‘ศุภชัย เจียรวนนท์‘ ซีอีโอซีพี นำทีม ส่งต่อรัก ปันรอยยิ้ม เพื่อน้องบ้านราชวิถี เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2569

‘ศุภชัย เจียรวนนท์‘ ซีอีโอซีพี นำทีม ส่งต่อรัก ปันรอยยิ้ม  เพื่อน้องบ้านราชวิถี เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2569

‘ศุภชัย เจียรวนนท์‘ ซีอีโอซีพี นำทีม ส่งต่อรัก ปันรอยยิ้ม เพื่อน้องบ้านราชวิถี เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2569

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานร่วมกับ นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569 ณ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ซีพี ร้อยเรียงความดี…ส่งต่อรัก ปันรอยยิ้ม” โดยนายศุภชัยได้มอบอาคารปฏิบัติธรรม “ปลูกปัญญาธรรม” และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (Learning Center) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทุนส่วนตัวของนายศุภชัย เพื่อส่งต่อโอกาสทางการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม และทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

โอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางบุษดี เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ นางกมลนันท์ เจียรวนนท์ โสภณพนิช ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ นายแซนเดอร์ เจียรวนนท์ พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงจากทุกกลุ่มธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ อาทิ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ. ซีพี แอกซ์ตร้า (แม็คโคร–โลตัส) ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นายเทียนชัย จูพัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ สำนักสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ เป็นต้น เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์กับเยาวชนกว่า 300 คน อาทิ เวิร์กช็อปแต่งหน้าเค้ก การมอบรางวัลประกวดแต่งกลอนวันเด็ก การแสดงดนตรีสันทนาการ และกิจกรรมออกร้านสร้างความสุข เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติร่วมกับเด็ก ๆ จากสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี โดยการมอบอาคารปฏิบัติธรรม “ปลูกปัญญาธรรม” และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (Learning Center) ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่เสริมสร้างทั้งสติปัญญาและจิตใจอย่างรอบด้าน ผ่านการเรียนรู้เชิงบูรณาการและสหสาขาวิชาการ อันจะช่วยต่อยอดศักยภาพและพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างสมดุล

“ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับเด็กไม่ใช่เพียงวัตถุสิ่งของ หากแต่คือครอบครัวที่อบอุ่น เพื่อนที่ดี และมิตรภาพที่เกื้อกูลกัน รวมถึงการปลูกฝังคุณธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะความเมตตา การมีสติ รู้เท่าทันและดูแลอารมณ์ของตนเอง ตลอดจนการยึดมั่นในศีล 5 ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ช่วยให้ทั้งตนเองและผู้อื่นสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปลอดภัย สงบสุข และเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่ควรมอบให้แก่กันตลอดไป”

นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ในนามของกรมกิจการเด็กและเยาวชน ขอขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและสนับสนุนเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยยึดจากความต้องการและความจำเป็นของเด็กเป็นสำคัญ ความร่วมมือและความห่วงใยดังกล่าวนับเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน

สำหรับอาคารปฏิบัติธรรม “ปลูกปัญญาธรรม” เกิดขึ้นจากความตั้งใจอันแน่วแน่ของนายศุภชัย เจียรวนนท์  ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความเข้มแข็งทางจิตใจให้แก่เด็กและเยาวชน อาคารแห่งนี้จึงได้รับการปรับปรุงจากอาคารห้องสมุดหลังเก่า ให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านจิตใจและการฝึกสมาธิอย่างเหมาะสม ภายในแบ่งเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ โซนการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนผ่านหนังสือธรรมะและสื่อสร้างสรรค์จากรายการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” และโซนปฏิบัติธรรม สำหรับการสวดมนต์ นั่งสมาธิ โดยประดิษฐาน “พระพุทธปัญญาธรรม” เป็นศูนย์รวมจิตใจและที่ยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณ เพื่อช่วยหล่อหลอมให้เด็ก ๆ เติบโตอย่างมั่นคงทั้งภายในและภายนอก

เช่นเดียวกับ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (Learning Center) แห่งใหม่ ได้รับการพัฒนาจากห้องคอมพิวเตอร์เดิมที่มีสภาพทรุดโทรม ให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แบบครบวงจรที่ผสานเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ภายในประกอบด้วยอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครัน อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ ไวท์บอร์ด คอมพิวเตอร์ และจอ Interactive Board พร้อมกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการคิด วิเคราะห์ การลงมือปฏิบัติ และการทำโครงงานจริง ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด ช่วยให้เด็กและเยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม โดยนายศุภชัยและคณะผู้บริหารได้ใช้เวลาอย่างใกล้ชิดกับเด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมหลากหลาย อาทิ เวิร์กช็อปแต่งหน้าเค้ก การมอบรางวัลประกวดแต่งกลอนวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569 ภายใต้คำขวัญ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” จำนวน 6 รางวัล การแสดงดนตรีสันทนาการ การมอบของขวัญวันเด็ก และกิจกรรมออกร้านจากกลุ่มธุรกิจในเครือ อาทิ ซีพีเอฟ ซีพี ออลล์ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ซีพีแรม ทรู คอร์ปอเรชั่น ซีพีเมจิ ไอศกรีมเอเต้ ทรูคอฟฟี่ และข้าวตราฉัตร ที่ร่วมกันนำอาหาร ของใช้ ของเล่น และเครื่องดื่มมามอบให้แก่เด็ก ๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเครือเจริญโภคภัณฑ์ยังได้สนับสนุนวัตถุดิบสำหรับการปรุงอาหารเย็นให้แก่สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถีอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อช่วยเสริมสร้างโภชนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เยาวชน

กิจกรรม “ซีพี ร้อยเรียงความดี…ส่งต่อรัก ปันรอยยิ้ม” ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” คือ ประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของประชาชน และประโยชน์ขององค์กร  เครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อมั่นว่า การลงทุนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน คือการวางรากฐานอนาคตของสังคมไทยอย่างยั่งยืน และจะยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสการเรียนรู้ คุณภาพชีวิต และความหวังให้กับเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

เปิดผลงานคอลแลบแห่งปี Jim Thompson by LISA VON TANG เมื่อดีไซเนอร์ระดับโลก หยิบ ‘ผ้าไทย’ มาสร้างสรรค์ ในสไตล์ East Meets West

เปิดผลงานคอลแลบแห่งปี Jim Thompson by LISA VON TANG เมื่อดีไซเนอร์ระดับโลก หยิบ ‘ผ้าไทย’ มาสร้างสรรค์ ในสไตล์ East Meets West

เปิดผลงานคอลแลบแห่งปี Jim Thompson by LISA VON TANG เมื่อดีไซเนอร์ระดับโลก หยิบ ‘ผ้าไทย’ มาสร้างสรรค์ ในสไตล์ East Meets West

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทย ยังคงพาผ้าไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยผลงานคอลแลบแห่งปีร่วมกับ Lisa Von Tang (ลิซ่า วอน แทง)
ดีไซเนอร์ชาวจีน-เยอรมันที่ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นที่สิงคโปร์ ในคอลเลกชัน Jim Thompson by LISA VON TANG ร่วมรังสรรค์ผลงานรีสอร์ตแวร์จากผ้าสุดไอคอนิกของจิม ทอมป์สัน พร้อมดึงแรงบันดาลใจในการออกแบบจากศิลปะสไตล์ Chinoiserie ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกได้อย่างน่าสนใจ

Lisa Von Tang  และ บี อินทวงศ์

ผลงานคอลเลกชันนี้มี Lisa Von Tang เป็นผู้ออกแบบและได้ บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของธุรกิจแฟชั่น แบรนด์จิม ทอมป์สัน ร่วมคัดสรรผ้าที่เหมาะกับดีไซน์และซิลลูเอต โดยคอลเลกชันนี้มาในคอนเซปต์ Resort Wear with an Urban Edge ที่ตั้งใจให้ไอเทมทุกชิ้นสามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์เป็นลุคที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคนี้จริง ๆ ทั้งวันทำงาน ออกงานอีเวนต์ รวมถึงวันไปเที่ยวที่ต้องการบาลานซ์ระหว่างความสบายและสไตล์ที่ดูดี

บี อินทวงศ์ พิถีพิถันในการคัดเลือกผืนผ้าที่สะท้อนความสวยงามและผิวสัมผัสที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของผ้าจิม ทอมป์สันจากฝีมือคนไทย ทั้งผ้าไหม ลินิน แจ็กการ์ด ที่มอบทั้งความพลิ้วไหวและน้ำหนักที่ทิ้งตัวพอดี สอดรับกับซิลลูเอตสุดชิคของไอเทมในคอลเลกชัน ส่วน Lisa Von Tang ก็ได้พาผ้าไทยไปโลดแล่นบนผลงานคัตติ้งสุดเนี้ยบที่เน้นโชว์ความงามตามธรรมชาติของเนื้อผ้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าหัตถศิลป์ไทยและความโมเดิร์นเข้ากันได้อย่างน่าทึ่ง

บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ธุรกิจแฟชั่น จิม ทอมป์สัน กล่าวว่า “หัวใจของคอลเลกชันนี้คือ ‘ผ้า’ เพราะนี่คือดีเอ็นเอของจิม ทอมป์สัน ลิซ่านำผ้าจิม ทอมป์สันไปตีความผ่านมุมมองร่วมสมัยในสไตล์ Urban จนได้เป็นดีไซน์ที่สดใหม่ ทั้งการเล่นกับเทกซ์เจอร์ การพับผ้าให้เห็นผืนผ้าทั้งสองด้าน และการโชว์ความสวยแบบดิบ ๆ ของเส้นใย สไตล์ที่มีโมเดิร์นทวิสต์แบบนี้เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของผ้าไทยบนรันเวย์โลก เราดีใจที่ได้ร่วมงานกับลิซ่าเพื่อพาหัตถศิลป์เมืองไทยไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้น”

Lisa Von Tang กล่าวเสริมว่า “ฉันตั้งใจคือการออกแบบแฟชั่นที่ช่วยส่งพลังและเติมความมั่นใจให้ผู้สวมใส่ ผลงานของฉันมักสะท้อนการหลอมรวมระหว่างประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าและโลกยุคใหม่ ตลอดจนการเบลนด์สไตล์ของโลกตะวันออกกับตะวันตก ในคอลเลกชันนี้ เราได้ครีเอตไอเทมที่มีความเป็น ‘City Resort’ ไอเทมทุกชิ้นต้องแมตช์ง่าย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทั่วโลกที่ต้องการทั้งสไตล์และความคล่องตัว”

คอลเลกชันนี้มาพร้อมไอเทม 14 ชิ้นที่เล่นกับดีเทลสไตล์ Chinoiserie ทั้งคอจีน กระดุมจีน เส้นสายที่มีทรงชัดเจน รังสรรค์จากผ้าจิม ทอมป์สัน ในโทน Soft Neutral แต่ก็แทรกด้วยไอเทมสีฟ้าสะดุดตา นำเสนอทั้งท่อนบน กระโปรง เดรส กางเกง ในผิวสัมผัสและซิลลูเอตที่หลากหลาย

Must-have ชิ้นแรกต้องยกให้ Leo De Janeiro Sleeveless Mini Dress กับผ้าจิม ทอมป์สันลวดลายงานเพนต์เครื่องเคลือบสีน้ำเงิน-ขาว เดรสดีไซน์เข้ารูปและกระโปรงปล่อยชายระบายแบบไม่สมมาตร ตามมาด้วย Sleeveless Mandarin-collar Crop Top เสื้อครอปในลวดลายเดียวกันที่จับคู่กระโปรงสุดไอคอนิก Maxi Draped Skirt กลายเป็นหนึ่งในคีย์ลุคของคอลเลกชันนี้ ถัดมาคือ Linen Maxi เดรสยาวสีเทาโดดเด่นด้วยดีเทลคอจีนและงานถัก Macramé แสนประณีต ผ้าลินินดูดเบาสบายแต่ได้น้ำหนักและอยู่ทรงกำลังพอดี ต่อด้วยโททอลลุคในผ้าแจ็กการ์ดสีงาช้าง ที่นำกางเกงขากว้างทรงสวยมาจับคู่กับเสื้อพอดีตัวคอจีน กลายเป็นลุคเก๋เรียบเท่ นอกจากนี้ยังมี Linen Vest เข้ารูปจับคู่กระโปรงพลีทแบบ Semi-sheer เฉดเดียวกัน ดูพลิ้วไหวมองเพลิน

คอลเลกชันนี้ยังใส่ความเท่และโมเดิร์นเข้ามาซิลลูเอตที่ดูเข้มแข็งมีพลัง แต่แทรกรายละเอียดที่น่าสนใจ อย่าง Double-breasted Blazer สีน้ำตาลทองเข้ารูปทำจากผ้าไหม 100% และ Long-sleeved Mini Dress ดีเทลกระดุมจีนด้านหน้า พร้อมเติมเต็มคอลเลกชันด้วยไอเทมที่ใส่ได้ทุกวันอย่าง กางเกงขากว้าง เสื้อคอจีนแขนกุดพร้อมกระดุมจีน และเสื้อคจีนแขนสั้น ที่นำมาจับคู่ครีเอตลุคกันได้ง่าย ๆ

ทั้งบี และลิซ่าต่างก็เห็นตรงกันว่า คอลเลกชันนี้เป็นการสร้างสมดุลระหว่างความสง่างามของยุคเก่าและความโมเดิร์นของยุคใหม่ ไอเทมทุกชิ้นช่วยเติมความมั่นใจและบ่งบอกสไตล์ของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

ช้อปคอลเลกชัน Jim Thompson by LISA VON TANG ได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางจำหน่ายของทั้งสองแบรนด์ รวมถึงสโตร์จิม ทอมป์สัน สาขาสุรวงศ์ ไอคอนสยาม สยามพารากอน เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า และทางออนไลน์ที่ http://www.jimthompson.com และช็อปของ Lisa Von Tang ในสิงคโปร์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเสื่อมสภาพ ยาหมดอายุ ต้องทิ้งสถานเดียว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเสื่อมสภาพ ยาหมดอายุ ต้องทิ้งสถานเดียว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเสื่อมสภาพ ยาหมดอายุ ต้องทิ้งสถานเดียว

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

ก่อนอื่นต้องถามว่า ตรวจดูยาต่าง ๆ ในบ้านคุณบ้างไหมว่าหมดอายุหรือยัง หรือเก็บยาไว้ในที่ที่ไม่ทำให้ยาเสื่อมสภาพหรือไม่ หากตอบว่าไม่เคยดูวันหมดอายุของยา ก็ต้องดูโดยด่วน หากหมดอายุ ก็ต้องทิ้งทันที
การใช้ยาให้ปลอดภัย ไม่ใช่เพียงรับประทานตามคำสั่งแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบวันหมดอายุและสภาพของยาก่อนใช้ทุกครั้ง หากพบว่ายาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ ต้องทิ้งให้ถูกวิธี เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างยาเสื่อมสภาพ เช่น ยาเม็ดและแคปซูล อาจมีสีเปลี่ยนไป เช่น จากสีขาวกลายเป็นเหลืองหรือมีจุดดำ เม็ดแตกหักง่ายหรือมีผงร่วงออกมา มีกลิ่นผิดปกติ ถ้าเป็นยาน้ำ เช่น ยาน้ำเชื่อม ลักษณะการเสื่อมคือ สีเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น น้ำเชื่อมใสกลายเป็นขุ่น มีกลิ่นแปลกหรือรสชาติเปลี่ยน มีตะกอนหรือการแยกชั้น ยาผงแห้งสำหรับละลายน้ำหากผสมแล้วเกินระยะเวลาที่กำหนด เช่น 7 วัน หรือ 14 วันตามฉลาก ไม่ควรใช้ ถ้ายังไม่ผสมแล้วเนื้อผงจับตัวเป็นก้อนหรือเปลี่ยนสี ก็ต้องทิ้งไป สำหรับ ยาขี้ผึ้งและครีม หากเนื้อครีมแยกชั้นเป็นน้ำมันและเนื้อครีมมีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดปกติ หรือสีเปลี่ยนไปจากเดิม ลักษณะแบบนี้แปลว่ายาเสื่อมสภาพแล้ว นอกจากนี้ยาหยอดตาที่เปิดใช้แล้วเกิน 1 เดือนก็ต้องทิ้ง แม้ยังใช้ไม่หมด เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค
การใช้ยาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะประสิทธิภาพลดลง ยาที่หมดอายุไม่สามารถรักษาโรคได้ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคืออาจเกิดสารพิษ ยาบางชนิดเมื่อเสื่อมสภาพ อาจเปลี่ยนเป็นสารอันตราย เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจทำให้เกิดพิษต่อไต การใช้ยาปฏิชีวนะที่หมดอายุ อาจทำให้เชื้อโรคไม่ถูกกำจัดให้ และจะเกิดการดื้อยา เป็นต้น ดังนั้น เราจึงควรสำรวจตู้ยาและสถานที่เก็บยาเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้มียาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ

ยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ คือขยะ แต่ที่มากกว่านั้นมันจะเป็นอันตราต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การกำจัดหรือจัดการจึงต้องทำอย่างระมัดระวังและรัดกุม 
วิธีการทิ้งยาอย่างถูกต้อง ได้แก่ ส่งคืนที่สถานพยาบาล โรงพยาบาลและร้านขายยาหลายแห่งมีจุดรับคืนยาเสื่อมสภาพ วิธีนี้ปลอดภัยที่สุด เพราะมีระบบกำจัดที่ถูกต้องตามมาตรฐาน แต่หากไม่สะดวก หรือหาจุดรับคืนยาไม่ได้ วิธีการทิ้งยาก็จะยุ่งยากขึ้นมาสักหน่อย คือ หากมีฉลากระบุชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวของเราจะต้องดึงออกก่อน จากนั้นต้องแยกยาออกจากบรรจุภัณฑ์ แล้วเอายาผสมกับเศษอาหารหรือดิน เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้ ใส่ถุงพลาสติกปิดสนิทก่อนทิ้งลงถังขยะ พร้อมกับติดฉลากให้ผู้รับขยะไปกำจัดต่อว่าเป็นขยะยาหมดอายุ สิ่งที่ไม่ควรทำคือ การทิ้งยาลงชักโครกหรือท่อระบายน้ำ และไม่ทิ้งยาลงถังขยะโดยตรง เพราะอาจมีคนเก็บไปใช้ต่อ

การทิ้งยาบางประเภทที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะ สารเคมีจากยาอาจปนเปื้อนในน้ำ ทำให้สัตว์น้ำได้รับผลกระทบ ยาปฏิชีวนะที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมอาจทำให้เชื้อโรคในธรรมชาติดื้อยา สารบางชนิดอาจสะสมในดินและกระทบต่อการเพาะปลูก

หากคุณมีโรคประจำตัวแล้วต้องรับยาทุก ๆ 3-4 เดือน และคุณหมอสั่งยาเผื่อให้เป็นประจำ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ยาที่อยู่กับคุณมีเหลือจำนวนมาก คุณสามารถแจ้งกับโรงพยาบาลที่ไปรับบริการว่า ขอลดจำนวนยาที่นำกลับไปใช้ โดยขอรับแค่จำนวนที่เพียงพอสำหรับวันนัดครั้งหน้า และอาจแจ้งกับคุณหมอที่สั่งยาได้ด้วย เพียงเท่านี้ก็จะลดภาระเก็บยาหรือทำลายยาเมื่อหมดอายุหรือเสื่อมสภาพได้ และลดค่าใช้จ่ายในการจ่ายยาของทุกภาคส่วน และขอย้ำว่า เมื่อได้รับยาไปแล้ว ต้องเก็บรักษายาให้ถูกต้อง เพราะสำคัญกับการคงคุณภาพของยา

ยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องเก็บในที่แห้งและอุณหภูมิห้อง ไม่ร้อนหรือชื้นเกินไป หลีกเลี่ยงการวางยาในที่โดนแสงแดดโดยตรง ปิดฝาภาชนะให้สนิททุกครั้งหลังใช้ ไม่ควรเก็บยาไว้ในรถยนต์ เพราะอุณหภูมิสูงทำให้ยาเสื่อมเร็ว ตรวจสอบยาที่มีอยู่เป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อคัดแยกยาที่หมดอายุออก

ปีใหม่นี้ ขอให้สำรวจและดูยาที่มีอยู่ในบ้าน หากพบยาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ ต้องจัดเก็บและทิ้งให้ถูกวิธี 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไทย – ซาอุฯ จับมือ MOU เปิดประตู SME ผ่าน ‘คลัสเตอร์ SIE’ รับโอกาส Vision 2030

ไทย - ซาอุฯ จับมือ MOU เปิดประตู SME ผ่าน ‘คลัสเตอร์ SIE’ รับโอกาส Vision 2030

ไทย – ซาอุฯ จับมือ MOU เปิดประตู SME ผ่าน ‘คลัสเตอร์ SIE’ รับโอกาส Vision 2030

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถเข้าสู่ตลาดราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ “คลัสเตอร์ SIE (Social Integrated Enterprise)”

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย (Saudi–Thai Business Council) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญภายใต้สหพันธ์หอการค้าซาอุดีอาระเบีย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (Federation of Thai SMEs) นำโดย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และยกระดับศักยภาพ SME ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดนานาชาติได้อย่างยั่งยืน

พิธีลงนามได้รับเกียรติจากผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม อาทิ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และประธานสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และส่งเสริมการเติบโตของการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

Mr. Osama Kokandy ประธานสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาวบนพื้นฐานของความเคารพ เป้าหมายร่วม และความมุ่งมั่นในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยธุรกิจไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐานการทำงาน และความยืดหยุ่น ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเป็นพันธมิตรทางการค้าในตลาดโลก

ด้าน ดร.ณพพงศ์ ธีระวร กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยในการผลักดัน SME ไทยให้ก้าวสู่เวทีนานาชาติ ผ่านการพัฒนาเชิงระบบ การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงกับตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยซาอุดีอาระเบียถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้นโยบาย Vision 2030

ขณะที่ คุณสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และหัวหน้าโครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) กล่าวว่า โครงการคลัสเตอร์ SIE มีที่มาจากงานวิจัยภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยออกแบบให้ SIE เป็นกลไกที่เชื่อมโยงงานวิจัย องค์ความรู้ และภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับ SME ไทยให้สามารถรวมกลุ่ม สร้างมาตรฐาน และขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่สมาชิกของทั้งสองฝ่าย ทั้งด้านการเข้าถึงตลาด การจับคู่ธุรกิจ การสนับสนุนด้านกฎระเบียบ การพัฒนาองค์ความรู้ และการส่งเสริมการลงทุนในสาขาสำคัญ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ โลจิสติกส์ การผลิต บริการดิจิทัล และการท่องเที่ยว

การลงนามครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการตอกย้ำบทบาทของสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะกลไกหลักในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สนับสนุน SME ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมและการสร้างงาน พร้อมปูทางสู่ความร่วมมือเชิงลึกและยั่งยืนระหว่างสองประเทศในอนาคต

-(016)

‘IBD 2025’ ผนึกพลังวิชาการ–นโยบาย–เยาวชน สู่ทางรอดของมนุษยชาติในยุควิกฤต

‘IBD 2025’ ผนึกพลังวิชาการ–นโยบาย–เยาวชน สู่ทางรอดของมนุษยชาติในยุควิกฤต

‘IBD 2025’ ผนึกพลังวิชาการ–นโยบาย–เยาวชน สู่ทางรอดของมนุษยชาติในยุควิกฤต

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ปี พ.ศ.2568 (International Conference on Biodiversity 2025 : IBD 2025) ภายใต้หัวข้อ “Biodiversity and Humanity in Global Crisis – ความหลากหลายทางชีวภาพกับมนุษยชาติในยุควิกฤตโลก” ปิดฉากลงอย่างงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เข้มข้นจากนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และเยาวชนจากทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” มิใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ โดยงานประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา และเพื่อเป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตรอบด้าน

หัวใจสำคัญของการประชุม คือ พระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุม และทรงบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย” โดยทรงถ่ายทอดทั้งมุมมองทางวิชาการ ประสบการณ์ภาคสนาม และความทรงจำส่วนพระองค์ ตั้งแต่วัยเยาว์ในวังสระปทุม อันสะท้อนสายพระเนตรอันลึกซึ้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ในช่วงหนึ่งทรงเล่าถึงความทรงจำขณะทรงพระเยาว์ว่า ทรงสังเกตว่า ภายในวังสระปทุม มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์ และพืช ที่พบบนบก และในน้ำ ล้วนมีความแตกต่างตามแต่ละฤดูกาล โดยทรงเล่าผ่านภาพถ่ายส่วนพระองค์ ที่ทรงบันทึกไว้ และทรงชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพหลายเล่ม อาทิ หนังสือของ ดร.บุญส่ง เลขะกุล ผู้บุกเบิกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ของประเทศไทย

พระราชดำรัสดังกล่าวมิได้เพียงสร้างความซาบซึ้ง หากยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศตระหนักว่า การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างรู้คุณค่า ความหลากหลายทางชีวภาพต้องเริ่มจากความเข้าใจ เข้าถึง และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อความยั่งยืนของมนุษยชาติ

ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการจัดการประชุม กล่าวว่า IBD 2025 มีผลงานวิจัยผ่านการคัดเลือกกว่า 190 เรื่อง ครอบคลุม 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความหลากหลายทางชีวภาพกับความมั่นคงทางอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพกับสุขภาพความหลากหลายทางชีวภาพกับการท่องเที่ยว ความหลากหลายทางชีวภาพกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพกับการอนุรักษ์วัฒนธรรม การเสวนาทางวิชาการ การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อก้าวข้ามวิกฤตโลก

รศ.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ผู้แทนคณะกรรมการจัดงาน เน้นย้ำว่า IBD 2025 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการประชุม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว โดยเฉพาะการส่งต่อองค์ความรู้และแรงบันดาลใจสู่เยาวชน ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการปกป้องทรัพยากรชีวภาพของโลก

“IBD 2025 จึงไม่เพียงเป็นเวทีวิชาการระดับนานาชาติ หากยังเป็น “สัญญาร่วมของมนุษยชาติ” ที่จะยืนหยัดปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อความอยู่รอดของโลกและคนรุ่นต่อไป”

ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ IBD 2025 กล่าวว่า จุดแข็งของ IBD 2025 คือการเปิดพื้นที่ให้เกิดการบูรณาการข้ามสาขาอย่างแท้จริง ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงมิติทางวัฒนธรรม ผ่านการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์จากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญกว่า 14 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ การประชุมยังสะท้อน “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่สำคัญ คือการมีส่วนร่วมอย่างโดดเด่นของนิสิต นักศึกษา และนักเรียน ที่ก้าวขึ้นมานำเสนอผลงานทางวิชาการบนเวทีนานาชาติ เคียงข้างนักวิจัยอาวุโส ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าชื่นใจของการสืบทอดองค์ความรู้และจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไปสู่คนรุ่นใหม่

“การได้เห็นเยาวชนมีบทบาทอย่างจริงจังบนเวทีระดับนานาชาติ เป็นภาพสะท้อนความหวังว่า การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพจะไม่หยุดอยู่แค่รุ่นปัจจุบัน แต่กำลังถูกส่งต่อไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง”

‘IMET MAX 8’ เสริมทัพอุทยานผู้นำ พัฒนา ‘คนดี – คนเก่ง’ สู่สังคมไทยที่ยั่งยืน

‘IMET MAX 8’ เสริมทัพอุทยานผู้นำ พัฒนา ‘คนดี - คนเก่ง’ สู่สังคมไทยที่ยั่งยืน

‘IMET MAX 8’ เสริมทัพอุทยานผู้นำ พัฒนา ‘คนดี – คนเก่ง’ สู่สังคมไทยที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิเพื่อสถาบันการศึกษาวิชาการจัดการแห่งประเทศไทย (IMET) เดินหน้าสานต่อพันธกิจการสร้าง “อุทยานผู้นำ” ผ่านโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 8 เพื่อบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ ให้เป็นทั้ง “คนเก่ง” และ “คนดี” ผ่านกระบวนการ Mentoring ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสะท้อนความคิดร่วมกับ Mentor รุ่นใหญ่ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับประเทศ

สนั่น อังอุบลกุล ประธานมูลนิธิเพื่อสถาบันการศึกษาวิชาการจัดการแห่งประเทศไทย (IMET) เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ให้การสนับสนุนโครงการ IMET MAX มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงรุ่นที่ 7 โดยมีเป้าหมายหลักในการบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่ครบเครื่อง ทั้งในด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจและมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ความสำเร็จในการพัฒนาผู้นำแต่ละรุ่นเป็นบทสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกของผู้เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการดังกล่าวเป็นหลักสูตรที่มูลนิธิฯ สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเตรียมเปิดรับรุ่นที่ 8 เพื่อต่อยอดแนวทางในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เป็นทั้ง “คนเก่ง” และ “คนดี” สร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ หนึ่งใน เมนเทอร์ (Mentor) ของโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 7 ได้กล่าวว่า ผมเชื่อเสมอว่า ‘การพัฒนาคน’ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสำคัญที่สุด เมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ IMET MAX ผมพบว่านี่คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เราทุกคน ได้เรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง เกิดการแลกเปลี่ยนที่มีมิติของการให้ ผ่านกระบวนการ ‘Mentoring’ ทำให้ได้เห็นว่า ผู้นำรุ่นใหม่ค่อยๆ พัฒนาความคิด ความเข้าใจ และความรับผิดชอบต่อบทบาทของตัวเอง ที่ไม่ใช่เพียงในเรื่องงาน แต่เป็นในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคม ซึ่งเมนเทอร์ ไม่ได้เป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ได้รับประโยชน์และได้เรียนรู้จากเมนทีด้วยเช่นกัน

เพ็ญประภา ตระกูลกิจเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นายอ้วนเย็นตาโฟเสาชิงช้าจูเนียร์ จำกัด ในฐานะเมนทีของโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 7 กล่าวว่า IMET MAX ไม่ได้เป็นแค่หลักสูตรพัฒนาผู้นำ แต่เป็น ‘พื้นที่หยุดดูตัวเองใหม่’ ทั้งในมุมชีวิต การทำงาน และความสัมพันธ์กับผู้คน ยิ่งเราเติบโต โจทย์ชีวิตและงานยิ่งซับซ้อนขึ้น สิ่งที่ได้รับจากโครงการนี้ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นบทสนทนาที่จริงใจ ลึก และปลอดภัยพอให้เราค่อยๆตกผลึกความคิดของตัวเอง ซึ่งการมีเมนเทอร์ที่ทั้งเก่งและดี ถือเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ช่วยสะท้อนสิ่งที่เรามองข้าม และทำให้การตัดสินใจของเรา ‘นิ่ง สุขุม และแฟร์’ มากขึ้น รวมถึง การเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับ Work–Life Purpose ‘สิ่งที่ทำอยู่มีความหมายกับใคร’ และ ‘เรากำลังสร้างประโยชน์อะไรให้คนอื่น’ ซึ่งเป็นคุณค่าที่สร้างพลังให้กับสังคมได้อย่างยิ่ง นี่คือคุณค่าที่หล่อหลอมให้ผู้นำหนึ่งคนสามารถส่งพลังดีๆ ต่อไปยังผู้คนจำนวนมากและขยายผลสู่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ธนพล ศิริธนชัย กรรมการมูลนิธิ IMET และประธานโครงการ IMET MAX กล่าวว่า พลังของการ ‘ชวนคิด’ และ ‘ช่วยคิด’ ผ่านกระบวนการ Mentoring ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการตั้งคำถาม อันเป็นกระบวนการเสริมสร้างปัญญาด้วยการสร้างมุมมอง “สะท้อนย้อนคิด” ที่เปิดโอกาสให้ผู้นำได้คิด ได้สะท้อน และได้รับมุมมองใหม่จากเหล่าเมนเทอร์ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิต มาถ่ายทอดความรู้ แนวคิด และประสบการณ์อันทรงคุณค่า ช่วยให้เขาเติบโตจากภายใน ปลูกฝังผู้นำรุ่นใหม่ให้เป็นคนดี และคนเก่ง พร้อมส่งต่อพลังเชิงบวกเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม นั่นคือ มี Wisdom for Life and Social Values

การเปิดรับสมัครเมนทีโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 8 เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 มกราคม 2569 โดยจะคัดเลือกจากผู้นำรุ่นใหม่อายุระหว่าง 35-45 ปี ซึ่งมีความหลากหลายในกลุ่มอาชีพ ได้แก่ ผู้นำธุรกิจ ทายาทธุรกิจ ข้าราชการ ผู้บริหารบริษัทเอกชน และผู้นำองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม โดยจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. เป็นผู้นำที่มีศักยภาพสูงสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมในวงกว้าง 2. เป็นคนดีที่มีคุณธรรมและจริยธรรม และ 3. ผู้สมัครมีคำถามสำคัญในชีวิตที่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยเชื่อว่ากระบวนการ Mentoring สามารถช่วยค้นหาคำตอบได้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง “ผู้นำ” ที่มีทั้งความดี และความเก่ง ส่งต่อคุณค่าที่ดีสู่สังคมได้

ผู้ที่สนใจสมัครเป็นเมนที (Mentee) ในโครงการ IMET MAX สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.imet.or.th/imetmax ผู้สมัครไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการ โดยมูลนิธิ IMET จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 มกราคม 2569 โดยสามารถกรอกแบบฟอร์มการรับสมัคร Mentee โครงการ IMET MAX รุ่นที่ 8 ได้ที่นี่ https://tinyurl.com/imetmax8-application

คุณแหน : 11 มกราคม 2569

คุณแหน : 11 มกราคม 2569

คุณแหน : 11 มกราคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

๐๐งานบำเพ็ญพระกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ 2 มกราคม เป็นปีที่ 18 ถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี จัดโดยคณะข้าราชบริพาร คณะผู้เคยถวายงานวังเลอดิสและผู้จงรักภักดีฯ โดยมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ, รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, พล.ต.ต.ชูเกียรติ-จิตรา ประทีปะเสน, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, สุมัณฑนา โมกขะเวส, พันธ์ภิรมย์ ใบหยก, ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร, จุมพจน์ เชื้อสาย, ณัชชัย ถาวรธวัช, ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี, พีรพงศ์ สุรวรรณ, ผศ.จามร ศุภผล, พิมรา ศรีสุกใส ร่วมงาน..๐๐

๐๐ลานทิพย์ ทวาทศิน เก็บลูกสาเกในสวนหลังบ้านนำมาเชื่อมตามแบบฉบับคุณแม่ คุณหญิงจำลอง ทวาทศิน(กาญจนกุญชร) โดยจะนำเงินที่ขายได้ไปให้เด็กที่บ้านครูบุญชู เลี้ยงดูเด็กออทิสติกที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถึง 250 คน โดยมีลูกๆ นักเรียนวัฒนาวิทยาลัย ร่วมนำของขวัญและชวนเด็กๆ เล่นเกมส์ด้วย..๐๐

๐๐ สุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ต้อนรับ นพ.ภุชงค์ ชื่นชม พร้อมชาวคณะ Digital CEO#8 ที่มาศึกษาดูงานเรื่องการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของเทศบาลเมืองน่านและร่วมสนับสนุนกิจกรรมงานวันเด็ก..๐๐

๐๐ มิตรสหายชาว MPPM 1 ร่วมยินดีกับ ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร คณบดีคณะโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการบิน ม.เซาธ์อีสท์บางกอก ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองศาสตราจารย์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ..๐๐

๐๐ประเทศไทยสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในวงการท่องเที่ยวระดับโลก หลังได้รับรางวัล “ประเทศท่องเที่ยวยอดเยี่ยม” (Best Tourist Country) ในงาน Grand Travel Award ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยรางวัลนี้เป็นหนึ่งในเกียรติยศอันทรงคุณค่าที่ได้รับจาก การโหวตโดยตัวแทนท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและศักยภาพของประเทศที่โดดเด่นด้านการท่องเที่ยว ..๐๐

๐๐ผศ.ดร. อุไรวรรณ ชัยชนะวิโรจน์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชาให้กับนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ ม.นเรศวร..๐๐

๐๐เพื่อนๆ อบ.รุ่น 25  ร่วมส่งดวงวิญญาณของ ผศ.ขนิษฐ ตัณฑวิรัตน์ ไปสู่สุคติเรียบร้อยแล้ว พิธีจัดที่จ.เชียงราย..๐๐

๐๐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดสัมนาการบริการแบบ Personalization ในธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ โดย ดร.วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา เจ้าของโรงแรม Stardust Boutique Hotel Hua Hin,วิภาวรรณ เหล่าธนาสิน ผู้ก่อตั้งและกจก.โรงแรมวารานา กระบี่,พธู ณ สงขลา ผู้บริหาร บ.True World Travel  โดย ดร.อธิเทพ งามศิลปเสถียร เป็นพิธีกร 12 ม.ค.13.00 น. ห้องประชุมวังนางเลิ้ง 3  คณะศิลปศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย..๐๐

คุณแหน

สูดฝุ่น ‘PM2.5’ ไม่ใช่แค่ปอดพัง เสี่ยงทำร้ายสมอง เลี่ยงวันฝุ่นหนา-สวม N95 ป้องกันก่อนเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสัน

สูดฝุ่น ‘PM2.5’ ไม่ใช่แค่ปอดพัง เสี่ยงทำร้ายสมอง เลี่ยงวันฝุ่นหนา-สวม N95 ป้องกันก่อนเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสัน

สูดฝุ่น ‘PM2.5’ ไม่ใช่แค่ปอดพัง เสี่ยงทำร้ายสมอง เลี่ยงวันฝุ่นหนา-สวม N95 ป้องกันก่อนเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสัน

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

พอเข้าหน้าฝุ่นหรือวันที่ค่า PM2.5 พุ่งสูง หลายคนมักกลัวว่ามันจะทำร้ายปอดและระบบทางเดินหายใจจนไอ จาม หรือหอบหืดกำเริบ แต่จริง ๆ แล้ว ฝุ่นพิษ PM2.5 อันตรายกว่าที่คิด โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส พบว่าฝุ่น PM2.5 มีอนุภาคที่เล็กมาจนสามารถหลุดเข้าไปใน “สมอง” ได้ และหากสูดฝุ่นอยู่ทุกวันโดยไม่ป้องกัน ในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคร้ายอย่างอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้เราป้องกันตัวเองจากฝุ่นร้ายได้

นพ. ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาบวิมุต 

นพ. ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาบวิมุต มาตอบคำถามว่าฝุ่น PM2.5 เล็ดลอดเข้าไปทำร้ายสมองได้อย่างไร พร้อมแชร์เคล็ดลับดูแลสมองให้รอดจากฝุ่นพิษที่ทำตามได้ทันที

รู้จัก 2 เส้นทางที่พาฝุ่น PM2.5 เข้าสมอง

ความน่ากลัวของฝุ่น PM2.5 คือขนาดที่เล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20–30 เท่า ทำให้มันเล็กพอที่จะเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายและเดินทางไปถึงสมองผ่าน 2 เส้นทางหลัก โดยเส้นทางแรกคือผ่าน “ปอด” เมื่อสูดอากาศเข้าไป ฝุ่นจะลงสู่ถุงลมและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมองซึ่งต้องพึ่งพาเลือดปริมาณมากในการทำงาน อีกเส้นทางหนึ่งคือผ่าน “จมูก” โดยฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerve) บริเวณยอดโพรงจมูก และเดินทางเข้าสู่สมองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านระบบเลือด เมื่อฝุ่นพิษเหล่านี้ไปถึงสมองจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและเกิด Stress Oxidative หรือความเครียดในระดับเซลล์ ซึ่งทำให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาทำลายเซลล์ประสาท ส่งผลให้โครงสร้างสมองค่อย ๆ เสื่อมลงในระยะยาว

อันตรายจากแค่ “สมองล้า” อาจกลายเป็น “อัลไซเมอร์”

ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 อาจไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดอาการสมองล้า (Brain Fog) ชั่วคราว ทำให้รู้สึกหัวไม่โล่ง คิดช้าลง สมาธิลดลง หรือจู่ ๆ ก็ปวดหัวหรือไมเกรนกำเริบ นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “หากปล่อยให้สมองรับฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวสมองจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนโครงสร้างสมองเสื่อมลงเร็วกว่าปกติและเกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย รวมถึงทำให้คนเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันเร็วขึ้น จากที่พบในวัย 60–70 ปี อาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 40–50 ปี นอกจากนี้ในกลุ่มเด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือในวัยที่สมองกำลังพัฒนา อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้น (ADHD) และกลุ่มออทิสติก (ASD) สูงขึ้น”

เช็กให้ชัวร์ ค่าฝุ่น PM2.5 ระดับไหนที่เริ่มทำร้ายสมอง

นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์  กล่าวว่า “เนื่องจากเราไม่สามารถประเมินค่าฝุ่น PM2.5 ได้ด้วยตาเปล่าหรือจมูก การติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ค่า AQI จึงสำคัญมาก โดยหากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มหรือสีแดงถือว่าอันตรายต่อร่างกายและสมอง ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าค่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในหลายพื้นที่ของไทยมักพบค่าสูงเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นค่าที่ส่งผลกระทบต่อสมองอย่างชัดเจน ดังนั้น การป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงดีที่สุด และหากใครพบความผิดปกติควรไปตรวจเช็กกับแพทย์ทันที”

ชวนปรับไลฟ์สไตล์ ป้องกันสมองจากฝุ่นร้าย

การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันช่วยลดผลกระทบของฝุ่นพิษต่อสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากจำเป็นต้องไปข้างนอกควรสวมหน้ากาก N95 ที่กรองฝุ่น PM2.5 ได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไป ภายในบ้านควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA พร้อมตรวจเช็กและเปลี่ยนไส้กรองอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรเลือกกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เน้นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E รวมถึงปลาทะเลที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูป ของหวาน งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30–40 นาที สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง โดยแนะนำให้ออกกำลังกายในร่มในวันที่ฝุ่นหนา ที่สำคัญต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพสมองได้อย่างเต็มที่

“แม้เราจะเลี่ยงฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการหันมาใส่ใจตัวเอง และป้องกันด้วยการเลี่ยงวันฝุ่นหนาหรือสวมหน้ากากหากต้องออกไปข้างนอก ส่วนใครที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ สมองล้า คิดช้า หรือปวดหัวบ่อยกว่าเดิม ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อดูแลสมองและสุขภาพของเราให้ยังแข็งแรงไปนาน ๆ” นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์สมองและระบบประสาท ชั้น 6 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 17:00 น. โทร. 02-079-0068 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

TK Park เปิด Play Space พื้นที่ใหม่ให้ลอง เล่น และเรียนรู้สนุกใจกลางเมือง

TK Park เปิด Play Space พื้นที่ใหม่ให้ลอง เล่น และเรียนรู้สนุกใจกลางเมือง

TK Park เปิด Play Space พื้นที่ใหม่ให้ลอง เล่น และเรียนรู้สนุกใจกลางเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ เปิดตัว “Play Space” (เพลย์สเปซ) พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ขนาดกว่า 330 ตารางเมตร ณ ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “Your Community Playground – พื้นที่ที่ความสนุกเชื่อมผู้คน” มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของผู้คนในยุคปัจจุบัน และเป็นพื้นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน ต่อยอดสิ่งที่สนใจร่วมกันของผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม พร้อมเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ (National Knowledge Center – NKC) บนถนนราชดำเนินในอนาคต

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้  เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบัน พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ความสนใจ ความชอบ และการลงมือทำจริงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวา TK Park จึงพัฒนา Play Space ขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่รองรับกลุ่มคนที่มีความสนใจหลากหลาย ให้มีโอกาสได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และต่อยอดไอเดียร่วมกัน โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การอ่านหนังสือแบบเดิม แต่ขยายขอบเขตไปสู่การ ‘เล่น’ ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่

วัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ 

“Play Space ไม่ใช่แค่ห้องสมุดหรือห้องเล่นเกม แต่คือ ‘พื้นที่ทดลอง’  ที่เราออกแบบโดยยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เราเชื่อว่าพื้นที่เรียนรู้ที่ดีต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้คน ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่จะถูกนำไปวิเคราะห์และพัฒนาเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบพื้นที่เรียนรู้ระดับประเทศอย่างโครงการศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ (NKC) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางปัญญาอย่างยั่งยืน” นายวัฒนชัยกล่าว

4 โซนไฮไลต์ : พื้นที่ที่มากกว่าความบันเทิง

ภายใน Play Space ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนเพื่อตอบโจทย์กิจกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างกันอย่างลงตัว ประกอบด้วย: 1. Console Station (คอนโซล สเตชัน): ก้าวข้ามขีดจำกัดของความสนุกด้วยเครื่องเล่นเกมชั้นนำอย่าง PlayStation 5, Nintendo Switch และเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) โดย TK Park ได้คัดสรรซอฟต์แวร์เกมที่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม 2. Comics Studio (คอมิกส์ สตูดิโอ): สวรรค์ของคนรักการ์ตูน ที่รวบรวมมังงะและกราฟิกโนเวลระดับพรีเมียมจากทั่วโลก พร้อมพื้นที่อ่านหนังสือแบบเอกเขนกที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ผสมผสานกับวิวเมืองกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา

3. Music Corner (มิวสิก คอร์เนอร์): สนับสนุนศักยภาพด้านดนตรีด้วยห้องเก็บเสียงส่วนตัว (Sound Box) สำหรับการซ้อมดนตรี ร้องเพลง หรือบันทึกเสียงเดโม่ พร้อมแหล่งค้นคว้าหนังสือด้านการผลิตดนตรี (Music Production) และทฤษฎีดนตรีที่ครบครัน 4. Community Playground (คอมมูนิตี เพลย์กราวด์): พื้นที่ส่วนกลางที่เปิดโอกาสให้เกิดการรวมกลุ่มผ่านบอร์ดเกมกว่า 100 ประเภท ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับกลยุทธ์ขั้นสูง รวมถึงโต๊ะมิตติ้งอเนกประสงค์สำหรับจัดเวิร์กชอปเล็กๆ หรือการระดมสมองของกลุ่มสตาร์ทอัพและคนรุ่นใหม่

เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ : ด้วยเทคโนโลยีและเครือข่าย

เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตดิจิทัล TK Park ได้วางระบบการเข้าถึงบริการที่สะดวกสบายผ่านแอปพลิเคชัน MyTK ซึ่งสมาชิกสามารถจองอุปกรณ์ล่วงหน้า ตรวจสอบสถานะการใช้บริการ รวมถึงเข้าถึงบริการเสริมอื่นๆ เช่น eReader, Notebook Computer และหนังสือในหมวด Technology & Innovation ที่ตั้งอยู่รายรอบพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีบริการพิเศษที่เปิดให้สมาชิกสามารถยืมบอร์ดเกมและแผ่นเกมกลับไปเรียนรู้ต่อที่บ้านได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

กางโรดแมปปี 2569: ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ระดับประเทศ

นอกจากการเปิด Play Space แล้ว ในปี 2569 TK Park ยังมีแผนงานเชิงรุกเพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และให้กว้างไกลมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่เน้นการให้บริการในพื้นที่ใจกลางเมือง ไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายบริบทและทุกพื้นที่ของสังคม ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ใหม่ TK Park ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงรุกผ่านยุทธศาสตร์การกระจายโอกาสให้เข้าถึงผู้คนในทุกมิติ โดยเริ่มต้นจากการเปิดให้บริการ TK Mini ตู้ยืม-คืนหนังสืออัตโนมัติ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง พร้อมเดินหน้าส่งเสริมทักษะการอ่านในระดับปฐมวัยด้วยการกระจายมุมหนังสือภาพไปยังศูนย์เด็กเล็กกว่า 101 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวแนวคิด Pop-up Library หรือห้องสมุดเคลื่อนที่รูปแบบใหม่ที่จะนำไปจัดแสดงในอีเวนต์ระดับเมืองอย่างงาน Read Fest ณ สถานีหัวลำโพง (23-25 ม.ค. 69) และงาน Bangkok Design Week (29 ม.ค. – 8 ก.พ. 69) เพื่อตอกย้ำว่าการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่อย่างไร้ข้อจำกัด ยิ่งไปกว่านั้น TK Park ยังเตรียมขยายผลสู่ภูมิภาคด้วยการจัดเทศกาลการเรียนรู้ ณ จังหวัดลำปาง (27-28 ก.พ. 69) และต่อเนื่องที่กรุงเทพฯ (21-22 มี.ค. 69) พร้อมเปิดตัวบริการใหม่สำหรับสมาชิก Plus Member ในเดือนมกราคมนี้ เพื่อส่งมอบทรัพยากรและเครื่องมือการเรียนรู้ที่เข้มข้นและหลากหลายยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้เรียนรู้ยุคใหม่อย่างครบวงจร

ปัจจุบัน TK Park ให้บริการครอบคลุมทั้งพื้นที่หลัก ณ ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ไปจนถึงสาขาทรูดิจิทัลพาร์ค และเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้ 27 แห่ง ใน 24 จังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มออนไลน์ TK Read ที่มียอดผู้ใช้งานเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การเปิด Play Space ในต้นปีนี้ คือความตั้งใจมอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องชาวไทย เราอยากเห็นพื้นที่นี้เป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง” นายวัฒนชัย กล่าวปิดท้าย

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Play Space และ TK Park ได้บนเว็บไซต์ http://www.tkpark.or.th  หรือติดตามอัพเดตข่าวสารได้ทาง Facebook: tkparkclub

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา 'สาธารณรัฐกอทูเลย์' อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา มีข่าวสำคัญเกิดขึ้นใกล้กับบ้านเรา เมื่อมีการจัดพิธีประกาศเอกราช สถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเลย์” (Republic of Kawthoolei) ที่ฐานที่มั่นชายแดนไทย-เมียนมา ในค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนตรงข้ามกับตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมี พล.อ. เนอดา เมียะ (Nerdah Mya) ผู้นำกองทัพกอทูเลย์ หรือ KTLA และบุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำระดับตำนานของชาวกะเหรี่ยง เป็นประธานในพิธีประกาศเอกราชและสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลย์อย่างเป็นทางการ

ในพิธีมีการเดินสวนสนามของกองกำลังทหารกอทูเลย์และการเปิดตัวคณะผู้นำรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสายตาของประชาชนและผู้นำทางทหารรวมกว่า 400 คนที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกับมีการประกาศโครงสร้างรัฐบาลและการประกาศตัวเป็นประธานาธิบดี พล.อ. เนอดา เมียะ ได้ประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลกอทูเลย์” (Government of Kawthoolei – G.O.K.) หมายถึง “ดินแดนที่ปราศจากความมืดมน” พร้อมรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก มีการแต่งตั้งคณะบริหารชุดสำคัญเพื่อขับเคลื่อนรัฐใหม่ ประกอบด้วย ซอ ฮซาร์ เกย์ โป (Saw Sa Ge Po / Saw Sa Hsar Gay Po)ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ซอ เดวิด ทาเคอร์พอว์ (Saw David Takabo)เป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 2 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการพันธมิตร, ซอ โพว์ ทูเลย์ (Saw Po Tu Le) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการศาสนา และ ซอ เดวิด ลอว์ดู (Saw David Law Du / David Lawdoo) เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

รัฐบาลใหม่กอทูเลย์ ตั้งเป้าที่จะสร้างระบบการปกครองที่เป็นรูปธรรม เริ่มจากประกาศว่าจะใช้ระบอบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี มีแผนจะจัดตั้งกระทรวงรวมทั้งสิ้น 16 กระทรวง ครอบคลุมด้านมหาดไทย, การคลัง, ป่าไม้, เกษตรกรรม, การทำเหมืองแร่ และสาธารณสุข การออกบัตรประจำตัวประชาชนชนชาติกะเหรี่ยง การวางโครงสร้างการบริหารตามลำดับขั้น และการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 4 ปี โดยยึดถือหลักประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และอ้างอิงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นฐานในการประกาศเอกราช

รัฐบาลกอทูเลย์ยังอ้างสิทธิใน “การกำหนดชะตากรรมตนเอง” (Right to Self-Determination) อ้างอิงถึงกฎหมายสากลและอนุสัญญาสำคัญของสหประชาชาติอย่างละเอียด ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) พล.อ. เนอดา เมียะ ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงในดินแดนบรรพบุรุษแห่งนี้ต้องเผชิญกับการกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงอย่างเป็นระบบจากรัฐบาลทหารเมียนมามาอย่างยาวนานกว่า 77 ปี นับตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งในสภาวะที่รัฐบาลเมียนมาปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะล่มสลาย การจัดตั้งรัฐอิสระจึงเป็นหนทางเดียวที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสันติภาพของประชาชนได้

พล.อ. เนอดา เมียะ ประธานาธิบดีแห่งกอทูเลย์เน้นย้ำว่า รัฐใหม่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติรัฐ และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่เปิดกว้างต่อความร่วมมือกับนานาชาติ และยังได้ส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจและประชาคมโลกให้ร่วมรับรองสถานะและสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและการทูต พร้อมทั้งแสดงจุดยืนไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยบอกว่าประชาชนไม่อยากเข้าร่วมการเลือกตั้ง เพราะมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือของเผด็จการทหารที่ประชาชนไม่เชื่อมั่น และหากยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ความไม่สงบก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้กลับถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองหลักของชาวกะเหรี่ยง โฆษก KNU ระบุว่าสิ่งที่ พล.อ. เนอดา เมียะ ทำเป็นเรื่องที่ “ไร้น้ำหนักและน่าอับอาย” เนื่องจากกลุ่ม KTLA แยกตัวออกจาก KNU ไปแล้ว และไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ KNU ยังคงยึดมั่นในแนวทาง ‘สหพันธรัฐประชาธิปไตย’ ที่ต้องการอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของเมียนมา มากกว่าการแยกตัวเป็นเอกราชเด็ดขาดแบบที่ KTLA ทำอยู่ในตอนนี้

ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมาถือว่าการกระทำนี้เป็นการกบฏและท้าทายอำนาจรัฐอย่างร้ายแรง และได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเริ่มปฏิบัติการทางอากาศในพื้นที่ใกล้ค่ายอูเกอคี เพื่อกวาดล้างกลุ่ม KTLA ของพลเอกเนอร์ดาห์ เมีย โดยมองว่ากลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่ขัดขวางกระบวนการสร้างเอกภาพของชาติ ขณะที่ พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำสูงสุดของเมียนมา ย้ำว่ากองทัพคือผู้พิทักษ์ความมั่นคงเพียงหนึ่งเดียว และประณามกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการแยกตัวว่าเป็น “ลัทธิสุดโต่ง” ที่ทำลายโอกาสในการจัดเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารกำลังพยายามผลักดันในช่วงมกราคม 2026 นี้

ด้านนักวิชาการบางคนมองว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์ “โหนกระแส” สถานการณ์โลกเพื่อพื้นที่สื่อและดึงงบประมาณสนับสนุนจากต่างชาติ ในช่วงที่การเมืองในเมียนมาและโลกกำลังผันผวน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนสถานะทางการเมืองที่แท้จริงในทันที เนื่องจากในทางปฏิบัติ KTLA ยังขาดการควบคุมพื้นที่และการบริหารที่เป็นระบบอย่างแท้จริง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การยอมรับในระดับสากลยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังขาดการกำหนดอาณาเขตที่ชัดเจน ไม่มีระบบการบริหารจัดการประชากรและทรัพยากรที่ครอบคลุม และความแตกแยกภายในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการเจรจาระดับสากล

แน่นอนว่า การประกาศเอกราชของกอทูเลย์ มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรัฐกะเหรี่ยงมีพื้นที่ทอดยาวตลอดแนวชายแดนตะวันตกของไทย ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ไปจนถึงเพชรบุรี ซึ่งเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารและเส้นทางค้าขายสำคัญ การประกาศเป็นรัฐเอกราชและการยกระดับการสู้รบ กำลังสะท้อนความแตกแยกภายในกลุ่มการเมืองกะเหรี่ยงที่ชัดเจนขึ้น ระหว่างฝ่ายที่ต้องการสหพันธรัฐ คือ KNU และฝ่ายที่ต้องการเอกราชสมบูรณ์ หรือ KTLA และอาจนำมาซึ่งวิกฤตมนุษยธรรมจากผู้หนีภัยสงคราม ปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้งกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา

โดย ดาโน โทนาลี