‘สมศ.’ เผยทิศทางและนโยบาย การประเมินคุณภาพฯ ปี’66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727907

‘สมศ.’ เผยทิศทางและนโยบาย  การประเมินคุณภาพฯ ปี’66

‘สมศ.’ เผยทิศทางและนโยบาย การประเมินคุณภาพฯ ปี’66

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมศ. เปิดนโยบายการประเมินคุณภาพภายนอกภายหลังสถานการณ์โควิด-19 พร้อมเดินเครื่องจัดทำแนวทางพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพภายนอก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ไตรมาส เน้นนำระบบเทคโนโลยีใช้สนับสนุนการประเมินตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ตลอดจนการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่าใน ปีนี้ สมศ.ได้จัดทำแนวทางในการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพภายนอก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ไตรมาส ได้แก่ ไตรมาสที่ 1 ปรับปรุงเครื่องมือการประเมินคุณภาพภายนอก การศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการอาชีวศึกษา และ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) พร้อมกำหนดวิธีการประเมินคุณภาพภายนอก ไตรมาสที่ 2 รับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) พร้อมประกาศกรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกใหม่สำหรับปี พ.ศ.2567 ไตรมาสที่ 3 พัฒนาระบบการคัดเลือกและสรรหาผู้ประเมินภายนอก ฝึกอบรมและพัฒนาผู้ประเมินภายนอก ทดลองประเมินนำร่อง KM/PLC ผู้ประเมินภายนอก ทดลองประเมินนำร่อง ไตรมาสที่ 4 ทดลองประเมินนำร่องทุกระดับการศึกษาข้างต้น และจัดทำรายงานสรุปผลเสนอต่อคณะกรรมการ สมศ.

“สำหรับแนวทางในการประเมินคุณภาพภายนอก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สมศ. ยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อพัฒนาการยกระดับคุณภาพ (QualityImprovement) โดยกำหนดวิธีการประเมินคุณภาพภายนอกที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา (วิธีการ (Online/Onsite) และจำนวนวันประเมิน (1-3 วัน) แตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนการประเมินตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ตลอดจนการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด” ดร.นันทา กล่าวทิ้งท้าย

จุฬาฯ เผยผลตรวจซีเซียม-137 ทุกพื้นที่ปลอดกัมมันตภาพรังสี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727911

จุฬาฯ เผยผลตรวจซีเซียม-137  ทุกพื้นที่ปลอดกัมมันตภาพรังสี

จุฬาฯ เผยผลตรวจซีเซียม-137 ทุกพื้นที่ปลอดกัมมันตภาพรังสี

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทีมผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วยอาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ และนิสิต ลงพื้นที่ประสบเหตุที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อตรวจวิเคราะห์ธาตุซีเซียม-137 จากตัวอย่างในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ อาหาร พืช ผักผลไม้ จากผลของการตรวจวิเคราะห์คือ “ไม่พบการปนเปื้อนของรังสี” และ “ไม่พบการแพร่กระจายซีเซียม-137 ในอากาศ” ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ซีเซียม-137 นิยมถูกนำมาใช้เป็นต้นกำเนิดรังสีแกมมาสำหรับประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมด้านต่างๆ เช่น การฉายรังสีอาหาร เครื่องวัดระดับของวัสดุในภาชนะ เครื่องวัดความชื้นและความหนาแน่น เครื่องวัดความหนาของแผ่นโลหะ และการหยั่งธรณีในอุตสาหกรรมการขุดเจาะ สำหรับงานทางด้านการแพทย์ซีเซียม-137 ถูกนำมาใช้ก็ในการฉายรังสีรักษามะเร็ง และสามารถถูกตรวจพบได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น ดิน และน้ำ ซึ่งซีเซียม-137 ที่แพร่กระจายและสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วโลกนี้เกิดมาจากฝุ่นกัมมันตรังสี หรือ fallout ที่เกิดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในบรรยากาศและจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในประเทศยูเครน อย่างไรก็ตาม ซีเซียม-137 จากฝุ่นกัมมันตรังสีเหล่านี้ได้เกิดการสลายตัวไปมากกว่า 1 ครึ่งชีวิต ทำให้มีปริมาณลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากที่เกิดขึ้น ดังนั้น การลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมบางแห่งจึงมีโอกาสพบซีเซียมอยู่ แต่ในปริมาณที่น้อยมากและไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด

ในกรณีที่ประชาชนในพื้นที่ยังไม่มั่นใจเรื่องการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ พร้อมให้บริการวิชาการและตรวจวัดรังสีด้วยเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึกความไวสูง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยติดต่อขอรับบริการได้ที่ ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โทร.02-2186781

วช. หนุนงานวิจัย ม.เกษตร มุ่งส่งเสริมโครงการพัฒนามูลค่าการเลี้ยงหอยมุก สู่อุตสาหกรรมความงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727928

วช. หนุนงานวิจัย ม.เกษตร มุ่งส่งเสริมโครงการพัฒนามูลค่าการเลี้ยงหอยมุก สู่อุตสาหกรรมความงาม

วช. หนุนงานวิจัย ม.เกษตร มุ่งส่งเสริมโครงการพัฒนามูลค่าการเลี้ยงหอยมุก สู่อุตสาหกรรมความงาม

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.59 น.

วช. หนุนงานวิจัย ม.เกษตร มุ่งส่งเสริมโครงการพัฒนามูลค่าการเลี้ยงหอยมุก สู่อุตสาหกรรมความงามและสุขภาพ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนงานวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาอุตสาหกรรมเลี้ยงหอยมุก หลังนักวิจัยไทยโชว์ฝีมือค้นพบเมือกหอยมุก สุดยอดแห่งโมเลกุลเพปไทด์และโปรตีนจำนวนมาก มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูสภาพชั้นผิวหนัง ลดการอักเสบ นับเป็นการศึกษาวิจัยที่สามารถค้นพบประโยชน์จากส่วนอื่น ๆ ของหอยมุกมากขึ้นกว่าเดิมนอกเหนือจากเปลือกและไข่มุก
     
ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา วช. ภายใต้กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างมากกับโครงการการเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลพลอยได้ และของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหอยมุกสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพและความงาม (ปี 2562) ของ ดร.สุพนิดา วินิจฉัย หัวหน้าโครงการฯ แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะปัจจุบันไข่มุกที่เกิดขึ้นจากหอยมุกนอกจากจะเป็นอัญมณีที่สวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญต่อสุขภาพด้านการปรับสมดุลร่างกาย และบำรุงผิวพรรณ นับว่าเป็นการสร้างมูลค่าที่ได้จากผงไข่มุก และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแทนที่จะกลายเป็นของเหลือทิ้ง


     
ดร.สุพนิดา วินิจฉัย หัวหน้าโครงการฯ แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยเรื่องนี้มาจากการพบว่าชาวจีนเป็นกลุ่มแรกที่นำไข่มุกมาบดละเอียดผสมกับสมุนไพรใส่ลงไปในเครื่องสำอาง เพื่อช่วยให้ผิวไม่มีริ้วรอย คงความชุ่มชื้นและชะลอความแก่ ตามความเชื่อของชาวจีนที่เชื่อว่าไข่มุกสามารถรักษาสมดุลการไหลเวียนของพลังชีวิต ขณะที่เปลือกของหอยมุกถือว่าเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตจากไข่มุกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้ประดับตกแต่งของใช้ ประดับบานประตูโบสถ์ และวิหารของวัด อีกทั้งเปลือกหอยมุกเมื่อบดเป็นผงยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นส่วนผสมในปูนซีเมนต์เพื่อก่อสร้างได้อีกด้วย ส่วนเมือกของหอยมุก (Pearl slime) จากรายงานผลการศึกษาวิจัยพบว่า สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและทางการแพทย์ได้ด้วยเนื่องจากเมือกของหอยมุกประกอบด้วยโมเลกุลของเพปไทด์และโปรตีนจำนวนมาก จึงสามารถช่วยการต้านเชื้อจุลชีพ ช่วยในการฟื้นฟูสภาพชั้นผิวหนัง นับว่าเป็นการศึกษาวิจัยที่ทางโครงการสามารถค้นพบการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ในส่วนต่าง ๆ ของหอยมุกมากขึ้นกว่าการเป็นเครื่องสำอางอย่างเดียว เท่ากับเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงมุกแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ (New value creation) เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแทนการปล่อยของเหลือทิ้ง
    
ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาและวิธีการสกัดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับส่วนของเมือกและเปลือกหอยมุกซึ่งเป็นของเหลือจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหอยมุก โดยใช้กรรมวิธีที่สามารถดำเนินการถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการในอนาคตต่อไป โดยจะเป็นการผลิตสารสกัดโปรตีนและแคลเซียมคาร์บอเนตจากเมือกหอยมุกและผงเปลือกหอยมุกจาก 3 พันธุ์ ได้แก่หอยมุกกัลปังหา (Pteria penguin) หอยมุกขอบดำ (Pinctada margaritifera) และหอยมุกจาน (Pinctada maxima) และศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการตลาดของของผลิตภัณฑ์จากเมือกและผงเปลือกหอยมุก ผลปรากฏว่า พบว่าสารสกัดโปรตีนจากผงเปลือกหอยมุก ทั้ง 3 สายพันธุ์ มีลักษณะเป็นผงแห้งสีขาวถึงขาวนวล สามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ดี มีกรดอะมิโนที่สำคัญสามารถออกฤทธิ์ต้านการอักเสบและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ไฟโบรบลาสต์บนผิวหนังของมนุษย์ได้ดี ส่วนการสกัดคอลลาเจนจากเมือกหอยมุก พบว่ามีปริมาณคอลลาเจนอยู่ในช่วง 17- 44 % จึงมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ สามารถออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในเซลล์ ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล Nation Center for Biotechnology Information 
     
สำหรับความสำเร็จสู่การนำไปใช้ หรือ ประโยชน์ที่เกิดจากงานวิจัย คือ ได้กระบวนการสกัดและสารสกัดจากโปรตีนจากผงเปลือกหอยมุกและสารสกัดคอลลาเจนจากเมือกหอยมุก ที่สามารถนำไปใช้เป็นสารป้องกันแสงแดดในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้ดี

อบจ.ฉะเชิงเทราประชุมผู้ปกครองนักเรียนในสังกัด อบจ.ฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727920

อบจ.ฉะเชิงเทราประชุมผู้ปกครองนักเรียนในสังกัด อบจ.ฉะเชิงเทรา

อบจ.ฉะเชิงเทราประชุมผู้ปกครองนักเรียนในสังกัด อบจ.ฉะเชิงเทรา

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.38 น.

วันที่ 1 พ.ค.66 ดร.กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดการประชุมผู้ปกครองนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนวัดสัมปทวน (บางแก้วพุทธิยาคาร) ต.สำปะทวน อ.เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยการจัดการประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในครั้งนี้เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบนโยบายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและการเรียนการสอนของโรงเรียนวัดสัมปทาน (บางแก้วพุทธิยาคาร) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปีการศึกษา 2566

สอศ.เชื่อมโยงข้อมูลอาชีวศึกษารวมเป็นหนึ่ง รับกระแสโลกดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727772

สอศ.เชื่อมโยงข้อมูลอาชีวศึกษารวมเป็นหนึ่ง รับกระแสโลกดิจิทัล

สอศ.เชื่อมโยงข้อมูลอาชีวศึกษารวมเป็นหนึ่ง รับกระแสโลกดิจิทัล

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ ดร.นิติ นาชิต ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ เป็นประธานการประชุมบูรณาการสำนัก/หน่วย/ศูนย์ ที่มีระบบฐานข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้เป็นระบบเดียวกัน ภายใต้แนวคิด One System for OVEC One Team ณ หอประชุมคมสันวิทยาคาร วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี

ดร.นิติ นาชิต ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดเผยว่า สอศ.ดำเนินการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงให้เป็นหนึ่งเดียว (One OVEC One System) โดยนำระบบดิจิทัลมาบูรณาการและการประยุกต์ใช้ เพื่อหนุนเสริมระบบคุณภาพผ่านแนวคิด Single Sign On สนับสนุนการดำเนินงานอาชีวศึกษาทวิภาคีคุณภาพสูง โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วย ฐานข้อมูลสถานประกอบการและความร่วมมือ ของสำนักความร่วมมือ ระบบฐานข้อมูลทวิภาคี ของศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี ฐานข้อมูลนักเรียนนักศึกษา การจัดการวิชาการ ในระบบ ศธ.02 ออนไลน์ ของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและกำลังคนอาชีวศึกษา และฐานข้อมูลหลักสูตรตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ซึ่งเป้าหมายในการดำเนินการบูรณาการทำงานในครั้งนี้ จะมีระบบฐานข้อมูลในการบริหารจัดการ ทั้งข้อมูลสถานประกอบการ ข้อมูลการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ข้อมูลการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ที่มีเอกภาพ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อการพัฒนาประเทศ

สมาคมนักข่าวฯมอบทุนการศึกษาประจำปี 2566 ให้ทุนส่งเสริมบุตร-ธิดานักข่าว 61 ทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727693

สมาคมนักข่าวฯมอบทุนการศึกษาประจำปี 2566 ให้ทุนส่งเสริมบุตร-ธิดานักข่าว 61 ทุน

สมาคมนักข่าวฯมอบทุนการศึกษาประจำปี 2566 ให้ทุนส่งเสริมบุตร-ธิดานักข่าว 61 ทุน

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 23.15 น.

“สมาคมนักข่าวฯ”มอบทุนการศึกษาประจำปี 2566  ให้ทุนส่งเสริมบุตร-ธิดานักข่าว 61 ทุน ส่วน “มูลนิธิเอสซี” จีมอบทุนต่อเนื่องถึงป.ตรี 10 ทุนเป็นปีที่ 16  ย้ำเรียนรู้เพื่ออยู่รอด-เป็นประโชน์ต่อประเทศ “นายกสมาคมนักข่าวฯ”หวังเป็นจุดเชื่อมโยงดูแลสวัสดิการเพื่อนร่วมวิชาชีพ เล็งยกระดับความรู้นักข่าว

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ทำการชั่วคราว สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ศูนย์การค้าบางซื่อจังชั่น  สมาคมนักข่าวฯ ร่วมกับมูลนิธิเอสซีจี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2566

โดยนายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่รู้สึกอบอุ่นและดีใจที่ได้เห็นวันที่เสมือนหนึ่งเป็นการรวมครอบครัวนักข่าวมาอยู่ที่นี่ ภายใต้การทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงในด้านการดูแลสวัสดิการของทุกท่าน นอกเหนือจากเรื่องอื่นๆ คือเรื่องการปกป้องสิทธิเสรีภาพ การติดตามสัมพันธ์กับต่างประเทศในเรื่องความร่วมมือทางด้านวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกับด้านนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชน  รวมทั้งการยกระดับความรู้ของบรรดานักข่าวทั้งหลาย นอกจากนั้นเรายังมีกิจกรรรมด้านอื่นๆ ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับสมาชิก ซึ่งอยากให้สมาชิกสมาคมนักข่าวติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งหมดอยู่บนความไว้วางใจที่สมาชิกทุกคนมีต่อสมาคมนักข่าวฯ และกรรมการบริหารชุดนี้

นายมงคล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เหตุผลที่น้องๆ ได้รับทุนเป็นเพราะพ่อแม่ของเราทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชน และได้รับความเชื่อถือยอมรับจากสังคม เพื่อหวังว่าให้สื่อมวลชนซึ่งเป็นพ่อแม่ของเราทำหน้าที่ภายใต้จริยธรรมที่ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อสังคมย้อนกลับมา เป็นการลดความขัดแย้ง ลดการหลอกลวงซึ่งจะทำไห้สังคมดีขึ้น เศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบ บริษัทเอกชนทั้งหลายที่สนับสนุนน้องๆ ก็จะสามารถประกอบอาชีพอย่างสุจริตได้โดยไม่เดือดร้อน ทั้งหมดนี้มีที่มาทั้งสิ้น ดังนั้นไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ เมื่อได้รับทุนแล้วต้องเรียนให้ดี เพราะนั่นคือความภาคภูมิใจและเป็นการแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ต่อไป

ด้านนายพีรดนย์ ทองแท้ ผู้ช่วยกรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี  กล่าวว่า มูลนิธิฯ ดำเนินการมอบทุนการศึกษามาแล้ว 60 กว่าปี เป็นจำนวน 1 แสนกว่าทุน โดยในส่วนของสมาคมนักข่าวฯ มอบทุนมาแล้วเป็นระยะเวลา 16 ปี ซึ่งเราเล็งเห็นความสำคัญว่าคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นนักข่าวเสียสละเวลาทำประโยชน์ให้เพื่อประชาชนและประเทศ จึงอยากจะเข้ามาแบ่งเบาภาระในส่วนนี้  ทั้งนี้ทุนของมูลนิธิเอสซีจีเป็นทุนที่ให้เปล่าจนถึงระดับปริญญาตรี  ไม่มีภาระผูกพัน  ที่ผ่านมาเราก็มองดูว่าความเปลี่ยนแปลงของสังคมมุ่งไปทางไหนซึ่งอาจจะมีในเรื่องทางด้านวิชาชีพสายอาชีวะเราก็สนับสนุนในส่วนนั้นเช่นกัน   โดยทางมูลนิธิให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่ออยู่รอดด้วย เป็นเรื่องของการเรียนเร็ว จบเร็ว และมีงานทำ เมื่อมีการเรียนแล้วที่สำคัญต้องอยู่รอดได้ด้วย มีความรู้สามารถสร้างรายได้เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

ขณะที่นายวัฒนะชัย ยะนินทร อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า สำหรับทุนการศึกษาที่ทางสมาคมฯ มอบให้กับบรรดาลูกหลานสมาชิกสมาคมฯ นั้นจัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยแบ่งออกเป็น 2 ทุน คือทุนส่งเสริม การศึกษาบุตร-ธิดานักข่าว (ทุนของสมาคมฯ) ได้มีการมอบมาตั้งแต่ปี 2498 นับตั้งแต่มีการก่อตั้งสมาคมฯ เป็นครั้งแรกรวม 68 ปี กระทั่งปี 2551 มูลนิธิเอสซีจี ได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา จึงได้เข้ามาสร้างโอกาสให้กับบรรดาลูกหลานสมาชิกสมาคมฯ โดยมอบทุนต่อเนื่องแบบให้เปล่าปีละ 10 ทุน โดยมีเงื่อนไขเกรดเฉลี่ยต้องไม่ต่ำกว่า 2.5 ขึ้นไป โดยปีนี้มีผู้รับทุนส่งเสริมฯ ทุนละ 5,000 บาท จำนวน 61 คน และทุนต่อเนื่องของมูลนิธิเอสซีจี เป็นปีที่ 16  จำนวน 10 ทุน  

รวมทั้งได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนอาหาร เครื่องดื่มและของที่ระลึกสำหรับลูกหลานนักข่าว ประกอบด้วย  บริษัท ซีพีเอฟจำกัด (มหาชน)  Zen Restaurant  Holding   บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (Snack Box)  ธนาคารออมสิน  บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด  Krispy Kreme Thailand  ธนาคารไทยพาณิชย์ มูลนิธิปอเต็กตึ้ง  บริษัท วิริยะประกันภัย จํากัด (มหาชน) และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)

‘ตรีนุช’เร่งอพยพนักเรียนไทยในซูดานกลับบ้านเกิด อำนวยความสะดวกให้ต่อในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727583

'ตรีนุช'เร่งอพยพนักเรียนไทยในซูดานกลับบ้านเกิด อำนวยความสะดวกให้ต่อในไทย

‘ตรีนุช’เร่งอพยพนักเรียนไทยในซูดานกลับบ้านเกิด อำนวยความสะดวกให้ต่อในไทย

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.00 น.

“ตรีนุช” เร่งอพยพนักเรียนไทยในซูดานกลับบ้านเกิด ย้ำ ศธ. พร้อมอำนวยความสะดวกการศึกษาต่อในไทย

วันที่ 28 เมษายน 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อม นายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่พบปะให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษาไทย ที่เดินทางกลับจากสาธารณรัฐซูดานด้วยสถานการณ์ความไม่สงบ ณ ท่าอากาศยานปัตตานี กองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ 9 อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี 

รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยคนไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา พร้อมช่วยเร่งดำเนินการพาน้อง ๆกลับมาแผ่นดินไทย และในวันนี้ดิฉันก็ตั้งใจจะมาพบปะกับนักเรียน นักศึกษาไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ที่สาธารณรัฐซูดานกลับสู่ประเทศไทย จากการสำรวจจำนวนนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดาน พบว่ามีนักศึกษาไทยกว่า 150 คน ได้ศึกษาต่อในประเทศซูดาน ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อในสาขาแพทย์ กฎหมายอิสลาม และทางศาสนา ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในสาธารณรัฐซูดาน ระหว่างกองทัพซูดานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ Rapid Support Forces (RSF) ในกรุงคาร์ทูม เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา หน่วยงานหลักของภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มีการประสานงานและจัดตั้ง ศูนย์ประสานงาน นักเรียน นักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ (ศป.นศ.จชต.) ภายในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ส่งข้อมูลจากญาติและผู้ปกครองของนักศึกษาเพื่อดูแลความปลอดภัยในการเดินทาง โดยกองทัพอากาศได้จัดเตรียมเครื่องบิน เพื่ออพยพคนไทยกลับแผ่นดินเกิด ระหว่างวันที่ 27 – 28 เมษายน 2566 จำนวน 3 เที่ยวบิน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศค.จชต. ร่วมกับ ศอ.บต. กระทรวงอุดมศึกษาฯ และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ได้เตรียมความพร้อมและประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ในกรณีที่นักศึกษาประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาต่อในประเทศไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พร้อมการเทียบโอนรายวิชาเพื่อรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เป็นการลดอัตราการตกหล่นของผู้เรียน (Learning Loss) สำหรับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาแล้ว จะอำนวยความสะดวกในการเทียบคุณวุฒิการศึกษา

“ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ ในการอพยพ ประชาชน นักเรียน นักศึกษาไทยที่พำนักอยู่ในสาธารณรัฐซูดาน กลับมายังภูมิลำเนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในกรณีที่นักเรียน นักศึกษา มีความประสงค์จะศึกษาต่อในประเทศไทย ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อจัดเตรียมสถานที่เรียนให้มีความพร้อม ทั้งนี้ นักศึกษาสามารถเทียบคุณวุฒิการศึกษา และเทียบโอนรายวิชาได้  หากนักศึกษามีความประสงค์จะกลับไปเรียนต่อหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะมีการเตรียมความพร้อม และสร้างความเข้าใจแก่นักศึกษา ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว

มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727554

มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 09.05 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน 2566

วันที่ 29 เมษายน 2566 เวลา 06.39 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน 2566 โดยมี นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายปรีชา เดชพันธุ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นางจิรวรรณ เพ็ญพาส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศิธร จันทมฤก นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 20 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล โดยได้รับเมตตาจาก เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เดินบิณฑบาต เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติฯ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายธูปเทียนแพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และ ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีฯ กล่าวถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยมีใจความสำคัญว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ได้ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงสืบสานพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนาสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น ทรงเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสมัครใจช่วยเหลือผู้อื่น ทรงยอมเสียสละกำลังพระวรกาย เวลาส่วนพระองค์ และพระสติปัญญา ในการทรงงานที่เป็นสาธารณประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ก็ทรงมุ่งมั่นในการศึกษาในระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อมีโอกาสก็ได้เสด็จมาทัศนศึกษาเรื่องราวของประเทศไทยในสถานที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้งยังทรงสนพระทัยในธรรม ด้วยการเสด็จไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล อีกทั้งยังได้ทรงสนทนาธรรมกับเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นการส่วนพระองค์ อยู่เป็นเนืองนิจ

“เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการปฏิบัติบูชาผ่านกิจกรรมจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ในทุกจังหวัด ทั่วประเทศ และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2566 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th/index.php/home/index/24 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย   

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727549

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น “ตลาดร้อยปี คลอง 12” พร้อมพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน

วันที่ 28 เมษายน 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตลาดร้อยปี คลอง 12 หกวา ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการวิจัยภายใต้แผนงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research : CBR) ประจำปี 2565 (ภาคกลาง) โดยมี ผศ.ดร.ดรุณศักดิ์ ตติยะลาภะ แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินโครงการ “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน” และ ผศ.ดร.พิษณุ แก้วตระพาน แห่ง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดำเนินการโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” พร้อมนี้ ผศ.ดร.ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ กลไกบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากภาคกลาง  คณะนักวิจัยและผู้นำชุมชน ประกอบด้วย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำไทร  นายกสมาคมสภาองค์กรชุมชนคนปทุมธานี ผู้ประสานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดปทุมธานี เจ้าของตลาด ผู้ประกอบการร้านค้า ให้การต้อนรับ

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการ รมว.อว. กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้สนับสนุนงานวิจัยเพื่อชุมชนท้องถิ่น จากการวิจัยโดย วช. มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ภายใต้แผนงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research : CBR) ประจำปี 2565 (ภาคกลาง) ซึ่ง วช. ได้ให้ทุนวิจัยแก่ มรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ ในการดำเนินโครงการ “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน” เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพ ความเข้มแข็งของคนในชุมชน ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านกระบวนการพัฒนาท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวและสร้างระบบกลไกในด้านท่องเที่ยววิถีชุมชนย่านเมืองเก่า ตลาดดร้อยปี คลอง 12 แห่งนี้ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการสนับสนุนการท่องเที่ยวในชุมชน ซึ่งมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน  และสำหรับโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” และสนับสนุน สจล. นำองค์ความรู้มาจัดการรูปแบบของสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 4 คลอง ตั้งแต่คลอง 10 ถึงคลอง 13 โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ในการดำเนินงาน ซึ่งจะสร้างความร่วมมือกันระหว่างเกษตรกร ผ่านการร่วมคิดร่วมดำเนินการภายใต้กระบวนการวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ผศ.ดร.ดรุณศักดิ์ ตติยะลาภะ แห่ง มรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. ให้ดำเนินการโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT)” เป็นงานวิจัยที่เกิดจากการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ร่วมกับนักวิจัยชุมชน ในการพัฒนาพื้นที่ย่านเมืองเก่า ให้กับมาพลิกฟื้นโดยผ่านการพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่เป็นชุมชนที่มีทรัพยากรที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนด้วยการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวและสร้างระบบกลไกในด้านท่องเที่ยววิถีชุมชนย่านเมืองเก่าบนฐานการมีส่วนร่วมชุมชน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำบนฐานการมีส่วนร่วมชุมชน โดยมีกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

ด้าน ผศ.ดร.พิษณุ แก้วตระพาน แห่ง สจล. หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้น าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” ได้รับทุนจาก วช. เพื่อทำการศึกษาและวิเคราะห์ สถานการณ์ของการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง ตั้งแต่คลอง 10 ถึงคลอง 13 โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกร มีการพัฒนารูปแบบและกลไกสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร และสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของเกษตรกร การวิจัยมีลักษณะเป็นงานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) โดยการวิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การสังเกตการณ์ และมีการใช้เครื่องมือวิจัยชุมชนแบบมีส่วนร่วม เช่น timeline แผนที่เดินดิน โอ่งชีวิต และ ตุ๊กตาเกษตรกร เป็นต้น  งานวิจัยนี้ มีการขับเคลื่อนผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย ชุมชน เกษตรต้นแบบ และภาคีเครือข่าย ผ่านการร่วมคิดร่วมดำเนินการภายใต้กระบวนการวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ในการนี้ ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการ รมว.อว. และคณะ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าของโครงการวิจัยทั้งสองโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. พบว่า ตลาดร้อยปีแห่งนี้ มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาให้มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากได้ อีกทั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ยังได้ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะแก่นักวิจัยเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
 

‘เอนก’ ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727420

'เอนก' ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

‘เอนก’ ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.52 น.

“เอนก เหล่าธรรมทัศน์ “ย้ำชัด”  นักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้   ด้านซีอีโอชั้นนำของประเทศ “รับลูก” ความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรม เป็นกุญแจดอกสำคัญช่วยไขโจทย์ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรม     

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)  ภายใต้สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “ บพข. สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย เชื่อมโลกด้วยวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566  หรือ PMUC Research for Thailand’s Competitiveness 2023”  ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันก่อน  เพื่อเปิดชเวทีในการขับเคลื่อนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานวิจัยภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  โดยมี  “ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์”   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ  ในหัวข้อ  “อว. กับความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการผลักดันเศรษฐกิจไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  กล่าวว่า   ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ยากจน ซึ่งจริง ๆ แล้วประเทศไทยเป็นประเทศมีรายได้ปานกลางระดับบน  และจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2580  ซึ่งหลายๆ หน่วยงานรวมถึง อว. จะร่วมขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยใหญ่ติดอันดับ 24 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ซึ่งไทยถือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและยังเป็นจุดที่เชื่อมโยงไปยังเอเชียตะวันออก  ทำให้เมื่ออาเซียนรวมกับจีนและอินเดียแล้ว จะมีขนาดเศรษฐกิจถึง 1 ใน 3 ของโลก และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การที่ประเทศไทยอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นเลิศ  จะเป็นแรงเสริมทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสูงยิ่งขึ้น

“ จากการดำเนินงานของ บพข.ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของนักวิจัยไทยในยามวิกฤติที่สามารถพัฒนางานวิจัยต่าง ๆ ได้ดี ทั้งการพัฒนาชุดตรวจ วัคซีนและห้องความดันลบต่าง ๆ  ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการคิดจากเดิมที่เคยแต่ซื้อเทคโนโลยี มาเป็นการพัฒนาได้เอง เราไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่จะทำให้บางจุดเกิดเร็วขึ้น  แต่มีข้อแม้ว่าหากเราจะรับความช่วยเหลือจากใครจะต้องเป็นความช่วยเหลือที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น และอยากให้คนไทยเชื่อว่า เราสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้  อย่างเช่น การสร้างยานอวกาศ ที่อยากให้ทุกคนรอดูความสำเร็จในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า    ผมมองว่าประเทศไทยมีการเจริญเติบโตเยอะมาก  และค่อนข้างชัดเจนว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยนับวันจะสูงขึ้น ทั้งความสามารถด้านยา เครื่องมือการแพทย์ ด้านการเกษตร การสร้างโรงงานต้นแบบ รวมถึงการสร้างศูนย์วิจัยร่วมกับ 8 มหาวิทยาลัย  คนไทยอาจไม่ใช่คนที่เก่งมากแต่เป็นคนที่ใครๆ ก็อยากทำงานด้วย”

5 ซีอีโอชั้นนำของประเทศ “มั่นใจ”การวิจัยและนวัตกรรมจะเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกความท้าทายในภาคอุตสาหกรรม     

ทั้งนี้ภายในงาน ได้มีการเสวนาจุดประกายเศรษฐกิจในหัวข้อ “ The CEO views: Thailand Competitiveness, Achievement through Research and Innovation”  เพื่อนำเสนอมุมมองและวิสัยทัศน์ของ  ผู้นำองค์กรชั้นนำของประเทศในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศ  และการปรับตัวให้พร้อมรับกับสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   โดยผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล  นายสุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)  นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)   และนายอราคิน รักษ์จิตตาโภค หัวหน้าทีมขับเคลื่อนนวัตกรรม AIS NEXT บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)  โดยมี ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล    กล่าวถึงระบบนิเวศนวัตกรรมว่า ต้องเป็นนโยบายแห่งชาติ    โดยระบบนิเวศจะต้องเป็นการทำงานร่วมมือกันแบบไม่มีเงื่อนไข ไร้ขอบเขต ไม่มีข้อจำกัดและต้องอยากที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เกิดความเชื่อมโยง และที่สำคัญต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ  การสร้างระบบนิเวศจึงสำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องงานวิจัยที่ต้องมองตลาดเป็นหลัก และเมื่อนักวิจัยทำสำเร็จแล้วไม่จำเป็นต้องรอเอกชนเข้ามาแต่ควรจะมีเวทีหรือแพลตฟอร์มให้ผู้วิจัยและผู้ใช้งานวิจัยได้มีพบกัน 

ทั้งนี้กลุ่มมิตรผลได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 และมีการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยมีเป้าหมายคือ 1%  รายได้   ซึ่งเริ่มวิจัยตั้งแต่พันธุ์อ้อยไปจนถึงการนำไบโอเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และของเหลือในกระบวนการผลิต มีการขาย CO2  หรือคาร์บอนเครดิต  และปัจจุบันกำลังดูเรื่องพลังงานชีวภาพสำหรับอากาศยาน ซึ่งจำเป็นต้องใช้การศึกษาวิจัยอีกมาก  

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย    กล่าวว่า   การเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกทั้งเรื่องดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น  สงครามเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมระดับโลกที่มาจากภายนอกประเทศ ส่วนความท้าทายที่มาจากภายในประเทศเองคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการที่ประเทศไทยอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน ซึ่งตัวเลขปี 2565 เป็นปีแรกที่อัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราผู้เสียชีวิต เรียกได้ว่าประเทศไทยย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์  ซึ่งเป็นความท้าทาย เพราะสิ่งนี้ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังลดลง  ประกอบกับในปี 2565  ไอเอ็มดีได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง 5 อันดับ จากอันดับที่ 28 ( ปี2564 ) เป็นอันดับที่  33 ( ปี 2565 ) และนี่คือสิ่งที่ได้ชี้ชัดว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยควรที่จะรีบพัฒนา ซึ่งต้องชื่นชมกระทรวงอว.ที่ได้มีการพัฒนาและทลายกำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน  

“วันนี้เรามีโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมที่ชัดเจน โดยมุ่งไปที่อุตสาหกรรมใหม่ คือ เอสเคิร์ฟใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  เศรษฐกิจบีซีจี  ซึ่งมีต้นแบบการนำไบโอเทคโนโลยีไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ  และสุดท้ายคือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ภาคอุตสาหกรรมมีโจทย์ชัดเจนคือเรื่องความยั่งยืน พลังงานสีเขียว และพลังงานสะอาด ซึ่งภาคอุตสาหกรรมพร้อมที่จะทำงานกับนักวิจัย ขณะที่เอสเอ็มอี ที่ต้องการพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี  นั้นจะต้อง Go Digital , Go Innovation  และ Go Global” 

ขณะที่นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)    กล่าวว่าบริษัททำธุรกิจนี้มาเกือบ 50 ปี มีการแข่งขันในตลาดโลกทำให้ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยบริษัทตัดสินใจลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมเมื่อปี 2557 ปัจจุบันมีนักวิจัยกว่า 100 คนและมีแพลตฟอร์มให้นักวิจัยร่วมมือกันในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน  ซึ่งความท้าทายของอุตสาหกรรมนี้ ก็คือผลกระทบจากการเกิดสงครามที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ สูงขึ้น ซึ่งจะต้องดูว่าจะเอานวัตกรรมเข้ามาช่วยได้อย่างไร 

“สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน มองว่าเป็นเรื่องของการลดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย  ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี  อยากให้ภาครัฐและสถาบันการศึกษาเข้าใจว่า วันนี้เราต้องมองถึงการไปแข่งขันในตลาดโลก เราจะช่วยเอกชนให้ออกไปต่อสู้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วโลกได้อย่างไร ด้วยงบประมาณประเทศที่มีจำกัด ดังนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญว่ายุทธศาสตร์ประเทศไทยจะไปทางไหน เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ภาครัฐควรจะต้องเข้าใจบริบทของโลกและเข้าใจบทบาทของตัวเองว่าไม่ได้เป็นผู้กำกับกฎเกณฑ์ แต่ควรเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและควรปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐเองด้วยทั้งด้านความรวดเร็วและความต่อเนื่อง”

ขณะที่นายสุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)   หรือเอสซีจี  กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของการทำนวัตกรรมคือจากเดิมบริษัทจะทำนวัตกรรมเพื่อใช้เองหรือตอบโจทย์สินค้า แต่ปัจจุบันสินค้าทุกอย่างในอนาคตต้องตอบโจทย์ใน 2 เรื่องคือ  Low  Waste  และ Low   Carbon ซึ่งเอสซีจีบุกเบิกเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียนและพยายามทำอย่างเต็มที่ มีการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็น Low   Carbon มากที่สุด จากฟอสซิลให้เป็นวัสดุชีวภาพ และที่ถือว่าเป็น นิวฟรอนเทียร์ สำหรับเอสซีจีก็คือการเอาคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้   ซึ่งในอนาคตสิ่งที่เราผลิตออกไปอาจจะเป็นสิ่งที่ GREEN ที่สุด

นายอราคิน รักษ์จิตตาโภค  หัวหน้าทีมขับเคลื่อนนวัตกรรม AIS NEXT บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)    หรือเอไอเอส กล่าวว่า  เอไอเอสก็โดนดิสรัปเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น  ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีพาร์ทเนอร์มาช่วย   มองว่าปัจจุบันทุกบริษัทจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต และเมื่อเห็นเทรนด์ที่จะทำกับธุรกิจของตนเองแล้ว บางเทคโนโลยีอาจจะสร้างเองหรือถ้าต้องการอย่างรวดเร็วก็คือการซื้อมาใช้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คือ อย่าทำเองคนเดียวทั้งหมด ให้ใช้ความเป็นพาร์ทเนอร์ชิฟกับภาครัฐและภาคเอกชนให้มากที่สุด 

สำหรับการจัดงาน “ บพข. สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย เชื่อมโลกด้วยวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566  หรือ PMUC Research for Thailand’s Competitiveness 2023”   บพข. จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-26 เมษายน 2566 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยเด่น จาก บพข. สำหรับผู้ประกอบการหรือนักลงทุน ที่มองหางานวิจัยพร้อมใช้  ได้มีโอกาสพบปะกับนักวิจัยเจ้าของผลงานที่พร้อมก้าวเดินและร่วมผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับผู้ใช้ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม   โดยกิจกรรมที่น่าสนใจนอกจากการเสวนาวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ  การนำเสนอผลงานวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง  หรือ Research Pitching   กิจกรรม Hackathon    ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการและเขียนโครงการขอรับทุนวิจัย  ฯ   แล้วยังมีการนำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยไทย ที่ บพข. ให้การสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงตัวอย่างผลงานวิจัยที่ได้รับการผลักดันจนสามารถออกสู่ตลาดได้สำเร็จอีกด้วย