สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่งแรกในไทย หลักสูตร BALAC อักษรฯ จุฬาฯ เปิดรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ฝึกนิสิตเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่างๆ วิเคราะห์วรรณกรรมกอทิกเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ นิสิตสนใจสมัครกว่า 300 คน แต่รับได้เพียง 120 คนต่อปี

ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้มากกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เน้นเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้าสู่บริบทของชีวิตจริง ด้วยการเปิดรายวิชาที่แปลกใหม่ ท้าทายความคิด และกระตุ้นการเรียนรู้ อย่างเช่น “Dracula and Modern Culture” ภายใต้หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่รู้จักในนาม BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture)

รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวสยองขวัญและตำนานแวมไพร์ เป็นประตูบานใหญ่ที่นำพาผู้เรียนเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทฤษฎีเพศ ชาติพันธุ์วรรณา ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย รายวิชานี้ไม่เพียงสอนให้นิสิตรู้จักนวนิยายคลาสสิกของแบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ถอดรหัสสัญลักษณ์แห่งความกลัว ความปรารถนา และความเป็นผู้อื่น ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หลักสูตร BALAC มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความใฝ่รู้ และความตระหนักรู้ต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ตลอดจนความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ ผศ.ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC กล่าว

นอกจาก Dracula and Modern Culture หลักสูตร BALAC ยังมีรายวิชาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Everyday Life Culture, Gender and Queering the Media, Postcolonial Cultures, Cultures and Narratives “แต่ละวิชาในหลักสูตรล้วนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้ที่มีความคิด

หลักสูตร BALAC เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2551 และยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะหลักสูตรด้านการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Studies) แห่งแรกของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นปีที่ 17 แล้ว โดยในแต่ละปีมีนิสิตสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรของเราเปิดรับนิสิตปีละ 2 รอบ คือ รอบ Early Admission 90 คน รอบ Admission 30 คน และรอบ Non-Thai อีก 2 รอบ รวมกัน 12 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 132 คนต่อปี กลับมีผู้สมัครเกินกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม

ผศ.ดร.ภรณี กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้หลักสูตร BALAC โดดเด่นคือการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้นิสิตสามารถเลือกเรียนตามความสนใจใน 3 แนวทาง (Concentrations) ได้แก่ Global Cultures Concentration, Media Cultures Concentration และ Foreign Language Concentration โดยนิสิตจะต้องเรียนรายวิชาใน Concentration ที่เลือกให้ครบ 24 หน่วยกิต หรือ 8 รายวิชา จึงจะสำเร็จ Concentration นั้นๆ ได้

บัณฑิตจากหลักสูตร BALAC สามารถต่อยอดความรู้ไปสู่อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานด้านการศึกษา งานสื่อสารมวลชน รวมถึงงานด้านการตลาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมที่หลักสูตรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร.ภรณี อธิบายถึงเส้นทางอาชีพของบัณฑิต

นอกจากนี้ หลักสูตร BALAC ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อาทิ Waseda University ประเทศญี่ปุ่น และ University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้รูปแบบ Double Degree Program และในอนาคต หลักสูตรมีแผนที่จะขยายความเป็นนานาชาติให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางวิชาการและวิชาชีพให้แก่นิสิตอย่างรอบด้าน หลักสูตรยังมีรายวิชา Internship สำหรับนิสิตที่ต้องการฝึกงาน โดยสามารถนับหน่วยกิตเป็นส่วนหนึ่งของการสำเร็จการศึกษาได้อีกด้วย

รายวิชา Dracula and Modern Culture เปิดสอนครั้งแรกในปี 2562 โดย Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา) ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญจากประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ Bram Stoker ในการสร้างสรรค์ผลงานคลาสสิก Dracula

ตอนที่เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่ในปี 2561 เห็นรายวิชา Dracula ในร่างหลักสูตรใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แต่ยังไม่มีผู้สอน ก็ตื่นเต้นมากเพราะตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิก และ Dracula ซึ่งตรงกับรายวิชานี้พอดี

Dr. Ancuta เรียกตัวเองว่า “Gothicist” มีความสนใจและเชี่ยวชาญด้าน Cultural Studies (การศึกษาทางวัฒนธรรม) โดยเบื้องต้นเริ่มจากการเรียนวรรณกรรม จากนั้นก็ขยับไปสู่ภาพยนตร์ อาจารย์เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเกี่ยวกับเรื่องผี และเรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับกอทิกและความสยองขวัญ นอกจากนั้น อาจารย์ยังเขียนหนังสือ Where Angels Fear to Hover: Between the Gothic Disease and the Metaphysics of Horror (2548) และมีผลงานวิจัยที่ครอบคลุมบริบทสหวิทยาการของศิลปะกอทิก และสยองขวัญร่วมสมัย ตั้งแต่นิยายยอดนิยม ภาพยนตร์และวิดีโอ มัลติมีเดียและศิลปะการแสดง ละครเวที ดนตรีและการเต้นรำ การ์ตูนและนิยายภาพ ไปจนถึงแฟชั่นและวิถีชีวิตทางเลือก ในช่วงหลังๆ Dr. Ancuta สนใจผี แวมไพร์ และความลึกลับในเอเชียด้วย โดยเน้นไปที่ Asian Gothic และ Asian Horror

แดร็กคูลา เป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงฟื้นฟูวรรณกรรมกอทิกในศตวรรษที่ 19 (ปี 2440) กว่าศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกตีความในหลายแง่มุม ซึ่งในรายวิชา “Dracula and Modern Culture” นิสิตก็จะได้อ่านวรรณกรรมและวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ โดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยและทฤษฎีทางสังคม

รายวิชานี้เป็นเวอร์ชันปฏิบัติของวิชาการศึกษาวัฒนธรรมเบื้องต้น ในชั้นปีที่ 1 นิสิตหลักสูตร BALAC จะเรียนวิชา Introduction to Cultural Studies ซึ่งจะช่วยให้นิสิตคุ้นเคยกับทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษาวัฒนธรรม แต่เป็นวิชาที่หนัก ทฤษฎีเยอะและยาก พอมาเรียนวิชา Dracula นิสิตจะได้กลับมาทบทวนแนวคิดเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของ แวมไพร์” ซึ่งทำให้สนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ

Dr.Ancuta กล่าวว่าเนื้อหาของรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของแวมไพร์ในวัฒนธรรมมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน

การเรียนเริ่มจากมองแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นบ้าน (folklore) ในอดีตผู้คนเชื่อว่าแวมไพร์มีอยู่จริง ในประเทศโรมาเนียมีสุสานแวมไพร์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องนี้ การเรียนรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเรื่องแฟนตาซี แต่เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในวัฒนธรรมมนุษย์ จะช่วยให้นิสิตเข้าใจบริบททางสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” Dr.Ancuta อธิบาย

Dr.Ancuta กล่าวว่า จุดเด่นของรายวิชาอยู่ที่การวิเคราะห์ Dracula ผ่านเลนส์ของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ชนชั้น (class) และชาติพันธุ์ (race)

 “แวมไพร์เป็นมากกว่าสัตว์ประหลาดในนิยาย แต่สัตว์ประหลาดเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรม (cultural constructs)” Dr.Ancuta กล่าวและอธิบายว่า รายวิชานี้ใช้ สัตว์ประหลาด” (monsters) เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่แค่ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสังคม

Dr. Ancuta ยกตัวอย่างการศึกษาเรื่อง แวมไพร์หญิง และ monstrous feminine โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม ทฤษฎีเพศนิยม การเมืองเพศ มาตรฐานเพศ (gender norms) และภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงผู้หญิงกับความชั่วร้าย

ทำไมใน Dracula มีตัวละครหญิงไม่มาก ทำไมสัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง” Dr. Ancuta ตั้งคำถามชวนคิด ในสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchal society) สัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง ผีในเอเชียมักเป็นผีผู้หญิง เพราะตัวละครเหล่านี้ถูกใช้สอนให้ผู้หญิงเชื่อฟัง และถ้าเป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกถอดเป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยง น่ากลัว เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้ามีการถอดรหัสออกมา สัตว์ประหลาดจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องความหลากหลาย (diversity) เพศ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ผู้อพยพ ฯลฯ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ เพราะบางครั้งเราต้องการสัตว์ประหลาด เพื่อให้เรามีที่ระบาย

การเรียนรายวิชา Dracula ยังสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติ Dr.Ancuta ให้นิสิตชมและวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu (2567) ซึ่งมีโทนการต่อต้านชาวยิวแฝงอยู่ (antisemitism) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาแนวความคิดที่เชื่อมโยงลักษณะหน้าตาของ Dracula กับทฤษฎีอาชญวิทยา (criminal anthropology) ของ Cesare Lombroso ที่พยายามอธิบายว่าอาชญากรสามารถระบุได้จากลักษณะภายนอก ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางสังคม

ภาพลักษณ์แวมไพร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากยุคสมัยที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแดร็กคูลาเท่าแวมไพร์ในหนังเรื่อง Twilight ซึ่งภาพลักษณ์อาจไม่ได้น่ากลัว แต่กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนเอาใจช่วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นแวมไพร์ที่น่ากลัว กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา Dr.Ancuta กล่าวและว่า ปัจจุบัน แวมไพร์เข้าไปอยู่ในละคร ซีรีส์ เรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ มากมาย แสดงว่าในวันนี้เรายอมรับและเห็นใจสัตว์ประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคม ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการยอมรับ ความเป็นอื่น” (otherness) มากขึ้น

Dr. Ancuta กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชานี้มีความเป็นสากลและเกี่ยวข้องกับบริบทเอเชียด้วย นิสิตจะได้วิเคราะห์ภาพลักษณ์ข้ามชาติ (transnational) ของแวมไพร์ โดยดูว่าแวมไพร์ในสื่อที่ไม่ใช่ตะวันตก เช่น ภาพยนตร์เกาหลี อนิเมะญี่ปุ่น มีลักษณะอย่างไรและสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร

ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในตำนานของเอเชีย เช่น คูมิโฮ (kumiho) จากเกาหลี ในตอนแรกอาจไม่มีอะไรเหมือนแวมไพร์เลย แต่ในงานเขียนสมัยหลัง รูปลักษณ์อาจถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนแวมไพร์ เช่น ดื่มเลือด Dr.Ancuta อธิบายถึงกระบวนการที่เรียกว่า “vampirization” (การทำให้เป็นแวมไพร์)

ในบริบทไทยอาจไม่มีแวมไพร์แบบที่เป็นสากล แต่ ผีไทย ก็มีลักษณะบางอย่างที่อาจมาจากกระบวนการทำให้เป็นแวมไพร์ (vampirized)

ผีไทยกินไส้ กินขี้ไคล ไม่ได้ดูดเลือดแบบแวมไพร์ แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียง คนเลยมักบอกว่า เหมือนแวมไพร์’ แต่ไม่ใช่แวมไพร์ การเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้นิสิตเห็นความเป็นสากลของแนวคิดเรื่องสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าแต่ละวัฒนธรรมมีวิธีการแสดงออกถึงความกลัวและความเชื่อที่แตกต่างกันไป

แม้ปัจจุบัน AI จะเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนและการประเมินผล แต่สำหรับรายวิชานี้ Dr. Ancuta เน้นให้นิสิตลดการพึ่งพา AI และกลับมาฝึกฝนทักษะภายในของตัวเอง

การมอบหมายงานให้นิสิตในยุค AI จึงต้องคิดงานที่ไม่ให้นิสิตนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดเอง ดังนั้นการเรียนจะต้องตัดงานเรียงความ (essay) แบบดั้งเดิมออก แต่จะเน้นการวิเคราะห์แทน ส่วนการประเมินผลก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเน้นงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยความที่แวมไพร์ ยังไม่มีองค์ความรู้ตายตัวแบบวิชาอื่น” จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ต่างๆ ด้วยตัวเอง” 

Dr.Ancuta กล่าวด้วยความภูมิใจว่า รายวิชา “Dracula and Modern Culture” เป็นหนึ่งในรายวิชาที่ดึงดูดผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตร BALAC ความนิยมในรายวิชานี้สะท้อนว่าการออกแบบหลักสูตรที่กล้าแตกต่างและมีเอกลักษณ์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม และการใช้แวมไพร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้เนื้อหาน่าสนใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังช่วยให้นิสิตเห็นว่าการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องและมีความหมายในโลกร่วมสมัยอย่างไร

เมื่อ Dracula ก้าวออกจากเงามืด สู่ห้องเรียนที่จุฬาฯ เขาไม่ได้มาเพื่อดูดเลือด แต่มาเพื่อส่องสว่างให้นิสิตเห็นถึงความซับซ้อนของสังคมมนุษย์ ความกลัว ความปรารถนา และความหวังของเรา ท้ายที่สุดแล้ว แวมไพร์ที่เราศึกษาไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากนิยาย แต่คือสิ่งสะท้อนกลับมาจากกระจกเงาของวัฒนธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อในหลักสูตร BALAC หรือต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับรายวิชา Dracula and Modern Culture สามารถติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://www.arts.chula.ac.th/balac/ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://asiangothic.houseoftoyols.com เพื่อสำรวจโลกแห่งแวมไพร์และวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่น่าสนใจ

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.6 ล้านบาท มอบของขวัญเนื่องใน‘วันเด็กแห่งชาติ’ประจำปี2569

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.6 ล้านบาท มอบของขวัญเนื่องใน‘วันเด็กแห่งชาติ’ประจำปี2569

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.6 ล้านบาท มอบของขวัญเนื่องใน‘วันเด็กแห่งชาติ’ประจำปี2569

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.6 ล้านบาท มอบของขวัญเนื่องใน‘วันเด็กแห่งชาติ’ประจำปี2569

5 มกราคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ  คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก  ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด ปากกา และกล่องดินสอ เพื่อเป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งมอบชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ ให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่านหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ  เพื่อเป็นของขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 รวม 850,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 15.6 ล้านบาท

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  กล่าวว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 67 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ด้วยการมอบของขวัญให้เด็กๆ ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” แบ่งปันความรัก ความสุขและเสริมการเรียนรู้ สร้างเด็กดีในวันนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติในอนาคต โดยมูลนิธิฯ ขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ รู้จักประหยัด มัธยัสถ์ ห่างไกลยาเสพติด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หมั่นเรียนรู้ทุกโอกาส เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่มอบให้ คือ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

ม.ทักษิณ ตั้งกรรมการสอบ-สั่งพักงาน อาจารย์สาว ถูกร้องมีพฤติกรรมรุนแรง นิสิตแห่คอมเมนต์เพียบ

ม.ทักษิณ ตั้งกรรมการสอบ-สั่งพักงาน อาจารย์สาว ถูกร้องมีพฤติกรรมรุนแรง นิสิตแห่คอมเมนต์เพียบ

ม.ทักษิณ ตั้งกรรมการสอบ-สั่งพักงาน อาจารย์สาว ถูกร้องมีพฤติกรรมรุนแรง นิสิตแห่คอมเมนต์เพียบ

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.19 น.

วันที่ 5 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยทักษิณ “We TSU มหาวิทยาลัยทักษิณ” ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ระบุว่า

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมใช้ความรุนแรงทั้งทางตรง และทางอ้อมต่อนิสิตของบุคลากรคนหนึ่งทางสื่อสังคมออนไลน์นั้น มหาวิทยาลัยทักษิณได้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และตระหนักถึงความรู้สึกของนิสิต ผู้ปกครอง รวมถึงสังคมในวงกว้าง ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 

1. เมื่อได้รับข้อร้องเรียน มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทันที โดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนอย่างเป็นธรรมเพื่อคุ้มครองผู้ร้องเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยทักษิณ ตั้งแต่ วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

2. มีคำสั่งให้บุคลากรคนดังกล่าวหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้านการเรียน การสอนทุกรายวิชา รวมทั้งการนิเทศการสอนนิสิตทุกชั้นปี ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

มหาวิทยาลัยทักษิณ ขอยืนยันว่าได้ตระหนักและคำนึงถึงสิทธิของนิสิตอย่างเต็มที่ และให้เชื่อมั่นว่ามหาวิทยาลัยให้ความสำคัญสูงสุดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา รวมถึงสิทธิและความปลอดภัยของนิสิตทุกคน และไม่ยอมรับการกระทำใด ๆ ที่เป็นการคุกคาม การใช้ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบในทุกรูปแบบและจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนและเป็นธรรม

มหาวิทยาลัยทักษิณ

24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก 

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่งแรกในไทย หลักสูตร BALAC อักษรฯ จุฬาฯ เปิดรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ฝึกนิสิตเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่างๆ วิเคราะห์วรรณกรรมกอทิกเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ นิสิตสนใจสมัครกว่า 300 คน แต่รับได้เพียง 120 คนต่อปี

ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้มากกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เน้นเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้าสู่บริบทของชีวิตจริง ด้วยการเปิดรายวิชาที่แปลกใหม่ ท้าทายความคิด และกระตุ้นการเรียนรู้ อย่างเช่น “Dracula and Modern Culture” ภายใต้หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่รู้จักในนาม BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture)

รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวสยองขวัญและตำนานแวมไพร์ เป็นประตูบานใหญ่ที่นำพาผู้เรียนเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทฤษฎีเพศ ชาติพันธุ์วรรณา ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย รายวิชานี้ไม่เพียงสอนให้นิสิตรู้จักนวนิยายคลาสสิกของแบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ถอดรหัสสัญลักษณ์แห่งความกลัว ความปรารถนา และความเป็นผู้อื่น ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หลักสูตร BALAC มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความใฝ่รู้ และความตระหนักรู้ต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ตลอดจนความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ ผศ.ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC กล่าว

นอกจาก Dracula and Modern Culture หลักสูตร BALAC ยังมีรายวิชาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Everyday Life Culture, Gender and Queering the Media, Postcolonial Cultures, Cultures and Narratives “แต่ละวิชาในหลักสูตรล้วนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้ที่มีความคิด

หลักสูตร BALAC เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2551 และยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะหลักสูตรด้านการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Studies) แห่งแรกของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นปีที่ 17 แล้ว โดยในแต่ละปีมีนิสิตสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรของเราเปิดรับนิสิตปีละ 2 รอบ คือ รอบ Early Admission 90 คน รอบ Admission 30 คน และรอบ Non-Thai อีก 2 รอบ รวมกัน 12 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 132 คนต่อปี กลับมีผู้สมัครเกินกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม

ผศ.ดร.ภรณี กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้หลักสูตร BALAC โดดเด่นคือการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้นิสิตสามารถเลือกเรียนตามความสนใจใน 3 แนวทาง (Concentrations) ได้แก่ Global Cultures Concentration, Media Cultures Concentration และ Foreign Language Concentration โดยนิสิตจะต้องเรียนรายวิชาใน Concentration ที่เลือกให้ครบ 24 หน่วยกิต หรือ 8 รายวิชา จึงจะสำเร็จ Concentration นั้นๆ ได้

บัณฑิตจากหลักสูตร BALAC สามารถต่อยอดความรู้ไปสู่อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานด้านการศึกษา งานสื่อสารมวลชน รวมถึงงานด้านการตลาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมที่หลักสูตรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร.ภรณี อธิบายถึงเส้นทางอาชีพของบัณฑิต

นอกจากนี้ หลักสูตร BALAC ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อาทิ Waseda University ประเทศญี่ปุ่น และ University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้รูปแบบ Double Degree Program และในอนาคต หลักสูตรมีแผนที่จะขยายความเป็นนานาชาติให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางวิชาการและวิชาชีพให้แก่นิสิตอย่างรอบด้าน หลักสูตรยังมีรายวิชา Internship สำหรับนิสิตที่ต้องการฝึกงาน โดยสามารถนับหน่วยกิตเป็นส่วนหนึ่งของการสำเร็จการศึกษาได้อีกด้วย

รายวิชา Dracula and Modern Culture เปิดสอนครั้งแรกในปี 2562 โดย Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา) ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญจากประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ Bram Stoker ในการสร้างสรรค์ผลงานคลาสสิก Dracula

ตอนที่เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่ในปี 2561 เห็นรายวิชา Dracula ในร่างหลักสูตรใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แต่ยังไม่มีผู้สอน ก็ตื่นเต้นมากเพราะตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิก และ Dracula ซึ่งตรงกับรายวิชานี้พอดี

Dr. Ancuta เรียกตัวเองว่า “Gothicist” มีความสนใจและเชี่ยวชาญด้าน Cultural Studies (การศึกษาทางวัฒนธรรม) โดยเบื้องต้นเริ่มจากการเรียนวรรณกรรม จากนั้นก็ขยับไปสู่ภาพยนตร์ อาจารย์เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเกี่ยวกับเรื่องผี และเรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับกอทิกและความสยองขวัญ นอกจากนั้น อาจารย์ยังเขียนหนังสือ Where Angels Fear to Hover: Between the Gothic Disease and the Metaphysics of Horror (2548) และมีผลงานวิจัยที่ครอบคลุมบริบทสหวิทยาการของศิลปะกอทิก และสยองขวัญร่วมสมัย ตั้งแต่นิยายยอดนิยม ภาพยนตร์และวิดีโอ มัลติมีเดียและศิลปะการแสดง ละครเวที ดนตรีและการเต้นรำ การ์ตูนและนิยายภาพ ไปจนถึงแฟชั่นและวิถีชีวิตทางเลือก ในช่วงหลังๆ Dr. Ancuta สนใจผี แวมไพร์ และความลึกลับในเอเชียด้วย โดยเน้นไปที่ Asian Gothic และ Asian Horror

แดร็กคูลา เป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงฟื้นฟูวรรณกรรมกอทิกในศตวรรษที่ 19 (ปี 2440) กว่าศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกตีความในหลายแง่มุม ซึ่งในรายวิชา “Dracula and Modern Culture” นิสิตก็จะได้อ่านวรรณกรรมและวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ โดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยและทฤษฎีทางสังคม

รายวิชานี้เป็นเวอร์ชันปฏิบัติของวิชาการศึกษาวัฒนธรรมเบื้องต้น ในชั้นปีที่ 1 นิสิตหลักสูตร BALAC จะเรียนวิชา Introduction to Cultural Studies ซึ่งจะช่วยให้นิสิตคุ้นเคยกับทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษาวัฒนธรรม แต่เป็นวิชาที่หนัก ทฤษฎีเยอะและยาก พอมาเรียนวิชา Dracula นิสิตจะได้กลับมาทบทวนแนวคิดเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของ แวมไพร์” ซึ่งทำให้สนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ

Dr.Ancuta กล่าวว่าเนื้อหาของรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของแวมไพร์ในวัฒนธรรมมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน

การเรียนเริ่มจากมองแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นบ้าน (folklore) ในอดีตผู้คนเชื่อว่าแวมไพร์มีอยู่จริง ในประเทศโรมาเนียมีสุสานแวมไพร์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องนี้ การเรียนรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเรื่องแฟนตาซี แต่เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในวัฒนธรรมมนุษย์ จะช่วยให้นิสิตเข้าใจบริบททางสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” Dr.Ancuta อธิบาย

Dr.Ancuta กล่าวว่า จุดเด่นของรายวิชาอยู่ที่การวิเคราะห์ Dracula ผ่านเลนส์ของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ชนชั้น (class) และชาติพันธุ์ (race)

 “แวมไพร์เป็นมากกว่าสัตว์ประหลาดในนิยาย แต่สัตว์ประหลาดเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรม (cultural constructs)” Dr.Ancuta กล่าวและอธิบายว่า รายวิชานี้ใช้ สัตว์ประหลาด” (monsters) เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่แค่ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสังคม

Dr. Ancuta ยกตัวอย่างการศึกษาเรื่อง แวมไพร์หญิง และ monstrous feminine โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม ทฤษฎีเพศนิยม การเมืองเพศ มาตรฐานเพศ (gender norms) และภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงผู้หญิงกับความชั่วร้าย

ทำไมใน Dracula มีตัวละครหญิงไม่มาก ทำไมสัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง” Dr. Ancuta ตั้งคำถามชวนคิด ในสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchal society) สัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง ผีในเอเชียมักเป็นผีผู้หญิง เพราะตัวละครเหล่านี้ถูกใช้สอนให้ผู้หญิงเชื่อฟัง และถ้าเป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกถอดเป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยง น่ากลัว เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้ามีการถอดรหัสออกมา สัตว์ประหลาดจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องความหลากหลาย (diversity) เพศ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ผู้อพยพ ฯลฯ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ เพราะบางครั้งเราต้องการสัตว์ประหลาด เพื่อให้เรามีที่ระบาย

การเรียนรายวิชา Dracula ยังสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติ Dr.Ancuta ให้นิสิตชมและวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu (2567) ซึ่งมีโทนการต่อต้านชาวยิวแฝงอยู่ (antisemitism) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาแนวความคิดที่เชื่อมโยงลักษณะหน้าตาของ Dracula กับทฤษฎีอาชญวิทยา (criminal anthropology) ของ Cesare Lombroso ที่พยายามอธิบายว่าอาชญากรสามารถระบุได้จากลักษณะภายนอก ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางสังคม

ภาพลักษณ์แวมไพร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากยุคสมัยที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแดร็กคูลาเท่าแวมไพร์ในหนังเรื่อง Twilight ซึ่งภาพลักษณ์อาจไม่ได้น่ากลัว แต่กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนเอาใจช่วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นแวมไพร์ที่น่ากลัว กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา Dr.Ancuta กล่าวและว่า ปัจจุบัน แวมไพร์เข้าไปอยู่ในละคร ซีรีส์ เรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ มากมาย แสดงว่าในวันนี้เรายอมรับและเห็นใจสัตว์ประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคม ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการยอมรับ ความเป็นอื่น” (otherness) มากขึ้น

Dr. Ancuta กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชานี้มีความเป็นสากลและเกี่ยวข้องกับบริบทเอเชียด้วย นิสิตจะได้วิเคราะห์ภาพลักษณ์ข้ามชาติ (transnational) ของแวมไพร์ โดยดูว่าแวมไพร์ในสื่อที่ไม่ใช่ตะวันตก เช่น ภาพยนตร์เกาหลี อนิเมะญี่ปุ่น มีลักษณะอย่างไรและสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร

ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในตำนานของเอเชีย เช่น คูมิโฮ (kumiho) จากเกาหลี ในตอนแรกอาจไม่มีอะไรเหมือนแวมไพร์เลย แต่ในงานเขียนสมัยหลัง รูปลักษณ์อาจถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนแวมไพร์ เช่น ดื่มเลือด Dr.Ancuta อธิบายถึงกระบวนการที่เรียกว่า “vampirization” (การทำให้เป็นแวมไพร์)

ในบริบทไทยอาจไม่มีแวมไพร์แบบที่เป็นสากล แต่ ผีไทย ก็มีลักษณะบางอย่างที่อาจมาจากกระบวนการทำให้เป็นแวมไพร์ (vampirized)

ผีไทยกินไส้ กินขี้ไคล ไม่ได้ดูดเลือดแบบแวมไพร์ แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียง คนเลยมักบอกว่า เหมือนแวมไพร์’ แต่ไม่ใช่แวมไพร์ การเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้นิสิตเห็นความเป็นสากลของแนวคิดเรื่องสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าแต่ละวัฒนธรรมมีวิธีการแสดงออกถึงความกลัวและความเชื่อที่แตกต่างกันไป

แม้ปัจจุบัน AI จะเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนและการประเมินผล แต่สำหรับรายวิชานี้ Dr. Ancuta เน้นให้นิสิตลดการพึ่งพา AI และกลับมาฝึกฝนทักษะภายในของตัวเอง

การมอบหมายงานให้นิสิตในยุค AI จึงต้องคิดงานที่ไม่ให้นิสิตนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดเอง ดังนั้นการเรียนจะต้องตัดงานเรียงความ (essay) แบบดั้งเดิมออก แต่จะเน้นการวิเคราะห์แทน ส่วนการประเมินผลก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเน้นงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยความที่แวมไพร์ ยังไม่มีองค์ความรู้ตายตัวแบบวิชาอื่น” จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ต่างๆ ด้วยตัวเอง” 

Dr.Ancuta กล่าวด้วยความภูมิใจว่า รายวิชา “Dracula and Modern Culture” เป็นหนึ่งในรายวิชาที่ดึงดูดผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตร BALAC ความนิยมในรายวิชานี้สะท้อนว่าการออกแบบหลักสูตรที่กล้าแตกต่างและมีเอกลักษณ์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม และการใช้แวมไพร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้เนื้อหาน่าสนใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังช่วยให้นิสิตเห็นว่าการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องและมีความหมายในโลกร่วมสมัยอย่างไร

เมื่อ Dracula ก้าวออกจากเงามืด สู่ห้องเรียนที่จุฬาฯ เขาไม่ได้มาเพื่อดูดเลือด แต่มาเพื่อส่องสว่างให้นิสิตเห็นถึงความซับซ้อนของสังคมมนุษย์ ความกลัว ความปรารถนา และความหวังของเรา ท้ายที่สุดแล้ว แวมไพร์ที่เราศึกษาไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากนิยาย แต่คือสิ่งสะท้อนกลับมาจากกระจกเงาของวัฒนธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อในหลักสูตร BALAC หรือต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับรายวิชา Dracula and Modern Culture สามารถติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://www.arts.chula.ac.th/balac/ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://asiangothic.houseoftoyols.com เพื่อสำรวจโลกแห่งแวมไพร์และวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่น่าสนใจ

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

3 มกราคม 2569 กิจกรรมต้อนรับพระธรรมยาตราจากที่ว่าการอำเภอสองพี่น้อง ไปยังอนุสรณ์โลตัสแลนด์ สถานที่เกิดรูปกายเนื้อ อนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี กิจกรรมเริ่มเวลา 14.30 น. พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก พร้อมด้วยพระครูธรรมธรอารักษ์ ญาณารกฺโข เดินนำคณะพระธรรมยาตรา 1,142 รูป ในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

เริ่มต้นเดินกิโลเมตรที่ 0.0 จากที่ว่าการอำเภอสองพี่น้อง เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน3260 ผ่านหน้ารพ.สมเด็จพระสังฆราช ตลาดบางลี่ เลี้ยวขวาเข้าสู่เทศบาลอำเภอสองพี่น้อง เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนราษฏร์อุทิศ สิ้นสุดที่อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี(โลตัสแลนด์) รวมระยะทางทั้งสิ้น 6.04 กิโลเมตร มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมโปรยกลีบดอกเบญจทรัพย์และทรัพย์บานชื่นตลอดเส้นทาง

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า โครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 14 จัดโดยเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก องค์การพุทธโลก (พล) วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และภาคีเครือข่ายชาวพุทธกว่า 20 องค์กร ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง อันเกี่ยวเนื่องกับพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้แก่ ลำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ ลำดับที่ 2 คลองบางนางแท่น อ.สามพราน จ.นครปฐม สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต ลำดับที่ 3 วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดในเพศสมณะ ลำดับที่ 4 วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี สถานที่เกิดด้วยกายธรรม ลำดับที่ 5 วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย และลำดับที่ 7 วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน และราชการ ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธผ่านการร่วมทำกิจกรรมธรรมยาตรา อาทิ ถวายสังฆทาน สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม จุดประทีป ทอดผ้าป่าบำรุงวัด มอบทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาและเยาวชนในชุมชน อีกทั้งส่งเสริมศีลธรรม และปลูกฝังให้เยาวชนรักวัดในท้องถิ่นด้วยกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามหลัก “บวร” เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และน้อมบุญที่เกิดขึ้นถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

ตลอดโครงการ ฯ พุทธศาสนิกชนสามารถร่วมกิจกรรมธรรมยาตราได้ดังนี้ ร่วมต้อนรับพระธรรมยาตรา วันที่ 3, 7, 11, 14, 18 และ 25 พิธีตักบาตรพระ 1,142 รูป วันที่ 7, 11, 14, 18, และ 24 พิธีจุดประทีป วันที่ 6 ,10, 13, 17, 23, 24 และ 31 พิธีถวายสังฆทานรวม 360 กว่าวัด วันที่ 6, 17 และ 23 พิธีทอดผ้าป่าบำรุงวัดรวม 32 วัด วันที่ 5, 9, 12, 15, 16, 20, 22, 27 และ 28 พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 โดยติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการได้ทาง http://www.gbnus.com และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.02-831-1234

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

3 มกราคม 2569 กิจกรรมต้อนรับพระธรรมยาตราจากที่ว่าการอำเภอสองพี่น้อง ไปยังอนุสรณ์โลตัสแลนด์ สถานที่เกิดรูปกายเนื้อ อนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี กิจกรรมเริ่มเวลา 14.30 น. พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก พร้อมด้วยพระครูธรรมธรอารักษ์ ญาณารกฺโข เดินนำคณะพระธรรมยาตรา 1,142 รูป ในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

เริ่มต้นเดินกิโลเมตรที่ 0.0 จากที่ว่าการอำเภอสองพี่น้อง เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน3260 ผ่านหน้ารพ.สมเด็จพระสังฆราช ตลาดบางลี่ เลี้ยวขวาเข้าสู่เทศบาลอำเภอสองพี่น้อง เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนราษฏร์อุทิศ สิ้นสุดที่อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี(โลตัสแลนด์) รวมระยะทางทั้งสิ้น 6.04 กิโลเมตร มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมโปรยกลีบดอกเบญจทรัพย์และทรัพย์บานชื่นตลอดเส้นทาง

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า โครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 14 จัดโดยเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก องค์การพุทธโลก (พล) วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และภาคีเครือข่ายชาวพุทธกว่า 20 องค์กร ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง อันเกี่ยวเนื่องกับพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้แก่ ลำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ ลำดับที่ 2 คลองบางนางแท่น อ.สามพราน จ.นครปฐม สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต ลำดับที่ 3 วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดในเพศสมณะ ลำดับที่ 4 วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี สถานที่เกิดด้วยกายธรรม ลำดับที่ 5 วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย และลำดับที่ 7 วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน และราชการ ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธผ่านการร่วมทำกิจกรรมธรรมยาตรา อาทิ ถวายสังฆทาน สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม จุดประทีป ทอดผ้าป่าบำรุงวัด มอบทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาและเยาวชนในชุมชน อีกทั้งส่งเสริมศีลธรรม และปลูกฝังให้เยาวชนรักวัดในท้องถิ่นด้วยกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามหลัก “บวร” เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และน้อมบุญที่เกิดขึ้นถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

ตลอดโครงการ ฯ พุทธศาสนิกชนสามารถร่วมกิจกรรมธรรมยาตราได้ดังนี้ ร่วมต้อนรับพระธรรมยาตรา วันที่ 3, 7, 11, 14, 18 และ 25 พิธีตักบาตรพระ 1,142 รูป วันที่ 7, 11, 14, 18, และ 24 พิธีจุดประทีป วันที่ 6 ,10, 13, 17, 23, 24 และ 31 พิธีถวายสังฆทานรวม 360 กว่าวัด วันที่ 6, 17 และ 23 พิธีทอดผ้าป่าบำรุงวัดรวม 32 วัด วันที่ 5, 9, 12, 15, 16, 20, 22, 27 และ 28 พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 โดยติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการได้ทาง http://www.gbnus.com และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.02-831-1234

‘องคมนตรี-ราชนิกุล-หน่วยงานภาครัฐ-ปชช.’พร้อมใจลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

'องคมนตรี-ราชนิกุล-หน่วยงานภาครัฐ-ปชช.'พร้อมใจลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

‘องคมนตรี-ราชนิกุล-หน่วยงานภาครัฐ-ปชช.’พร้อมใจลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

องคมนตรี ราชนิกุล หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร มูลนิธิ โรงเรียน และประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง นำข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เชิญแจกันดอกไม้ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมลงนามถวายพระพร เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

นอกจากนี้ มีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และผู้บริหารภาคเอกชนต่างๆ อาทิ คณะองคมนตรี , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , กระทรวงการคลัง , กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงยุติธรรม , กระทรวงกลาโหม,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , กระทรวงคมนาคม , กระทรวงสาธารณสุข , โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ , โรงเรียนจิตรลดา , โรงเรียนวัดท่าชัย , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร , กองทัพเรือ , ธนาคารแห่งประเทศไทย , กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ฯ , กรุงเทพมหานคร , หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , กรมทรัพยากรน้ำ , กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก , กรมทรัพยากรน้ำบาดาล , กรมควบคุมมลพิษ , กรมฝนหลวงและการบินเกษตร , กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช , กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , กรมที่ดิน , กรมอุตุนิยมวิทยา , กรมแพทย์ทหารบก, กรมสรรพาวุธทหารบก, กรมทรัพยากรธรณี , กรมป่าไม้ , กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , กรมบัญชีกลาง , กรมธนารักษ์, กรมโยธาธิการและผังเมือง

กรมการปกครอง , กรมสรรพสามิต , กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย , กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก , กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น , สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย , สำนักงาน กปร., สำนักงานสถิติแห่งชาติ , สำนักงาน กสทช., สำนักงานราชบัณฑิตยสภา , สำนักงานคณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานอัยการสูงสุด , สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ , ตำรวจภูธรภาค 1 , องบัญชาการตำรวจนครบาล, สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี , สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา , สำนักงาน ก.พ. , เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

สำนักงาน ป.ป.ท. , สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม , กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร , สำนักข่าวกรองแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค , สถาบันพระปกเกล้า , สำนักงานปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงภายในกองทัพบก , หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน , คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน , สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ,มูลนิธิอุบลรัตน์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ , สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) , มูลนิธิอิศรางกูร , บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด , บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด , เอไอเอส , กลุ่มบีเจซีบิ๊กซี ราชนิกุลสุจริตกุล , ราชนิกุลบุนนาค , ราชนิกุล ณ บางช้าง , ราชสกุล มนตรีกุล

นอกจากนี้ ที่บริเวณด้านหน้าศาลาสหทัยสมาคม มีประชาชนจากกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง พร้อมใจกันไปลงนามถวายพระพรด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ไปลงนามถวายพระพรทุกคน ในวันแรกของการเริ่มพุทธศักราชใหม่ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

– 006

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.28 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

1 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569 และตักบาตรฉลองพระบวชใหม่ รุ่นบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชน จำนวนมาก ใส่ชุดขาวๆมาร่วมงาน ต่อด้วยภาคสายพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันปฏิบัติธรรม  ประกอบพิธีบูชาข้าวพระ และถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ณ วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ในปี 2569 ทางคณะกรรมการตักบาตร ทั่วไทย ขอเชิญชวนสาธุชนผู้มีบุญร่วมกันสั่งสมบุญ ด้วยการตักบาตรพระ 1,000 รูป เมืองตรัง ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์, ตักบาตรพระ 1,111 รูป จังหวัดน่าน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์, ตักบาตรพระ 11,250 รูป นครศรีธรรมราช ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์,ตักบาตรพระเมืองโคราช 558 ปี 10,000 รูป ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

เมื่อคืนที่ผ่านมาพระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เมตตาเป็นประธานสงฆ์พิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 8,000ล้านจบ และสวดมนต์ข้ามปี สร้างบุญเป็นสิริมงคลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ มหารัตนวิหารคด หน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์

ด้านพระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่าเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ วัดพระธรรมกาย ได้มีพิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 8,000 ล้านจบ หลัก ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ด้วยขณะสวด ผู้สวดไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น ด้วยกาย วาจา ใจ ขณะสวดเป็นการทบทวนคำสอน และสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ถือเป็นการทำดี ด้วยกาย วาจา ใจ และจิตที่เกาะเกี่ยวแน่วแน่อยู่ในบทสวด เป็นการเจริญสติ สมาธิภาวนา ลดละกิเลสในใจ บังเกิดจิตที่ผ่องใสแก่ตนเอง

นอกจากนี้ที่วัดพระธรรมกายได้เปิดสวนดอกไม้ “ทุ่งสวรรค์ ตะวันฉาย” ให้ประชาชนเข้าชมฟรีจนถึง วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นสวนดอกเบญจมาศ สีชมพู อยู่บริเวณฝั่งทิศตะวันออก ลานจอด P13 วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ปลูกเพื่อนำไปบูชาพระรัตนตรัยในกิจกรรมต้อนรับพระภิกษุธรรมยาตราโครงการกตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 14 ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 2-31 มกราคมนี้

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

1 มกราคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว – โรงแรมมืออาชีพ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว - โรงแรมมืออาชีพ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว – โรงแรมมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พร้อมเปิดโครงการการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work Integrated Learning: WIL) ประจำปีการศึกษา 2568 ร่วมกับ 19 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดกระบี่ มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมให้มีทักษะพร้อมทำงานจริง ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

รศ.ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มวล. กล่าวว่า โครงการ WIL ถือเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ที่มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาให้มีองค์ความรู้ควบคู่กับทักษะและประสบการณ์จริง โดยหลักสูตรการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมของสำนักวิชาการจัดการ ถือเป็น “หลักสูตรต้นแบบ CWIE” (Cooperative and Work Integrated Education) ที่ได้รับการยอมรับและบรรจุในคู่มือของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เพื่อใช้เป็นแนวทางให้กับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

“ความร่วมมือกับ 19 หน่วยงานในจังหวัดกระบี่ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของภาคีเครือข่ายที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและการบริการ นักศึกษาทั้ง 70 คน จะได้เรียนรู้จากของจริงและทำงานจริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการที่มีคุณภาพในอนาคต” รศ.ดร.จรัญ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. กล่าวถึงรายละเอียดโครงการว่า สำนักวิชาฯ ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบ WIL มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 และได้บรรจุลงในหลักสูตรอย่างเต็มรูปแบบในปี 2567 โดยโครงการประจำปีการศึกษา 2568 นี้ มีนักศึกษาชั้นปีที่ 2 เข้าร่วมจำนวน 70 คน มีระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 5 เดือน (20 ตุลาคม 2568 – 27 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งแบ่งรูปแบบการเรียนรู้เป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วงแรกเป็นการเตรียมความพร้อม (2 เดือน) : การเรียนทฤษฎีเข้มข้นในรายวิชาการดำเนินงานและการจัดการงานบริการโรงแรม ณ มหาวิทยาลัย

ต่อมาเป็นช่วงศึกษาดูงาน (1 สัปดาห์) การลงพื้นที่จังหวัดกระบี่เพื่อเรียนรู้ภาคทฤษฎีควบคู่การปฏิบัติ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากโรงแรมชั้นนำ อาทิ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท, โรงแรมเซ็นทารา อ่าวนาง บีช รีสอร์ท และอ่าวนาง ปริ้นซ์วิลล์ วิลล่า รีสอร์ท รวมถึงการรับฟังบรรยายพิเศษจาก ททท. สำนักงานกระบี่ และเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมอันดามัน

และสุดท้ายเป็นช่วงปฏิบัติงานจริง (12 สัปดาห์) นักศึกษาจะเข้าปฏิบัติงานในสถานประกอบการโรงแรม 17 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ ทั้งแผนกอาหารและเครื่องดื่ม และแผนกแม่บ้าน โดยมีรูปแบบการทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน และเรียนรู้ในห้องเรียนทุกวันศุกร์ ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองกระบี่ อีก 1 วัน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารโรงแรมมืออาชีพเป็นอาจารย์พิเศษ

สำหรับการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากหน่วยงานหลัก อาทิ เทศบาลเมืองกระบี่, สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกระบี่ และผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำ 17 แห่ง ที่เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย