รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคมะเร็งคือหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ของคนทั่วโลก เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ต้องดูแลตัวเองและคนที่เรารักเกี่ยวกับมะเร็ง และทำความรู้จักสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งที่พบบ่อย เพราะจะช่วยให้เราสามารถตรวจพบและรักษาได้ในระยะเริ่มต้น จะทำให้เพิ่มโอกาสรอด และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับประเทศไทยพบว่ามีมะเร็ง 3 อันดับต้นที่พบบ่อยที่สุด คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งสามชนิดนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับกรรมพันธุ์ และอายุที่มากขึ้น ถ้ามีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเคยเป็นมะเร็งเหล่านี้ แสดงว่าเรามีความเสี่ยง และเมื่อเราแก่ลง ร่างกายทำงานมานานก็มีโอกาสเกิดมะเร็งทั้งสามนี้มากขึ้น
มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปมีโอกาสเสี่ยง เป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะหลังอายุ 40 ปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มะเร็งเต้านมสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ผู้หญิงมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วมาก เช่น ก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี หรือใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานาน ผู้หญิงไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี แล้วไม่ได้ให้นมบุตรด้วยนมตัวเอง และยังมีปัจจัยจากโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ล้วนเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
 สัญญาณที่ต้องสังเกต คือถ้าคลำพบก้อนที่บริเวณเต้านม หรือใต้รักแร้ โดยทั่วไปมักไม่เจ็บ และเปลี่ยนแปลงรูปร่างของก้อนเนื้อ ลักษณะเต้านมเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น หัวนมบุ๋มลงไป หรือมีแผลเรื้อรัง ผิวของเต้านมหยาบคล้ายเปลือกส้มและมีรอยบุ๋ม มีผื่นแดงที่รักษาไม่หาย มีอาการปวดที่เต้านม หรือปวดรักแร้ตลอดเวลา หากมีอาการเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์ทันที
มะเร็งปอด เกิดจากปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งคือ การสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะสูบเอง หรือเป็นผู้รับควันบุหรี่มือสอง นอกจากนี้ การสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง เช่น แร่ใยหิน หรือสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม มลภาวะทางอากาศ เช่น PM 2.5 ก็เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดเช่นกัน และต้องไม่ลืมเรื่องพันธุกรรมด้วย ยิ่งถ้ามีคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งปอด รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่มากขึ้นก็เสี่ยงมากขึ้น 
สัญญาณเตือนของโรค คือ ไอติดต่อเป็นเวลานาน เช่น นานเกินสองถึงสามสัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจได้สั้น หรือหายใจมีเสียงหวีด เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือเจ็บขณะหายใจลึก อ่อนเพลีย เสียงแหบเรื้อรัง ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบบ่อยครั้ง หากมีอาการเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์ทันที
มะเร็งลำไส้ใหญ่ พบมากในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่ชอบรับประทานอาหารไขมันสูง เนื้อแดง อาหารแปรรูป แต่รับประทานอาหารส่วนที่เป็นกากใยผักผลไม้น้อย จะมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังพบในกลุ่มคนมีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือมีติ่งเนื้อที่ลำไส้ รวมถึงมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมีปัญหาโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เหล่านี้คือปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
 อาการที่สังเกตพบเบื้องต้นคือ การขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายไม่สุด ถ่ายบ่อย หรือถ่ายบ่อยผิดปกติ ลักษณะอุจจาระเปลี่ยนไปหรือผิดปกติ เช่น อุจจาระมีลักษณะเป็นลำเล็กลง มีเลือดปน อาจจะสีสดหรือสีคล้ำก็ได้ มีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดเกร็งในช่องท้องบ่อย มีภาวะโลหิตจาง เช่น ซีด อ่อนเพลียง่าย หน้ามืด
และยังมีสัญญาณเตือนที่ไม่จำเพาะเจาะจงกับโรค แต่จะรู้อีกทีเมื่อมะเร็งลุกลามแล้ว คือ น้ำหนักลดรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ หากน้ำหนักลดมากกว่า 10 % ในเวลา 6 เดือน โดยไม่ได้ควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกายหนัก มีอาการเหนื่อยอ่อนเพลียอย่างผิดปกติ แม้จะพักผ่อนเพียงพอก็ไม่ดีขึ้น มีไข้เรื้อรัง โดยเฉพาะไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุและเป็นยาวนาน มีการเจ็บปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองการรักษาทั่วไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น ไฝเปลี่ยนสี ขนาด รูปร่าง หรือแผลที่รักษาไม่หาย หากมีสิ่งเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว
ส่วนประเด็นเกี่ยวข้องกับยาที่พบบ่อย ๆ คือ ผู้ป่วยมักไปขอซื้อยาบรรเทาอาการไอเรื้อรัง ยารักษาอาการท้องผูกสลับกับท้องเสียที่เกิดกับตัวเองเป็นเวลานาน แล้วรักษาไม่หายขาด แล้วกินยาบรรเทาปวดเป็นประจำ อาการเหล่านี้ดูเหมือนอาการของโรคทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง ครั้นเมื่อใช้ยาบรรเทาแล้วอาการก็อาจดีขึ้น 
อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็ง รวมถึงมีอาการอื่นร่วมด้วย เภสัชกรแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ ขอย้ำว่า การรักษาโรคมะเร็งนั้น หากรู้เร็วก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การบินไทย เปิดเวที ‘THAI Talk’ ชวนกูรู – อินฟลูฯ เผยอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2568

การบินไทย เปิดเวที ‘THAI Talk’ ชวนกูรู - อินฟลูฯ เผยอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2568

การบินไทย เปิดเวที ‘THAI Talk’ ชวนกูรู – อินฟลูฯ เผยอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2568

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยสายการพาณิชย์ ร่วมกับ Mastercard จัดเวทีทอล์กครั้งใหญ่ “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” เปิดอินไซต์เทรนด์ท่องเที่ยวล่าสุดของคนไทยปี 2568 สู่ตลาดในเอเชีย เจาะลึกสถิติเส้นทางยอดนิยม หมุดหมายใหม่น่าจับตา และพฤติกรรมผู้โดยสารยุคใหม่ มุ่งต่อยอดผลตอบรับที่ดีในหลายเส้นทางด้วยบริการเหนือระดับที่รองรับดีมานด์ได้ตรงจุด  โดยมีผู้บริหารจากพันธมิตรทางธุรกิจระดับแนวหน้า อาทิ Mastercard, YouTrip, ดอยตุง และกานเวลา ช็อกโกแลต รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ได้แก่ เพจ “ไปไงมาไง” และช่อง “Loi Story” มาร่วมแชร์ประสบการณ์การเดินทางทั่วเอเชีย พร้อมปักหมุดหมายใหม่ที่น่าสนใจ และเผยเคล็ดลับการเตรียมความพร้อมก่อนเที่ยวที่จะทำให้คนไทยท่องเที่ยวได้อย่างสนุกและอุ่นใจยิ่งขึ้น

กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 

ในงานยังเปิดตัวแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” ภายใต้กลยุทธ์การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อสร้างคุณค่าและความยั่งยืนให้สังคม ทั้งยังผนึก Mastercard กระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงไตรมาสสุดท้ายกับโปรโมชันสุดพิเศษ บินคุ้มทั่วเอเชียกับการบินไทย รับส่วนลดทันที 2,000 บาทต่อที่นั่ง เมื่อจองบัตรโดยสารไป-กลับผ่าน thaiairways.com หรือแอปพลิเคชัน Thai Airways และชำระด้วยบัตร Mastercard พร้อมใส่โค้ด “MCTHASIA” โดยจองตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2568 เดินทางได้ถึงสิ้นปี 2568

โตเกียว-สิงคโปร์-เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตปี 2568

นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า “จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10

ส่วนเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรอบรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น”

“กวางโจว” เป็นอีกหนึ่งเมืองที่กำลังมาแรง ปี 2568

นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ เผยต่อว่า “ที่น่าจับตาคือ กวางโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน คนไทยไม่เพียงแต่ไปชอปปิ้ง แต่ยังสนใจพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ ชมเมือง และชิมสตรีตฟูดที่มีให้เลือกหลากหลาย ความนิยมนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นภายหลังมาตรการฟรีวีซ่าของประเทศจีน ที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

ประเทศจีนถือเป็น Hidden Gem ของนักเดินทางไทย ที่ครบเครื่องทั้งค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้และแหล่งท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ตั้งแต่ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ไปจนถึงสวนสนุกชื่อดังอย่าง Disneyland ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการประสบการณ์แปลกใหม่แตกต่างจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี อีกทั้ง การบินไทยยังให้บริการครอบคลุมเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีน เพื่อมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดแก่ผู้โดยสาร”

นักท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ หันมาเลือก “ฟูลเซอร์วิส”

นักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

YouTrip เผยนักเดินทางยุคใหม่ เน้น “หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป”

จุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย

นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เผยว่า “ในครึ่งปีแรกของปี 2568 คนไทยเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าการเที่ยวต่างประเทศกลายเป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์สำคัญ แต่จะเน้นการเที่ยวอย่างชาญฉลาดมากขึ้นตามแนวคิด ‘หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป’ คือเปลี่ยนจุดหมายให้อยู่ในเอเชียแปซิฟิก แต่ยังคุ้มค่าคุ้มประสบการณ์ นอกจากนี้ อีกเทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของ ‘นักเดินทางยุคดิจิทัล’ ที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยในการวางแผนทริป และใช้ดิจิทัลวอลเล็ตที่รองรับเงินหลายสกุล (Multi-Currency Wallet) อย่าง YouTrip เพื่อการจ่ายเงินที่คล่องตัวและคุ้มค่าที่สุด

ที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวไทยเริ่มเชี่ยวชาญเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนและวางแผนการใช้จ่ายก่อนเดินทางมากขึ้น โดย YouTrip พบว่าการแลกเปลี่ยนเงินล่วงหน้ามีอัตราเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ยังพบว่าคนยุคนี้ใช้สมาร์ตโฟนช่วยจัดการทุกเรื่องเกี่ยวกับทริป รวมถึงการใช้จ่ายและต้องการประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและการควบคุมที่ง่ายดาย ฟีเจอร์อย่างการแจ้งเตือนการใช้จ่ายทันที และการล็อก/ปลดล็อกบัตรผ่านแอปจึงไม่ใช่เพียงฟังก์ชันเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ทุกการเดินทางมั่นใจและสะดวกขึ้น เรียกได้ว่าสมาร์ตโฟนได้กลายเป็น ‘พาสปอร์ตใบใหม่’ ของนักเดินทางยุคดิจิทัล”

SACIT ปลุกกระแสความยั่งยืน รับรองมาตรฐานหัตถกรรมรักษ์โลก : Conscious Craft

SACIT ปลุกกระแสความยั่งยืน รับรองมาตรฐานหัตถกรรมรักษ์โลก : Conscious Craft

SACIT ปลุกกระแสความยั่งยืน รับรองมาตรฐานหัตถกรรมรักษ์โลก : Conscious Craft

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าภารกิจการเฟ้นหาดาวดวงใหม่ในวงการหัตถกรรมไทย เพื่อรับการรับรองมาตรฐานตราสัญลักษณ์ SACIT Collection ประเภท “หัตถกรรมรักษ์โลก” (Conscious Craft)  ในโครงการ  “SACIT Craft Collection 2025” เผยโฉมตัวอย่างแบรนด์หัตถกรรมรักษ์โลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้มาตรฐาน Conscious Craft  กระเป๋าเชือกถัก – ห่วงดึงกระป๋อง แบรนด์อาร์มาดา และกระเป๋าหนังวีแกนกาบกล้วย”จากแบรนด์ตานีสยาม ปลุกกระแสความยั่งยืน ควบคู่การออกแบบด้วยดีไซน์สร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่แบรนด์ผู้ประกอบการ ส่งต่อคุณค่างานหัตถศิลป์สร้างการยอมรับในเวทีสากล

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยบนพื้นฐานของความยั่งยืนที่กำลังเป็นกระแสของโลก โดยทิศทางของ SACIT ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 จะไม่ได้มุ่งเพียงการเชิดชูผลงานอันทรงคุณค่าและกลุ่มครู     ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยเท่านั้น แต่ยังมุ่งบทบาทของการเป็น “นักปั้น” ที่จะผลักดันช่างหัตถศิลป์ไทยรุ่นใหม่ในทุกแขนง ที่สามารถผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับมิติของความยั่งยืนที่มีการปรับประยุกต์ความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ซึ่งการรับรองมาตรฐาน SACIT Craft Collection ภายใต้มาตรฐานหัตถกรรมรักษ์โลก Conscious Craft จะเป็นอีกหนึ่งบทบาทของ SACIT ในการเป็น Trend Sector ที่สนับสนุนช่างหัตถกรรมไทยให้ปรับตัวเข้ากับเทรนด์ของโลกได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงผลิตชิ้นงาน prototype แต่ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่โดนใจกลุ่มลูกค้า เพื่อให้ชิ้นงานจำหน่ายได้ และช่างหัตถกรรมมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และนำมาสู่ความยั่งยืนในงานศิลปหัตถกรรม

กระเป๋าอัปไซคลิ่งเชือกถัก-กระเป๋าจากกาบกล้วย ผ่านการรับรองมาตรฐานรักษ์โลก 
ผลงานกระเป๋าจากวัสดุรีไซเคิลผสานเทคนิคงานหัตถกรรมของ นางสาววิภาดา โลเปซ จากแบรนด์อาร์มาดา(Armada) และผลิตภัณฑ์กระเป๋าจากกาบกล้วย แบรนด์ตานี สยาม (TANEE SIAM) โดย นายธนกร สดใส ผู้ก่อตั้งแบรนด์-ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี และสมาชิก SACIT ซึ่งล่าสุดได้รับตราสัญลักษณ์ SACIT Collection ประเภท ‘หัตถกรรมรักษ์โลก’ (Conscious Craft) อันเป็นเครื่องหมายการันตีผลงานที่โดดเด่นทั้งในด้านการเลือกใช้วัสดุ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแนวคิดการสร้างสรรค์คุณค่าแก่งานหัตถกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีศักยภาพ

นางสาววิภาดา โลเปซ เจ้าของแบรนด์อาร์มาดา สมาชิก SACIT

นางสาววิภาดา โลเปซ เจ้าของแบรนด์อาร์มาดา สมาชิก SACIT กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นร่วมส่วนหนึ่งของ “SACIT Craft Collection – Conscious Craft” ในการร่วมเป็นพลังเล็กๆ ที่จะสามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านกระบวนการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมรักษ์โลก โดยขานรับนโยบายของ SACIT ในการเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรม ซึ่งปัจจุบันแบรนด์อาร์มาดามีแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานโดยยึดหลักการสร้างคุณค่าแก่งานหัตถกรรมเป็นสำคัญ อีกทั้ง ยังมุ่งเน้นสานต่อประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม ผ่านการถ่ายทอดทักษะองค์ความรู้ด้านงานหัตถกรรมประเภทงานเชือก ‘มาคราเม่ต์’ (Macramé) โดยเปิดเวิร์คชอป “Craft  Mindfulness”  ซึ่งจัดขึ้นภายในพื้นที่บริเวณบ้านของตนเอง ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

“สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์รับรอง SACIT Conscious Craft คืองานสร้างสรรค์กระเป๋าอัปไซคลิ่งที่ผสมผสานกับหัตถกรรมงานเชือกถักโครเชต์ ซึ่งเป็นชิ้นงานที่มีน้ำหนักเบา ประณีต โดยมีวัสดุหลักเพียงเชือกที่ใช้ถัก และห่วงดึงเปิดกระป๋องอะลูมีเนียมรีไซเคิล ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานทำให้มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างยาวนาน ตอบโจทย์กระบวนการจัดการขยะอย่างถูกวิธีและสร้างสรรค์ โดยร่วมกับกลุ่ม ‘Art Crew’ ธนาคารขยะและเจ้าหน้าที่เทศบาลนครปากเกร็ดซึ่งเป็นพลังสำคัญ โดยไม่เพียงทำหน้าที่เก็บคัดแยกขยะอลูมีเนียมสำหรับนำมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการสร้างสรรค์ชิ้นงานของแบรนด์อาร์มาดาเท่านั้น แต่ยังอาศัยความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างสรรค์ผลงานฝีมือจากกลุ่มผู้สูงวัยที่ว่างงาน และผู้พิการจากบ้านเอื้ออาทรในการร่วมถักทอและสร้างสรรค์ผลงานของแบรนด์อาร์มาดา”

ธนกร สดใส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ TANEE SIAM ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี และ สมาชิก SACIT

ด้าน นายธนกร สดใส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ TANEE SIAM ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี และ สมาชิก SACIT กล่าวว่า แบรนด์ “ตานี สยาม” เติบโตขึ้นจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี ต.เจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ที่เชื่อมโยงเกษตรกรช่างฝีมือและผู้มีใจรักในงานหัตถกรรมมากกว่า 30 ครัวเรือนที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ เราให้ความสำคัญกับการปลูกต้นกล้วยตานี ซึ่งเป็นวัสดุพื้นบ้านที่มีคุณสมบัติแข็งแรงและทนทาน ทั้งยังมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับวิถีชีวิตของคนไทย โดยได้นำเอากาบกล้วยตานีมาผ่านนวัตกรรมการแปรรูปจนเป็น “หนังกาบกล้วย” ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ เป็นวัสดุหนังทางเลือกที่ไม่ผ่านกระบวนการฟอกย้อม รักษาความเป็นธรรมชาติ และใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการรังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่ผสมผสานดีไซน์การออกแบบร่วมสมัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน อาทิ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ หมวก ตลอดจนกระเป๋าเป้สะพายหลัง และกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ โดยปัจจุบันฐานลูกค้าของแบรนด์ตานี สยาม ส่วนใหญ่เป็นชาววีแกน (Vegan) ทั้งคนไทย-ชาวต่างชาติ ที่คำนึงถึงการละเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์และมองเห็นถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ 100%  

“รู้สึกภาคภุมิใจที่ได้รับโอกาสจาก SACIT ทั้งด้านการต่อยอดช่องทางการขายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการออกงานแฟร์ระดับประเทศอย่างงาน ‘Craft Bangkok 2025ง’ ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี และล่าสุดยังได้รับตราสัญลักษณ์ SACIT Conscious Craft ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายการันตีแบรนด์หัตถกรรมรักษ์โลก ทั้งนี้ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะสามารถเป็นสื่อกลางที่ช่วยสะท้อนตัวตนของผลิตภัณฑ์แบรนด์ตานี สยาม ซึ่งเป็นมากกว่าสินค้าแฟชั่นแต่คือตัวแทนของแนวคิด ‘Slow Fashion’ ที่ผสานทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ Eco-Design ซึ่งเน้นกระบวนการผลิตอย่างใส่ใจในทุกกระบวนขั้น ทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมากกว่าเพียงแค่กระเป๋าธรรมดา ตามแนวคิดของของแบรนด์ ‘ถือไว้…แล้วให้ตานีพูดแทนคุณ’ ครับ”

ติดตามการประกาศรายชื่อผลการคัดสรรผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่ผ่านการรับรอง SACIT Craft Collection และติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th  หรือเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมอัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่างๆ ที่น่าสนใจได้ทาง เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/sacitofficial  TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

เปิดม่าน ‘Bangkok Festivals’ ต้อนรับผู้ชมทุกวัยด้วยการแสดงสุดตื่นตาระดับโลก

เปิดม่าน ‘Bangkok Festivals’ ต้อนรับผู้ชมทุกวัยด้วยการแสดงสุดตื่นตาระดับโลก

เปิดม่าน ‘Bangkok Festivals’ ต้อนรับผู้ชมทุกวัยด้วยการแสดงสุดตื่นตาระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอาใจทุกเจนเนอเรชันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมสร้างเวลาคุณภาพร่วมกันในครอบครัวด้วยโชว์สุดพิเศษระดับโลกที่งาน Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ที่ปีนี้คัดสรรโชว์ระดับโลกมาแบบจัดเต็ม ให้ทุกคนในครอบครัวได้สัมผัสโมเมนต์แห่งความสุขและเข้าถึงศิลปะการแสดงที่หาชมได้ยากจากหลากหลายประเทศ พร้อมคัดสรรรวม 3 โชว์เด็ดห้ามพลาดสำหรับครอบครัวที่มองหากิจกรรมที่มีความหมายร่วมกันในงานนี้ที่เดียว ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สัมผัสเวทมนตร์คริสต์มาสในโลกของ The Nutcracker 

บัลเลต์อมตะที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกอย่าง The Nutcracker พร้อมกลับมาเสกคืนมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นอีกครั้งกลางกรุงเทพฯ กับเรื่องราวสุดแฟนตาซีของ “คลาร่า” เด็กหญิงผู้ได้รับของขวัญคริสต์มาสเป็นตุ๊กตานัทแครกเกอร์ ก่อนจะพาเธอผจญภัยสู่โลกแห่งเวทมนตร์ ป่าหิมะ และอาณาจักรขนมหวานสุดตระการตาที่จะทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องหลงรัก ผ่านฝีมือการแสดงชั้นยอดจากนักแสดงกว่า 100 ชีวิต จากคณะ Samara Opera & Ballet Theatre ประเทศรัสเซีย และออร์เคสตราสดเต็มวงจากคณะ Royal Bangkok Symphony Orchestra ที่จะบรรเลงบทเพลงอันเลื่องชื่อของ Tchaikovsky ให้มีชีวิตอีกครั้ง พร้อมเตรียมพบเซอร์ไพรส์เพลงสุดพิเศษที่เตรียมมาสำหรับผู้ชมชาวไทยโดยเฉพาะ และโปรดักชันสุดอลังการที่เหมือนยกโลกเวทมนตร์มาไว้บนเวที เพื่อเป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับทุกคนในครอบครัวรับเทศกาลปลายปี

กายกรรมผาดโผนจาก China National Acrobatic Troupe 

เปิดประสบการณ์ชวนลุ้นไปกับ China National Acrobatic Troupe หนึ่งในคณะกายกรรมระดับโลกจากประเทศจีน เจ้าของรางวัลระดับโลกกว่า 74 เหรียญทอง ที่จะมาสร้างความตื่นตะลึงให้ผู้ชมทุกวัยด้วยโชว์กายกรรมผาดโผนสุดตื่นตา พร้อมผสานเทคนิคการแสดงที่มีทั้งความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และความอ่อนช้อยของนักกายกรรมมากประสบการณ์กว่า 50 ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ประกอบเข้ากับการออกแบบฉาก แสง สี และเสียงสุดเร้าใจที่เข้าถึงง่ายทุกเพศทุกวัย ให้ทุกคนในครอบครัวได้สัมผัสวัฒนธรรมจีนผ่านการแสดงที่สนุกและทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นโชว์โยนลูกข่าง กระโดดลอดห่วง การซ้อนชาม และการทรงตัวบนจักรยานแบบกลุ่ม 

Prague Philharmonia  ซิมโฟนีจากรุงปราก

ปล่อยใจดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีสุดคลาสสิกจาก Prague Philharmonia วงออร์เคสตราชั้นนำจากสาธารณรัฐเช็ก ที่จะพาผู้ชมทุกวัยเดินทางทัวร์ยุโรปผ่านบทเพลงสุดยิ่งใหญ่ระดับโลก โดยวาทยกรมากฝีมืออย่าง Leoš Svárovský ร่วมด้วยนักเปียโนดาวรุ่งระดับโลก George Li เจ้าของรางวัลเหรียญเงินจาก Tchaikovsky Competition ที่ได้รับการยกย่องทั้งในด้านเทคนิคและอารมณ์สุดแพรวพราว โดยมีเพลงน่าสนใจมากมายจากคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งเช็ก อาทิ Vltava (The Moldau) จาก Má Vlast ของ Smetana และ Symphony No. 9 “From the New World” ของ Dvořák พร้อม Piano Concerto No. 2 ของ Rachmaninoff หนึ่งในบทเพลงคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่รักมากที่สุดในโลก ทำให้การแสดงนี้ทั้งโดดเด่น ทรงพลัง และฟังง่าย เหมาะกับผู้ชมที่อยากเริ่มต้นสัมผัสความงามของดนตรีคลาสสิกด้วยกันกับครอบครัว 

จองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา หรือผ่านทางช่องทางออนไลน์ ดังนี้ The Nutcracker โดย Samara Opera & Ballet Theatre (รัสเซีย) วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. และ วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 น. ได้ทาง https://www.thaiticketmajor.com/performance/the-nutcracker-by-samara-opera-and-ballet-theatre China National Acrobatic Troupe (จีน) วันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568 เวลา 19.00 น.วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 เวลา 14.30 น. จองบัตรได้ทาง https://www.thaiticketmajor.com/performance/china-national-acrobatic-troupe Prague Philharmonia วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. จองบัตรได้ทาง https://www.thaiticketmajor.com/performance/prague-philharmonia 

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงอีกกว่า 14 โชว์จากทั่วโลก ทั้งโอเปรา บัลเลต์ กายกรรมจีน ไปจนถึงโชว์ครั้งประวัติศาสตร์ของ Plácido Domingo พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่จอง “Platinum Package” รับส่วนลด ของที่ระลึก และที่นั่งพิเศษเฉพาะคุณ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bangkokfestivals.com

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.28 น.

ในช่วง 20 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2518 ถึง 2538 ประเทศไทยได้กลายเป็นที่พักพิงสำคัญของชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามกลางเมืองและความโหดร้ายจากระบอบเขมรแดง รวมถึงสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ศูนย์อพยพหลายแห่ง เช่น หนองจาน เขาอีด่าง หนองเสม็ด Site 2, และ Site 3 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

การหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย : จากสงครามสู่การพลัดถิ่น

ใน พ.ศ. 2518 สถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในหลายประเทศ ทั้งกัมพูชา (17 เมษายน 2518), เวียดนาม (30 เมษายน 2518) และลาว (4 ธันวาคม 2518) ที่กัมพูชา พล พต และเขียว สัมพัน ได้นำกองกำลังเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญ และเริ่มต้นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ผู้คนกว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตจากการใช้แรงงานหนัก การขาดแคลนอาหาร และการสังหารหมู่ ทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องหลบหนีข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย โดยระหว่าง พ.ศ. 2518-2522 มีผู้ลี้ภัยเข้ามาในไทยราว 200,000 คน

พ.ศ. 2522 เวียดนาม เฮงสัมริน ส่งทหารเข้ากวาดล้างกองกำลังเขมรแดงในกัมพูชา ทำให้มีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในไทยอีกกว่า 300,000 คน   เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 กองทัพเวียดนามบุกเข้าโจมตีเผาค่ายอพยพหนองจาน เพื่อไล่ล่ากองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ทำให้เกิดการปะทะกับทหารไทยเป็นเวลากว่า 3 วัน บริเวณบ้านโนนหมากมุ่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในนาม “ยุทธการโนนหมากมุ่น” การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้ลี้ภัยราว 400 คนเสียชีวิต ผู้ที่รอดชีวิตส่วนหนึ่งถูกย้ายไปยังค่ายอ่างศิลา และบางส่วนได้ย้ายไปสร้างที่พักพิงใหม่ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งต่อมาคือ ค่ายหนองเสม็ด    

ศูนย์อพยพสำคัญ: ที่พักพิงแห่งความหวัง

ในบรรดาค่ายอพยพมากมายตามแนวชายแดน มีสามแห่งที่โดดเด่นและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ได้แก่ 1.ศูนย์อพยพหนองจาน (Nong Chan Refugee Camp) หรือแคมป์ 511  ตั้งอยู่ที่ ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47  เป็นค่ายแรกๆที่เปิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2519 ตอนแรกเป็นพื้นที่ที่กองกำลังเขมรเสรีใช้ต่อต้านเจ้าสีหนุ ต่อมาเป็นที่ซึ่งเขมรแดงใช้สะสมกำลังต่อต้านเวียดนาม โดยมีผู้อพยพราว 30,000 คน ใน พ.ศ.2523 จึงเปิดเป็นศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ด้วยการสนับสนุนของสหประชาชาติ UNHCR , CARE , UNBRO โดยแจกจ่ายอาหารและเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่ผู้อพยพ กว่า 340,000 ราย

ค่ายหนองจานนี้ถูกโจมตีและเผาทำลายโดยกลุ่มโจรและกองทัพเวียดนามหลายครั้งเพื่อกำจัดกองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ในที่สุดค่ายนี้ต้องปิดตัวทิ้งร้างลงหลังจากการถูกโจมตีครั้งใหญ่ เมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ประชากรในค่าย 30,000 คนถูกอพยพไปยังพื้นที่อพยพที่ 3 (อ่างศิลา) ซึ่งเป็นเหมืองหินลูกรังที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่กิโลเมตรทางทิศตะวันตก ค่ายใหม่ถูกจัดตั้งขึ้นที่พื้นที่อพยพที่ 6 (เปรยจัน) ผู้ลี้ภัยจำนวนมากไปลงเอยที่ศูนย์ฯเขาอีด่าง และที่เหลือถูกย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในพื้นที่อพยพที่ 2 ในกลางปี พ.ศ. 2528

2.ศูนย์อพยพเขาอีด่าง (Khao-I-Dang) : ตั้งอยู่ที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2522 เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยจากสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ด้วยพื้นที่ 2.3 ตารางกิโลเมตร ทำให้เป็นหนึ่งในศูนย์อพยพที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่สุด โดยเคยมีประชากรสูงถึง 160,000 คนในเดือนมีนาคม พ.ศ.2523 ผู้ลี้ภัยได้รับที่พัก อาหาร การศึกษา และการรักษาพยาบาลจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNICEF, ICRC, และ UNBRO โรงพยาบาลของ ICRC ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง The Killing Fields ในปี พ.ศ.2526 เขาอีด่างปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2536 โดยเซอร์จิโอ วิเอรา เดอ เมลโล ผู้แทนพิเศษของ UNHCR ได้กล่าวถึงค่ายนี้ว่าเป็น สัญลักษณ์ที่ทรงพลังและน่าเศร้า ของการอพยพและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

3.ค่ายผู้อพยพ ที่ 2 (Site 2) ตั้งอยู่ที่พื้นที่ตำบลทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ห่างจากชายแดนไทย กัมพูชา ราว 4 กม. เป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยรัฐบาลไทยร่วมกับหน่วยบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ (UNBRO) และหน่วยงานสหประชาชาติอื่นๆขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ.2528 ประกอบด้วยประชากรของค่ายผู้อพยพหนองเสม็ด (ฤทธิเสน), ค่ายผู้อพยพบางปู, ค่ายผู้อพยพหนองจาน, ค่ายผู้อพยพน้ำยืน จ.อุบลราชธานี (ค่ายที่ตั้งอยู่บนชายแดนไทย-กัมพูชาทางตะวันออก ใกล้กับลาว[6]) ค่ายซานโร (ค่ายซานโรชางอัน), ค่ายผู้อพยพโอบก จังหวัดบุรีรัมย์, ค่ายบานซังแก (ค่ายอัมพิล) และค่ายผู้อพยพพนมดงรัก  ซึ่งทั้งหมดถูกขับไล่จากการสู้รบระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2527 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2528 ค่ายเหล่านี้สนับสนุนการต่อต้านที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLF) ของซอน ซาน  พื้นที่อพยพที่ 2 นั้นมีความตั้งใจที่จะให้เป็นค่ายผู้ลี้ภัยสำหรับพลเรือนและต้องการให้กองกำลังของแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLAF) ไปตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่สถานที่อื่น[9]

4.ศูนย์อพยพหนองเสม็ด (Site 3): ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยที่หนีจากการทำลายค่ายหนองจาน อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นที่ใกล้โบราณสถานทำให้เกิดความเสียหาย ชาวกัมพูชาบางส่วนได้ขุดหลุมเพื่อรองน้ำฝนและใช้ศิลาแลงจากปราสาทเป็นก้อนเส้าสำหรับก่อไฟ แม้จะเป็นศูนย์ชั่วคราวแต่ก็ให้บริการขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการศูนย์อพยพในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นโยบาย “เปิดประตู” และบทเรียนจากอดีต

ศูนย์อพยพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “เปิดประตู” ของรัฐบาลไทยในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย รัฐบาลไทยร่วมมือกับ UNHCR และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อจัดหาที่พัก อาหาร และการรักษาพยาบาล แม้ประเทศไทยจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในหลักมนุษยธรรม

ในวันนี้ ศูนย์อพยพเหล่านี้ได้ปิดตัวลงแล้ว ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เดินทางกลับกัมพูชา หรือไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่สาม แต่ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บ้านหนองจานจำนวนหนึ่ง  ซึ่งต่อมาได้สร้างปัญหาเรียกร้องว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนของไทย

โดย  สุริยพงศ์

ภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘คิม จู แอ’ ตัวเต็งผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก 'คิม จู แอ' ตัวเต็งผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘คิม จู แอ’ ตัวเต็งผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.14 น.

คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะของจีนที่กรุงปักกิ่งของจีนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพา คิม จู แอ บุตรสาวเดินทางไปด้วย นับเป็นครั้งแรกที่บุตรสาวสุดที่รักของผู้นำเกาหลีเหนือปรากฏตัวต่อสาธารณชนในการเดินทางไปต่างประเทศ โหมกระพือข่าวลือเรื่องเธอได้รับการวางตัวให้เป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะ คือ คิม จู แอ วัย 12-13 ปี เดินตามหลัง คิม จอง-อึน วัย 41-42 ปี ผู้เป็นบิดา ลงจากขบวนรถไฟกันกระสุนที่ใช้เดินทางข้ามคืนจากกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ ถึงกรุงปักกิ่งของจีนเมื่อวันอังคารที่๋่ผ่านมา (2 ก.ย.) โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนต้อนรับและนำเขาเดินไปบนพรมแดง ทางการเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยชื่อหรืออายุของเธอ ขณะที่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของเกาหลีใต้เชื่อว่า เธอคือบุตรสาวชื่อ จู แอ ตามที่ เดนนิส รอดแมน อดีตนักบาสเก็ตบอลชื่อดังชาวอเมริกัน เคยบอกกับหนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดียน ว่า เคยอุ้มเธอตอนเป็นทารกในช่วงที่เขาไปเป็นแขกของผู้นำเกาหลีเหนือในปี 2556

ทว่า ขณะที่ คิม จอง-อึน เดินบนพรมแดงปูลาด ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนพิธีสวนสนามจะเริ่มขึ้น ไม่มีใครเห็น คิม จู แอ แม้แต่เงา

ที่ผ่านมาสื่อ ทางการเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับทายาทของ คิม จอง-อึน จนกระทั่งมีการรายงานข่าว คิม จู แอ เป็นครั้งแรก เป็นภาพเธอจูงมือบิดาอย่างสนิทสนมขณะไปเปิดตัวขีปนาวุธทิ้งตัวข้ามทวีปในปี 2565 หลังจากนั้น เธอเริ่มออกงานใหญ่มากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวข้องกับกองทัพรวมถึง งานที่สถานทูตรัสเซียในกรุงเปียงยางเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ และงานเปิดตัวเมืองท่องเที่ยวริมชายทะเลเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ไมเคิล แมดเดน ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือของศูนย์สทิมสัน (Stimson Center) ในสหรัฐฯ มองว่า คิม จู แอ คือ ตัวเต็งผู้นำสูงสุดคนต่อไปของเกาหลีเหนือ จากการที่เธอได้ออกงานในต่างประเทศเคียงข้างบิดาที่เป็นผู้นำ ซึ่งเป็นโอกาสที่แม้แต่บิดาของเธอ หรืออาสาวอย่าง คิม โย-จอง ไม่เคยได้รับมาก่อน แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า คิม จอง-อิล นั้น ‘หวาดกลัวการนั่งเครื่องบิน’ อย่างไรก็ดี คิม จอง-อิล ซึ่งเป็นปู่ของ จู แอ เคยเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 พร้อมกับ คิม อิล-ซุง ปู่ทวดผู้ก่อตั้งประเทศ ซึ่งเมื่อเขาถึงแก่อสัญกรรม ก็ได้มอบอำนาจให้ คิม จอง-อิล ในปี 2537 กระทั่งมาถึง คิม จอง-อึน ซึ่งเป็นลูกของ คิม จอง-อิล แมดแดนยังจับสังเกตการนำเสนอข่าวของสื่อเกาหลีเหนือในช่วงที่ผ่านมา ที่เรียกขาน จู แอ อย่างเคารพยกย่องเป็นพิเศษ โดยใช้คำว่า “ลูกสาวที่ ‘น่าเคารพ’ ซึ่งคำคุณศัพท์นี้ สงวนไว้สำหรับบุคคลที่เป็นที่รักและเคารพที่สุดของเกาหลีเหนือเท่านั้น

หลังเปิดตัวลูกสาวได้ไม่นาน เรดิโอ ฟรี เอเชีย รายงานเมื่อ ก.พ. 2023 ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้สั่งให้ประชาชนทุกคนในเกาหลีเหนือที่มีชื่อว่า คิม จู แอ ให้เปลี่ยนชื่อของตน โดยรัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างว่านี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติพื้นฐานสำหรับตระกูลของผู้นำสูงสุด

แต่ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนยังมีความเห็นแตกต่างออกไปในประเด็นนี้

เจนนี ทาวน์ ผู้อำนวยการโครงการเกาหลีของศูนย์สติมสัน ให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อปี 2567 ว่า การปรากฏตัวของลูกสาวเคียงข้าง คิม จอง-อึน อาจเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำคิมในฐานะ ‘พ่อผู้รักครอบครัว’ (Family Man) ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่อย่างฝังลึก และลูกสาวคนนี้น่าจะทำได้ดีกว่าลูกชาย ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากเท่ากับเธอ รายงานของหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ในปี 2017 ระบุว่า คิมและรี ซอล-จู ภรรยาของเขา มีลูกด้วยกัน 3 คน ได้แก่ ลูกชายที่เกิดในปี 2010 ลูกสาวที่เกิดในปี 2013 ซึ่งคาดว่าเป็น จู แอ และในปี 2017 ลูกที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเพศ

ราเชล มินยอง อี นักวิจัยอีกคนของศูนย์สทิมสันตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงหลายปีมานี้ จู แอ ได้ขยายขอบเขตการปรากฏตัวต่อสาธารณะ จากที่ตั้งทางทหารไปยังงานทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า การที่เธอไปเปิดตัวบนเวทีสากลที่จีนจะหมายความว่าเธอคือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป วิธีการที่สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานข่าวของเธอในจีนอาจช่วยให้เห็นภาพได้ดีขึ้น

ขณะที่ ฮง มิน นักวิจัยอาวุโส สถาบันเกาหลีเพื่อการรวมชาติในเกาหลีใต้ มองต่างออกไปว่า หาก คิม จู แอ ได้รับการวางตัวให้เป็นผู้นำคนต่อไปจริง เกาหลีเหนือคงจะทำให้เป็นทางการผ่านกระบวนการอนุมัติภายในของพรรคแรงงานที่เป็นพรรครัฐบาล

ในปี 2024 หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้รายงานว่า จู แอ กำลังเตรียมพร้อมที่จะขึ้นเป็นผู้นำ แม้ว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและเมื่อใด เนื่องจากผู้นำในอนาคต รวมถึง คิม จอง-อึน มักจะทำงานอย่างหนักเพื่อก้าวผ่านโครงสร้างอำนาจของระบอบการปกครอง โดยจะดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นผู้นำสูงสุดของรัฐ นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าชนชั้นนำในพรรครัฐบาลและกองทัพจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการแต่งตั้ง ‘ผู้หญิง’ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด เพราะต้องไม่ลืมว่า เกาหลีเหนือยึดถือวัฒนธรรมที่ผู้ชายและกองทัพเป็นใหญ่

ด้าน ฟีโอดอร์ เทอร์ทิตสกีย์ เชื่อว่า คิม จอง-อึน กำลัง “โยนหินถามทางกับสังคม รวมถึงความเห็นของชนชั้นนำ ว่าจะยอมรับว่าที่ผู้สืบทอดอำนาจคนนี้ได้หรือไม่” ด้วยการพา คิม จู-แอ ออกงานสาธารณะ เนื่องจากการพาตัวลูกสาวมาปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อย ๆ เช่นนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภาวะที่ยังเคาะตัวว่าที่ผู้นำคนใหม่ไม่แล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นด้วยว่า ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะพูดถึงเรื่องผู้สืบทอดต่อจาก คิม จอง-อึน เพราะหากเขาถึงแก่อสัญกรรมตอนอายุเดียวกับบิดา คือ 70 ปี นั่นก็คือปี 2054 และหากเรามองว่า รัฐเกาหลีเหนือจะอยู่รอดจนถึงวันนั้นในสภาวะแบบปัจจุบัน สังคมก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ดาโน โทนาลี

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จีนขนยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ อวดชาวโลกในพิธีสวนสนามทางทหาร

ประมวลภาพกองทัพจีนขนอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ข้ามประเทศ ระบบนิวเคลียร์ไตรภาค ยุทโธปกรณ์ทางทะเลไร้คนขับ และอากาศยานไร้คนขับทันสมัย อวดสายตาชาวโลกในระหว่างพิธีสวนสนามทางทหารครั้งยิ่งใหญ่ บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (3 ก.ย.) ที่ผ่านมา

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขประจำรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ แถลงว่า รัฐฟลอริดาเตรียมที่จะยกเลิกกฎหมายที่บังคับให้ประชาชนต้องฉีดวัคซีน รวมถึงวัคซีนทั้งหมดสำหรับเด็กนักเรียน เนื่องจากการฉีดวัคซีนควรเป็นทางเลือก ไม่ใช่การบังคับเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกคนควรมีสิทธิ์พิจารณาด้วยตนเอง ว่าต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่ และพ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรเป็นผู้ตัดสินใจ ว่าจะให้ลูกหลานของตนเองฉีดวัคซีนหรือไม่

ความเคลื่อนไหวนี้ จะทำให้ฟลอริดาเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ถอนตัวจากนโยบายที่เคยช่วยเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการกำหนดช่วงเวลาชัดเจนถึงการยกเลิกการบังคับฉีดวัคซีนดังกล่าว แต่โดยทั่วไป การยกเลิกกฎหมายสามารถทำได้จากการลงมติในรัฐสภาท้องถิ่นของรัฐฟลอริดา หรือจากคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข

คำประกาศดังกล่าวของสำนักงานสาธารณสุขรัฐฟลอริดา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ที่เตือนว่าการยกเลิกข้อบังคับฉีดวัคซีนเป็นเรื่องที่ประมาทและอันตราย เป็นหายนะทางสาธารณสุขที่กำลังจะเกิดขึ้นในรัฐแห่งนี้ พร้อมเตือนว่าอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคที่ป้องกันได้ อย่างเช่นโรคหัด และทำให้เด็กๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ โรงเรียนของรัฐในแต่ละรัฐมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันในการให้เด็กๆ ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ก่อนจะสามารถเข้าเรียนได้ โดยในรัฐฟลอริดา โรงเรียนของรัฐบาลจะบังคับให้เด็กๆ ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ รวมถึงอีสุกอีใส โปลิโอ หัด ไวรัสตับอักเสบชนิด บี และคางทูม

กาแฟพันธุ์ไทย ผนึกกำลัง ม.นเรศวร หนุนเยาวชนไทย สร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น

กาแฟพันธุ์ไทย ผนึกกำลัง ม.นเรศวร หนุนเยาวชนไทย สร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น

กาแฟพันธุ์ไทย ผนึกกำลัง ม.นเรศวร หนุนเยาวชนไทย สร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ร่วมสนับสนุนการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อคนรุ่นใหม่ใน “การประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น” ภายใต้งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ และคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มจากวัตถุดิบในถิ่นฐานบ้านเกิด ตอบโจทย์ Creative Thai Taste ที่พันธุ์ไทยมุ่งมั่นสร้างสรรค์รสชาติเครื่องดื่มจากวัตถุดิบไทย พร้อมยกระดับชีวิตเกษตรกร และสังคมไทยให้ “อยู่ดี มีสุข” อย่างยั่งยืน

อนันต์ รัตนมั่นคง Vice President Food & Beverage Services Group บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “กาแฟพันธุ์ไทย มุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนการพัฒนาโครงการต่างๆ มาโดยตลอด ทั้งการเปิดโอกาสให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการประกอบอาชีพบาริสต้า ผ่านการปฏิบัติงานจริงภายในร้านกาแฟพันธุ์ไทย การมอบพื้นที่ให้แก่นิสิตระดับอุดมศึกษาได้ทดลองปฏิบัติงานจริงและเตรียมความพร้อมสู่การบริหารธุรกิจในอนาคต และล่าสุดกับการประกวดนวัตกรรมเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถช่วยเผยแพร่ของดีในชุมชนที่หาทานได้ยากให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร สร้างรายได้ให้กับชุมชนพร้อมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับประเทศ ซึ่งทางพันธุ์ไทยจะคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอด และสนับสนุนช่องทางในการจัดจำหน่ายต่อไป”

อนันต์ รัตนมั่นคง Vice President Food & Beverage Services Group บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด 

ผศ.ดร.ศรารัตน์ มหาศรานนท์ รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของเราคือการเป็น ‘มหาวิทยาลัยของสังคมผู้ประกอบการ’ จึงมุ่งมั่นกระจายโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับประชากรในภูมิภาค จัดการเรียนการสอน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ความร่วมมือกับทางพันธุ์ไทยในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรม ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต นักศึกษาและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอด ผ่านการลงมือทำจริง เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ได้สัมผัสประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง”

ผศ.ดร.ศรารัตน์ มหาศรานนท์ รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ปีนี้มีนักเรียนและนักศึกษาสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ทีม ส่งผลงานประกอบด้วยรูปถ่ายผลิตภัณฑ์และคลิปวิดีโอนำเสนอผลงาน ก่อนที่จะถูกคัดเลือกเหลือ 20 ทีมสำหรับรอบไฟนอล ซึ่งแบ่งเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 13 ทีม และนิสิตระดับอุดมศึกษา 7 ทีม ในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยทุกทีมจะต้องนำเสนอแนวคิดและผลิตภัณฑ์ต้นแบบ พร้อมตอบคำถามจากคณะกรรมการ ก่อนผ่านการประเมินตามเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่ ความเป็นนวัตกรรม ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ความสอดคล้องกับแนวทางการจัดงาน ความสามารถในการต่อยอดเชิงธุรกิจ และทักษะการนำเสนอและตอบคำถาม

ผลการประกวดในระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีมโรงเรียนอุทัยวิทยาคม จ.อุทัยธานี โดยสร้างสรรค์เมนู “น้ำส้มซ่าโพรไบโอติกมิกซ์โซดา” เป็นเมนูที่พัฒนา ส้มซ่า ผลไม้ท้องถิ่นของอุทัยธานี ใช้เทคโนโลยีการหมักหัวเชื้อโพรไบโอติกจากข่าเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นสารที่มีประโยชน์ ช่วยลดน้ำตาลและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ จุดเด่นคือรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของส้มซ่า พร้อมคุณสมบัติสมุนไพรช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและภูมิคุ้มกัน สำหรับระดับอุดมศึกษา รางวัลชนะเลิศได้แก่ เมนูเครื่องดื่ม “ซ่า ซ่อน กลิ่น” จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก เป็นเครื่องดื่ม Mocktail ที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ ใช้ส้มซ่า ผลไม้ท้องถิ่นจังหวัดพิษณุโลก เป็นวัตถุดิบหลัก มีรสเปรี้ยวอมขมและกลิ่นสมุนไพรไทยที่ซับซ้อนแต่กลมกล่อม เช่น พริกไทยอ่อน โป๊ยกั๊ก และกานพลู เมนูนี้ใช้เทคนิคพิเศษ Milk-Washing และเติมกะทิ เพื่อปรับรสชาติและเนื้อสัมผัส ทำให้เครื่องดื่มใสสะอาด หอมกลิ่นสมุนไพรธรรมชาติ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตอบโจทย์ผู้บริโภครักสุขภาพ และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์

จากจุดร่วมเดียวกันของกาแฟพันธุ์ไทยและมหาวิทยาลัยนเรศวรในการมุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา ผ่านการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย จึงเกิดเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสนับสนุนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบท้องถิ่น สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มีเป้าหมายให้คนไทย “อยู่ดี มีสุข” ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัต กรรมเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวร้อยละร้อยห้าสิบที่มาเยือนกรีซก็เพราะต้องการมาเยือนสถานที่แห่งหนึ่งที่สวยงามจนได้ชื่อว่า สวรรค์บนดิน นั่นคือ Santorini  ดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งที่มีภูเขาไฟระเบิดอยู่บ่อย ๆ เมื่อ 3-4 ล้านปีก่อน อีกทั้งยังเคยเป็นตำแหน่งที่มีภูเขาไฟระเบิดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Minoan Eruption หรือ Thera Eruption ตั้งแต่ 3600 ปีก่อนอันเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรม Minoan ภูเขาไฟระเบิดที่คาดว่าเกิดนับสัปดาห์ก่อให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่จนได้ทำลายอารยธรรม Atlantis ไปจนหมดสิ้น

เกาะที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดย Al Idrissi นักภูมิศาสตร์ภายใต้ชื่อ Santa Irini ที่ต่อมาเกาะนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม Thera ตามชื่อของผู้นำชาวสปาตาร์ที่ครอบครองเกาะอยู่ช่วงหนึ่งนี้ ดั้งเดิมนั้น เชื่อว่า เป็นเกาะที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุค Late Neolithic หรือราว 400 ปีก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ดี การขุดค้นทางโบราณคดีที่ทำในปี 1967 กลับแสดงให้เห็นว่าที่นี่มีประวัติย้อนไปถึงยุคทองแดงหรือระหว่าง 3000-2000 ปีก่อนคริสตกาล บ้านเรือนที่ขุดค้นพบจากในสมัยนั้นรุ่งเรืองถึงขนาดมี 3 ชั้น ของใช้ในบ้าน อาทิ หม้อ ไห ก็ทำจากเซรามิค ส่วนกำแพงหรือหลังคายังมีภาพเขียนปูนเปียกสีสันสดใสแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า

Thera ก็เหมือนที่อื่นของกรีกที่ถูกครอบครองโดยโรมันและไบเซนไทน์ ก่อนที่จะถูกเรียกว่า Santorini ในปี 1153 ในงานเขียนของ Al Idrisi นักภูมิศาสตร์ชาวมุสลิม หลังจากนั้นเกาะนี้ก็ถูกครอบครองโดยครอบครัว Barozzi ชาวเวเนเซียน ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐานะของเกาะตกต่ำลงอันเป็นผลมาจากการที่ประชากรชายลดลงจากสงครามและโรงงานได้ย้ายไปยังเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซแทน รัฐบาลท้องถิ่นจึงหันมาส่งเสริมการเกษตรและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะไวน์อันเป็นผลมาจากการที่เกาะไม่ค่อยมีผลิตภัณฑ์อื่นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดี เมื่อเกาะมีภูมิทัศน์ที่งดงาม ชาวเมืองจึงหันมาให้ความสนใจกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแทน

นับจากต้นทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา Fira เริ่มมีชื่อเสียงเพราะเด็ก ๆ ชาวเมืองได้พยายามสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวโดยจัดการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่งด้วยดอกไม้และยังเปิดไฟโคมเล็ก ๆ ตลอดทางเดินกลับไปยังท่าเรือ โชคร้ายมาเยือนเกาะอีกครั้งในวันที่ 9 กรกฎาคม 1956 เมื่อเกิดแผ่นดินไหว Amorgos ขนาด 7.8 ริกเตอร์และสึนามิถาโถมเข้าหาเกาะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนมากถึง 35% ของเกาะรวมทั้งที่ทำการทุกอย่างของรัฐบาลท้องถิ่นถูกทำลายจนรัฐบาลกรีซต้องรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Santorini ควรเผื่อเวลาไว้สัก 3-5 วันแล้วแต่กิจกรรมที่ต้องการทำ ทั้งนี้เพราะเกาะแห่งนี้มีกิจกรรมที่หลากหลาย รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่สวยงามถ่ายรูปไม่รู้เบื่อให้เยือน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกกิจกรรม อาทิ 1. การเดินชมรอบเกาะทั้งที่ Fira และ Oia ซึ่งเป็นไฮไลท์ที่คนส่วนใหญ่ต้องเข้าคิวถ่ายรูปและต้องใช้แรงและเวลาในการเดินให้รอบครั้งละหลายชั่วโมง ทั้งนี้เพราะการถ่ายรูปทั้งสองเมืองต้องเดินขึ้น ๆ ลง  ๆ เขา ตั้งแต่ทิศตะวันตกไปจนสุดตะวันออก แต่เป็น the must ที่ต้องทำ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึง 2. การล่องเรือ Caldera Cruise ซึ่งแล้วแต่จริตและเวลาที่นักท่องเที่ยวชอบ 3. การถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ตกดินอาจเลือกบนเกาะหรือในเรือก็แล้วแต่จริตและกำลังทรัพย์

หากนักท่องเที่ยวมีเวลามากกว่า 2 วัน การไปหาดที่หลากหลาย อาทิ Black Sand Beach หาดที่มีทรายสีดำ, Red Beach หาดที่มีทรายสีแดงก็จะได้รับประสบการณ์ที่แปลก ส่วนการไปยังที่จอดเรือเพื่อไปตามหาดอาจเลือกเดิน นั่งอูฐ หรือ Cable car แล้วแต่กำลังขา จริต และกำลังทรัพย์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีขาแข็งแรง มีเวลาค่อนข้างมาก และอยากผจญภัยนิด ๆ อาจเลือกไปเที่ยวภูเขาไฟเพื่อให้ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ด้วยก็ยังได้