บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สามก๊ก” (The Three Kingdoms, 三国) เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 60 ปี (พ.ศ. 763–823 / ค.ศ. 220–280) หรือราว 1,000 ปีก่อนตั้งกรุงสุโขทัย  ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประวัติศาสตร์จีน หลังจากราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเสื่อมอำนาจลง แผ่นดินจีนแตกออกเป็นสามอาณาจักรหลัก ได้แก่:

• วุยก๊ก ของโจโฉ (ปกครองทางเหนือ มีฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองฮุยโต๋)

• จ๊กก๊ก ของเล่าปี่ (ตั้งมั่นทางตะวันตกเฉียงใต้  ฐานที่มั่นอยู่ที่มณฑลเสฉวน)

• ง่อก๊ก ของซุนกวน (ปกครองทางตะวันออกเฉียงใต้ ติดทะเล มีกองทัพเรือเข้มแข็ง มีเมืองกังตั๋งเป็นเมืองสำคัญ)

การช่วงชิงอำนาจระหว่างผู้นำทั้งสามกลายเป็นมหากาพย์ที่เล่าขานกันมานับพันปี และต่อมาได้ถูกเรียบเรียงเป็นวรรณกรรมชื่อ “สามก๊ก” โดยหลอกว้านจงในสมัยราชวงศ์หมิง  แปลเป็นภาษาไทย โดย  เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

จุดเริ่มต้นแห่งความวุ่นวาย

ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น (ราว พ.ศ. 701 / ค.ศ. 158) สมัยพระเจ้าเลนเต้ เมืองหลวงลกเอี๋ยง (ลั่วหยาง) ตกอยู่ใต้อำนาจของขุนนางขันที 10 คนที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวนาในนาม “โจรโพกผ้าเหลือง” ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด และความอยุติธรรม แม้กบฏจะถูกปราบปราม แต่เหตุการณ์นี้ทำให้อำนาจของราชสำนักอ่อนแอลง เปิดทางให้ขุนศึกและข้าราชการท้องถิ่นขึ้นมามีอำนาจ

พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ฮั่น แต่เป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมือง ผู้ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงแรกคือ ตั๋งโต๊ะ ต่อมาก็เป็นโจโฉ

โจโฉ ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางภาคเหนือของจีน และได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ จนสามารถใช้อำนาจในนามราชสำนักฮั่นได้อย่างชอบธรรม

เล่าปี่ แห่งจ๊กก๊ก เป็นผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น มีความตั้งใจจะฟื้นฟูราชวงศ์ เขาสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับ กวนอู และ เตียวหุย สองยอดนักรบผู้ภักดี และต่อมาได้ ขงเบ้ง (จูกัดเหลียง) นักยุทธศาสตร์อัจฉริยะมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้กองทัพของเขาแข็งแกร่งทั้งด้านกำลังใจและกลยุทธ์ โดยใช้เมืองเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่นสำคัญ

เหตุการณ์สำคัญที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์จีนคือ ศึกผาแดง (โจโฉแตกทัพเรือ  หรือยุทธการเช็กเพ็ก ) ในปี พ.ศ. 751 / ค.ศ. 208 หลังจากโจโฉปราบปรามทางเหนือสำเร็จ เขามุ่งลงใต้เพื่อรวมแผ่นดินจีน และสามารถยึดเมืองเกงจิ๋วได้  แต่เมื่อกองทัพเรือขนาดใหญ่ของโจโฉเข้าประชิดแม่น้ำแยงซีเกียง ก็ถูกโจมตีโดยพันธมิตรของ ซุนกวน และ เล่าปี่ ด้วยแผนการเผาทัพเรือที่ผูกติดกันไว้ ทหารบกของโจโฉซึ่งไม่ชำนาญการรบทางน้ำและเมาคลื่น ถูกตีแตกพ่ายอย่างราบคาบ

ยุทธการ “ยืมลูกเกาทัณฑ์ด้วยเรือฟาง” (草船借箭) เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ จิวยี่ (จูหยู) จากง่อก๊ก ต้องการทดสอบและกำจัด ขงเบ้ง (จูกัดเหลียง) จาก     จ๊กก๊ก ที่เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านโจโฉ  โดยขงเบ้งให้เตรียมเรือราว 20 ลำผูกหุ่นฟาง  แล้วแล่นผ่านกองทัพของโจโฉขณะหมอกลงจัด  ทหารโจโฉคิดว่าจะถูกโจมตีจึงยิงลูกธนูจำนวนมากไปติดที่หุ่นฟาง  ทำให้ขงเบ้งได้ลูกธนูจำนวนมากโดยไม่ต้องผลิตเอง

ยุทธการตีขิมบนกำแพง    เกิดขึ้นในช่วงที่ขงเบ้งกำลังยกทัพจ๊กก๊ก บุกวุยก๊กทางภาคเหนือ แต่ทัพหน้าของจ๊กก๊กต้องพ่ายแพ้และถูกตัดขาด ทำให้ ขงเบ้งต้องรีบถอนทัพ และนำทหารที่เหลือเพียงน้อยนิดเข้าเมืองเสเสีย (ซีเฉิง)    ในขณะนั้นเอง สุมาอี้ แม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก ผู้เป็นคู่ปรับของขงเบ้ง ก็ยกกองทัพติดตามมา ขงเบ้ง ไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านกองทัพอันยิ่งใหญ่ของสุมาอี้ได้เลย สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด เป็นทางตันที่แทบจะไม่มีทางออก

เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤต ขงเบ้งกลับแสดงความเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ เขาไม่ได้สั่งให้เตรียมการรบ หรือแม้แต่หลบหนี แต่กลับสั่งให้เปิดประตูเมืองทั้งสี่ด้าน และให้พลเรือนทำความสะอาดถนนหนทางอย่างสงบเสงี่ยม  ให้ทหารที่ซ่อนตัวอยู่แต่งกายเป็นชาวบ้าน คอยฉีดน้ำและกวาดพื้น  ตัวเขาเอง ได้ขึ้นไปนั่งตีขิมอยู่บนกำแพงเมือง

เมื่อกองทัพของสุมาอี้มาถึงหน้าประตูเมือง พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ประตูเมืองเปิดกว้าง ไม่มีกองทหารป้องกัน สุมาอี้คิดว่า หากขงเบ้งกำลังจนตรอกจริง จะต้องสั่งทหารปิดประตูเมืองและเตรียมรับมืออย่างเต็มที่ แต่นี่กลับเปิดประตูและนั่งดีดพิณอย่างสบายใจ นี่ต้องเป็นกับดักที่ ขงเบ้งจะต้องซุ่มกำลังทหารไว้ในเมือง เพื่อล่อให้ทัพของตนเองบุกเข้าไปติดกับ และถูกตีโอบล้อมจากด้านในและด้านนอก  สุมาอี้จึงไม่กล้าเสี่ยง  และตัดสินใจให้ถอยทัพ

เรื่องราว “ขงเบ้งตีขิมบนกำแพง” เป็นบทเรียนคลาสสิกของวรรณกรรมจีนที่สอนให้รู้ว่า สติปัญญา (智) และความเยือกเย็น (静) สามารถเอาชนะกองกำลังที่เหนือกว่าได้หลายเท่า การรู้จักใช้ ภาพลักษณ์ (Image) และ จิตวิทยา (Psychology) เป็นส่วนหนึ่งของกลศึกที่เหนือชั้นกว่าการรบด้วยกำลังแต่เพียงอย่างเดียว

โดย อาทร  จันทวิมล

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน :  ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.35 น.

บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ หรือบีบีซี สถานีโทรทัศน์สาธารณะชื่อดังของอังกฤษ กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งจดหมายขู่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 36,000 ล้านบาท จากกรณีสารคดีที่ออกอากาศในปี 2567 ซึ่งมีการตัดต่อคำพูดจากสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2564 ทำให้ดูเหมือนทรัมป์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนใช้ความรุนแรงบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมผู้ผลิตรายการ BBC Panorama อันเป็นรายการระดับ ‘เรือธง’ของตนเอง นำคลิปเสียงและภาพจากสุนทรพจน์ของทรัมป์ในวันชุมนุม มาตัดต่อโดยนำเนื้อหา 2 ช่วงของสุนทรพจน์ที่ทรัมป์กล่าวห่างกัน 54 นาทีมาตัดต่อรวมเป็นก้อนเดียวกัน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าเขากำลังยุยงให้เกิดการจลาจล

ประโยคเจ้าปัญหาที่ว่า คือ “We’re going to walk down to the Capitol… and I’ll be there with you. And we fight. We fight like hell.” จนเกิดความเข้าใจผิดว่า ทรัมป์พูดคำว่า “ต่อสู้อย่างสุดชีวิต” (Fight like hell) เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้บรรดาผู้สนับสนุนของเขาเดินไปยังอาคารรัฐสภา ทั้งที่ในสุนทรพจน์จริง คำว่า Fight like hell ที่ทรัมป์พูด อยู่ในอีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ ห่างจากส่วนแรกถึง 54 นาที อีกทั้งทรัมป์ยังพูดประโยคนี้ ในบริบทของการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงโดยตรง

ข้อผิดพลาดนี้ถูกเปิดโปงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อรายงานภายในของ ไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาด้านบรรณาธิการของ BBC รั่วไหลไปถึงสื่อ The Telegraph รายงานดังกล่าวระบุว่า การตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของคำพูดและทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร ข่าวนี้ขยายวงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การร้องเรียนหลายร้อยกรณี กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ และนำไปสู่วิกฤตการณ์ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้

หลังจากกระแสข่าวรุนแรงขึ้น ทิม เดวีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC และ เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการข่าว ประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมคำขอโทษจากประธาน BBC ซาเมียร์ ชาห์ ที่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจ และยอมรับว่าการตัดต่อดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง แต่ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเรื่องการมีอคติอย่างเป็นระบบในการรายงานข่าวของ BBC

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทางสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์ นิวส์ ยืนยันจำเป็นต้องยื่นฟ้องและดำเนินการทางกฎหมายต่อ BBC เนื่องจากสุนทรพจน์ที่เขากล่าวในปี 2564 และถูกตัดต่อและออกอากาศผ่านรายการสารคดีของ BBC เป็นการทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดว่าเขาสนับสนุนให้มีการใช้กำลังก่อความรุนแรง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมเรียกร้องให้ BBC ออกแถลงการณ์แก้ไข ขอโทษอย่างเป็นทางการ และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พ.ย.) หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีการฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทในศาลสหรัฐฯ

โฆษกของ BBC บอกว่ารับทราบจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะตอบกลับโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม แม้ BBC ยังไม่เปิดเผยแนวทางทางกฎหมาย แต่ภายในองค์กรเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแต่ต้องเผชิญการโจมตีจากทรัมป์ หากยังถูกฝ่ายการเมืองในอังกฤษ โดยเฉพาะพรรคอนุรักษนิยม ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีต่อเนื่อง

ลิซ ทรัสส์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยม โพสต์ลงบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ว่า ถึงเวลาที่โลกจะได้เห็น BBC ในมุมที่แท้จริง การบิดเบือนและอคติในการรายงานทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนมานาน เสียงวิจารณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ BBC ต้องตกอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด ขณะที่ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยมอีกคน บอกว่าจะหยุดจ่ายค่าธรรมเนียมโทรทัศน์ (Licence Fee) จนกว่า BBC จะออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับคลิปที่เป็นข้อถกเถียงนี้

ข่าวอื้อฉาวนี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่รัฐบาลอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ BBC และพระราชบัญญัติหลวงที่คุ้มครององค์กรกำลังจะหมดอายุในสิ้นปี 2570 ฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนไม่น้อยใช้เหตุการณ์นี้เรียกร้องให้ ยุติการออกอากาศที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ขณะที่นักข่าวและบุคลากร BBC จำนวนมากออกมาปกป้ององค์กร โดยยืนยันว่านี่เป็น “ข้อผิดพลาดทางงานข่าว” ไม่ใช่ความตั้งใจทางการเมือง และกำลังต่อสู้จริงจังเพื่อปกป้องการสื่อสารสาธารณะ ที่กำลังถูกคุกคามอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่หนแรกที่ BBC ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเสนอข่าว ที่หลายคนเรียกว่า ‘ในแบบที่อยากให้ผู้ชมเห็น’ แทนที่จะเป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และปราศจากอคติ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเสนอสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา BBC อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถูกกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์มองว่านำเสนอข่าวเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง การนำเสนอข่าวหรือประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ ที่ BBC ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องว่ามีอคติต่อคนบางกลุ่ม รวมถึงการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับฝ่ายขวา (อนุรักษ์นิยม) และฝ่ายซ้าย (หัวก้าวหน้า) หรือกลุ่ม woke ที่ BBC ถูกกล่าวหาว่า มีความโอนเอียงเข้าหากระแส woke อย่างชัดเจน

ในส่วนของบ้านเรา ถ้ายังจำกันได้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา BBC ก็เพิ่งนำเสนอสารคดีเรื่อง Thailand: The Dark Side of Paradise ที่บอกเล่าถึงด้านมืดของประเทศไทย เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และปัญหาทุจริต โดยพยายามนำเสนอข้อมูล หรือบทสัมภาษณ์ผู้คนที่สนับสนุนเรื่องนี้แต่เพียงด้านเดียว จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนเป็นสารคดืที่ตั้งธงไว้แล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อันตราย จนทำให้เกิดกระแสตีกลับ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย หรือเคยมาเที่ยวไทยก็บอกว่า เมืองไทยไม่ได้เป็นแบบนี้ ไม่ได้อันตรายอย่างที่เห็นในสารคดี รวมทั้งแขกรับเชิญในรายการต่างก็บอกด้วยว่า พวกเขาถูกตัดต่อเสียงสัมภาษณ์จากการพูดอย่างหนึ่ง แต่ถูกตัดต่อจนคำพูดของแขกรับเชิญถูกบิดเบือนให้หมายความอีกอย่างหนึ่ง

BBC มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี ได้รับการยกย่องมาตลอด เรื่องมาตรฐานการรายงานข่าวที่มีความรับผิดชอบและจริยธรรม อีกทั้งมีสถานะพิเศษในอังกฤษและทั่วสหราชอาณาจักร เพราะเป็นสื่อสาธารณะที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่เก็บจากครัวเรือนในสหราชอาณาจักร เรียกได้ว่า BBC ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชนโดยตรง จึงมีความรับผิดชอบในการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะโดยตรง และต้องรักษาความเป็นกลางในการรายงานข่าว

ผู้เชี่ยวชาญสื่อหลายคนมองว่า วิกฤตที่ BBC เผชิญตอนนี้ สะท้อนรอยร้าวที่ลึกกว่าข้อผิดพลาดในการตัดต่อ หรือการนำเสนอแบบมีอคติ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามความเชื่อมั่นต่อสื่อสาธารณะในยุคที่ความจริงถูกตีความตามมุมมองการเมือง ไม่เพียงแต่ BBC ต้องพิสูจน์ความถูกต้อง แต่ยังต้องต่อสู้เพื่อคงอยู่ในสังคมที่ความไว้วางใจต่อสื่อกำลังสั่นคลอน

ที่สำคัญ BBC ยังดูไม่แน่นอนว่าตัวเองอยากจะเป็นสื่อแบบไหน แม้ BBC จะเป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชน แต่ก็มีแนวทางที่อยากจะแข่งขันอุตสาหกรรมสื่อ ซึ่งเป้าหมายสองอย่างนี้ บางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งในแนวทางการทำงาน ที่ทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความเฉียบขาด ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงความต้องการนำเสนอ ‘ความจริง’ ในแบบที่ BBC ต้องการ เพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stockholm อยู่หลายวันและยังอยากชมงานศิลปะนอกเหนือจากที่ RoyalAcademy of Fine Arts แล้ว Thiel Gallery เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนให้ได้  มิวเซียมที่ได้ชื่อว่าเป็นมิวเซียมศิลปะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของสวีเดนซึ่งตั้งอยู่ที่ Blockhusudden ใน Djurgarden นี้เป็นที่เก็บของสะสมที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองซึ่งเกี่ยวเนื่องกับงานปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อาคารที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau รูปทรงเรขาคณิตที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดย Ferdinand Boberg สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสวีเดนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพื่อไว้เป็นบ้านของ Ernest Thiel นายธนาคารและนักสะสมงานศิลปะนี้ประกอบด้วย 2 ชั้นโดยชั้นบนที่มีหลังคาเป็นกระจกให้แสงส่องได้ตลอดมี 2 ห้องไว้จัดแสดงผลงานของ Edward Munch ส่วนผนังห้องอื่น ๆ ก็ไว้จัดแสดงผลงานของศิลปินทั้งหลายที่เขาซื้อผลงานมา

Ernest Thiel เจ้าของบ้านและมิวเซียมแห่งนี้เกิดในเมือง Norrkoping ในปี 1859 เมื่อเขาจบการศึกษาชั้นประถม บิดาของเขาที่เป็นวิศวกรโรงงานทอผ้าก็ส่งเขาไปเรียนที่ Hamburg เยอรมนีเพื่อให้มีประสบการณ์ในการทำงานธนาคาร ปี 1877 เขากลับมาทำงานที่ Enskilda Bank และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนกลายเป็นนายธนาคารชั้นนำระดับประเทศ ปี 1891 เขาก่อตั้งบริษัท Stokholms Kredit-och Diskontforening และลงทุนในเหมืองทางตอนเหนือของสวีเดนทำให้เขาก็กลายเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดของประเทศ เมื่อเขาแต่งงานกับ Anna Josephson ในปี 1884 เขาก็ได้กลายเป็นน้องเขยของ Karl Otto Bonnier บรรณาธิการที่มีชื่อเสียงส่งผลให้เขาได้รู้จักกับศิลปินและนักเขียนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดีในปี 1896 เขากลับไปตกหลุมรักเพื่อนของภรรยาที่ชื่อ Signe Maria Hansen และได้แต่งงานกันก่อนย้ายไปอยู่อพาร์ตเม้นท์ใหม่ เธอได้แนะนำให้เขาเข้าสู่วงการศิลปะและได้ซื้องานจิตรกรรมชิ้นใหญ่ที่ชื่อ Morning Mood by the Sea ของ Bruno Liljefors นับจากนั้นมาเขาก็เริ่มสะสมงานศิลปะเป็นการใหญ่จนอพาร์ตเม้นท์เดิมไม่สามารถบรรจุงานได้ เมื่อเขาเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในสวีเดน และเป็นผู้ชื่นชอบศิลปะอย่างยิ่งยวด เขาเลยกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินรายใหญ่ให้กับศิลปินที่เป็นสมาชิกในสมาคมศิลปะสวีเดน อาทิ Eugene Jansson, Carl Larsson และ Bruno Liljefors รวมทั้ง Edvard Munch ศิลปินนอร์เวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อจากตลาดหุ้นล่มและเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความมั่งคั่งของเขาลดลงมากจนเขาต้องตัดสินใจขายบ้านพร้อมของสะสมให้กับรัฐบาลในวันที่ 26 มกราคม 1926 และทำให้ Thiel Gallery เปิดให้สาธารณชนได้รับชม

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงสามารถจะชื่นชมสถาปัตยกรรมและผลงานศิลปะมากมาย ยังสามารถที่จะเดินชมสวนที่มีงานประติมากรรมของ Augustus Rodin และ Gustav Vigeland ประดับอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งสามารถที่จะพักขาที่ Café Monica เพื่อจิบกาแฟ ไวน์ เบียร์ หรือชิมเค้ก และขนมปังที่แสนอร่อยก่อนแวะซื้อกระจุกกระจิกน่ารัก ๆ อาทิ แก้ว จานใส่ขนม ผ้าเช็ดปาก พวงกุญแจ ไว้เป็นที่ระลึกก่อนกลับได้อีกต่างหากด้วย

สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ในประเทศไทยและอินโดไชน่า เดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม “One Suntory Helping Hands 2025” เป็นปีที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพนักงานที่ร่วมกันระดมทุนได้กว่า 1.2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนและมูลนิธิต่างๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ในจังหวัดปทุมธานี ระยอง สระบุรี ชลบุรี  นครปฐม และกรุงเทพฯ โดยโรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานี เป็นแห่งแรกที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการนี้ พร้อมเชิญชวนพนักงานจิตอาสากว่า 50 คน ร่วมลงพื้นที่เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือและสร้างรอยยิ้มให้แก่น้องๆ นักเรียนในชุมชน

นายยศยุต สหวัชรินทร์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และบรรษัทสัมพันธ์ บจก.ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) กล่าวว่า กิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands 2025’ สะท้อนให้เห็นถึงการนำ ค่านิยมองค์กร การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม (Giving Back to Society) ของกลุ่มบริษัทซันโทรี่ มาปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้เพื่อนพนักงานได้ร่วมระดมทุนผ่านกิจกรรม ‘One Suntory Bring & Buy’ ซึ่งเราสามารถระดมทุนได้มากถึง 1.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีแรกที่เริ่มต้นโครงการกว่าเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึง พลังแห่งการให้ ของพนักงาน วัน ซันโทรี่ ที่มีความตั้งใจจริงเพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคม สำหรับปีนี้ เราได้นำเงินส่วนหนึ่งจากการระดมทุนไปจัดซื้อตู้ทำน้ำเย็นที่มีระบบกรองน้ำ เครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด และถังเก็บน้ำ ให้แก่โรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นแห่งแรกภายใต้โครงการนี้ พร้อมทั้งนำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่เพื่อปรับปรุงอาคารโรงเรียน สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนที่เหมาะสมและปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนผู้ด้อยโอกาส โดยบริษัทจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนและมูลนิธิในจังหวัดระยอง สระบุรี ชลบุรี นครปฐม และกรุงเทพฯ

น.ส.เพียงจิต ศรีประสาธน์ รองประธานอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บจก.ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมในปีนี้ว่า กิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากการร่วมแรงร่วมใจกันของทั้งสองบริษัทในเครือซันโทรี่ ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในแนวคิด ‘Better Together’ ซึ่งตอกย้ำว่าทุกความร่วมมือ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีคุณค่าและสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้จริง สำหรับโรงเรียนวัดถั่วทองนั้น นอกจากการทาสีปรับปรุงอาคารเรียนแล้ว พนักงานจิตอาสาของเรายังร่วมกันปรับปรุงแปลงผักสวนครัวของโรงเรียน เพื่อให้น้องๆ ได้มีพื้นที่เรียนรู้ด้านการเกษตร และสามารถนำผักปลอดสารพิษที่ปลูกได้ไปประกอบอาหารกลางวัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ ซึ่งโรงเรียนสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปพัฒนาในด้านอื่นๆ ต่อไป นอกจากนั้น เรายังได้จัดกิจกรรมสันทนาการที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน ซึ่งไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้กับสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความผูกพันและความภาคภูมิใจของพนักงาน (Employee Engagement) ในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ใส่ใจต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยสอดคล้องกับอีกหนึ่งค่านิยมองค์กรของเรา คือ ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Growing for Good) ที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตขององค์กร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์จีนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย (夏 ) (ราว 2,500 ปีก่อนพุทธกาล) ถึงราชวงศ์ฮั่น (漢) ( พ.ศ. 337-763)เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ของจีน ในระยะเวลากว่าสามพันปีนี้ จีนมีการหล่อหลอมจากสังคมเผ่าพันธุ์จนกลายเป็นจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ของโลก

ราชวงศ์เซี่ย : จุดเริ่มต้นของตำนานประวัติศาสตร์จีน  (ราว 1500-1000 ปีก่อนพ.ศ.)

ราชวงศ์เซี่ย (Xia Dynasty 夏朝)  (ราว 4,000 ปี มาแล้ว  หรือ 1500-1000 ปี ก่อนพุทธกาลหรือ 2070 – 1600  ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชวงศ์แรกของจีน ในช่วงยุคหินใหม่ต่อกับยุคโลหะสำริด  ใกล้เคียงกับสมัยบ้านเชียงยุคต้นของไทย(ราว 5,000-3,000 ปีมาแล้ว) โดยมีอายุอยู่ได้ราว 500 ปี    ขณะนั้นจีนยังไม่มีระบบการเขียนอักษรและ การจดบันทึกชัดเจน  เชื่อกันว่า แหล่งโบราณคดีเอ้อร์หลี่โถว (Erlitou  二里头文化) วัฒนธรรมหลงซาน (龙山文化) ในมณฑลเหอหนาน  น่าจะเป็นแหล่งอารยธรรมเซี่ย

คนจีน ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของจีน สมัยก่อนราชวงศ์เซี่ย คือวัฒนธรรมหลงชาน (Longshan) และหยางเส่า (Yangshao)  มีชนเผ่าเล็กๆกระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำแยงซีและ ฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) สร้างที่พักด้วยดินหรือไม้   ทำมาหากินด้วยการ ปลูกข้าว ข้าวฟ่าง  เลี้ยงหมู วัว แกะ ไก่  ล่าสัตว์ป่า   มีความสามารถในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา  มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างชุมชน  ราชวงศ์เซี่ยถือเป็นราชวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีนตามตำนาน แม้ว่าหลักฐานทางโบราณคดียังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน แต่เล่ากันว่าพระเจ้า ต้าอวี่ หรือ เซี่ยหวี่  (禹帝) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์นี้เป็นวีรบุรุษที่สามารถรวมชนเผ่าและควบคุมน้ำท่วมใหญ่แก่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห)  โดยไม่ใช้วิธีสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ประสบความล้มเหลวมาก่อน แต่ใช้วิธีขุดคลองระบายน้ำที่ท่วมลงทะเล โดยขณะนั้นยังไม่มีจอบเสียมสำหรับขุดดินที่ทำจากเหล็กหรือโลหะ ต้องใช้เครื่องมือที่ทำจากไม้ หิน  ดินเผา หรือเปลือกหอย ราชวงศ์เซี่ยสถาปนาแนวคิด หรือ “พระราชอำนาจที่มาจากสวรรค์”(天命  เทียนมิ่ง)  ซึ่งเป็นปรัชญาที่ว่าผู้ปกครองได้รับอำนาจจากสวรรค์มาปกครองแผ่นดิน ที่สืบทอดอำนาจโดยสายโลหิต ตอนปลายราชวงศ์เซี่ย เมื่อราว2,200 ปีก่อนพุทธกาล เกิดข้อขัดแย้งทางชนชั้น มีการต่อสู้รบพุ่งกัน แล้วกษัตริย์ราชวงศ์เซี่ยพ่ายแพ้แก่พวกราชวงศ์ซาง ทำให้ราชวงศ์เซี่ยถึงกาลอวสาน เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนพ.ศ.

ราชวงศ์ซาง(商朝Shang): ยุคแรกของหลักฐานประวัติศาสตร์จีน (ราว 1,000 ปี-500 ปีก่อนพ.ศ.)

ราชวงศ์ซางหรือชาง (商朝;  Shang Dynasty)ประมาณ 1,000-500 ปีก่อนพุทธกาล หรือ 1600-1046 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชวงศ์จีนแรกที่มีหลักฐานทางโบราณคดีชัดเจน มีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำเหลืองทางตอนเหนือของจีน  การค้นพบซากปรักหักพังในเมืองอันหยาง (安陽) มณฑลเหอหนาน  มีความก้าวหน้าในการหล่อโลหะสำริด ทำเครื่องปั้นดินเผา   เครื่องประดับหยก  พัฒนาปฏิทิน  มีการเริ่มเขียนอักษรจีน  โดยมีหลักฐาน การขุดค้นพบกระดูกเต่าและกระดูกวัว ที่มีลายอักษรจีนโบราณจารึกไว้ ใช้เปลือกหอยเบี้ยเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ราชวงศ์ซางมีระบบการปกครองแบบกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง สังคมถูกแบ่งเป็นชนชั้นกษัตริย์ ขุนนาง ทหาร ช่างฝีมือ และชาวนา  และเป็นสังคมที่เชื่อในเรื่องของบรรพบุรุษและการบูชายัญ กษัตริย์ของซางถือเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า และมีอำนาจในการทำพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ  ราชวงศ์ชางสิ้นสุดเมื่อราว 1589 ปีก่อนพุทธกาล (1046 ปีก่อนคริสต์กาล) เมื่อถูกราชวงศ์โจวเข้ายึดครอง

ราชวงศ์โจว : (周朝 Zhou Dynasty) ( 503ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ.287 (1046–256 ปีก่อนคริสต์ศักราช)  เป็นราชวงศ์ที่ปกครองจีนยาวนานถึง 867 ปี มีการพัฒนาระบบศักดินา โดยพระมหากษัตริย์แจกจ่ายที่ดินให้กับขุนนางและเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก ระบบนี้ช่วยขยายอิทธิพลของโจวไปยังดินแดนกว้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาเมื่อเจ้าของดินแดนต่างๆ เริ่มมีอำนาจมากขึ้นจนท้าทายอำนาจส่วนกลาง

ในช่วงราชวงศ์โจวได้เกิดบุคคลสำคัญหลายคน  เช่น ขงจื๊อ เล่าจื๊อ  ซุนหวู

ขงจื๊อ (孔子Confucius  8ปีก่อนพุทธกาล – พ.ศ. 64  หรือ 551-479 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นปรัชญาเมธีชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีนมากที่สุด ขงจื๊อเน้นการศึกษา คุณธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสม   หลักการสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ การพัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมและความรู้ โดยมีหลักสำคัญคือ  เหริน (仁 – Rén): ความมีมนุษยธรรม ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นให้ตั้งตัวได้และประสบความสำเร็จ อี้ (義 – Yì): ความยุติธรรม ความถูกต้องชอบธรรม การตัดสินใจตามมโนธรรม    หลี่ (禮 – Lǐ): ระบบจารีตประเพณี ข้อปฏิบัติที่เหมาะสมในการเข้าสังคม จือ (智 – Zhì): ความรู้ ความสามารถในการคิดพิจารณาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซิ่น (信 – Xìn): ความซื่อสัตย์สุจริต ความน่าเชื่อถือในคำพูดและการกระทำ ขงจื๊อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  การคิดควบคู่กับการเรียน  การรู้จริง   การเห็นคุณค่าผู้อื่น และการปฏิบัติตนตามหลัก ” ถ้าไม่ต้องการ สิ่งใด ก็อย่ากระทำสิ่งนั้นกับผู้อื่น” (己所不欲,勿施于人)  ให้ใช้ความเมตตากรุณา ความกตัญญู คุณธรรมมากกว่าความเก่ง และการเคารพผู้อื่น 

เล่าจื๊อ (老子)  เป็นปรัชญาเมธีชาวจีนที่ถือเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า (道教) ผลงานที่ประจักษ์ชัดคือ “เต๋าเต๋อจิง” (道德經) หรือ “ลี่จื๊อ” ซึ่งเป็นหนังสือปรัชญาที่มีอิทธิพลอย่างมาก หลักการพื้นฐานของลัทธิเต๋าคือ “ทาง” ซึ่งหมายถึงหลักธรรมชาติและความสมดุลของจักรวาล เล่าจื๊อเน้นการ “อู่เหว่ย” (無為) หรือการไม่แทรกแซงธรรมชาติ การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และการคืนกลับสู่สภาพดั้งเดิม

แนวคิดของเล่าจื๊อแตกต่างจากขงจื๊อตรงที่เล่าจื๊อไม่เน้นพิธีกรรมและกฎเกณฑ์ทางสังคม แต่เน้นการปล่อยวางและการปรับตัวตามธรรมชาติ

ซุนหวู (孫子) เป็นนักยุทธศาสตร์ชาวจีน ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “ซุนจื๊อปิงฟ่า” (孫子兵法) หรือ “ตำราพิชัยสงครามซุนหวู” หลักการสำคัญของซุนหวู ได้แก่ การรู้จักตัวเองและศัตรู การใช้กลยุทธ์มากกว่าการใช้กำลัง การหลีกเลี่ยงการทำสงครามหากเป็นไปได้ และการชนะโดยไม่ต้องรบ คำกล่าวที่มีชื่อเสียงของเขาคือ “ถ้ารู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งจะชนะร้อยครั้ง ถ้ารู้แต่เราไม่รู้เขา รบร้อยครั้งชนะห้าสิบครั้ง ถ้ารู้แต่เขาไม่รู้เรา รบร้อยครั้งจะแพ้ห้าสิบครั้ง แต่ถ้าไม่รู้เขาไม่รู้เรา รบร้อยครั้งก็แพ้ทั้งร้อยครั้ง (知彼知己,百戰不殆) หลักการของซุนหวูไม่เพียงแต่ใช้ในด้านการทหาร แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ การเจรจา และการบริหารจัดการในยุคปัจจุบัน

ราชวงศ์จิ้น หรือจิ๋น หรือฉิน (晉朝  Qin Dynasty)   พ.ศ. 322-337  (221-206 ปีก่อนคริสตกาล)

จิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇帝)  จักรพรรดิพระองค์แรกของจีน  สามารถรวมแผ่นดินจีนให้เป็นจักรวรรดิเดียวเป็นครั้งแรก   ถึงแม้จะครองอำนาจในช่วงสั้น เพียง 15 ปี  แต่ก็ได้ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่  กำหนดมาตรฐานการชั่งตวงวัด   การเขียนอักษร  เริ่มใช้เหรียญกษาปณ์   สร้างถนนและสร้างกำแพงเมืองจีน     จิ๋นซีฮ่องเต้ได้เผาหนังสือโบราณและสังหารนักปราชญ์ เพื่อกำจัดแนวคิดที่ขัดแย้งกับการปกครองของพระองค์ การกระทำนี้ทำลายมรดกทางปัญญาจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว   หลังจากที่จิ๊นซีฮ่องเต้สวรรคต ในปี 210 ก่อนคริสตกาล ได้มีการสร้างสุสานขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งมีกองทัพทหารดินเผา (Terra-Cotta Army) จำนวนมากเป็นผู้พิทักษ์    ต่อจากนั้นระบบอำนาจของราชวงศ์จิ๋นก็อ่อนแอลง และล่มสลายจากการก่อกบฏของชาวนาในปี พ.ศ. 337  แล้วถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ฮั่น

ราชวงศ์ฮั่น (Han dynasty 漢朝 )  พ.ศ.337-763 หรือ  206 ปีก่อนคริสตกาล- ค.ศ. 220)

หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคต เมื่อ พ.ศ. 337  ราชวงศ์จิ๋นล่มสลายด้วยการจลาจลภายใน หลิวปั่ง (劉邦) เอาชนะคู่แข่งขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิจีน ฮั่นโจโก (漢太祖) และก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้น    ฮั่นโจโกเป็นชาวบ้านธรรมดาที่สามารถขึ้นมาเป็นจักรพรรดิได้ด้วยความสามารถและโชคชะตา เขาเป็นตัวอย่างของแนวคิดที่ว่าผู้มีคุณธรรมสามารถได้รับการสนับสนุนจากสวรรค์ ฮั่นอู่ตี้ (漢武帝), (พ.ศ. 387-456) เป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ฮั่น ขยายดินแดนของจีนไปยังทางตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหม สร้างระบบราชการแบบคัดเลือกด้วยการสอบ และสนับสนุนปรัชญาขงจื๊อให้เป็นปรัชญาอย่างเป็นทางการ การปฏิรูปของฮั่นอู่ตี้รวมถึงการสร้าง “มหาวิทยาลัย” เพื่อฝึกข้าราชการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และการสร้างระบบกฎหมายที่เป็นระบบ

คำว่า “ฮั่น” (漢) กลายเป็นชื่อเรียกชนชาติจีนส่วนใหญ่ และยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์นี้

รัชสมัยพระเจ้าหลิงตี้ เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองทางภาคเหนือนำโดยเตียวก๊ก เข้าล้มล้างราชวงศ์ฮั่นตะวันออก บรรดาเจ้าที่ดินที่มีกำลังกล้าแข็งต่างก็ฉกฉวยโอกาสนี้พากันตั้งตนเป็นใหญ่ ต่อสู้แย่งชิงอำนาจ จนท้ายสุดหลงเหลือเพียง 3 กลุ่มอำนาจใหญ่นั่นคือ เว่ย สู่ และ อู๋ หรือที่รู้จักกันในนามของ “สามก๊ก”

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการคิดประดิษฐ์เครื่องวัดตำแหน่งดวงดาว และวัดแผ่นดินไหว ปรับปรุงวิธีผลิตกระดาษ อาณาจักรจีนได้ขยายออกไปถึงแมนจูเรีย เกาหลีเหนือ กวางตุ้ง กวางสี และเวียดนามตอนเหนือ

พ.ศ.763 (ค.ศ. 220) ในช่วงปลายราขวงศ์ฮั่นตะวันออกซึ่งเป็นช่วงสมัยยุคสามก๊ก พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงถูกบังคับให้สละพระราชบัลลังก์ แผ่นดินจีนถูกแบ่งเป็นสามก๊ก (Three Kingdoms 三国) คือ วุยก๊ก นำโดย โจโฉ   ง่อก๊กนำโดยซุนกวน และจ๊กก๊ก นำโดยเล่าปี่  

โดย อาทร  จันทวิมล

Photo of the week : อเมริกันชนเดือดร้อนเพราะชัตดาวน์

Photo of the week : อเมริกันชนเดือดร้อนเพราะชัตดาวน์

Photo of the week : อเมริกันชนเดือดร้อนเพราะชัตดาวน์

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ย้อนชมความยากลำบากที่ชาวอเมริกันทั้งประเทศต้องเผชิญจากภาวะการปิดที่ทำการหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือชัตดาวน์ ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ถึง 43 วัน ทำการบินในประเทศปั่นป่วน พนักงานหลายแสนต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่ผู้คนขาดแคลนอาหารจนต้องเข้าคิวรับอาหารฟรีจาก Food Bank ก่อนที่ชัตดาวน์ จะยุติลงเมื่อวันพุธ (12 พ.ย.) หลังจากสมาชิกสภาคองเกรสทั้งรีพับลิกันและเดโมแครต ผ่าทางตันลงมติร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณชั่วคราวได่ในที่สุด

‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เซ็นทรัล ทำ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลดนตรี “Melody of Life ครั้งที่ 16” เทศกาลดนตรีรักโลกที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) และมีการจัดการขยะอย่างจริงจัง ลดขยะสู่หลุมฝังกลบ  เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

จุดแยกขยะภายในงาน Melody Of Life ครั้งที่ 16

ภายในงาน เซ็นทรัล ทำ ได้จัดกิจกรรม สกรีนเสื้อโลโก้ศิลปิน เริ่มต้น ตัวละ 350 บาท แต่ถึงแม้งานจะจบลงไปแล้ว ผู้ที่สนใจยังสามารถร่วมกิจกรรมสกรีนเสื้อได้ที่ร้าน “กุ๊ด กุ๊ดส์” สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และปีนี้พิเศษขึ้นอีกขั้น ทุกๆ การสกรีนเสื้อ 1 ตัว จะเท่ากับบริจาคเงินปลูกต้นไม้ 7 ต้น กับโครงการ Plant Togetherซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งใจชวนมาเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการ “ปลูกป่า” โดยสามารถร่วมกันปลูกได้ที่ Tham-dee.com/plant-together ต้นละ 50 บาท รายได้จากการบริจาคทั้ง หมดสมทบทุนเข้ามูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายที่จะนำร่องส่งเสริมการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร บริเวณห้วยน้ำจำ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลบัวใหญ่

จุดแยกขยะภายในงาน Melody Of Life ครั้งที่ 16

นอกจากนี้ เซ็นทรัล ทำ ยังร่วมกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ ในการจัดตั้ง จุดคัดแยกขยะ อย่างชัดเจนถึง 5 จุด มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแยกขยะคอยชี้แนะ เพื่อให้ขยะทุกชิ้นถูกจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะภายในงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) และกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ร่วมงานกว่า 10,000 คน

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า เซ็นทรัล ทำ เชื่อว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นต้องอาศัยพลังของทุกคน เราจึงมุ่งส่งต่อแนวคิดความยั่งยืนผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เช่น Melody of Life ซึ่งดนตรีเป็นสื่อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงคนในสังคมได้อย่างงดงาม กิจกรรมสกรีนเสื้อและการคัดแยกขยะในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการลดขยะ แต่ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนร่วมมือกันดูแลโลกของเรา”

กิจกรรมสกรีนเสื้อ

กิจกรรมสกรีนเสื้อ สมทบเข้าโครงการ Plant Together

การมีส่วนร่วมของ เซ็นทรัล ทำ ในงาน Melody of Life 16 ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการ “สร้างสังคมแห่งความยั่งยืน” ผ่านการผสานพลังของ ดนตรี ศิลปะ และสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาร่วมขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะทุกวันนี้ “แซนด์วิช” ไม่ได้เป็นเพียงอาหารเช้า แต่กลายเป็นเมนูสร้างรายได้สุดปังที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนมปัง ฟาร์มเฮ้าส์ จึงจัดโครงการ “up skill สุดปังแซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ให้กับผู้ประกอบการนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพเพื่อ “ยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย” ที่โรงงานฟาร์มเฮ้าส์ บางชัน

อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย  กรรมการผู้อำนวยการ  บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นขยายพื้นที่ให้ผู้ประกอบการแซนด์วิชในครอบครัวฟาร์มเฮ้าส์ ได้มีโอกาสเข้ามาอัปสกิล นำความรู้และทริกต่างๆ ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และส่งต่อเมนูขนมปังคุณภาพไปให้กับผู้บริโภคคนไทยทุกๆ คนโครงการ “up skill สุดปัง แซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 จากความตั้งใจที่ต้องการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการแซนด์วิชในครอบครัวฟาร์มเฮ้าส์ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการพัฒนาสินค้า ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และการนำเสนอให้ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่

“ทุกวันนี้ “แซนด์วิช” ไม่ใช่แค่อาหารเช้าอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น เมนูสร้างรายได้ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ฟาร์มเฮ้าส์จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทุกท่านให้เติบโตอย่างมั่นคง และแข่งขันได้ในตลาดยุคดิจิทัล ที่สำคัญคือ อยากเห็นผู้ประกอบการทุกท่านได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทย เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการทั้งความสะดวก ความรวดเร็ว ความสะอาด และความปลอดภัยของอาหาร เพราะเรามั่นใจว่า  “อาหารที่ดี” ไม่เพียงแต่ต้องอร่อย แต่ต้องมอบทั้งความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภคด้วย”

ในขณะเดียวกัน ฟาร์มเฮ้าส์ยังคงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพสินค้าและกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของฟาร์มเฮ้าส์เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งต่อธุรกิจ ผู้บริโภคและสังคมไทย เชื่อว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจะช่วยต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างรายได้ให้กับครอบครัวและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

โครงการ “up skill สุดปังแซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” มอบประสบการณ์ความรู้ครบถ้วนทั้งทฤษฎีและภาคปฏิ บัติให้ได้นำไปปรับประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้จริง โดยเชิญวิทยากรคนดังอย่าง ณะณไพบูลย์ ณพิมภัทรพ์ เจ้าของร้าน Kindee มาแบ่งปันความรู้ เทคนิควิธีการไปจนถึงการบริหารจัดการต่างๆ ยกระดับแซนด์วิชสู่ธุรกิจ “แคทเทอริ่ง” จากประสบการณ์จริงพร้อมภาคปฏิบัติการทำแซนด์วิชโรล แซนด์วิชสไตล์ Cocktail มินิเบอร์เกอร์ เค้กโรลผลไม้ครีมสด ส่วนภาคบ่าย ปุ้ย รวิวรรณ บุญวงษ์ เจ้าของร้าน PK แซนด์วิชบางใหญ่ ครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์โดนใจคนดู มียอดผู้ติดตามใน TikTok กว่าแสนคนมาถ่ายทอดความรู้ด้านการสร้างคอนเทนต์ “ด้วย 1 กล้อง 1 คน สู่ 1 ล้านวิว”

อ่ากาฉะ สะแหละ ร้านแซนวิช By Asmee กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความรู้และสิ่งใหม่ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดที่ร้านได้มาก เช่น การทำแซนด์วิชไส้ต่างๆ การออกแบบ การเลือกแพ็กเกจจิ้ง และการถ่ายภาพเพื่อนำเสนอสินค้า ชอบและประทับใจมาก ยังได้เข้าชมโรงงานฟาร์มเฮ้าส์ ประทับใจตั้งแต่เข้าประตู ทั้งความสะอาดและความปลอดภัย”

ปณธร  มิ่งชื่น ร้านสลัด&แซนด์วิชลุงแฟรงค์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการได้รับทั้งความรู้และเมนูใหม่ๆ เพิ่มเติมที่จะนำไปปรับแต่งกับแซนด์วิชของเรา ได้ทำแซนด์วิชหน้าใหม่ๆ สไตล์ค็อกเทล ได้เรียนรู้การถ่ายรูป เพื่อเอาไปปรับแต่งทั้งมุมแสงมุมกล้องของการทำวิดีโอใหม่ๆ  ดีใจที่ได้เข้าไปชมโรงงาน กลิ่นหอมมาก สะอาดมาก อยากให้มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีก เพราะช่วยพัฒนาตนเองและพัฒนาคนอื่นๆ ด้วย

สุรีพร กองสิงห์ ร้านแซนด์วิชใส่ใจจากจังหวัดเลย กล่าวว่า เปิดร้านขายแซนด์วิชปีนี้เป็นปีที่ 11 แล้ว เดินทางมาจากจังหวัดเลยเพื่อเข้าร่วมโครงการ คุ้มค่ามาก ประทับใจในทุกๆ อย่าง ทั้งได้รู้จักเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เข้าไปเยี่ยมชมไลน์การผลิตขนมปัง ได้ดูไอเดียต่างๆ ของวิทยากรและเพื่อนๆ พี่ๆ เทคนิคการตัดต่อคลิป การสร้างตัวตนในโซเชียล  อยากลองนำความรู้ที่ได้ อย่างเรื่องแซนด์วิชสไตล์ค็อกเทลไปจัดที่จังหวัดเลย ซึ่งทำได้เลย พร้อมเสิร์ฟมากถ้ามีลูกค้าสั่ง ขอบคุณฟาร์มเฮ้าส์ที่มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้

ปิดท้ายวันด้วยการมอบประกาศนียบัตรการจบหลักสูตรให้กับผู้เข้าร่วมโครงการทุกคน ไม่เพียงความรู้และประสบการณ์ยังรวมถึงมิตรภาพดีๆ จากเพื่อนร่วมสายอาชีพ ที่ช่วยเติมพลัง สร้างแรงบันดาลใจ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ไปต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป พร้อมกับเมนูอร่อยสดใหม่จากฟาร์มเฮ้าส์ทุกวัน

‘Bangkok Climate Action Week’ สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

‘Bangkok Climate Action Week’  สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

‘Bangkok Climate Action Week’ สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มเซ็นทรัลตอกย้ำพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์กร ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน “Bangkok Climate Action Week (BKKCAW)” – สัปดาห์แห่งการขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ้งจัดขึ้นผ่านไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยความร่วมมือของ Just Transitions Incubator (JUTI) และ กรุงเทพมหานคร (BMA) เพื่อระดมพลังจากทุกภาคส่วนของสังคม สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่น่าอยู่และเท่าเทียมสำหรับทุกคน

ในปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัลได้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเปิดพื้นที่กลางเมืองให้ผู้คนได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ โดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนพื้นที่จัดนิทรรศการภาพถ่าย “Visualizing Climate Change” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นิทรรศการภาพถ่ายชุดพิเศษนี้สะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านมุมมองของช่างภาพจากไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ภายใต้การดำเนินงานของ NOOR Foundation (เนเธอร์แลนด์) และ Matca (เวียดนาม) โดยได้รับการสนับสนุนจาก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และ มูลนิธิเอเชีย-ยุโรป (ASEF) โอกาสนี้ แร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติเยี่ยมชมนิทรรศการและชื่นชมบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลที่เปิดพื้นที่สำคัญของเมืองให้กับงานศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนพื้นที่จัดงานเสวนา “Shaping the Future of Food System: Road to World Food Forum Thailand Youth Chapter” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยเวทีนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยจากทั่วประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางอนาคตของระบบอาหารอย่างยั่งยืน ภายใต้เครือข่าย World Food Forum (WFF) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมพลังเยาวชนให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ

การเข้าร่วมสนับสนุนงาน Bangkok Climate Action Week ในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตจำนงของกลุ่มเซ็นทรัลในการใช้พลังของธุรกิจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการสร้างโลกที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวทาง แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในการดูแลโลกใบนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  ทรงห่วงใยทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

การนี้ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มูลนิธิสายใจไทยฯ เข้าไปช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ โดย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้แทนมอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญและกระเช้าแก่กำลังพลทั้ง 4 ราย ได้แก่ จ.ส.อ. เทอดศักดิ์  สมาพงษ์, พลฯ วชิระ  พันธะนา,  พลฯ อภิรักษ์  ศรีชมไชย และ พลฯ อนุชา  สุจารี ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

มูลนิธิสายใจไทยฯ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครผู้เสียสละ ด้วยน้ำใจจากคนไทยทั้งประเทศ เพราะทุกการสนับสนุน คือการต่อลมหายใจและความหวังให้กับผู้กล้าและครอบครัว