‘ม.รังสิต’ปักหมุดยุทธศาสตร์ 5 ปี เดินหน้าการศึกษา พร้อมชู’นวัตกรรม’ขับเคลื่อนองค์กร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725825

'ม.รังสิต'ปักหมุดยุทธศาสตร์ 5 ปี เดินหน้าการศึกษา พร้อมชู'นวัตกรรม'ขับเคลื่อนองค์กร

‘ม.รังสิต’ปักหมุดยุทธศาสตร์ 5 ปี เดินหน้าการศึกษา พร้อมชู’นวัตกรรม’ขับเคลื่อนองค์กร

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.33 น.

มหาวิทยาลัยรังสิต ปักหมุดยุทธศาสตร์ 5 ปี ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย วางเป้าหมายมุ่งผลิตบัณฑิตให้มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของพลเมืองโลก เน้นให้ความสำคัญกับความต้องการของนักศึกษา พร้อมทั้งเปิดพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้ เป็นมหาวิทยาลัย 24 ชั่วโมง โดยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ Digital Transformation ที่ครอบคลุมทุกหลักสูตร เพื่อเพิ่มความหลากหลายในวิชาชีพ พร้อมก้าวสู่ Hub ใหม่ของการศึกษาในอนาคต ณ โรงแรม VIE Hotel Bangkok ราชเทวี

ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้แข็งแกร่งคือเรื่องนวัตกรรม โดยมหาวิทยาลัยรังสิตมองว่า นวัตกรรม เป็นธงหลักในการพัฒนานักศึกษาให้มีความสามารถสูงและครอบคลุมถึงมิติต่าง ๆ เพราะนอกจากงานวิจัยแล้ว มหาวิทยาลัยต้องสร้างนวัตกรรมที่องค์กรและสังคมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ และสิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ การมอบทักษะวิชาชีพและวิชาชีวิตมากกว่า 130 หลักสูตรที่หลากหลายให้แก่ผู้เรียน โดยให้ความสำคัญกับความต้องการการเรียนรู้ของนักศึกษาทุกด้านกับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย โดยวางทิศทางและการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยรังสิต 5 ปีหลังจากนี้ให้มีความพร้อมในทุกด้าน ได้แก่ 1. สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต 2. สร้างความเป็นเลิศทางวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม 3. สร้างความเป็นเลิศด้านการบริการวิชาการและการฝึกอบรม 4. ชี้นําการรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และ 5. บริหารจัดการให้เป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศและองค์กรแห่งความสุข ซึ่งทุกหน่วยงานภายในองค์กรร่วมกันขับเคลื่อนทั้งคุณภาพการศึกษา และความพร้อมในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้เราสามารถก้าวไปสู่ที่หนึ่งใจนักศึกษา ตามแนวทางที่เราวางไว้คือ “ดีมาก-หลากหลาย-24 ชั่วโมง” พร้อมทั้งชู นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “เคลียร์-บีลอง พลัส” ผสมใบกัญชา ที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Complementary Medicine and Therapies ซึ่งเป็นวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใน 5 ปีข้างคือ เรื่องของความคาดหวังสมรรถนะใหม่ในด้านอาชีพ ความต้องการกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ Digital Transformation ที่ครอบคลุมทุกหลักสูตร และนักศึกษาต้องการหลักสูตรและการเรียนรู้ที่เพิ่มความหลากหลายในวิชาชีพ ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิตเองได้มีการปรับตัวในเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีความหลากหลายมากขึ้น นักศึกษาไม่ได้เรียนเพียงแค่ทฤษฎี แต่สามารถลงมือปฏิบัติได้จริง เพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกของการทำงานได้อย่างมืออาชีพ ตามแบบฉบับ Practical University รวมทั้งเรื่องของรูปแบบการบริหารจัดการองค์กรก็ต้องเป็น Smart Organization เพื่อขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ นักศึกษา และนอกจากนี้ ในเรื่องของความเป็นนานาชาติปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยรังสิต มีกลุ่มนักศึกษาต่างประเทศมาเรียนเพิ่มมากขึ้นในทุกปี ซึ่งก็เป็นเทรนด์ว่าประเทศไทยจะเป็น Hub ใหม่ของการศึกษาในอนาคต

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เมื่อเราเปิดพื้นที่การเรียนรู้ เป็นมหาวิทยาลัย 24 ชั่วโมง เรื่องของความปลอดภัยของนักศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเพื่อให้นักศึกษา บุคลากร รวมทั้งผู้ปกครองรู้สึกอุ่นใจถึงความปลอดภัยตลอดเวลาที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิตได้จัดตั้ง สำนักงานตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต (ตร.ม.) ขึ้นซึ่งเป็นที่แรกในประเทศไทย เพื่อดูแลป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมในพื้นที่โดยรอบสถานศึกษา โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิตร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานร่วมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิตจะได้รับการฝึกอบรม ฝึกฝนมาโดยเฉพาะเพื่อปฏิบัติงานด้านการดูแลความปลอดภัย ทั้งยังมีเรื่องของระบบการเฝ้าระวัง ระบบการตรวจตราความเรียบร้อยในพื้นที่โดยรอบ และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการช่วยกำกับดูแล เฝ้าระวังด้วย ซึ่งหากเกิดเหตุด่วนนักศึกษาสามารถแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่า นักศึกษา หรือผู้ปกครองที่เข้ามาต้องรู้สึกถึงความอุ่นใจ ปลอดภัยเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.ปถมาพร สุกปลั่ง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากความเข้มแข็งทางวิชาการและการที่มหาวิทยาลัยรังสิตมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่หลากหลาย ทำให้ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยรังสิตสามารถครองพื้นที่ในการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ซึ่งแต่ละหลักสูตรที่เปิดสอนมีผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับมากมาย อาทิเช่น ความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อการแพทย์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะเลือดชนิดพกพา ผิวหนังเทียมที่ทำจากเจลาตินด้วยเทคนิคการพิมพ์ชีวภาพสามมิติสำหรับการรักษาแผล หรือแม้แต่การเรียนที่ตอบโจทย์อนาคต เรียนสถาปัตย์ ม.รังสิต ปี 1 ออกแบบบ้านได้ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นการปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเทรนด์การศึกษาในปัจจุบัน โดยที่มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียนได้ เรียนหมอแต่อยากเรียนดนตรีควบคู่ไปด้วยก็ได้ เรียนวิศวะแต่อยากทำสื่อเป็นก็สามารถเลือกเรียนนิเทศศาสตร์เป็นวิชาโทได้ เรียกว่าเป็นการผสมผสานหลายวิชาแบบองค์รวม โดยก้าวข้ามข้อจำกัดทางการศึกษา เป็นการเติมเต็มการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ที่และสามารถนำความรู้ไปสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ เพราะที่นี่อนาคตออกแบบได้

ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากวิจัย สู่วิจัยเพื่อชุมชม สังคมแห่งการแบ่งปัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจเกื้อกูล โดยที่ผ่านมามหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.ปทุมธานี) ในการเป็นหุ้นส่วนสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาหลักหก (LakHok Development Center: LHDC) ขึ้นเพื่อพัฒนากลไกการดำเนินงานร่วมทุนที่ยั่งยืน และเกิดเป็นแหล่งทุนระยะยาวสำหรับการดำเนินงานสร้างสุขภาวะของประชาชนจังหวัดปทุมธานี เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของบุคคล กลุ่มบุคคล ชุมชน หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะ รายได้ สิ่งแวดล้อม และสังคมของจังหวัดปทุมธานีสู่พื้นที่สุขภาวะที่ดีและยั่งยืน นอกจากนี้ สสส. ยังได้มุ่งเน้นสรรหาและจัดสรรงบประมาณเพื่อการสร้างอาชีพและรายได้แนวใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างสุขภาวะให้กับนักศึกษาที่กำลังจะจบ และวางเป้าหมายเพื่อติดอาวุธให้นักศึกษาสามารถหารายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการสมัครงาน

– 006

ศธ.หารือสธ.เตรียมรับมือโควิด หากมีการระบาดช่วงเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725814

ศธ.หารือสธ.เตรียมรับมือโควิด หากมีการระบาดช่วงเปิดเทอม

ศธ.หารือสธ.เตรียมรับมือโควิด หากมีการระบาดช่วงเปิดเทอม

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.48 น.

21 เม.ย.66 ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า วานนี้ (20 เม.ย.) ตนในฐานะปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประชุมหารือกับ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ร่วมประชุมหารือด้วย  ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เนื่องจากภายหลังเทศกาลสงกรานต์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น ดังนั้น หากมีการระบาดเกิดขึ้นอีก สธ.จึงมอบให้ สพฐ.และ สอศ. ประสานกับสาธารณสุขจังหวัด และให้สถานศึกษาหารือกับผู้ปกครองในวันประชุมปฐมนิเทศก่อนเปิดเทอมในวันที่ 15 พ.ค.นี้  เพื่อทำความเข้าใจและขอความยินยอมจากผู้ปกครองในการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน ส่วนจะฉีดวัคซีนให้กับเด็กในช่วงชั้นใดบ้างนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะดูว่าเด็กแต่ละคนเคยฉีดวัคซีนมากี่เข็มแล้ว ให้เป็นดุลยพินิจของสาธารณสุขจังหวัดพิจารณาในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียน

ด้านนายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ตนกำลังหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าหากมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เกิดขึ้นอีกครั้งจะมีมาตรการในการดูแลครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนอย่างไร ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะทราบแนวทางชัดเจน รวมถึงว่าจะต้องมีการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนหรือไม่อย่างไร 

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า สอศ. กำลังเตรียมนำแนวปฏิบัติที่เคยใช้ได้ผลดีในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ผ่านมา  ซึ่งขณะ สอศ.จะคอยติดตามประกาศจากทางกระทรวงสาธารณสุข  หากโควิดมีการระบาดเกิดขึ้นอีก  ตนก็จะสั่งการให้วิทยาลัยในสังกัด สอศ.นำแนวปฏิบัติเดิมมาประยุคใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันในช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้ต่อไป

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725780

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.33 น.

​รัฐบาลเชิญชวนประชาชน เที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มวันนี้วันแรก ถึง 25 เม.ย.นี้ สัมผัสพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ ไหว้พระ เที่ยววัด ยลวัง พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทย

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนเที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างวันที่ 21 – 25 เมษายน 2566 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ และ 21 แหล่งเรียนรู้รอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อร่วมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันคล้ายวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 241 ปี ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมมากมาย จัดบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ทั้งด้านศาสนา ไหว้พระ 11 วัด ศิลปะการแสดง เปิดพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ ตลาดย้อนยุค จำหน่ายสินค้าทางวัฒนธรรมไทย 76 จังหวัด ประกวดภาพถ่าย เสวนาวิชาการ ทำบุญไหว้พระ พร้อมจัดรถเมล์ ขสมก.รับส่งฟรีตลอดงาน

นางสาวรัชดา กล่าว่า การจัดงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ กว่า 30 หน่วยงาน จัดขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี รวมถึงสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ และร่วมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันคล้ายวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 241 ปี เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้ และสร้างการรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของพระบรมราชจักรีวงศ์ ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ และความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวจากมรดกศิลปวัฒนธรรม ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เกิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

“สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ พิธีเปิดงานประดิษฐานภาพพระบรมฉายาลักษณ์และเครื่องราชสักการะ 10 รัชกาล การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ (Night Museum) การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม 76 จังหวัด จุดถ่ายภาพย้อนยุคบริการประชาชน การแสดงมัลติมีเดีย ใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ นิทรรศการสวนแสงจัดแสดงพระราชประวัติ 10 รัชกาล จัดฉายหนังกลางแปลง การประกวดภาพถ่าย รวมทั้งเปิดให้ประชาชนทำบุญไหว้พระและเข้าชมแหล่งเรียนรู้ ภายในงานมีรถ ขสมก.และรถรางนำชม บริการรับ-ส่งฟรี ตามจุดเยี่ยมชมต่างๆ ทั้งนี้ ผู้ใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม โทร.1765” นางสาวรัชดา กล่าว

‘มหิดลวิทย์’ชูผลงานตรวจสอบ‘DNA มะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดง’ เตรียมเข้าแข่งขันระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725740

‘มหิดลวิทย์’ชูผลงานตรวจสอบ‘DNA มะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดง’ เตรียมเข้าแข่งขันระดับโลก

‘มหิดลวิทย์’ชูผลงานตรวจสอบ‘DNA มะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดง’ เตรียมเข้าแข่งขันระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 07.53 น.

‘มหิดลวิทย์’ชูผลงานโครงงานตรวจสอบ‘DNA มะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดง’ นวัตกรรมใหม่ในการวินิจฉัยโรคมะเร็ง เตรียมเข้าแข่งขันในงานระดับโลก Regeneron ISEF 2023 สหรัฐอเมริกา พฤษภาคมนี้

21 เมษายน 2566 ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า โครงงาน“แนวคิดใหม่แห่งวงการชีวเคมีทางการแพทย์: การตรวจสอบ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงโดยใช้เลือดไก่เป็นแบบในการศึกษาเพื่อพัฒนาสู่นวัตกรรมใหม่ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งที่รวดเร็ว” เป็นโครงงานของนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ (Top Award) จากการประกวดโครงงานระดับประเทศ Young Scientist Competition (YSC 2023) ซึ่งจัดโดย สวทช. และได้เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา อีกทั้งจะเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงานการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับโลก Regeneron ISEF 2023  ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 -19 พฤษภาคม 2566 ณ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ดร.วรวรงค์ กล่าวว่า นักเรียนผู้พัฒนาโครงงานนี้เป็นนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 3 คน คือ นายวงศกร มาลาลักษมี (น้องกัปตัน) นางสาวมทินา บุญเต็ม (น้องเพชร) และนางสาวชุตินันต์ สุขพงศ์จิรากุล (น้องไข่มุก) โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานผู้คร่ำหวอดในวงการโครงงานและการวิจัย 2 ท่าน คือ ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ ครูสาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (ครูเจ้าของรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2020 และ รางวัลพระราชทานบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ประจำปี 2565) และ รศ. ดร. นพ.ปีติ ธุวจิตต์ (อาจารย์แพทย์เจ้าของรางวัลชนะเลิศงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ DMSc Award ประจำปี 2565) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.วรวรงค์ กล่าวว่า โครงงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศของโครงการ YSC ในปีนี้ ได้ผ่านการคัดกรองข้อเสนอโครงงาน ที่ส่งเข้าประกวดจากทั่วประเทศมากถึง 1,621 โครงงาน และยังต้องผ่านการนำเสนอผลงานอย่างเข้มข้นในทุกกระบวนการ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ทำการเฟ้นหาโครงงานคุณภาพเยี่ยมจากแต่ละภูมิภาคเพื่อเข้าสู่การตัดสินในรอบระดับประเทศ โดยน้อง ๆ ทั้ง 3 คน มีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากจะสร้างสรรค์โครงงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชากรทุกคนและมุ่งหวังว่าผลงานของโครงงานที่พัฒนาขึ้นจะเป็นนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์เป็นวงกว้างต่อสังคมได้ และมองว่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งคร่าชีวิตผู้คนรอบตัวเราไปมากมาย ดังนั้นหากสามารถพัฒนาวิธีการตรวจมะเร็งได้รวดเร็วกว่าวิธีการในปัจจุบันได้ก็จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้อีกมากมายก่อนที่มะเร็งจะลุกลามไปจนสายเกินแก้

ผอ.มหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า น้องทั้ง 3 คนจึงได้ค้นคว้าหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโรคมะเร็งและพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งจะมี DNA ของมะเร็งอยู่ในกระแสเลือด โดยการตรวจโรคมะเร็งในปัจจุบันที่เป็นการตรวจทางเลือดจะให้ผลที่รวดเร็วกว่าการตรวจด้วยชิ้นเนื้อ แต่การตรวจ DNA ของมะเร็งทางเลือดนั้นจะตรวจจาก DNA ของมะเร็งในน้ำเลือด (plasma) แต่เนื่องด้วย plasma เป็นของเหลวที่มีปริมาณมากในเลือดส่งผลให้ปริมาณความเข้มข้น DNA ของมะเร็งค่อนข้างต่ำ ซึ่งถ้าหากเป็นมะเร็งในระยะต้น ๆ ก็อาจจะไม่สามารถตรวจพบได้ น้อง ๆ นักเรียนทั้ง 3 คนจึงมีแนวคิดว่าเนื่องจากเม็ดเลือดแดงซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในเลือดเป็นอนุภาคระดับไมครอนไม่ใช่ของเหลวแบบพลาสมา หากเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า DNA ของมะเร็งสามารถอยู่บนเม็ดเลือดแดงได้ ก็จะสามารถตรวจพบ DNA ของมะเร็งได้ดีกว่าการตรวจด้วย plasma เป็นอย่างมาก อีกทั้งเมื่อค้นคว้าเพิ่มเติมก็พบว่าบนผิวเม็ดเลือดแดงจะมีตัวรับ (Receptor) ที่มีคุณสมบัติในการจับกับสารประเภทกรดนิวคลีอิกได้ซึ่ง DNA ก็เป็นสารประเภทกรดนิวคลีอิก ด้วยเหตุนี้น้อง ๆ ทั้ง 3 คนจึงมีแนวคิดว่าหากเราสามารถตรวจสอบ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงได้ก็จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งที่รวดเร็ว

อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยในการทดลองและป้องกันโรคระบาดและจริยธรรมการทดลองในมนุษย์ น้อง ๆ จึงได้เลือกใช้เลือดไก่ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการบริโภคมาเป็นแบบในการศึกษาเนื่องจากมีข้อมูลว่า Receptor บนผิวเม็ดเลือดแดงของไก่มีคุณสมบัติที่คล้ายกับ Receptor ของคนและสามารถจับกับกรดนิวคลีอิกได้เช่นกัน สำหรับกระบวนการทดลองก็จะทำการออกแบบวิธีการทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่า DNA ของมะเร็งสามารถจับกับ Receptor ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงได้หรือไม่ โดยจะใช้เซลล์มะเร็งเต้านม 2 ชนิดเป็นต้นแบบในการศึกษา และใช้ 2 เทคนิคในการตรวจสอบ ได้แก่ การใช้เทคนิค DNA Hybridization ซึ่งเป็นเทคนิคการนำ DNA Probe มาจับเพื่อแสดงสัญญาณสี และเทคนิค Cross linking ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ DNA ของมะเร็งจับกับ Receptor แน่นขึ้น โดยใช้ Formaldehyde เป็น Crosslinker โดยจากผลการทดลองก็พบว่า DNA ของมะเร็งสามารถจับกับ Receptor ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงได้ โดยตรวจสอบอัตราส่วนของจำนวนยีนส์โดยการทำ Real-time PCR เพื่อศึกษาว่า DNA ของมะเร็งสามารถจับกับ Receptor บนผิวของเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณมากน้อยเพียงใด

“แนวคิดของโครงงานที่ตรวจมะเร็งโดยใช้เลือดไก่เป็นแบบในการศึกษานี้ได้รับความสนใจและได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิจัยของ รศ. ดร. นพ.ปีติ ธุวจิตต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  เพื่อพัฒนาต่อยอดในการทดลองกับเลือดมนุษย์ โดยจากผลการทดลองจากทั้งเลือดไก่และเลือดคนก็พบว่าสามารถตรวจ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงทดแทนวิธีการเดิมที่ตรวจจากน้ำเลือดได้สำเร็จ” ดร.วรวรงค์ กล่าว

รศ.ดร.นพ.ปีติ เจ้าของรางวัลงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ DMSc Award ประจำปี 2565 ผู้มีส่วนสำคัญในการให้คำแนะนำปรึกษาในการพัฒนาโครงงานนี้ กล่าวว่า แนวคิดการตรวจสอบ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงนี้ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการชีวเคมีทางการแพทย์ เป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อวงการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก เป็นวิธีการที่ไม่สร้างความเจ็บปวดเท่ากับการตรวจชิ้นเนื้อ และยังสามารถเพิ่มความไวของการตรวจ DNA ในเลือดได้ การตรวจ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงนี้หากนำไปพัฒนาสู่กระบวนการการคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการรักษาได้อย่างทันท่วงทีแม้ในมะเร็งที่ไม่พบก้อน ก็จะช่วยรักษาชีวิตผู้คนทั่วโลกที่มะเร็งกำลังจะลุกลามมาในชีวิตของพวกเขาได้

สภานโยบาย’อววน.’ เห็นชอบหลักการ ยกระดับ’ววน.’ การจัดซื้อจัดจ้างจาก’ตปท.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725729

สภานโยบาย'อววน.' เห็นชอบหลักการ ยกระดับ'ววน.' การจัดซื้อจัดจ้างจาก'ตปท.'

สภานโยบาย’อววน.’ เห็นชอบหลักการ ยกระดับ’ววน.’ การจัดซื้อจัดจ้างจาก’ตปท.’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2566, 21.24 น.

สภานโยบาย อววน. เห็นชอบหลักการข้อเสนอนโยบายการกำหนดเงื่อนไขว่าด้วยการสร้างความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในประเทศ อันเกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศของภาครัฐ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ โดยมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีศักยภาพและเป็นจุดคานงัดสำคัญเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยหนึ่งในวาระที่สำคัญเพื่อพิจารณา เสนอโดย สกสว. วันนี้ คือ การเห็นชอบหลักการข้อเสนอนโยบายการกำหนดเงื่อนไขว่าด้วยการสร้างความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในประเทศอันเกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศของภาครัฐ (Offset) พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกันจัดทำรายละเอียดข้อเสนอนโยบายฯ เพื่อเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบต่อไป รวมถึงมอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวง อว. ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายฯ 

รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ระบุว่า จากกรณีศึกษาในหลายประเทศพบว่ามีการใช้ประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศโดยการมีเงื่อนไขให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาขีดความสามารถด้าน ววน. เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ รวมถึงพัฒนากำลังคนและผู้ประกอบการ ทั้งนี้รูปแบบปัจจุบันของประเทศไทยคู่สัญญามีหน้าที่ส่งมอบงานเท่านั้น ต่อไปการจัดซื้อจัดจ้างจึงต้องมีการผูกเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการและขีดความสามารถของภาคเอกชนไทย โดย สกสว.จะนำข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปปรับปรุงรายละเอียดการดำเนินงาน อาทิ สิ่งดึงดูดใจของนักลงทุนต่างชาติ การกำหนดเป้าหมายในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคโนโลยีที่มีศักยภาพในอนาคตและเป็นจุดคานงัดสำหรับอุตสาหกรรมนั้น ๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 

ด้าน ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวงได้เจรจาความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีกับประเทศต่าง  ๆ  ซึ่งจะต้องพัฒนากำลังคนให้ทัดเทียมกับความเจริญของโลกที่เปลี่ยนไป และใช้ข้อได้เปรียบของประเทศไทยที่เข้ากับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุดกับประเทศ
 นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบเรื่องความร่วมมือกับธนาคารโลกในการวิเคราะห์และพัฒนาระบบ ววน.ของไทย เพื่อใช้เครื่องมือประเมินกลไกการสนับสนุนภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่กระจายตามหลายหน่วยงานของรัฐและมีความหลากหลาย เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. ระบุว่าการทำงานร่วมกับธนาคารโลกจะช่วยยกระดับการทำงานของทีมจากประเทศไทยทั้ง สกสว. และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีให้ข้อสังเกตว่าควรพิจารณาสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้ผลของการศึกษาเกิดความน่าเชื่อถือ และยกมาตรฐานให้ใกล้กับสากล ซึ่งไทยควรจะต้องจัดระบบกันใหม่ในการจัดการคนและระบบต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศพัฒนาได้

ท้ายนี้ สภานโยบายฯ รับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ 2565 ของ สกสว. โดยที่ผ่านมา สกสว.ได้ขับเคลื่อนระบบ ววน.อย่างครบวงจรโดยทำงานร่วมกับ 180 หน่วยงาน สิ่งสำคัญคือ ภาพอนาคตข้างหน้าที่กล่าวถึงเส้นทางสู่ผลกระทบ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมอบหมายให้ สกสว.ดำเนินการ 2 เรื่อง คือ ให้ ววน.ช่วยขับเคลื่อนแผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ และมีพื้นที่ทำงานร่วมกันเพื่อเป็นต้นแบบ 1 พื้นที่ 1 ววน. รวมถึงการออกแบบการทำงานและทิศทางการลงทุนด้าน ววน.เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วธ. จัดพิธีบวงสรวงเทพยดา งานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725699

วธ. จัดพิธีบวงสรวงเทพยดา งานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

วธ. จัดพิธีบวงสรวงเทพยดา งานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2566, 18.53 น.

วธ. จัดพิธีบวงสรวงเทพยดา งาน “ใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระมหากษัตริย์ไทย

วันที่ 20 เมษายน 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดา งาน “ใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” โดยมี พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นพราหมณ์ประกอบพิธีบวงสรวง พร้อมด้วยนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมงาน ณ ลานสังคีต พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

นายอิทธิพล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน จัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบปีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2325 ต่อเนื่องมา ตั้งแต่ปี 2557 โดยการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี รวมถึงสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ในพระบรมราชวงศ์จักรี ที่ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความผาสุกและเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน เป็นเวลา 241 ปีแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยร่วมกัน รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนสินค้าของชุมชนต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 

รมว.วธ. กล่าวต่อว่า งาน “ใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 25 เมษายน 2566 ณ บริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และวันที่ 21 เมษายน – 7 พฤษภาคม 2566 ณ สวนสันติชัยปราการ โดยในวันที่ 20 เมษายน 2566 ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดา ณ ลานสังคีต พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันที่ 21 เมษายน 2566 จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จบูรพมหากษัตริยาธิราช และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 99 รูป ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และพิธีเปิดงานฯ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ

“ภายในงานประดิษฐานภาพพระบรมฉายาลักษณ์และเครื่องราชสักการะ 10 รัชกาล พร้อมเปิดให้ประชาชนทำบุญไหว้พระรับพร เสริมสิริมงคล และเข้าชมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม 21 แห่ง ประกอบด้วย 1) พระบรมมหาราชวัง 2) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ 3) สวนสันติชัยปราการ 4) พิพิธบางลำพู 5) วัดบวรนิเวศวิหาร 6) พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน 7) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม 8) วัดชนะสงคราม 9) พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ 10) วัดสระเกศ 11) หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน 12) วัดราชนัดดาราม 13) วัดสุทัศนเทพวราราม 14) วัดประยุรวงศาวาส 15) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 16) มิวเซียมสยาม 17) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม 18) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 19) พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม 20) ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร และ 21) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พร้อมรับชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ (Night Museum) การสาธิตอาหารโบราณและอาหารชาววัง ในรูปแบบตลาดย้อนยุค การจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม 76 จังหวัด ผลิตภัณฑ์ Cultural Product of Thailand : CPOT / ของดี 50 เขต กทม. จุดถ่ายภาพย้อนยุคบริการประชาชน ฯลฯ  โดยมีรถ ขสมก.และรถรางนำชม บริการรับ – ส่ง ตามจุดต่าง ๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม โทร. 1765” รมว.วธ. กล่าว 

มาแล้ว!! ‘สุริยุปราคา’บางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725594

มาแล้ว!! 'สุริยุปราคา'บางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย

มาแล้ว!! ‘สุริยุปราคา’บางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.59 น.

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2566 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เผยภาพ “สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย” วันที่ 20 เมษายน 2566 ขณะดวงอาทิตย์ปรากฏเว้าแหว่งมากที่สุดร้อยละ 1.82 เวลา 11.01 น.บันทึกผ่านกล้องโทรทรรศน์ติดแผ่นกรองแสงพอลิเมอร์ดำ ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในวันที่ 20 เมษายน 2566 เป็น “สุริยุปราคาแบบผสม” (เกิดทั้งสุริยุปราคาวงแหวนและเต็มดวง) ตั้งแต่เวลา 09.42 – 12.52 น. (ตามเวลาประเทศไทย) แนวคราสเคลื่อนจากมหาสมุทรอินเดียไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนใหญ่พาดผ่านมหาสมุทร และแผ่นดินบางส่วนที่เป็นเกาะ อาทิ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศติมอร์ตะวันออก และประเทศอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยเห็นเป็น “สุริยุปราคาบางส่วน” ในช่วงเวลาประมาณ 10.22 – 11.43 น. (ตามเวลาประเทศไทย) มองเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังเพียงบางส่วนเท่านั้น และสังเกตได้เพียงบางพื้นที่ ได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล สงขลา พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช กระบี่ และบางส่วนของจังหวัดตราด อุบลราชธานี และศรีสะเกษ แต่ละพื้นที่ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังมากที่สุดไม่เท่ากัน และถูกบดบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ ที่จังหวัดนราธิวาส (ร้อยละ 4.06)

สำหรับปรากฏการณ์สุริยุปราคาในประเทศไทยครั้งต่อไป จะเกิด “สุริยุปราคาบางส่วน” ในวันที่ 2 สิงหาคม 2570 ผู้สนใจติดตามข้อมูลได้ทางเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือเว็บไซต์ www.NARIT.or.th

– 006

น้อมนำขยายผลพระดำริ ‘ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’ ปลัดมท.นำลงพื้นที่โค้ชชิ่งอีสานใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725474

น้อมนำขยายผลพระดำริ  ‘ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’  ปลัดมท.นำลงพื้นที่โค้ชชิ่งอีสานใต้

น้อมนำขยายผลพระดำริ ‘ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’ ปลัดมท.นำลงพื้นที่โค้ชชิ่งอีสานใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.30 น.

น้อมนำขยายผลพระดำริ

‘ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

ปลัดมท.นำลงพื้นที่โค้ชชิ่งอีสานใต้

น้อมนำขยายผลพระดำริ “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ปลัดมท.นำผู้ทรงคุณวุฒิลงพื้นที่โค้ชชิ่งผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา”ให้กับ ช่างทอผ้าพื้นที่อีสานใต้ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 เมษายน 2566 ณ โรงแรมอมารี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOPด้านผ้าไทย และงานหัตถกรรม(Coaching)“ผ้าลายดอกรักราชกัญญา”จุดดำเนินการที่ 3 จังหวัดบุรีรัมย์ ตามโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมพัฒนาการจังหวัด ผู้ผลิต ผู้ประกอบการOTOP ผ้าไทย และสื่อมวลชน ในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี กว่า 400 คน ร่วมในพิธีฯ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวเปิดพร้อมบรรยายพิเศษการน้อมนำพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” เพื่อต่อยอดพัฒนาผ้า และงานหัตถกรรมให้เป็นที่ต้องการของตลาดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนและเยี่ยมชมผลงาน พร้อมให้กำลังใจ และร่วม “โค้ชชิ่ง” ช่างทอผ้า ผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย ภายในงาน

“นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่มั่นคงในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้อภิรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทย ให้ได้กลับมาเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนในถิ่นชนบท ด้วยการต่อยอดพระราชดำริของสมเด็จย่า โดยนำเอาองค์ความรู้ วิชาการแฟชั่นสมัยใหม่ที่พระองค์ทรงศึกษา มาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์และพัฒนา ภูมิปัญญาผ้าไทยให้เป็นไปตามความนิยมชมชอบของประชาชนผู้บริโภคในปัจจุบัน ภายใต้ชื่อ”โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก”

พร้อมทั้งพระราชทานพระกรุณาให้คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกอันประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ด้านแฟชั่นดีไซน์ ด้านสีธรรมชาติ เป็นโค้ชอบรมถ่ายทอดให้ความรู้ แก่ช่างทอผ้า ผู้ผลิต ผู้ประกอบการผ้าไทย เพื่อสามารถเสริมสร้างเพิ่มพูนรายได้ อันทำให้มีเงินทองจุนเจือเลี้ยงดูครอบครัว ให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมีข้าราชการในพื้นที่เป็นโซ่ข้อกลาง น้อมนำพระประสงค์อันแน่วแน่นี้ได้รับการขยายผลอย่างครอบคลุมในทุกกลุ่มทุกพื้นที่อย่างหลากหลาย

“ดีใจทุกครั้งที่ได้มาพบปะกับพี่น้องช่างทอผ้า และข้าราชการผู้ทำหน้าที่เป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสริมสร้างความมั่นคงยั่งยืนด้านเครื่องนุ่งห่มของประเทศชาติ เพราะทุกท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ทั้งช่างทอผ้า ช่างหัตถกรรมและข้าราชการ ล้วนเป็นบุคลากรผู้มีคุณค่ายิ่งในการผลักดันขับเคลื่อนให้ภูมิปัญญาผ้าไทยยังคงอยู่กับสังคมไทย และทำให้พี่น้องประชาชน ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ได้น้อมนำพระดำริ มาพัฒนาทักษะฝีมือทำให้ผ้าไทย ได้สร้างงาน สร้างรายได้ จนทำให้ลูกๆ หลานๆ ได้เห็นความสำคัญของผ้าไทย และตั้งใจเป็นผู้สืบทอดสืบสานสิ่งเหล่านี้ให้คงอยู่คู่กับชุมชน คู่กับหมู่บ้าน คู่กับสังคมไทย สิ่งที่สำคัญ คือ ความเจริญงอกงามเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ข้าราชการทุกคนต้องมี “ใจ” ต้องมี “Passion” ที่อยากจะช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ช่วยกัน Change for Good อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังที่พระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักเป็นแบบอย่างเพื่อที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ช่วยรักษาภูมิปัญญาผ้าไทย ด้วยการก้าวผ่าน “กับดักของผ้าไทย” นั่นคือ ภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่ส่งมอบ knowhow ลวดลาย เทคนิคการทำผ้ามาสู่รุ่นลูกรุ่นหลานจากคติความเชื่อเกี่ยวกับผ้าไทยในแต่ละพื้นถิ่นที่ไม่ได้คำนึงถึงรสนิยมของผู้ที่เอาเสื้อผ้าไปสวมใส่ เพราะเราจะทอผ้าเพียงแต่พอไว้สวมใส่เองเท่านั้น จึงทำให้ผ้าไทยในอดีตมีแต่ลายเดิมๆ ที่ถักทอตามใจของผู้ทอนั่นเอง”ปลัด มท.กล่าว

สพฐ.ย้ำครู-บุคลากร เฝ้าระวังโควิด-19 พร้อมสั่ง รร.เร่งทำแผนรับเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725312

สพฐ.ย้ำครู-บุคลากร เฝ้าระวังโควิด-19 พร้อมสั่ง รร.เร่งทำแผนรับเปิดเทอม

สพฐ.ย้ำครู-บุคลากร เฝ้าระวังโควิด-19 พร้อมสั่ง รร.เร่งทำแผนรับเปิดเทอม

วันพุธ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.51 น.

สพฐ.ย้ำครู-บุคลากร เฝ้าระวังโควิด-19 หลังกลับมาระบาดหนัก สั่ง ผอ.รร.เร่งทำแผนรับเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีความห่วงใยเรื่องสุขภาพ ของครูและบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากเพิ่งผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมีการรวมกลุ่มเล่นน้ำ ส่งผลให้เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง รวมถึงโรคที่มาจากอากาศร้อน อย่างโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ดังนั้น ขอให้ทุกคนระมัดระวัง ติดตามข่าวสาร และดำเนินการตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมเปิดโครงการ “พร้อมกอดเสี่ยวฮักโมเดล” ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ขอนแก่น เพื่อแก้ปัญหานักเรียนที่ประสบปัญหาภาวะซึมเศร้า ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเอง มีปัญหาในการใช้ชีวิต จึงเกิดเป็นโครงการนำร่องดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้ สาเหตุที่เริ่มโครงการนำร่องที่จังหวัดขอนแก่น เพราะเป็นจังหวัดที่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีมหาวิทยาลัยผลิตแพทย์ในการให้ความรู้และมีความพร้อมในการถอดบทเรียนเพื่อหาสาเหตุ หวังว่าโมเดลนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการรับนักเรียน แต่ละเขตพื้นที่ฯ ได้รายงานข้อมูลมีความพร้อมในการดูแลนักเรียนได้ครอบคลุม มีโรงเรียนรองรับเพียงพอ หากนักเรียนรายใดยังไม่มีที่เรียนขอให้ประสานไปยังเขตพื้นที่ฯ เพื่อจัดหาที่เรียนให้ ทั้งนี้ สพฐ. ขอเน้นย้ำให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู สรุปผลการทำงานในปีการศึกษาที่ผ่านมา เพื่อวางแผนการทำงานในปีการศึกษาต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน การจัดครูให้ครบชั้น จัดหาอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียนให้ทันเปิดเทอมภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 นี้ เพื่อยกระดับการศึกษาให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“ช่วงปิดภาคเรียน สพฐ.มีนโยบายให้ครูเข้าอบรม ในเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นยาบ้า รวมถึงสารเสพติดอย่างอื่น ที่ครูต้องรู้เท่าทัน และมีมาตรการส่งเสริมให้นักเรียนได้รู้เท่าทันยาเสพติดมาตรการป้องกันไม่ให้นักเรียนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และสุดท้าย อยากให้ครูนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ห่างไกลจากยาเสพติด ขอให้ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคนได้ตระหนักและให้ความสำคัญ ขณะเดียวกัน ยังขอย้ำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และให้ปฎิบัติหน้าที่ตามค่ำสั่งที่ได้รับมอบหมาย โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการแจกคู่มือ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ช่วยดำเนินการประชาสัมพันธ์ มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสาร และข้อมูลเพื่อตัดสินใจไปเลือกตั้ง เพื่อประเทศชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” นายอัมพร กล่าว

สกสว. ชู6ประเด็นจากงานวิจัยในเวที Hack Thailand 2575 พลิกโฉมประเทศไทยสู่ภาพอนาคตหลังเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725241

สกสว. ชู6ประเด็นจากงานวิจัยในเวที Hack Thailand 2575 พลิกโฉมประเทศไทยสู่ภาพอนาคตหลังเลือกตั้ง

สกสว. ชู6ประเด็นจากงานวิจัยในเวที Hack Thailand 2575 พลิกโฉมประเทศไทยสู่ภาพอนาคตหลังเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566, 20.26 น.

สกสว. ชู 6 ประเด็นจากงานวิจัยในเวที Hack Thailand 2575 พลิกโฉมประเทศไทยสู่ภาพอนาคตหลังเลือกตั้ง

ไทยพีบีเอสร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ ภาคีเครือข่าย รวม 25 องค์กร ร่วมขับเคลื่อนวาระเลือกตั้งทั่วไป ปี 2566 ผ่านกิจกรรม Hack Thailand 2575 : 48 ชั่วโมง พลิกโฉมประเทศไทยสู่ภาพอนาคตหลังเลือกตั้ง โดย สกสว.สกสว. ชู 6 ประเด็นจากงานวิจัย ได้แก่ ฝุ่นควันภาคเหนือ การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสุขภาพ การจัดการขยะกับเศรษฐกิจหมุนเวียน การลดอคติทางชาติพันธุ์และการสร้าง soft power ผ่านวัฒนธรรม การประมงชายฝั่งภาคใต้ และการปฏิรูประบบเกษตรไทย

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2566 ที่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีเอส จัดกิจกรรม Hack Thailand 2575 : 48 ชั่วโมงพลิกโฉมประเทศไทยสู่ภาพอนาคตหลังเลือกตั้ง โดยความร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ ภาคีเครือข่าย รวม 25 องค์กร อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย หรือ Thai Startup สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายของประเทศ โดยแบ่งกิจกรรมเป็น 3 วัน ระหว่างวันที่ 18-20 เมษายน 2566 ใน 12 ประเด็นสำคัญ คือ

1.       หยุดความรุนแรงแฝงเร้นในสังคมไทย
2.       Green Space เปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพิ่มศักยภาพเมือง
3.       ปลดล็อคท้องถิ่นด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่เวทีโลก
4.        แก้หนี้ แก้จน 
5.       Wellness ยิ่งใหญ่ คนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้าเท่าเทียม
6.       Active Aging: Oldy Healthy Society
7.       อากาศสะอาด หยุดฝุ่น PM 2.5
8.       เศรษฐกิจขยะ (Circular Economy)
9.       Trilingual Thai: การศึกษาตอบโจทย์ท้องถิ่นและพลเมืองโลก
10.   ติดปีกครูไทย
11.   รัฐของกลุ่มคนที่หลากหลาย Responsive Government for 
12.   รัฐทันสมัย โปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน (Transparency & efficiency)

โอกาสนี้ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ที่ปรึกษาผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว. ได้สนับสนุนชุดข้อมูลที่ผ่านการสังเคราะห์จากโครงการวิจัยต่างๆ ที่ สกสว. ได้จัดสรรงบประมาณด้านการวิจัย ผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวม 6 ประเด็น ประกอบด้วย ฝุ่นควันภาคเหนือ : ทิศทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน กับ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสุขภาพ การจัดการขยะกับเศรษฐกิจหมุนเวียน การลดอคติทางชาติพันธุ์และการสร้าง soft power ผ่านวัฒนธรรมอีสานสร้างสรรค์ร่วมสมัย ประมงชายฝั่งภาคใต้: การจัดการทรัพยากร การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ที่เป็นธรรมและยั่งยืน และ การปฏิรูประบบเกษตรไทย ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นในการแลกเปลี่ยน ผ่านรายการฟังเสียงประเทศไทย ของไทยพีบีเอส ทั้ง 8 พื้นที่ทั่วประเทศ ก่อนที่จะนำมาสรุปผล เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรม Hack Thailand 2575 ในครั้งนี้  

ชุดข้อมูลทั้ง 6 ประเด็นนี้ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่น่าสนใจ อาทิ มาตรการแก้ไขปัญหาในแต่ละระยะเวลาที่จะต้องมีการเตรียมการอย่างชัดเจน การผลักดันกฎหมายจากภาคประชาสังคมเครือข่ายอากาศสะอาด ได้แก่ พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ… แนวทางการกระจายอำนาจการบริหารจัดการระบบสุขภาพ แนวทางการกระจายอำนาจการบริหารจัดการระบบสุขภาพ การกำหนดนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม สำหรับการทำประมงชายฝั่งเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำ ฟื้นฟู ดูแล และรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้คงความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น

สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชุดข้อมูลความรู้ดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อนภูมิภาคทั่วไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และจะเป็นประโยชน์กับสังคม ต่อการร่วมพลิกโฉมอนาคตประเทศไทยไปพร้อมๆกัน