หมอวรงค์ แฉน้ำมันลม มีแต่ตัวเลข-เคลมเบิกกองทุน ขู่ รมต.ไม่สอบเอาถึงคุก

หมอวรงค์ แฉน้ำมันลม มีแต่ตัวเลข-เคลมเบิกกองทุน ขู่ รมต.ไม่สอบเอาถึงคุก

หมอวรงค์ แฉน้ำมันลม มีแต่ตัวเลข-เคลมเบิกกองทุน ขู่ รมต.ไม่สอบเอาถึงคุก

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

“หมอวรงค์”จี้”อนุทิน-พิพัฒน์”แจงให้ชัด น้ำมันกว่า 700 ล้านลิตรหายจากระบบ หรือแค่ตัวลมเบิกชดเชยกองทุนน้ำมัน สร้างความเสียหายกว่าหมื่นล้านบาท หากยังเฉย รอตั้ง กมธ.สอบ ลั่นได้เห็นรัฐมนตรีติดคุกแน่

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงข่าวถึงกรณีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันดีเซลในประเทศ ว่า ตนพบความผิดปกติอย่างร้ายแรงที่เข้าข่ายเป็นขบวนการทุจริตปล้นชาติ ในรูปแบบของน้ำมันที่หายไปจากระบบในช่วงวิกฤต โดยจากการตรวจสอบข้อมูลทางการจากกรมธุรกิจพลังงาน พบความผิดปกติในช่วงกลางเดือนถึงสิ้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ได้ว่ามีน้ำมันดีเซลหายไปจากระบบประมาณ 600 – 700 ล้านลิตร โดยมีหลักฐานเชิงสถิติระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการรายงานยอดการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศสูงถึง 70 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่าภาวะปกติในเดือนม.ค.ที่มียอดจ่ายเพียง 51 ล้านลิตรต่อวันอย่างมาก ที่น่าสังเกตคือ ในช่วงที่ตัวเลขรายงานว่ามีการจ่ายน้ำมันสูงถึง 70 ล้านลิตร ประชาชนกลับหาเติมน้ำมันไม่ได้ ถูกจำกัดปริมาณการเติมเพียง 500 – 1,000 บาทต่อคัน แต่ในปัจจุบันที่ยอดจ่ายน้ำมันลดลงเหลือเพียง 37 – 46 ล้านลิตรต่อวัน แต่ประชาชนกลับเติมน้ำมันได้ตามปกติและไม่มีการขาดแคลน

“น้ำมันส่วนเกินปริมาณมหาศาลนี้อาจเป็นน้ำมันลม น้ำมันเก๊ หรือน้ำมันที่มีแต่ตัวเลขในบัญชีแต่ไม่มีตัวน้ำมันจริง เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเบิกเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีการชดเชยสูงถึงลิตรละ 15 – 20 กว่าบาท หากคำนวณจากปริมาณ 600 ล้านลิตร จะคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการปล้นภาษีประชาชนสูงถึงกว่าหมื่นล้านบาท” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ทรายว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเรื่องนี้ป็นคดีพิเศษ ซึ่งตนอยากแนะนำว่าไม่ใช่เพียงแค่การลงตรวจเส้นทางรถขนส่งน้ำมัน ตรวจจีพีเอส เหมือนที่คณะทำงานของกระทรวงพลังงานทำ ซึ่งตนมองว่าเหมือนเล่นปาหี่ ลแไม่เกิดประโยชน์ เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว สิ่งที่ควรทำคือการตรวจสอบทางบัญชี ระหว่างโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นน้ำ กลางน้ำหรือ คลังน้ำมัน และปลายน้ำคือสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งจะทำให้เห็นความจริงได้ทันทีว่าใครเป็นคนโกง อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ไปยื่นหลักฐานต่อดีเอสไอ ทำได้เพียงให้คำแนะนำเท่านั้น และขอให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สุ้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ให้มาชี้แจงในเรื่องนี้ เร็วที่สุดคือภายในวันนี้ เพราะหลังจากนี้ก็จะเป็นช่วงหยุดสงกรานต์แล้ว ต้องมาตอบตรงนี้ให้ชัดเจน ก็จะได้เคลียร์ไป หากไม่มา แล้วพอพวกตนเข้าสู่การตั้งกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นหลักฐานจะรัดแน่นจนดิ้นไม่หลุดและเห็นรัฐมนตรีติดคุกแน่นอน

เมื่อถามว่า รัฐมนตรีที่จะติดคุกนั้นเป็นเพราะบริหารจัดการเรื่องพลังงานผิดพลาด หรือเป็นเพราะการเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตน้ำมัน นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนดูกระบวนการนี้แล้ว ตนไม่เชื่อว่าฝ่ายการเมืองจะไม่รู้เรื่อง แต่ต้องยอมรับว่าข้อมูลที่ตนได้รับมายังไม่พอที่จะไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่สามารถสามารถคาดการณ์ได้ว่ามีขบวนการปล้นน้ำมันชาติ สังเกตว่าข้อมูลส่วนหนึ่งมาที่กรมธุกิจน้ำมันซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แสดงว่าหน่วยงานว่าหน่วยงานรัฐก็เล่นกับเขาด้วย และตนเชื่อว่าเชื่อมโยงกับผู้จ่ายน้ำมันรายใหญ่ แน่นอนว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ทราบจริงๆ หรือที่ปล่อยให้ประชาชนขาดแคลนน้ำมันแล้วมาบอกว่าเป็นเพราะประชาชนกักตุนน้ำมัน เป็นไปไม่ได้ แต่ข้อมูลยังไม่แน่น เลยยังไม่ฟ้อง แต่เรียกร้องให้มาชี้แจง ตนแฟร์กับเขาอยู่แล้ว ถ้าเคลียร์ได้ก็โอเค ถ้าเคลียร์ไม่ได้ตนกจะทำหน้าที่ต่อ

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับมาตรการเปิด – ปิดสถานีบริการน้ำมันเป็นเวลาหลังวันที่ 20 เม.ย.เพื่อยืดอายุการใช้น้ำมันสำรอง นพ.วรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันการเติมน้ำมันเริ่มคล่องตัวแล้ว และปริมาณการจ่ายน้ำมันในตอนนี้ก็ต่ำกว่าช่วงเดือน ม.ค.แต่ประชาชนยังมีน้ำมันใช้เพียงพอ จึงเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าวในขณะนี้ เว้นแต่จะเกิดการขาดแคลนจริงในอนาคต พร้อมย้ำว่าการขาดแคลนในเดือน มี.ค.นั้นเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง

“ขบวนการนี้เปรียบเสมือนสมการการโกง ที่ประกอบด้วย นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ หากรัฐบาลไม่สามารถเคลียร์ความโปร่งใสเรื่องน้ำมันหายนี้ได้ ก็อาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการใช้อำนาจคณะกรรมาธิการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต” นพ.วรงค์ กล่าว

ภัทรพงษ์ อัดรัฐบาล หนีปัญหาทำงานไม่เป็น ถามแรงแก้ฝุ่น PM 2.5 ชาตินี้หรือชาติหน้า

ภัทรพงษ์ อัดรัฐบาล หนีปัญหาทำงานไม่เป็น ถามแรงแก้ฝุ่น PM 2.5 ชาตินี้หรือชาติหน้า

ภัทรพงษ์ อัดรัฐบาล หนีปัญหาทำงานไม่เป็น ถามแรงแก้ฝุ่น PM 2.5 ชาตินี้หรือชาติหน้า

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

วันนี้ 10 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 12.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ขาดไปจากภัย4ด้านที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงเป็นนโยบายฯไป คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น โดยเฉพาะเรื่องฝุ่นPM2.5 ตนพูดไปหมดแล้วตั้งแต่การแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ช่วงปลายปี 2568 จนถึงวันนี้นายอนุทิน และรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ละเลยกับปัญหา จนทำให้รัฐบาลนายอนุทินชุดนั้นเป็นมลพิษไปเสียเอง ในคำแถลงนโยบายก็ไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ แล้ววันนี้นายอนุทินยังหยิบเอามลพิษก้อนนั้นมาควบคุมมลพิษดูแลปัญสิ่งแวดล้อมต่อ คนคนนั้นคือนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้คนเหนือกำลังเจอกับฝุ่นพิษอย่างหนักจากไฟป่า แต่งบประมาณปี 69 เพื่อนำไปแก้ปัญหาดังกล่าวที่ถูกจัดสรรไปโดยรัฐบาลชุดก่อน มีไม่เพียงพอ ตนเคยเสนอให้นำงบกลางมาช่วย และปลดล็อคท้องถิ่นให้สามารถใช้งบฯมาแก้ปัญหา แต่นายสุชาติไม่ทำ ล่าสุดยังมีหน้ามาอ้างว่า ไฟป่าปีนี้ไม่ไหว เพราะไม่มีงบฯกลางแม้แต่บาทเดียว นายสุชาติลืมไปหรือไม่ว่าคือรัฐมนตรี ตนเคยบอกไปแล้ว ที่ไม่มีเงินในวันนี้ เพราะนายสุชาติไม่ทำงาน ผลสุดท้าย9จังหวัดภาคเหนือค่าฝุ่นพิษรุนแรงที่สุดของประเทศ เข้าเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว เราต้องเจอกับปัญหานี้แบบไม่มีมาตรการรองรับ ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่ พอประกาศเขตควบคุมมลพิษ ก็ทำตามแผน จัดประชุมท้องถิ่นทั่วจังหวัดแล้วตั้งคำของบกลางไปตั้งแต่เดือนพ.ย.68ก่อนยุบสภา สุดท้ายไม่มีเงินมาสักบาท การประกาศควบคุมมลพิษไม่ต่างกับกระดาษเอ4แผ่นเดียว แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะนายสุชาติทำงานไม่เป็น ประชาชนต้องสูดฝุ่นพิษหนัก ไม่มีเงินมาช่วย กระเป๋าเงินเดียวที่เหลืออยู่คือเงินจากการประกาศเขตภัยพิบัติ ตนแนะนำให้ประกาศฯทั้ง9จังหวัด แต่นายสุชาติ ยังมาอ้างว่าทำไม่ได้ เพราะจะกระทบการท่องเที่ยว 

ภัทรพงษ์

“นายสุชาติรู้หรือไม่ กระทรวงทรัพยากรฯเป็นผู้ออกหลักเกณฑ์ แล้วจะออกมาทำไมถ้ามันเข้าเกณฑ์แล้วไม่ยอมประกาศ ผมอยากถามรมว.การท่องเที่ยวฯด้วยว่า หากค่าฝุ่นมันทะลุ 700 มันกระทบการท่องเที่ยวด้วยหรือไม่ ตอบมาสิว่าไม่กระทบ นายสุชาติยังอ้างต่ออีกว่าไฟป่าไม่ได้ลามทุกพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ประกาศเขตอัคคีภัยเฉพาะพื้นที่พอ วันนี้อากาศที่เราหายใจมันเป็นพิษ คนออกหลักเกณฑ์คือกระทรวงทรัยพากรฯ มาอ้างแบบนี้ได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นโรคประจำตัวของนายสุชาติ คือโรคไม่ยอมรับความจริง” นายภัทรพงษ์ กล่าว 

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า ฝุ่นพิษกระทบคนเหนือที่อาศัยอยู่ที่นั่น พวกเราไม่ได้มีเงินรวยเหมือนพวกท่าน ที่จะย้ายครอบครัวหนีฝุ่นได้ ที่แย่กว่านั้นคือการปรับค่าตอบแทนคนดับไฟป่าที่ต้องเฝ้าระวัง ลาดตระเวน ดับไฟป่า ที่ตั้งเกณฑ์แค่240บาทต่อคนต่อวัน ไม่มีปรับขึ้นเลย เอาสมองส่วนไหนคิด เวลาซื้อเสียง ยังต้องจ่ายกัน500-2,000บาทต่อคน จ้างคนไปกากบาทให้ได้อำนาจ เรื่องต่ำๆแบบนี้ยังทำกันได้ แล้วทำไมจ้างคนเสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่าที่ได้แค่240บาทเพิ่มไม่ได้ แค่นั้นไม่พอยังต้องเห็นนายอนุทิน แต่งตั้งนายสุชาติ คนที่ล้มเหลวในการจัดการปัญหานี้ มาดูแลเรื่องนี้ต่อ ตนถามนายอนุทินตรงๆ คิดว่าจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไหร่ ปีนี้หรือปีหน้า เพราะถ้าตั้งนายสุชาติมาแบบนี้ ชาติหน้าแน่นอน ส่วนร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกหลบตอบคำถามนี้ และออกมายืนยันต่อประชาชนให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร จะหยิบมาพิจารณาภายในกรอบ 60 วัน หรือจะปล่อยให้ตกไป ขอให้เกิดความชัดเจนในวันนี้ มั่นใจว่าร่างกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นกลไกที่เติมเต็มในการแก้ไขปัญหานี้ 

ภัทรพงษ์

“นายอนุทิน ไม่กล้าที่จะนั่งบัญชาการแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ ทั้งวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ วิกฤตฝนพิษในภาคเหนือ น้ำท่วมภาคใต้ไม่กล้าไปลงบัญชาการ เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่ฝุ่นพิษท่วมภาคเหนือ แต่ตัวเองไม่กล้าขึ้นมาจัดการด้วยตัวเอง เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่แต่งตั้งคนที่ทำงานไม่เป็นมาเป็นรัฐมนตรี จากคำแถลงนโยบายทั้งหมด และสิ่งที่นายกฯทำมาตลอด ที่เห็นชัดเจนคือวันนี้คุณไม่ได้ขาดอำนาจ แต่กลัวที่ต้องตัดสินใจอะไรสำคัญ และส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน คุณหนีปัญหา ผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นทุกครั้ง ทุกภัยพิบัติ มีใครเคยเห็นคนที่ชื่อนายอนุทิน มานั่งโต๊ะบัญชาการ เป็นผู้นำอย่างเด็ดขาด และพาประเทศพ้นวิกฤตบ้างหรือไม่ นี่คือต้นเหตุที่ว่าประเทศนี้เจอกับภัย รัฐบาลอนุทินที่ทำงานไม่เป็น” นายภัทรพงษ์ กล่าว

ภัทรพงษ์
ภัทรพงษ์
ภัทรพงษ์

เลขาฯ ป.ป.ช. แจงปม 44 สส. ก้าวไกลล่าช้า เหตุคำร้องขอความเป็นธรรมทำไทม์ไลน์เลื่อน

เลขาฯ ป.ป.ช. แจงปม 44 สส. ก้าวไกลล่าช้า เหตุคำร้องขอความเป็นธรรมทำไทม์ไลน์เลื่อน

เลขาฯ ป.ป.ช. แจงปม 44 สส. ก้าวไกลล่าช้า เหตุคำร้องขอความเป็นธรรมทำไทม์ไลน์เลื่อน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

วันนี้ 10 เมษายน 2569 ที่สำนักงานป.ป.ช. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวถึงมติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด และส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา  กรณี 44 สส.พรรคก้าวไกล เข้าข่ายผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.ชี้มูลไม่ได้ดูจากสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ แต่ดูจากเนื้อหาการกระทำว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องมีพฤติกรรมในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงการแสดงออกของบุคคลที่มีตำแหน่งเช่นนี้ว่าควรจะมีมาตรฐานทางจริยธรรมที่สมควรกระทำหรือไม่สมควรกระทำหรือไม่  โดย ป.ป.ช.ดูจากเนื้อหาการกระทำ และศาลฎีกา เป็นผู้วินิจฉัยว่าสิ่งที่ป.ป.ช.ดูถูกต้องหรือไม่ แล้วก็จะมีคำพิพากษาออกมา ซึ่งก็ต้องรอดูคำพิพากษาของศาลฎีกา หลังจากที่ยื่นคำร้องไปเมื่อวานนี้

เมื่อถามว่าได้มีการนำกรณีการแสดงความคิดเห็นหรือ การร่วมขึ้นเวทีแสดงความเห็นทางการเมืองต่างๆของผู้ถูกร้อง บรรยายคำร้องให้ศาลฎีกาได้พิจารณาด้วยหรือไม่ เลขา ป.ป.ช. กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่อาจจะต้องนำสืบต่อศาลต่อไป  แต่ในหลักการได้บรรยายคำร้องไป ตนคิดว่ามีเนื้อหาครบถ้วน รวมถึงการแสดงความคิดเห็น และการร่วมขึ้นเวทีแสดงความเห็นทางการเมืองด้วย ยอมรับว่า เนื้อหาต่างๆ ที่ ปรากฏตามที่สื่อนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการของศาลเมื่อวานนี้ เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งที่อยู่ในคำบรรยายฟ้อง ที่ ป.ป.ช .ได้ส่งต่อศาลฎีกา 

เลขาฯ ป.ป.ช.

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดต้องมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในช่วงที่มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลเนื่องจาก 10 สส. พรรคประชาชน  ต้องปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบนโยบายรัฐบาล   นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ถ้าติดตามการทำงานของ ป.ป.ชเป็นระยะ  จะเห็นว่าป.ป.ช.มีไทม์ไลน์ทุกเรื่อง โดยเฉพาะคดีสำคัญๆ ซึ่งกรณีนี้มีการยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาเป็นระยะๆ ทำให้กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.เคลื่อนหรือล่าช้าออกไป มาประจวบเหมาะกับไทม์ไลน์ทางการเมือง ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกระทำของ ป.ป.ช. แต่สิ่งหนึ่งที่คิดว่า การไปยื่นเมื่อวาน เนื่องจากกระบวนการยื่นคำร้อง มีเอกสารจำนวนมาก   ส่วนที่สื่อมวลชนสอบถามว่าเหตุใดต้องมีการถ่ายเอกสาร เป็นจำนวนถึง 200 ลัง หรือหมื่นๆแผ่นให้กับศาลนั้น   เนื่องจากเป็นเรื่องรายละเอียดของศาล และการจะยื่นเอกสาร คำร้องไปยังศาล จำเป็นจะต้องมีการประสาน กับทางศาลล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องทางธุรการ

” ไทม์ไลน์มันจะอยู่พอดีกับเรื่องทางการเมือง แต่ขอเรียนว่าการยื่นคำร้อง เป็นเรื่องทางธุรการ ที่เราเอาคำร้องไปยื่นต่อศาล ซึ่งศาลท่านต้องมีกระบวนการตรวจสอบคำร้อง ก่อนมีคำสั่งว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ รวมถึงคำสั่ง ให้ทั้ง 10 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่” นายสุรพงษ์ กล่าว 

เลขาฯ ป.ป.ช.

ส่วนกรณีที่ป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลความผิดนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คดีถือครองหุ้นในการ ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้ สินต่อ ป.ป.ช. จะทำให้คดีอาญาจะต้อง ตกไปด้วยหรือไม่ นั้น เลขา ป.ป.ช.ชี้แจงว่า ป.ป.ช.ขอเวลาจัดทำรายละเอียดและจะแถลงต่อไป เพื่อทำความเข้าใจกับสังคม ที่ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ตกไปแต่ในเบื้องต้นป.ป.ช.ได้ดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและดูข้อเท็จจริง อย่างกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ก็มีข้อเท็จจริงที่ไม่ได้อยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเรื่องหุ้นไปแล้ว  แต่ในทางอาญาข้อเท็จจริงบางส่วนยังไม่ได้ปรากฏ ดังนั้นการที่จะวินิจฉัยความผิดของบุคคล ต้องดูองค์ประกอบความผิดทางอาญาด้วย

เลขาฯ ป.ป.ช.

พิทักษ์เดช ซัดนโยบายเกษตรขายฝัน จี้รัฐบาลแก้ต้นทุนน้ำมัน-ปุ๋ย ก่อนรากเหง้าเน่าสลาย

พิทักษ์เดช ซัดนโยบายเกษตรขายฝัน จี้รัฐบาลแก้ต้นทุนน้ำมัน-ปุ๋ย ก่อนรากเหง้าเน่าสลาย

พิทักษ์เดช ซัดนโยบายเกษตรขายฝัน จี้รัฐบาลแก้ต้นทุนน้ำมัน-ปุ๋ย ก่อนรากเหง้าเน่าสลาย

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

’พิทักษ์เดช‘ฉะนโยบายเกษตรขายฝัน ซัดให้เติมน้ำมันราคาเศรษฐี-ขายของราคาขอทานชี้เกษตรกรหนี้ท่วมเหมือนคนหัวล้านถูกรัฐจับสวมวิก 

วันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162  นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายความทุกข์ยากของเกษตรกรและชาวประมงทั่วประเทศ ว่านโยบายที่รัฐบาลแถลงออกมานั้นสวยหรูแต่กินไม่ได้ เปรียบเสมือนตะเกียงที่กำลังจะดับหรือ “ดับเกียงเกษตรกรไทยพลัส” เพราะสิ่งที่รัฐบาลบอกว่าจะสร้างเกษตรกรที่แม่นยำนั้น ย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่ว่าสิ่งที่แม่นยำที่สุดในตอนนี้คือความจนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนการตอกฝาโลงเกษตรกรไทย

“นโยบายหน้า 8 เป็นเรื่องการสร้าง “เกษตรแม่นยำ เกษตรมูลค่าสูง” แต่ ผมพบความจริงที่ย้อนแย้ง เพราะสิ่งที่แม่นยำที่สุดตอนนี้ มันไม่ใช่ เทคโนโลยี หรือ AI แต่มันคือ ความจนที่แม่นยำของเกษตรกร ที่เพิ่มขึ้นและทวีความรุนแรง” นายพิทักษ์เดช กล่าว 

 นายพิทักษ์เดช กล่าวว่า วิกฤตการณ์น้ำมันเป็นเลือดที่ไหลไม่หยุดของเกษตรกร เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลนั้นเป็นต้นทุนแฝงในทุกเม็ดข้าว ตั้งแต่รถไถจนถึงการขนส่ง แต่รัฐบาลไม่มีกันชนให้ชาวบ้าน เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเกือบ 10 บาทในสัปดาห์เดียว ทำให้ชาวบ้านต้องเติมน้ำมันในราคาเศรษฐี  แต่สามารถขายผลผลิตในราคาขอทาน ตนตั้งคำถามถึงการจัดการกับไอ้โม่งกักตุนน้ำมันว่า รัฐบาลจัดการแล้วหรือไม่ รวมถึงนโยบายประกันกำไร ที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ ตอนนี้กลับหายไปจากเล่มนโยบายอย่างน่าสงสัย

นายพิทักษ์เดช กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นเรื่องปุ๋ยและหนี้สิน รวมถึงประเด็นนโยบายดอกเบี้ยคนละครึ่งว่าเป็นการซ้ำเติมมากกว่าช่วยเหลือ เพราะปัญหาปุ๋ยแพงเกิดจากการนำเข้าที่ผูกขาดโดยกลุ่มทุน ไม่ใช่เพราะเกษตรกรขาดความรู้ การที่รัฐบาลส่งเสริมให้กู้เพิ่มก็เหมือนกับการมองเห็นหนี้สินเกษตรกรเป็นคนหัวล้าน แล้วรัฐบาลพยายามเอา “วิก” มาใส่ให้เพื่อให้ดูดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงผมบนหัวหรือรายได้ของเกษตรกรกลับไม่เคยงอกเงยเพราะราคาผลผลิตตกต่ำ รัฐบาลเขียนนโยบายมุ่งเน้นเกษตรกรเป็นกลาง แต่ทางปฏิบัติกลับให้กลุ่มทุนเป็นศูนย์กลางและทิ้งให้เกษตรกรเป็นคนแบกภาระอย่างเจ็บช้ำ

“การนำเทคโนโลยี AI มาขายฝันให้กับเกษตรกรที่ท้องไม่อิ่ม เสมือนว่าชาวบ้านบอกว่ากำลังจะจมน้ำ แต่รัฐบาลบอกว่าเดี๋ยวผมส่งโดรนไปถ่ายรูปให้วันนี้ชาวสวนอยู่ไม่ได้แล้ว อย่ามัวแต่สร้างภาพ สร้างหอคอย AI เป็นยอดพร้าว ยอดข้าวให้กับเกษตรกร ในวันที่รากเหง้ากำลังจะเน่าและเป็นพิษ ผมไม่อยากให้ชาวบ้านมองท่านเสนาบดีทั้งหลายว่าท่านมีอาชีพเป็นรัฐมนตรี”นายพิทักษ์เดช กล่าว

ยศชนัน กาง 8 ยุทธศาสตร์ อว. ดันไทยชนะ Tech War ชู เวลเนส ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ยศชนัน กาง 8 ยุทธศาสตร์ อว. ดันไทยชนะ Tech War ชู เวลเนส ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ยศชนัน กาง 8 ยุทธศาสตร์ อว. ดันไทยชนะ Tech War ชู เวลเนส ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

วันที่ 10 เม.ย. 2569  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศา สตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว.โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมรับฟัง ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงฯ 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดันให้กระทรวง อว. เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และเป็นกระดูกสันหลังอีกชิ้นให้กับประเทศไทยรวมทั้งยกระดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง แผนปฏิบัติการจะมี 8 ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ได้แก่

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

1.ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในประเทศไทย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ 

2.การพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness Thailand) ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง 

3. การวางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Thailand) รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า AI และระบบสื่อสารยุคใหม่ 

4. การขับเคลื่อนประเทศด้วย AI และข้อมูล (AI & Data Driven Nation) ภายใต้แนวคิด “AI for ALL” 

5.การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) อาทิ ควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว 

6. ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง (Security Technology) ครอบคลุมความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันประเทศ การรับมือภัยพิบัติและเป้าหมาย Net Zero 

7.ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ 

8.การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University) เพื่อเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์แรกคือการสร้างกลไกให้เกิดระบบนิเวศในประเทศไทย โดย อว. จะทำ 2 เรื่อง คือ 1.การศึกษาและวิจัยเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกรวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้วยการปรับและพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับงาน 

และ 2.การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งเรื่องของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย โดยเลือกเทคโนโลยีที่โดดเด่น ตลอดจนการผลักดันให้เกิด Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก โดยมีเป้าหมายคือการวางรากฐานไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“ที่สำคัญ อว.จะทำให้เกิดระบบนิเวศที่ทำให้นักคิดและนักปฏิบัติมาเจอกัน เพื่อสร้างไอเดียใหม่ให้เกิดการวิจัยและพัฒนา ผมเชื่อว่างานวิจัยดีๆ ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรจะขอทุนวิจัยได้ง่าย และผมยังมีความคิดที่จะเรื่องของการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาส่วนหน้าขึ้นที่กระทรวง อว.โดยจะนัดหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวง อว.จะทำให้เกิดระบบนิเวศในจังหวัดต่างๆ เพื่อดึงคนเก่งจากทั่วประเทศมาทำงานร่วมกัน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

รมว.อว. กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ที่ 2-5 จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ โดยยุทธศาสตร์ที่ 2 จะเป็นการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ เพราะประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 ของโลก โดยเราจะเอาเรื่องของเวลเนสเป็นตัวนำ ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และเชื่อมไปถึงเรื่อง AI และเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ กระทรวง อว.จะเข้าไปช่วยเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนัวตกรรมในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและภาคบริการ 

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง ถ้าเราทำให้เศรษฐกิจดี แต่ประเทศไม่มีอธิปไตยก็ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้น เราต้องส่งเสริมเทคโนโลยีด้านความมั่นคงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น 

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ยุทธศาสตร์ที่ 7 ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล โดย อว.มุ่งจะทำใน 2 โครงการ 1.Open Thailand หรือ Open Data และ 2.Zero Corruption MHESI ACT/ No COI ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงาน ไม่ให้เกิดการคอรัปชั่น เพื่อทำให้เห็นว่าประเทศไทยไร้คอรรัปชั่นและกระทรวง อว. จะต้องเป็นตัวอย่างให้กระทรวงอื่นๆ ด้วย 

และ ยุทธศาสตร์ที่ 8 การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก เราจะทำทั้งเรื่อง TCAS เท่าเทียม, Upskill Reskill เรียนได้งบจบได้งาน, การสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมโยงภาควิชาการ(นักคิด) เข้ากับภาคเอกชน (นักปฏิบัติ,) สนับสนุนการดึงดูด Global Talent ระดับโลก, AI for All และการสนับสนุนอาจารย์/ นักวิจัย ออกไปพัฒนาชาติทุกด้าน   

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“ผมมองว่าเราต้องชนะ Tech War โดยที่เราไม่ต้องลุยเองคนเดียวและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม อว. ต้องเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ งานนวัตกรรมมันต้องแทรกซึมไปได้ทุกที่” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปิดท้าย 

ทั้งนี้ ในระหว่างการแถลง ศ.ดร.ยศชนัน ได้พูดถึงการประสานงานระหว่างกระทรวง อว.กับกระทรวงอื่นๆ ซึ่งนอกเหนือจากกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยได้ดูแล ยังจะมีเชื่อมโยงกับกระทรวงอื่นๆ โดยหลังสงกรานต์จะไปพบกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือความร่วมมือร่วมกัน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

พระปกเกล้าโพลชี้ คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้าน-รัฐบาล จับมือฝ่าวิกฤต

พระปกเกล้าโพลชี้ คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้าน-รัฐบาล จับมือฝ่าวิกฤต

พระปกเกล้าโพลชี้ คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้าน-รัฐบาล จับมือฝ่าวิกฤต

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.37 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “บทบาทฝ่ายค้านและแนวทางการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวิกฤตสงครามที่ประชาชนอยากเห็น”

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน 

โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 16 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 – 30 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง  โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 

1. ในสถานการณ์วิกฤตจากสงครามเช่นนี้ ท่านคิดว่าฝ่ายค้านควรมีบทบาทแบบใดมากที่สุด  (สำรวจโดย x Line Today)

-43.3% อยากเห็นฝ่ายค้านร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ และตรวจสอบควบคู่กันไป
-รองลงมา 22.4 % อยากเห็นฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการใช้อำนาจ
-19.1% เสนอแนวทางทางเลือกเชิงนโยบายที่ชัดเจน มากกว่าการวิจารณ์รัฐบาล
-12.5% ลดความขัดแย้งทางการเมืองชั่วคราว เพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤตก่อนได้ 
-2.7% ไม่แน่ใจ

ประชาชนเกือบครึ่ง ไม่ได้ต้องการฝ่ายค้านที่หยุดตรวจสอบรัฐบาล แต่ต้องการฝ่ายค้านที่มี “วุฒิภาวะทางการเมือง” และรับผิดชอบต่อสถานการณ์ของประเทศในยามวิกฤต คาดหวังให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ช่วยประเทศเดินหน้าต่อได้ โดยยังคงบทบาทตรวจสอบอำนาจรัฐไว้ 

2. ทุกภาคประสานเสียงอยากเห็นฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสมดุล

ไม่เติมวิกฤตด้วยความขัดแย้ง ใต้-อีสาน นำโด่ง (ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มหลักไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการให้ฝ่ายค้าน “ร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศและตรวจสอบควบคู่กันไป” 

-โดยภาคใต้สูงสุด (49.1%) 
-รองลงมาใกล้เคียงกัน คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (44.4%) 

ความคาดหวังต่อฝ่ายค้านในยามวิกฤตร่วมกัน คือ ประชาชนต้องการ ฝ่ายค้านที่มีความรับผิดชอบและไม่ทำให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ด้วยความขัดแย้งทางการเมือง แม้ภาคใต้และภาคอีสาน ซึ่งมีฐานเสียงที่สนับสนุนขั้วการเมืองค่อนข้างต่างกัน แต่กลับมีจุดร่วมทางความคิดในเรื่องนี้สูงที่สุด สะท้อนว่า เมื่อเป็นเรื่องความอยู่รอดที่จำเป็น อุดมการณ์ทางการเมืองอาจถูกให้ความสำคัญเป็นรองกว่า คนในพื้นที่ต่างต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหาปากท้องอย่างแท้จริง

3. หนุนรัฐพยุงค่าครองชีพและค่าเดินทางช่วงสงกรานต์นำโด่ง- แต่ละภาคคาดหวังต่างกัน ภาพรวมอยากเห็น “แผนพลังงานต้องชัด – ลดค่าครองชีพต้องไว”

-76.1% ค่อนข้างเห็นด้วย-เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลควรออกมาตรการชั่วคราวในช่วงสงกรานต์ (เช่น พยุงราคาพลังงาน, เพิ่มเที่ยวเดินทาง, ลดภาระค่าเดินทาง)

-รองลงมา คือ 17.4% ไม่ค่อยเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง 

-6.5% ไม่แน่ใจ

• ปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลมากขึ้น ในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง คือ 

-การมีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน (27.0%) สูงสุด 
-รองลงมา คือ มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว (23.0%)
-มีทีมเศรษฐกิจน่าเชื่อถือและตัดสินใจรวดเร็ว (17.1%)
-สื่อสารข้อมูลตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง (16.8%) 
-ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้ (16.1%)

• เมื่อแยกปัจจัยสูงสุดตามภูมิภาค: 

-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (34.2%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากรัฐบาล “มีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน” 
-ส่วน ภาคเหนือ (28.5%) และ ภาคใต้ (27.1%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหาก “มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว” 
-ขณะที่ กรุงเทพฯ (28.8%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากรัฐบาล “สื่อสารข้อมูลตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง” 
-ภาคกลาง (29.8%) 
-ภาคตะวันออก (25.6%) ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ประชาชนถึงกว่า 3 ใน 4 ให้ความสำคัญอย่างมากกับมาตรการเฉพาะหน้าที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่กระทบชีวิตจริง โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว สะท้อนความกังวลต่อผลกระทบด้านค่าครองชีพอย่างชัดเจน ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในยามวิกฤตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารที่เป็นรูปธรรม ทั้งผ่านแผนรับมือที่ชัดเจนและมาตรการช่วยเหลือที่เห็นผลรวดเร็ว อีกทั้งผลเชิงภูมิภาคยังชี้ว่า แม้ประชาชนทุกพื้นที่จะเผชิญความกังวลจากวิกฤตเศรษฐกิจร่วมกัน แต่ลำดับความสำคัญที่คาดหวังจากรัฐบาลยังแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า ในยามวิกฤตประชาชนไม่ได้ต้องการการเมืองที่ซ้ำเติมความขัดแย้ง แต่ต้องการทั้ง ฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และ รัฐบาลที่รับมือได้จริง โดยฝ่ายค้านควรทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ คือร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ

พร้อมกับคงบทบาทตรวจสอบควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน ประชาชนก็กำลังมองหาความเชื่อมั่นจากรัฐบาลทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับปฏิบัติ ดังนั้น

รัฐบาลจึงควรเร่งออกมาตรการเฉพาะหน้าที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง พร้อมแสดงแผนรับมือด้านพลังงานอย่างชัดเจน และสื่อสารต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา เพราะความเชื่อมั่นในยามวิกฤตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนเห็นทั้งความตั้งใจและความสามารถในการบริหารที่เป็นรูปธรรม

ดร.สติธร ใช้ พ.ร.ก.ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท สัญญาณรัฐ กล้าแตะทุนพลังงาน แม้ดูเล็กแต่มีนัยทางการเมือง

ดร.สติธร ใช้ พ.ร.ก.ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท สัญญาณรัฐ กล้าแตะทุนพลังงาน แม้ดูเล็กแต่มีนัยทางการเมือง

ดร.สติธร ใช้ พ.ร.ก.ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท สัญญาณรัฐ กล้าแตะทุนพลังงาน แม้ดูเล็กแต่มีนัยทางการเมือง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อกรณีคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) มีมติใช้อำนาจตามพระราชกำหนด เพื่อลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ว่า 

แม้มาตรการดังกล่าวอาจดูเป็นการปรับลดเพียงเล็กน้อย แต่ในเชิงนโยบายและการเมืองถือว่ามีนัยสำคัญ โดย ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสังคมให้เร่งแก้ปัญหาราคาพลังงาน โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่น ที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก การตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าวจึงสะท้อนความพยายามของรัฐในการแสดงบทบาทเชิงรุก และพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารจัดการปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง

“แม้จะเป็นเพียง 2 บาท แต่ถือเป็นการ กล้าแตะโครงสร้างผลประโยชน์ของภาคโรงกลั่น ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่เคยมีรัฐบาลใดเข้าไปดำเนินการในลักษณะนี้” ดร.สติธร ธนานิธิโชติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มองว่า การดำเนินมาตรการลักษณะนี้ต้องอาศัยจุดสมดุลระหว่างการดูแลผู้บริโภคและการรักษาเสถียรภาพของภาคธุรกิจพลังงาน เนื่องจากหากกดดันผู้ประกอบการมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมได้ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถดูแลประชาชนได้จริง

ในมุมการเมือง เห็นว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่คะแนนนิยมถูกท้าทายจากสถานการณ์พลังงานโลก หากมาตรการสามารถบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ ก็มีโอกาสช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน

สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป ดร.สติธร ประเมินว่า ปัจจัยหลักยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาพลังงานก็อาจปรับตัวลดลงได้ แต่หากยืดเยื้อ รัฐบาลไม่ว่าชุดใดก็จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ โดยหันไปให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกและการกระจายแหล่งนำเข้า

“ในระยะยาว ไทยต้องลดการพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคเดียว และค่อยๆ ปรับไปสู่พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น” ดร.สติธรกล่าว

แม้รัฐบาลจะเผชิญเสียงวิจารณ์จากสังคม แต่ถือเป็นเรื่องปกติในภาวะวิกฤต เนื่องจากประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาย่อมสูงตามไปด้วย 

เปิดปูม อาร์ท วีระพงษ์ ประภา จับตา ข้ามห้วยจากปชป. นั่งที่ปรึกษา ศุภจี

เปิดปูม อาร์ท วีระพงษ์ ประภา จับตา ข้ามห้วยจากปชป. นั่งที่ปรึกษา ศุภจี

เปิดปูม อาร์ท วีระพงษ์ ประภา จับตา ข้ามห้วยจากปชป. นั่งที่ปรึกษา ศุภจี

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.16 น.

เปิดตัวว่าที่ทีมที่ปรึกษา “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ได้อย่างน่าสนใจ 12 คนในลิสต์ต่างเป็นระดับ “ดีเด่นดัง” ในแต่ละวงการ แต่ที่เซอร์ไพรที่สุดก็น่าจะเป็น “วีรพงษ์ ประภา” เพราะ อาร์ท วีระพงษ์ ปัจจุบันยังดำรงแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐิกจระหว่างประเทศด้วย 

ทั้งนี้ วีระพงษ์ ปัจจุบัน อายุ 41 ปี

จบปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัย Wellington ประเทศนิวซีแลนด์

ปริญญาโท ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics (LSE)

ปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) หลักสูตรผู้บริหาร จากมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

วีระพงษ์ เคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA)

นอกจากนี้ ในเพจของพรรคประชาธิปัตย์ยังระบุว่า  “คุณวีระพงษ์มีประสบการณ์การทำงานในองค์กรระหว่างประเทศด้านการค้าการลงทุนที่เป็นธรรมและยั่งยืนมากว่า 20 ปี และพร้อมนำประสบการณ์จากต่างประเทศ ผนวกกับการขับเคลื่อนนโยบายในฐานะผู้แทนการค้าไทย มาร่วมผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทย ให้ธุรกิจไทยและคนไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในสมรภูมิการค้าโลก” 

ส่วนในทางการเมืองก่อนเข้าร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ วีระพงษ์ เคยได้รับแต่งตั้งเป็นเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร”  เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567

ชีวิตส่วนตัว วีระพงษ์ ได้จดทะเบียนสมรสกับ ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ (เอิร์ธ) อดีต รมช.พาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 กลายเป็นคู่รัก LGBTQ คู่แรกของไทยที่จดทะเบียนสมรสหลังจากมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม

รุนไม่ไหวแล้ว! จูรี เตือนรัฐบาลอย่า มูมมาม ระวังจบแบบ ชูชก ชี้ ยาบ้า 10 บาท หาง่ายกว่าพารา

รุนไม่ไหวแล้ว! จูรี เตือนรัฐบาลอย่า มูมมาม ระวังจบแบบ ชูชก ชี้ ยาบ้า 10 บาท หาง่ายกว่าพารา

รุนไม่ไหวแล้ว! จูรี เตือนรัฐบาลอย่า มูมมาม ระวังจบแบบ ชูชก ชี้ ยาบ้า 10 บาท หาง่ายกว่าพารา

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

รุนไม่ไหวแล้ว! ’จูรี‘ เตือนเข้มๆ ‘รัฐบาล’ จากนี้อย่าให้มูมมามมาก ไม่อยากให้จบชีวิตแบบ ’ชูชก‘ กังขา ’นายกฯ‘ ให้คำมั่นทำเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่ในใจมี ’นายทุน‘ แทรกอยู่หรือไม่  ‘เจอองค์รักษ์ภท.’ ระดมประท้วงถอนคำพูด

วันที่ 10 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนฟังนายกรัฐมนตรี อ่านแถลงนโยบายให้สภาฯฟัง จนมาถึงถ้อยคำหนึ่งที่ระบุว่า เพื่อประโยชน์ของประชาชน ตนขนลุก แหงนมองหน้า และพยายามมองใจของนายกฯว่าจริงๆแล้วในใจของนายกฯมีประชาชนแล้วแทรกด้วยนายทุนอยู่หรือไม่ เพราะสิ่งที่นายกฯแถลง ย้อนแย้งความเป็นจริงกับที่ประชาชนประสบอยู่ เข้าใจว่านายกฯโชคดีเกิดมาเป็นเศรษฐีเลย แต่อยากให้เปิดใจมองลงมาข้างล่างเห็นคนหาเช้ากินค่ำที่ตอนนี้ลำบากมาก รายได้น้อย แต่รายจ่ายเยอะมาก สิ่งที่ถูกอยู่อย่างเดียวที่ประชาชนสามารถซื้อได้คือยาบ้าเม็ดละ 10 บาท หาได้ทั่วไป ซื้อง่ายกว่ายาพาราอีก ขอฝากไปยังนายกฯให้เข้าใจหน่อย สิ่งที่พยายามบริหารจัดการทั้งหมด ท่านไม่กล้าทุบนายทุน แต่ทุบชาวบ้าน เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้จะรวยเมื่อไหร่ ถ้าเป็นปักษ์ใต้ตอนนี้ ต้องบอกว่ารุนไม่ไหวแล้ว 

นายจูรี กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องน้ำมันที่หายไปก่อนหน้านี้ พอขึ้นราคาน้ำมันมา6บาท กลับมีน้ำมันทุกปั๊ม  ทุกวันนี้น้ำมันเกือบ50บาท หาเติมได้หมดเลย เสมือนเสกน้ำมันเหล่านี้มาได้ ตนรู้สึกว่าในใจนายกฯมีแต่นายทุน เข้าใจแต่นายใจ แต่ไม่เคยเข้าใจประชาชน ขณะที่นโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่นายกฯแถลงตอนหนึ่งจะปราบปรามบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ต้องบอกว่าจริงจังแค่ไหนแค่ไหนเรียกจริงจัง เพราะขณะนี้มันระบาดไปทุกหย่อมหญ้าจริงๆ ถ้าจริงจังจริง ต้นปีที่ผ่านมาคงไม่มีข่าว วัยรุ่นหลอนยา จับนักเรียนเป็นตัวประกันจนผอ.โรงเรียนต้องเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับชีวิตนักเรียน ทั้งประเทศสดุดีความดีของผอ. แต่ครอบครัวของเขาไม่ปราถนาคำสดุดี เขาต้องการชีวิตผอ.กลับคืนมา 

“ผมอยากฝากนายกฯ และครม.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ว่า ทำอะไรหลังจากนี้ พยายามอย่าให้มูมมามมาก เพราะผมคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่บริหารจนครบเทอม ไม่อยากให้รัฐบาลมาจบชีวิตแบบเดียวกับที่ชูชกเขาจบชีวิต” นายจูรี กล่าว

ทั้งนี้สส.พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ ลุกขึ้นประท้วงให้นายจูรีถอนคำพูดเสียดสีคือคำว่า ทำอะไรต่อไปนี้อย่ามูมมามเดี๋ยวจะเป็นเหมือนชูชก เป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับนายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี ประท้วงว่าคำพูดดังกล่าวส่อให้เห็นถึงกิริยาของผู้อภิปราย ทำให้สภาฯไม่สมเกียรติ ขณะที่นายโสภณ วินิจฉัยคำว่ามูมมาม ยังพอรับไหว ขอให้รัฐบาลมาชี้แจงดีกว่า ทำให้นายจูรี ชี้แจงว่า ไปย้อนดูเทปได้ ตนพูดว่าหลังจากนี้ เสมือนเป็นคำเตือนว่าเป็นห่วงประเทศนี้ นายโสภณ จึงวินิจฉัยย้ำว่า ยังพอไหว ครม.ยังพอชี้แจงได้ ขอให้ไปต่อดีกว่า จากนั้นจึงเข้าสู่การอภิรายต่อไป

เปิดคลิปนาที นายกฯอนุทิน สะอื้นร่ำไห้ พูดความในใจถึง ผบ.ทอ. ช่วงรบไทย-กัมพูชา

เปิดคลิปนาที นายกฯอนุทิน สะอื้นร่ำไห้ พูดความในใจถึง ผบ.ทอ. ช่วงรบไทย-กัมพูชา

เปิดคลิปนาที นายกฯอนุทิน สะอื้นร่ำไห้ พูดความในใจถึง ผบ.ทอ. ช่วงรบไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.45 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 เมื่อวานนี้ (9เม.ย.) เวลา 18.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา เป็นประธานงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองทัพอากาศปี 2569 ที่อุทยานการบินกองทัพอากาศ ดอนเมือง โดยมีพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ, เอกอัครราชทูต และอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมงาน โดยมีพลอากาศเอกเสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วย นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ให้การต้อนรับ

โดยในช่วง นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์และอวยพรกองทัพอากาศว่า ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานเลี้ยงรับรอง เนื่องในวันกองทัพอากาศประจำปี 2569 ในค่ำวันนี้ ก่อนอื่นขอขอบคุณและแสดงความชื่นชมต่อกำลังพลกองทัพอากาศทุกท่าน ที่ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะเสียสละ และยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งการพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งของการกล่าว นายกรัฐมนตรีมีอาการสะอื้น ก่อนที่จะร่ำไห้ และกล่าวถึงผู้บัญชาการทหารอากาศ โดยระบุว่า “ความมั่นใจของตน มาจากเสียงกระซิบจากผู้บังคับบัญชาทหารอากาศท่านนี้ ส่วนจะกระซิบยังไงจะเก็บไว้สองคน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯร่วมงานเลี้ยง วันกองทัพอากาศ ร้องไห้พูดความในใจถึง ผบ.ทอ.