Health News : ผลกระทบต่อสมองเมื่อชมคลิปความเร็วสูงกว่าปกติ

Health News : ผลกระทบต่อสมองเมื่อชมคลิปความเร็วสูงกว่าปกติ

Health News : ผลกระทบต่อสมองเมื่อชมคลิปความเร็วสูงกว่าปกติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่ากันว่าในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะวัยรุ่น เปลี่ยนความเร็วในการเล่นเมื่อฟังเสียงหรือรับชมวิดีโอ เพื่อที่จะได้ดูสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น เสพเนื้อหาได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง หรือทบทวนเนื้อหาเดิมหลาย ๆ ครั้งเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด อีกทั้งหลายฝ่ายมองว่า เป็นวิธีที่ดีในการดึงดูดความสนใจของเราตลอดระยะเวลาของวิดีโอ และช่วยป้องกันไม่ให้จิตใจวอกแวก

อย่างไรก็ดี เนื่องจากหน่วยความจำในการทำงานของคนเรามีความจุจำกัด หากข้อมูลเข้ามามากเกินไปและเร็วเกินไป ข้อมูลเหล่านั้นอาจล้นทะลักออกมาได้ ส่งผลให้เกิดภาระทางปัญญาและสูญเสียข้อมูล ยิ่งเพิ่มความเร็วของข้อมูลในการรับชมมากเท่าใด ความสามารถในการเรียกคืนข้อมูลของสมองก็จะยิ่งลดน้อยลง นอกจากนี้ ผลการศึกษาการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ยังพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 61-94 ปี) ได้รับผลกระทบจากการรับชมเนื้อหาด้วยความเร็วที่ไวขึ้นมากกว่ากลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า (อายุ 18-36 ปี) สะท้อนถึงการลดลงของความจุความจำในบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรง ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุควรดูเนื้อหาด้วยความเร็วปกติ หรือแม้กระทั่งลดความเร็วในการเล่นวิดีโอให้ช้าลง

ข้อสังเกตสุดท้ายคือ ถึงแม้การเล่นเนื้อหาด้วยความเร็ว 1.5 เท่าของปกติจะไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของหน่วยความจำ แต่มีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ความสนุกลดน้อยลง จนอาจส่งผลต่อแรงจูงใจและประสบการณ์ของผู้คนในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ ส่งพลังใจถึงทหาร

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ 'WE LOVE THAILAND'  ส่งพลังใจถึงทหาร

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ ส่งพลังใจถึงทหาร

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.53 น.

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญพิเศษ WE LOVE THAILAND รวมน้ำใจเคียงข้างคนไทย ส่งพลังใจถึงทหารหาญผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ พี่น้องไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยงานนี้มีการร่วมไว้อาลัยแด่วีรชนทหาร ผู้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของคนไทยทุกคน

โดยการเปิดแคมเปญนี้ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเดอะมอลล์ เป็นผู้นำผู้บริหารระดับสูง พนักงาน ยืนไว้อาลัยแด่ทหารหาญ พลเรือน และร่วมร้องเพลงชาติไทย บริเวณควอเทียร์พาร์ค เอ็มควอเทียร์ 
ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจ 

-(016)

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แสดงความห่วงใยต่อประชาชนในจังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ส่งมอบ “ถุงกำลังใจ” ชุดอุปโภคบริโภค จำนวน 1,000 ชุด พร้อมผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยมี นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ นางสาวณปภัช จันทรแสง ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม ธุรกิจข้าว ธุรกิจพืชครบวงจร และธุรกิจขนส่งและบริการ เป็นตัวแทน ส่งมอบให้แก่ นางวิไลวรรณ บุดาสา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ณ สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

ตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เครือซีพีได้จัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอุทกภัย จังหวัดน่าน” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการให้ความช่วยเหลือ โดยมี “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่งมอบของจำเป็นถึงชุมชนและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และองค์กรภาคีในพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากจังหวัดน่าน, เทศบาลเมืองน่าน, โรงครัวพระราชทาน, มูลนิธิเพชรเกษม, มูลนิธิฮักเมืองน่าน, โรงพยาบาลน่าน, ฝูงบิน 466 กองทัพอากาศน่าน และเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงจุด และครอบคลุมที่สุด

การสนับสนุนในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มบริษัทในเครือฯ ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพีแรม จำกัด และบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ที่ได้ร่วมกันส่งมอบวัตถุดิบสด อาหารแห้ง น้ำดื่มสะอาด พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสาร สัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และการติดต่อสื่อสารของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่หลายชุมชนยังคงต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เครือซีพีจึงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรม Big Cleaning Day จ.น่าน โดยระดมทีม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ร่วมกับเยาวชนจิตอาสาจากโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา เข้าช่วยเก็บขยะ ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ พร้อมจัดรถน้ำสะอาด รถขนขยะ และแจกไม้กวาดทางมะพร้าวจำนวน 1,000 ด้าม ให้ครัวเรือนที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อช่วยให้ชุมชนกลับมาสะอาดและน่าอยู่อีกครั้ง

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ได้บูรณาการการช่วยเหลือในทุกมิติ ทั้งด้านการจัดส่งถุงกำลังใจ การส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม ระบบสื่อสาร การสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตลอดจนกิจกรรมฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรจิตอาสาอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ชาวน่านสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568  มีรายงานข่าวและคลิปวิดีโอเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวกัมพูชาบางกลุ่ม  บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังมีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การร้องเพลงชาติกัมพูชา การชี้หน้า ตะโกนด่า  ขับไล่  แสดงความไม่เป็นมิตรต่อเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนไทยถึงสาเหตุและแนวทางการรับมือที่เหมาะสม

สาเหตุของการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชา ณ บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายมีรากฐานมาจากหลายปัจจัย ดังนี้:

1. ปัญหาเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน: พื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ไทยและกัมพูชายังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน เนื่องจากยึดถือแผนที่คนละฉบับ 

2.ความรู้สึกชาตินิยม: ชาวกัมพูชาจำนวนมากมีความรู้สึกชาตินิยมอย่างเข้มข้น และมองว่าปราสาทเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จึงเป็นการยืนยันสิทธิและอธิปไตยในมุมมองของพวกเขา  

3.การปลุกระดมทางการเมือง: บางครั้งการแสดงออกเหล่านี้อาจถูกปลุกระดมโดยกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในกัมพูชา  เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมและใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือสร้างแรงกดดัน

แนวทางการรับมือของไทย

การรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความรอบคอบและยึดหลักสันติวิธีเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ       หากการห้ามปรามด้วยวาจาหรือการตักเตือนไม่เป็นผล ทหารไทยควรดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้:

1.ยึดมั่นในกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ  : ทหารไทยชายแดนทุกคนควรเรียนรู้เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 จนเข้าใจดี  เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่พิพาท”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ ในพื้นที่พิพาท เช่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

2.บันทึกหลักฐานอย่างละเอียด: ควรมีการบันทึกภาพและเสียงของเหตุการณ์  เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการตามกฎหมายหรือการเจรจาระดับสูงต่อไป

3.หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงและใช้ความรุนแรง: สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือการตอบโต้ด้วยอาวุธ  ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์บานปลายเลวร้ายลงและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่กว่า

4.ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผู้บังคับบัญชา: รีบรายงานสถานการณ์ผิดปกติให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยทันที  เพื่อจะได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หาแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายและการทูต

5.เสริมการเฝ้าระวังและลาดตระเวน: เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน เพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการกระทำใดๆ ที่อาจละเมิดอธิปไตย   โดยใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ช่วยเช่นกล้องวงจรปิด โซล่ารเซลล์

6.ส่งเสริมการสื่อสารและความเข้าใจ: แม้จะเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ที่ตึงเครียด แต่การเปิดช่องทางการสื่อสารและการส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างประชาชนและทหารทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นสิ่งจำเป็น  

แนวปฏิบัติที่ทหารไทยควรทำ

1. รักษาวินัยและความสงบ:

2. ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐาน:

2.1 เตือนด้วยวาจา  ผ่านลำโพงหรือล่าม ให้ยุติการกระทำ

2.2 บันทึกภาพ/เสียง  เพื่อเป็นหลักฐาน

2.3 รายงานผู้บังคับบัญชา

3. หากผู้กระทำไม่เชื่อฟัง:

3.1 ตั้งแนวป้องกันเพิ่มระยะ ไม่ให้เกิดการปะทะทางกาย

3.2 ประสานฝ่ายทหารของกัมพูชา    ให้เข้ามาควบคุมประชาชนของตน

4. สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง:

4.1 ห้ามตอบโต้ด้วยความรุนแรงหรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกลับ

4.2 ห้ามด่าทอหรือตอบโต้ทางอารมณ์  เพราะจะทำให้สถานการณ์บานปลาย

4.3 ห้ามล้ำเส้นแดนเพื่อตามจับกุมเพราะอาจถูกตีความว่า “ล่วงล้ำอธิปไตย”

4.4 ห้ามใช้ปืน ยิงเตือนหรือใช้กำลังโดยไม่มีภัยคุกคามต่อชีวิตชัดเจน

โดย สุริยพงศ์

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA นำโดย เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมส่งมอบเครื่องอุปโภค และบริโภค รวมมูลค่าทั้งสิ้น 500,000 บาท แก่มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยกระจายความช่วยเหลือไปยัง 4 พื้นที่หลัก ได้แก่ 1. สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ราชการจังหวัดบุรีรัมย์ 2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ 3. โรงเรียนบ้านจานทองกวาววิทยา จังหวัดศรีสะเกษ 4. สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

นอกจากนี้ TTA ยังได้ร่วมกับสภากาชาดไทย จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต โดยนำพนักงานจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนโลหิตสำรอง พร้อมทั้งร่วมมอบอาหารจากบริษัทในเครือ ได้แก่ พิซซ่า ฮัท และ ทาโก้ เบลล์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่มาร่วมบริจาคโลหิตในวันดังกล่าวด้วย

คุณแหน : 2 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 2 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 2 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • กองทัพภาคที่ 2 ส่งข่าวขอบคุณ ตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) และทหารพราน นักรบชุดดำ ผู้ปิดทองหลังพระ ที่ร่วมสู้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ตั้งแต่เริ่มปะทะ ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่ออธิปไตยของชาติ วีรกรรม และความดีของท่าน จะถูกยกย่องเชิดชูและกล่าวถึงไปชั่วลูกสืบหลาน จะเป็นตำนานเล่าขานตลอดกาล และที่สำคัญ บุคคลากรทางการแพทย์ หมอ พยาบาล อสม. และจิตอาสาทุกท่าน ที่ร่วมกันทำงานทั้งวันทั้งคืน เพื่อดูแลรักษาประชาชนและกองทัพ ความดี ความเสียสละของท่าน จะอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป…
  • เห็นข่าวแล้ว ชื่นชมมาก…นับถือหัวใจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ที่ประกาศสละเงินเดือนของท่าน เป็นค่าใช้จ่ายให้ญาติพี่น้องของทหารที่บาดเจ็บจากแนวชายแดนมาพักรักษาตัวที่ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งหากมีญาติมาเฝ้าไข้ ท่านผู้ว่าฯชัยวัฒน์ ได้จัดโรงแรม ที่พัก-อาหารทุกมื้อไว้ให้ จะพักกี่คืน จะมากี่คนก็ได้ ท่านจะดูแลจนกว่าการักษาจนหายดีเลยทีเดียว…ทั้งนี้ ท่านผู้ว่าฯชัยวัฒน์ มีข้อความถึงทหารที่บาดเจ็บว่า”ท่านดูแลชาติบ้านเมืองมามากแล้ว ขอให้เราได้ดูแลท่านบ้าง”…ซาบซึ้งใจจริงๆ…
  • กลับมารายงานข่าวสังคมตามหน้าที่ …ขอเชิญร่วมกิจกรรมเสวนา“พิพิธพญาไท” และนำชมพระราชวัง ในโอกาส 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังพญาไท ในวันนี้ (2 ส.ค.)13.30 – 16.00 น…
  • สมใจนึก เองตระกูล จัดคอนเสิร์ตนักร้องกลุ่ม ยุค 60s-70s “The Platters” มาเล่นที่ ESC Hall โรงแรมเอสปาร์ค รังสิต วันที่ 13 ก.ย.เวลา 17.00 น…สนใจจองบัตรได้ที่Thai Ticket Major ทุกสาขา…
  • ขอแสดงความยินดีกับ ชลวิทย์ สุขอุดม นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มช. ที่เรียนจบ ปริญญาเอก โดยสมบูรณ์จาก มหาวิทยาลัยหอการค้า โดยได้ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “ทักษะผู้ประกอบการเพื่อความยั่งยืน: แนวทางการพัฒนาความยั่งยืนในธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมของไทย” ตีพิมพ์บทความวิชาการที่ดูไบ…
  • หลังจากเดือนก่อนลูกชาย น้องแวม พาไปท่องเที่ยวอิตาลี เมื่อกลับถึงเมืองไทย ไฉไล โกมารกุล ณ นคร ก็รีบไปดูแล ไฉไลเกรซ ที่เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ทันที เพราะต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้เริ่มบานสะพรั่ง รับฤดูการท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง โดยแขกทั้งเก่าและใหม่ได้เข้าคิวรอเข้าพักในปีนี้…
  • เพราะหมดวาระจากตำแหน่งผู้บริหารเรียบร้อยแล้ว แต่ยังทำการสอนอยู่ และสอนออนไลน์ได้ ดังนั้นเมื่อเป็นวันหยุดยาว รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ จะบินกลับลำปางทันที เพื่อดูแล เจ้าป้ากาญจนา ประชาพิพัฒน์ มารดาวัย 90 ปี ที่ตอนนี้ต้องนั่งวิลแชร์ไปไหนมาไหนแล้ว …
  • กิดเหตุแข้ง-ขาไม่สามัคคี จู่ๆ ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล ก็ก้าวขาไม่ออกซะเฉยๆ ขณะไปเที่ยวสิงคโปร์กับครอบครัว เมื่อวีคเอนด์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องรีบกลับมาพบแพทย์ที่กรุงเทพฯ หลังเยียวยาเป็นที่เรียบร้อย แพทย์แนะให้ขยันเดินออกกำลังกายทุกวันๆละครึ่งชั่วโมง…ขยันเดินเข้าไว้ สุขภาพดีอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมถึง…
  • สุขุมวิทโมเดล ของ กระทรวงมหาดไทย จะได้เรื่องได้ราวแค่ไหน หลัง รมช.มท. ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ไปเดินตรวจงานกับ ผู้ว่ากทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้คนก็รอเฝ้ามองอยู่ด้วยความหวัง แต่เร็วๆนี้ ขอนำร่องง่ายๆ กับ ผอ.เกศจริน สามิภักดิ์ แห่งเขตคลองเตยเดินไปแก้โจทย์ สุขุมวิท 38-36 พื้นที่เว้าริมฟุตบาทข้างคอนโดสโคปทองหล่อ หน้าห้าง 7-11 ที่มั่วซั่วมากว่าจะเป็นพื้นที่อะไร จะเป็นที่จอดรถ รับ- ส่งผู้โดยสาร เพื่อขึ้นบันไดเลื่อนรถไฟฟ้าสถานีทองหล่อ หรือที่จอดรถมอเตอร์ไซต์ริมถนน หรือที่วางขายของหาบเร่ ถ้ายังตัดสินใจอะไรไม่ได้ แฮปปี้ฟองดูร์ก็ยังไม่รับทราบปัญหา ขอแนะนำทำฟุตบาทให้เต็มพร้อมสัญญลักษณ์ทางเดินผู้พิการ จะได้ไม่ดูขัดหูขัดตาผู้ใช้ทาง !!…
  • สวด จีระพงษ์ สิวายะวิโรจน์ ศาลา 9 วัดมกุฎฯ 1-5 ส.ค.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 6 ส.ค.17.00 น..

บารอนเนส

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’ เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’ เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’ เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นประธานเปิดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสืบสานงานหัตถศิลป์และ ผ้าไทย เชิดชูมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน

ในการนี้ นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ นางอัจฉรา อัมพุช รองประธานกรรมการบริหารอาวุโสเดอะมอลล์ กรุ๊ป เฝ้าฯ รับเสด็จและทูลเกล้าฯ ถวายมาลัย ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โอกาสนี้ ทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์และงานหัตถกรรมชุมชนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ อาทิ ผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายทันสมัย เช่น ลายดาว ลายคลื่นทะเล และลายยามเย็น ซึ่งมีความเป็นสากล ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน สีสันเรียบง่าย รวมทั้งผ้าไหมพิมพ์ลายพระราชทาน ปี 2568 “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ซึ่งผลิตมาจำนวนจำกัด โดยนำมาจำหน่ายเป็นที่แรก, ผ้าขนแกะ ผลงานสมาชิกศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ดอกไม้ประดิษฐ์ ซึ่งมีรับสั่งเมื่อครั้งเสด็จไปทรงงาน ณ จังหวัดเชียงใหม่ ให้นำดอกวิสทีเรีย ดอกลาเวนเดอร์ เอื้องผึ้ง เอื้องม่อนไข่ และเอื้องช้างน้าว มาทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องเคลือบดินเผา ชุดรับประทานอาหารสำรับไทย และสำรับข้าวแช่, ไอศกรีมสามมิติ จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ลายประตูพระบรมมหาราชวัง รสมะพร้าวอ่อนและรสนมอัดเม็ดจิตรลดาเคลือบชิ้นช็อกโกแลต, ลายกระเบื้องวัดพระแก้ว รสมังคุด และรสกะทิมะม่วง, ลายช้าง รสทุเรียนและชาไทย รวมทั้งของเบ็ดเตล็ด และของที่ระลึกจากร้านพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เช่น พวงกุญแจรูปสัตว์จากเศษผ้าไหมและผ้าฝ้าย, กระเป๋าจากผ้าไหมและเชือกลีซู, หมวก, เครื่องประดับ และของที่ระลึกแบบต่าง ๆ

จากนั้น เสด็จไปยังเอ็มทาวเวอร์ ชั้น 14 พระราชทานประกาศเชิดชูพระเกียรติ และเหรียญสดุดีพระกรณียกิจ “ด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย” ซึ่งทรงได้รับการถวายฯ จากนางโอเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 แก่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สำหรับเก็บรักษาไว้ เพื่อจัดแสดงในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

ต่อมา ทอดพระเนตรการแสดงแฟชั่นโชว์ “THE SYMPHONY OF THAI TEXTILES” นำเสนอผลงานการออกแบบจาก 14 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำของไทย ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือพระนิพนธ์ Thai Textiles Trend Book โดยนำผ้าไหมลายพระราชทาน ปี 2568 “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์”, ผ้าไทยจากชุมชนต่าง ๆ และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาสร้างสรรค์ชุดแฟชั่นโชว์ เพื่อสะท้อนคุณค่าของผ้าไทยที่ทันสมัย ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และพระปณิธานที่ทรงพัฒนา ต่อยอด และสืบสานอนุรักษ์ผ้าไทย และงานศิลปหัตถกรรม ทรงมีส่วนในการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายและผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถชมนิทรรศการ THAI TEXTILES EXHIBITION จาก 14 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำ ภายใต้แนวคิด “THE SYMPHONY OF THAI TEXTILES” ณ เอ็ม สเตชั่น ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และงานหัตถกรรมชุมชนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รายได้จากการจำหน่ายจะสมทบทุนสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 รวมทั้งการแสดงโขนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่จัดแสดงในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันละ 2 รอบ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ จนถึงวันที่ 13 สิงหาคม นี้

ป.ป.ส. จัดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2568’ ชูแนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานขจัดภัยยาเสพติด

ป.ป.ส. จัดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2568’  ชูแนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานขจัดภัยยาเสพติด

ป.ป.ส. จัดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2568’ ชูแนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานขจัดภัยยาเสพติด

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.33 น.

เพื่อสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นปกป้องคุ้มครองลูกหลานไทยให้พ้นจากภัยยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมจัด “งานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568” ซึ่งในปีนี้นับเป็นวาระพิเศษแห่งการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของการดำเนินงาน กองทุนแม่ของแผ่นดิน ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” โดยกำหนดจัดขึ้น ในวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “นับเป็นวาระสำคัญยิ่งที่การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 แห่งการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กองทุนแม่ของแผ่นดินได้เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางสันติวิธี มีการส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งมีการดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ

“โดยงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดินในปี 2568 นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีพระราชทานเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดินให้แก่หมู่บ้านชุมชนต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จำนวน 1,528 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน พร้อมผู้แทนภาคประชาชนกองทุนแม่ของแผ่นดินจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน ปัจจุบันมีหมู่บ้านชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมทั้งสิ้น 28,646 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 30,174 แห่ง   ซึ่งนับเป็นการดำเนินงานเชิงคุณภาพ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดย สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งหวังให้การจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ เป็นเวทีสำหรับการเสริมสร้างพลังใจ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคีเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อการขจัดปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, นิทรรศการผลการดำเนินงานของหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินและนิทรรศการรูปแบบการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดต้นแบบ  12 จังหวัด เพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณตลอดจนการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและสร้างพลังความร่วมมือจากคนในชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด  

ทั้งนี้ ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ด้วยการแจ้งเบาะแสยาเสพติด ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ในหัวข้อ ‘มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ’

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ในหัวข้อ ‘มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ’

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ในหัวข้อ ‘มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ในหัวข้อ “มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ: เพื่ออนาคตที่สดใสของประเทศไทย” (Frontiers in Biologics Development: Towards a Brighter Future for Thailand) ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร

1 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปยังศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงเป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ภายใต้หัวข้อ “มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ: เพื่ออนาคตที่สดใสของประเทศไทย” (Frontiers in Biologics Development: Towards a Brighter Future for Thailand) ซึ่งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงประสบความสำเร็จในการวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน “HERDARA” ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างศักยภาพของประเทศไทย ในการพัฒนายา ที่ไม่ต้องพึ่งพาการซื้อ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

โอกาสนี้ ทรงมีพระดำรัสเปิดการประชุมฯ ความตอนหนึ่งว่า “…ยาชีววัตถุได้ชื่อว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง เป็นความหวังของการรักษาโรคหลายอย่าง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต …พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงได้ทรงฝากฝังกับข้าพเจ้าซึ่งได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ให้หาทางที่จะสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางยา พึ่งพาตนเองได้ โดยทำการวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนายา…” และทรงรับฟังปาฐกถาเฉลิมพระเกียรติฯ โดยศาสตราจารย์ ราม ซาซิเซคาราน (Professor Ram Sasisekharan) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (Massachusetts Institute of Technology -MIT), USA ในหัวข้อเรื่อง “สดุดีพระเกียรติคุณ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ: บทบาทของประเทศไทยในยุคที่ยาชีววัตถุมีความสำคัญระดับโลก” (A Tribute to Her Royal Highness Princess Chulabhorn Mahidol: Thailand’s Role in the Global Biologics Era) ต่อจากนั้น ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “จากการเรียนการสอนสู่ห้องปฏิบัติการ: จุดเริ่มต้นของยาชีววัตถุในประเทศไทย” (From Blackboard to Benchside: The Origin of Biologics in Thailand) โดยศาสตราจารย์ จอห์น เอ็ม เอสซิกแมน (Professor John M. Essigmann) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (Massachusetts Institute of Technology -MIT), USA  ซึ่งสดุดีพระปรีชาสามารถในการวางรากฐานการพัฒนายาควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้ประเทศ

สำหรับการประชุมวิชาการในครั้งนี้ เป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลกร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านวิทยาศาสตร์และระบบกำกับดูแลยากว่า 400 คน อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญในระบบสาธารณสุขและการกำกับดูแลยา อาทิ Dr. Janet Woodcock อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “Harmonizing for Health: Regulatory Innovation Across Border”  โดยเน้นแนวโน้มการพัฒนาระบบกำกับดูแลยาชีววัตถุบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แทนข้อกำหนดแบบเดิม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเร่งการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง และ Professor Helen Boucher (M.D.) คณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tufts, สหรัฐอเมริกา กล่าวบรรยายในหัวข้อ“From Resistant to Resilience: AMR as a Case Study for Clinical Innovation” นำเสนอแนวทางใหม่ในการรับมือกับปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาระบบวิจัยทางคลินิกอย่างยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัย Tufts, มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (SingHealth-Duke NUS), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ บทบาทของชีววัตถุในการรักษามะเร็งแห่งอนาคต แนวทางการเข้าถึงการรักษาโรคหายาก การปฏิรูปการผลิตชีววัตถุในยุคใหม่

นับเป็นเวทีทางวิชาการครั้งสำคัญที่ได้เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำด้านยาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็น และวิสัยทัศน์ในการพัฒนายาชีววัตถุ และการกำกับดูแลที่ทันสมัย เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทยและของโลก

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘สานต่องานแม่’ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน 'สานต่องานแม่' เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘สานต่องานแม่’ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนเที่ยวงาน “สานต่องานแม่” เทิดพระเกียรติพระพันปีหลวง พร้อมเปิดพื้นที่เรียนรู้ศิลปหัตถกรรมไทย และภูมิปัญญาเกษตรอย่างยั่งยืน

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี เชิญชวนทุกท่านร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “สานต่อ งานแม่”
ระหว่างวันที่ 2 – 3 สิงหาคม 2568 ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดแสดงผ้าไหม 21 ลายทรงเลือก พร้อมอบรมวิชาของแผ่นดินจากวิทยากรผู้ปฏิบัติจริง
8 หลักสูตร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และร่วมสนับสนุนผลผลิตเกษตรปลอดภัยและผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.  ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิม
พระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า “การจัดงาน ‘สานต่อ งานแม่’ ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ
ผู้ได้รับการยกย่องเป็นดั่ง “พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย” ซึ่งพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่ออนุรักษ์และ
สืบสานมรดกภูมิปัญญาไทย ทั้งในด้านศิลปะ หัตถกรรม และวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้าน อีกทั้งทรงสนับสนุนให้เกษตรกรได้ฝึกฝนทักษะด้านหัตถศิลป์ไทยจนชำนาญ เพื่อนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้ครอบครัวหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยประชาชนที่มาร่วมงานในครั้งนี้จะได้ชมความสวยงามของผ้าไหมลวดลายทรงเลือก พร้อมเรียนรู้การสร้างอาชีพด้วยหัตถกรรมจากหญ้าแฝก แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกษตร
เพื่อการพึ่งตนเองจากการอบรมและ Workshop วิชาของแผ่นดิน และขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่ง
ที่ช่วยส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกรไทยผ่านการอุดหนุนสินค้าเกษตรจากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งได้นำผลผลิตคุณภาพมาจำหน่ายให้ผู้ที่มาร่วมงานได้เลือกซื้อกันในราคาย่อมเยา”

นิทรรศการ “พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย” เทิดไท้พระบรมราชชนนี เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จ
พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านงานศิลปาชีพไทย ผู้ทรงส่งเสริมและผลักดันงานศิลปะที่เกิดจากภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นสินค้าทรงคุณค่าในระดับโลก โดยนำผ้าไหมจากเกษตรกรผู้เลี้ยงหม่อนไหมที่ได้บรรจงถักทอเส้นไหมให้ได้ตามลวดลายทรงเลือก 21 ลาย จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจัดแสดงให้ประชาชนที่มาร่วมงานได้ชม
เช่น ผ้าไหมทอลาย “ร้อยรัก”  ผ้าไหมทอลาย “คู่ฟ้า” และ ผ้าไหมทอลาย “ลายดุจดารา” เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าชมความงดงามของผ้าทอโบราณผืนอื่นๆ ได้เพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์เกษตรคือชีวิต อาคารเฉลิม
พระเกียรติฯ 9 เช้าชมฟรี

อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือ นิทรรศการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “หยั่งรากสร้างดิน เส้นศิลป์หัตถกรรม” โดยความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดนครราชสีมา “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลโนนไทย” และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอโนนไทย ซึ่งได้นำเรื่องราวการน้อมนำแนวพระราชดำริในการปลูก “หญ้าแฝก” เพื่อใช้ในด้าน
การอนุรักษ์ดิน และน้ำ มาถ่ายทอดพร้อมจัดแสดงผลงานสาธิตการประดิษฐ์ดอกมะลิจากเส้นใยหญ้าแฝก
และกิจกรรม DIY Workshop พวงกุญแจจากหญ้าแฝก นอกจากนี้ยังสามารถลงทะเบียนรับพันธุ์หญ้าแฝกกลับไปปลูกต่อที่บ้านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพบกับกิจกรรมหลากหลายที่ถ่ายทอดเรื่องของ “แม่”
ผ่านมุมมองทางวัฒนธรรมในวิถีเกษตรไทยจากนิทรรศการ “เทิดแม่ แทนคุณ” ซึ่งนำเสนอความสำคัญของ
3 แม่ผู้เกื้อหนุนการเกษตร ได้แก่ แม่ธรณี แม่คงคา และแม่โพสพ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการดูแลดิน น้ำ และข้าวปลาอาหารในสังคมไทย พร้อมองค์ความรู้การทำนา การปรับปรุงดิน และการจัดการน้ำ และที่พลาดไม่ได้ กิจกรรม “แม่ลูกคู่เหมือน” เพียงคุณแม่จูงมือคุณลูกแต่งกายมาเที่ยวชมงานในธีมเดียวกัน รับไปเลยหนังสือองค์ความรู้ “เมนูสร้างและเสริมภูมิคุ้มกัน” และน้ำสมุนไพร พร้อมคูปองเกมงานวัด จำนวนจำกัด !!   

เปิดอบรมฟรี 8 หลักสูตรสร้างอาชีพ อบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงที่มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเสริมพลังความรู้เพื่อการพึ่งตนเอง เช่น หลักสูตร “หน่อไม้ฝรั่งสร้างชีวิต” หลักสูตร “ทฤษฎีระบบออฟกริด พอเพียง” หลักสูตร “การเพาะเห็ดโคนน้อยในครัวเรือน” หลักสูตร “ดินพร้อม ปลูกเป็น ขายได้” เป็นต้น สามารถเรียนรู้ได้ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ผ่านทาง Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ และกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ คือ การอุดหนุนสินค้าเกษตรปลอดภัย พันธุ์ไม้ ผักผลไม้ อาหารไทย 4 ภาค งานหัตถกรรมจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ ทั่วประเทศ กว่า 120 ร้านค้า เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้และสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ในโซนตลาดเศรษฐกิจพอเพียง

มาเที่ยวงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “สานต่อ งานแม่” 2 – 3 สิงหาคม นี้ ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ไม่เพียงแต่มาร่วมเทิดพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ให้ประชาชนได้มาเรียนรู้คุณค่าของศิลปหัตถกรรม วิถีเกษตร และภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงในระดับครอบครัวและประเทศชาติ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

-(016)