‘ม.ล.สราลี’ ลงนามถวายพระพร ขอ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’หายจากพระประชวร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699664

‘ม.ล.สราลี’ ลงนามถวายพระพร ขอ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’หายจากพระประชวร

‘ม.ล.สราลี’ ลงนามถวายพระพร ขอ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’หายจากพระประชวร

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.05 น.

‘ม.ล.สราลี’ สวดมนต์ขอพรถวาย ขณะที่ชาวบึงชำอ้อ จ.ปทุมธานี ได้รับพระราชทานช่วยเหลือจนพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยพระบารมี “สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา”

วันที่ 21 ธันวาคม 2565 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

โดยตลอดวันนี้ได้มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คณะผู้บริหาร ครู นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงประชาชนจากทั่วทุกสารทิศได้นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆมาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน  อาทิ  นางสาวมูนา อับบาส มะฮ์มูด รอฎี เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรน ประจำประเทศไทย,  นายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมาน ประจำประเทศไทย,  นายชัยยิด เรซ่า โนบัคตี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำประเทศไทย,  ท่านผู้หญิงวิลาวัณย์  วีรานุวัตติ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อุทยาน ร.2) , สมาชิกราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2), เทศาบาลเมืองหนองปรือ จ.ชลบุรี, โรงเรียนสิงห์บุรี, กาญนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง, อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, มหาวิทยาลัยเทโนโลนีปทุมวัน, กรมพลาธิกาาทหารเรือ, ทีมถวายการรักษาพระองค์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ข้าราชการและพลทหาร กรมสารวัตรทหารเรือ, โรงเรียนเพชรรัชต์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี,  อธิบดีกรมศิลปากร, สมาคมไทย-ญี่ปุ่น, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สมาคมพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กไทย, ผู้บริหารคณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครูสาธิปทุมวัน และคณะกรรมการสมาคม, ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่, สมาคมการค้าไทยไฮหลำ และสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย,  นายกร ทัพรังษี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน,  คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน, การรถไฟแห่งประเทศ, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน),  มูลนิธิขาเทียมในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, กรมการทหารสื่อสาร, โรงเรียนในเครือทรงวิทย์, โรงพยาบาลตำรวจ,  บริษัทไทยรุ่งยูเนี่บนคาร์ จำกัด (มหาชน)  มูลนิธิคนตาบอด ในพระบรมราชินูปถัมภ์, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี, ม.ล. สราลี กิติยากร

ม.ล.สราลี กล่าวว่า ได้ขอพรจากสิ่งศักดิ์คุ้มครองให้ท่านแข็งแรง ตอนนี้ยึดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพรให้ท่านแข็งแรง และขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่เป็นกำลังใจ และถวายกำลังใจให้กับพระองค์ท่าน เมื่อวานก็เดินทางไปขอพรจากเทพเจ้า “ไท้ส่วยเอี้ย” ซึ่งเป็นเทพแห่งการคุ้มครองดวงชะตาตามความเชื่อของชาวจีน ส่วนวันนี้จะเดินทางไปขอพรที่วัดพระแก้ว เพื่อขอพรถวายท่าน

ด้านนายอักษร น้อยสว่าง ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชน ต. บึงชำอ้อ จังหวัดปทุมธานี  พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี  กล่าวว่า  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชทานความช่วยเหลือชุมชนชาวคลองรังสิต ตั้งแต่ปี 2555 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนแนวทางการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเกษตร โดยพระราชทานเงินบริจาคของวิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมเพื่อสถาบันสารสนเทศทรัพย์กรน้ำและการเกษตรในการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและพัฒนาพื้นที่คลองรังสิต เป็นแก้มลิงแบบเพิ่มรายได้และพระราชทานต้นกล้าปาล์มน้ำมัน จำนวน 13,000 ต้นให้กับประชาชนเพื่อปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ พร้อมทั้งพัฒนาร่องสวนปาล์มน้ำมัน เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและหน่วยน้ำในช่วงฤดูฝน ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

“ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทุกวันนี้ทำให้ชาวบ้านชุมชนคลองรังสิต สามารถตัดปาล์มน้ำมันได้ปีละ 24 ครั้งจนมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว แม้กระทั่งช่วงโควิด 19 ระบาดหนัก ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถนำเงินกองทุนสำรองจากการขายปาล์มน้ำมันมาใช้จ่ายได้โดยไม่ลำบาก” นายอักษร กล่าว
 

‘สอวช.-ภาคเอกชน’มั่นใจเอเปค 2022 นำไปสู่การเป็น‘บีซีจีโมเดล’ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699642

‘สอวช.-ภาคเอกชน’มั่นใจเอเปค 2022 นำไปสู่การเป็น‘บีซีจีโมเดล’ของโลก

‘สอวช.-ภาคเอกชน’มั่นใจเอเปค 2022 นำไปสู่การเป็น‘บีซีจีโมเดล’ของโลก

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.46 น.

‘สอวช.-ภาคเอกชน’มั่นใจเอเปค 2022 นำไปสู่การเป็น‘บีซีจีโมเดล’ของโลก เผยต้นแบบการดำเนินการภาคเอกชน BCG Model ไทย มาจากแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดการเสวนาผ่านรายการ Future Talk by NXPO ในหัวข้อ “Circular Economy : ผลสำเร็จจากเวทีเอเปค สู่จุดยืนประเทศไทย” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย นายเฉลิม โกกนุทาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ คณะทำงาน BCG Model สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางจิรายุณัฐ อัจฉริยะขจร เจ้าของแบรนด์ One more ช็อกโกแลตสัญชาติไทย และ นายนรชัย รังสีวิจิตรประภา ผู้เชี่ยวชาญนโยบาย กลุ่มนโยบายเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน สอวช. ดำเนินรายการโดย ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายกลุ่มนโยบายเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน สอวช.

ดร.ศรวณีย์ กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค 2022 และได้ยกประเด็นโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี โดยมีเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในเวทีนี้ เพื่อตอบโจทย์การนำพาประเทศและเขตเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยวางเป้าหมายสำหรับเวทีนี้ให้เกิดการทำงานร่วมกันในเขตเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก จะทำให้เกิดความเข้มแข็งทางการค้าและความร่วมมืออื่นๆ ในเขตเศรษฐกิจนี้ นอกจากนี้เศรษฐกิจหมุนเวียนยังสนับสนุนผู้ประกอบการ/ภาคเอกชนในมิติภาษีที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มิติภาคบังคับของการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหากเราปรับตัวเร็วก็จะเป็นโอกาสในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลกได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศไทยต้องมีความจริงจังและให้ความสำคัญ และเป็นจังหวะที่ดีที่ได้ถูกหยิบยกเป็นวาระในการประชุมเอเปค 2022 นี้

นายนรชัย กล่าวว่า ความสำเร็จจากการประชุมเอเปค เป็นที่มาของ Bangkok Goals ที่นานาประเทศในกลุ่มเอเปค ยอมรับแนวทางนี้ที่ริเริ่มโดยประเทศไทย ซึ่งแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเอง ก็มีการระบุไว้ชัดเจนว่าจะสามารถนำไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนได้ ทั้งนี้ ในส่วนของ สอวช. ที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับนโยบายและระดับผู้ประกอบการ โดยระดับนโยบาย ได้จัดตั้ง CE Innovation Policy Forum ขึ้นมา ให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของผู้ประกอบการได้สนับสนุนให้เกิดโครงการสร้างขีดความสามารถในการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) เพื่อเสริมสร้าง และติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันในระดับเอเปค สอวช. มีศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค (APEC Center for Technology Foresight) ที่มีบทบาทในการจัดทำแผนภาพของเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และยังร่วมกับหลายเขตเศรษฐกิจ จัดทำแผนที่นำทางเทคโนโลยีนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย

อย่างไรก็ตามหากจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง ต้องดำเนินการใน 3 แนวทางคือ 1. สร้างระบบนิเวศผ่านหน่วยงานและมาตรการต่าง ๆ โดย สอวช. ตั้งใจจะพัฒนาความร่วมมือกับหลายภาคส่วนตามแนวทาง CE Vision 2030 เพื่อให้ดำเนินการไปในทิศทางและเป้าหมายเดียวกัน 2. สนับสนุนผู้ประกอบการ โดย สอวช. ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สร้างขีดความสามารถและเครื่องมือที่เป็นสิ่งกระตุ้น(Incentive) ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับเอสเอ็มอีในการประกอบธุรกิจ และ 3. สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศในการทำแผนที่นำทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับเขตเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกเพื่อให้เกิดการทำงานกับเครือข่ายในภูมิภาค ภายใต้บทบาทศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค (APEC Center for Technology Foresight)

ด้านนายเฉลิม กล่าวว่า หลายสิบปีก่อน บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ยังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก และได้เข้าโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 จากนั้นนำมาปรับใช้กับธุรกิจเกษตรที่เราทำ และน้อมนำแนวคิดมาดำเนินงานคือ สินค้าเกษตรเราไม่สามารถเพิ่มราคาได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ ลดต้นทุนแล้วทำผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรที่มีเฉพาะที่ (สินค้า GI (Geographical Indications) ซึ่งเราได้เป็นต้นแบบสำคัญที่ต่อยอดมาสู่บีซีจี และสู่เป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายใน 8 ปี

นายเฉลิม กล่าวว่า หลังการประชุมเอเปค ประเทศไทยเรามีความพร้อมมาก เนื่องจากเรามีหน่วยงานมีความรู้ ความสามารถ ผู้บริหารหน่วยงาน ไปจนถึงผู้นำประเทศ ให้ความสนใจและผลักดันเรื่องบีซีจีอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่ท้าทายคือ เราจะนำความรู้ความสามารถนั้น มาร่วมกันจัดการได้อย่างไร ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่ดี มีการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน มีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทุกคนก็จะได้ผลประโยชน์ร่วมกัน และหากมีต้นแบบที่ชัดเจน เกิดมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ ประเทศไทยก็จะสามารถเป็นโมเดลบีซีจีของโลกได้

ดร. สวนิตย์ กล่าวว่า บีซีจีเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ผู้ประกอบการได้เห็นในหลาย ๆ มิติ อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายว่า หากต้องการส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการแข่งขันก็อยากจะผลักดันให้เกิดศูนย์กลางความเป็นเลิศทางด้านชีวภาพให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยตรง นอกจากนี้อยากให้มีกลไกภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การสร้างแรงจูงใจในด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี รางวัลต่าง ๆ รวมไปถึงการปลดล็อกทางกฎหมาย เป็นต้น

นางจิรายุณัฐ กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนจากพื้นที่ มีจุดเริ่มต้นมาจากการเห็นคุณค่าของทรัพยากรในพื้นที่ที่เรามีคือ โกโก้ ซึ่งในชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ปลูกกันมายาวนาน โดยปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่น เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน กระท้อน รวมถึงพืชสวนครัว ผ่านการปลูกแบบออร์แกนิค อย่างไรก็ตามในช่วงแรกเรายังไม่รู้หลักการแปรรูป หรือทำออกมาเป็นธุรกิจ จึงค่อย ๆ ศึกษาเรียนรู้ โดยยึดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบ เน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม จนมาถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ปรับบรรจุภัณฑ์  ให้เป็นธรรมชาติ และมีความเป็นไทย คงเอกลักษณ์ท้องถิ่น สอดรับกับความมั่นคงทางด้านอาหาร และเป็นครัวของโลกได้ ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ควรอยู่ในทุกธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จะไม่ใช่แค่เพียงการกำจัดขยะ แต่จะไหลเวียนไปสู่เกษตรกร พัฒนาไปสู่พืชเกษตรชนิดอื่น ๆ เช่น การใช้น้ำตาลมะพร้าวในพื้นที่มาเป็นวัตถุดิบในการผลิต การออกแบบเสื้อผ้าที่ลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร ก่อให้เกิดการเรียนรู้ในชุมชน และยังเป็นต้นแบบ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กลุ่มนักศึกษาและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาศึกษาได้อีกด้วย

“เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีแง่คิดในการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เข้าใจการใช้ซ้ำ และบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างเต็มศักยภาพ แม้เราจะเป็นธุรกิจเล็ก ๆ แต่ก็ขอเป็นจิ๊กซอว์ ตัวน้อย ๆ ที่จะขับเคลื่อนสู่เป้าหมายใหญ่ของประเทศได้” นางจิรายุณัฐ กล่าว

‘สถานทูต-สถานกงสุลใหญ่ไทย’ทั่วโลก จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699557

'สถานทูต-สถานกงสุลใหญ่ไทย'ทั่วโลก จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร 'สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา'

‘สถานทูต-สถานกงสุลใหญ่ไทย’ทั่วโลก จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 09.58 น.

สถานทูต -สถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก พร้อมใจกันจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร “สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา”

สถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ร่วมกับชุมชนไทย และวัดไทยในต่างประเทศ  พร้อมใจกันจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา  และ เปิดให้มีการลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา  – สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ (ร่วมกับชุมชนไทย จัดกิจกรรมขึ้น ที่ วัดพุทธชินวงศ์ เมือง Kristiansand วัดพุทธบารมี เมือง Stavanger วัดพุทธภาสแชนนิส เมือง Stavanger และวัดนาร์วิก เมือง Narvik)  ,สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน  , สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตาประเทศอินเดีย,สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม  ,สถานกงสุลใหญ่ ณ นครมิวนิค เยอรมนี,  สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว,  สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์,  สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี, สถานเอกอัครราชทูต  ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว,  สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญกัมพูชา,  สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสฝรั่งเศส, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนิเซีย เป็นต้น

 

นายกฯนำถวายพระพรชัยมงคล เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เปิดทำเนียบเจริญพระพุทธมนต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699521

นายกฯนำถวายพระพรชัยมงคล  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ  เปิดทำเนียบเจริญพระพุทธมนต์

นายกฯนำถวายพระพรชัยมงคล เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เปิดทำเนียบเจริญพระพุทธมนต์

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

นายกฯนำถวายพระพรชัยมงคล เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เปิดทำเนียบเจริญพระพุทธมนต์ พสกนิกรแน่นโรงพยาบาลจุฬาฯพร้อมใจลงนามถวายพระพร เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

นายกฯและภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 19 ชุมชนทั่วประเทศ ร่วมลงนามถวายพระพร

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 20 ธันวาคม ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรสเข้าร่วมพิธีตามลำดับพิธี ดังนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงตึกภักดีบดินทร์ พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรีจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายธูปเทียนแพหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีลและเจริญพระพุทธมนต์

จากนั้น นายกรัฐมนตรีถวายผ้าไตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ถวายเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์สวดอนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำรับพร กราบลาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสร็จพิธี

ลงนามถวายพระพรที่รพ.จุฬา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ตลอดวันนี้ได้มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของมาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ ราชสกุลดิศกุล, ราชสกุลสนิทวงศ์, ชมรมสายสกุลบุนนาค, ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(ADB), หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ อาหาร จำกัด(มหาชน), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายกสมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียล แห่งประเทศไทย,สมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล, นายกสมาคมนามธารี สังคัต แห่งประเทศไทย, กรมจเรทหารบก, สำนักงานข้าราชการพลเรือน, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม, กรมกิจการเด็กและเยาวชน สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง กรมกิจการเด็กและเยาวชน พร้อมคณะในโครงการสนับสนุนกิจกรรมเด็กและเยาวชนนในสถานคุ้มครองเด็กระยอง จ.ระยอง ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา,

คณะพระสหายร่วมถวายพระพร

คณะพระสหาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมนายกเหล่ากาชาดจังหวัดปราจีนบุรี, กองพลทหารปืนใหญ่ลพบุรี, โรงเรียนนายเรือ, ศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก, วิทยาลัยการทัพบก, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, โรงเรียนศึกษานารี, สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์, โรงเรียนสตรีภูเก็ต, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน), สมาคมสมาพันธ์สตรีมุสลิม ประเทศไทย, บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน), มูลนิธิกุมาร รพ.พระมงกุฏเกล้า, มูลนิธิกีฬาซีเกมส์, มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1, มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี(พอ.สว.), สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา, ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองพร้อมนายกเหล่ากาชาดจังหวัดระยอง, คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมิตันแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยชมรมผู้รู้คุณแผ่นดิน กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ศูนย์คุณธรรม วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย, นายปัญญา นิรันตร์กุล ประธานบริษัทเวิร์คพอยร์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด, นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

เครือข่ายเตือนภัยฯชุมชนทั่วปท.

เวลา 11.00 น. เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) 19 ชุมชนทั่วประเทศ เดินทางมาทูลเกล้าฯถวายแจกันดอกไม้พร้อมลงนามถวายพระพรด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อชุมชนเครือข่ายเตือนภัยพิบัติทั้ง 19 ชุมชน ที่ทรงห่วงใยพระราชทานความช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยให้ชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ

จ่าโทโกเมศร์ ทองบุญชู ผู้แทนเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่าวันนี้มาเป็นตัวแทนเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ เพื่อมาลงนามถวายพระพรให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงหายจากอาการพระประชวรโดยเร็ววัน และชาวบ้านทุกคนต่างก็เฝ้าภาวนาขอพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรกลับไปช่วยเหลือพัฒนาชุมชนของพวกเขาต่อไป ดังรับสั่งที่เคยกล่าวกับชาวบ้านทุกคนว่า “เดี๋ยวเราจะมาช่วยเหลือชาวบ้านทุกคน”

“พอทราบข่าวพระองค์ท่านประชวรผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเท่านั้นคนไทยทั่วประเทศก็สวดมนต์ภาวนาตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ทรงหายจากอาการพระประชวร ที่ผ่านมาพระองค์ภาทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อพวกเราชาวชุมชน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช และหมู่บ้านเครือข่ายอย่างมาก ได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ปัญหาและบรรเทาสาธารณภัยที่ต้นเหตุแบบยั่งยืนแทนการตั้งรับ โดยการอบรมความรู้ให้คนในชุมชนและเยาวชนในพื้นที่เสี่ยงภัย จำนวน 19 ชุมชนครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีในการเตือนภัยก่อนเกิดภัยพิบัติ และช่วยเหลือดูแลกันในชุมชนพร้อมพระราชทานอุปกรณ์ในการเฝ้าระวังเตือนภัยที่จำเป็น เช่น วิทยุสื่อสาร วิทยุแม่ข่าย การติดตั้งสถานีโทรมาตร หรือเรือกู้ภัย เพื่อให้คนในชุมชนและเยาวชนในพื้นที่ได้เข้ารับการอบรมการเตือนภัยพิบัติ ทรงมีพระดำริให้เน้นแก้ปัญหาแบบยั่งยืน และให้มีระบบเฝ้าระวังภัย โดยเริ่มที่คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา”

รำลึกทรงช่วยน้ำท่วมนครศรีฯ

จ่าโทโกเมศร์ กล่าวต่อว่า ตัวแทนเครือข่ายภัยพิบัติชุมชนทั่วประเทศจะสลับเดินทางมาลงนามถวายพระพร แม้พวกเขาจะอยู่ไกลแค่ไหนของประเทศก็จะเดินทางมาถวายพระพรให้ได้เพราะถ้าเทียบกับน้ำพระทัยที่พระองค์มีต่อพวกเราชาวชุมชนแล้วการเดินทางแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ

“ผมจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำท่วมหนักมาก พระองค์เสด็จฯมาเป็นการส่วนพระองค์และทรงวิ่งประมาณ 3-4 กิโลเมตร เพื่อสอบถามชาวบ้านทุกคนที่เดินผ่านอย่างไม่ถือพระองค์ ว่า ได้รับถุงยังชีพหรือยัง หรือแม้แต่เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันประสูติของพระองค์ ก็ยังทรงมีรับสั่งว่าจะเสด็จไปเยี่ยมพวกเราชาวเครือข่ายเตือนภัยพิบัติ ซึ่งพวกเราทุกคนจะรอพระองค์ท่านกลับมาทรงงานต่อ” จ่าโทโกเมศร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

อาชีวะจัดน้ำอื่มอาหารบริการ

ทั้งนี้ วิทยาลัยในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำชา กาแฟ ขนมคุ๊กกี้ อาหารว่าง และน้ำดื่ม มาแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดินทางมาลงนามถวายพระพรด้วย โดยในวันนี้มีคณะอาจารย์นักเรียน นักศึกษาอาสา จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก มหานคร วิทยาลัยพาณิชยการธนบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ วิทยลัยอาชีวศึกษานครปฐม และร่วมดูแลการจราจรที่บริเวณหน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

กทม.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ร่วมกับคณะสงฆ์ ณ พระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร ทั้งนี้ ขอเชิญประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดสุทัศนฯ ได้ทุกวัน ตามเวลาดังนี้ เวลา 08.30 น. ทำวัตรภาคเช้า ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม ถ้าเป็นวันธัมมัสสวนะ (วันพระ) ทำวัตรภาคเช้า เวลา 09.00 น. ที่พระวิหารหลวง เวลา 12.00 น. สวดมนต์ภาคกลางวัน ณ พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม โดยวันจันทร์-ศุกร์ เริ่มเวลา 12.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เริ่มเวลา 13.00น.เวลา 16.00น.ทำวัตรภาคเย็น ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม เวลา 19.00น.สวดมนต์ภาคค่ำ ณ พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม รวมทั้ง สามารถร่วมสวดมนต์ออนไลน์ และถวายพระพรชัยมงคล ผ่านทาง Facebook Fanpage สวดมนต์ วัดสุทัศน์www.facebook.com/watsuthateveningservice

‘พังงา’สวดมนต์ถวายพระพร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณห้องโถงชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดพังงา นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายเถลิงศักดิ์ นุชประหาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นางสาวนิรชา บัณฑิตย์ชาติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ร่วมลงนามถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อให้ทรงหายจากอาการพระประชวรโดยเร็ว โดยมีข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ นายอำเภอ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหล่ากาชาดจังหวัดพังงา พนักงานและเจ้าหน้าที่ ร่วมลงนาม

ด้าน นาวาตรีหญิงโนสมา หลีเส็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพังงา พญ.ทิพย์รัตน์ ต้นสกุลประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพังงา หัวหน้าส่วนราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงในริมคลองพังงา ข้างศูนย์ราชการจังหวัดพังงา เพื่อบำเพ็ญกุศลถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี ขณะที่ พล.ต.ต.ณฐกรญ์ กาญจนาภรณ์ ผบก.ภ.จ.พังงา นำข้าราชการตำรวจในสังกัดกว่า 100 นาย ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการพระประชวร มีพระพลามัยแข็งแรงในเร็ววัน ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณหน้าอาคารกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา เขตเทศบาลเมืองพังงา

‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’ สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699458

‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’  สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’ สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ต้นทุนเป็นตัวสำคัญ เช่น ต้นทุนทางธรรมชาติ ต้นทุนวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องมีอยู่ ถ้าเราไม่มีต้นทุนตรงนี้ให้ยั่งยืนอนาคตเราอาจจะเจอกับสิ่งที่เปลี่ยนไป ถ้าความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นเยอะก็จะทำให้กระแสหรือความต้องการของนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสวิถีดั้งเดิมก็จะลดน้อยลง ดังนั้นผมจะเน้นต้นทุนธรรมชาติมากที่สุด โดยเน้นการจัดการดูแลทรัพยากร และกรรมการหมู่บ้านจะตั้งกฎกติกาขึ้นมาภายในหมู่บ้าน หากใครจะสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาก็ต้องสร้างให้กลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด เน้นให้เป็นวิถีแบบเดิมๆ และเน้นการปลูกฝังลูกหลานให้กลับมาทำงานบ้านเกิด”

ธีรเมศร์ ขจรพัฒนภิรมย์ ประธานเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดเชียงใหม่, ประธานการท่องเที่ยวโดยชุมชนแม่กำปอง และอดีตผู้ใหญ่บ้านแม่กำปองกล่าวกับทีมงาน “แนวหน้าออนไลน์” บอกเล่าเรื่องราว มนต์เสน่ห์ของ “แม่กำปอง”ที่หลายคนหลงใหล ซึ่งหนีไม่พ้นธรรมชาติที่ยังคงสวยงาม และอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี เหมาะสำหรับมาสูดอากาศให้เต็มปอดเดินชิลๆ ถ่ายรูป หาของกิน ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายหรือสโลว์ไลฟ์

อย่างไรก็ตาม แม่กำปองนั้นเป็นมากกว่าแหล่งท่องเที่ยว โดยเป็น “แหล่งเรียนรู้” ด้วยอีกอย่างหนึ่ง ซึ่ง ธีรเมศร์เล่าต่อไปว่า ในปี 2543 ตนเองเริ่มเปิดหมู่บ้านแม่กำปองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยรูปแบบการพักเป็นแบบโฮมสเตย์โดยให้นักท่องเที่ยวพักกับชาวบ้าน และปัจจุบันรูปแบบอย่างนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ระยะหลังๆ มีรูปแบบของบ้านพักเพิ่มขึ้น

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้ามาของนายทุน อดีตผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ เปิดเผยว่ามีข้อกำหนดที่ชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่ ปี 2559 ซึ่งเวลานั้นก็เห็นว่าน่าจะมีนายทุนเข้ามาแฝงอยู่ในหมู่บ้านฯ โดยคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ต้องเป็นทายาท หากไม่เป็นทายาทก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจได้ แต่ถ้าอยู่อย่างเดียวได้โดยไม่มีการประกอบธุรกิจใดๆแต่ต้องมาทำข้อตกลงกันก่อนในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น จึงมีข้อกำหนดว่า “ชาวบ้านจะขายที่ดินให้นายทุนมาทำกิจการภายในหมู่บ้านไม่ได้เด็ดขาด” โดยมีบทลงโทษคือตัดสวัสดิการออกทั้งหมด ทั้งนี้ บ้านทุกหลังในแม่กำปองจะต้องจ่ายสวัสดิการชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาหมู่บ้าน และเคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้วที่ผู้ละเมิดกฎถูกผลักดันออกนอกหมู่บ้าน จึงเชื่อได้ว่าหมู่บ้านจะไม่ถูกกลืนไปโดยนายทุน

“หมู่บ้านแม่กำปองเราเปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนไปในรูปแบบที่ว่า ลูกหลานที่ไปทำงานข้างนอกกลับเข้ามาอยู่กับพ่อแม่มาขยายกิจการ จากเดิมที่เป็นโฮมสเตย์ก็ทำเป็นบ้านพักเปิดร้านค้าขึ้นมา จึงทำให้มีจำนวนบ้านเพิ่มขึ้น ตอนนี้บ้านของชาวบ้านที่อยู่จริงๆ มีแค่ 120 หลังคาเรือนที่เหลือเป็นบ้านพักทั้งหมด เมื่อก่อนจะเป็นพื้นที่โล่งทั้งหมด แต่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นรายได้ของชาวบ้านก็ดีขึ้น การท่องเที่ยว 10 ปีหลังมานี้ผลตอบรับดีมาก ถือว่าอยู่ในความพอดี” ธีรเมศร์ ระบุ

สำหรับพื้นที่ของหมู่บ้านแม่กำปองนั้นเป็นเนื้อที่ประมาณ 6 ตารางกิโลเมตรกว่า พอเข้ามาในพื้นที่แม่กำปองขึ้นไปก็จะเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ลักษณะของหมู่บ้านฯจะเป็นเหมือนรูปตัว G ซึ่งศูนย์กลางของหมู่บ้านแม่กำปองก็คือ “วัดคันธาพฤกษา” หรือ “วัดแม่กำปอง” ซึ่งมีโบสถ์กลางน้ำ และพิพิธภัณฑ์เมี่ยงอยู่ด้วย เนื่องจากในอดีตคนที่นี่ประกอบอาชีพปลุกเมี่ยงและชา

“พี่น้อย” ชาวบ้านรายหนึ่งให้ความเห็นว่า ตนอยู่ที่แม่กำปองมาตั้งแต่ ปี 2539 ตั้งแต่ค่าแรงงานเมื่อก่อนถ้าเป็นผู้หญิง 130 บาท ผู้ชาย 150 บาท แต่ตอนนี้ ผู้หญิง 500 บาท และผู้ชายถ้าต่ำกว่า 600 บาท ก็จะไม่ทำ เป็นเพราะการท่องเที่ยวและความเจริญเข้ามาสังคมชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเป็นคนมีจิตใจที่ดีกับเพื่อนกับฝูง แต่ตอนนี้จะกลายเป็นนักธุรกิจ คนหนุ่มที่พอมีกำลังก็จะออกรถมารับนักท่องเที่ยว ผู้หญิงก็จะมาขายของให้นักท่องเที่ยว

“วิถีชีวิตล้วนมีแต่เงินนำหน้า ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนไหว้วานเด็กๆ ทำโน้นทำนี้เล็กๆ น้อยก็อาสาช่วย แต่ตอนนี้กลับต้องจ้างถึงจะทำ ตอนนี้การท่องเที่ยวกลืนวิถีชีวิตของชาวบ้านหมด การท่องเที่ยวดีในเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวไม่ดีเพราะทำให้ของทุกอย่างแพงไป ชีวิตของชาวบ้านกลายเป็นคนเมืองคือต้องหาเงิน หากมองในแง่ความเป็นอยู่เงินทองดีขึ้น แต่สังคมความเป็นอยู่ของชาวบ้านเปลี่ยนไป แน่นอนว่าคนรุ่นเก่าไม่ชอบ เพราะเสียงดังรบกวน นักท่องเที่ยวพลุกพล่าน พักผ่อนไม่เต็มที่ จากหมู่บ้านที่สงบ แต่คนรุ่นใหม่ชอบ อย่าลืมว่า แม่กำปองดีที่สุด คืออากาศดี, อารมณ์ดี, อาหารดี” พี่น้อย กล่าว

เช่นเดียวกับผู้สูงวัยชาวแม่กำปองอีกรายหนึ่ง ที่เล่าว่า โฮมสเตย์ตอนนี้มีนิดเดียว แต่บ้านพักมีจำนวนมาก และถึงจะเป็นโฮมสเตย์ก็ไม่ได้พักกับชาวบ้านอีกแล้ว เพราะแยกออกไปคล้ายๆ บ้านพัก แต่มีห้องมาสร้างติดกับบ้าน ไม่เหมือนในอดีตจะมีนักท่องเที่ยวมาพักที่บ้านของชาวบ้านจริงๆเรียกมากินข้าวล้อมวงกัน ซึ่งแม้ทุกวันนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่มีความสุขเหมือนเมื่อก่อน ขณะที่ “ความยั่งยืน” ก็เป็นโจทย์สำคัญของบ้านแม่กำปองไม่ต่างจากที่อื่นๆ เพราะแม้ ณ จุดเริ่มต้นจะวางระบบไว้ดี แต่เมื่อเปลี่ยนผู้นำระบบที่ดีนั้นก็อาจจะไม่ได้รับการสานต่อ

“ตอนนี้กฎระเบียบของหมู่บ้านเปลี่ยนไป ตั้งแต่เปลี่ยนผู้ใหญ่บ้านมันไม่เหมือนเดิมแล้ว หละหลวมไปหมดทุกอย่างแม่กลัวธรรมชาติมันจะหายไป คนเก่าแก่แบบเราก็คิดถึงบรรยากาศแบบเดิมๆเพราะเมื่อก่อนแม่กำปองดีมากเดี่ยวนี้แย่ เงินไม่มีค่า ถ้าแลกกับความสุข ความรู้สึกเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนเดินไปทักทายเพื่อนบ้านพูดคุยกัน แต่ปัจจุบันถ้าเราไม่ทักเขา เขาก็ไม่ทักเรา แต่เราเป็นเจ้าบ้านที่ดีเมื่อนักท่องเที่ยวมาพักเราก็ต้องต้อนรับอย่างดี” ผู้สูงวัยชาวแม่กำปองรายนี้ กล่าว

จากเรื่องราวของบ้านแม่กำปอง เห็นได้ว่าด้านหนึ่งเมื่อโลกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีเงินเป็นปัจจัยสำคัญ กระแสการพัฒนาตามแนวทางนี้จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้ และในความเป็นจริงมันก็สร้างความสะดวกสบายทางกายภาพให้กับมนุษย์ด้วย แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่าไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดีและไร้ข้อเสีย การพัฒนาแบบทุนนิยมช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้แต่ละคนนำไปซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้มากขึ้น แต่คนกลับมีความสุขทางจิตใจน้อยลง อยู่แบบตัวใครตัวมันมากขึ้นกลายเป็นสภาวะสังคมเหงาทั้งที่มีคนอยู่รายรอบมากมาย

และถึงจะมองเห็นความเป็นไปทั้ง2 ด้านแบบนี้ “ทางใดถูก-ผิด” ก็ตัดสินได้ยากเหลือเกิน!!!

ผบ.ตร.ให้ตำรวจทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699534

ผบ.ตร.ให้ตำรวจทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

ผบ.ตร.ให้ตำรวจทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 21.50 น.

ผบ.ตร.ให้ข้าราชการตำรวจพร้อมครอบครัวทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 20 ธันวาคม 2565 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยในส่วนของหน่วยงานที่มีที่ตั้งใน ตร.กำหนดให้สวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ณ ห้องศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ทั้งในระดับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค กองบังคับการ หรือ ตำรวจภูธรจังหวัด ให้จัดพิธีสวดมนต์ ตั้งจิตอธิษฐาน ถวายพระพรมงคลชัย พร้อมกันทั่วประเทศเวลา 17.00 น.โดยจัดขึ้นที่หน่วยงาน ให้บริหารจัดการกำลังสับเปลี่ยนหมุนเวียน ตามความเหมาะสม และดำเนินการในทุกวัน โดยเชิญชวนกำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมสวดมนต์อธิษฐานจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อถวายกำลังใจในฐานะพสกนิกรด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายพระพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

– 006

ศธ.จัดงาน’Unlock a Better Life’ มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย มุ่งเป้าลดหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699410

ศธ.จัดงาน'Unlock a Better Life' มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย มุ่งเป้าลดหนี้

ศธ.จัดงาน’Unlock a Better Life’ มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย มุ่งเป้าลดหนี้

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.48 น.

กระทรวงศึกษาธิการ จัดงาน “Unlock a Better Life” มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย มุ่งเป้าลดหนี้ Up Skill เสริมทักษะการวางแผนการเงิน

ศธ.จัดงานเพื่อช่วยเหลือครูไทยเรื่องการเงิน พร้อมแนะแนวการวางแผนการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตครูไทยและบุคลากรทางการศึกษาให้มีสภาพคล่อง ลดความเครียดในการใช้ชีวิต ส่งผลให้คุณภาพการทำงานที่ดีขึ้น ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อครูไทยที่ดีกว่า พร้อมด้วย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ, คณะผู้บริหารหน่วยงานและสถาบันการเงิน โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมงาน

จากนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตั้งเป้าให้ปี พ.ศ. 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน โดยกระทรวงศึกษาธิการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พบว่า กว่า 80% ของครูไทยในปัจจุบันประสบปัญหาภาวะหนี้สินที่มีหนี้สินรวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท จึงแนวทางเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน โดยจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่ให้กับครูไทยแก้ปัญหาเรื่องภาระหนี้ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้, ลดดอกเบี้ยและค่างวดรายเดือน, จัดตั้งสถานีแก้หนี้ร่วมช่วยแก้ปัญหาลดหนี้สินพร้อมการให้ความรู้ทางด้านวินัยการเงินและการลงทุน สร้างความแข็งแรงให้กับครูไทยได้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี

โดยการช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้กับครูไทยกระทรวงศึกษาธิการได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทั้งสถาบันการเงิน ร่วมกำหนดแนวทาง ลดภาระหนี้โดยรวมของครูไทยให้ลดน้อยลง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนกลยุทธ์ที่สำคัญคือ

– การลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ครูได้มีภาระหนี้สินที่ลดลง

– ควบคุมยอดหนี้เพื่อไม่ให้เกินความสามารถในการชำระเพื่อให้ครูมีเงินคงเหลือไม่น้อยกว่า 30% เพื่อลดปัญหาการก่อหนี้ เพิ่มหนี้ใหม่

– ปรับโครงสร้างหนี้ โดยรวมหนี้มาไว้กับสถาบันการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ และชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย

– จัดตั้งสถานีแก้หนี้ให้คำปรึกษากับครู

– ติดอาวุธให้ความรู้เสริมทักษะทางการเงินแก่ครูเพื่อต่อยอดในการลงทุน สร้างความแข็งแรงทางด้านการเงินอย่างยั่งยืน

โดยในงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสถาบันการเงินชั้นนำและองค์กรต่างๆ ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกรมบังคับคดี ร่วมมือกันในครั้งนี้ พร้อมมุ่งเป้าช่วยไกล่เกลี่ยหนี้ของครูไทยที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหรือถูกบังคับคดีทางกฎหมาย รวมทั้งผู้ค้ำประกัน เป็นมูลค่ากว่า 6,021 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมหลักภายในงาน ได้แก่ การเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของการฟ้องร้องดำเนินคดี การปรับโครงสร้างหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงิน การให้บริการวางแผนและให้คำปรึกษาการออม การกู้ยืม และการลงทุน รวมถึงการอบรมให้ความรู้ด้านการเงิน และการบริหารจัดการหนี้สิน เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

‘หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน’สวดมนต์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699406

'หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน'สวดมนต์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

‘หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน’สวดมนต์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.26 น.

“หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน”นำตัวแทนภาคเหนือขึ้น”วัดพระธาตุดอยสุเทพ”สวดมนต์และถวายสังฆทาน เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่”สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา”

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร “พระธาตุคู่เมืองล้านนา” ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายอานนท์ แสนน่าน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันแห่งประเทศไทย นายสมชัย แสงทอง ประธานหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันภาคเหนือ พร้อมตัวแทนและผู้ประสานงานภาคเหนือ ได้รับมอบหมายจาก “แรมโบ้” นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จัดพิธีสวดมนต์ และเครื่องสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ โดยอันเชิญบทสวดโพชฌังคปริตร ร่วมอธิษฐานจิตถวายพระพร ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

นายอานนท์ แสนน่าน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่สำนักพระราชวัง ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อ 15 ธันวาคม 2565 เรื่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ขณะนี้ประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พสกนิกรทั่วไทยต่างเฝ้าติดตามพระอาการ พร้อมร่วมใจถวายพระพรด้วยความจงรักภักดีและน้อมใจกันสวดมนต์บูชาธรรม อธิษฐานจิต ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

นายอานนท์ กล่าวอีกว่า สำหรับในวันนี้ทางตัวแทน “หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน” ภาคเหนือ ได้ดำเนินการจัดพิธี สวดมนต์ และถวายเครื่องสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมกันนี้ได้อัญเชิญบทสวดโพชฌังคปริตร ร่วมอธิษฐานจิตถวายพระพร ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี “อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี”

– 006

ครม.เห็นชอบโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699390

ครม.เห็นชอบโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

ครม.เห็นชอบโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.48 น.

ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้โดยไม่ถือเป็นวันลา

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ให้ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.65 – 9 ม.ค.66

ทั้งนี้ โครงการบรรพชาอุปสมบทฯ ครั้งนี้ จะดำเนินการโดยกรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ให้หายจากอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน และเป็นการแสดงความจงรักภักดีโดยการเจริญจิตภาวนา อีกทั้งเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอุปสมบทได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยการบรรพชาอุปสมบทจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.65 – 9 ม.ค.66 รวมเวลา 15 วัน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่เคยลาบรรพชาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาแล้วก็สามารถบรรพชาอุปสมบทในครั้งนี้ได้อีก และการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้จะไม่เป็นเหตุให้เสียสิทธิในการลาบรรพชาอุปสมบทตามปกติในอนาคตด้วย

สำหรับขั้นตอนดำเนินโครงการ กรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จะเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯ ระหว่างวันที่ 19 – 22 ธ.ค.65 และมีการเตรียมการก่อนบรรพชาอุปสมบท ในวันที่ 23 – 24 ธ.ค.65 มีพิธีปลงผม ในวันที่ 25 ธ.ค.65 และบรรพชาอุปสมบทในวันที่ 26 ธ.ค.65 ต่อไป

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699310

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.24 น.

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

สกสว.สานพลังหน่วยบริหารและจัดการทุนร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศในเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเป็นทีมเดียวกันที่สร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ ทำน้อยแต่ได้มาก ไม่เพิ่มภาระ สร้างความเข้าใจร่วม มีเครื่องมือและแพลตฟอร์มการทำงานเชื่อมโยงกัน และใช้ผลผลิตร่วมในระบบติดตามประเมินผล
ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานเปิดการประชุม PMU Forum Retreat ประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 16-18 ธันวาคม 2565 ณ โรงแรม เดอะ คาวาลิ คาซ่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวน แลกเปลี่ยน และรับฟังข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นร่วมกันของหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในเชิงกลยุทธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประธาน กสว. ระบุว่า ที่ผ่านมาในเชิงการทำงานได้มีการวางระบบในระดับหนึ่งแล้ว การร่วมคิดและร่วมหารือกันทำงานแบบพี่น้องจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เพื่อหาวิธีบริหารจัดการและการสื่อสารระหว่างกัน ทำให้การทำงานประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และใช้ ‘ผลผลิตร่วม’ เป็นตัวแสดงในระบบติดตามประเมินผล ขณะที่ ศ. ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ประธานอำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดและจะทำให้เกิดความเข้มแข็งในการทำงานเชิงนโยบาย คือ การทอนยุทธศาสตร์ในภาพรวมลงมาเป็นสิ่งที่วัดได้ และต้องตอบคำถามแรกให้ได้ว่าจะทำอะไรให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังต้องมีเครื่องมือที่ใช้ร่วมกัน วางแนวคิดและติดตามผลเพื่อให้คุยกันง่ายขึ้น และมีการประเมินผลที่เข้าใจตรงกัน

ด้าน รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สิ่งที่คาดหวังจากเวทีนี้คือภาพที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันในบทบาทของหน่วยบริหารและจัดการทุน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบ ววน. ของประเทศ ได้ทบทวนปัญหาอุปสรรคพร้อมกับแนวทางที่จะขับเคลื่อน โดยก้าวต่อไปคือ ทำน้อยได้มาก และเป็นทีมเดียวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศและมีผลกระทบสูง

สำหรับประเด็นสำคัญในการแสวงหาเป้าหมายร่วมกัน ได้แก่ การปรับเป้าหมายการทำงานเพื่อใช้เงินตามเป้าประสงค์ของ ววน. โดยการสร้างความเข้าใจร่วม มีแนวทางการทำงานร่วมกัน และอยากเห็นแพลตฟอร์มการทำงานที่เชื่อมโยงกัน มี Gray area ที่มีการพูดคุยกันของหน่วยบริหารและจัดการทุนทำงานในประเด็นเดียวกัน โดยมีความท้าทายในช่วง 1-5 ปี คือ กระบวนการทำงานน้อยแต่มาก และไม่สร้างภาระงานเพิ่มแก่หน่วยบริหารและจัดการทุนโดยไม่จำเป็น แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และร่วมกันพัฒนานักวิจัยให้มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายของ ววน. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังขาดคนวิเคราะห์ภาพใหญ่ให้ชัดเจนว่ามีช่องว่างอยู่ที่ใด สกสว.และหน่วยบริหารและจัดการทุนต้องทำอะไรเพื่อปิดช่องว่างนั้น

ขณะที่การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบภายใต้แผนระยะ 5 ปี คือ การเพิ่มขีดความสามารถ และการนำความรู้ไปสร้างความยั่งยืนในมิติของสังคม โดยตั้งเป้าไว้ว่าประเทศไทยต้องมีอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) และมีอันดับดัชนีความยั่งยืน (SDG Index) ที่สูงขึ้นอยู่ใน 35 อันดับแรก เกิดผลลัพธ์ที่ได้รับจากการจัดสรรงบประมาณ ทั้งด้านสังคม ชุมชน พื้นที่ และด้านกำลังคน ระบบนิเวศ โดยมีหน่วยงานในระบบ ววน. เป็นกำลังหลักที่จะส่งมอบผลผลิตแก่ฝ่ายนิติบัญญัติในการชี้แจงงบประมาณ สามารถตอบสนองประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้เชื่อมั่นว่าการลงทุนด้าน ววน. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศได้จริง ดังนั้นจึงต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายร่วมในการส่งมอบผลสัมฤทธิ์ 5 ปี และแนวทางการทำงานเพื่อนำส่งตัวชี้วัดต่าง ๆ และนำไปสู่การขับเคลื่อน ววน. ให้ประสบความสำเร็จ

ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.จะรวบรวมข้อมูลและสรุปให้เป็นระบบเพื่อสื่อสารกับหน่วยงานอันจะเป็นประโยชน์ต่อทำงาน และคิดต่อว่าจะพัฒนากลไกขับเคลื่อนอย่างไร โดยนำความเห็นของทุกคนที่ร่วมเวทีไปประกอบการทบแทนแผนด้าน ววน. ระยะ 5 ปี โดยในระยะสั้นจะทบทวนเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ (OKRs) การสร้างศักยภาพของบุคลากร การจัดทำคู่มือหรือหลักสูตรเพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันและเครื่องมือหนุนเสริมที่จำเป็น เช่น การสร้างวิจัยเชิงระบบ รวมถึงการติดตามประเมินผลการทำงาน ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นพลังที่มีความมุ่งมั่นและเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง สกสว. และหน่วยบริหารและจัดการทุน 

“ข้อสังเกตจากเวทีนี้คือ เราจะมีอะไรส่งมอบผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบบ้าง ซึ่งจะต้องมีความสามารถในการเล่าเรื่องและเขียนเส้นทาง มีคำตอบที่เริ่มจากกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน จะเดินทางไหนเพื่อช่วยบูรณาการโครงการต่าง ๆ ที่จะเข้ามา และเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้ร่วมกันเพื่อให้เห็นความสอดคล้องของงานมากขึ้น 

นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เช่น Covid-19 เพื่อสร้างความตระหนักแก่สังคม รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกันด้วย” ประธานอำนวยการ สกสว. กล่าวสรุป