แก้วิกฤตน้ำมันแพง! เทพไท ชง 3 สูตร ช่วยเหลือประชาชน

แก้วิกฤตน้ำมันแพง! เทพไท ชง 3 สูตร ช่วยเหลือประชาชน

แก้วิกฤตน้ำมันแพง! เทพไท ชง 3 สูตร ช่วยเหลือประชาชน

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.03 น.

15 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เสนอ 3 แนวทาง ช่วยเหลือประชาชน

มีการตั้งคำถามจากประชาชนมากมายว่า หลังจากเทศกาลสงกรานต์นี้แล้ว ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ รัฐบาลได้ปรับลดราคาน้ำมันลง จึงทำให้มีการตั้งคำถามว่า เหตุที่ปรับลดราคาน้ำมันลงก่อนสงกรานต์ เป็นเพราะรัฐบาลต้องการเอาใจประชาชน และต้องการหาเสียงกับประชาชนหรือไม่ เพราะช่วงสงกรานต์มีประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัดกันเป็นจำนวนมาก มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน เมื่อลดราคาน้ำมันลง จะเป็นการช่วยเหลือประชาชน และได้ใจประชาชนที่ใช้น้ำมันในการเดินทาง ทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋าลงได้บ้าง

แต่เมื่อเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป ราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวสูงขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะตอบได้ เพราะทั้งหมดอยู่ทิ้งเงื่อนไขของต้นทุนน้ำมัน และราคาน้ำมันดิบของตลาดโลก ซึ่งมาจากปัจจัยหลายอย่าง แต่เชื่อว่าถ้าเป็นเหตุผลทางการเมือง ก็อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมา ผมในนำเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน และการช่วยเหลือประชาชนใน3ขั้นตอน คือ

1.อยากให้รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันให้อยู่ในราคาที่เป็นธรรม โดยปรับลดค่ากลั่นของโรงกลั่นจากลิตรละ 17.55 บาทออกไปละ 10 บาท ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละ 7 บาท ปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด และภาษีท้องถิ่น น่าจะทำให้สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ลิตรละ 15-20 บาท เมื่อลดราคาน้ำมันลง สามารถควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้น เป็นการช่วยเหลือประชาชนทั่วทั้งประเทศ และประชาชนทั้งประเทศจะได้รับอานิสงส์อย่างเท่าเทียมกัน

2.ถ้าหากไม่สามารถตรึงราคาได้ จำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันให้สูงขึ้น รัฐบาลต้องมีวิธีการช่วยเหลือประชานกลุ่มเปราะบาง กลุ่มอาชีพ โดยการออกคูปองหรือสนับสนุนวงเงิน หรือช่วยเหลือเยียวยาในบางกลุ่ม บางอาชีพ เพื่อไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน จากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

3.ถ้าหากการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง บางกลุ่ม บางอาชีพ อาจจะไม่ทั่วถึง และไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะประชาชนกลุ่มรากหญ้า หรือประชาชนกลุ่มอาชีพอื่นๆได้รับผลกระทบด้วย รัฐบาลควรจะช่วยเหลือผ่านโครงการคนละครึ่ง โดยไม่จำกัดผู้ใช้สิทธิ์ และควรเพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง จาก 2000 บาทเป็น 5000 บาท หรือ 10,000 บาทและให้โอกาสกับประชาชนที่อยากจะใช้สิทธิ์คนละครึ่ง แม้ว่าโครงการคนละครึ่ง ประชาชนจะต้องสมทบเงินจำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่ารัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือ หรือเยียวยาประชาชนเลย สามารถเปิดให้เป็นสิทธิ์ของประชาชน ไม่ว่าใครก็ตาม สามารถใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งได้ เปรียบเสมือนกับการลดราคาสินค้า 50% ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชนอย่างถ้วนหน้า

จึงเสนอแนวทางช่วยเหลือประชาชนเยียวยาในภาวะวิกฤตน้ำมันแพง และในช่วงสถานการณ์สงครามอิหร่าน-อเมริกายังไม่ได้ข้อยุติ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนให้รัฐบาลพิจารณา

นันทิวัฒน์ ชูวีรกรรมยึดเนิน 350 ปลุกคนไทยลงขันบูรณะ ปราสาทตาควาย ป้องมรดกชาติ

นันทิวัฒน์ ชูวีรกรรมยึดเนิน 350 ปลุกคนไทยลงขันบูรณะ ปราสาทตาควาย ป้องมรดกชาติ

นันทิวัฒน์ ชูวีรกรรมยึดเนิน 350 ปลุกคนไทยลงขันบูรณะ ปราสาทตาควาย ป้องมรดกชาติ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.34 น.

15 เมษายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เนิน​ 350​ ปราสาทตาควาย

เห็นภาพคนไทยขึ้นปราสาทตาควายและเนิน​ 350 บอกได้คำเดียวครับ​ เป็นปลื้ม​ นี่คือโบราณสถานของไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ตั้งแต่ปี​ 2478 ผู้คนคับคั่งมาก​

ขอให้คนไทยช่วยกันหวงแหนและรักษามรดกของชาติไว้​ อย่าให้ใครมาฉกชิงไปได้

ผมเคยไปที่ปราสามตาควายและเนิน​ 350 ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนมีนาคม​ 2569 ได้ไปดูจุด

ที่จ่าเริง ​(จ่าสิบเอกสำเริง​ คลังประโคน) ยอมสละชีพเพื่อชาติ​ สู้จนตัวตายพร้อมลูกน้อง​พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา เป็นวีรกรรมที่ควรแก่การยกย่อง

ผมได้เดินสำรวจรอบเนิน​ 350​ ต้องยอมรับว่า​ ทหารเขมรได้สร้างบังเกอร์ไว้จำนวนมากที่แข็งแรงตามซอกหินภูเขาและใช้แผ่นซีเมนต์หนากว่าคืบปิดเป็นหลังคาทำให้แน่หนายากแก่ทำลายจากไข่ยักษ์และปืน​ ต้องอาศัยการวางแผนการยุทธที่เด็ดเดี่ยว​ และความกล้าหาญของทหารไทยถึงได้ยึดเนิน​ 350​ ได้สำเร็จ​ สมควรได้รับความยกย่อง​ ปรบมือ

ส่วนปราสาทตาควายที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ​ ได้เคยคุยกับอดีตอธิบดีกรมศิลปากร​ ท่านยืนยันว่า​ บูรณะได้แน่นอน​ หากได้รับงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ​

ฝากถามใจคนไทย​ ถ้าเงินงบประมาณมาช้าหรือมาน้อย​ คนไทยพร้อมที่จะลงขันให้กรมศิลปฯ​ เร่งบูรณะหรือไม่

– 006

เตือนรบ.รับมือวิกฤตนํ้ามัน วุฒิสภาตามบี้ จี้เร่งหาก๊าซธรรมชาติเพิ่ม เชื้อเพลิง-ค่าไฟพุ่งขึ้นแน่

เตือนรบ.รับมือวิกฤตนํ้ามัน วุฒิสภาตามบี้ จี้เร่งหาก๊าซธรรมชาติเพิ่ม เชื้อเพลิง-ค่าไฟพุ่งขึ้นแน่

เตือนรบ.รับมือวิกฤตนํ้ามัน วุฒิสภาตามบี้ จี้เร่งหาก๊าซธรรมชาติเพิ่ม เชื้อเพลิง-ค่าไฟพุ่งขึ้นแน่

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เตือนรบ.รับมือวิกฤตนํ้ามัน วุฒิสภาตามบี้ จี้เร่งหาก๊าซธรรมชาติเพิ่ม เชื้อเพลิง-ค่าไฟพุ่งขึ้นแน่ ฟันธงสู้รบตอ.กลางยืดเยื้อ

“พรเพิ่ม”ประธานกมธ.พลังงาน วุฒิสภา เตือนรัฐบาล เร่งหา“ก๊าซธรรมชาติ” เพิ่มหวั่นหลังสงกรานต์ค่าไฟฟ้าพุ่ง “สีหศักดิ์”ถกรมต.อาเซียน เกาะติดตะวันออกกลาง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว ‘ศิริกัญญา’บี้รัฐบาลทบทวนเติมเงินบัตรสวัสดิการ ค้าน’คนละครึ่งพลัส’ชี้ไม่ใช้เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำต้องเยียวยาค่าครองชีพ ‘ณัฐชา’ บี้ ‘พิพัฒน์’ แจงปม“ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน”จี้รัฐบาลเร่งคลี่คลายความรู้สึกประชาชน

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดที่สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมเรือที่เข้า-ออกช่องแคบฮอร์มุซว่า เท่าที่ทราบจากข่าวคือปิดเพื่อที่จะกวาดทุ่นระเบิด เพราะฉะนั้น หลังจากกวาดทุ่นระเบิดเสร็จแล้วสหรัฐ อาจจะปิดต่อ แต่ว่าเปิดให้เรือผ่านได้ ไม่ได้ปิดเลย ซึ่งประเทศไทยเองตอนนี้เราต้องทางออก ติดต่อขอซื้อพลังงานจากที่อื่น เคยเห็นว่าจะซื้อจากรัสเซีย แต่มาตอนหลัง มีการระบุว่าน้ำมันจากรัสเซียนำมากลั่นเมืองไทยไม่ได้ สิ่งสำคัญ คือ ปัญหาเรื่องก๊าซธรรมชาติ ถ้าไม่ได้มา เราจะทำอย่างไร หากล่าช้า ค่าไฟจะต้องขึ้นอย่างเร็ว เรื่องก๊าซ เห็นคุยว่าตกลงจะพยายามจะซื้อจากสหรัฐเพิ่มเติม แต่ก็ไม่เห็นข่าวอะไรเพิ่มมากขึ้นอีก

ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยหลังสงกรานต์ นายพรเพิ่ม กล่าวว่า น้ำมันอาจยังมีพอพยุงไปจนกว่าจะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ได้เพิ่มเติม หวังว่าถ้าสหรัฐปิดช่องแคบแล้วกวาดทุ่นระเบิดหมด ก็อาจจะเอาเรือส่วนที่เหลือปล่อยออกมาได้ อาจจะคลี่คลายลงได้อีกมาก

นายพรเพิ่มยังกล่าวย้ำว่าหลังจากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล แถงนโยบายต่อรัฐสภา อยากเห็นการปัดฝุ่นเช่นโรงไฟฟ้าที่ใช้ชีวมวล เอามาใช้อย่างเต็มที่ รวมทั้งโรงไฟฟ้าขยะ และที่สำคัญรัฐบาลต้องตัดสินใจแล้วว่าเราจะต้องเอาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR)พลังงานทางเลือกที่มีระบบความปลอดภัยสูง สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้ามา พอเราตัดสินใจก็ไปสั่งซื้อ ซึ่งการสั่งซื้อมันใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี กว่าจะได้มา เพราะฉะนั้น เราตัดสินใจตอนนี้ แข่งกับคนอื่น

“สีหศักดิ์”ถกรมต.อาเซียนเกาะติดสู้รบ

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2 (The Second Special ASEAN Foreign Ministers’ Meeting on the Situation in the Middle East) ผ่านระบบการประชุมทางไกล เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธาน

โดยที่ประชุมหารือถึงพัฒนาการในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะการหยุดยิงชั่วคราวและการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าการใช้วิธีการทางการทูตเพื่อหาข้อยุติต่อความขัดแย้งอย่างถาวรพร้อมย้ำความสำคัญของการรักษาความมั่นคงทางทะเล ความปลอดภัยในชีวิตของบุคลากรประจำเรือและที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งและการธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล เหนือช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว

และที่ประชุมยังหารือแนวทางการเตรียมความพร้อมของอาเซียนในการรับมือกับผลกระทบในมิติต่าง ๆ จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยใช้ประโยชน์จากการส่งเสริมกลไกอาเซียนที่มีอยู่ ได้แก่ (1) ด้านพลังงาน ผ่านการเร่งรัดกระบวนการให้สัตยาบันต่อความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (ASEAN Petroleum Security Agreement) และการมุ่งพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) และโครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline: TAGP) เพื่อสามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ได้โดยเร็ว รวมไปถึงการขับเคลื่อนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ และ (2) ด้านอาหาร ผ่านการขยายขอบเขตกลไกความตกลงสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve) ให้ครอบคลุมสินค้าอาหารจำเป็นอื่น ๆ และการส่งเสริมความร่วมมือตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารทั้งหมด

‘ศิริกัญญา’ผิดหวังมาตรารัฐบาล

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการเยียวยาและการช่วยเหลือประชาชนว่าสำหรับมาตรการที่จะเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากคณะรัฐมนตรีที่เพิ่งประชุมนัดพิเศษไปซึ่งมาตรการที่ออกมายังจำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชน ที่กำลังเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ เช่น คนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการเพิ่มเติมเงินเข้าบัตรเพียง 100บาท ซึ่งไม่รู้ว่าคำนวณจากอะไร แต่หากเทียบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนการใช้น้ำมันของผู้มีรายได้น้อยรวมถึงราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นก็ถือว่าไม่ได้สัดส่วนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าจะมีอะไรที่ดูเหมือนมีความหวังคงเป็นการช่วยเหลือภาคขนส่งทั้งการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับรถบรรทุก รถโดยสารขนาดเล็กหรือวินมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์ซึ่งน่าจะบรรเทาและชะลอการขึ้นราคาค่าโดยสารได้อีกสักระยะหนึ่ง

“แต่ก็น่าผิดหวังที่ทางรัฐบาลมีการอนุมัติงบกลางไปถึง 7,700ล้านบาท แต่เป็นมาตรการสำหรับการช่วยเหลือค่าครองชีพเฉพาะหน้า เพียงแค่ 3,000ล้านบาทเท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือเป็นการอนุมัติการเพื่อแก้ไขปัญหาภายในรัฐบาลเอง ที่มีการตั้งงบประมาณวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้ไม่เพียงพอ ไม่เพียงพอแม้แต่จะจ่าย 300 บาทปกติ ไม่เพียงพอ แม้แต่จะอุดหนุนค่าโดยสารตามปกติด้วยซ้ำไป ดังนั้นความเดือดร้อนของประชาชนน้ำมันที่ขึ้นราคา แล้วมีการอนุมัติงบเพียงแค่ 3,000 ล้านในรอบนี้ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อน”น.ส.ศิริกัญญาย้ำ และว่าโครงการคนละครึ่งพลัสไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ


หลังสงกรานต์สินค้าแห่ขึ้นราคา

ส่วนหลังสงกรานต์วิกฤตเศรษฐกิจจะยิ่งหนักขึ้นมองเรื่องนี้อย่างไรบ้างน.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าคิดว่าวิกฤตจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น ช่วง 2-3วันที่ผ่านมา มีความไม่แน่นอนสูงมาก ปัญหาในตะวันออกกลาง การเจรจาไม่ลุล่วงผู้นำทั้งสองฝ่ายยังคงเล่นสงครามน้ำลายกันอยู่ ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นว่าสงครามจะจบลงได้ในเวลาอันใกล้เลย ดังนั้น สงครามก็จะอยู่กับเราไปอีกสักพักหนึ่ง ราคาน้ำมันก็จะสูงไปแบบนี้อีกระยะหนึ่งและจะส่งผลถึงราคาสินค้าอื่นๆด้วย ตอนนี้เริ่มเรียงแถวพาเหรดขึ้นราคากัน ถ้วนหน้าแล้วเพราะผู้ประกอบการเองก็อั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ

“ณัฐชา”จี้”พิพัฒน์”เปิดปาก”ไอ้โม่ง”

วันเดียวกัน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมยังไม่ออกมาชี้แจงหลังถูกอภิปรายกรณีน้ำมันว่าสถานการณ์สงกรานต์ในช่วงนี้ ระยะทางของประชาชนที่เดินทางกลับบ้าน แวะเติมปั๊มน้ำมันครั้งใดก็นึกถึงหน้านายพิพัฒน์ ซึ่งตลอดระยะเวลาการแถลงนโยบาย ที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาพูดถึงเรื่องไอ้โม่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น แล้วทำไม และทำให้น้ำมันขาดแคลน ก็ไม่ได้รับการชี้แจงว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร และจะเข้าไปแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกพาดพิงและถูกกล่าวหาคือนายพิพัฒน์ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่องนี้เราอยากฟังเสียงนายพิพัฒน์ ว่า จะมีวิธีการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร พร้อมแก้ไขสถานการณ์ในช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนใช้น้ำมันในการเดินทางกลับบ้านมากที่สุดอย่างไร

“ออกมาเถอะครับวันนี้ มาพูดคุยกับพี่น้องประชาชนอย่าฉวยโอกาสจังหวะเทศกาลเหล่านี้ ที่พี่น้องประชาชนมีความสุข และตีมึนสถานการณ์คลุมเครือและไม่แก้ปัญหา คุณต้องออกมาขีดเส้นให้ชัด ว่าไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน กับคนที่ไปปราบปรามไอ้โม่ ไม่ใช่พวกเดียวกัน ถ้าคุณยิ่งเงียบประชาชน จะเข้าใจได้ว่าไอ้โม่งกับรัฐบาลคือคนเดียวกัน”นายณัฐชากล่าว

จี้รบ.เร่งคลี่คลายความรู้สึกปชช.

นายณัฐชายังกล่าวว่านายรังสิมันต์ มีการเปิดหลักฐานชัดกลางสภาว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนที่ถูกเอ่ยชื่อไปในการอภิปราย หรือ คนที่สุดจับตามองอยู่ขณะนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมัน ซึ่งนายพิพัฒน์ต้องออกมาพูดให้ชัด ส่วนที่มีการโยงไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ กับการกู้ยืมเงินและความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่างๆมีหรือไม่มีต้องตอบสังคมให้ได้ ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน หรือมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ว่าเขาไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแบบนี้ ซึ่งนายรังสิมันต์พูดถึงขนาดว่าคลังน้ำมันว่าอยู่จุดใด แล้วคลังน้ำมันนี้มีการเก็บน้ำมันในช่วงขาดแคลนน้ำมันจริงหรือไม่ หลังจากนั้นเมื่อน้ำมันราคาขึ้นได้นำน้ำมันออกจากคลัง และเจ้าของน้ำมันนี้นายพิพัฒน์รู้จัก นายพิพัฒน์จะใช้สถานการณ์ช่วงเทศกาลมาใช้ทำให้ความจริงเรื่องนี้ไม่ปรากฏและเงียบลงตนคิดว่าไม่ยุติธรรมต่อประชาชน

“อยากให้นายกรัฐมนตรีกำชับรัฐมนตรีที่บอกว่าใช้คนเก่ง ใช้คนเป็น และสามารถบริหารงานได้อย่างแม่นยำ อยากให้บริหารสถานการณ์ความรู้สึกของประชาชนให้คลี่คลายเป็นของขวัญปีใหม่ไทย”นายณัฐชา กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การพัฒนาสังคมที่ดี ไม่ใช่แค่การเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม และไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู

สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม

ปชน.ฮึดสู้ชิงผู้ว่ากทม. ส่งคนในพรรคแข่งขัน

ปชน.ฮึดสู้ชิงผู้ว่ากทม. ส่งคนในพรรคแข่งขัน

ปชน.ฮึดสู้ชิงผู้ว่ากทม. ส่งคนในพรรคแข่งขัน

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชน.ฮึดสู้ชิงผู้ว่ากทม. ส่งคนในพรรคแข่งขัน

“ศิริกัญญา” เผยตำแหน่ง“หัวหน้าพรรคปชน.คนใหม่” ต้องรอความชัดเจนจากคดี 44 สส.ขณะนี้ทีมกฎหมาย ขอคัดสำเนา เพื่อขอทุเลา คาดใช้เวลากว่าศาลฎีกาฯประทับรับฟ้อง แย้มสเปก ผู้สมัคร“ผู้ว่าฯกทม.”ต้องเป็นผู้นำ-ฉายภาพกรุงเทพฯดีกว่าเดิม ยอมรับมีผู้สมัครแล้ว ทุกคนรู้จัก-นักการเมืองในพรรค

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่าการประชุมสามัญพรรคประชาชน จัดขึ้นทุกปี ในช่วงเดือนเมษายน ตามที่กฎหมายกำหนด ยอมรับว่ามีการปรับในตำแหน่งเลขาธิการพรรค เพราะนายศรายุทธ ใจหลัก ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแล้ว จึงจะต้องมีการเลือกใหม่ ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะรอความชัดเจนจากคดี 44 สส.ว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร

“ขณะนี้ คดี 44 สส. ทีมกฎหมายอยู่ระหว่างทำเรื่องขอคัดสำเนาเอกสารจากศาลฯ เนื่องจากมีเป็น 1,000 หน้า 1 คน มี 3 ลัง เพื่อจะนำมาศึกษาเขียนสำนวนคัดค้าน และขอทุเลาต่อศาล คาดว่ากระบวนการที่ศาลจะพิจารณาประทับรับฟ้องหรือไม่นั้น จะใช้เวลาระยะหนึ่ง ยกเว้นศาลจะอ่านเอกสารได้เร็ว ก็อาจจะทำให้พิจารณาสั่งประทับรับฟ้องได้เร็ว แต่ดูจากจำนวนเอกสารแล้วคาดว่าไม่น่าจะเร็ว”รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

พร้อมกันนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังได้เปิดเผยถึง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนด้วยว่าจะมีการเปิดตัว ยืนยันขณะนี้มีตัวบุคคลแล้ว พร้อมเปิดเผยคุณสมบัติว่า มีภาวะผู้นำทีม และมีวิสัยทัศน์ฉายภาพว่าจะเห็น กทม. ดีกว่าเดิมได้อย่างไร ให้สอดคล้องกับนโยบายกทม. ของพรรค เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เสร็จแล้ว ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นนักการเมืองในพรรค เป็นที่รู้จัก

ส่องโมเมนต์ ยศชนัน อวดลุคเสื้อลายดอก ฉลองสงกรานต์พร้อมหน้าครอบครัวสุดอบอุ่น

ส่องโมเมนต์ ยศชนัน อวดลุคเสื้อลายดอก ฉลองสงกรานต์พร้อมหน้าครอบครัวสุดอบอุ่น

ส่องโมเมนต์ ยศชนัน อวดลุคเสื้อลายดอก ฉลองสงกรานต์พร้อมหน้าครอบครัวสุดอบอุ่น

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

อบอุ่นรับสงกรานต์! “ยศชนัน” โพสต์ภาพพร้อมหน้าครอบครัว ส่งความสุขวันครอบครัว 2569

บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปีนี้คึกคักและอบอุ่นเป็นพิเศษ เมื่อเหล่านักการเมืองต่างพากันแชร์ภาพความประทับใจกับครอบครัว เช่นเดียวกับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เมื่อวันที่ 14 เมษายน ซึ่งตรงกับ “วันครอบครัว” นายยศชนัน ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Yodchanan Wongsawat เผยภาพถ่ายสุดอบอุ่นร่วมกับภรรยา พร้อมด้วยลูกสาวและลูกชาย โดยสมาชิกทุกคนในครอบครัวมาในธีมสดใส สวมเสื้อลายดอกหลากสีสันต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย

นอกเหนือจากรอยยิ้มที่สร้างความสดชื่นให้กับผู้ที่พบเห็นแล้ว รองนายกฯ ยังได้ระบุข้อความสั้นๆ ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า “สุขสันต์วันครอบครัวนะครับทุกคน”

ด้านชาวเน็ตและผู้ติดตามต่างเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นชื่นชมความน่ารักของครอบครัว “วงศ์สวัสดิ์” อย่างล้นหลาม พร้อมทั้งร่วมอวยพรให้ท่านรองนายกฯ และครอบครัวมีความสุขในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้เช่นกัน ถือเป็นอีกหนึ่งมุมสบายๆ ของคนทำงานในระดับบริหารที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

ทร.เบรก กัมพูชา เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย

ทร.เบรก กัมพูชา เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย

ทร.เบรก กัมพูชา เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“ทร.”เบรก”กัมพูชา”เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย ลั่น!ต้องพิจารณาหลายมิติ ย้ำ”กปช.จต.”เคร่งครัดนโยบายรัฐบาล

14 เมษายน 2569 แหล่งข่าวกองทัพเรือ (ทร.) เปิดเผยถึงกรณีกัมพูชา ประสานขอเปิดด่านจันทบุรี-ตราด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ว่า ยังไม่ได้รับการประสานอย่างเป็นทางการจากฝ่ายกัมพูชามาที่กองทัพเรือ ซึ่งต้องผ่าน กปช.จต.เพราะคุมพื้นที่ ซึ่งยังคงยึดนโยบายเดิมของรัฐบาลอยู่ ทั้งนี้ ยอมรับว่าพอทราบข้อมูลมาบ้าง แต่น่าจะอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับพื้นที่ หากได้ข้อสรุปอย่างไร ก็จะเสนอกองทัพเรือ และกองทัพเรือจะนำเรียน รมว.กลาโหม และรัฐบาลต่อไป ถือเป็นขั้นตอนมาตรฐานอยู่แล้ว

“กปช.จต.หรือหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด คุมพื้นที่และยังยึดนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งการจะเปิดด่านหรือไม่ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ครอบคลุมรอบๆ ด้าน เพราะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะยึดเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก”

เมื่อถามถึงท่าทีของกัมพูชา แสดงความจริงใจมากน้อยเพียงใด เพื่อจะนําไปสู่การเปิดด่าน แหล่งข่าวกองทัพเรือ กล่าาว่า ยังสงบเงียบอยู่ อีกทั้งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร หากฝ่ายกัมพูชาต้องการที่จะให้มีการเปิดด่าน ก็ต้องเตรียมแผนงานมาเสนอฝ่ายไทยก่อน ไม่ใช่มาเร่งรัดฝ่ายไทย เพราะเราก็มีขั้นตอนเช่นเดียวกัน ตอนนี้ต้องพิจารณากันหลายมิติ

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ กรุงปารีส La Mode en Majesté Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ กรุงปารีส La Mode en Majesté Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ กรุงปารีส La Mode en Majesté Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress From Tradition to Modernity ซึ่งจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 ณ พิพิธภัณฑ์  Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส พ.ศ. 2399 – 2569 (ปี ค.ศ. 1856–2026) นิทรรศการนี้จัดขึ้นโดย ความร่วมมือระหว่าง สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน), พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ กรุงปารีส ขณะเสด็จฯ ไปยังห้องเสื้อบัลแมง ค.ศ.1960

ผลงานต่างๆ งานผ้า และภาพถ่ายฉลองพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี

พันปีหลวง ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับงานแสดงนิทรรศการในครั้งนี้ นอกจากมิติด้านแฟชั่นแล้ว นิทรรศการยังถ่ายทอดบทบาทของเครื่องแต่งกายด้วยการสื่อสารผ่านมิติด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ทางการทูตด้วยเช่นเดียวกัน จากแนวพระราชดำริใน “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และนักออกแบบจนเกิดเป็นชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ซึ่งได้ปรากฏโฉมสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โครงการนี้นับเป็นประวัติการณ์ของการตามรอยวิวัฒนาการแห่งเครื่องแต่งกายในราชสำนักไทยตั้งแต่ช่วงพ.ศ. 2503 (ค.ศ.1960) จนถึงปัจจุบัน จัดแสดงผลงานทั้งหมดกว่า 200 ชิ้น ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดกระโปรงและเครื่องใช้ เครื่องประดับที่ได้รับการออกแบบโดย นายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ รวมไปถึงนักออกแบบชาวไทย โดยมุ่งเน้นไปที่ผลงานการพัฒนาเครื่องแต่งกายประจำราชสำนักและบทบาทที่สื่อสะท้อนออกไปบนเวทีโลก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงก่อตั้งและอุปถัมภ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (SUPPORT) ขึ้นในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) เพื่ออนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านไทย จวบจนวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงสืบสานพระราชปณิธานและทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ภายใต้การดำเนินงานโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ด้วยพระราชปณิธานในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมด้วยแนวคิดสร้างสรรค์อันร่วมสมัยและเพื่ออุปถัมภ์นักออกแบบไทย

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับการปรับแต่งเครื่องแต่งกายของราชสำนักสู่ความร่วมสมัย

จากคณะราชทูตสยามสู่การเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส สู่ความร่วมมือบนหน้าประวัติศาสตร์อันร่วมสมัยทั้งทางด้านศิลปะ งานเสื้อผ้าชั้นสูง แฟชั่น และงานผ้าทอ โดยความร่วมมือเพื่อการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเหล่านี้ คือเครื่องพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่ประจักษ์สู่สายตาเวทีโลก สำหรับแนวคิดของนิทรรศการได้ผ่านการพินิจพิเคราะห์ถึงแนวทางแฟชั่นที่สะท้อนรูปแบบของความสัมพันธ์ทางการทูตในเชิงวัฒนธรรม ด้วยหลักฐานทางภาพถ่าย ชิ้นงาน และผลงานประณีตศิลป์อันเปี่ยมคุณค่า งานผ้าไหมไทยและฉลองพระองค์สำหรับในราชพิธีต่างๆ ล้วนถูกพบเห็นผ่านสายตาสาธารณชนโลก อันเป็นผลงานจากความร่วมมือของห้องเสื้อชั้นสูงแห่งปารีส พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในฐานะนักออกแบบชาวฝรั่งเศสที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความงดงามเป็นสง่าของงานผ้าไทย ซึ่งนับเป็นการสานความสัมพันธ์อันดีในการส่งเสริมเกื้อกูลและการแลกเปลี่ยนผ่านแนวความคิดอันสร้างสรรค์

ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี 

ประเทศไทย และ สาธารณรัฐฝรั่งเศส เรื่องราวแห่งแฟชั่น ประดุจเครื่องมือทางการทูตด้านวัฒนธรรม

นิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ในระหว่างที่  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงมีสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นกับห้องเสื้อชั้นสูงและช่างตัดเย็บชาวฝรั่งเศส และเมื่อครั้งตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนั้นยังแสดงให้เห็นถึงการปรากฏพระองค์ที่สะท้อนผ่านฉลองพระองค์อันงดงามอย่างเอกลักษณ์ไทยและผสานความร่วมสมัยไว้อย่างลงตัว ด้วยพระอัจฉริยภาพอันสร้างสรรค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทยในระหว่างการตามเสด็จไปทรงเยือนสหรัฐอเมริกาและ 14 ประเทศในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในกาลนั้นเองที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษาและพัฒนาเครื่องแต่งกายในราชสำนักไทย ที่ยังคงเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมดั้งเดิม โดยประยุกต์องค์ความรู้เทคนิคการตัดเย็บสากลเข้าไว้ด้วยกัน ในงานนิทรรศการยังได้รวบรวมผลงานฉลองพระองค์ที่คัดสรรมาเพื่อจัดแสดงในงานนี้ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาอันรุ่มรวยของงานผ้าไทยและงานเครื่องใช้ เครื่องประดับ ด้วยพระราชปณิธานที่จะอนุรักษ์และสืบสานศิลปะการแต่งกายแบบไทย

ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี โจงกระเบน 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง : ภาพลักษณ์แห่งสยามประเทศ

ภายในนิทรรศการได้เรียบเรียงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เต็มเปี่ยมด้วยสไตล์และความทันสมัย อันส่งผลให้ประเทศไทยได้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ณ ช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ และในช่วงปี 1960 การปรากฏพระองค์ในระหว่างเสด็จเยือนประเทศต่างๆ ยังสร้างความปลาบปลื้มและกระแสสนใจในหมู่สื่อต่างชาติ ด้วยพระสิริโฉมอันสง่างามเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ไทยจึงส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการทูตได้อย่างทรงพลัง นอกจากนี้ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้มีหมุดหมายบนเวทีโลก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยเครื่องแต่งกายได้กลายเป็นเครื่องยืนยันถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่น ที่ผสานไว้ซึ่งความประณีตวิจิตรบรรจงและการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของไทย

ฉลองพระองค์ชุดราตรี 

การเฉลิมฉลองในความร่วมมือ: งานศิลปหัตถกรรมและเครื่องใช้ เครื่องประดับ

ส่วนสำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ได้อุทิศให้แก่ภูมิปัญญาในงานหัตถกรรมโดยช่างฝีมือไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคนิคและกระบวนการที่ใช้ในการรังสรรค์ผลงานเครื่องใช้ และองค์ประกอบสำหรับการตกแต่งต่างๆ ที่เป็นส่วนสำคัญในผลงาน “ชุดไทยพระราชนิยม” ในทุกวันนี้ 

ชุดเข้ากัน 2 ชิ้น แบรนด์ SIRIVANNAVARI

ภาพที่บอกเล่าถึงกระบวนการทุกขั้นตอนของการคัดสรรชิ้นงานฝีมืออันประณีตถูกถ่ายทอดเป็นงานภาพวีดีโอ ให้ได้เห็นถึงทักษะฝีมืองานช่างทำมือ วิธีคิดและประดิษฐ์ รวมไปถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับวัสดุที่คัดสรรมาใช้เบื้องหลังชุดฉลองพระองค์ ที่ยังคงส่งต่ออิทธิพลของแนวคิดมาสู่ผลงานสร้างสรรค์อันร่วมสมัยในปัจจุบัน

ฉลองพระองค์ชุดราตรี

ผลงานหัตถศิลป์ที่เป็นไฮไลท์สำคัญยังรวมไปถึงงานจักสานย่านลิเภา งานเขียนลายบนพัด งานเครื่องถม และงานคร่ำ ซึ่งล้วนเป็นงานหัตถกรรมที่มีส่วนสำคัญในขนบธรรมเนียมในราชสำนัก และยังคงสืบสานแนวทางของมรดกทางวัฒนธรรมในการประดิษฐ์เครื่องใช้ เครื่องประดับร่วมกับงานชุดไทยพระราชนิยมจวบจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานเขียนลายบนเครื่องเบญจรงค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานประณีตศิลป์ในราชสำนักด้วยเช่นเดียวกันการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับบทบาทของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิฯ นี้ ก็เพื่ออนุรักษ์ทักษะด้านงานหัตถกรรมและยกระดับความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนให้กับกลุ่มชาวบ้านที่ทำงานด้านหัตถศิลป์ ด้วยการสนับสนุน ให้การฝึกอบรม และพัฒนาด้านการตลาดอย่างต่อเนื่องยาวนาน

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงมีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางเพื่อสืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญาด้านหัตถศิลป์นี้ให้คงอยู่สืบไป นอกจากนี้ยังจัดแสดงการสาธิตการทำงานหัตถกรรมโดยช่างฝีมือชาวไทยระดับครู ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs อีกด้วย

มรดกแห่งชาติอันร่วมสมัย: ปิแอร์ บัลแมง และ งานเสื้อผ้าชั้นสูง

เมื่อครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเยือนประเทศต่างๆ เพื่อทรงเจริญทางพระราชไมตรีนั้น พระองค์ได้พระราชทานความไว้วางใจให้แก่นายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสให้ดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์ทั้งแบบสากลและแบบไทย โดยถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทยให้ประยุกต์เข้ากับเทคนิคการตัดเย็บสมัยใหม่ของห้องเสื้อ มุมมองที่นักออกแบบได้ตีความเครื่องแต่งกายของไทยนั้นล้วนเต็มไปด้วยองค์ประกอบของงานเสื้อผ้าชั้นสูง โดยนำศิลปะการแต่งกายตามแบบฉบับไทยทั้งรูปทรง สัดส่วน และเนื้อผ้า

ฉลองพระบาท

ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการพันผ้าและการจับจีบผ้ามาใช้เป็นหลัก การเลือกใช้ผ้าไหมไทย ผ้าทอยกดอก ผ้าไหมมัดหมี่ (ikat) และงานปัก โดยเขาได้พัฒนาฉลองพระองค์ให้เข้ากับโอกาสในการสวมใส่สำหรับงานทางการที่เป็นสากล โดยยังคงรากฐานของความเป็นไทยและมีสไตล์ที่ร่วมสมัย งานนิทรรศการนี้นับเป็นครั้งแรกที่จะได้รับชมขั้นตอนในระหว่างทรงงานและทรงค้นคว้าของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และห้องเสื้อบัลแมง สถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ผ่านภาพวาดและตัวอย่างเนื้อผ้ารวมถึงงานปักประดับ

แฟชั่นไทยในปัจจุบัน: เครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย

ภายในนิทรรศการมีการนำเสนอสไตล์แฟชั่นไทยที่วิวัฒนาการจากการแต่งกายดั้งเดิม พร้อมด้วยฉลองพระองค์ชิ้นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี

นารีรัตนราชกัญญา โดยผลงานที่จัดแสดงเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพระราชปณิธานในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องจากในรัชสมัยของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งรูปทรงอันคมชัด โดดเด่น ประณีตศิลป์ของงานผ้าไทย การประยุกต์เครื่องแต่งกายไทยโบราณให้ร่วมสมัย องค์ประกอบเหล่านี้ยังคงเป็นสารตั้งต้นในการอนุรักษ์งานสร้างสรรค์อันร่วมสมัยที่ยังคงสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยและให้แฟชั่นไทยได้สร้างแรงกระเพื่อมในระดับสากล

นิทรรศการในครั้งนี้ ยังรวบรวมผลงานจากนักออกแบบไทยสมัยใหม่ในบทบาทผู้สืบทอด และผู้ตีความประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมไทยโบราณที่ยังคงฝั่งรากลึกและคงอยู่จวบจนทุกวันนี้ เห็นได้จากงานสร้างสรรค์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งทรงก่อตั้งโดย  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ร่วมด้วยผลงานจากแบรนด์นักออกแบบไทยอย่าง TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM โดยผลงานเหล่านี้นับเป็นการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่สนับสนุนแนวทางการสร้างสรรค์ด้วยกลิ่นอายของเอกลักษณ์ความเป็นไทยอันร่วมสมัยที่ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับสากล

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT  เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยนำฉลองพระองค์ และผลงานหัตถศิลป์ไปจัดแสดง ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยรวบรวมผลงานกว่า 200 รายการ ครอบคลุมทั้งฉลองพระองค์ ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูงประเภทต่าง ๆ ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ และวัตถุจัดแสดงออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย ซึ่งนับเป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงใช้เป็นสื่อกลางทางการทูตเพื่อเผยแพร่ความเป็นไทยสู่สากลมาอย่างยาวนาน นิทรรศการครั้งนี้ยังได้รับการดูแลโดย Béatrice Quette ภัณฑารักษ์ประจำคอลเลคชั่นศิลปะเอเชียและอิสลามของ Musée des Arts Décoratifs

“นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงความงามทางพัสตราภรณ์เท่านั้น แต่มีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีทางการทูตและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านศิลปหัตถกรรม และวัฒนธรรมสู่สายตาชาวฝรั่งเศสและชาวโลก เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงคุณค่าและกระตุ้นความสนใจในงานหัตถศิลป์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมให้แก่ประชาชนไทยทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญยังเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาและรูปแบบของชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ซึ่งสอดคล้องกับวาระสำคัญที่ประเทศไทยเตรียมเสนอให้ชุดไทยพระราชนิยมขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO ในปี พ.ศ. 2569 นี้ด้วย” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ผศ.ดร.อนุชา ได้ฉายภาพวิวัฒนาการ การแต่งกายของสตรีไทยนับพันปี ตั้งแต่ยุคทวารวดี ผ่านการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย กระทั่งในปี พ.ศ. 2503  “ชุดไทยพระราชนิยม” ได้ถือกำเนิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งจะต้องโดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้สตรีไทยมีชุดประจำชาติ ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนและทัดเทียมสากล จึงเป็นที่มาของชุดไทยทั้ง 8 แบบ ซึ่งตั้งชื่อตามพระตำหนักและพระที่นั่งสำคัญ อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ในคราวเสด็จเยือนต่างประเทศ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานความงามแบบไทยเข้ากับแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศสได้อย่างวิจิตรลงตัว และพระราชทานให้เป็นชุดประจำชาติสำหรับสตรีไทยที่เผยแพร่สู่สายตาโลกผ่านบุคคลสำคัญอย่าง อาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาลคนแรกของไทย เมื่อครั้งเดินทางไปร่วมการประกวดนางงามจักรวาล ณ สหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทยให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับงานต่าง ๆ และนิยมนำมาเป็นชุดในพิธีมงคลสมรส จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตและสืบทอดคุณค่ามาจนถึงปัจจุบัน

“SACIT เชิญชวนให้คนไทยร่วมสวมใส่ “ชุดไทยพระราชนิยม” อย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ชุดไทยได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการพิจารณาของ UNESCO พร้อมส่งเสริมให้เกิด Social Practice หรือแนวปฏิบัติทางสังคมในการสวมใส่ชุดไทยอย่างแพร่หลายและสร้างพลวัตในงานหัตถศิลป์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่การยอมรับในเวทีโลก

ทั้งนี้ SACIT ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยขอให้ร่วมกันใส่แฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress #expo_lamodeenmajeste เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทยให้คนทั่วโลกได้เห็น” ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเชิญชวน

ร่วมภาคภูมิใจกับความประณีตแห่งมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ผ่านนิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

Dancing in the Moonlight สตูดิโอ Wellness-Circus Movement แห่งแรกในไทย

Dancing in the Moonlight สตูดิโอ Wellness-Circus Movement แห่งแรกในไทย

Dancing in the Moonlight สตูดิโอ Wellness-Circus Movement แห่งแรกในไทย

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

วงการสุขภาพและการออกกำลังกายในประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของการดูแลสุขภาวะ เมื่อ Dancing in the Moonlight Holistic Wellbeing Studio(Bangkok) สตูดิโอด้าน Circus Movement และ Holistic Wellness เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนอประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่ผสานศาสตร์การเคลื่อนไหว ศิลปะการแสดง และการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเข้าไว้ด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของร่างกายควบคู่กับการดูแลสมดุลของจิตใจในรูปแบบสากล

จิลมิกา เฉลิมสุข (ฟ้า) ผู้ก่อตั้งและโค้ชระดับนานาชาติที่ Dancing in the moonligh

สตูดิโอแห่งนี้ก่อตั้งโดย จิลมิกา เฉลิมสุข (ฟ้า) ผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์ในวงการกีฬาและศิลปะการเคลื่อนไหวระดับนานาชาติ เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันของ International Pole Sports Federation และคว้าเหรียญทองจากการแข่งขัน Asia Airstars Competition รวมถึงได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขันในประเทศญี่ปุ่น  ที่ได้จับมือก่อตั้งร่วมกับ คุณสมเกียรติ คุณานิธิพงศ์ ผู้จัดการศิลปินชั้นนำของเมืองไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวงการบันเทิงมายาวนาน

แนวคิดของ “Dancing in the Moonlight Holistic Wellbeing Studio(Bangkok)” คือการนำศาสตร์ Circus-ed Movement & Wellness Experience มาผสมผสานกับแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) โดยเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่เพียงเป็นการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นศิลปะที่ช่วยปลดปล่อยพลัง สร้างสมาธิ และเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างร่างกาย จิตใจ และอารมณ์   

ภายในสตูดิโอมีการเปิดสอนและจัดกิจกรรมด้านการเคลื่อนไหวและสุขภาพที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งศาสตร์การแสดงและการออกกำลังกายเชิงฟื้นฟู อาทิ Contortion (การดัดตัวแบบนักกายกรรม) , Aerial Silk/ hoop/hammock/aerial,  pole/strap Pole Sport/ exotic pole, Pilates, water rehabilitation in the pool, Yoga/yoga fly, Sound Bath Therapy, Mindfulness & Meditation, การให้คำปรึกษาด้านสุขภาวะกายและใจ,  นวดไทย และนวดสปอร์ต, Weight Training & rehabilitation

พร้อมยกระดับประสบการณ์ Wellness ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัว “FIT WITH FAH” คลีนฟู้ดคอนเซ็ปต์พิเศษภายในสตูดิโอ ที่ออกแบบมาเพื่อผู้รักสุขภาพโดยเฉพาะ โดยเมนูทั้งหมดปรุงสดใหม่ภายใต้แนวคิด “กินคลีนอย่างแท้จริง” ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใช้น้ำมัน ไม่เติมน้ำตาล และไม่ใช้สารกันบูด เพื่อช่วยเสริมการฟื้นฟูร่างกายจากภายใน สอดรับกับโปรแกรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของสตูดิโออย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ภายในสตูดิโอฯ ยังยกเอาคาเฟ่ชื่อดัง “Round Cafe” จาก Washinton DC  ที่มี Positioning คือ From Farm to Cup – Crafted with Intention คาเฟ่ที่เกิดจากความตั้งใจที่อยากเริ่มจากต้นทางจริงๆ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นผู้ที่ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ -ปลูกกาแฟเอง- คั่วเอง – ไปจนถึงการออกแบบเครื่องดื่มในแต่ละแก้ว อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ สาขาแรกได้เปิดที่ Washington DC ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าใจมาตรฐานของ coffee culture ระดับโลก และนำมาพัฒนาเป็นแนวทางของ Round Café และอีกจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ Thai Beverages on Global Stage เพราะต้องการยกระดับเครื่องดื่มไทยให้ไปไกลในระดับโลกไม่ว่าจะเป็นชาไทย หรือรสชาติแบบ local เรานำมาพัฒนาให้มีความ refined และ contemporary มากขึ้น โดยสาขาสองก็ได้มาเปิดให้บริการลูกค้าใน Dancing in the Moonlight ฯ

 นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาเป็น ศูนย์ฝึก Contortion แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ที่มีหลักสูตร Teacher Training Program สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาเป็นครูผู้สอนในระดับสากล รวมถึงหลักสูตรฝึกครู Pilates และ Yoga โดยครูผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ และ พิเศษสุด ในวันที่ 9 – 10พฤษภาคม นี้  สตูดิโอฯ ยังได้ครูโยคะชื่อดังระดับโลกอย่าง Saurabh singh Rajput ที่จะมาเปิดคลาสพิเศษที่ Dancing in the Moonlight Holistic Wellbeing Studio(Bangkok)  เป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วย

Dancing in the Moonlightฯ ได้จัดแพ็กเกจรีทรีต ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ โปรแกรมครึ่งวัน (Half-Day Urban Reset) ไปจนถึงโปรแกรมหลายวัน เช่น 2 วัน 1 คืน, 3 วัน 2 คืน และ 6 วัน 5 คืน Signature Cultural & Wellness Retreat ที่ผสานกิจกรรมสุขภาพเข้ากับประสบการณ์วัฒนธรรมไทย อาทิ การเยี่ยมชมวัดสำคัญ การสวมชุดไทยถ่ายภาพ ตลาดน้ำ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ จ.อยุธยา ด้วยแนวคิดของโปรแกรม คือการสร้างประสบการณ์ “Private • Intentional • Transformational” หรือการพักผ่อนที่เป็นส่วนตัว มีเป้าหมายชัดเจน และช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสุขภาวะของผู้เข้าร่วม โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหวและสุขภาพระดับนานาชาติคอยดูแลอย่างใกล้ชิด   ผสานศิลปะการแสดงเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ผู้รักสุขภาพที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 097-149-2656    Line: @moonlightpoleyogaและ IG : dancing.in.the.moonlight.bkk

พม. มอบของขวัญสงกรานต์ 69 ช่วยกลุ่มเปราะบาง-ผู้มีรายได้น้อย มีบ้านใหม่ง่ายขึ้น

พม. มอบของขวัญสงกรานต์ 69 ช่วยกลุ่มเปราะบาง-ผู้มีรายได้น้อย มีบ้านใหม่ง่ายขึ้น

พม. มอบของขวัญสงกรานต์ 69 ช่วยกลุ่มเปราะบาง-ผู้มีรายได้น้อย มีบ้านใหม่ง่ายขึ้น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า ตามที่ ตนได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้หน่วยงานต่างๆ  สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการช่วยเหลือค่าครองชีพจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน สำหรับพี่น้องประชาชนกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายโดยด่วน ในส่วนของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวง พม. มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ ขณะนี้ มีการขยายโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร โดยมุ่งลดข้อจำกัดด้านราคา การเงิน และสินเชื่อ ด้วยแคมเปญ “สงกรานต์อุ่นใจ มีบ้านใหม่กับ กคช. 2026” ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยนำโครงการพร้อมอยู่กว่า 60 โครงการทั่วประเทศ อาทิ 1) บ้านเอื้ออาทร อาคารแนวราบ ราคา 390,000 บาทต่อหน่วย 2) อาคารชุดขนาด 24 ตารางเมตร (เฉพาะชั้น 3-5) ราคา 250,000 บาทต่อหน่วย และ 3) อาคารชุดขนาด 33 ตารางเมตร (เฉพาะชั้น 3-5) ราคา 390,000 บาทต่อหน่วย มาปรับลดราคาสูงสุด 20% พร้อมเงื่อนไขพิเศษ วางมัดจำเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท , อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.50% และผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี นอกจากนี้ ไม่มีการตรวจเครดิตบูโรสำหรับบางโครงการ , มีการคืนเงินมัดจำในกรณีไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ และมีการเชื่อมโยงกับโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย (คบส.) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ กระทรวง พม. มีความมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางสามารถมีที่อยู่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานเป็นของตนเอง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม พี่น้องประชาชนผู้สนใจที่อยู่อาศัยในโครงการของการเคหะแห่งชาติ กระทรวง พม. ด้วยแคมเปญ “สงกรานต์อุ่นใจ มีบ้านใหม่กับ กคช. 2026” ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2569 สามารถจองที่อยู่อาศัยผ่านเว็บไซต์ House.nha.co.th และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ NHA_Marketing หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1615 , 0 2351 6944 , 0 2351 6441, 0 2351 6186 และ 0 2351-6242