‘ทูตอินโด’ถวายพระพร ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699928

'ทูตอินโด'ถวายพระพร 'สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา'ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

‘ทูตอินโด’ถวายพระพร ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.39 น.

“ทูตอินโด” ถวายพระพร “สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา”ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

22 ธันวาคม 2565 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สำนักพระราชวัง นายพิสูตร ยังเขียวสด ผู้บริหารนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว ณ ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นายระหมัด บูคีมัน เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย, นายพิสูตร ยังเขียวสด ผู้บริหารนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก  โจหลุยส์ ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน  -009

คนไทยเชื้อสายจีนในเบตงทำพิธีไหว้ขนมบัวลอยขอพรให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699847

คนไทยเชื้อสายจีนในเบตงทำพิธีไหว้ขนมบัวลอยขอพรให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวร

คนไทยเชื้อสายจีนในเบตงทำพิธีไหว้ขนมบัวลอยขอพรให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 12.12 น.

ชาวไทยเชื้อสายจีนเบตง สืบทอดประเพณีไหวขนมบัวลอยหรือ “เทศกาลตังโจ่ย” เพื่อขอบคุณฟ้าดินที่ได้ช่วยให้การดำรงชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถดำรงมาได้อย่างราบรื่นตลอดทั้งปี และขอให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

วันที่ 22 ธ.ค.65 ซึ่งเป็นเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย หรือเทศกาล ตังโจ่ย คือ วันเปลี่ยนเทศกาลเป็นฤดูหนาว มีลักษณะเป็นวันที่พระอาทิตย์จะส่องแสงสั้นที่สุด หรือวันที่เป็นจุดสูงสุดในฤดูหนาว โดยเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย ถือเป็นเทศกาลสุดท้ายของชาวไทยเชื้อสายจีนในรอบหนึ่งปีปฏิทิน ซึ่งในเทศกาลนี้จะมีการทำขนมบัวลอย หรือขนมอี๋ มาไหว้ฟ้าดิน ปึงเถ่ากง ตี่จู๋เอี๊ย (เจ้าที่) เพื่อขอบคุณที่ได้ช่วยให้การดำรงชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว สามารถดำรงมาได้อย่างราบรื่นตลอดปีที่ผ่านมา และเพื่อขอพรให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน และช่วยคุ้มครองคนในครอบครัวด้วย

อำเภอเบตง เป็นเมืองที่มีความเป็น “สังคมพหุลักษณ์” เป็นเมืองที่ประชากรที่มีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม อาศัยอยู่ในภายการปกครอง และเศรษฐกิจเดียวกัน โดยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ โดยที่ไม่มีความขัดแย้งในพื้นที่ ต่างจากเมืองอื่นๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยสภาพสังคมส่วนใหญ่ของเมืองเบตง ประกอบด้วย 3 กลุ่มใหญ่คือ คนไทยพุทธ ไทยมุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งคนไทยมุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีนจะมีสัดส่วนค่อนข้างมากกว่าคนไทยพุทธ และเป็นคนกลุ่มใหญ่ในอำเภอเบตง

แม้อำเภอเบตง จะมีความเป็นสังคมพหุลักษณ์ ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีหลายแซ่ ในเมืองเบตงยังคงมีวิถีชีวิต ประเพณีของผู้คนที่แสดงถึงความเป็นจีนไว้เกือบทุกอย่าง รวมถึงภาษาที่ผู้คนใช้สื่อสารกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นภาษาจีน โดยคนจีนในเบตงส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพมาจากหลายมณฑลในประเทศจีนกว่า 100 ปีที่ผ่านมา และกลุ่มคนจีนจากพรรคคอมมิวนิสต์มลายาจากประเทศมาเลเซีย ที่หนีเข้ามาอาศัยในอำเภอเบตง

ปัจจุบันคนไทยเชื้อสายจีนในอำเภอเบตงมีการรวมตัวกันก่อตั้งเป็นมูลนิธิ หรือสมาคมแล้วถึง 5 องค์กร ประกอบด้วย บำเพ็ญบุญ มูลนิธิ (กวางไส) สมาคมกว๋องสิ่ว เบตง สมาคมบำรุงราษฎร์ (แต้จิ๋ว) เบตง สมาคมฮากกา และสมาคมฮกเกี้ยน และทั้ง 5 สมาคมจีนนี้ได้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ชื่อของมูลนิธิอำเภอเบตง ซึ่งในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา มีคนไทยเชื้อสายจีน เช่น กวางไส ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และจีนแคะ

โดยเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย หรือเทศกาลตังโจ่ย หนึ่งในเทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน เพื่อขอบคุณฟ้าดินที่ได้ช่วยให้การดำรงชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถดำรงมาได้อย่างราบรื่นตลอดทั้งปี ขนมบัวลอย หรือขนมอี๋ ก็คือ บัวลอยในน้ำเชื่อมนั่นเอง คนจีนฮกเกี้ยนเรียกวันนี้ว่า “ไหว้ตั่งเจะ” หรือภาษาจีนกลางเรียกว่า “ต๊งจรื้อ” ซึ่งเป็นวันในฤดูหนาวที่กลางวันจะมีเวลาน้อยที่สุดในรอบปี ซึ่งเป็นประเพณีของมนุษยชาติแทบจะทุกเผ่าพันธุ์จะเกี่ยวเนื่องกับฤดูกาล เพราะฤดูกาลเป็นตัวกำหนดวิถีแห่งการเพาะปลูก การไหว้บรรพบุรุษของคนจีนจะเกี่ยวเนื่องกับฤดูกาลทั้งสิ้น ซึ่งในเช้าวันนี้เริ่มต้นกับการไหว้ขนมอี๋และตามด้วยการไหว้อาหารคาวหวานในตอนสาย ปิดท้ายด้วยการกินอาหารมื้อเที่ยง ซึ่งก็คืออาหารจากการไหว้นั่นเอง – 003 

วธ.ร่วมกับ 5 องค์การศาสนา ถวายพระพรแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699669

วธ.ร่วมกับ 5 องค์การศาสนา ถวายพระพรแด่  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วธ.ร่วมกับ 5 องค์การศาสนา ถวายพระพรแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้นำ 5 องค์การคริสต์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาเข้าร่วม ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฎ์ กระทรวงวัฒนธรรมวันที่ 19 ธันวาคม 2565

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2565 พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้รับทราบแถลงการณ์ต่างห่วงใยและปรารถนาร่วมถวายพระพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับ 5 องค์การทางศาสนา จึงได้จัดพิธีทางศาสนาถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้หายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์โดยเร็ว ประกอบด้วยองค์การทางศาสนาพุทธ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตตภาวนา องค์การทางศาสนาอิสลาม จัดพิธีดุอาอ์ขอพร องค์การทางศาสนาคริสต์ จัดพิธีบูชาขอบพระคุณ พิธีนมัสการพระเจ้า สวดภาวนาและอธิษฐานถวายพระพร องค์การทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู จัดพิธีสวดมนต์ถวายพระพร และองค์การทางศาสนาซิกข์ จัดพิธีสวดอัรดาสขอพรจากพระศาสดาและถวายพระพร ณ ศาสนสถานตามหลักศาสนบัญญัติของศาสนานั้นๆ ในสังกัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา

นายอิทธิพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานสังกัด ทั้งในส่วนกลาง และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในส่วนภูมิภาคได้จัดโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระรูปของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ สถานที่ตั้งให้มีความงดงามและเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร และจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล เพื่อเป็นการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี และถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนทุกศาสนา และทุกภาคส่วนทั่วประเทศได้ร้อยรวมใจ ร้อยรวมพลังร่วมกันประกอบพิธีณ ศาสนสถานตามหลักบัญญัติของศาสนานั้นๆทั่วประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน

ผู้บริหาร ม.ศรีปทุม บรรยายพิเศษที่สำนักศาลยุติธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699659

ผู้บริหาร ม.ศรีปทุม บรรยายพิเศษที่สำนักศาลยุติธรรม

ผู้บริหาร ม.ศรีปทุม บรรยายพิเศษที่สำนักศาลยุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สุบิน ยุระรัช ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยและ ผศ.ดร.นิสิต อินทมาโน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษที่สำนักศาลยุติธรรม ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนานักวิจัยของศาลยุติธรรม : นักวิจัยต้นแบบสู่การพัฒนางานวิจัยศาลยุติธรรม” เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคลากร ได้มีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนากฎหมายพร้อมเพิ่มศักยภาพระบบการอำนวยความยุติธรรม และระบบงานที่เกี่ยวข้องจัดโดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์

หัวเว่ย จับมือ สกมช. ร่วมสร้าง บุคลากรไอซีทีหญิง ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699663

หัวเว่ย จับมือ สกมช. ร่วมสร้าง  บุคลากรไอซีทีหญิง ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

หัวเว่ย จับมือ สกมช. ร่วมสร้าง บุคลากรไอซีทีหญิง ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ศูนย์ประสานงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ด้านโทรคมนาคม (TTC-CERT) และบริษัท สยามถนัดแฮกจัดการแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับสตรี (Women : Thailand Cyber Top Talent 2022) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า200,000 บาท โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และผลักดันกลุ่มบุคลากรไอซีทีเพศหญิงในประเทศไทย ตอบโจทย์ความต้องการทรัพยากรบุคคลสำหรับงานด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวถึงโครงการการแข่งขัน Women : Thailand Cyber Top Talent 2022 ในครั้งนี้ว่า การแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับผู้หญิง มีทีมเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 132 ทีม แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ นักเรียน จำนวน 83 ทีม และประชาชนทั่วไป จำนวน 49 ทีม มีทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 30 ทีม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนและบุคคลทั่วไปที่เป็นผู้หญิงหรือมีเพศสภาพเป็นหญิง ได้เรียนรู้ เพิ่มทักษะ และพัฒนาประสบการณ์ เพื่อให้เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่ประเทศไทย เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรไซเบอร์ในระดับองค์กร ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคนมีสิทธิและแสดงออกถึงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่

สกมช.มีแผนจะผลักดันการสร้างบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องด้วยไทยขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถทางดิจิทัลอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงหรือมีเพศสภาพหญิง เพราะจากสถิติของโลกจะมีผู้หญิงเข้ามาทำงานสายไซเบอร์ซีเคียวริตี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ขณะที่ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 3% เท่านั้น ดังนั้น โครงการแข่งขันในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งเสริมเรื่องความทัดเทียมทางเพศ ให้เข้ามาทำงานในด้านนี้

นางสาวแอ็กเนส เซี่ย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนในการมอบรางวัลให้ผู้ชนะในโครงการการแข่งขัน หัวเว่ยจะยังคงสนับสนุนการจัดกิจกรรมในการพัฒนาบทบาทสตรี การสร้างภาวะผู้นำ การพัฒนาองค์ความรู้ต่อไป เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางด้านสังคมให้แก่สตรีและองค์กรสตรี ตามพันธกิจของหัวเว่ยในด้านการ “เติบโตในประเทศไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทย” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคอัจฉริยะที่ทุกคนมีบทบาทและเชื่อมถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

ผู้เชี่ยวชาญแนะสอนประวัตศาสตร์ยุคนี้ ต้องกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และหาคำตอบเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699662

ผู้เชี่ยวชาญแนะสอนประวัตศาสตร์ยุคนี้  ต้องกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และหาคำตอบเอง

ผู้เชี่ยวชาญแนะสอนประวัตศาสตร์ยุคนี้ ต้องกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และหาคำตอบเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายขานรับจากทางภาครัฐให้แยกออกมาเป็นวิชาเดี่ยวจากกลุ่มสาระสังคมฯ และล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ได้เห็นชอบร่างประกาศฯในเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว และ ศธ. กำลังจะลงนามประกาศใช้ โดยมีกำหนดจะเริ่มต้นในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป แม้ว่าจะมีฝ่ายที่สนับสนุน แต่ก็ยังมีฝ่ายที่ยังคงมีคำถามในใจ อักษร เอ็ดดูเคชั่น จึงได้จัดเสวนา “สอนวิชาประวัติศาสตร์อย่างไร ในวันที่เราบอกเด็กไทยให้มองไปข้างหน้า” ขึ้น โดยมี นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน วิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกมาร่วมเสวนา

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาของการเรียนประวัติศาสตร์ที่ทำให้เด็กไม่สนุก คือไม่เห็นความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก หากเด็กเห็นประเทศไทยอยู่ในบริบทโลก การเรียนรู้ก็จะสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์อาจมีการผสมปนเปกันระหว่างความจริงและเรื่องเล่า เด็กบางส่วนรู้สึกว่าเป็นเรื่องล้าหลัง แต่หนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็กจะได้ฝึกฝน และเรียนรู้จากวิชานี้เพื่อวิเคราะห์แยกแยะว่า ควรจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร คือ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 และยังเป็นหนึ่งในสมรรถนะของเด็กยุคใหม่อีกด้วย

นายตะวัน เทวอักษร กล่าวว่า การสอนประวัติศาสตร์ในยุคนี้ จึงอาจไม่ได้มีเป้าหมายให้เด็กจดจำข้อมูลทุกอย่างได้ตามหนังสือเรียน แต่เป็นการสอนเพื่อจุดประกายให้เด็กอยากรู้ แล้วไปหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองมากกว่า ครูต้องทำให้เด็กเห็นว่า สิ่งที่เรียนมันเจ๋งแค่ไหน ถ้าเด็กสนุก เขาจะไปหาคำตอบด้วยตนเอง เมื่อเด็กมีแรงบันดาลใจที่จะค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เขาจะสร้างทักษะในการดำรงชีวิตจากกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการหาหลักฐาน การพิสูจน์ความจริง ได้คิดไตร่ตรอง แล้วสรุปผล

“แท้จริงแล้ววิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่มุ่งสร้างให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และฝึกฝนให้ใช้กระบวนการคิดอย่างชำนาญ จนก่อให้เกิดทักษะสำคัญที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 คือ ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต อักษร ได้ออกแบบวิธีการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับกระบวนการคิดของผู้เรียนในรูปแบบที่เรียกว่า 5Es ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ (Engage) สำรวจค้นหา (Explore) อธิบายความรู้ (Explain) ขยายความเข้าใจ (Expand) และ ตรวจสอบผล (Evaluate) เป็นรูปแบบที่เน้นกระบวนการพัฒนาศักยภาพการคิด และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง”

“สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือเรียนวิชาประวัติศาสตร์แล้วผู้เรียนจะต้องสามารถนำหลักคิดไปบูรณาการข้ามศาสตร์
ให้ได้ สิ่งสำคัญคือครูต้องทำให้เด็กคิดเป็น วิพากษ์เป็น สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เป็น มันเป็นพื้นฐานของทุกวิชา และเป็นวิชาที่สร้างทักษะแห่งโลกยุคใหม่” คุณตะวันกล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.วิทย์ให้ความเห็นว่า “ประวัติศาสตร์ก็เหมือนตึก ถึงจะวิวัฒนาการไปขนาดไหน แต่ฐานรากมันเหมือนเดิม คือ มีความเชย เป็นคอนกรีตแท่งซีเมนต์แต่ถ้าไม่มีตึกก็อยู่ไม่ได้ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาชีพ แต่มันเป็นระบบคิด”

วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง พระองค์ภา พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699739

วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง  พระองค์ภา  พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพร

วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง พระองค์ภา พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง พระองค์ภา พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพรเนืองแน่นโรงพยาบาลจุฬาฯ ทูตไทยทั่วโลกจัดสวดมนต์ขอให้หายพระอาการประชวร

“ในหลวง-พระราชินี” ทรงขอบใจคณะแพทย์ รพ.จุฬาฯ ถวายการรักษาสมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ด้านพสกนิกรเนืองแน่น ลงนามถวายพระพร “ม.ล.สราลี”สวดมนต์ขอพรจากสิ่งศักดิ์คุ้มครองให้พระองค์ท่านแข็งแรง ขณะที่ สถานทูต -สถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก พร้อมใจกันจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้เผยแพร่เอกสารราชการของหน่วยราชการในพระองค์ 904 ที่ พว 0202.2/22056 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2565 เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระราชกระแสทรงขอบใจ เรียนถึง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ลงนามโดย พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยมีข้อความระบุว่า ทรงซาบซึ้งพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง และทรงขอบใจที่คณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ถวายการรักษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งขอให้ทุกท่านมีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสืบไป

ถวายพระพรแน่นรพ.จุฬา

ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

โดยตลอดวันนี้ได้มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนจากทั่วทุกสารทิศได้นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆมาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ ม.ล.สราลี กิติยากร นางสาวมูนา อับบาส มะฮ์มูด รอฎี เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรน ประจำประเทศไทย,นายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมาน ประจำประเทศไทย,นายชัยยิด เรซ่า โนบัคตี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำประเทศไทย,ท่านผู้หญิงวิลาวัณย์ วีรานุวัตติ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จ.สมุทรสงคราม (อุทยาน ร.2) , สมาชิกราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2), เทศาบาลเมืองหนองปรือ จ.ชลบุรี, โรงเรียนสิงห์บุรี, กาญนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง, อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,มหาวิทยาลัยเทโนโลนีปทุมวัน,กรมพลาธิกาาทหารเรือ, ทีมถวายการรักษาพระองค์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย,ข้าราชการและพลทหาร กรมสารวัตรทหารเรือ, โรงเรียนเพชรรัชต์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี,อธิบดีกรมศิลปากร, สมาคมไทย-ญี่ปุ่น, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,สมาคมพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กไทย, ผู้บริหารคณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครูสาธิปทุมวัน และคณะกรรมการสมาคม

“ม.ล.สราลี”สวดมนต์ขอพร

นอกจากนี้ ยังมีกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่, สมาคมการค้าไทยไฮหลำ และสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย, นายกร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน,คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน, การรถไฟแห่งประเทศ, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน),มูลนิธิขาเทียมในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, กรมการทหารสื่อสาร, โรงเรียนในเครือทรงวิทย์,โรงพยาบาลตำรวจ,บริษัทไทยรุ่งยูเนี่บนคาร์ จำกัด (มหาชน)มูลนิธิคนตาบอด ในพระบรมราชินูปถัมภ์, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี, ม.ล. สราลี กิติยากร

ขอพรจากสิ่งศักดิ์คุ้มครอง

คุณน้ำผึ้ง ม.ล.สราลี กิติยากรกล่าวว่าได้ขอพรจากสิ่งศักดิ์คุ้มครองให้ท่านแข็งแรง ตอนนี้ยึดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพรให้ท่านแข็งแรง และขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่เป็นกำลังใจ และถวายกำลังใจให้กับพระองค์ท่าน เมื่อวานก็เดินทางไปขอพรจากเทพเจ้า “ไท้ส่วยเอี้ย” ซึ่งเป็นเทพแห่งการคุ้มครองดวงชะตาตามความเชื่อของชาวจีน ส่วนวันนี้จะเดินทางไปขอพรที่วัดพระแก้ว เพื่อขอพรถวายท่าน

ด้าน นายอักษร น้อยสว่าง ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชน ต. บึงชำอ้อ จังหวัดปทุมธานี พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชทานความช่วยเหลือชุมชนชาวคลองรังสิต ตั้งแต่ปี 2555 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนแนวทางการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเกษตร โดยพระราชทานเงินบริจาคของวิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมเพื่อสถาบันสารสนเทศทรัพย์กรน้ำและการเกษตรในการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและพัฒนาพื้นที่คลองรังสิต เป็นแก้มลิงแบบเพิ่มรายได้และพระราชทานต้นกล้าปาล์มน้ำมัน จำนวน 13,000 ต้นให้กับประชาชนเพื่อปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ พร้อมทั้งพัฒนาร่องสวนปาล์มน้ำมัน เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและหน่วยน้ำในช่วงฤดูฝน ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

“ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทุกวันนี้ทำให้ชาวบ้านชุมชนคลองรังสิต สามารถตัดปาล์มน้ำมันได้ปีละ 24 ครั้งจนมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว แม้กระทั่งช่วงโควิด 19 ระบาดหนัก ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถนำเงินกองทุนสำรองจากการขายปาล์มน้ำมันมาใช้จ่ายได้โดยไม่ลำบาก” นายอักษร กล่าว

ทูตไทยทั่วโลกเจริญพระพุทธมนต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ร่วมกับชุมชนไทย และวัดไทยในต่างประเทศ พร้อมใจกันจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และ เปิดให้มีการลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา – สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ (ร่วมกับชุมชนไทย จัดกิจกรรมขึ้น ที่ วัดพุทธชินวงศ์ เมือง Kristiansand วัดพุทธบารมี เมือง Stavanger วัดพุทธภาสแชนนิส เมือง Stavanger และวัดนาร์วิก เมือง Narvik) ,สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน

, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตาประเทศอินเดีย ,สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ,สถานกงสุลใหญ่ ณ นครมิวนิค เยอรมนี, สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์, สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี, สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญกัมพูชา, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสฝรั่งเศส , สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนิเซีย เป็นต้น

ราชินีฏานจะเสด็จฯลงนามถวายพระพร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2565 เวลา 10.00 น. สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน จะเสด็จฯ มาลงพระนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ

เปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699658

เปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

เปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา สพป.พิษณุโลก เขต 2 โดยมี นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ นางนุชสรา ทองดอนคำ รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้อำนวยการกลุ่ม ข้าราชการครู และนักเรียน ร่วมพิธีเปิด จากนั้นเยี่ยมชม ให้กำลังใจแก่คณะกรรมการ ครู นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ณ สนามแข่งขันโรงเรียนพิณพลราษฎร์ตั้งตรงจิตร

มมส ได้รับการจัดอันดับ ม.สีเขียว อันดับที่ 5 ของไทย ที่ 101 ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699661

มมส ได้รับการจัดอันดับ ม.สีเขียว  อันดับที่ 5 ของไทย ที่ 101 ของโลก

มมส ได้รับการจัดอันดับ ม.สีเขียว อันดับที่ 5 ของไทย ที่ 101 ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับการจัดอันดับการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว อันดับที่ 5 ของประเทศ และอันดับที่ 101 ของโลก จากการจัดอันดับของ UI Green Metric World University Rankings 2022 ซึ่งเป็นการจัดอันดับการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวของมหาวิทยาลัยทั่วโลก

UI Green Metric World University Rankings 2022 ได้ประกาศผลการจัดลำดับมหาวิทยาลัยสีเขียวประจำปี 2022 เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2565 และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ติดอันดับที่ 5 จาก 47 มหาวิทยาลัยไทย และได้อันดับที่ 101 จาก 1,050 มหาวิทยาลัยทั่วโลกโดยในปีนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้คะแนนรวมทั้งหมด 8,200 คะแนนตามเกณฑ์การประเมินทั้ง 6 ด้าน ดังนี้ ที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน (Setting and Infrastructure) 1,300 คะแนนการจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Energy and Climate Change) 1,525 คะแนน การจัดการของเสีย (Waste) 1,275 คะแนน การจัดการน้ำ (Water) 800 คะแนน การขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Transportation) 1,550 คะแนน และ ความสามารถในการให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education) 1,750 คะแนน

‘ลำนำศิลป์ พื้นถิ่นไทย ประกวดคลิปวีดีโอ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่’ ชิงเงินรางวัลรวม 250,000

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699671

‘ลำนำศิลป์ พื้นถิ่นไทย ประกวดคลิปวีดีโอ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่’ ชิงเงินรางวัลรวม 250,000

‘ลำนำศิลป์ พื้นถิ่นไทย ประกวดคลิปวีดีโอ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่’ ชิงเงินรางวัลรวม 250,000

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.24 น.

‘ลำนำศิลป์ พื้นถิ่นไทย ประกวดคลิปวีดีโอ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่’ ชิงเงินรางวัลรวม 250,000 บาท

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวในโอกาสแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ลำนำศิลป์ พื้นถิ่นไทย” ว่ากองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ซึ่งรวมถึงดนตรีพื้นบ้าน และการละเล่นท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ ถือเป็นต้นทุนและมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่เป็นจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดสร้างผลกระทบได้ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ สร้างสิ่งที่เป็นคุณค่าและมูลค่าได้ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกองทุนที่ต้องการสร้างให้เกิดสื่อดีๆ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการจัดเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างบรรยากาศให้มีการส่งผ่านมรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านจากศิลปินที่อาจเป็นคนรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นใหม่

ผู้จัดการกองทุนกล่าวย้ำว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์ 5 ยุทธศาสตร์ 6 สร้าง ประกอบด้วย

1. สร้างสื่อ ทำให้มีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์มากขึ้น การแสดงออกทางศิลปวัฒนะธรรมพื้นบ้าน ก็เป็นหนึ่งในสื่อที่กองทุนต้องการสนับสนุน

2. สร้างคน เริ่มต้นด้วยการประกวด ซึ่งมุ่งเป้าที่คนรุ่นใหม่ เพราะต้องการให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างผู้เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่าย เช่น ถ้าน้อง ๆ เยาวชนสนใจโครงการนี้ พวกเขาจะต้องวิ่งไปหาศิลปินต้นแบบ เช่น ภาคใต้ ไปหาหนังตะลุง มโนราห์ ภาคกลาง ลำตัด ฉ่อย ภาคเหนือ ไปปรึกษาครูด้านสะล้อซอซึง ภาคอีสาน เป็นครูหมอลำหรือการแสดงพื้นถิ่นของภาคอีสาน  เพราะฉะนั้นเป็นการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของคนรุ่นใหม่ไปถึงศิลปินต้นแบบ

3. สร้างภูมิคุ้มกัน ให้คนสามารถรับสื่ออย่างมีสติ ได้ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์  ไม่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสื่อให้เป็นมลภาวะกับสังคม หรือการระรานกันในโลกออนไลน์

4. สร้างองค์ความรู้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัยการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ

5. สร้างเครือข่าย สร้างการมีส่วนร่วม ส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคส่วนต่าง ๆ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อให้มีประโยชน์

6. สร้างองค์กรที่เป็นองค์กรต้นแบบ หากพูดถึงกองทุนสื่อให้คนนึกถึงผลงานดี ๆ เป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และพร้อมจะเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่

โครงการกิจกรรมส่งเสริมการผลิตสื่อสร้างสรรค์ ผ่านดนตรี และศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ภายใต้หัวข้อ “ศิลปินพื้นบ้านส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่” นี้ จึงถือเป็นการเริ่มต้นที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ต้องการเห็นเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ซึ่งในอนาคตกองทุนคาดหวังว่า นอกจากผลงานที่ปรากฏแล้ว ยังจะเกิดความร่วมมือระหว่างศิลปินพื้นบ้านต้นแบบ นักดนตรีพื้นบ้านต้นแบบ และคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเข้าไปสัมผัสเรียนรู้ต้องการเห็นการทำงานร่วมกัน

“ในอนาคตเราอยากเห็นตลาดนัดการแสดงศิลปวัฒนธรรม ทำให้คนที่อาจจะไม่เคยสนใจในมรดกทางวัฒนธรรมของไทยหันกลับมาใส่ใจ  เป็นความงดงามที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว หากแต่จะเป็นการสร้างคุณค่า ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมการเรียนรู้ใหม่ ๆ สร้างความผูกพันธ์ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนต่างวัยที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานผ่านงานศิลปะมาเป็นเครื่องมือ เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้ สืบสาน ต่อยอด สิ่งที่เป็นศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน ”

อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะ และวัฒนธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์ปาฐกในงานกล่าวว่า ประเทศไทยมีสิ่งที่ต้องตระหนักสิ่งคือ เรื่องของ ‘3 ภูมิ’ ประกอบด้วย หนึ่งภูมิศาสตร์ ที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และความอุดมสมบูรณ์ มีของดีมากมายที่ทั่วโลกพูดถึง สองภูมิวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ภูมิภาษาและปัญญาแผ่นดิน และภูมิศิลปะต่างๆ และสามคือภูมิน้ำใจ ที่เป็นจุดแข็งที่สามารถผลักดันให้โลกเกิดสันติสุขได้

“หากพวกเราร่วมมือร่วมใจกันในการผลักดันให้ศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานต่อไปให้ครบวงจรทั้ง 3 ภูมิ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถสร้างพลังทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ให้กับประเทศไทยได้”

สำหรับเงื่อนไขและกติกาการส่งผลงานเข้าประกวด ในข้อสำคัญ คือ การถ่ายทอดแง่มุมความสวยงามของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม มีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอมุมมอง ซึ่งคลิปวีดีโอที่ส่งเข้าประกวด ต้องนำเสนอประวัติ และตัวตนของศิลปินพื้นบ้าน เพื่อการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่สอดคล้องกับหัวข้อโครงการ คือ ลำนำศิลป์ พื้นถิ่นไทย หรือ THE MELODY OF FOLK ART ความยาวของผลงานที่ส่งเข้าประกวดอยู่ระหว่าง 10 – 15 นาที

นอกจากนั้นผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องคำนึงถึงการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ทั้ง ภาพ เสียง เอฟเฟค รวมถึงไม่ใช้ผลงานที่ทำซ้ำ ดัดแปลง ไม่เคยเผยแพร่ หรือเคยได้รับรางวัลหรือถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ นอกจากการส่งเข้าประกวดในครั้งนี้

เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 19 มกราคม 2566 และสิ้นสุดรับผลงาน 9 กุมภาพันธ์ 2566 โดยทางกรรมการจะใช้เวลา พิจารณาคัดเลือกก่อนประกาศผลในเดือนมีนาคม 2566

สำหรับผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดและผ่านการคัดเลือกจะได้รับรางวัลพร้อมโล่รางวัลจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมมูลค่ากว่า 250,000 บาท แบ่งเป็น

รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัลๆ ละ 50,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง มี 1 รางวัลๆ ละ 40,000 บาท

รองชนะเลิศอันดับสอง มี 2 รางวัลๆ ละ 30,000 บาท

รางวัลชมเชย จำนวน 4 รางวัลๆ ละ 10,000 บาท

และป๊อบปูล่าโหวต อีก 2 รางวัลๆ ละ 30,000 บาท

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ผ่าน LINE ID

: @ThemelodyoffoIkart และสามารถติดตามข่าวสารโครงการฯ ได้ที่ Facebook :ลำนำศิลป์ พื้นถิ่นไทย(https://www.facebook.com/TheMelodyofFolkArt)