‘ศธ.’ร่วมกับมูลนิธิ’สอวน.’ จัดงานการสัมมนานานาชาติ วาระครบรอบ100ปี วันประสูติ’กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727347

'ศธ.'ร่วมกับมูลนิธิ'สอวน.' จัดงานการสัมมนานานาชาติ วาระครบรอบ100ปี วันประสูติ'กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์'

‘ศธ.’ร่วมกับมูลนิธิ’สอวน.’ จัดงานการสัมมนานานาชาติ วาระครบรอบ100ปี วันประสูติ’กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.50 น.

ศธ.ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. จัดงานการสัมมนานานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ “กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”

28 เมษายน 2566 กระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวการจัดงาน “การสัมมนานานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ร่วมกับ รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.)  ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) 

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตามที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม รัฐบาลจึงเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวันที่ 6 พ.ค.2566 นั้น โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปีวันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และมีแผนงานจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเป็น 3 ระยะ  คือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว แบ่งเป็นภาคระดับกระทรวง  ภาคประชาชน ภาคเอกชนและมูลนิธิต่างๆในพระอุปถัมภ์  ซึ่งมูลนิธิ สอวน. กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จึงร่วมกันจัดการสัมมนานานาชาติ  ในประเด็นสำคัญต่ออนาคตการศึกษาของโลก ภายใต้หัวข้อ International Conference on Mathematics and Science Education in the Post COVID-19 Era: Global Issues Awareness ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ  

“ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหาหนทางการก้าวผ่านผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือในปี พ.ศ.2563 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งงผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาสำหรับเยาวชนทั่วโลก และค้นหาอุปสรรคแนวทางแก้ไขร่วมกันเพื่อต่อยอดพัฒนาการศึกษา สร้างคนคุณภาพ ขับเคลื่อนอนาคตโลกด้งยฐานความรู้วิทยาศาสตร์ศาสตร์ คณิตศาสตร์ต่อไป โดยการสัมมนานานาชาติครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ on site โดยได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม พร้อมทั้งทรงปาฐกถาพิเศษ และทอดพระเนตรนิทรรศการทางวิชาการ นับเป็นนิมิตรหมายอันดีที่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ไทยและนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก จะได้ตระหนักถึงความสำคัญของวาระเฉลิมฉลองนี้ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวงการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวางทั่วกัน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว 

ด้าน รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. กล่าวถึงงานสัมมนาในระดับนานาชาติครั้งนี้ว่า  จากการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID -19 ได้สร้างผลกระทบต่อการศึกษาของเยาวชนทั่วโลก โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากไม่สามารถสร้างทักษะปฏิบัติให้ผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ มูลนิธิ สอวน.จึงได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานในสังกัดจัดงานสัมมนาในระดับนานาชาติครั้งนี้ขึ้นเพื่อให้นานาชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญและพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาอันนำประโยชน์มาสู่ประชาคมโลกจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งบทบาทของประเทศไทยในฐานะสมาชิกอันดีของสังคมโลกด้วย

ขณะที่ นายยศพล  เวณุโกเศศ รองปลัด ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดทุกแห่ง มีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสจัดงานอันทรงเกียรติครั้งนี้ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. โดยได้ร่วมกันวางแผนงานและกิจกรรม
เฉลิมฉลอง 3 ระยะ คือ ระยะสั้น– กลาง -ยาว แบ่งเป็นการเฉลิมฉลองในระดับกระทรวง และระดับภาคประชาชน ภาคเอกชนและมูลนิธิต่าง ๆ ในพระอุปถัมภ์ โดยงานสัมมนานานาชาติครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ on site นับเป็นกิจกรรมแม่เหล็กที่คาดว่าจะดึงดูดผู้ร่วมงานทั้งในประเทศและจากนานาประเทศได้ประมาณ 500 คน สามารถส่งต่อแนวทางในการเยียวยาระบบการศึกษาหลังวิกฤตการณ์ COVID-19 

ส่วน ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การสัมมนานานาชาติฯ ในครั้งนี้ จะเป็นเวทีที่ระดมความคิดของนักการศึกษา นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่มีต่อผลกระทบภายหลังการระบาดของโรค COVID -19 ใน 3 ประเด็นคือ  1. Talented Students ปัญหาของกลุ่มนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาและการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มนี้ให้สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ 2. Inclusive Education ปัญหาของความเหลื่อมล้ำที่ทำให้การกระจายตัวของการศึกษาไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโรค COVID -19 ซึ่งนักเรียนบางกลุ่มไม่สามารถเรียนหนังสือได้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติการ เกิดช่องว่างของการเรียนรู้ในสังคม และ 3. Digital Transformation  การปิดสถานศึกษาเป็นระยะเวลานาน ทำให้สื่อการเรียนรู้ดิจิทัล เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหาการเรียนการสอนในระหว่างและหลังการระบาด ซึ่งแนวทาง ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่ตกผลึกจากการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันเสริมความแข็งแรงให้ระบบการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทย สร้างเยาวชนคุณภาพรองรับอนาคตอีกด้วย

ส่วน รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผอ.สสวท. กล่าวเพิ่มเติม ว่า ตลอด 3 วันของงาน ได้จัดการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อที่ทันสมัย ดึงดูดความสนใจ จากประสบการณ์ของนักวิชาการชั้นนำและนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก อาทิ  การบรรยายงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล, การบรรยายของนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเป็นผู้ที่พัฒนาวัคซีน mRNA ในภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19, รับฟังมุมมองอันแหลมคมจากนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงในเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์, การเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษาเข้าสู่ยุคดิจิทัล พร้อมชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติและการแสดงผลงานของบุคลากรทางการศึกษาอีกหลากหลาย จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปติดตามการสัมมนานานาชาติครั้งนี้ไปพร้อมกัน  -009
 

‘ธนกร’เผยรัฐบาลเตรียมจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727239

'ธนกร'เผยรัฐบาลเตรียมจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ'สมเด็จพระสังฆราช'

‘ธนกร’เผยรัฐบาลเตรียมจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.03 น.

“ธนกร”เผยรัฐบาลเตรียมจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” 26 มิถุนายน 2566

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 ที่ห้องประชุมชั้น 203 อาคารกรมประชาสัมพันธ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ การจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จัดประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชน ร่วมกันพิจารณาและดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การจัดงานพระราชพิธี รัฐพิธี ศาสนพิธี งานพิธี โครงการและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการตามพระดำริ และเชิญชวนประชาชนร่วมฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

นายธนกร กล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการถ่ายทอดสดการเสด็จพระราชดำเนินไปในงานบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2566 เวลา 17.00 น. ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และเครือข่าย TGN 170 ประเทศทั่วโลก และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ

“ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมช่วยกันประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทางที่มี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน ซึ่งตนในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯได้มีวางแผนและเตรียมความพร้อมแล้ว นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดทำช่องทางให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ : https://www.prd.go.th/th/page/item/index/id/85 โดยลิงค์เข้าไปที่เว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์ : www.prd.go.th และ Facebook 96 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือมาให้ประชาชนรับรู้ และเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” นายธนกร กล่าว

‘มุกดาหาร-มทร.ธัญบุรี’จับมือตั้งสถาบันการศึกษา สถานีสร้างงานสร้างอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727181

‘มุกดาหาร-มทร.ธัญบุรี’จับมือตั้งสถาบันการศึกษา สถานีสร้างงานสร้างอาชีพ

‘มุกดาหาร-มทร.ธัญบุรี’จับมือตั้งสถาบันการศึกษา สถานีสร้างงานสร้างอาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.07 น.

‘มุกดาหาร-มทร.ธัญบุรี’จับมือตั้งสถาบันการศึกษา สถานีสร้างงานสร้างอาชีพ 

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร และพ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะมุกดาธนพงศ์ นายก.อบจ มุกดาหาร ประชุมร่วมกับ สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประกอบด้วย รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วย กรรมการฯ ที่ปรึกษา ฯ ร่วมประชุมที่ห้องประชุมแก้วกินรี ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร

ที่ประชุมพิจารณาจัดตั้งสถานีสร้างงานสร้างอาชีพ ที่จังหวัดมุกดาหารเพื่อใช้ในการตั้งวิทยาเขตแบบนวัตกรรมใหม่เพื่อเป็นโมเดลและขยายไปยังจังหวัดต่างๆ ให้ครบ 10 สถานีในประเทศไทยโดยมี concept ว่าไม่เน้นสิ่งก่อสร้างไม่ลงทุนขนาดใหญ่โดยที่จังหวัดมุกดาหารจะใช้อาคารรวมใจที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอยู่แล้วในการเริ่มต้นโดย อาคารรวมใจ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านดานคำ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ภายในจะมีสำนักงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สำนักงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารในส่วนของกองการศึกษาและสำนักงานของไบโอแลนด์ที่ได้รับความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่นและภายในอาคารประกอบด้วยห้องประชุมห้องทำงานห้องพักผู้ปฏิบัติงานโดยนายกการบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารใช้งบประมาณในการปรับปรุงอาคารจำนวน 5 ล้านบาท ปรับพื้นที่ให้สวยงามเพื่อทำโรงเรือนเกษตรปลอดภัยแบบพรีเมี่ยมเป็นศูนย์สาธิตเป็นโมเดลให้เกษตรกรใช้เป็นแบบอย่างเพื่อขยายพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารได้ใช้ที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ มห.506(บางส่วน) ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ  สำหรับเป็นที่ทำการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมของ อบจ.มุกดาหาร และรองรับการจัดการศึกษาร่วมบูรณาการกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งคาดว่าจะปรับปรุงอาคารเสร็จและเปิดทำการโดยเร็ว

คณะสงฆ์เวียดนามจับมือวัดพระธรรมกายจัดตักบาตรพระนานาชาติ 9 ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727139

คณะสงฆ์เวียดนามจับมือวัดพระธรรมกายจัดตักบาตรพระนานาชาติ 9 ประเทศ

คณะสงฆ์เวียดนามจับมือวัดพระธรรมกายจัดตักบาตรพระนานาชาติ 9 ประเทศ

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 22.08 น.

คณะสงฆ์เวียดนามจับมือวัดพระธรรมกายจัดตักบาตรพระนานาชาติ 9 ประเทศ

26 เมษายน พ.ศ. 2566 เวลา 06.00 น. คณะสงฆ์กว่า 400 วัดจำนวนกว่า 3,000 รูปในเขตภูมิภาค Mekong Delta (13 จังหวัดภาคใต้ ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม) พร้อมด้วยคณะสงฆ์จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย และอินโดนีเซีย นำโดยพระอาจารย์ด่าวยือ มหาเถระ รองประธานมหาสังฆนายกแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เจ้าคณะจังหวัดเกิ่นเทอ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์เขมรเถรวาทจังหวัดเกิ่นเทอ เป็นประธานสงฆ์ในพิธีตักบาตรพระ 3,000 รูป ณ มหาวิทยาลัยสงฆ์เขมรเถรวาท จ.เกิ่นเทอ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมตักบาตรในครั้งนี้นับหมื่นคน

พระครูสิทธิรัตนวิเทศ (จรินทร์ รตนวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดภาวนาโซล, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หัวหน้าคณะทำงานจากประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาในครั้งนี้ถือว่าเป็นการจัดตักบาตรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูรักษา พระพุทธศาสนา กระชับความสัมพันธ์ของคณะสงฆ์เถรวาทนานาชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งกันและกันภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์เถรวาทเวียดนาม และวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ซึ่งการจัดตักบาตรพระ 3,000 รูปครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานเผยแผ่ร่วมกันในโอกาสต่อไป”

‘ปลัด มท.’บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726971

'ปลัด มท.'บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

‘ปลัด มท.’บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.00 น.

“ความอยู่รอดของสังคมไทยเรามีพระ มีวัดเป็นหลักชัย” “ปลัดมหาดไทย”บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีและภาคีเครือข่าย เน้นย้ำกลไก“1 พระสังฆาธิการ 1 ภาคราชการ” ขอพระสงฆ์เมตตานำภาคราชการลงพื้นที่ไปสงเคราะห์ดูแลประชาชนให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

วันนี้ (26 เม.ย. 66) เวลา 13.00 น.ที่ห้องประชุมดำรงธรรม อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นวิทยากรถวายความรู้พระสังฆาธิการ เรื่อง ข้อตกลงความร่วมมือวัดชุมชนสร้างสุขให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ผ่านระบบ Video Conference โดยได้รับเมตตาจาก พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี พระราชวัชรบัณฑิต ผู้อำนวยการสถาบันโพธิยาลัย พระบุรเขตธรรมคณี เจ้าคณะจังหวัดตราด พระมหาชนก เขมะกาโม รองเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี และคณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมรับฟังกว่า 300 รูป ณ วิทยาลัยมหาดไทย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายเปลี่ยน แก้วฤทธิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟัง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า “สังคมไทยเป็นสังคมที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันยึดโยงกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน โดยจะเห็นได้ว่าสังคมไทยมีความสุขความร่มเย็นอยู่ได้เพราะมีคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาช่วยเป็นหลักชัยในการช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลเพื่อให้ผู้คนในสังคมอยู่กันด้วยความสุข จนเรียกได้ว่า “วัดและพระสงฆ์ เป็น ครู คลัง ช่าง หมอ” โดยความเป็น “ครู” เมื่อลูกผู้ชายเติบโตเข้าสู่วัยที่บวชเรียน ก็มีพระสงฆ์เป็นพระอุปัชฌาย์ เทศนาสอนให้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รวมถึงเป็นผู้อบรมสั่งสอนญาติโยมศิษยานุศิษย์ของวัดให้มีคุณธรรมจริยธรรม และในปัจจุบันยังช่วยเหลือเจือจานดูแลคนในสังคม ดูแลนักเรียน ด้วยการนำข้าวสารอาหารแห้ง กับข้าวกับปลาจากบาตรมอบให้กับโรงเรียน มอบให้กับคนยากไร้ ความเป็น “คลัง” คือ ในยามที่ชาวบ้านมีงานกิจกรรมที่บ้านเรือนหรือที่วัดก็ดี ก็จะมีวัดเป็นเหมือนคลังข้าวของเครื่องใช้ที่สามารถติดต่อหลวงพ่อเพื่อหยิบยืมไปใช้ในกิจกรรมงานการต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินทอง ความเป็น “ช่าง” ที่พระสงฆ์จะเป็นผู้มีความสามารถในงานช่างอย่างหลากหลาย ทั้งช่างปูน ช่างปั้น ช่างแกะสลัก จนสามารถก่อร่างสร้างวัดวาอารามได้สวยงามวิจิตรบรรจง และความเป็น “หมอ” ที่เด่นชัด เพราะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พระสงฆ์คือผู้ทรงคุณวุฒิในด้านตำรับตำราแพทย์แผนไทย ยากวาด ยาสมุนไพร หรือแม้แต่เทคนิคการนวดแผนไทยก็ก่อเกิดกำเนิดจากวัด คือ วัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ที่สืบทอดสืบสานสืบต่อกันมาจวบจนถึงวันนี้ จนกล่าวได้ว่า “ความอยู่รอดของสังคมไทยเรามีพระสงฆ์ เรามีวัด เป็นหลัก”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีภารกิจหลักในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป็นผู้นำการบูรณาการข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของทุกกระทรวง ทุกกรมในพื้นที่จังหวัด ซึ่งในการบูรณาการดังกล่าวมี “คณะสงฆ์” เป็นภาคีเครือข่ายผู้นำศาสนาที่มีความสำคัญต่อการหนุนเสริมบทบาทของคนมหาดไทย จึงเป็นที่มาของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืนกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อให้พระสงฆ์ได้ช่วยกระตุ้นปลุกเร้าข้าราชการได้ลงไปร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมปรึกษาหารือ ร่วมทำ ร่วมพัฒนา ร่วมทำกิจกรรมงานใดใดในพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชน และทำให้ได้รับประโยชน์จากการสงเคราะห์ อันได้แก่ 1) เชิงนามธรรม คือ ญาติโยมทุกครัวเรือนจะมีจิตใจอ่อนโยนโน้มหาพระคุณเจ้า เข้าหาพระศาสนาเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนได้ยึดมั่นในประเพณีวัฒนธรรมปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรม ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นทำให้ลูกหลานมีความคุ้นชินกับศาสนกิจต่างๆ มีจิตใจโน้มหาความดี ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และ 2) เชิงรูปธรรม สามารถจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 มิติยาฝรั่ง ด้วยการสงเคราะห์ช่วยเหลือบำรุงจิตใจผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนที่ยากไร้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้ประทังชีวิตบรรเทาความทุกข์ในระดับหนึ่ง และลักษณะที่ 2 คือ มิติยาไทย เป็นการดำเนินการไปสู่ความยั่งยืน โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำข้าราชการลงไปในพื้นที่ ไปกระตุ้นปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมาน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและพระราชดำริต่างๆ เพื่อทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยไม่รีรอให้คนช่วยอย่างเดียว ทำให้คนเป็นบัวพ้นน้ำ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ช่วยกันดูแลครอบครัว ขยายผลไปดูแลชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ได้แก่ 1) ทุกครอบครัวมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แข็งแรง ถูกสุขลักษณะ

2) ทุกครัวเรือนสามารถพึ่งพาตนเอง น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง และ “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรเต็มพื้นที่บ้าน พื้นที่วัด รวมไปถึงสองฝั่งถนนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ เช่น ป่าชุมชน ทุ่งเลี้ยงสัตว์ หนอง คลอง บึง ลำห้วย ที่โรงเรียน ที่วัด ที่อนามัย ซึ่งถ้าที่บ้าน รอบบ้าน เต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ริมถนน ริมคลอง ในวัด ในโรงเรียน มีแปลงผัก แปลงไม้ยืนต้น ขนุน น้อยหน่า มะม่วง มะพร้าว กล้วย อ้อย บอระเพ็ด ก็มีนัยว่า สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่ก็จะมีขึ้น 3) ทุกครัวเรือนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อโลกของเรา ด้วยการช่วยเหลือกันดูแลบริหารจัดการขยะ ไม่ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ช่วยกันคัดแยกขยะ และนำขยะเปียกไปใส่ถังขยะเปียกลดโลกร้อนเพื่อเป็นปุ๋ยหมัก และทำให้ขยะที่เก็บไว้บ้านไม่ได้ ให้ อปท. เก็บไป ไม่ส่งกลิ่นเหม็น 4) พี่น้องประชาชนรวมตัวกันในการช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ที่เราเรียกว่า การสงเคราะห์ หรือจิตอาสา ช่วยสงเคราะห์เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่อ่อนแอ และ 5) ลูกหลานเหลนโหลนได้รับการศึกษา มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความร่าเริง มีความแข็งแรง และได้เห็นตัวอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ เช่น เห็นผู้ใหญ่ทำบุญใส่บาตร เห็นการแบ่งปันอาหารการกินกับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ช่วยเหลือกันทำรั้วบ้าน ขุดดิน ทำหลุมถังขยะเปียกลดโลกร้อน โดยเมื่อเด็กเห็นเหล่านี้จากการถ่ายทอด อบรม กล่อมเกลา (Socialization) ให้รุ่นต่อรุ่นมีการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม ไม่มีใครยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความรักสามัคคี” ยึดถือการปฏิบัติตามประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา  และไม่ลืมรากเหง้าสิ่งที่ดีงามของคนไทย คือ เรื่องจิตใจเสียสละ ยึดสิ่งที่ดีงาม การทำบุญใส่บาตร การบวชเรียน พบปะพูดคุย มีการลงแขก เอามื้อสามัคคี ทำงานส่วนรวม ซึ่งในท้ายที่สุด ประโยชน์ที่เราทำเพื่อส่วนร่วมมันก็จะตกเป็นของทุกคนที่ช่วยกันทำ ซึ่งความสำเร็จของทุกเรื่องจะแนบแน่นได้ ก็โดยพระคุณเจ้าทุกรูปต้องเมตตาเป็นผู้กระตุ้นนำข้าราชการทำงานเชิงคุณภาพในพื้นที่ให้มากขึ้น

“เฉกเช่นที่จังหวัดจันทบุรี มีคณะสงฆ์ภายใต้การนำของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการทำให้พี่น้องคนจันทบุรีได้มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนผ่านความสำเร็จของ “กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์” อันเป็นแนวทางว่า พระสามารถทำให้โยมเป็นคนดี คือ มีสัจจะ รู้จักการบริหารชีวิต ทำงาน หารายได้ จัดสรรรายได้ที่ได้สำหรับสะสมหรือออมทรัพย์ไว้บางส่วน และหาแนวทางในการที่จะทำให้เงินที่สะสมนั้นไปเป็นต้นทุนสำหรับเอาไปใช้ในการลงทุน อันเป็น “ความเมตตาของพระ” ที่เกิดจากการพูดคุยให้สมาชิกกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดี ที่ถูกต้อง และมีระบบระเบียบในการบริหารจัดการกลุ่มที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ต้นแบบความสำเร็จนี้เกิดความยั่งยืน คือ การขยายผลความสำเร็จไปสู่การขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียน ทำให้วัดเป็นศูนย์กลางการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาดำเนินการให้เข้ากับหลักภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ ด้วย “ทีมอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน” ที่มีนายอำเภอทุกอำเภอเป็นผู้นำในการบูรณาการระดับอำเภอ และปลัดอำเภอเป็นผู้นำการบูรณาการระดับตำบล ด้วยแนวทาง 3 ประการ คือ 1. ต้องมี “ทีมพระ” ลุกขึ้นมายืนเคียงข้าง “1 พระสังฆาธิการ 1 ภาคราชการประจำตำบล ทุกตำบล” และให้ทุกอำเภอจัดทำบัญชีรายชื่อพระสงฆ์พร้อมข้อมูลเพื่อจัดทำฐานข้อมูลภาคีเครือข่าย 2. ต้องมีการ “พูดคุย-วางแผน” ร่วมกันของพระสงฆ์ ข้าราชการ และภาคีเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ และ 3. ต้องลงพื้นที่จริงร่วมกันอย่างน้อย 1 พื้นที่/เดือน เพื่อทำให้มีบรรยากาศของการที่ชาวบ้านได้ร่วมกันพบปะ พูดคุย ปรึกษาหารือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์เกิดขึ้นเต็มผืนแผ่นดินไทย สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ได้ลงนาม MOU ร่วมกับ UN ประจำประเทศไทย ประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (Statement of Commitment to Sustainable Thailand) “76จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา” เพื่อแสดงความมุ่งมั่นทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (UN SDGs) ทั้ง 17 ข้อ โดยเฉพาะข้อที่ 17 การเป็นหุ้นส่วน Partnership มีความช่วยเหลือร่วมมือกันโดยมีพระสงฆ์เป็นหลักชัย อันจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีงาม ผู้คนมีความสุขทั้งกาย และใจ มีความปลอดภัย มั่นคงทางร่างกายและจิตใจ เป็นสังคมแห่งการให้ เป็นสังคมแห่งความรัก ความเมตตา เพราะมีคณะสงฆ์เป็นที่พึ่งหลัก มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ทำให้สิ่งที่ดีงามได้กระจายความหวังของกระทรวงมหาดไทยที่อยากเห็นประชาชนทุกคนในประเทศไทยของเราได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ปลัด มท.กล่าวในช่วงท้าย

พระราชธรรมเมธี กล่าวว่า คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีได้ร่วมกับส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ขับเคลื่อนความร่วมมือตาม MOU ด้วยกลไก 5 กลไก 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดความทุกข์ บำรุงความสุขให้กับญาติโยม โดยคณะสงฆ์ร่วมกับส่วนราชการในจังหวัดจันทบุรี โดยได้ดำเนินกิจกรรม 3 โครงการด้วยกัน คือ 1) โครงการกองบุญพระภิกษุอาพาธจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมตั้งกองบุญดูแลพระภิกษุอาพาธเป็นจังหวัดแรก และเป็นจังหวัดนำร่องในการตั้งกองทุนนี้เพื่อดูแลสุขภาพให้พระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรี 2) กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ทำให้ชุมชนตำบลหมู่บ้านมีความเข้มแข็งเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ได้ช่วยเหลือสมาชิกไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ มีสมาชิก 110,110 คน กองทุนรวม 3.3 พันล้าน และ 3) กองทุนสังฆประชานุเคราะห์ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล วัด โดยมีกองทุนการศึกษาสงเคราะห์สะสม 12,731,375 บาท เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ จิตอาสาของคณะสงฆ์ ที่ไม่งอมืองอเท้า เราเห็นชาวบ้านประสบภัย เดือดร้อน เราก็มีน้ำจิตน้ำใจ เพราะชาวบ้านทุกคนคือผู้อุปการะพระสงฆ์ทุกรูป ดังนั้นเวลาที่ญาติโยมเดือดร้อน มีความทุกข์ พระจะนิ่งดูดายไม่เข้าไปช่วยเหลือแบ่งเบาความทุกข์ไม่ได้ ด้วยพรหมวิหารธรรม พระสงฆ์จึงเป็นจิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งวัตถุสิ่งของและการเยียวยาด้านจิตใจ รวมทั้งการบำรุงสุขที่ยั่งยืนร่วมกับภาคราชการโดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยบูรณาการขับเคลื่อนหลักตามเจตนารมณ์ของ MOU ที่ได้ร่วมลงนามกับมหาเถรสมาคม จึงขออนุโมทนา

– 006

‘สกสว.-สภาพัฒน์’ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726865

'สกสว.-สภาพัฒน์'ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

‘สกสว.-สภาพัฒน์’ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.12 น.

สกสว.- สภาพัฒน์ ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. ยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวย สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมกับ นายบุญชัย ฉัตรประเทืองกุล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อหารือ ถึงแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยจะส่งผลให้เกิดฐานการผลิตและบริการโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่พื้นที่อื่น ตามที่ สกสว. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเฉพาะในมิติการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ภาคการผลิต/บริการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคีการพัฒนา ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวย สกสว. กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กระทรวง อว. ตามพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พร้อมประสานความร่วมมือ และ ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในส่วนของ การยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการผลิต/บริการของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือที่ใกล้ชิดในด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาคีการพัฒนา ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ชุมชน และเอกชนในพื้นที่เพิ่มศักยภาพสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ให้มีบทบาทนำและเชื่อมโยงภาคีการพัฒนาต่าง ๆ ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระเบียงฯ ในแต่ละภาคตามแนวทาง BCG โดยเน้นการลงทุนในกิจการที่ใช้วัตถุดิบและจ้างแรงงานในพื้นที่ และการใช้เทคโนโลยีสีเขียว สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ต่อยอดการวิจัยและพัฒนาให้เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ จัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการดึงดูดบุคลากรในด้านการวิจัยและพัฒนา

รวมถึง การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนข้อมูล/องค์ความรู้ ระหว่างภาครัฐ-ภาคเอกชน-สถาบันการศึกษา-ชุมชน โดยเฉพาะการถ่ายทอดฯ ให้แก่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs/MicroSMEs) และวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสตาร์ทอัพ เพื่อเพิ่มโอกาส ให้แก่ภาคเอกชนที่กำลังเติบโตและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ให้สามารถเชื่อมโยงและได้ประโยชน์จากการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของระเบียงฯ ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน ตามความต้องการ และแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจแต่ละภาค อาทิ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC – Creative LANNA) ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง โดยมุ่งเน้นการ พัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลักของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติ พัฒนา Creative Ecosystem ให้เอื้อต่อการเป็นเมืองสร้างสรรค์ พัฒนาสินค้าและบริการสร้างสรรค์  สร้างแบรนด์และส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ พัฒนาด้านการศึกษาและวิจัย และบุคลากรด้านสร้างสรรค์ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC – Bioeconomy) ประกอบด้วย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งใหม่ของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต ในมิติของ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพให้หลากหลาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลอดภัย การส่งเสริมการลงทุนด้านเกษตร/อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาบุคลากรด้านเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ

ท้ายสุดนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การหารือร่วมกันครั้งนี้ จะนำไปสู่การกำหนดแนวทาง และ ทิศทางการทำงานร่วมกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726862

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

กระทรวงศึกษาธิการกางแผนช่วยเหลือ นักศึกษาไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในสาธารณรัฐซูดาน จากการปะทะกันระหว่างกองทัพซูดานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ Rapid Support Forces (RSF) ในกรุงคาร์ทูม เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา  ซึ่งขณะนี้มีคนไทยอาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าวประมาณ 220 คน สถานการณ์ปัจจุบัน คนไทยทั้งหมด ได้เดินทางออกจากเมืองคาร์ทูม ประเทศซูดาน ไปลงเรือของทางการซาอุดีอาระเบียต่อไปยังเมืองเจดดาห์ เพื่อรอการอพยพกลับประเทศไทยโดยกองทัพอากาศ   ซึ่งจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 27 เมษายน  เวลาประมาณ 22.00 น. จำนวน 1 เที่ยวบิน และวันที่ 28 เมษายน เวลาประมาณ 09.00 น. จำนวน 2 เที่ยวบิน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกรับนักศึกษาไทยในประเทศซูดาน อยู่ในขั้นตอนของการเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ซึ่ง  ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ประสานการเตรียมความพร้อมจากรัฐบาลในการเตรียมการอพยพนักศึกษา และประชาชนจากชูดานเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศอ.บต.ซึ่งได้มีการประชุมอย่างต่อเนื่องและจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงาน นักเรียน นักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ (ศป.นศ.จชต.) ภายใน ศอ.บต. ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานทั้งในส่วนกลางกับกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ส่งข้อมูลประสานการติดต่อผ่านญาติและผู้ปกครองของนักศึกษา ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมการประสานที่พักใกล้ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย จะมีการรับนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ สนามบินบ่อทอง ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และอำนวยความสะดวกส่งนักศึกษาถึงบ้านอย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด

“การดำเนินการภายหลังจากนักศึกษาเดินทางมาถึงภูมิลำเนา มีการวางแผนสำหรับการศึกษาต่อในประเทศ สำหรับนักศึกษาที่ประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาในประเทศไทย จะต้องดำเนินการในส่วนของการเทียบโอนรายวิชา โดยจะประสานไปยังมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดชายแนภาคใต้ โดยขณะนี้ ศอ.บต.กำลังเร่งดำเนินการสำรวจนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดานเพิ่มเติมจากระบบข้อมูล โดยให้บัณฑิตอาสาฯ ลงพื้นที่สำรวจตัวเลขที่ชัดเจน เมื่อนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งเบื้องต้นข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศมีคนไทยประมาณ 220 คน เป็นนักศึกษาไทย 150 คน อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ 100 คน เนื่องจากเมื่อช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา มีนักศึกษาเดินทางกลับมาบางส่วนแล้ว จากข้อมูลของนักศึกษาที่ไปเรียนต่อในประเทศซูดานพบว่า ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อในสาขาแพทย์ กฎหมายอิสลาม และทางศาสนา” นายอรรถพล กล่าว

ปลัด ศธ.​กล่าวต่อว่า การวางแผนเตรียมการในส่วนของศธ. โดย ศค.จชต. ร่วมกับ ศอ.บต. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัฒกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ได้เตรียมการ ในการรองรับกรณีนักศึกษาที่เดินทางกลับมาจากประเทศซูดาน และมีความประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาต่อในประเทศ ดังนี้ 1.จัดเตรียมสถานศึกษารองรับกรณีนักศึกษาไทยที่ไม่กลับไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดาน และประสงค์ศึกษาต่อในประเทศไทย โดยจะประสานกับทางมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหา วิทยาลัยนราธิวาสราชนรินทร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ในการเทียบโอนรายวิชา เพื่อรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาประสงค์ที่จะกลับมาเข้าเรียน และ 2. อำนวยความสะดวกในการเทียบคุณวุฒิการศึกษาจากประเทศ สำหรับนักศึกษาซูดานที่สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว

“ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศค.จชต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ ของนักเรียนนักศึกษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ในการเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศให้ กับนักเรียนและนักศึกษาที่จะไปศึกษาต่อ ซึ่งได้ประสานเกี่ยวกับการติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาไทยที่เดินทางกลับจากประเทศซูดาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ ศอ.บต. อย่างใกล้ชิด” นายอรรถพล กล่าว 

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726805

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.14 น.

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ พร้อมกำชับโรงเรียนสื่อสาร นร.-ผู้ปกครอง ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัดให้มีการตรวจสอบ-ป้องกัน 

วันที่ 26 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึฏษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายเตรียมพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ให้กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สทพ.) และผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ว่า เมื่อปีที่ผ่านมาเราได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่ออาคารสถานที่ รวมทั้งอินเตอร์เน็ต และสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆจึงอยากให้เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนนำสิ่งเหล่านี้มาทบทวนว่าปีที่ผ่านมามีอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตหรือตัวผู้เรียนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และถ้าเราจะจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิม ในภาคเรียนที่ 1/2566 จะเตรียมการอย่างไร เพื่อทันการเปิดเทอม วันที่ 15 พฤษาคม นี้ 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ อยากให้เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียน 4 ประเด็น คือ 1.ทำให้โรงเรียนมีความปลอดภัย และมีความสุขทั้งครูและนักเรียน โดยให้ไปตรวจสอบและประเมินว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้นักเรียนและครู ไม่ปลอดภัย และจะมีวิธีร่วมมือกับหน่วยงานต่าๆอย่างไร เพื่อจะทำให้โรงเรียนมีความปลอดภัย  2.การสร้างโอกาสทางการศึกษา แม้ขณะนี้เราผ่านพ้นช่วงเวลาการรับนักเรียนมาแล้ว แต่ทุกโรงเรียนจะต้องสามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่า มีนักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการมาเข้าเรียนในโรงเรียนจำนวนเท่าไหร่  ไปเรียนที่อื่นเท่าไหร่  และการรับนักเรียนของตนลดหรือเพิ่มขึ้น หากวิเคราะห์ได้แล้วจะสามารถวางทิศทางอนาคตในการให้โอกาสทางการศึกษากับนักเรียนได้ โดยมีเป้าหมายว่าเด็กจะต้องได้เรียนทุกคน อีกทั้ง ปัจจุบันพบข่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อาจจะกลับมาแพร่ระบาดอีก จึงอยากให้โรงเรียนสื่อสารกับนักเรียน ผู้ปกครองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.)ให้มีการตรวจสอบและป้องกัน เพื่อไม่ให้โรงเรียนเป็นศูนย์รวมของการระบาดเหมือนปีที่ผ่านมา

“3.เตรียมความพร้อมเรื่องการจัดการเรียนรู้ โดยวางแผนเรื่องการจัดทำหลักสูตร และวางแผนจัดครูเข้าชั้นเรียนอย่างไร ให้นักเรียนได้รับคุณภาพการศึกษาที่มากขึ้น อีกทั้ง ช่วงนี้เป็นฤดูโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนั้น เขตพื้นที่ฯต้องวิเคราะห์ว่ามีการย้ายเข้า-ย้ายออก เท่าไหร่ โรงเรียนจะมีผู้บริหารและครูครบหรือไม่ การเปิดภาคเรียนที่ 1/2566 นี้ จะเกิดวิกฤตอะไรบ้าง โดยเขตพื้นที่ฯ จะต้องเตรียมการให้เข้ากับสภาพปัญหาและบริบทที่มีอยู่  และ 4.การเตรียมความพร้อมอาคารสถานที่ และการจัดการเรียนการสอน โดยเขตพื้นที่ฯ จะต้องสำรวจว่าแต่ละโรงเรียนต้องการความช่วยเหลือด้านใดบ้าง และเขตพื้นที่ฯ จะแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้มาช่วยเหลือแต่ละโรงเรียนอย่างไร“ นายอัมพร กล่าว 

นายอัมพร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ประจำเขตพื้นที่การศึกษา มีเวลาพิจารณาโยกย้ายครูถึงวันที่ 30 เมษายน นี้เท่านั้น หากเกินวันที่ 30 เมษายนแล้ว อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะไม่สามารถพิจารณาย้ายได้แล้วเนื่องจากขัดกับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)กำหนด  อีกทั้ง เมื่อเร็วๆนี้  ที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือ กำหนดระยะเวลาสอบภาค ค ไม่เกิน 20 นาที ต่อผู้สมัครหนึ่งราย และให้อำนาจ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับการจัดสอบ สอบ ภาค ก และ ภาค ข ซึ่ง สพฐ.คาดว่าจะจัดสอบเป็นคลัสเตอร์ตามภูมิภาค  โดยจ้างสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญมาออกข้อสอบ  ดังนั้น เมื่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการย้ายครูถึงวันที่ 30 เมษายน ครบถ้วนแล้ว สพฐ.จะมีหนังสือสำรวจไปยังเขตพื้นที่ฯ ว่าแต่ละเขตพื้นที่ฯ​ ต้องการสอบครูจำนวนเท่าไหร่ และต้องการวิชาเอกอะไรบ้าง เพื่อให้ สพฐ.วางแผนจัดสรรงบประมาณไปให้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘บอร์ด ก.ค.ศ.’ ไฟเขียว แก้เกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ลดสัมภาษณ์เหลือ 20 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726650

'บอร์ด ก.ค.ศ.' ไฟเขียว แก้เกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ลดสัมภาษณ์เหลือ 20 นาที

‘บอร์ด ก.ค.ศ.’ ไฟเขียว แก้เกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ลดสัมภาษณ์เหลือ 20 นาที

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.43 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.’ ไฟเขียว แก้เกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ลดสัมภาษณ์เหลือ 20 นาที ให้อำนาจ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯจัดสอบ

25 เมษายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุม มีมติเห็นชอบการปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 14/2563) สืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย (ว 14/2563) เนื่องจากได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลการสอบแข่งขันฯ เมื่อปี พ.ศ. 2563 ทั้งภาค ก ภาค ข และภาค ค แล้ว พบปัญหาในการดำเนินการหลายประเด็น รวมถึงเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ประจำเขตพื้นที่การศึกษา ทำหน้าที่ด้านการบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามทกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ จึงได้ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ซึ่งที่ประชุม ก.ค.ศ. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่ากับงบประมาณแต่ยังคงหลักการในการสอบแข่งขันเพื่อให้ได้ครูที่เป็นคนเก่ง คนดีมีศักยภาพและทักษะในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างคล่องตัว สอดคล้องกับสภาพบริบทและกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป จึงให้ปรับรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้ 

“ 1. ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ตั้ง เป็นผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ ภาค ก และ ภาค ข โดย อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาอาจรวมกลุ่มกันตามที่ สพฐ.กำหนด สำหรับการบริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ ให้จ้างสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพทางการศึกษาและมีประสบการณ์ในการออกข้อสอบตามที่เห็นสมควรเป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบตามหลักสูตรที่กำหนดท้ายหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 14/2563 รวมทั้งจัดส่งข้อสอบ ตรวจกระดาษคำตอบ และประมวลผลการสอบ

2. ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา การประเมินด้านความสามารถการสอน ให้ประเมินจากการนำเสนอของผู้สมัครสอบแข่งขันที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนในประเภทวิชา หรือกลุ่มวิชา หรือทางหรือสาขาวิชาเอกที่สมัคร ในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ ตามที่ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันกำหนด โดยกำหนดระยะเวลาประเมินไม่เกิน 20 นาที ต่อผู้สมัครหนึ่งราย

3. ยกเลิกเกณฑ์การประเมินและวิธีการให้คะแนน ภาค ค แบบรูบริค (Scoring Rubric)

4.ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน ภาค ค จำนวน 3 – 5 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 คน ครู 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 1 คน และ

5.มอบสำนักงาน ก.ค.ศ. ปรับแก้ไขรายละเอียดส่วนอื่นของหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ให้สอดคล้อง” นายอรรถพล กล่าว 

ปลัด ศธ.  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ การสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เนื่องจากในขณะนี้เป็นช่วงการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงอาจมีประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาบางคนสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส เป็นธรรม และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล จึงเห็นควรขอความร่วมมือไปยังประธานฯ หรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร งดการเข้าร่วมประชุม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศผลการเลือกตั้งฯ โดยให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้แจ้ง 

“มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 10 เขต แจ้งรายชื่อประธาน หรืออนุกรรมการฯ ที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้อนุมัติหลักการให้สำนักงาน ก.ค.ศ. แจ้งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้แจ้งขอความร่วมมือไปยังประธาน หรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายอรรถพล กล่าว  -009

โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726644

โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.29 น.

โลกยุค ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ ต้องไม่เชื่อว่า ‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’ มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. เผยปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ‘ทุกช่วงวัย’ – ‘UpskillReskill’เพื่อรองรับงานทักษะใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น แนะรัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดการงบประมาณและเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาให้เท่าทันโลก

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในยุคที่ ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’กล่าวคืออัตราการเกิดน้อย แต่อัตราการตายกลับน้อยยิ่งกว่าทุกวันนี้คนสามารถอายุยืนได้ถึง 100 ปี คำถามคือเราจะเตรียมความพร้อม องค์ความรู้ และทักษะการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร มากไปกว่านั้น การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้งานที่เคยมีอยู่เดิมกว่า 85 ล้านตำแหน่ง หายไปในระยะเวลา 5 ปี และจะเกิดงานรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนอีก 97 ล้านตำแหน่ง ตรงนี้เป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

รศ.ดร.พิภพ กล่าวว่า งานรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจำเป็นต้องอาศัยทักษะใหม่ ปัญหาคือทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะใหม่ๆ นั้นยังขาดแคลน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า double jeopardy หรือ ความอันตรายสองเท่า ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องการ ‘upskill – reskill’ มหาวิทยาลัยจึงไม่ควรเป็นพื้นที่ให้กับแค่เด็กมัธยมที่กำลังจะก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่ควรเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพให้กับ ‘คนทุกช่วงวัย’ ด้วยเช่นกัน

“หลักการสำคัญของการจัดการศึกษาสมัยใหม่ คืออย่าเก็บเด็กไว้ในมหาวิทยาลัยนานจนเกินไป ควรให้เรียนเท่าที่จำเป็นแล้วสนับสนุนให้เขาได้ออกไปเจอโลกภายนอก-โลกของการทำงานให้เร็วที่สุด และเมื่อออกไปเร็วแล้ว ก็ต้องมีระบบให้เขากลับเข้าระบบให้ง่ายที่สุด คือเมื่อออกไปเจอของจริงแล้ว ก็ต้องมีพื้นที่ให้เขากลับมาเติมความรู้ที่ยังขาดด้วย ฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องทลายกำแพงห้องเรียนออก

เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคที่คนสามารถเรียนรู้จากที่ไหนก็ได้ (e-Learning) ความรู้ในมหาวิทยาลัยต้องสามารถเปิดให้คนภายนอกมาเรียนและเลือกเรียนตามความสนใจของตนเองได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงใบปริญญา” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

รศ.ดร.พิภพ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือเรื่องงบประมาณสนับสนุนและเงื่อนไขของการให้งบ รัฐบาลควรทำให้อยู่ในรูปแบบที่เรียบง่าย โดยอาจแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ได้แก่ 1. งบMission Basedได้งบเท่าไหร่คิดจากจำนวนเด็กนักเรียน และ2. งบ Performance Basedถ้ามหาวิทยาลัยทำงานได้ดี มีคุณภาพ บรรลุตามเป้าหมายก็ได้งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มโดยรัฐบาลต้องกำกับให้น้อยที่สุด มีความยืดหยุ่นมากที่สุด และทุกอย่างให้ดูที่ผลลัพธ์ของการทำงาน

นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนอีกก็คือ การเปิดให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องของพาร์ตเนอร์ชิปให้กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เพราะหลายบริษัทมีความเก่งเทคโนโลยีก้าวไกลในเรื่องการวิจัยและพัฒนา สิ่งเหล่านี้ควรจะร่วมมือกันและเอาความรู้ทั้งภาคปฏิบัติกับภาคของการศึกษาผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วเปิดให้คนสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้

“ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดคือการปรับหลักสูตร เด็กไทยขึ้นชื่อว่ามีชั่วโมงเรียนมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแต่คุณภาพกับสวนทาง เพราะหลักสูตรการศึกษาไทยเน้นการเรียนเพื่อจำมากกว่าที่จะเรียนให้คิด ประเทศไทยควรพัฒนาให้นักเรียนเรียนรู้รอบด้านและตั้งคำถามได้ หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการต้องทำให้หลักสูตรมีความสมดุล สิ่งสำคัญคือต้องไม่เชื่อว่ายิ่งเด็กเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการควบรวมโรงเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพราะโดยทิศทางแล้วจะมีการควบรวมมากขึ้น โจทย์คือเมื่อควบรวมแล้ว มีงบประมาณเพิ่มขึ้นแล้ว จะทำอย่างไรให้ทั้งครู วิธีการสอน มีคุณภาพ

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในบรรยากาศการหาเสียง ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างเห็นตรงกันที่จะให้น้ำหนักความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง แต่การแก้ปัญหาระยะยาวได้อย่างยั่งยืนคือการทำให้คนมีความรู้ และทักษะสำคัญที่ทุกคนต้องมีคือ ‘ทักษะการดูแลกาย – ใจ’ เพื่อจะทำให้เขาเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม รวมถึง ‘ทักษะการต่อยอดความรู้’ เพราะ

ความรู้ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มหาวิทยาลัยและพรรคการเมืองควรสนับสนุนคือ การสร้างเครื่องมือกลไกให้คนสามารถที่จะเรียนรู้ต่อยอดไปถึงการมีทักษะสร้างอาชีพได้ด้วยตนเอง เช่น การที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตอยู่ในมือ รัฐบาลก็ควรทำแอปพลิเคชันที่ส่งเสริมความรู้และทักษะใหม่ ตามอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นมาอย่างเช่น influencer, youtuber, tiktoker

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวอีกว่า ขณะนี้ มธ. กลับไปสู่ความเป็นตลาดวิชาที่เปิดให้ทุกคนมาเรียนวิชาที่ตัวเองสนใจ เรียนแค่ไหนก็ได้ จะเรียนเพื่อรับปริญญาหรือไม่ก็ได้ ถ้าเป็นปริญญาตอนนี้มีปริญญาโทออนไลน์ 4 หลักสูตร คือ M.B.A.(Business Innovation), Data Science, Learning Innovation และ Applied AIโดยที่เปิดรับนักศึกษาแล้ว ได้แก่Business Innovation และ Data Science

ดังนั้น มธ. ในปัจจุบัน จึงกลายเป็นตลาดวิชาในยุคดิจิตอล ซึ่งไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลกก็สามารถเข้าถึงความรู้ที่ธรรมศาสตร์สร้างสรรค์ไว้ให้ได้