สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726361

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.24 น.

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย หนุนพัฒนาเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ ‘เอนก’ ชี้ไทยมีรากลึกศิลปะ สุนทรียะ แนะขุดตาน้ำในท้องถิ่น ต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

24 เมษายน 2565 ศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงการพัฒนาเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ (Cultural and Creative Innovation Zone) ซึ่งการขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องวางแผนว่าเราจะทำอะไรให้ชัดเจน และต้องจำแนกว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาใหม่ และอะไรสามารถต่อยอดมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งอาจนอกเหนือจากความคาดหมายของเรา เช่น ที่เชียงใหม่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเหมาะกับการทำเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มากที่สุด หรือในพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดกระบี่ จังหวัดเชียงรายที่เป็นเมืองศิลปิน เราจะพัฒนาส่งเสริมอย่างไร ในส่วนกลาง ในกรุงเทพมหานคร อาจจะทำได้เช่นกันแต่อาจจะช้ากว่า เป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักตามความเหมาะสม 

“คนไทยมีดีเอ็นเอทางศิลปะสุนทรียะ อารยะ ซึ่งท้องถิ่นมีความหนามากกว่าศิลปะสุนทรียะ ของส่วนกลาง ดังนั้นจึงควรเร่งทำให้ท้องถิ่นบูม เนื่องจากมีความหลากหลายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น อีสาน ล้านนา ปักษ์ใต้ เป็นแหล่งตาน้ำสำคัญ เมื่อเราพัฒนาตาน้ำได้ น้ำก็จะไหลมาเป็นศิลปะของส่วนกลางได้ อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจก่อนว่า ตาน้ำอยู่ที่ชุมชน ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนหรือสถาบัน แต่อยู่ในรากเหง้าที่ทำลายไม่ได้ ฝังลึกเป็นดีเอ็นเอ รากต้องเกิดจากเรา ซึ่งอาจจะแนวทางทำเป็นหลักสูตรสั้น ๆ โดยเอาพ่อครูทั้งหลายมาสอน มาคัดเลือก ต้องคิดไปข้างหน้าว่าเราจะต่อยอดรากเหง้านั้นอย่างไร” รมว.อว. กล่าว

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าในปี 2564 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย สร้างรายได้กว่า 322,261.52 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึงร้อยละ 51 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มาจากทุนทางวัฒนธรรม มีมูลค่ารวม 815,320 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการสินค้าและบริการแบบใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของสินค้าจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย มาพัฒนาร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ ประกอบด้วย Games Animation Films และ Digital Arts ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีแนวโน้ม การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากในปัจจุบัน ในปี 2564 มีมูลค่าประมาณ 42,000 ล้านบาท และมีอัตราขยายตัวมากกว่าร้อยละ 7 ต่อปีและคาดการณ์ว่าปี 2567 จะมีมูลค่าถึง 62,000 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มในการเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ จากการศึกษาของ สอวช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยยังมีปัญหาสำคัญ คือ

1. นิเวศทางศิลปกรรมของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ไม่ชัดเจน ระบบกลไกไม่เกิดการไหลเวียนเป็นวงจรเดียวกันทั้งหมด

2.ขาดแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์บางประเภท ได้แก่ ดิจิทัลอาร์ตและเทคโนโลยีที่ถือเป็น องค์ประกอบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญกับโลกอนาคต

3.แผนงานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปัจจุบันยังคงติดกับดักการให้มิติทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยึดอยู่กับประเด็นเรื่องของการท่องเที่ยว นำมาสู่การมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่ในรูปแบบเชิงท่องเที่ยวทั้งหมด ทำให้ไม่พบแผนงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

4.ขาดกลไกการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทำให้แนวทางการออกแบบและส่งเสริมงานวิจัยมีลักษณะที่คล้ายคลึง ตลอดจนบางแผนงานเกิดความซ้ำซ้อน

5.รูปแบบการเก็บข้อมูลภาคอุตสาหกรรมและการวิจัยมีลักษณะเป็นการเก็บเชิงปริมาณทั้งหมด ทั้งนี้ ยังขาดมิติของข้อมูลเชิงลึกและเชิงกว้างในการนำมาต่อยอดและพัฒนากรอบการออกแบบงานวิจัยในอนาคต

“สอวช. เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ ผ่านกลไกสำคัญต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ การส่งเสริมให้เกิดศูนย์ผลิตสื่อสร้างสรรค์ Studio หรือ Multimedia Park ระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการทำงานอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ของประเทศ การพัฒนาพื้นที่ทาง วัฒนธรรมและการสร้างสรรค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสืบสานองค์ความรู้รากฐาน ศิลปะและวัฒนธรรมไทย” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวถึงความท้าทายที่สำคัญของธุรกิจ Cultural & Creative Content คือ การพัฒนากำลังคน เนื่องจากปัจจุบันหลักสูตรที่เปิดสอนส่วนมากยังเป็นหลักสูตรเก่า ขาดการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ผู้จบการศึกษามีทักษะความสามารถไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ อีกทั้งผู้ประกอบการเองก็ยังขาดความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจ มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนและความสามารถทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญ ขาดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้แสดงผลงานสร้างสรรค์ และต่อยอดทางธุรกิจ

นอกจากนี้ งานวิจัยและนวัตกรรม ต้นทุนด้านเทคโนโลยีและสิทธิการใช้โปรแกรมในการผลิต ผลงานมีมูลค่าสูง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาเรื่องการละเมิดและการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในผลงาน ไม่มีการสร้างสรรค์และพัฒนา นวัตกรรมการผลิตคอนเทนต์ของตนเอง ขณะเดียวกัน นโยบาย กฎหมาย มาตรการ หรือระเบียบของภาครัฐยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุน ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและขาดความน่าเชื่อถือในตลาดต่างประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างชาติ

สำหรับแนวคิดและเป้าหมายเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์นั้น ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยเชื่อมโยงกับภาคการศึกษา และการพัฒนาสตาร์ทอัพ Incubation & Accelerator ส่วนเป้าหมายใน 5 ปีนั้น ตั้งเป้าให้ไทยจะเป็นฐานการผลิต และบริการที่สำคัญของอุตสาหกรรม Digital & Creative Content ในภูมิภาคเอเชีย สร้างมูลค่าเพิ่ม 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 และไทยจะอยู่ใน 20 อันดับแรก ของ Global Soft Power index สามารถสร้างนักสร้างสรรค์ดิจิทัลได้ 5,000 ราย

ทั้งนี้ ดร.กิติพงค์ ได้รับข้อเสนอแนะจากที่ประชุมเพื่อที่จะนำไปหารือในการปรับแผนการดำเนินงาน โดยเชื่อมโยงไปยังตาน้ำชุมชน และทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นมา

‘ตรีนุช’มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726313

'ตรีนุช'มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

‘ตรีนุช’มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.19 น.

“ตรีนุช”มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ ยืนยัน ศธ.ให้ความสำคัญการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา-ภาวะทุพโภชาการในเด็ก จึงผลักดันเพิ่มงบฯการศึกษาเด็ก-เยาวชน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์แบบเรียน “ภาษาพาที” ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และตนได้มอบหมายให้ สพฐ.ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบบเรียนดังกล่าว และนำเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้ได้แบบเรียนที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ ตนในฐานะ รมว.ศธ.ได้ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และภาวะทุพโภชาการในเด็ก จึงได้ผลักดันให้เพิ่มงบประมาณที่เกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก เยาวชน และนโยบายด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องโภชนาการที่ดีของเด็ก จึงได้อนุมัติให้เพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันของนักเรียนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ จากที่ได้รับ 21 บาทต่อคนต่อวัน เป็นปรับเพิ่มให้ตามขนาดของโรงเรียน โดยโรงเรียนขนาดเล็กได้ปรับเพิ่มสูงสุดที่ 36 บาทต่อคนต่อวัน และได้เริ่มจัดสรรงบประมาณลงไปแล้ว โดยตนได้เน้นย้ำไปว่าโรงเรียนต้องจัดอาหารให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน มีสุขภาพกายที่พร้อมต่อการเรียนรู้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า รัฐบาลเข้าใจภาระค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น จึงได้เพิ่มเงินงบประมาณการจัดการศึกษา ในส่วนของเงินอุดหนุนรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน โดยจัดงบประมาณส่งตรงถึงโรงเรียน เพื่อสนับสนุนค่าจัดการเรียนการสอน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และโรงเรียนส่งเงินส่วนหนึ่งให้ผู้ปกครองนักเรียนซื้อเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียนด้วยตนเอง ทำให้ในภาพรวมมีงบประมาณรายหัวเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้มีการยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศ มีการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ทั้งกลุ่มที่อยู่ในและนอกระบบโรงเรียน กลุ่มเปราะบางให้สามารถได้เรียนและมีอาชีพติดตัว รวมถึงลดภาระงานครู ลดการประเมินต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครูให้มากขึ้น

“ตั้งแต่ดิฉันเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศธ.มาได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานของ ศธ.ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ประสบผลสำเร็จและได้รับการชื่นชมจากนานาชาติ สามารถพาเด็กตกหล่นและหลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามามีโอกาสเรียนอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดมีเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้ามาเรียนมากถึง 79,318 คน และถึงแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว แต่ ศธ.ก็ยังดำเนินการติดตามเด็กที่ยังไม่กลับมาให้กลับเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ผลักดันนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้ทั้งส่วนกลางและทุกสถานศึกษาตื่นตัวมีความตระหนักถึงความสำคัญ ซึ่งผลงานที่ปรากฏออกมาก็ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้จริง” รมว.ศธ.กล่าว

‘สจล.’มอบสิทธิ์เรียน‘KMITL Master Class’11วิชาฟรี ผู้ร่วมเวิร์กช็อป ในงาน‘KMITL Innovation Expo 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726188

‘สจล.’มอบสิทธิ์เรียน‘KMITL Master Class’11วิชาฟรี  ผู้ร่วมเวิร์กช็อป ในงาน‘KMITL Innovation Expo 2023’

‘สจล.’มอบสิทธิ์เรียน‘KMITL Master Class’11วิชาฟรี ผู้ร่วมเวิร์กช็อป ในงาน‘KMITL Innovation Expo 2023’

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งาน KMITL Innovation Expo 2023 มหกรรมแสดงนวัตกรรมและผลงานวิจัย 1,111 ชิ้น ที่จัดขึ้นวันที่ 27-29 เม.ย. 2566 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ถนนฉลองกรุง สจล.มอบสิทธิ์ KMITL Master Class เรียนฟรี 11 วิชา แก่ผู้มางานและเข้าร่วมเวิร์กช็อป โดยจะได้รับ E-Certificate เพื่อยืนยันการรับสิทธิ์เรียนออนไลน์ได้ทันที ซึ่งสามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านโปรแกรม KLIX : KMITL Learning Intelligence X เมื่อเรียนจบจะได้รับใบ Certificate อีกต่อหนึ่งด้วย ผลดีต่ออนาคตและความก้าวหน้าในวิชาชีพ

KMITL Master Class มอบสิทธิ์เรียนออนไลน์ฟรี 11 วิชา มีดังนี้ 1.YouTuber เรียนรู้และทำความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสร้างงาน โดยการเป็น YouTuber ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็น YouTuber วิธีการใช้งาน การสร้าง Channel หรือช่องทางของตนเองผ่านทาง YouTube แนวคิดในการสร้าง Content หรือเนื้อหาอย่างแตกต่างและสร้างสรรค์ การเขียนสคริปต์ การถ่ายวีดีโอ การตัดต่อภาพและเสียง เทคนิคการเพิ่มยอดติดตาม (Subscribe) รวมถึงการหารายได้จาก YouTube

2.Deep Learning For Computer Vision หลักการพื้นฐานและการประยุกต์ใช้ในคอมพิวเตอร์วิทัศน์ ของคอนโวลูชันนัล นิวรอลเน็ตเวอร์ค (CNN) จากสถาปัตยกรรมพื้นฐานไปจนถึงสถาปัตยกรรมใหม่ๆ เช่น VGG ResNet และ Efficientnet หลักสูตรจะเริ่มจาก โมเดลเชิงเส้นฟังก์ชั่นแอคทีเวชั่น ฟังก์ชั่นลอส การหาค่าดีที่สุด สถาปัตยกรรมแกน และการประยุกต์ใช้งาน CNN ด้านการแยกแยะและตรวจหาวัตถุ

3.Design Thinking กระบวนการคิดเชิงออกแบบ การฝึกทักษะในการผลิตสื่อดิจิทัลโดยเน้นการสร้างไอเดียด้วยหลักการวิเคราะห์ข้อมูล หลักการนำเสนอแบบเรื่องเล่า (Story Telling) การออกแบบและสร้างสื่อประเภทต่างๆ การนำเสนอในรูปแบบกราฟิกและวีดีโอผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งแบบ Off-line, Online และ Social Media

4.The Disruptor นักเปลี่ยนโลก เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต แนวคิดการใช้ชีวิต การจัดการกับปัญหา หรืออุปสรรคในชีวิต การให้กำลังใจ พลังใจ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเองและผู้อื่น การจัดการความเสี่ยง การบริหารงาน บริหารคนและการพัฒนาตนเอง การสื่อสารในโลกดิจิทัล จนประสบความสำเร็จในชีวิต

5.Modern Entrepreneurผู้ประกอบการสมัยใหม่ ศึกษาบทบาท ประเภทและคุณลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการสมัยใหม่มีความรู้รอบด้าน เกี่ยวกับธุรกิจ การจัดตั้งธุรกิจ องค์ประกอบของการแผนธุรกิจ กลยุทธ์ในการดำเนินการธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน การสร้างความแตกต่าง การสร้างเอกลักษณ์ให้องค์กร การมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

6. Robotics and AI หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เรียนรู้ความหมาย และความแตกต่างของหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เรียนรู้การใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม การใช้งานทางด้านสาธารณสุข การใช้งานด้านการเกษตร การใช้งานในบ้าน การใช้เพื่อการบันเทิง การใช้งานในยานพาหนะ ด้านการศึกษา แนวทางการใช้หุ่นยนต์ในอนาคต และผลกระทบของการใช้หุ่นยนต์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันและระบบเศรษฐกิจ

7.Python Programming การวิเคราะห์ปัญหาและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พื้นฐานการเขียนโปรแกรมภาษาไพทอน การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยไลบรารี Numpy และ Pandas การวาดกราฟ การประยุกต์กับปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

8. Fit and Firm at Home เรียนรู้วิธีการประเมินสุขภาพ และประเมินสมรรถภาพร่างกายก่อนการออกกำลังกายโครงสร้างร่างกายเบื้องต้นที่ต้องรู้ก่อนการออกกำลังให้ถูกต้อง ลักษณะการเคลื่อนไหวร่างกายในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง การออกกำลังกายในท่าต่างๆที่ถูกต้อง การยืดเหยียดร่างกาย การจัดการเรื่องโภชนาการอาหารให้ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกายที่เน้นการเต้นของหัวใจ และการแก้ไขลักษณะท่าทางให้เหมาะสมตามโครงสร้างร่างกายด้วยการออกกำลังกาย

9.Watercolor Painting สร้างความรู้ความเข้าใจในคุณสมบัติของสีน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาศิลปะสำหรับผู้ที่สนใจทั่วไป และนักศึกษาทางด้านศิลปะและการออกแบบ ด้วยการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมที่ใช้สีน้ำผ่านหุ่นนิ่งชนิดต่างๆ และการเรียนรู้เทคนิคสีน้ำเบื้องต้น เช่น ธรรมชาติของสีน้ำ การใช้สีน้ำ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และการสังเกตธรรมชาติของหุ่นนิ่งชนิดต่างๆ

10. Quick-Fix @ Home ศึกษาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในบ้าน เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบแสงสว่าง ระบบน้ำและระบบการสื่อสาร รวมทั้งศึกษาอุปกรณ์ เครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในระบบต่างๆ และเรียนรู้ที่จะป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งสามารถซ่อมแซมในปัญหาพื้นฐานได้อย่างปลอดภัย

11 Professional Communication and Presentation การสื่อสารและการนำเสนออย่างมืออาชีพ ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินสถานการณ์เพื่อกลั่นกรอง ให้ได้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอ การเลือกใช้สื่อ วิธี และเทคนิคในการนำเสนอ การเลือกใช้ภาษา ถ้อยคำ และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับบริบทต่างๆ

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

1. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://expo.kmitl.ac.th และร่วมเวิร์กช็อป https://expo.kmitl.ac.th/event

2. สมัครสมาชิกเว็บไซต์ KLIX https://klix.kmitl.ac.th

3. แจ้ง Username สมาชิกเว็บไซต์ KLIX พร้อมแนบ E-Certificate ที่ได้รับในงาน KMITL Innovation Expo 2023 ส่งไปยัง kmitlonline@kmitl.ac.th เพื่อรับสิทธิ์เรียนฟรี

ผู้สนใจร่วมงาน ลงทะเบียนล่วงหน้าและอัปเดตกิจกรรมที่น่าสนใจ ฟรี ในงาน KMITL Innovation Expo ได้ที่ลิงก์ https://expo.kmitl.ac.th

เปิดศูนย์เรียนรู้ออนไลน์‘ALL Cloud’ ช่องทางศึกษาวิชากฎหมายคดีปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726190

เปิดศูนย์เรียนรู้ออนไลน์‘ALL Cloud’ ช่องทางศึกษาวิชากฎหมายคดีปกครอง

เปิดศูนย์เรียนรู้ออนไลน์‘ALL Cloud’ ช่องทางศึกษาวิชากฎหมายคดีปกครอง

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานศาสปกครอง พัฒนา “ศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์ (Administrative Court Life Long Learning Cloud)” หรือ “ALL Cloud” ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านกฎหมายปกครองและกฎหมายมหาชน ที่จะทำให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับศาลปกครอง วิธีพิจารณาคดีปกครอง และแนวทางการปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองผ่านระบบออนไลน์ได้โดยง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น

โดยศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์นี้ประกอบด้วยระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ อย่างหลากหลายได้แก่ 1.ระบบเรียนออนไลน์ (e-Learning) ผู้สนใจสามารถเรียนรู้กฎหมายปกครองได้ตามความสนใจ มีระบบการโต้ตอบระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และเมื่อเรียนครบตามเกณฑ์ที่กำหนด จะสามารถพิมพ์ใบรับรองหรือใบประกาศนียบัตรแบบออนไลน์ได้ทันที

2.ระบบดูถ่ายทอดสด (Live Streaming) ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมรับชมการสัมมนาหรือการอบรมที่ศาลปกครอง หรือที่สำนักงานศาลปกครองจัดขึ้นแบบออนไลน์ได้ทุกที่ และทุกเวลา โดยรองรับทั้งการจัดอบรมแบบสาธารณะ และการจัดอบรมแบบมีค่าใช้จ่ายซึ่งสามารถดูสดหรือดูย้อนหลังผ่านคลังวีดีโอย้อนหลังได้ 3.ระบบสื่อการเรียนรู้ (Knowledge) มีสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ มากมาย ซึ่งสำนักงานศาลปกครองได้รวบรวมสื่อการเรียนรู้ที่เผยแพร่ในหลากหลายช่องทางมาไว้ในศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้สามารถเลือกเรียนรู้ และค้นหาได้ง่ายยิ่งขึ้น

4.ระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) เป็นการยกระดับการเรียนรู้เกี่ยวกับหลักกฎหมายปกครองและแนวทางการปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองที่สามารถเปิดอ่านได้สะดวก ทุกที่ทุกเวลาในรูปแบบ Flip E-book และสามารถจัดเก็บในชั้นหนังสือส่วนตัวเพื่อกลับมาเปิดอ่านต่อได้ในภายหลัง อีกทั้งยังมีระบบสืบค้นในเนื้อหาหนังสือเพื่อให้เข้าถึงองค์ความรู้ที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ และ 5.ระบบค้นรายการหนังสือ (e-Library) เป็นระบบที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลหนังสือของห้องสมุดกฎหมายมหาชน โดยจะแสดงรายการหนังสือต่างๆ ที่น่าสนใจและสามารถสืบค้นได้

นางสมฤดี ธัญญสิริ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์ “ALL Cloud” เป็นการยกระดับการให้บริการประชาชนในรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์ ทุกที่ และทุกเวลา ซึ่งเนื้อหาและองค์ความรู้ต่างๆ ที่รวบรวมไว้ใน “ALL Cloud” จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนและทุกภาคส่วนในสังคมมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับศาลปกครอง และคดีปกครอง รวมทั้งสามารถใช้สิทธิทางศาลในการปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้องต่อไป

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาร่วมสนุกไปกับการเรียนรู้กฎหมายปกครองผ่านศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์ “ALL Cloud” ได้ตั้งแต่บัดนี้ทั้งทางเว็บไซต์ allcloud.admincourt.go.th และแอปพลิเคชั่นซึ่งรองรับทั้งระบบ IOS และ Android โดยสามารถค้นหาด้วยคำว่า “All Cloud” หรือ “ศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครอง” ได้ทั้งใน Google Play และ App Store

‘วธ.’ร่วม’แม่ฮ่องสอน’บรรพชาสามเณรปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726239

'วธ.'ร่วม'แม่ฮ่องสอน'บรรพชาสามเณรปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘วธ.’ร่วม’แม่ฮ่องสอน’บรรพชาสามเณรปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 21.46 น.

สืบสานประเพณีปอยส่างลอง วธ.ร่วมแม่ฮ่องสอน บรรพชาสามเณรปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติ“กรมสมเด็จพระเทพฯ” บรรพชาสืบทอดพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (ปลัด วธ.) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ปกครองและพุทธศาสนิกชน รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวนกว่า 500 คน ณ วัดในสอย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นางยุพา เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้จัดบรรพชาสามเณรตามประเพณีปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการจัดบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีเพื่อเป็นต้นแบบมาแล้วทั้งในส่วนกลางที่ วัดยานนาวา และส่วนภูมิภาคที่วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดพิชโสภาราม จังหวัดอุบลราชธานี และวัดราชบุรณะ จังหวัดชุมพร รวมถึงการจัดงานบรรพชาสามเณรตามประเพณีปอยส่างลองเมื่อวันที่ 3 – 5 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ที่ วัดปางล้อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และในครั้งนี้ในวันที่ 22 – 24 เมษายน 2566 ที่วัดในสอย ตำบลปางหมู จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยมีสามเณรบรรพชาตามประเพณีปอยส่างลองทั้ง 2 ครั้ง จำนวนกว่า 100 องค์ ที่เกิดจากแรงศรัทธาของบิดา มารดาของคนไต (ไทใหญ่) ที่ยึดมั่นในบวรพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง สนับสนุนให้กุลบุตรอุทิศตนบรรพชาในพระพุทธศาสนา และได้เป็นผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่ โดยสละสิ่งของเงินทองที่เป็นทรัพย์ภายนอก เพื่อสนับสนุนกุลบุตรให้ได้มีโอกาสพบอริยทรัพย์ในทางพระพุทธศาสนา โดยการบรรพชา เพื่อเสียสละ ความสุขลาภยศสรรเสริญ มุ่งสู่พระนิพพาน โดยในวันที่ 22 เมษายน 2566 เป็นวันรับส่างลอง/เรียกขวัญส่างลอง ปลงผมส่างลอง (จางลอง) และแห่ส่างลองเพื่อขอขมาพระสงฆ์/สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (ศาลเจ้าเมือง) ณ วัดในสอย ขอขมาผู้ใหญ่บ้าน และผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่เคารพนับถือ วันที่ 23 เมษายน 2566 เคลื่อนขบวนแห่สามเณรการแห่เครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารต่างๆ (ครัวหลู่) พิธีผูกข้อมือรับขวัญส่างลองเพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ได้ผูกข้อมืออวยพร ให้พรแก่ส่างลอง และพิธีบรรพชาสามเณร (ข่ามส่าง) ตามประเพณีของชาวไทใหญ่ วันที่ 24 เมษายน 2566 พิธีบรรพชาอุปสมบท (ข่ามจาง) ณ วัดในสอย

ปลัด วธ.กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 กระทรวง วธ.โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด หน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่นำร่อง 76 จังหวัด ร่วมดำเนินโครงการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2566 มีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมโครงการ จำนวนกว่า 10,000 คน เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความจงรักภักดี ทำความดีด้วยการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีเพื่อถวายพระราชกุศล อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีและผู้มีอุปการคุณอีกด้วย ซึ่งเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม อาทิ ธรรม วินัย พุทธประวัติ เทศนา ศาสนพิธี ภาวนาและฝึกสมาธิ เป็นการพัฒนาจิตให้สงบ ทั้งยังเป็นการจรรโลงศาสนาทำให้เกิดศาสนทายาทในบวรพระพุทธศาสนา และสืบสานประเพณี ท้องถิ่นที่ดีงามให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป ซึ่งสิ่งที่ก่อให้ประโยชน์ที่ได้รับหลังการบวช จะทำให้เด็กและเยาวชนจะได้น้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ช่วยให้เกิดปัญญาในการเรียน ค่านิยมทำความดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีวินัย รับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความกตัญญู ส่งผลให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง เป็นคนดี คนเก่ง และคนมีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในเจริญรุ่งเรืองสืบไป

– 006

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’เตรียมความพร้อม คนทำงาน‘ท่องเที่ยว-โรงแรม-ไมซ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726187

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’เตรียมความพร้อม คนทำงาน‘ท่องเที่ยว-โรงแรม-ไมซ์’

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’เตรียมความพร้อม คนทำงาน‘ท่องเที่ยว-โรงแรม-ไมซ์’

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.07 น.

ผศ.ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ นักวิจัยอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.-DPU) กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมาทำให้มุมมองและการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของประเทศไทยและทั่วโลกต่างไปจากเดิม การปิดประเทศส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ และการตกงานของคนจำนวนมากโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ขณะเดียวกันหลายฝ่ายมองว่าการหยุดเดินทาง ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายได้พักและฟื้นฟูสภาพ ทำให้ทุกฝ่ายหันมาทบทวนแนวทางที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ว่าถูกต้องหรือไม่

“การเกิดวิกฤตยังทำให้หลายฝ่ายเรียนรู้ว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนอาจขาดแผนการจัดการภาวะวิกฤตแบบระยะยาว ไม่มีเงินสำรองในการดูแลพนักงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเมื่อเกิดการหยุดจ้างงานเป็นเวลานาน ขณะนี้ สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และกลับมาเปิดประเทศ ลูกค้าในธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาแล้ว แต่ลูกน้องคือพนักงานหรือแรงงานไม่กลับ เพราะหันไปประกอบอาชีพอื่นแล้ว ในปัจจุบันจึงเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศ” ผศ.ดร.มณฑกานติ กล่าว

ทั้งนี้ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยสาขาการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเว้นท์ รวมทั้งสาขาการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง “New Gen and New Chapter of Thailand’s Tourism” หรือ “คนรุ่นใหม่และการท่องเที่ยวบทใหม่ของประเทศไทย” เพื่อเป็นการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานหลังการระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจเป็นการทำงานในระหว่างการเรียน หรือก่อนจบการศึกษาก็เป็นไปได้ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบัน

โดยเชิญผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรมและไมซ์ ซึ่งเป็นผู้จ้างงานโดยตรง ประกอบด้วย คุณสรรพวัต กันตามระ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเชิงกลยุทธ์และความยั่งยืน บริษัท ฟายด์ โฟลด์ จำกัด ตัวแทนธุรกิจนำเที่ยว, คุณพิมพร ไชยรุ่งเรือง Senior Talent Development & HR Manager, Intercontinental Bangkok and Holiday Inn Bangkok ตัวแทนธุรกิจโรงแรม และ คุณมารีน่า ชินอนุรักษ์ชาติ Director of Marketing and Sales, MC Planner ตัวแทนธุรกิจไมซ์

มาเล่าถึงแนวทางการดำเนินงานของธุรกิจ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและทิศทางในอนาคต ทั้งรูปแบบการจ้างงาน ความต้องการผู้เข้าทำงาน ในด้านความรู้ ทักษะ คุณสมบัติ และคุณลักษณะต่างๆ ซึ่งสำหรับภาพรวมการจ้างงานของธุรกิจนำเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็กและจำนวนมากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนถึงขั้นต้องหยุดกิจการ แต่ในส่วนของ “Find Folk” จากเดิมทำธุรกิจทัวร์ ได้ปรับเปลี่ยนเป็นที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เนื่องจากความยั่งยืนเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง องค์กรและธุรกิจต่างๆ ให้ความสำคัญ

ในส่วนของธุรกิจโรงแรมปัจจุบันกำลังต้องการแรงงานจำนวนมาก เพราะอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แรงงานที่ออกไปในช่วงโควิด-19 ยังไม่กลับมา เพราะหันไปทำงานอื่นแล้ว และบางองค์กรต้องการปรับเปลี่ยนพนักงาน จึงเป็นโอกาสของนักศึกษาจบใหม่ เช่นเดียวกับธุรกิจไมซ์ที่เริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีก่อน ขณะที่คุณสมบัติที่ใช้ในการพิจารณาตำแหน่งงานเบื้องต้นสำหรับนักศึกษาจบใหม่นั้น มองตรงกันว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือ “ทัศนคติที่ดี” ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและพร้อมปรับตัวตลอดเวลา

เพราะธุรกิจบริการต้องสัมผัสกับผู้คนมากมาย ทั้งซัพพลายเออร์ที่เป็นคู่ค้าต่างๆ เช่น ไกด์ คนขับรถ ฯลฯ และต้องพบลูกค้าหลากหลาย จึงต้องมีความมั่นใจและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อีกเรื่องที่สำคัญรองลงมาคือความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความต้องการมาก-น้อยต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่สมัคร แต่การจะเติบโตต่อไปจำเป็นต้องพัฒนาหรือยกระดับการใช้ภาษาให้สูงขึ้น จึงจะก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังเห็นตรงกันถึงเรื่องการเรียนรู้หรือฝึกฝนทักษะจากการทำงานจริงในแบบ On the job training เรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะในระหว่างทำงานพร้อมๆ กันไปนั้นเป็นสิ่งที่ดี เก็บเกี่ยวไปจะทำให้ได้ประโยชน์มากกว่าทั้งมีประสบการณ์และนำไปใช้ต่อยอดได้ต่อไป โดย “คุณพิมพร” ย้ำว่า หลายโรงแรมกำลังเฟื่องฟูเรื่องเซอร์วิสชาร์จ บางโรงแรมได้ 30,000 บาทต่อเดือน หรือช่วงไฮซีซั่นแตะไปถึง 60,000 บาท

“ตอนนี้เป็นโอกาสเพราะยังขาดแรงงาน แต่ก็น่าจะเป็นเพียงช่วงเดียว ดังนั้น เมื่อได้รับโอกาสแล้วอย่ารอ เราไม่ได้มองคนเป็นแพ็กเกจสมบูรณ์ แต่มองหาคนที่มีศักยภาพที่พร้อมได้รับการพัฒนา มีทัศนคติดี พร้อมปรับตัว ปรับเปลี่ยน เปิดรับโอกาสใหม่ๆ และสามารถทำงานได้หลากหลาย รวมถึงต้องมีความมั่นใจว่าตัวเองทำได้” คุณพิมพร กล่าว

สำหรับธุรกิจนำเที่ยว “คุณสรรพวัต” กล่าวว่า Find Folk การดูแลพนักงานเป็นแบบครอบครัว มีสวัสดิการ และใกล้ชิดกับทุกคน เป็นธุรกิจเล็กๆ แต่มีวิสัยทัศน์ยิ่งใหญ่ คนที่มาร่วมงานต้องมีใจรักการท่องเที่ยวและการบริการ สิ่งที่ต้องการจากคนทำงานหรือคนรุ่นใหม่มี 3 ข้อคือ 1.การปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว 2.ความคิดสร้างสรรค์ และ 3.การทำงานมีเครือข่ายทำงานหลากหลายได้

ส่วนงานการจัดการประชุมและการจัดอีเวนท์ “คุณมารีน่า” กล่าวว่า นอกจากรายได้และสวัสดิการต่างๆ แล้ว ยังมีข้อดีจากการได้โอกาสเห็นมุมมอง วัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายในที่ต่างๆทำให้ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ ที่แตกต่างกันในประเทศต่างๆ นักศึกษาควรรีบเตรียมตัวเพื่อพาตัวเองเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริงให้เร็ว เพราะบางอย่างไม่สามารถเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ ต้องลงมือปฏิบัติจริง และอยากให้คนรุ่นใหม่มีความอดทน ไม่ย่อท้อ และมีความมุ่นมั่นว่าสามารถทำได้

ด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์มีคำแนะนำว่า ควรจะใช้อย่างเข้าใจและสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เพราะหากไม่ระวังอาจจะก่อให้เกิดโทษได้ โดยในส่วนของโรงแรมที่เป็นเชนต่างประเทศมักจะมี Social Media Policy นโยบายในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เมื่อได้เข้าไปอยู่ในองค์กรแล้ว หากมีการใช้เนื้อหาที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จะมีมาตรการลงโทษอย่างชัดเจน

ในเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ เช่น AI หรือ Chatbot จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานช่วยให้ง่ายขึ้นมากกว่า ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ เพราะธุรกิจท่องเที่ยวเป็นงานด้านการบริการ เป็น Hospitality Service เป็น Human Touch Industry เช่นเดียวกับ ภาษาที่สาม สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวหากมีทักษะนี้จะเป็นข้อได้เปรียบมากกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะในส่วนของโรงแรมจะทำให้มีรายได้ประจำประมาณ 3,000 บาท-5,000 บาทต่อเดือนเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากคุณสมบัติต่างๆ ข้างต้นที่ควรจะมีแล้ว “เสน่ห์ของคนทำงานท่องเที่ยว” สำหรับคนโรงแรม ใช้คำว่า Approachable คือพร้อมเสนอความช่วยเหลือแก่ทุกคน โดยไม่ต้องรอให้ขอพร้อมทักทายเสมอ ยิ้มแย้มแจ่มใสยกมือไหว้ หรือพูดคุย เพราะการรู้จักกันทำให้ทำงานง่ายขึ้นมาก โดยเริ่มจากเพื่อนร่วมงานก่อน ซึ่งเมื่อได้พบกับลูกค้าแล้วจะทำได้อัตโนมัติเพื่อให้เกิดความประทับใจ

เมื่อโควิด-19 ผ่านไป ทำให้เกิดบทใหม่ของการท่องเที่ยวและโรงแรมทำให้รู้ว่าเมื่อเกิดวิกฤตก็เกิดการเรียนรู้และทำให้เกิดการเตรียมความพร้อม เป็นบัณฑิตพร้อมใช้เพื่อเป็นบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ความสามารถพร้อมเข้าสู่โลกการทำงานจริง!!!

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

แจงดราม่า! หนังสือเรียนภาษาไทยพาที ป.5 ตีเจตนาคลาดเคลื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726184

แจงดราม่า! หนังสือเรียนภาษาไทยพาที ป.5 ตีเจตนาคลาดเคลื่อน

แจงดราม่า! หนังสือเรียนภาษาไทยพาที ป.5 ตีเจตนาคลาดเคลื่อน

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.03 น.

จากประเด็นดราม่าหนังสือเรียน ภาษาไทยพาที ชั้น ป.5 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือ โดยเฉพาะการสอนเรื่องความพอเพียงนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยในเรื่องนี้ ว่า สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) สพฐ.ได้ทำหนังสือชี้แจงมาว่า จากกรณีสื่อโซเชียล มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือเรียนฉบับกระทรวงฯ นั้น มีประเด็นที่เกี่ยวข้องดังนี้

1.การจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชุด ภาษาเพื่อชีวิต ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำขึ้นสำหรับนักเรียนใช้ฝึกทักษะและสร้างนิสัยรักการอ่าน และครูผู้สอนใช้ในการจัดการเรียนการสอน รายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำหนังสือ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาไทยและแวดวงวรรณกรรม ทั้งจากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการศึกษา ทั้งนี้ มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในด้านการนำไปใช้จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยโดยตรง ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบงานภาษาไทยและครูผู้สอนภาษาไทยในทุกภูมิภาคก่อนที่จะเผยแพร่หนังสือเรียนดังกล่าว

2.วัตถุประสงค์ของการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชุด ภาษาเพื่อชีวิต ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะทางภาษาจากการอ่าน เขียน ฟัง ดู พูดเรื่องที่น่าสนใจ ผสานความเข้าใจลักษณะของภาษาไทย ตระหนักรับรู้ความงามในความงามของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา กระบวนการคิดและการบูรณาการ เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเองและกระตุ้นความสนใจ สามารถพัฒนาทักษะทางภาษาเหมาะแก่วัย ชั้นปี และสูงสุดเต็มตามศักยภาพ เป็นพื้นฐานการคิดเชื่อมโยงในการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ปลูกฝังวัฒนธรรมทางภาษา ความเป็นไทย ความเป็นคนดีของสังคมไทยและสังคมโลก รวมทั้งการนำความรู้และความคิดไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป

3.การนำเสนอเนื้อหาบทอ่านในภาพรวมของหนังสือรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชุด ภาษาเพื่อชีวิต ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอเนื้อหาบทอ่านโดยใช้รูปแบบของวรรณกรรม คือ มีเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านบทสนทนา ความคิดเห็น ความรู้สึก และอารมณ์ของตัวละคร เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องหลักการใช้ภาษา นอกจากนี้เนื้อหาที่นำเสนอยังสามารถบูรณาการกับทักษะชีวิตหรือพัฒนาต่อยอดในทักษะอื่นๆ ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน รู้จักใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง สละสลวยและแทรกเนื้อหาความคิดที่บูรณาการความเข้าใจวิถีความเป็นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์ และรู้จักเท่าทันโลกตามวัย ประสบการณ์ และชั้นปี ตลอดจนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน

4.เนื้อหาและภาพที่เป็นประเด็นตามที่ กรณีสื่อโซเชียล มีข้อสังเกต พบว่า ปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 บทที่ 9 ชีวิตมีค่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

4.1 เนื้อหาโดยสรุปของเรื่อง ชีวิตมีค่า เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงกำพร้าชื่อ “ข้าวปุ่น” ซึ่งถูกนำมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านเด็กกำพร้า ผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้ามาพบ จึงนำไปเลี้ยงและตั้งชื่อว่า “ข้าวปุ้น” ที่บ้านเด็กกำพร้า เด็กๆ ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรัก และได้รับการสอนให้เป็นคนดี คิดดี ทำดี ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อจะได้มีอาชีพและช่วยเหลือตนเองต่อไปได้ในอนาคต ที่บ้านเด็กกำพร้า เด็กๆ ดำเนินชีวิตได้ด้วยเงินบริจาค จึงต้องอยู่อย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น ดูแลซึ่งกันและกัน เด็กๆ ทุกคนได้เรียนหนังสือ และตั้งใจว่า เมื่อโตขึ้นมีงานทำ จะได้ช่วยหาเงินมาดูแลน้องๆ ที่อยู่ในบ้านเด็กกำพร้าต่อไป ข้าวปุ้นมีเพื่อนสนิทชื่อ “ใยบัว” เป็นลูกของคนมีฐานะ วันหนึ่งใยบัวบอกกับข้าวปุ้นว่าอยากตาย เพราะน้อยใจที่พ่อแม่ไม่ยอมซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้ ข้าวปุ้นจึงพาใยบัวไปที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ตนเองอยู่ การได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ ที่นั่น ทำให้ใยบัวเรียนรู้ว่า ชีวิตมีคุณค่า ความสุขอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุสิ่งของ เมื่อเราคิดดี ทำดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำให้ผู้อื่นมีความสุข จิตใจของเราก็จะมีความสุขไปด้วย

4.2 ภาพประกอบของเรื่อง ชีวิตมีค่าโดยหลักการของการจัดทำหนังสือเรียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาจำเป็นต้องมีการวาดภาพประกอบที่สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ชวนให้ติดตามอ่านเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ การวาดภาพประกอบจึงมิได้เจตนาที่จะสื่อถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับหนังสือนิทานที่จำเป็นต้องมีการวาดภาพประกอบให้สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง ชวนให้ติดตามอ่านเนื้อเรื่อง และทำความเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายยิ่งขึ้น

5.ข้อคิดเห็นของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา

5.1 ประเด็นเนื้อหาและภาพประกอบที่ผู้โพสต์นำมาอ้างอิง เนื้อหาของบทอ่านตามเจตนาของผู้แต่งของบทอ่านเรื่อง ชีวิตมีค่า คือ สอนเด็กให้เรียนรู้ว่าความสุขของชีวิตอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุสิ่งของ เมื่อคิดดี ทำดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำให้ผู้อื่นมีความสุข จิตใจก็จะมีความสุขไปด้วย การที่ผู้โพสต์ได้นำรูปภาพและเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง ชีวิตมีค่า มาแสดงความคิดเห็นวิเคราะห์ในมุมมองของผู้โพสต์ เป็นการวิเคราะห์เนื้อหาเพียงบางส่วนของเนื้อเรื่องทั้งหมด จึงอาจจะทำให้เข้าใจสาระสำคัญของเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะการพิจารณาสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านจำเป็นจะต้องพิจารณาเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ จึงจะสามารถเข้าใจสาระสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ ดังนั้นการที่ผู้โพสต์ได้วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องว่านำเสนอความยากลำบากเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของความเหลื่อมล้ำและภาวะจำยอมตามที่กล่าวอ้าง และยกอ้างเหตุผลที่ขัดกันนั้น จึงไม่ใช้เจตนาที่หนังสือเรียนต้องการสื่อ

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงประเด็นโภชนาการที่ไม่เพียงพอของเด็ก เช่น การกินไข่ต้มครึ่งซีกกับข้าวคลุกน้ำปลา ผัดผักบุ้ง และขนมวุ้นกะทิอาจไม่เพียงพอต่อปริมาณสารอาหารที่เด็กต้องการ นั้น เป็นการตีความคลาดเคลื่อนที่เข้าใจว่าเรื่องที่แต่งในหนังสือเรียนคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จึงทำให้รู้สึกและคิดว่าเนื้อหาที่นำเสนอแสดงให้เห็นถึงโภชนาการของเด็กที่ไม่ถูกต้อง

อนึ่ง ในเรื่องโภชนาการของเด็กนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการมีระบบ Thai School Lunch ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดอาหารกลางวันที่มีคุณภาพให้แก่นักเรียน ดังนั้น ผู้อ่านจึงต้องมีวิจารณญาณในการแยกแยะระหว่างเรื่องที่แต่งขึ้นกับเรื่องจริงในชีวิตประจำวัน

กรณีประเด็นดังกล่าวทั้งหมดของบทอ่านเรื่อง “ชีวิตมีค่า” ที่ปรากฏในสื่อโซเซียล ที่นำเรื่องในชีวิตประจำวันมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่แต่งขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือถูกชักจูงจากการอ้างหรือการสื่อสาร ซึ่งอาจเกิดความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของหนังสือเรียน ซึ่งมีลิขสิทธิ์ และนำมาใช้กับนักเรียนด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ นอกจากนี้ การเผยแพร่ความคิดเห็นเฉพาะบุคคลที่มีต่อเรื่องดังกล่าวในระบบออนไลน์อาจทำให้เกิดการด้อยค่า ดูหมิ่น เกลียดชัง หรือความเข้าใจผิดต่อแบบเรียน และคุณภาพด้านวิชาการของเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นวงกว้างได้

สกสว.จัดประชุม STO FORUM ครั้งที่ 9 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726066

สกสว.จัดประชุม STO FORUM ครั้งที่ 9 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สกสว.จัดประชุม STO FORUM ครั้งที่ 9 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.04 น.

สกสว.จัดประชุม STO FORUM ครั้งที่ 9 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุม Science and Technology Organization Forum (STO Forum 9) ครั้งที่ 2/2566 โดยได้มีการเชิญผู้บริหารหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อขอบเขตและแนวทางการสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และข้อเสนอ Framework ของประเภทโครงการและกลุ่มผลผลิต เพื่อจัดการแบ่งประเภทของบุคลากรในระบบ อววน.  

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นการประชุม STO Forum ครั้งที่ 9 ร่วมกับหน่วยงานทั้ง 12 หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนาแผนงาน เป้าหมายและงบประมาณในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของประเทศ โดย สกสว. จะรวบรวมทุกความคิดเห็นนำไปพิจารณาและดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) 

“สำหรับการประชุมในครั้งนี้ สกสว. ได้นำเสนอเพื่อรับทราบและรับฟังความเห็น ใน 2 ประเด็นหลัก คือ ประเด็นที่ 1 ขอบเขตและแนวทางการสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจากนโยบายของคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เห็นว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาในช่วงปี พ.ศ. 2563 มีการพิจารณาและจัดสรรงบประมาณที่มุ่งเน้นในส่วนของ “โครงการวิจัยและนวัตกรรม” ไปแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุม “โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสามารถสนับสนุนแผนงาน โครงการ และกิจกรรมได้ครอบคลุมและบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ สกสว. จึงเปิดรับฟังความเห็นต่อแนวทางการจัดสรรงบประมาณในประเด็นขอบเขตและกิจกรรมของโครงการ แนวทางการดำเนินงาน และหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อเตรียมการสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนของการดำเนินงานในส่วน “โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ตามนโยบาย กสว. 

และประเด็นที่ 2 ข้อเสนอ Framework ของประเภทโครงการและกลุ่มผลผลิต เพื่อการจัดแบ่งประเภทของบุคลากรในระบบ อววน. เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ในการจัดประเภทโครงการกลุ่มผลผลิต และบุคลากรในระบบ อววน. ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบบริหารจัดการของฐานข้อมูลระดับชาติ ทั้ง 3 ฐาน ได้แก่ National Research and Innovation Information System (หรือ NRIIS), National Science and Technology Information System ( NSTIS) และ Higher Education Database System (HiEd DB) ให้มีมาตรฐานของข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผน ติดตามและประเมินผล ต่อไป” ผอ.สกสว. กล่าวสรุป

ด้าน ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สกสว. กล่าวถึง (ร่าง) ขอบเขตของโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นั้น เป็นการดำเนินการเพื่อเพิ่มความรู้และความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อเป้าหมายสู่ยกระดับความสามารถในการผลิตและการบริการ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของสังคม ซึ่งมีการคาดหวังถึงผลผลิตที่จะเกิดขึ้น 3 ด้านหลัก ๆ คือ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Science & Technology Infrastructure: STI) 2) การพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (National Quality Infrastructure: NQI) และ 3) การพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Technology Localization) และการพัฒนาขีดความสามารถในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ (Technology Absorptive Capabilities) 

โดยมีการเสนอถึงประเภทกิจกรรมของโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ “Platform Technology (PT)” การพัฒนาเทคโนโลยีฐานเพื่อเชื่อมโยงและตอบโจทย์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญ “Infrastructure and Facilities (IF)” การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ “Service and Technology Adoption (SA)” การพัฒนาระบบการให้บริการเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างแพร่หลาย และ “Brain Power (BR)” การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกด้วย

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของกองทุนส่งเสริม ววน. ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนานโยบายสาธารณะ และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพสำหรับการวิจัยขั้นแนวหน้า สามารถสนับสนุนการปรับตัวของอุตสาหกรรมปัจจุบันสู่อนาคต รวมทั้งสามารถรองรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดสู่อนาคต ทัดเทียมประเทศชั้นนำในเอเชีย ตลอดจนเกิดการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Technology Localization) และการพัฒนาขีดความสามารถในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ (Technology Absorptive Capabilities) โดยมีกลุ่มเป้าหมายหน่วยงานที่จะขับเคลื่อน คือ หน่วยงานที่มีพันธกิจ หรือมีภารกิจที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมกันนี้จะช่วยให้หน่วยงานมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สูงขึ้น สามารถยกระดับความสามารถในการผลิตและการบริการ ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และความเป็นอยู่ของสังคมด้วย

ชาวไทยมุสลิมในเบตง ร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีดิลฟิตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725983

ชาวไทยมุสลิมในเบตง ร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีดิลฟิตรี

ชาวไทยมุสลิมในเบตง ร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีดิลฟิตรี

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.53 น.

ชาวไทยมุสลิมในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีดิลฟิตรี พร้อมทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุข

วันที่ 22 เม.ย.66 ที่มัสยิดอัสซุนนะฮ์ บ้านกาแป๊ะฮูลู อ.เบตง จ.ยะลา ชาวไทยมุสลิมทั้งเด็กผู้ใหญ่ ชายและหญิง ต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามแบบอย่างอิสลาม เดินทางมาร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี กันเป็นจำนวนมาก

นายซัมซูเด็ง มะมิง อิหม่ามมัสยิดบ้านกาแป๊ะฮูลู กล่าวว่า ภายหลังจุฬาราชมนตรี ได้ประกาศ ให้วันเสาร์ที่ 22 เมษายน 2566 เป็น “วันอีฎิ้ลฟิตริ”ประจำปี ฮิจเราะห์ศักราช 1444 พี่น้องชาวไทยมุสลิม ต่างพาครอบครัวไปร่วมละหมาด ที่มัสยิด จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารและเดินทาง ไปเยี่ยมหลุมฝังศพบรรพบุรุษยังสุสาน เพื่อระลึกถึงบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว โดยในห้วงเวลานี้ถือเป็นเวลาของครอบครัวที่ญาติพี่น้องทุกคนจะมาร่วมตัว ขออภัยในส่งที่ล่วงเกินกันไว้พร้อมทั้งร่วมประกอบศาสนกิจอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังจากนั้นก็จะไปมาหาสู่ผู้หลักผู้ใหญ่ และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆโดยที่ประตูชัยแห่งวัฒนธรรมมลายู หรือปินตูกืรบังมลายู ในพื้นที่ค.ยะรม อ.เบตง เป็นอีกตุดหนึ่งที่มาถ่ายรูปเช็คอิน ซึ่งประตูชัยแห่งวัฒนธรรมมลายู หรือ ปินตูกืรบังมลายู นับเป็นคุณค่าทางสังคมและทางจิตใจที่มีในวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน และถือเป็นส่วนหนึ่งของ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง

สำหรับการเฉลิมฉลองในเทศกาลฮารีรายอในปีนี้ คึกคักกว่าปีที่ผ่านมา โดยประชาชนจากต่างพื้นที่รวมทั้งชาวมาเลเซียมีการเดินทางเข้ามาในพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งตลอดสัปดาห์นี้เป็นวันหยุดยาวของเทศกาลฮารีรายออีดิ้ลฟิตรีของประเทศมาเลเซียจึงคาดว่าตลอดสัปดาห์นี้ยาวไปถึงสัปดาห์หน้าจะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางมาพักผ่อนในพื้นที่มากขึ้น – 003

อว.นำวิจัยประสานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725976

อว.นำวิจัยประสานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

อว.นำวิจัยประสานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 10.52 น.

อว.นำวิจัยประสานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า  ณ แหล่งอารยธรรมทางประวัติศาสตร์ เมืองเหนือ “เสียงใหม่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง” ลำปาง

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมการถ่ายทอดงานวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผ่านการบรรเลงดนตรีสากลเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “เสียงใหม่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในการเปิดงานฯ พร้อมกันนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัด ลำปาง และคณะผู้บริหารของจังหวัดลำปาง ประกอบด้วย นางสาวตวงรัตน์ โล่สุนทร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง  นายกเทศมนตรีตำบลลำปาง หัวหน้าราชส่วนราชการจังหวัดลำปางและอำเภอเกาะคา ร่วมให้การต้อนรับ และได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ อาจารย์เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ อ่าน บทกวีเกี่ยวกับวัดพระธาตุลำปางหลวง ก่อนการบรรเลงเพลง ณ ลานวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า ดนตรีพื้นบ้าน ที่ได้นำมาศึกษาวิจัย และได้นำประสานเป็นเพลงดุริยางค์สากล ดุริยางค์คลาสิก แบบชาวตะวันตก โดยการแสดง ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นดนตรีที่มีคุณค่ามาก ลำปางเป็นศูนย์กลางการเจริญรุ่งเรืองในภาคเหนือตอนบน และวัดพระธาตุลำปางหลวง ร่วมยุคร่วมสมัยกับวัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน อายุพันกว่าปี เป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่สำคัญอีกส่วนนึงของล้านนา โดยงานแสดงดนตรีผลสำเร็จงานวิจัยครั้งนี้ก็น่าจะเป็นสิบครั้ง นักดนตรีได้สะสมทักษะ ความสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งการแสดงก็ดีขึ้นทุกครั้ง 

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มารับฟังถึงวัดพระธาตุลำปางหลวง ขอให้ได้รับบุญกุศล ความปรารถนาดีจากดนตรี จากนักร้อง จากกระทรวงอว.  ซึ่งดนตรีถือเป็นสมบัติที่มีค่า ที่บรรพชนได้มอบไว้ให้แก่เรา เป็นสมบัติของทุกคน และจะกลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ดนตรีไทยให้เป็นดนตรีโลกไม่ยาก เพราะเรามีของดี”  

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหัวใจของเมือง และเป็นวัดหลวงของเมืองลำปาง  เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นการศึกษาเพื่อค้นคว้าเรื่องของเสียงดนตรีที่ยังหลงเหลือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แล้วนำเสียงมาสร้างจินตนาการใหม่ การนำเสียงของวัฒนธรรมเมืองเหนือ เสียงซึง เสียงปี่จุม เสียงไม้ไผ่ และเสียงกลอง เป็นเสียงที่มีอยู่แล้วโดยการเลียนแบบจากเสียงธรรมชาติ  (Acoustic) มาใช้เป็นเสียงดนตรี ซึ่งเป็นบริบทที่สำคัญของชุมชน ที่จะมีการพัฒนาให้เป็นมาตรฐานที่สามารถสื่อสารออกไปสู่สากลได้ นับเป็นวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและสร้างสรรค์ (Soft Power) ซึ่ง วช. ได้สนับสนุนการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในงานศาสตร์และศิลป์ โดยมีที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่อการใช้กลไกการแสดงดนตรีและการถ่ายทอดผ่านบทเพลง เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจในโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ความภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ พร้อมกับเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะเข้ามาร่วมชื่นชมอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และเป็น Soft power อย่างยั่งยืน

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข หัวหน้าโครงการวิจัย มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข เปิดเผยว่า การแสดงดนตรีเสียงใหม่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ได้รับเกียรติจากอาจารย์เนาวรัตน์  พงศ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ร่วมอ่านบทกวี มีบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดลำปางขับร้องโดย กมลพร  หุ่นเจริญ พร้อมศิลปินพื้นบ้านลำปาง เป็นจำนวนมาก เลือกพื้นที่วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นสถานที่จัดงานเพื่อที่จะนำกลิ่น เสียง และวิญญาณของประวัติศาสตร์ที่ยังเหลือร่องรอยอยู่ในเพลงที่มีการปกของเชียงใหม่กระทั่งถึงสมัยเจ้าทิพย์ช้างสามารถขับไล่พม่าออกจากลำปางได้ และขึ้นครองลำปางเมื่อปี พ.ศ. 2279 ต่อมา พ.ศ. 2307 เจ้าแก้วฟ้าโอรสของเจ้าทิพย์ช้างได้ครองนครลำปางเป็นต้นตระกูลของคนในปัจจุบัน ตระกูล ณ ลำปาง ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน วิถีชีวิตผู้คนและดนตรีของชาวลำปางดั้งเดิมเหลืออยู่กับชาวบ้าน ชาวดอย และผู้เฒ่า จากการที่ลำปางดั้งเดิมมีเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายจึงทำให้ดนตรีพื้นบ้านน่าสนใจศึกษาโดยวัดพระธาตุลำปางเป็นวัดโบราณที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในชุมชนมาอย่างยาวนาน และเป็นคลังความรู้เป็นมรดกล้ำค่ามาก “เสียงใหม่โดยวงไทยซิมโฟนีออเครสตร้าเป็นการย้อนร่องรอยในอดีตมาประดับบริบทที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน เล่าวิถีชีวิตในอดีตด้วยเสียงดนตรี เพราะลำปางเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่” รศ.ดร.สุกรีฯ กล่าวย้ำ

ในโอกาสนี้การแสดงดนตรีเสียงใหม่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง โดย วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Thai Symphony Orchestra) พร้อมด้วยนักดนตรีและนักดนตรีพื้นบ้านกว่า 100 คน ในการนำเสนอเพลงต้นฉบับที่มีมาแล้วแต่ดั้งเดิมของเมืองเหนือผ่านการแสดงบทเพลง ลาวคลึง ลาวจ้อย ลาวดวงดอกไม้ ลาวเจริญศรี ลาวเสี่ยงเทียน ลาวครวญ ลาวเดินดง ลาวสวยรวย ลาวคำหอม ลาวกระทบไม้ แห่ดำหัวหรือแห่นำพล เก๊าห้า มอญลำปาง ลาวลำปาง-สร้อยลำปาง  แล้งในอกหรือลาวคลึง มอญเจี๊ยหอย ลาวจ้อยหรือสร้อยแสงแดง  ลาวเจริญศรี ลาวเสี่ยงเทียน ลาวเดินดง ลาวดวงดอกไม้ ลาวสวยรวย ลาวคำหอม ลาวกระทบไม้ ผีมดผีเม็ง ฤาษีหลงถ้ำ ล่องแม่ปิง ปราสาทไหว การแสดงวงปี่จุม สะล้อล้านนา เพลงปั่นฝ้าย กล่อมนางนอน แม่หม้ายเครือ ลาวเสด็จ พร้อมด้วยวงปล่อยแก่จังหวัดลำปางและจังหวัดเชียงใหม่ บรรเลงเพลงระบำ ร่ำเปิงลำปาง ล่องแม่ปิง หมู่เฮาจาวเหนือ  และเพลงปล่อยแก่ นับเป็นการแสดงบทเพลงที่เข้าถึงผู้ฟังและสร้างความประทับใจให้กับผู้รับฟัง ซึ่งโครงการวิจัยดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ดนตรีควบคู่กับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อ เป็นศิลปะในการสื่อสาร ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ไปสู่ผู้ฟัง ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ภาษาใด ก็สามารถรับรู้ และเข้าใจอรรถรสของดนตรีได้ผ่านด้วยเสียงเพลง