‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732171

‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “A day with Chef Kapom @DPU” เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ได้เชิญ “เชฟกะปอม” แชมป์จากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ YouTuber ชื่อดังที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนในเวลาเพียง 11 เดือน สาธิตการทำอาหารจากพืชผักสวนครัวที่นักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มธบ.ได้ปลูกไว้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ต่อยอดจากความรู้วิชาการด้านการประกอบอาหารที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ขั้นตอนและเทคนิคการทำอาหารจากผู้มีประสบการณ์จริง

นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยและคณะให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง สถานที่จริง และผู้ประกอบการจริง ซึ่งการจัดกิจกรรม A day with Chef Kapom @DPU เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาหลักสูตร สาขาวิชาการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ได้ลงมือปฏิบัติจริงกับเชฟผู้เชี่ยวชาญ

เพราะการได้ลงมือปฏิบัติพร้อมกัน ได้เห็นและได้รู้มากขึ้น ที่สำคัญการได้ชิมอาหาร ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากการทำอาหาร นอกจากการรู้สูตรทำอาหาร วิธีทำอาหารที่ถูกต้องแล้ว ต้องเข้าใจและรู้ถึงรสชาติ “อร่อย” ถูกปากผู้บริโภคด้วย โดยเชฟกะปอม ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีการทำสื่อออนไลน์ เป็นที่รู้จักของคนจำนวนกว่าล้านคน รวมถึงมีการทำอาหารจากการใช้เครื่องปรุง วัตถุดิบในท้องถิ่นของไทย ซึ่งจะแสดงให้นักศึกษาได้เห็นอย่างชัดเจนว่า วัตถุดิบในชุมชนท้องถิ่น สามารถนำมาประกอบอาหารให้มีรสชาติที่หลากหลายและอร่อยถูกใจผู้บริโภค

“ขณะเดียวกันทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพนี้ เป็นการจุดประกายความฝัน และความหวังของนักศึกษาในการเป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพได้ เพราะอย่างเชฟกะปอมก็เริ่มต้นจากงานด้านอื่น แต่ด้วยความรัก ความพยายาม ใฝ่รู้ ตั้งใจ ทำให้เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ซึ่งนักศึกษาทุกคนมีโอกาสเป็นได้เหมือนกับเชฟกะปอม” คณบดีคณะการท่องเที่ยวฯ มธบ. กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เรื่องของอาหารการกิน และการบริการด้านอาหาร แตกต่างไปจากเดิม มี platform ให้สั่งซื้ออาหารออนไลน์มากขึ้น ผู้คนคุ้นเคยกับการสั่งอาหารกล่องมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน สามารถขายออนไลน์ได้ นอกจากนี้ยังมีอาชีพ YouTuber เกี่ยวกับอาหาร Food Design ฉะนั้น ธุรกิจอาหาร และเชฟ จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีการปรับตัวและอยู่รอด

นางวสุกานต์ กล่าวต่อว่า อาหาร เป็นซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศ ที่จะนำความเป็นไทยไปสู่การเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ การพัฒนาอาหารให้มีเสน่ห์ น่าทาน ถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เป็นเรื่องที่นักศึกษาต้องรู้ ต้องเข้าใจ อย่างอาหารอร่อย ซึ่งต้องเข้าใจว่าลูกค้าอร่อยนั้นเป็นอย่างไร และทำอย่างไรให้อาหารอร่อย ต้องสนใจความต้องการของลูกค้า รวมถึงต้องสามารถสร้างจุดขาย การตลาด สร้างคอนเทนต์เพื่อนำเสนออาหารร่วมด้วย

ซึ่งการที่นักศึกษาได้สัมผัสกับเชฟเก่งผู้เชี่ยวชาญ ได้เห็นของจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและได้เรียนรู้ วิธีการทำอาหารที่ถูกต้อง อร่อย สะอาด รวดเร็วนั้นต้องทำอย่างไร ซึ่งเชฟกะปอมมีจุดแข็งในการทำอาหารได้เร็วมาก นักศึกษาได้สัมผัสกับผู้ที่ประสบความสำเร็จก็จะเกิดแรงบันดาลใจกระตุ้นให้เกิดการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เมื่อทำซ้ำๆ ด้วยใจรักก็จะเกิดความชำนาญ และทำอาหารได้ดี

อีกทั้งการร่วมทำ Work shop จะทำให้นักศึกษาเกิดความสนุก มีความสุขในการเรียน และการเกิดความกระตือรือร้นสนใจการเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม เป็นคณะที่ต้องเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติให้นักศึกษามีความสุข อยากเรียน อยากรู้และมีจิตใจบริการ Service mind ที่ดี อยากบริการอยากทำอาหาร ทำอาหารให้มีความอร่อยๆ และรวดเร็วให้แก่ลูกค้าได้ทาน

“หลังจากนี้ ทางคณะจะมีการจัดกิจกรรมอีก ให้ทั้งนักศึกษาหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ และสาขาวิชาการโรงแรมและธุรกิจอาหารได้เข้าร่วม เพื่อให้นักศึกษาได้ปฏิบัติจริง เช่น ทดลองเป็นไกด์ ต้องดูแลลูกทัวร์จริงๆ เพื่อให้ได้รู้จักการบริการ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เข้าสู่โลกของการทำงานจริงๆ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ Service mind” นางวสุกานต์ กล่าว

ด้าน นายอิศรา ดรลีเคน หรือ เชฟกะปอมแชมป์จากรายการ Master Chef Thailand Season 2 กล่าวว่า ปกติแล้วไม่ค่อยได้รับงานสาธิตในการทำอาหารให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ เนื่องจากงานประจำของตนเองก็มีจำนวนมาก ซึ่งผู้จัดการได้แนะนำให้นำความรู้ที่มีมาแบ่งปันให้แก่ผู้อื่น และการพบเจอผู้อื่น คนหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่จะทำให้ได้เห็นมุมมองความคิดและเปิดโลกของตนเองมากขึ้น เมื่อทางคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ.ติดต่อมา จึงตัดสินใจมาทำการสาธิตการทำอาหารให้แก่น้องๆ นักศึกษา

“การได้มาลงพื้นที่ปฏิบัติจริง สาธิตการทำอาหารให้แก่น้องๆ ทำให้ได้เห็นมุมมองความคิด วิธีทำอาหาร ความพยายามและวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ น้องๆ เป็นเชฟที่มีความคิดกล้าสอบถาม ยอมรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ และกล้าที่จะพูด ทำให้มุมมองของพวกเขาและผมเปลี่ยนแปลงไป น้องๆ ขยัน อดทน และพร้อมเรียนรู้ พยายามค้นหาวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งเหมาะกับอาชีพเชฟ ที่ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงทำอาหาร แต่ต้องนำวัตถุดิบที่มีมาใช้ให้มีคุณค่า และปรุงอาหารที่ถูกใจถูกปากผู้บริโภค” เชฟกะปอม กล่าว

เรื่องของอาหาร ใครๆ ก็สามารถทำได้เพียงแต่การทำอย่างถูกวิธี รู้จักเลือก ใช้วัตถุดิบที่เหมาะสม และทำอาหารให้อร่อย รวดเร็ว สะอาด ถูกปากผู้บริโภค การฝึกฝน ทำบ่อยๆ ซ้ำๆมีความจำเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อได้มาเรียนรู้หลักการ ได้มาลองปฏิบัติจริงโดยมีประสบการณ์จากเชฟตัวจริง เชฟที่ประสบความสำเร็จ เสมือนเป็นช่องทางลัดที่ทำให้ทุกคนเป็นเชฟคุณภาพ เชฟที่ใครๆ ก็ต้องการได้มากกว่าการไปลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732246

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.43 น.

ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน

21 พฤษภาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในห้วงวันที่ 19 – 21 พฤษภาคม 2566 ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ อาทิ

1. กรุงเทพมหานคร ที่วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร พระพรหมวัชรเมธี เจ้าคณะภาค 9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เป็นประธานสงฆ์นำคณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา พุทธศาสนิกชน ร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเย็น เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

2. จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พระครูสุตธรรมวงศ์ เจ้าคณะตำบลขอนแก่น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางปราณี ประทุมมา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย นายประยูร จรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนชาวร้อยเอ็ด ร่วมทำบุญตักบาตรวันอาทิตย์นอกเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

3. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน นายวิจารณ์ จุนทวิจิตร นายอำเภอเกาะพะงัน พร้อมด้วยกรรมการและสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอเกาะพะงัน ธนาคารเลือดโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 180 ราย มีผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา 5 ราย และผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ 4 ราย

4. จังหวัดสระบุรี ที่หอประชุมอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ นางณัฏฐนันท์ โล่ห์เงิน กรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี นำสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 49 ราย และมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ 1 ราย

5. จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสันฉะเชิงเทรา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 64 ราย

6. จังหวัดแพร่ ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแพร่ อำเภอเมืองแพร่ เหล่ากาชาดจังหวัดแพร่ ร่วมกับโรงพยาบาลแพร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแพร่ ออกรับบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 42 ราย

7. จังหวัดพิษณุโลก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อำเภอเมืองพิษณุโลก เหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับโรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 78 ราย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันประกอบกิจกรรมทางศาสนาและทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ ศาสนสถานและสถานที่ต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัด เพื่อร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

– 006

‘ยูเนสโก’รับรอง’คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ’ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732189

'ยูเนสโก'รับรอง'คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ' เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

‘ยูเนสโก’รับรอง’คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ’ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.28 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2566 นายอรรพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในฐานะรองประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้การเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยโครงการและความร่วมมือกับองค์การอื่นๆ (Programme and External Relations Commission – PX) ในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 216 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2566 ณ องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก (Nominations of new items of documentary heritage to be inscribed on the Memory of the World International Register) ซึ่งรวมถึงคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ (National Collection of Palm-Leaf Manuscripts of Phra That Phanom Chronicle)

ทั้งนี้ คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ จัดเป็นเอกสารโบราณสำคัญ เป็นของแท้ดั้งเดิมที่มีเพียงคัมภีร์เดียว เนื้อหาจัดเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาฉบับพื้นถิ่นภาคอีสานที่ใช้สำนวนภาษาเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค เป็นหนังสือใบลานจารด้วยอักษรธรรมอีสาน ภาษาไทย และภาษาบาลี ที่มีทำนองการแต่งเป็นภาษาโบราณแบบเฉพาะของท้องถิ่น มีความไพเราะ แทรกคติธรรม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี มีการใช้คำเป็นสำนวนภาษาให้เห็นภาพพจน์ ทำนองเปรียบเทียบ มีจำนวน 7 ผูก มีหลักฐานปรากฏอยู่ในลานหน้าสุดท้ายกล่าวไว้ชัดเจนว่าหนังสือฉบับนี้อาชญาเจ้าพระอุปราช พร้อมด้วยบุตร ภรรยา ให้สร้างขึ้นไว้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2405 อีกทั้งรูปอักษรธรรมอีสานนี้ใช้จารเรื่องในคัมภีร์ก็เป็นอักษรโบราณที่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว สภาพทั่วไปแข็งแรง เส้นอักษรยังเห็นได้ชัดเจน เนื้อเรื่อง เบื้องต้นเกริ่นนำด้วยนิทานตำนานเมืองต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณริมฝั่งน้ำโขง สาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่อุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ได้มาประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ด้วยอำนาจบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้ ส่วนความสำคัญของเนื้อหา นอกจากจะสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมของชุมชนในท้องถิ่นที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งแล้ว ยังแสดงถึงความเป็นบทประพันธ์ประเภทวรรณกรรมพื้นบ้านที่แฝงไว้ด้วยคติธรรม ความเชื่อของชุมชนในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ ความเอื้ออาทรต่อกันของคนในหมู่ชนที่ร่วมสังคมเดียวกันประดุจคนในครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสอดคล้องกับวัฒนธรรม อารยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ที่แพร่กระจายอยู่โดยรอบภูมิภาคของพื้นถิ่น ซึ่งมีการอยู่อาศัยของผู้คนตลอดบริเวณพื้นที่แถบลุ่มน้ำโขงและใกล้เคียงอย่างยั่งยืน ยาวนานไม่ขาดช่วงจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในทางการเมืองจะมีการแบ่งเขตบ้านแดนเมืองเป็นประเทศต่างๆ กันแล้วก็ตาม แต่ความเคารพนับถือศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา อันมีพระธาตุพนมเป็นหลักชัย ยังยืนหยัดอย่างมั่นคง หลอมรวมจิตใจชาวพุทธ สืบสานกันมาตลอดสองฝั่งแม่น้ำโขง เป็นความเชื่อมโยงที่เหนียวแน่นชัดเจนตราบถึงทุกวันนี้

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า การขึ้นทะเบียนเอกสารหรือเหตุการณ์สำคัญเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก มีกระบวนการการพิจารณาโดย International Advisory Committee (IAC) และรับรองโดยที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ในครั้งนี้ ซึ่งมีรายชื่อขึ้นทะเบียนทั้งหมด 64 รายการ ประเทศไทยเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก รอบปี ค.ศ.2022 – 2023 จำนวน 2 รายการ ได้แก่ หนังสือสมุดไทย เรื่อง นันโทปนันทสูตรคำหลวง และคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ (IAC) และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ที่ได้พิจารณารับรองคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก อย่างไรก็ตาม หนังสือสมุดไทย เรื่อง นันโทปนันทสูตรคำหลวง ยังไม่ผ่านการพิจารณาโดยได้รับการแก้ไข 3 ครั้ง จึงขอให้ยูเนสโกมีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขเอกสารให้ถูกต้องต่อไป

ตั้งแต่ปี’65 ‘ตรีนุช’ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732182

ตั้งแต่ปี'65 'ตรีนุช'ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

ตั้งแต่ปี’65 ‘ตรีนุช’ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.00 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ว่า ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้สื่อสารซักซ้อมความเข้าใจการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ยุวกาชาด โดยให้โรงเรียนดำเนินการอย่างยืดหยุ่น ไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ปกครอง การเรียนวิชาวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ที่มีเครื่องแบบ ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบครบชุด แต่ขอให้มีสัญลักษณ์เฉพาะบ่งบอกให้รู้ว่าเด็กได้เรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด เช่น มีผ้าผูกคอผืนเดียวได้ เพราะเป้าหมายสำคัญของการเรียนวิชานี้อยู่ที่กิจกรรม จิตอาสา การบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม การเสียสละ มากกว่าการให้ความสำคัญกับชุดยูนิฟอร์ม และขณะนี้สถานศึกษาหลายแห่งก็ได้ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้เปิดภาคเรียนใหม่ ในปีการศึกษา 2566 แล้ว ซึ่งสถานศึกษาทุกแห่งได้รับเงินอุดหนุนรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเงินอุดหนุนโครงการอาหารกลางวันในอัตราใหม่ที่รัฐบาลได้ปรับเพิ่มขึ้นให้ ดังนั้น ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งใช้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาอย่างคุ้มค่า โปร่งใส่ ตรวจสอบได้ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอน การจัดเมนูอาหารกลางวันให้เด็กได้รับอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ตามช่วงวัย ความปลอดภัยในสถานศึกษา การเฝ่าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และที่สำคัญสิ่งใดที่ไม่จำเป็น และจะเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ปกครองขอให้สถานศึกษางด ยกเว้น และยืดหยุ่นให้มากที่สุด

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการผ่อนคลายกฎ ระเบียบต่างๆ ให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการศึกษาได้อย่างคล่องตัว สอดรับกับบริบทของพื้นที่ที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน รวมถึงมีการปรับปรุงกฎ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับนักเรียน ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ไม่บังคับ เช่น เรื่องทรงผมของนักเรียน ก็ได้มีการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 แล้วให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดเป็นระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง โดยการออกระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือ ผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชน ท้องถิ่น บุคคล หรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนก่อนการประกาศใช้

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732150

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.50 น.

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

21 พฤษภาคม 2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศวันรับสมัครสอบครูผู้ช่วย ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2566 เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด จึงได้กำหนดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2566 ดังนี้

1. ประกาศรับสมัคร / ภายในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2566

2. รับสมัคร / วันพุธที่ 31 พฤษภาคม – วันอังคารที่ 6 มิถุนายน 2566 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

3. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ข / ภายในวันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2566

4. ประเมินจากการสอบข้อเขียน

ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป / วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2566

ภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ / วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2566

5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่าน ภาค ก และ ภาค ข เพื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ค / ภายในวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2566

6. ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา / ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566)

7. ประกาศผลการสอบแข่งขัน / ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566)

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.obec.go.th หรือโทร. 02 2885511 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลห่วงใยผู้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตําแหน่งครูผู้ช่วย ให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่จะฉวยโอกาสหลอกลวงเรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่าน หรือเข้ารับการบรรจุในตำแหน่งครูผู้ช่วยได้  หากพบเห็นผู้ที่มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบทันที หากพบมีการหลอกลวงจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายในทันที

“ที่สำคัญกระบวนการรับสมัครและจัดสอบครูผู้ช่วยต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพราะหากผู้สมัครเข้ามาสอบรับราชการด้วยวิธีการทุจริต ย่อมกระทบจรรยาบรรณวิชาชีพ อาจถูกตัดสิทธิสอบครูผู้ช่วยตลอดชีวิตและไม่มีสิทธิสอบเป็นข้าราชการได้อีก” น.ส.ทิพานัน กล่าว

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732122

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 09.05 น.

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

21 พฤษภาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยความปลอดภัยของนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ภายหลังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปี 2563-2565 เกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 27 ครั้ง บาดเจ็บและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 485 ราย เสียชีวิต 2 ราย โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้โรงเรียน สถานศึกษา กรมการขนส่งทางบก กำกับดูแลรถที่ให้บริการรับส่งนักเรียน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน

นายอนุชา กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนได้ โดยต้องมีการรับรองการใช้รถดังกล่าวจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งต้องได้มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด อาทิ ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืนในห้องโดยสารเด็ดขาด

กรณีเป็นรถสองแถว ต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก

ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้นโดยต้องนำรถเข้าตรวจสอบ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งจะได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราว คือครั้งละ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น 

นอกจากนี้ รถรับส่งนักเรียนทุกคันที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถให้เห็นชัดเจน มีไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันหรือสีแดงเปิดปิดเป็นระยะติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน พร้อมมีอุปกรณ์ส่วนควบตามที่กำหนด ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น เครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม

ทางประตูทางขึ้นลงหรือเป็นช่องเปิดต้องมีความปลอดภัย ห้ามมีที่ยืนบนรถ โครงสร้างหลังคามั่นคงแข็งแรง และที่สำคัญผู้ขับรถโรงเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งต้องไม่เคยมีประวัติเสียหายอันเกิดจากการขับรถมาก่อน รวมถึงต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่ง หากพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที และไม่สามารถขออนุญาตได้อีกจนกว่าจะพ้น1 ปีไปแล้ว

นายอนุชา ระบุว่า นายกฯ เป็นห่วงความปลอดภัยของนักเรียนที่โดยสารรถรับส่งนักเรียน กำชับให้กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนร่วมกันอย่างเข้มงวด คุมเข้มมาตรการควบคุมดูแลคนขับรถและสภาพรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด รวมทั้งขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้บุตรหลานขึ้นรถรับส่งนักเรียน ได้ช่วยกันสังเกตตรวจดูรถทุกคันว่าได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากพบไม่ได้มาตรฐานให้แจ้งกับทางโรงเรียน หรือกรมการขนส่งทางบกเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

“นอกจากการตรวจสอบความปลอดภัยของตัวรถและพนักงานขับรถแล้ว ขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับรถรับส่งนักเรียนอย่างต่อเนื่อง พนักงานขับรถ ผู้ควบคุมนักเรียน และนักเรียน ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดการเดินทาง จัดให้มีแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือไว้ประจำรถทำความสะอาดรถรับส่งนักเรียนก่อนและหลังการให้บริการ โดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ราวจับ ที่เปิดประตู เบาะนั่ง ที่วางแขน เป็นต้น เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อถ่ายเทระบายอากาศภายในตัวรถ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้บริการรถรับส่งนักเรียนของนักเรียนและผู้ปกครอง” นายอนุชา กล่าว

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม’ผอ.รร.’ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732086

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม'ผอ.รร.'ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม’ผอ.รร.’ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.49 น.

20 พ.ค.66 หลังเกิดกระแสในประเด็นยกเลิกการแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารีเพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครอง จนกระทั่งล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ ว่าที่ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล ทำหนังสือเปิดผนึกถึงผู้อำนวยการโรงเรียนใน กทม. เขต 28 ขอยกเว้นแต่งชุดลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด โดยแนะให้สวมใส่เพียงผ้าผูกคอ และวอกเกิ้ลนั้น

พบว่า บนเฟซบุ๊ก ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์  ของนายอนุสรณ์ เสระศาสตร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนถนอมราษฏร์บำรุง จ.ตาก ได้โพสต์ข้อความไว้เมื่อวานนี้ว่า ผมเป็นคนรักและศรัทธาในกิจการลูกเสือมากกกก…แต่เมื่อเจอคำถามนักเรียนแบบนี้…..

นักเรียน: ผอ.ครับ เงินค่าชุดนักเรียน 500 บาท ที่โรงเรียนให้ ผมขอเอาไปซื้อที่จำเป็นก่อนได้มั๊ยครับ ชุดลูกเสือยังไม่ซื้อได้มั๊ยครับมันแพงมาก และค่าอาหารพักนอนพวกผมก็ถูกตัดอีก ได้ไม่เท่าเดิม เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่พิเศษ เงินกินข้าวยังไม่พอเลยครับ

ผอ.เอ้า....ก็ได้ เงินกินข้าวยังไม่มี..ชุดลูกเสือ เนตรนารีก็ยังไม่จำเป็น

เอายังงี้ก่อนละกันเนาะ……แต่การเรียนยังเต็มที่เหมือนเดิมนะ..ผอ.กับครูแต่งเครื่องแบบเต็มยศ..เพราะมีทุกคนแล้ว…#ชุดไม่ครบแต่สอนครบนะ#

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก พร้อมทั้งถูกแชร์ในโซเซียลมากกว่า 4 พันครั้ง ส่วนใหญ่ชื่นชมทัศนคติของ ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์ ว่า ทัศนคติดีมากครับที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์,ปรบมือให้เลยครับ,ดีค่ะชุดร้อนมาก​ จุกจิกด้วย​ลืมนั่นลืมนี่,​ดีมากค่ะ..เพราะว่าทุกวันนี้ชุดๆนึงแพงมาก,ประกาศข่าวนี้ ให้ทั่วเเผ่นดินจะดีมาก ค่อยๆปรับกัน ชุดตอนนี้ เเพงมา,ดีครับ ถือว่าลดรายจ่ายช่วยผู้ปกครอง ได้ส่วนหนึ่งครับ,ผอ.น่ารัก เข้าใจ หัวอก ผปค.อย่างดี เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์ 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid0vs7HtFhrdMi8UiA6hoDCuaHhZGHKPkezxPZxeFz32R6p6mBTqaZ5yFgFn71ipJ1il%26id%3D100001439782871&show_text=true&width=500

รำลึก 133 ปีคล้ายวันเกิด’ลุงโฮ’วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สานสัมพันธ์ไทยเวียดนามแน่นแฟ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731993

รำลึก 133 ปีคล้ายวันเกิด'ลุงโฮ'วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สานสัมพันธ์ไทยเวียดนามแน่นแฟ้น

รำลึก 133 ปีคล้ายวันเกิด’ลุงโฮ’วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สานสัมพันธ์ไทยเวียดนามแน่นแฟ้น

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.02 น.

‘บิดาแห่งชาติเวียดนาม’ รำลึก 133 ปีคล้ายวันเกิดลุงโฮ วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สานสัมพันธ์ไทยเวียดนามแน่นแฟ้น

ที่หมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม บ้านนาจอก หมู่ 5 ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.66 นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยนายฟาน จี๊ ทัญ เอกราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำประเทศไทย และนายจู ดึ๊ก สุง กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำจังหวัดขอนแก่น ดร.มนพร เจริญศรี ว่าที่ ส.ส.นครพนม เขต 2 พรรคเพื่อไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในพื้นที่ จ.นครพนม และ จังหวัดใกล้เคียง รวมถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ร่วมพิธีทำบุญรำลึกวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 133 ปีลุงโฮหรืออดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม 2433 โดยท่านเป็นผู้ปลดแอกจากการปกครองของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ซึ่งชาวเวียดนามเคารพนับถือท่านเสมือนบิดาแห่งชาติ

นอกจากนี้ในวันดังกล่าวยังเป็นวันครบรอบ 20 ปีในการก่อสร้างหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม โดยจัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2546 ในช่วงรัฐบาลอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นสถานที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

ในครั้งนี้มีการร่วมพิธีวางพวงมาลา พร้อมวางช่อดอกไม้แสดงความเคารพรูปหล่อประธานโฮจิมินห์ ณ อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ มีพิธีการมอบทุนการศึกษาแก่ลูกหลานเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสัมพันธ์ และเล่าถึงความเป็นมาจากอดีตถึงปัจจุบัน

ประวัติหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม เกิดขึ้นเมื่อปี 2559  โดยทาง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้สนับสนุนงบประมาณเป็นเงินจำนวน 45 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์  หรือ  ลุงโฮ ขึ้นที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม บนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ ภายในได้จัดสร้างอาคารที่ประดิษฐานรูปเหมือนประธานโฮจิมินห์ และอาคารพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของเส้นทางการต่อสู้กอบกู้เอกราชของ อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ที่เคยมาพำนักในพื้นที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ในช่วงปี 2471-2473 พร้อมมีการก่อสร้างหุ่นขี้ผึ้ง จำลองสภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาเส้นทาง ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับเวียดนาม จากอดีตมาถึงปัจจุบัน ซึ่งทุกปีได้ร่วมจัดงานรำลึกขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม ประเทศไทยรวมถึง จ.นครพนม จึงมีความสัมพันธ์ อันดีกับเวียดนามตลอดมา   

อีกทั้งยังได้สร้างความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยวชายแดน  ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่สำคัญ ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และสร้างความแน่นแฟ้น ระหว่าง ไทย ลาว เวียดนาม มากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยวของ จ.นครพนม คึกคักมากขึ้น – 003

เปิดผลวิจัยดุษฏีบัณฑิต‘มจร.’ ชี้‘อนาคตเผยแผ่พุทธศาสนา’เน้นโอวาทปาฏิโมกข์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731984

เปิดผลวิจัยดุษฏีบัณฑิต‘มจร.’ ชี้‘อนาคตเผยแผ่พุทธศาสนา’เน้นโอวาทปาฏิโมกข์

เปิดผลวิจัยดุษฏีบัณฑิต‘มจร.’ ชี้‘อนาคตเผยแผ่พุทธศาสนา’เน้นโอวาทปาฏิโมกข์

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.03 น.

เปิดผลวิจัยดุษฏีบัณฑิต‘มจร.’ ชี้‘อนาคตเผยแผ่พุทธศาสนา’เน้นโอวาทปาฏิโมกข์

ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารเรียน มจร. วังน้อย อยุธยา วันที่ 19 พฤษภาคม 2566 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา นำเสนอผลงานวิจัยดุษฎีนิพนธ์ หัวข้อ “อนาคตภาพการขับเคลื่อนเครือข่ายองค์กรพุทธนานาชาติเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน” (THE SCENARIO OF INTERNATIONAL BUDDHIST ORGANIZATION NETWORK’S MOTION FOR THE SUSTAINABLE PROPAGATION OF BUDDHISM) โดยมี พระเดชพระคุณพระธรรมวัชรบัณฑิต, ศ. ดร. เป็นประธานกรรมการ และ ผศ. ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ เป็นกรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ และมีกรรมการคุมสอบป้องกันดุษฏีนิพนธ์ มีพระเดชพระคุณพระเมธาวินัยรส, รศ.ดร. เป็นประธานกรรมการ, ศ.ร.ท.ดร.บรรณจบ บรรณรุจิ และ แม่ชี ดร.นฤมล  จิวัฒนาสุข เป็นกรรมการสอบ

ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพบริบท ปัญหาและปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขององค์กรพุทธนานาชาติ ใน 10 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2566-2575) และแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2) เพื่อวิเคราะห์หลักพุทธสันติวิธีที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขององค์กรพุทธนานาชาติ และ3) เพื่อนำเสนออนาคตภาพการขับเคลื่อนเครือข่ายองค์กรพุทธนานาชาติเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน ใช้เทคนิคการวิจัยอนาคตแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Futures Research) เป็นเทคนิควิจัยเชิงอนาคต กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญองค์กรพุทธนานาชาติ ในประเทศไทย 6 ท่าน องค์กรพุทธนานาชาติ ในต่างประเทศ 12 ท่าน และคณะกรรมการมหาเถรสมาคมแต่ละประเทศ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา 7 รูป/คน รวมผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูล จำนวน 25 รูป/คน

ผลการศึกษาพบว่า  การขับเคลื่อนเครือข่ายองค์กรพุทธนานาชาติ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืนในอนาคตนั้น  มีองค์ประกอบ 8 ฉากทัศน์ 40 แนวโน้ม ได้แก่ 1.กำหนดวิสัยทัศน์เผยแผ่เชิงรุก (Vision & Mission), 2.ใช้หลักธรรมเพื่อเผยแผ่เชิงรุก (Dhamma Cultivation), 3.เผยแผ่สอดคล้องบริบททางสังคม (Engage Buddhism), 4.พัฒนาสันติภายใน (Inner Peace), 5.พัฒนาจิตสำนึกและศักยภาพบุคลากร (Soul Development), 6.นวัตกรรมสื่อสารและเทคโนโลยี (Innovation & Communication), 7.ความร่วมมือเครือข่ายองค์กรพุทธ (Network Collaboration), และ 8.พัฒนาองค์กรเครือข่าย (Organization Development) โดยสรุปเป็นองค์ความรู้จากการวิจัยได้เป็น “Visioned of Buddhist Scenario”

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าวว่า “ขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการบริหารงานวัดพระธรรมกาย ที่อนุมัติให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอก และขอกราบขอบพระคุณหลักสูตรสันติศึกษา มจร. ที่เปิดรับให้เข้ามาศึกษาดังกล่าว ทำให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำผลงานวิจัย ทั้งนี้ได้มีโอกาสศึกษาสภาพการณ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน พบว่าจำนวนพระภิกษุสามเณร ลดลงจาก 3.3 แสน ในปี 2561 เหลือ 2.5 แสน ในปี 2563 ประกอบกับภัยศาสนาที่เจอทั้งข่าวร้าย (Bad News) และข่าวเท็จ (Fake News) รวมทั้งสถานการณ์โลกที่ต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บ ภัยสงคราม” ภัยธรรมชาติ ส่งผลทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ กระทบต่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งโลก ให้ชะลอตัว หรือหยุดชะงัก” และในอนาคตองค์กรพุทธของแต่ละประเทศ จะทำงานเผยแผ่เชิงรุกมีแนวโน้มเป็นอย่างไร”

“จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและเก็บข้อมูล กับผู้เชี่ยวชาญพระพุทธศาสนาและผู้บริหารองค์กรพุทธ ทั้งมหายาน วัชรยาน และเถรวาท จำนวน 25 รูป/คน จาก 13 ประเทศ โดยใช้เทคนิควิจัยเชิงอนาคต EDFR พบว่า องค์กรพุทธฯต้องมีวิสัยทัศน์ในการเผยแผ่เชิงรุกร่วมกัน ดำเนินตามหลักโอวาทปาติโมกข์ อปริหานิยธรรม เมตตา กรุณา ให้อภัย สามัคคีทำงานเครือข่ายเป็นทีม เรียกว่า “ทีมพระพุทธศาสนา” โดยคำนึงบริบททางสังคม “รู้ร้อนรู้หนาวกับโลก” ใช้ธรรมะแก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้ พูดภาษาเดียวกับเขา และพัฒนาบุคคลากร ทั้งศึกษาและปฏิบัติ พัฒนาศักยภาพด้านภาษา เทคโนโลยี IT ใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมในการเผยแผ่ เพื่อให้ตนเองเกิดสันติภายใน และสามารถนำธรรมะของพระพุทธเจ้าไปสู่ใจชาวโลก สอดคล้องกับคำขวัญที่ว่า “สันติภาพภายนอก เริ่มต้นจากสันติสุขภายใน” หรือ World Peace through Inner Peace นั่นเอง ถ้าเป็นเช่นนี้ พระพุทธศาสนาก็ยังคงที่พึ่งให้กับชาวโลกต่อไปได้”

พระเดชพระคุณพระเมธาวินัยรส กรรมการคุมสอบกล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยทุ่มเทตั้งใจในการทำอย่างดี ขอชื่นชมและขอเชิดชูผลงานนี้เป็นประโยชน์กับพระพุทธศาสนา ด้าน ศ.ร.ท.ดร.บรรณจบ บรรณรุจิ กรรมการคุมสอบดุษฏีนิพนธ์ กล่าวชื่นชมงานดุษฎีนิพนธ์นี้ว่า ทำด้วยความวิริยะอุตสาหะ ตัวผู้วิจัยถือว่าเป็นจุดแข็งในการวิจัยสามารถประสานเครือข่ายต่างๆ ได้ ผลวิจัยสามารถทำให้องค์กรพุทธสามารถทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย ทั้งในและต่างประเทศ และจะเป็นแรงบันดาลให้วัดต่างๆ ทำงานเผยแผ่เชิงรุกเช่นเดียวกัน และ ผศ. ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ กรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ กล่าวว่า งานดุษฎีนิพนธ์นี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของหลักสูตร เนื่องจากพระครูสมุห์สนิทวงศ์ เป็นนิสิตตั้งแต่ปริญญาโทของสันติศึกษา และมาต่อยอดศึกษาในระดับปริญญาเอก เป็นนิสิตที่สามารถปรับตัวและขยายโลกทัศน์ของตนเอง เพื่อรองรับสิ่งใหม่ๆ สำหรับดุษฎีนิพนธ์ หัวข้อ อนาคตภาพการเผยแผ่ฯ ถือเป็นแนวโน้มและแนวทางความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรที่ทำงานเชิงรุกเพื่องานเผยแผ่อย่างมีนัยสำคัญต่อวงการพระพุทธศาสนา

กมว.อนุมัติการออก-ต่ออายุ ตั๋วครูให้ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม รวม 8,474 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731833

กมว.อนุมัติการออก-ต่ออายุ ตั๋วครูให้ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม รวม 8,474 ราย

กมว.อนุมัติการออก-ต่ออายุ ตั๋วครูให้ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม รวม 8,474 ราย

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.14 น.

“กมว.” อนุมัติการออก-ต่ออายุ ตั๋วครูให้ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม รวม 8,474 ราย  ยืนยันออกใบรับรองให้ผู้ยื่นสอบครูผู้ช่วยทันแน่ 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องประชุมมาลากุล ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  นายศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ  กมว. ครั้งที่ 6 /2566 ว่า คณะกรรมการ กมว. ได้อนุมัติการออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้   ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 3,412 ราย  แบ่งเป็น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 3,089  ราย  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน   267 ราย  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน  18  ราย  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน  38  ราย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 5,062 ราย แบ่งเป็น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน  4,460 ราย  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน  502  ราย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน  41  ราย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน  59  ราย

“สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้ และต้องการใบรับรองอนุญาตประกอบวิชาชีพ ฯ เพื่อใช้ในการสมัครสอบแข่งขัน ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่จะเปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2566 นี้นั้น ทางคุรุสภา ก็จะดำเนินการเร่งรัดการออกใบรับรองเพื่อให้ผู้สมัครนำไปยื่นสมัครสอบครูผู้ช่วยได้ทันอย่างแน่นอน  แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่ติดขัดนั้น เนื่องจากบางสถาบันที่ผู้เรียนยังไม่ผ่านการอนุมัติผู้สำเร็จการศึกษาจากสภามหาวิทยาลัย เพราะถ้าผู้จบไม่มีใบอนุมัติสำเร็จการศึกษามายื่นให้คุรุสภา ทางคุรุสภาก็ไม่สามารถออกใบอนุญาติประกอบวิชาชีพ หรือใบรับรองสอบให้ได้” นายศิริเดช กล่าว 

นายศิริเดช  กล่าวด้วยว่า กมว.จะจัดสัมนากรรมการ กมว. เพื่อพิจารณาประเด็นเชิงรุก ในการยกระดับมาตรฐานจรรยาบรรณประกอบวิชาชีพครู อย่างไรได้บ้าง เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป นักเรียน ผู้เรียนที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น บทบาทและหน้าที่ของครูจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพราะหากครูไม่ปรับตัวและบทบาทหน้าที่ใหม่ที่ควรจะเป็น ครูก็จะมีที่ยืนในระบบการศึกษาได้ยาก  เพราะนักเรียนอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งครูมากแล้วในวันหน้า 

“ครูมีบทบาทและหน้าที่ในสังคมใหม่ภายใต้เทคโนโลยีที่ก้าวไปไวมาก ผู้เรียนก็มีบทบาทหน้าที่ใหม่  เดิมนักเรียนอาจจะต้องรับการถ่ายทอดความรู้จากครู แต่ขณะนี้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ด้วยตนเองได้แทบทุกคนหากสนใจหาแหล่งเรียนรู้สาธารณะหรือจากอินเทอเน็ตได้ ซึ่งตรงนี้สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้มาก  แต่ครูก็ถือว่ายังมีบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่ต้องทำบางอย่างภายใต้ยุคใหม่ที่ยังคงสถานภาพของการมีคุณค่าของการศึกษาได้ ดังนั้น ในยุคสังคมใหม่เราก็ต้องมาดูกันว่านักเรียนมีสิทธิและหน้าที่อะไรที่ควรจะได้รับการพิจารณา และครูเองก็ต้องเข้าใจตรงกันในเรื่องเหล่านี้  คงไม่ใช่สังคมอำนาจแบบเดิม ไม่ใช้เพราะกระแสพรรคการเมืองที่สนใจเรื่องการศึกษา แต่แนวโนมก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้น ที่ทุกคนจะมีสถานภาพใกล้เคียงกันมากขึ้นไปเลื่อย ๆ ความเป็นมนุษย์เท่ากัน ทำอย่างไรจึงจะอยู่ร่วมกันได้ ทุกคนมีบทบาทและมีหน้าที่ที่จะช่วยกันสร้างสรรสังคมไปด้วยดี มากกว่าที่จะขัดแย้งกัน“  นายศิริเดช กล่าว

ประธาน กมว. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กมว.ได้เร่งเคลียร์คดีที่ค้างไปได้เยอะแล้ว จากที่เหลืออยู่ประมาณ 800 คดี ก็จะเร่งสะสรางให้หมดในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง  ทราบว่าคณะอนุกรรมการได้เร่งปิดคดีไปได้พอสมควรแล้ว เรื่องใดที่ความผิดชัดแจ้งและมีข้อมูลชัดเจนก็ดำเนินการได้รวดเร็ว  แต่บางเรื่องที่ช้าเพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงต้องหาข้อมูลชัดเจนมากที่สุดก่อน ไม่ได้ทำประเด็นที่สังคมสนใจจึงดำเนินการเสร็จไว้ แต่ทุกคดีต้องมีข้อมูลชัดเจนจึงจะสามารถสรุปได้อย่างรวดเร็ว