้นที่แล้ว และเริ่มมีเบาะแสเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิด โดยระบุว่า “ดูเหมือนว่าจะเป็นการกระทำที่จงใจก่อขึ้นโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” แต่ยังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของระเบิดหรือลักษณะความเสียหายเชิงลึกเนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนเบื้องต้น

หลังเกิดเหตุ ตำรวจนอร์เวย์ได้ยกระดับความสำคัญของคดีนี้เป็นกรณีเร่งด่วน โดยมีการระดมทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งสุนัขตำรวจ โดรน และเฮลิคอปเตอร์ เพื่อค้นหาผู้ก่อเหตุที่คาดว่าอาจมีมากกว่าหนึ่งคน พร้อมทั้งประกาศให้พื้นที่โดยรอบสถานทูตเป็นเขตปลอดภัยสำหรับประชาชนและผู้สัญจรไปมาหลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง

ทั้งนี้ ตำรวจได้ขอความร่วมมือจากประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์หรือสิ่งผิดปกติในช่วงเวลา 00.00 น. ถึง 02.00 น. ให้รีบแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ทันที

พยานในที่เกิดเหตุเล่าถึงนาทีระทึกขวัญ โดยเยาวชนวัย 16 ปีรายหนึ่งระบุว่า ขณะที่เขากำลังดูโทรทัศน์อยู่บ้านใกล้กับสถานทูต ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นจนตอนแรกนึกว่าเกิดขึ้นภายในบ้านของตัวเอง ก่อนจะเห็นแสงไฟวับวาบและเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธครบมือจำนวนมากรุดมายังที่เกิดเหตุ

ขณะที่กลุ่มเพื่อน 3 คนซึ่งกำลังรอรถแท็กซี่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุเล่าว่า “พวกเราได้ยินเสียงดัง ‘ปัง’ 3 ครั้งติดกันจนรู้สึกได้ว่าพื้นดินสั่นสะเทือน” และเมื่อรถแท็กซี่ขับผ่านหน้าสถานทูต พวกเขาเห็นกลุ่มควันหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับหมอกลงจัด

แม้ว่าในปัจจุบันสถานทูตสหรัฐฯ หลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลางจะมีการเฝ้าระวังระดับสูงสุดเนื่องจากปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน และการตอบโต้จากอิหร่านต่อเป้าหมายทางการทูต แต่ตำรวจนอร์เวย์ยืนยันว่า ในขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ที่เชื่อมโยงเหตุระเบิดในกรุงออสโลเข้ากับความขัดแย้งดังกล่าว โดยระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุที่แน่ชัดในตอนนี้.

ที่มา AFP

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐมิชิแกน–โอคลาโฮมา เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน รวมเด็ก 12 ปี

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐมิชิแกน–โอคลาโฮมา เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน รวมเด็ก 12 ปี

8 มี.ค. 2569 10:54 น.

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐมิชิแกน–โอคลาโฮมา เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน รวมเด็ก 12 ปี

พายุทอร์นาโดและพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงพัดถล่มหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บอีกกว่าสิบราย อาคารบ้านเรือนพังยับเยิน ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่นเป็นวงกว้าง ขณะที่ผู้ว่าการรัฐมิชิแกนและโอคลาโฮมาประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายพื้นที่เพื่อเร่งส่งความช่วยเหลือ

ทางการรัฐมิชิแกนรายงานความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย หลังพายุทอร์นาโดพัดถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หนึ่งในผู้เสียชีวิตที่สร้างความสลดใจคือ ไซลาส แอนเดอร์สัน เด็กชายวัยเพียง 12 ปี จากเมืองเอ็ดเวิร์ดสเบิร์ก ซึ่งเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศรุนแรง โดยสำนักงานนายอำเภอเขตแคสส์ระบุว่า เด็กชายเสียชีวิตท่ามกลางความดูแลของครอบครัว

สำนักงานเขตบรานช์ เคาน์ตี้ ระบุว่า พายุทอร์นาโดพัดถล่มพื้นที่ใกล้เมืองยูเนียนซิตี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย 12 คน ขณะที่บ้านเรือนและอาคารขนาดใหญ่หลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ตั้งแต่โครงสร้างเสียหายรุนแรงไปจนถึงพังราบทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีประชาชนจำนวนหลายร้อยคนต้องเผชิญกับไฟฟ้าดับ

ในรัฐโอคลาโฮมา ความรุนแรงของพายุส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายในเมืองเบกส์ โดยเจ้าหน้าที่จัดการเหตุฉุกเฉินระบุว่า ทอร์นาโดได้สร้างความเสียหายเป็นทางยาวกว่า 6.4 กิโลเมตร ในเขตโอคมัลกี ทางตอนใต้ของเมืองทัลซา

นายเควิน สติทท์ ผู้ว่าการรัฐโอคลาโฮมา ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครอบคลุมพื้นที่ 8 เคาน์ตี ได้แก่ Alfalfa, Creek, Grant, Major, Okmulgee, Rogers, Tulsa และ Wagoner เพื่อระดมทรัพยากรเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

วิดีโอที่มีการแชร์บนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นภาพงวงช้างขนาดมหึมาพัดถล่มเมืองยูเนียนซิตี้ และเศษซากปรักหักพังปลิวว่อนในลานจอดรถที่เมืองทรีริเวอร์ส โดยชาวเมืองรายหนึ่งกล่าวว่าเธอเห็นทอร์นาโดพัดผ่านเส้นทางที่ลูกสาวและพ่อแม่ของเธออาศัยอยู่พอดี แต่โชคดีที่ทุกคนในครอบครัวปลอดภัย

ด้านนางเกรทเชน วิทเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตบรันช์, แคสส์ และเซนต์โจเซฟ พร้อมระบุว่า “หัวใจของฉันอยู่กับครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และชาวมิชิแกนทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้”

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนว่าสภาพอากาศที่เลวร้ายอาจดำเนินต่อไปตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยมีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ ตั้งแต่เขตที่ราบเกรตเพลนส์ไปจนถึงรัฐเท็กซัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าสำรวจพื้นที่ความเสียหายและค้นหาผู้ที่อาจติดค้างอยู่ใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

8 มี.ค. 2569 09:52 น.

รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่ยูเครนตลอดคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย ในเมืองคาร์คิฟ รวมถึงเด็ก 2 ราย ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกีจี้พันธมิตรเร่งส่งอาวุธป้องกันภัยทางอากาศ หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและรถไฟถูกทำลายหนัก ทำประชาชนนับล้านขาดแคลนไฟฟ้าและระบบทำความร้อน

ยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ด้วยโดรนและขีปนาวุธในช่วงคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 มี.ค.) สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหลายแห่ง และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คนในเมืองคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ รวมถึงเด็ก 2 คน

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบรางทั่วประเทศ พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรนานาชาติตอบสนองต่อการโจมตีที่เขาเรียกว่า “โหดร้ายต่อชีวิตผู้คน” และย้ำว่ายูเครนยังต้องการการสนับสนุนด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธเพิ่มเติม

ทางด้านนายกเทศมนตรีเมืองคาร์คิฟ อีฮอร์ เทเรคอฟ เปิดเผยว่า ขีปนาวุธแบบบอลลิสติกของรัสเซียได้พุ่งชนอาคารที่พักอาศัยสูง 5 ชั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 15 คน ขณะที่อาคารที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 19 หลังได้รับความเสียหาย

ผู้ว่าการแคว้นคาร์คิฟระบุว่า การโจมตียังสร้างความเสียหายต่ออาคารพาณิชย์ อาคารราชการ สายส่งไฟฟ้า และรถยนต์จำนวนมาก ขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงค้นหาผู้รอดชีวิตและร่างผู้เสียชีวิตใต้ซากอาคาร นอกจากนี้ อัยการภูมิภาคยังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอีก 2 คนจากการโจมตีด้วยโดรนใกล้ที่ทำการไปรษณีย์ในหมู่บ้านใกล้ชายแดนรัสเซีย

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดโดรนได้ 453 ลำ และขีปนาวุธ 19 ลูก แต่ยังมีขีปนาวุธ 9 ลูก และโดรนโจมตี 26 ลำที่สามารถพุ่งโจมตีเป้าหมายรวม 22 จุดทั่วประเทศ

ในกรุงเคียฟ มีผู้บาดเจ็บ 3 คน และเกิดไฟฟ้าความร้อนสำหรับทำความร้อนในอาคารที่พักอาศัยกว่า 2,800 แห่งใน 4 เขตของเมืองหลวงหยุดชะงัก หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ดูแลโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของยูเครนประกาศใช้มาตรการตัดไฟฉุกเฉินใน 7 ภูมิภาค เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

เจ้าหน้าที่ยูเครนยังเปิดเผยว่า รัสเซียได้โจมตีสถานีรถไฟอย่างน้อย 4 แห่งในภาคกลางของประเทศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟและท่าเรือในแคว้นโอเดซาทางตอนใต้ ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุน้ำมันพืชเกิดเพลิงไหม้ และโกดังเก็บเมล็ดธัญพืชได้รับความเสียหาย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายไปยังโรงงานอุตสาหกรรมทางทหาร สนามบินทหาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน.

ที่มา Reuters

ผู้นำอิสราเอลลั่น จะโจมตีอิหร่านสุดกำลังต่อไป โวใกล้ครองน่านฟ้าได้แล้ว

ผู้นำอิสราเอลลั่น จะโจมตีอิหร่านสุดกำลังต่อไป โวใกล้ครองน่านฟ้าได้แล้ว

8 มี.ค. 2569 05:33 น.

ผู้นำอิสราเอลลั่น จะโจมตีอิหร่านสุดกำลังต่อไป โวใกล้ครองน่านฟ้าได้แล้ว

เบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศกร้าวว่า อิสราเอลจะเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป “ด้วยสรรพกำลังทั้งหมดที่เรามี” พร้อมอ้างว่า อิสราเอลกับสหรัฐฯ ใกล้ยึดครองน่านฟ้าของอิหร่านได้ทั้งหมดแล้ว

เมื่อ 7 มี.ค. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกแถลงการณ์ระบุว่า อิสราเอลจะเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป “ด้วยสรรพกำลังทั้งหมดที่เรามี” และบอกด้วยว่าตอนนี้ กองกำลังของพวกเขาใกล้คุมน่านฟ้าของอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว

ในแถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งบันทึกไว้ล่วงหน้า เนทันยาฮูอ้างว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการเข้า “ควบคุมน่านฟ้าของอิหร่านได้เกือบทั้งหมด” และระบุว่ายังมี “เป้าหมายและเซอร์ไพรส์อีกมากมายที่เตรียมไว้”

“เราจะสั่นคลอนเสถียรภาพของระบอบการปกครองนี้ และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น” ผู้นำอิสราเอลกล่าว โดยก่อนที่แถลงการณ์นี้จะถูกเผยแพร่ไม่นาน อิสราเอลเพิ่งประกาศการโจมตีกรุงเตหะรานระลอกใหม่

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังส่งคำขู่โดยตรงไปยังสมาชิกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นหน่วยรบระดับชนชั้นนำของอิหร่าน ว่า “เรากำลังเล็งพวกคุณอยู่”

เขาบอกด้วยว่า ปฏิบัติการทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ จะ “สร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้ประชาชนชาวอิหร่านสามารถกำหนดโชคชะตาด้วยมือของตนเองได้” พร้อมทั้งกระตุ้นให้ชาวอิหร่านลุกฮือขึ้นสู้

“ช่วงเวลาแห่งความจริงกำลังใกล้เข้ามา เราไม่ได้ต้องการที่จะแบ่งแยกอิหร่าน แต่ต้องการปลดปล่อยอิหร่านจากการกดขี่ของทรราชเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกคุณ”

เนทันยาฮูยังพูดถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเขาเรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอนปฏิบัติตามข้อผูกมัดภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงเดือนพฤศจิกายน 2567 และดำเนินการปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

“หากล้มเหลวในการดำเนินการดังกล่าว จะส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อเลบานอน ถึงเวลาแล้วที่พวกคุณต้องกำหนดโชคชะตาด้วยมือของตนเอง เราจะทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อปกป้องพลเมืองของเรา” เนทันยาฮูกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn