โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบให้ญาติ ‘ส.อ. สมหมาย นาคสืบวงศ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731105

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบให้ญาติ 'ส.อ. สมหมาย นาคสืบวงศ์'

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบให้ญาติ ‘ส.อ. สมหมาย นาคสืบวงศ์’

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 21.11 น.


“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบญาติของ  สิบเอก สมหมาย  นาคสืบวงศ์ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิทักษ์พื้นที่ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 30 ซึ่งเสียชีวิต

วันที่ 15 พฤษภาคม​  2566 เวลา 15.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้   นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ญาติของ  สิบเอก สมหมาย  นาคสืบวงศ์ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิทักษ์พื้นที่ ชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพราน 3006  หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 30 ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง   ขณะลาดตระเวนตรวจเส้นทางบริเวณโรงเรียนบ้านเตาปูน หมู่ที่ 3 บ้านเงาะกาโป ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา  เมื่อวันที่  12 พฤษภาคม​ 2566  ​ ณ บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 5บ้านเมืองแพม ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของ สิบเอก สมหมาย ฯ  อย่างหาที่สุดมิได้
 

‘osk 96’ย้อนเวลา 50 ปี สู่แดนสวนฯ’วันมหัศจรรย์ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย’ปีที่ 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731101

'osk 96'ย้อนเวลา 50 ปี สู่แดนสวนฯ'วันมหัศจรรย์ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย'ปีที่ 12

‘osk 96’ย้อนเวลา 50 ปี สู่แดนสวนฯ’วันมหัศจรรย์ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย’ปีที่ 12

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.47 น.

วันที่ 15 พ.ค. 66 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 88 ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพา เขตพระนคร กทม. เปิดเทอมวันแรก บรรดานักเรียนศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 96 osk 96 (92) ที่เข้าเรียนระหว่างปี พ.ศ.2516 -2520 จำนวน 180 คน เดินทางมาร่วมกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ นักเรียนศิษย์ปัจจุบัน รุ่น sk147 ที่เข้าเรียน ม.1 ปีการศึกษา 2566 เพื่อย้อนความหลังสมัยที่เพิ่งเข้ามาเรียนหนังสือ ม.ศ.1 (สู่แดนสวนฯ) เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ภายใต้ชื่อกิจกรรม ”วันมหัศจรรย์ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย” ที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 12 ซึ่งริเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกโดยศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่น 81 พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ ประธานรุ่น osk81 เมื่อปี พ.ศ.2555 ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น

กิจกรรมในวันนี้กำหนดให้ศิษย์เก่าosk96 ทุกคนที่มาร่วมงานแต่งเครื่องแบบชุดนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์ และเพลงโรงเรียน ในตอนเช้าพร้อมกับนักเรียนสวนกุหลาบฯ ศิษย์ปัจจุบัน บริเวณสนามหญ้าหน้าเสาธงและตึกยาวของโรงเรียน เพื่อเป็นการย้อนอดีตรำลึกถึงวันแรกที่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ พร้อมกับให้น้องศิษย์ปัจจุบันได้มองเห็นพี่ ๆ ศิษย์เก่าฯ ที่แต่ละท่านประสบความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงาน สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง ครอบครัว สถาบัน และประเทศชาติ เป็นตัวอย่างให้น้องๆ ได้ภาคภูมิใจในการได้เข้ามาเป็นนักเรียนสวนกุหลาบฯ สถาบันที่ผลิตบุคลากรที่ดีให้กับประเทศชาติมาเป็นเวลายาวนาน ดั่งคำกล่าวว่า “ความเป็นสวนกุหลาบนั้นเป็นตลอดชีวิต”

นายจิณณภัทร พิบูลวิทิตธำรง ผอ.รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย กล่าวต้อนรับศิษย์เก่า-ปัจจุบัน ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ที่มาร่วมกิจกรรมวันนี้ว่า “เลือดในการสีโลหิต เลือกในจิต ชมพู-ฟ้า” วันนี้เปิดเรียนวันแรกปีการศึกษา 2566 ยินดีต้อนรับน้อง ม.1 รุ่น 147 เข้ามาเป็นครอบครัวสวนกุหลาบ ปีนี้เรื่องการเรียน แฟลตฟอร์ม ดิจิทัล จะเข้า มามีบทบาทกับการเรียนของเรามากขึ้น กิจกรรมสร้างความเป็นสุภาพบุรุษจะมีอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะปลายปีนี้ ที่รอคอยคือกิจกรรมฟุตบอลจตุรมิตร ที่จะจัดในช่วงเดือนพฤศจิกายน การเรียนของนักเรียนสวนกุหลาบนั้น นักเรียนจะต้องแบ่งเวลา ทั้งเรื่องของกิจกรรมและเรื่องการเรียนให้พอเหมาะพอดีโรงเรียนของเราสร้างวิชาชีพ วิชาการและวิชาชีวิต เราได้เห็นแบบอย่างของรุ่นพี่วันนี้รุ่น 96 มาเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราจะเห็นได้ว่านักเรียนสวนกุหลาบนั้นประสบความสำเร็จด้วยกันทุกคน ทั้งในแวดวงราชการ แวดวงธุรกิจเอกชนและอื่นๆ อีกมากมาย ขอให้เรายึดรุ่นพี่ของเราเป็นแบบอย่างพัฒนาตนเองไปสู่ การเป็นนักเรียนสวนกุหลาบที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามอัตลักษณ์ของพวกเรา วันนี้ยินดีต้อนรับทุกคนสู่การเปิดเรียนขอให้เราร่ำเรียนอยู่ในโรงเรียนด้วยความสุขทุกคน

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ ผู้ริเริ่มกิจกรรม ฯ กล่าวว่า ตนขอกราบเท้าคุณครูที่เคารพและยินดีต่อผู้ปกครองนักเรียนสวนกุหลาบรุ่น 147 ทุกท่าน ตนเป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบรุ่น 81 เป็นเด็กสวนกุหลาบมาแล้วจนถึงวันนี้ 60 ปี เมื่อ 12 ปีที่แล้วในวันเดียวกันนี้รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ปฏิบัติเหมือนรุ่น 96 มารับน้องรุ่น 147 ในวันนี้ ซึ่งทำได้ดีมากขอยกย่องและเชิดชูที่สนับสนุนกิจกรรมงานวันนี้รุ่น 96 ได้สุดยอดเช่นเดียวกันกับน้องรุ่น 147 อีก 50 ปีข้างหน้าน้องก็จะต้องมาอยู่ตรงนี้เพื่อรับน้องรุ่น 197 ตนภูมิใจมากที่ได้เห็นเด็กนักเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในโลกสถาบันศึกษาคู่ฟ้าเมืองไทยสวนกุหลาบวิทยาลัยแห่งนี้ ขอให้น้องทุกคนรักษาเกียรติภูมินี้ไว้ตลอดไป

ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมประธานรุ่น osk 96 กล่าวว่า ครูบาอาจารย์ทุกคนได้หล่อหลอมพวกเราให้เป็นสวนกุหลาบอย่างแท้จริงหลายคนจะบอกว่าโรงเรียนสวนกุหลาบมันคืออะไรผมบอกโรงเรียนในประเทศไทยโรงเรียนเดียวที่เป็นแบบสวนกุหลาบ เรามี ดีเอ็นเอ.อยู่ในกายทุกภาคส่วน  ทั้งในจิตใจ ในความคิด ตนขอการประกันเลยว่าน่าจะเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีอัตลักษณ์แบบนี้ สวนกุหลาบแห่งนี้ได้เป็นโรงเรียนที่ได้สร้างคนรุ่นต่อรุ่น รุ่นแล้วรุ่นเล่า แล้วพี่ทุกรุ่น เรามีส่วนสำคัญในการที่จะเข้าไปดูแลบ้านเมืองช่วยเหลือ รับราชการเป็นข้าราชการ เป็นโรงเรียนที่ผลิตนายกฯ มากที่สุดในประเทศไทย เรามีทางรัฐมนตรีมี ผู้ว่าฯ เติบโตทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพราะฉะนั้นความหลากหลายของนักเรียนสวนกุหลาบซึ่งได้มีการคัดคนดีที่สุดมาเรียนโรงเรียนแห่งนี้ทั้งน้องรุ่น 147 และรุ่นก่อนหน้านั้นต่างก็รู้ถึงความยากลำบากที่จะเข้าโรงเรียนแห่งนี้ ดังนั้นทุกคนที่เข้ามาได้ต้องถือว่าท่านโชคดีและมีบุญที่ได้มาเรียนโรงเรียนนี้สำหรับในวันนี้ รุ่น 96 ได้ขอมอบสนามหญ้าที่ปูใหม่ให้เป็นของขวัญให้น้องได้ใช้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแข็งแรง พร้อมผ้าพันคอรุ่นใหม่รูปตึกยาว ชมพูฟ้า สายรัดข้อมือสัญญลักษณ์ความเป็นสวนกุหลาบ

“ตนขอฝากน้องว่า สวนกุหลาบไม่ได้สอนให้เราเรียนเก่งเพียงอย่างเดียวนักเรียนเก่งมีเยอะหลายโรงเรียนแต่เรียนเก่งแล้วจะต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นประโยชน์ต่อสังคมพี่ทุกคนที่ออกไปทำงานจะคำนึงถึงส่วนรวมประเทศชาติหวังว่าน้องทุกคนเมื่อเติบโตขึ้นไปวันหน้าน้องจะเป็นพลเมืองที่ดีเป็นคนที่มีคุณภาพ พุทธพจน์ ประจำโรงเรียนเรา คือ “สุวิชาโน ภวัง โหติ”แปลว่า ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ”ขอให้จำขึ้นใจ ความเป็นสวนกุหลาบ คือ เป็นผู้นำ รักเพื่อน นับถือพี่ เคารพครูอาจารย์  กตัญญูพ่อแม่ ดูแลน้อง นี่คืออัตลักษณ์ความเป็นส่วนกุหลาบของพวกเรา”

น้องฟาดา ด.ช.ศุภณัฐ แสงสาตรา อายุ 12 ปี sk 147 และ น้องทองหนึ่ง ด.ช.กิตเมธา สุขเย็น เดลา โรซา อายุ 12 ปี นักเรียน ม.113 ศิษย์ปัจจุบัน sk 147 กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจที่สามารถสอบเข้ามาเรียนใน สถาบันที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ได้เป็นโรงเรียนที่ใครๆ ก็คิดฝันที่อยากจะเข้ามาได้เรียน  เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงดีมาตั้งแต่ในอดีตขอให้ทุกคนที่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในวันโรงเรียนแห่งนี้ได้มีความสุขในการเรียน

มช. พัฒนา ‘FoodPrompt’ ช่วยสร้างมื้ออาหาร ตอบโจทย์ผู้ประสบปัญหาทุพโภชนาการอย่างครบวงจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731091

มช. พัฒนา 'FoodPrompt' ช่วยสร้างมื้ออาหาร ตอบโจทย์ผู้ประสบปัญหาทุพโภชนาการอย่างครบวงจร

มช. พัฒนา ‘FoodPrompt’ ช่วยสร้างมื้ออาหาร ตอบโจทย์ผู้ประสบปัญหาทุพโภชนาการอย่างครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.50 น.

มช. พัฒนา ‘FoodPrompt’ ช่วยสร้างมื้ออาหาร ตอบโจทย์ผู้ประสบปัญหาทุพโภชนาการอย่างครบวงจร

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยทีมวิจัยพัฒนา “FoodPrompt” เทคโนโลยีชาญฉลาดสำหรับให้โภชนบำบัดและผลิตอาหารแบบเฉพาะเจาะจง สามารถขึ้นรูปอาหารได้อย่างอัตโนมัติผ่านเครื่องขึ้นรูปอาหารสามมิติ พร้อมแอพพลิเคชั่นที่รองรับการทำงานของผู้ใช้ในการเลือกเมนูอาหารทั้งรสชาติและรูปทรง เพื่อตอบโจทย์ของผู้ประสบปัญหาทุพโภชนาการ มุ่งเน้นไปกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยสูงอายุในโรงพยาบาล) การก้าวย่างเข้าสู่วัยสูงอายุนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะสุขภาพที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจากการทำงานของร่างกายที่เราต้องมั่นดูแลอยู่เสมอ“ภาวะทุพโภชนาการ” หนึ่งในปัญหาที่ผู้สูงวัยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ อันเนื่องมาจากหลากหลายปัจจัย ทั้งความอยากอาหารลดลง ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ การดูดซึมอาหารบกพร่อง ระบบร่างกายมีความเปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อผู้สูงวัย ภาวะการขาดสารอาหารมักเป็นอาการที่หลายคนไม่ทันสังเกต และมักไม่ได้รับการรักษาจนนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงต่าง ๆ ดังนั้นการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้รับสารอาหารที่เพียงพอจะส่งผลดีต่อร่างกายเป็นอย่างมาก 

รองศาสตราจารย์ ดร.วัสสนัย วรรธนัจฉริยา ผู้ช่วยคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ นำทีมวิจัยด้านเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการขั้นสูง ได้แก่ อาจารย์นายแพทย์ปาณัสม์ เจษฎาพร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กานต์ ปทานุคม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักริน ชวชาติ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกสิทธิ์ จงเจริญรักษ์, รองศาสตราจารย์ ดร. สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล, ศาสตราจารย์ ดร. ระดม พงษ์วุฒิธรรม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เวชยันต์ รางศรี, อาจารย์ ดร.ใฝ่ฝัน ตัณฑกิตติ และอาจารย์ ดร.วิภาวดี อยู่อินทร์ ส่งผลงาน“FoodPrompt” เทคโนโลยีชาญฉลาดสำหรับให้โภชนบำบัดและผลิตอาหารแบบเฉพาะเจาะจง รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประเภทผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี ประจำปีงบประมาณ 2566 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ รับประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติคุณ และเงินรางวัลจำนวน 150,000 บาท จากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ โดยได้รับพิจารณาว่าเป็นผลงานที่มีประโยชน์แก่ประเทศชาติ 
FoodPrompt หรือ Smart Technologies for Personalized Nutrition Support and Food Fabrication คือ แพลตฟอร์มที่ทีมผู้ประดิษฐ์จากสหสาขาวิชาร่วมกันพัฒนาขึ้น โดยเชื่อมโยงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในแต่ละสาขาตอบโจทย์ของผู้ประสบปัญหาทุพโภชนาการ มุ่งเน้นไปกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยสูงอายุในโรงพยาบาล) แพลตฟอร์มมีความแปลกใหม่ พัฒนาระบบที่ประกอบด้วยระบบประเมินโภชนาการที่เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละรายเพื่อนำไปสู่การผลิตอาหารแบบเฉพาะเจาะจง ผ่านการเชื่อมโยงด้วยระบบ IoT โดยในส่วนการวิเคราะห์การบริโภคจะผนวกระบบ AI ที่สามารถระบุชนิดอาหาร ปริมาณส่วนประกอบและปริมาณบริโภค พร้อมเปรียบเทียบกับสารอาหารที่จำเป็นจากฐานข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ใช้ แล้วเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้กับระบบการผลิตอาหารที่ถูกพัฒนาขึ้นให้มีสารอาหารสูงและสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย โดยสามารถขึ้นรูปอาหารได้อย่างอัตโนมัติผ่านเครื่องขึ้นรูปอาหารสามมิติ พร้อมแอพพลิเคชั่นที่รองรับการทำงานของผู้ใช้ในการเลือกเมนูอาหารทั้งรสชาติและรูปทรง ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอผ่านอาหารที่สารอาหารสูงและรสชาติหลากหลาย ย่อมจะส่งผลให้สามารถจัดการปัญหาทุพโภชนาการได้อย่างครบวงจร ซึ่งนอกจากจะเป็นผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแล้ว FoodPrompt ยังนับเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงปักตรงธงแดงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลักดันงานวิจัย สู่การลงมือจริง และสร้างรูปธรรมแห่งมหาวิทยาลัยนวัตกรรมในขณะเดียวกัน

ก้าวให้ทันโลก! กองทุน ววน. เปิดเวทีรับฟังจากผู้เชี่ยวชาญเกาหลี มุ่งพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์-นวัตกรรมของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731090

ก้าวให้ทันโลก! กองทุน ววน. เปิดเวทีรับฟังจากผู้เชี่ยวชาญเกาหลี มุ่งพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์-นวัตกรรมของไทย

ก้าวให้ทันโลก! กองทุน ววน. เปิดเวทีรับฟังจากผู้เชี่ยวชาญเกาหลี มุ่งพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์-นวัตกรรมของไทย

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.48 น.

สกสว. ร่วมมือ บพข. จัดสัมมนาเชิงนโยบาย “Technology Development in Thailand from Korean Perspectives: การพัฒนาเทคโนโลยีของไทยจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญเกาหลีใต้” เพื่อพัฒนานโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดงานสัมมนาเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนานโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย โดยได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.จยอง ฮ๊อบ ลี ที่ปรึกษาอาวุโส บพข. เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาเทคโนโลยีของไทยจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญเกาหลีใต้” โดยมี คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) คณะกรรมการอำนวยการ สกสว. คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม สกสว. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ประธานกรรมการบริหาร ผู้บริหารระดับสูง ของหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) และประธานหน่วยบูรณาการเชิงประเด็นยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ด้านเศรษฐกิจ (Strategic Agenda Team: SAT) เข้าร่วมการสัมมนา ดังกล่าว ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ

ศ. ดร.จยอง ฮ๊อบ ลี กล่าวว่า อุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าสูง ล้วนต่างต้องพึ่งพาองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีของไทยจึงมีความสำคัญในการข้ามพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง แต่จำเป็นต้องวางแผน ขับเคลื่อน และมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ (Collective System) ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนที่มีศักยภาพ การพัฒนาขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ โดยอาจเริ่มต้นจากการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศที่มีประสบการณ์ นำไปสู่การขยายกำลังการผลิตในการเพิ่มโอกาสของการพัฒนาตลาดและการสร้างงานที่เพิ่มขึ้น ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในลักษณะของกลุ่มความร่วมมือมากกว่าการพยายามพัฒนาเพียงองค์กรเดียว เพื่อนำไปสู่การแบ่งบันความรู้ เครื่องมือ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ดังที่มีการดำเนินการอยู่แล้วใน EECi และท้ายที่สุดได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะ 3 ประเด็น คือ 1) ประเทศไทยและเกาหลีอาจมีความร่วมมือในลักษณะของ strategic partner โดยเฉพาะความร่วมมือในอุตสาหกรรมสุขภาพร่วมกับการพัฒนาด้านดิจิทัล เพราะเป็นการผนวกศักยภาพของแต่ละประเทศไว้ด้วยกัน 2) การพัฒนาแบบ Collective System มากกว่าการพัฒนาแบบแยกส่วน (individual) และ 3) แนะนำ 6 แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยีสำหรับประเทศไทยอย่างมีกลยุทธ์

จากนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. และ รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการ บพข. ได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางการยกระดับการพัฒนานโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยร่วมกับผู้บริหาร กสว. สกสว. สอวช. บพข.และประธานหน่วยบูรณาการเชิงประเด็นยุทธศาสตร์ สกสว. เพื่อมุ่งสู่การเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศต่อไปในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ สกสว. ที่เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยยังต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน โดย BCG economy ยังเป็นประเด็นสำคัญที่เหมาะสมกับบริบทประเทศที่มีทรัพยากรที่หลากหลายและมีศักยภาพ แต่อาจต้องมีแนวทางการพัฒนาที่มองไปยังตลาดโลกมากขึ้น โดยแนวทางของการเลือกประเด็นสำคัญที่จะมุ้งเน้นอาจพิจารณาทั้งส่วนของความต้องการของการตลาด และโอกาสในการเติบโตของเทคโนโลยี ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าการตลาดได้จริงจึงต้องดึงภาคเอกชนและการบูรณาการของทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ 

ด้าน รศ. ดร.สิรี ชัยเสรี กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยควรต้องมีการกำหนดประเด็นสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ชัดเจน มีการจัดลำดับความสำคัญและควรต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ให้เกิดการทำงานอยู่บนแนวทางที่มุ่งเป้าไปในทิศทางเดียวกัน

โดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า สำหรับการหารือในครั้งนี้ ได้แนวทางการขับเคลื่อนงาน ววน. 5 ประเด็น คือ 1) การมองถึงตลาดระดับโลกมากขึ้น 2) การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและจัดลำดับความสำคัญ 3) การขับเคลื่อนแบบ Collective System ซึ่งระบบ ววน. อาจต้องพัฒนาไปสู่ Collective System เพิ่มมากขึ้น 4) การพัฒนาขีดความสามารถด้านการพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม และ 5) การแก้ไขระเบียบข้อบังคับส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น หรือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป้าหมายมากขึ้น อีกด้วย

ร่างกฎหมายคุ้มครองการให้บริการทางเพศ เปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่31พฤษภาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730811

ร่างกฎหมายคุ้มครองการให้บริการทางเพศ  เปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่31พฤษภาคมนี้

ร่างกฎหมายคุ้มครองการให้บริการทางเพศ เปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่31พฤษภาคมนี้

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เว็บไซต์ law.go.th หรือระบบกลางทางกฎหมาย ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่ “(ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองการให้บริการทางเพศ พ.ศ. ….”พร้อมเปิดให้ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2566 อันเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 77 และ พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้การออกกฎหมายจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน

สำหรับ (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองการให้บริการทางเพศ พ.ศ. …. นั้น ระบุเหตุผลของการจัดทำร่างไว้ว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 (ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน) มุ่งกำหนดโทษทางอาญาบางฐานความผิดแก่ผู้ค้าประเวณี ทำให้มิอาจเรียกร้องสิทธิของตนจากการถูกล่วงละเมิดหรือถูกเอาเปรียบ รวมทั้งผู้ใช้บริการทางเพศอาจตกอยู่ในสถานะที่มีโอกาสเสี่ยงจากโรคติดต่อ เพราะผู้ให้บริการทางเพศมิได้อยู่ภายใต้มาตรการบังคับที่เป็นกิจลักษณะในการควบคุมสุขอนามัย

อีกทั้งยังมีการอาศัยช่องว่างของกฎหมายเพื่อขูดรีดและเอารัดเอาเปรียบผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่นี้ จึงควรยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ทั้งฉบับ และตรากฎหมายใหม่ เพื่อคุ้มครองการให้บริการทางเพศให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ให้บริการทางเพศและผู้ใช้บริการทางเพศ

รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองการให้บริการทางเพศเพื่อฝึกอบรมและให้การช่วยเหลือผู้ให้บริการทางเพศที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเพื่อให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศไทย ตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

สรุปสาระสำคัญของ (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองการให้บริการทางเพศ พ.ศ. …. ที่น่าสนใจ 1.คำนิยามอยู่ในมาตรา 4 เช่น “การให้บริการทางเพศ” หมายถึง (1) การกระทำชำเรา (2) การยอมรับการกระทำชำเรา (3) การกระทำอื่นใดในทางเพศ เพื่อสนองความใคร่ในทางกามารมณ์ของผู้อื่นเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนหรือประโยชน์อื่นใด โดยในข้อ (3) นั้นให้คณะกรรมการมีอำนาจออกประกาศกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม

“คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการคุ้มครองการให้บริการทางเพศ ซึ่งมีทั้งคณะกรรมการส่วนกลางและคณะกรรมการจังหวัด โดยในมาตรา 33 ระบุที่มาของคณะกรรมการคุ้มครองการให้บริการทางเพศ (ส่วนกลาง) ว่า (วรรคหนึ่ง) ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อธิบดีกรมควบคุมโรค อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้แทนคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ ผู้แทนกลุ่มของผู้ประกอบกิจการทางเพศไม่เกินสามคน ผู้แทนกลุ่มของผู้ให้บริการทางเพศไม่เกินสามคน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเป็นกรรมการ และเลขานุการ และให้ประธานกรรมการแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้ไม่เกินสองคน,

(วรรคสอง) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการคุ้มครองการให้บริการทางเพศ การกำกับดูแลการประกอบกิจการทางเพศ การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ไม่เกินสามคน ให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งดำเนินงานในองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องในด้านเดียวกัน, (วรรคสาม) หลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือกผู้แทนกลุ่มผู้ประกอบการกิจการทางเพศ ผู้แทนกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ ให้เป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนด

ขณะที่คณะกรรมการคุ้มครองการให้บริการทางเพศ (ระดับจังหวัด) มาตรา 35 ระบุว่า (วรรคหนึ่ง) ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ อัยการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ประกันสังคมจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งไม่เกินสามคน ผู้แทนกลุ่มของผู้ประกอบกิจการทางเพศ ผู้แทนกลุ่มของผู้ให้บริการทางเพศเป็นกรรมการ และให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ,

(วรรคสอง) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการคุ้มครองการให้บริการทางเพศ การกำกับดูแลการประกอบกิจการทางเพศ การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ไม่เกินสามคน ให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งดำเนินงานในองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องในด้านเดียวกัน, (วรรคสาม) หลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือกผู้แทนกลุ่มผู้ประกอบการกิจการทางเพศ ผู้แทนกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ ให้เป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนด

“ผู้ประกอบกิจการทางเพศ” หมายถึง (1) บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทเป็นตัวกลางในการติดต่อ การประสาน หรือการจัดหาผู้ให้บริการทางเพศให้แก่ผู้ใช้บริการทางเพศ ทั้งกรณีที่ได้รับส่วนแบ่งหรือไม่ได้รับส่วนแบ่ง (2) บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ประกอบกิจการอย่างอื่นเป็นกิจการหลัก แต่เล็งเห็นได้ถึงการพบปะหรือการติดต่อระหว่างผู้ให้บริการทางเพศและผู้ใช้บริการทางเพศที่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้บริบทของการประกอบกิจการของตนเอง

และบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ได้อนุญาตทั้งโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ผู้ให้บริการทางเพศและผู้ใช้บริการทางเพศเข้าทำสัญญากัน โดยมิต้องคำนึงว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้จะได้รับหรือไม่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำการดังกล่าว (3) บุคคลหรือกลุ่มบุคคลนอกเหนือจาก (1) และ (2) ตามเงื่อนไขและรายละเอียดที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการ

“สถานประกอบกิจการทางเพศ” หมายถึงสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลหรือจัดไว้เพื่อให้บริการทางเพศหรือยอมให้มีการให้บริการทางเพศซึ่งผู้ประกอบกิจการทางเพศได้แจ้งไว้ประกอบการยื่นคำขอ

“ผู้มีอำนาจอนุญาต” หมายถึง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดอื่น (ซึ่งเท่ากับว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการนำสถานบริการทางเพศขึ้นมาอยู่บนดิน ไม่ต้องแอบแฝงอีกต่อไป)

2.การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ด้วยความที่งานบริการทางเพศคาบเกี่ยวกับความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ในมาตรา 5 จึงกำหนดให้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รักษาการตามกฎหมายนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตน

3. สิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการทางเพศและผู้ใช้บริการทางเพศ จะอยู่ในหมวด 1 ตั้งแต่มาตรา 6-มาตรา 20 เช่น กำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพผู้ให้บริการทางเพศต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี มีผลการตรวจสุขภาพทางเพศ”สุขภาพอนามัยการเจริญพันธุ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ โรคพิษสุราเรื้อรัง ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ขณะที่อีกด้านหนึ่งกฎหมายก็รับรองว่า ผู้ใช้บริการทางเพศย่อมได้รับการบริการที่มีคุณภาพและถูกสุขอนามัย,

ผู้ให้บริการทางเพศย่อมได้รับความคุ้มครองจากการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าในขณะประกอบอาชีพหรือภายหลังได้หันไปทำงานอื่นๆ แทนแล้ว, สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ทั้งจากผู้ใช้บริการทางเพศโดยตรง และจากการทำสัญญาส่วนแบ่งรายได้ระหว่างผู้ให้บริการทางเพศกับผู้ประกอบกิจการทางเพศ (ซึ่งที่ผ่านมามีการสะท้อนปัญหาสถานบริการเอารัดเอาเปรียบ อาทิ แบ่งสัดส่วนค่าตอบแทนให้ผู้ให้บริการทางเพศเพียงร้อยละ 30-40 ของค่าใช้บริการที่ได้รับจากลูกค้า),

สิทธิในการเข้าถึงบริการที่จำเป็นจากรัฐ อาทิ ได้รับสวัสดิการด้านสุขภาพทั้งในส่วนของการป้องกันโรคและการรักษาโรค การสมัครเป็นผู้ประกันตนและได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ได้รับบริการตรวจสุขภาพทางเพศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม หรือกฎหมายอื่น ตลอดจนมีสิทธิในการร้องเรียนและขอรับความช่วยเหลือจากศูนย์คุ้มครอง เพื่อให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการตามกฎหมาย และดำเนินการให้ได้รับความคุ้มครองตามที่ผู้ให้บริการทางเพศร้องขอ,

สิทธิในการได้รับความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ให้บริการทางเพศและผู้ใช้บริการทางเพศ ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA), กระบวนการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ให้บริการทางเพศและผู้ประกอบกิจการทางเพศ มีกระบวนการไกล่เกลี่ย แต่หากต้องเป็นคดีความก็ให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน

4.การตั้งสถานประกอบกิจการทางเพศ อยู่ในหมวด 2 มาตรา 21-32 ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตประกอบกิจการ ข้อกำหนดด้านสถานที่ตั้ง (เช่น ต้องไม่อยู่ใกล้ศาสนสถาน สถาบันการศึกษา เป็นต้น) สุขอนามัยและความปลอดภัยของสถานที่ การป้องกันเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนโดยรอบ หน้าที่ของผู้ประกอบกิจการที่จะต้องร่วมกับภาครัฐในการดูแลสุขภาพของผู้ให้บริการทางเพศ รวมถึงต้องกวดขันไม่ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ (หลักการเดียวกับสถานบันเทิงทั่วไป ที่ต้องตรวจบัตรประชาชนผู้ต้องการเข้าไปใช้บริการ)

5.บทกำหนดโทษ อยู่ในมาตรา 49-61 เบื้องต้นไม่พบบทลงโทษผู้ให้บริการทางเพศโดยตรง และไม่มีข้อกำหนดให้ผู้ให้บริการทางเพศต้องทำงานในสถานประกอบกิจการทางเพศเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการทางเพศผู้มีอายุไม่ถึง 18 ปี การที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้บุตรหลานอายุไม่ถึง 18 ปี มาขายบริการทางเพศ การเป็นธุระจัดหาผู้ขายบริการทางเพศที่อายุไม่ถึง 18 ปี การบังคับบุคคล (ในทุกอายุ) เพื่อให้บริการทางเพศรวมถึงการประกอบกิจการสถานบริการทางเพศโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำหรับผู้สนใจอ่าน (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองการให้บริการทางเพศ พ.ศ. …. ฉบับเต็ม(ในรูปแบบไฟล์ PDF) หรือร่วมแสดงความคิดเห็น สามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ http://www.law.go.th (แนะนำให้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊ก ซึ่งจะใช้งานง่ายกว่าในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน) เลือกหมวด “โครงการรับฟัง” ที่ด้านบนซ้าย จากนั้นในกรอบ “ตัวกรอง”ด้านขวาของหน้าจอ ให้เลือก “กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” และ “กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว” ทั้งนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2566

‘อิเล็กทรอนิกส์’กับโอกาสเศรษฐกิจไทย 6ผู้นำชี้ต้องยกระดับสู่‘อุตสาหกรรมต้นนํ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730812

‘อิเล็กทรอนิกส์’กับโอกาสเศรษฐกิจไทย 6ผู้นำชี้ต้องยกระดับสู่‘อุตสาหกรรมต้นนํ้า’

‘อิเล็กทรอนิกส์’กับโอกาสเศรษฐกิจไทย 6ผู้นำชี้ต้องยกระดับสู่‘อุตสาหกรรมต้นนํ้า’

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเวทีเสวนา เรื่อง “อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กับการพัฒนาประเทศไทย” ณ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) โดย รศ.ดร.คมสัน มาลีสีอธิการบดี สจล. กล่าวว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำหากไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศก็ยากที่ไทยจะพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง หรือ High Technology จึงต้องมุ่งพัฒนากำลังคนที่มีทักษะและสมรรถนะสูง

ซึ่งเมื่อสถาบันการศึกษาร่วมมือกับภาคเอกชนและอุตสาหกรรมได้อย่างเข้มแข็ง จะสามารถผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพตรงตามความต้องการและแนวโน้มอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ การผลิตและยกระดับกำลังคนให้พร้อมรองรับทั้งด้านฮาร์ดแวร์ การเขียนโปรแกรม การผลิตชิปดีไซน์ การออกแบบ หรือวงจรต่างๆ

สร้างต้นแบบการเรียนรู้ Success Model และองค์ประกอบ ระบบนิเวศอื่นๆ เช่น ห้องแล็บ ยกระดับงาน R&D เครื่องมือสำหรับการเรียนการสอน เพื่อขยายผลไปสู่สถาบันต่างๆ ให้สามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและทิศทางการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งด้านอาชีวศึกษาที่มีจำนวนมากจะเป็นแรงพลังสำคัญ ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนให้เดินไปพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง

“ไทยควรเตรียมการรองรับการเติบโตของ อิเล็กทรอนิกส์ออร์แกนิคส์ หรือ อิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ (Organic Electronics) ซึ่งกำลังมาแรงและเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภค ด้วยวัสดุและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานใช้ทรัพยากรต่ำ ขั้นตอนผลิตที่เรียบง่าย มีความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพสูง ทั้งนี้ เอเชีย-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่อิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์เติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่และเป็นตลาดหลัก” รศ.ดร.คมสัน กล่าว

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้ง สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม กล่าวว่า การศึกษารูปแบบใหม่นอกจากเป็นการผลิตกำลังคนให้ทันเวลาแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ประเทศไทยสามารถนำไปสร้างแรงจูงใจให้เอกชนด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาลงทุนใประเทศได้ ซึ่งแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญมากมายในมหาวิทยาลัย แต่หากใช้ Supply Push เป็นแรงส่งขับเคลื่อนจะไปได้ช้า

“เรามีความสามารถในการประยุกต์การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยโดยมีภาคเอกชนนำ พร้อมกับการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนและการพัฒนาบุคลากรไปพร้อมกัน ปัจจุบันระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โครงการ EEC Sandbox มีหลักสูตรระยะสั้นกว่า 200 หลักสูตร พัฒนาบุคลากรไปแล้วกว่า 1 แสนคนโดยเราตั้งเป้าหมายพัฒนาบุคลากรในอีอีซีจำนวน 475,000 คน” ดร.ชิต ระบุ

สัมพันธ์ ศิลปนาฏ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายปฏิบัติการฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเชื่อมโยงด้านแรงงานคนและตลาดโลก หากมองที่อิเล็กทรอนิกส์จะเห็น 2 โจทย์ คือ 1.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ 2.การพัฒนาประเทศ สิ่งแรกคือขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศแบบ Competency Baseลดรูปแบบการศึกษาในเชิงปรัชญาและเชิงวิชาการ มีการออกไปเรียนรู้กับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่องส่งเสริมการเรียนแบบ Block Course โดยเริ่มต้นทันทีในรั้วการศึกษาของมหาวิทยาลัย ผลิตกำลังคนแบบ Supply Push ให้กลายเป็น Demand Pull ป้อนสู่ความต้องการของตลาดแรงงาน

“การมี Co-Created Education อาจารย์จะต้องร่วมกันกับภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรมเพื่อเรียนรู้ไปด้วยกัน และ In-Depth Partnerships เป้าหมายของการศึกษารูปแบบใหม่ เพื่อผลิตบัณฑิตตอบโจทย์มาตรฐาน “พลเมืองโลก’” (Global Citizens) ได้รับผลตอบแทนสูง มีงานตั้งแต่เรียนจบ ประเทศไทยต้องมองไปที่การพัฒนา “Hi-End Technology” ขยับขึ้นไปเป็น “ต้นน้ำ” ลดการพึ่งพา Assembly และ Test โดยคาดการณ์ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ จะเติบโตขึ้น 46% ทั่วโลก” สัมพันธ์ กล่าว

ดร.บดินทร์ เกษมเศรษฐ์ ซีอีโอ บมจ. ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเริ่มการระบาดของไวรัสโควิด-19 การเติบโตของเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกก้าวกระโดดเติบโตมากถึง 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากมองย้อนกลับไปในระดับมหภาครวมระยะ 30 ปีก่อน ยอดขายของเซมิคอนดักเตอร์เติบโตอยู่ที่ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เห็นชัดเจนคือ เริ่มมีการเคลื่อนไหวของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในจีน ที่มองหาพาร์ทเนอร์และการตั้งบริษัทในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในสหรัฐอเมริกาก็ได้เคลื่อนไหวเช่นกัน

“เมื่อก่อนเราจะรับรู้ว่าเส้นทางเทคโนโลยีเป็นการเปลี่ยนจากโลกตะวันตกมาเป็นตะวันออก West to East แต่ในปัจจุบันเกิดการสวนกลายเป็น East to West ส่วนเทคโนโลยีของ Wafer Fabrication เทคโนโลยีของการ Design ย้ายมาเติบโตที่ East ซึ่งในต่างประเทศประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เป็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย” ดร.บดินทร์ กล่าว

วิรัตน์ ศรีอมรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ในปี 2564 อยู่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 12.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในประเทศ แต่น่าเสียดายที่ในประเทศไทยกลับไม่มีธุรกิจต้นน้ำในส่วนนี้ โดยในอนาคตบริษัทมีแผนจะขยายโรงงาน พัฒนา R&D และ IC Design ระยะเวลา 5 ปี

“จะมีความต้องการวิศวกรกว่า 400 คนโดยเฉพาะด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษา เช่น สจล. ในการเป็นแก่นกลางทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย สถาบันการศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ และสตาร์ทอัพในประเทศไทย ภาครัฐควรให้ความสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้จาก เวียดนาม ที่ได้ให้การสนับสนุนสิทธิประโยชน์สูงกว่าประเทศไทยมาก” วิรัตน์ กล่าว

รศ.ดร.สุขุม อิสเสงี่ยม ผู้ประสานงาน สำนักประสานงานการวิจัยและพัฒนาวัสดุขั้นสูงเพื่ออุตสาหกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ไมโครอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นแกนหลักในการพัฒนาประเทศ หรือ Grand Technology ต่อไปในอนาคต ซึ่งมีความสำคัญที่ต้องส่งเสริมและพัฒนาให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีองค์ความรู้ในด้านนี้ และต้องไม่เป็นรองที่อื่น ผลักดันประเทศไทยให้เกิด “ฮับไมโครอิเล็กทรอนิกส์” โดยให้ภาคเอกชนนำเป็นหลัก ภาครัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง ประสานให้เกิดความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

“นับเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เพื่อจะสามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้ก้าวไปข้างหน้า” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

สวธ.จัดประกวดออกแบบลายผ้าไทย ชิงรางวัลรวมกว่า 450,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730268

สวธ.จัดประกวดออกแบบลายผ้าไทย ชิงรางวัลรวมกว่า 450,000 บาท

สวธ.จัดประกวดออกแบบลายผ้าไทย ชิงรางวัลรวมกว่า 450,000 บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กำลังเปิดรับสมัครการส่งผลงานออกแบบ/สร้างสรรค์กิจกรรมการประกวดออกแบบลายผ้าไทย สู่สากล เพื่อการต่อยอดและพัฒนา (Cultural Textile Awards 2023) ภายใต้โครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2566 ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้จากหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3 (Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023) แนวคิดหลักคือ “ตัวตนข้ามวัฒนธรรม Expressive Exotic” ความงามตามอุดมคติใหม่ ที่เกิดจากการเดินทาง การเพาะบ่มอัตลักษณ์ของผู้คนให้งอกเงยงดงาม ความเจนจัดในตัวตนและทักษะทางความคิด เปรียบได้กับจุดตัดอันสลับซับซ้อนระหว่าง “เวลาที่พอกพูน” กับ “วัฒนธรรมอันหลากหลาย” จนเกิดเป็นผลลัพธ์แห่งสไตล์อันกลมกล่อมลงตัว เน้นการใช้สีสันที่หลากหลาย หนักแน่น สื่อถึงความเป็นตัวตนที่ชัดเจน เช่น สีทองคำเปลว สีของปะการัง สีครามเครื่องเคลือบ สีฟ้าลงยา และสีเขียวมะนาว และกลุ่มโทนสีอ่อนที่สะท้อนบุคลิกมั่นอกมั่นใจ ได้แก่ สีไพฑูรย์ สีปูนแดง สีกลีบบัว และสีหยกอ่อน เป็นต้น นำมาต่อยอดจากองค์ความรู้สู่การปฏิบัติได้จริง อีกทั้งเป็นการนำแนวคิดที่เป็นสากลมาพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทย สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และผู้ประกอบการด้านผ้าไทย นำเสนอการสร้างสรรค์ลายผ้าไทยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไปสู่ความยั่งยืน

โดยแบ่งการประกวดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และสิ่งทอสร้างสรรค์ ประเภทละ 8 รางวัล รวม 24 รางวัล ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 450,000 บาท สามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัดจำนวน โดยเน้นที่การแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบผ้าที่สามารถถ่ายทอด แรงบันดาลใจ แนวความคิดการประยุกต์ใช้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นออกมาเป็นผลงานการออกแบบผ้าที่สวยงามและสามารถผลิตได้ ซึ่งคุณสมบัติผู้เข้าร่วมส่งผลงานการประกวดดังนี้ 1.นักออกแบบ นิสิต นักศึกษา 2.กลุ่มผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน 3.ประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดอาชีพ เพศ และอายุ 4.สัญชาติไทย และ 5.ส่งในลักษณะบุคคล หรือกลุ่มไม่เกิน 3 คน

โอกาสนี้ สวธ.ขอเชิญชวน นักออกแบบ นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไปส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ดูรายละเอียดการรับสมัครและการส่งผลงานออกแบบ/สร้างสรรค์เข้าประกวด ได้ที่ http://www.culture.go.th/culture_th/ewt_news.php?nid=7067&filename=index ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารที่เว็บไซต์ www.culture.go.th และ Facebook ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Facebook : Cultural Textile Awards 2023

มธ.จัดงานรำลึก ‘วันปรีดี พนมยงค์’ ปี 2566 ชวนเกาะติด ‘การเลือกตั้ง’ 14 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730229

มธ.จัดงานรำลึก ‘วันปรีดี พนมยงค์’ ปี 2566  ชวนเกาะติด ‘การเลือกตั้ง’ 14 พ.ค.นี้

มธ.จัดงานรำลึก ‘วันปรีดี พนมยงค์’ ปี 2566 ชวนเกาะติด ‘การเลือกตั้ง’ 14 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.28 น.

มธ.จัดงานรำลึก ‘วันปรีดี พนมยงค์’ ปี 2566

ชวนเกาะติด ‘การเลือกตั้ง’ 14 พ.ค.นี้

หวั่นกลไก ‘ไม่อิสระ’ บิดเบือนประชาธิปไตย

ม.ธรรมศาสตร์ จัดงาน “วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2566” หลากหลายภาคส่วนร่วมระลึกคุณูปการบุคคลสำคัญที่มีต่อระบบการเมืองการปกครองไทย พร้อมจัดปาฐกถาทางวิชาการหัวข้อ ‘ดุลยภาพแห่งอำนาจฯ’ ชวนจับตาผลการเลือกตั้ง 14 พ.ค. นี้ อย่างใกล้ชิด เฝ้าหน้าคูหาปกป้องสิทธิ-เสียงของตนเอง หวั่นกลไกที่ “ไม่เป็นอิสระ” บิดเบือนระบอบประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2566 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน “วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2566” เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” โดยมีองค์กรและหน่วยงาน อาทิ สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้แทนรัฐบาล สถานทูตต่างประเทศ พรรคการเมือง ผู้บริหาร คณาจารย์และองค์การนักศึกษา ฯลฯ เข้าร่วมในพิธีวางพานพุ่ม ณ อนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า วันที่ 11 พฤษภาคมของทุกปี    ถือเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรำลึกถึง “ปรีดี พนมยงค์” รัฐบุรุษอาวุโสของประเทศไทย    ที่มีผลงานมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสถาปนา “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2477 และเป็นผู้ประศาสน์การคนแรกของมหาวิทยาลัย รวมถึงผู้ริเริ่มแนวคิดการเรียนการสอนระดับสูงสมัยใหม่ในรูปแบบ “ตลาดวิชา” เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงในด้านการศึกษาให้แก่ราษฎร ทำให้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิและโอกาสได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยจนจบปริญญา โดยในปี 2566 นี้ นับเป็นปีที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายประการ เพราะนอกจากจะเป็นวาระครบ 123 ปีชาตกาลของผู้ประศาสน์การ ครบ 40 ปีแห่งการถึงอสัญกรรมแล้ว ยังครบ 50 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ อีกด้วย

น.ส.ธัญญลักษณ์ เศวตมาลย์ เลขาธิการองค์การนักศึกษา มธ. กล่าวว่า ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี     ได้ทำสิ่งอันน่าทึ่ง ทั้งการเป็นมันสมองในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพื่อเปลี่ยนความหมายของ

ชาติให้เท่ากับประชาชน ไปจนถึงการทำงานในบทบาทของนายกรัฐมนตรี การมุ่งมั่นแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม สร้างรากฐานประชาธิปไตย ไปจนถึงการก่อตั้งมหาวิทยาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อยกระดับความคิดของราษฎร และคุณูปการอีกมากมาย จึงถือเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ชายผู้น่านับถือต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามตลอดช่วงของท่าน ชาวธรรมศาสตร์จึงขอมาพูดเพื่อยืนยันว่า เราจะจดจำ และเราจะไม่ลืมอุดมการณ์ เจตนารมย์ของท่านที่ต้องการสร้างสังคมที่ดีงามสำหรับคนทุกคน

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบโล่รางวัล “ปรีดี พนมยงค์” ประจำปี 2566 แก่นักศึกษาดีเด่น ได้แก่        นัฐกานต์ เพ็ชรบูรณ์ จากคณะนิติศาสตร์ มธ. และรางวัล “ทุนปาล พนมยงค์” ประจำปี 2566 ให้แก่        ปาลีรัตน์ บุญประกอบ จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ในการประกวดบทความหัวข้อ “ปรัชญาสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย” ณ บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ ด้านหน้าตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ท่าพระจันทร์

วันเดียวกัน มธ. และสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้จัดปาฐกถาทางวิชาการในหัวข้อ “ดุลยภาพแห่งอำนาจ” เปลี่ยนผ่านสังคมไทยด้วยการเลือกตั้ง โดย ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ากลุ่มผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองไทย ไม่ได้คิดถึงการสร้างดุลยภาพ หากแต่ต้องการได้ดุลแห่งอำนาจตลอดเวลา แม้กระทั่งการเลือกตั้งที่เป็นช่องทางการแสดงออกเดียวถึงพลังของประชาชน กลับยังไม่ได้รับความเคารพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะหากดูหลังการรัฐประหารเป็นต้นมา   ซึ่งเกิดความพยายามสถาปนาอำนาจให้ครอบคลุมระบอบต่างๆ รวมถึงองค์กรอิสระ ที่กลายเป็นกลไกอำนาจเข้ามาจัดการกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ทั้งลงโทษ ตัดสิทธิ ยุบพรรคต่างๆ

“หลังการรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ผู้มีอำนาจได้พยายามสถาปนาอำนาจตัวเองเพื่อรับมือกับฝ่ายประชาธิปไตยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกลไกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้ามาร่วมตัดสินใจกฎหมาย   เลือกนายกรัฐมนตรี ให้อำนาจกองทัพสนับสนุนตัวเอง อำนาจการลงโทษและควบคุมประชาชน เช่น มาตรา 112, 116 ตลอดจน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ทั้งหมดล้วนเข้ามาทำให้ดุลอำนาจของประชาชนสูญเสียไป ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อมีพรรคการเมืองที่เสนอเข้ามารื้อถอน ท้าทายระบอบอำนาจเก่า จึงไม่แปลก ที่จะสามารถซื้อใจประชาชน และทำให้เขาตื่นตัวอย่างมากกับการเลือกตั้งที่จะมาถึง” ศ.ดร.พวงทอง กล่าว

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวว่า สำหรับข้อสังเกตถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้นไม่ใช่องค์กรอิสระ แต่มาจากกลไกการคัดเลือกที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งผลจากการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากคนที่เดินทางไปจำนวนมาก การจ่าหน้าซองผิด ฯลฯ ขณะที่วันเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ กกต. ก็ออกแบบระบบการรายงานผลคะแนนใหม่ที่จะใช้เป็นครั้งแรก

นายยิ่งชีพ ระบุอีกว่า ในการเลือกตั้งปี 2562 เรามีประสบการณ์จากทั้งปัญหาการรายงานผลที่ล่าช้า ผิดพลาด ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายจนถึงวันนี้ ในครั้งนี้จึงขอเชิญชวนทุกคนออกไปร่วมกันปกป้องคะแนนเสียง ภายใต้สภาวะบ้านเมืองที่เราเห็นว่าไม่ปกติ จะเพียงเดินเข้าคูหา ไปกากบาท แล้วหวังว่าคะแนนเสียงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ อาจมองแง่ดีเกินไป เมื่อ กกต. ไม่ได้เป็นอิสระ และผลการจัดการที่ผ่านมาก็ทำให้เห็นว่ายังไม่ได้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ฉะนั้นอยากให้ทุกคนช่วยกันออกไปสอดส่อง ร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนด้วยตา และถ่ายรูปผลคะแนนส่งมารวมที่ vote62.com

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นได้ว่าทุกคนให้ความสำคัญมากกว่าเมื่อก่อน และตระหนักถึงผลลัพธ์ของเสียงที่ตนเองจะกากบาทลงไปมากขึ้น จึงออกมาร่วมกันปกป้องไม่ปล่อยให้เสียงของตนหายไปไหนได้ ซึ่งในปัจจุบันอีกหนึ่งอำนาจที่เกิดขึ้น คืออำนาจของเทคโนโลยี ที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยทางข้อมูลข่าวสาร ทุกคนสามารถลุกขึ้นมาสื่อสาร มีสิทธิมีเสียง แสดงตัวตนได้มากขึ้น เปลี่ยนวิธีคิดว่าเราไม่ใช่แค่คนตัวเล็กตัวน้อย แต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปกครองของประเทศ และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

“สิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาหลังเลือกตั้ง หากการเจรจาไม่ลงตัว ก็อาจมีกระบวนการใช้กฎกติกา บิดเบือน หรือเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยีให้อำนาจกับประชาชน ก็อยากให้ทุกคนตระหนักถึงอำนาจที่มี และเลิกความคิดแบบหยวนๆ ปล่อยผ่านให้ผู้มีอำนาจคิดจะทำอะไรก็ได้ แสดงให้เขาเห็นว่าแม้จะมีอำนาจ แต่หากทำอะไรโดยที่ขาดความชอบธรรม เราจะไม่ยอมอีกต่อไป ดังนั้นเราจะก้าวไปข้างหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงได้ หากร่วมกันยืนหยัดและแสดงความเป็นเจ้าของเสียงของเรา ไม่ใช่แค่กาแล้วปล่อยให้ใครคนอื่นมาตัดสินใจ” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า ระบบการเมืองไทยที่มีอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจการบริหาร ของรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะยังมีอำนาจอีกหลายมิติทั้งกว้างและลึกเป็นส่วนภูเขาที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะอำนาจที่ครอบครองอาวุธ คืออำนาจทหาร และอำนาจตามประเพณีเก่าที่มาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเราจะพบว่าหลังสิ้นสุดยุคของคณะราษฎร อำนาจทั้งสองนี้ได้ผนึกเป็นพันธมิตรกันอย่างแน่นแฟ้น และแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง สว. หรือองค์กรอิสระที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร จึงเป็นสิ่งที่อยากย้ำเตือนในผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่าแม้ฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะและแต่งตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ยังอาจถูกบั่นทอนจากอำนาจเหล่านี้ได้เช่นกัน

ด้าน น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมและสื่อมวลชนอิสระ กล่าวว่า นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 แม้ประชาชนจะได้รับประชาธิปไตย แต่ก็เกิดการแย่งชิงอำนาจไปตลอดเวลา ถูกจำกัดกรอบกระทั่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจไปโดยปริยาย จึงฝากความหวังไว้ได้เพียงกลุ่มบุคคลใดกลุ่มหนึ่งจากการเลือกตั้ง แต่มาในยุคนี้เห็นได้ชัดเจนว่าประชาชนเริ่มมองอย่างตรงไปตรงมา สนับสนุนใครจากการวิเคราะห์นโยบาย ความเป็นไปได้ ความชัดเจน ความหวัง และความฝัน ดังนั้นนโยบายที่เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่น รัฐสวัสดิการ ปฏิรูปกองทัพ ฯลฯ จึงได้เสียงตอบรับจากคนส่วนใหญ่ และหากพรรคการเมืองยังเสนอนโยบายไม่ถูกใจ ภาคประชาชนก็สามารถเสนอเองได้ อย่างมาตรา 112 ที่ถูกนำออกมาพูดในพื้นที่สาธารณะได้ ก็เกิดจากการที่ประชาชนส่งเสียงสะท้อนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหานั่นเอง

อาชีวะอุบลฯปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ รับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730189

อาชีวะอุบลฯปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ รับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

อาชีวะอุบลฯปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ รับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 16.58 น.

อาชีวะอุบลฯ ประชุมผู้ปกครองและปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2566 พร้อมขานรับนโยบายของเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

วันที่ 11 พ.ค.66 นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ปฐมนิเทศนักเรียน นักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2566” และการประชุมผู้ปกครอง ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปวส.1 ประจำปีการศึกษา 2566 ณ หอประชุมราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

ทั้งนี้กิจกรรมการปฐมนิเทศนักศึกษาและประชุมผู้ปกครองในวันนี้ ประกอบด้วย การรับทราบนโยบายในการจัดการเรียนการสอนจากคณะผู้บริหาร ประธานชมรมครูผู้ปกครอง และงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำนักศึกษาและผู้ปกครองพบปะกับครูที่ปรึกษาและครูในสาขาวิชาในชั้นเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับครู ห้องเรียนและสภาพแวดล้อมภายในวิทยาลัยฯ

จากนั้นในช่วงบ่ายนักศึกษารับฟังการบรรยาย “คุณธรรมนำความรู้สู่สายวิชาชีพ” โดยพระอาจารย์สุจินต์ จารุวรรโณ (พระสอนศีลธรรม) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามด้วยกิจกรรมเข้าฐานท่องเที่ยวภายในสถานศึกษา เพื่อเรียนรู้ สร้างความเข้าใจและสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆได้อย่างดี มีความพร้อมในการเรียนอย่างเต็มที่ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับตนเอง และนำแนวทางการปฏิบัติตนมาประยุกต์ใช้สู่การใช้ชีวิตในรั้ววิทยาลัยฯ รับเปิดเทอมใหม่ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 ที่จะถึงนี้ โดยขานรับนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย ป้องกันภัยยาเสพติดทุกชนิด รวมไปถึงเฝ้าระวังการก่อเหตุทะเลาะวิวาท ตามหลัก 3 ป. ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม 

ในส่วนด้านวิชาการกำชับให้ครูในสถานศึกษานำการเรียนการสอนรูปแบบ Active Learning มาช่วยให้ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียน มีทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ตามนโยบายของว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำหรับการประชุมผู้ปกครอง และนักเรียนใหม่ ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) ประจำปีการศึกษา 2566 จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ 12 พฤษภาคม 2566

กกต.นครนายกติวเข้มลูกเสือ กกต.เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730161

กกต.นครนายกติวเข้มลูกเสือ กกต.เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

กกต.นครนายกติวเข้มลูกเสือ กกต.เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 16.06 น.

กกต.นครนายก จัดอบรมลูกเสือ กกต.เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการปลูกจิตสำนึกให้ลูกเสือ

วันที่ 11 พ.ค.66 ที่ห้องประชุมระฆังเงิน ชลพฤกษ์ รีสอร์ท ตำบลบ้านพร้าว อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก นายอุดมพร ทิพย์โพธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดนครนายก ได้เป็นประธานเปิดโครงการบูรณาการ ความร่วมมือของทุกภาคส่วน กิจกรรมลูกเสืออาสา กกต.เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย รณรงค์ และช่วยเหลือการเลือกตั้ง ส.ส. กิจกรรมอำนวย ความสะดวกผู้มีสิทธิ์ เลือกตั้ง และปฏิบัติงานหน้าหน่วยเลือกตั้ง 

ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกเสืออาสา กกต. และ ร.ด.จิตอาสาร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตย ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เสริมสร้างความเป็น พลเมือง มีส่วนร่วม ทางการเมืองและขั้นตอนการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งส่งเสริมการปลูกจิตสำนึกให้ลูกเสือ อาสา กกต.เห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ในการอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติ จากนางสาวจุฑารัตน์ ศรีนวลปาน ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก และผู้ตรวจการ กกต.และลูกเสือ ร.ด.ที่เข้าร่วมอบรม จำนวน 123 คน คาดว่าลูกเสืออาสาและ ร.ด.จิตอาสาจะได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อประเทศชาติ และมีส่วนร่วมในการรณรงค์ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ การเลือกคนดีให้มาปกครองบ้านเมือง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคม ให้แก่เพื่อนๆ และเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและให้ บริการประชาชน ที่มาเลือกตั้งหน้าหน่วยเลือกตั้งให้ได้รับบริการเป็นอย่างดี