วช. ยกระดับ ‘หมามุ่ย’ สกัดเป็นเซรั่มบำรุงผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมหงอกก่อนวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694917

วช. ยกระดับ 'หมามุ่ย' สกัดเป็นเซรั่มบำรุงผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมหงอกก่อนวัย

วช. ยกระดับ ‘หมามุ่ย’ สกัดเป็นเซรั่มบำรุงผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมหงอกก่อนวัย

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.54 น.

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการวิจัยฯ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ วช. นำ ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. 
พร้อมด้วยสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมบริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด ที่ทำการผลิตผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผมจากสารสกัดหมามุ่ย โดยมี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และนางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ บริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น ให้การต้อนรับ ณ ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

“หมามุ่ย” ได้ยินชื่อแล้วหลายคนอาจจะไม่กล้าเข้าใกล้เพราะกลัวว่าจะคันจนเกาไม่หยุด แต่จริง ๆ แล้วสรรพคุณที่ซุกซ่อนอยู่นั้นมากมายกว่าที่คิด สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เห็นถึงประโยชน์สรรพคุณที่สำคัญจึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำภา จิมไธสง สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คิดค้นและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผมจากสารสกัดหมามุ่ย” โดย บริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมให้กลับมาดกดำ ทดแทนการใช้ผลิตภัณฑ์การย้อมสีผม

รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำภา จิมไธสง สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกับนางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ 
แห่งบริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมให้กลับมาดกดำ เพื่อทดแทนการใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมสีผม และเนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันสูงและมีความนิยมใช้สมุนไพรไทยมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยมีการส่งเสริมการปลูกหมามุ่ยเป็นจำนวนมาก แต่ตลาดที่รองรับและการแปรรูปไปใช้มีจำนวนน้อย ทางทีมวิจัยอยากช่วยเกษตรกรผู้ปลูกหมามุ่ยในจังหวัดเชียงราย จึงนำผลเมล็ดหมามุ่ยอินเดีย ที่คุณสมบัติสร้างเม็ดสีลานินได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสารแอลโดปาทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการสร้างเม็ดสีทำให้สีผมดำขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นหลอดเลือดทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณหนังศีรษะดีขึ้น ทำให้รากผมแข็งแรง มาแปรรูปให้เป็นสารสกัดพร้อมใช้งาน พร้อมนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับลดผมหงอกได้อย่างมีมีประสิทธิภาพ 

นางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ แห่งบริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผมจากสารสกัดหมามุ่ย เริ่มจากการศึกษาสภาวะการในการสกัดสารแอลโดปาจากเมล็ดหมามุ่ย พบว่า ผงเมล็ดหมามุ่ยเมื่อผ่านกระบวนการแช่แข็งจะได้ลักษณะเป็นผลสีเหลืองอ่อน และไม่มีการปนเปื้อนโลหะหนักทั้งแคดเมียม ตะกั่ว สารหนู และปรอท ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข

คุณสมบัติ สารสกัดเมล็ดหมามุ่ยในผลิตภัณฑ์แชมพู และผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผม ที่คิดค้นขึ้นมีเนื้อสูตรตำรับใส สีน้ำตาลเข้มและมีความหนืดพอ ผลิตภัณฑ์แชมพูมี ฟองเยอะ ช่วยให้ผมนุ่มลื่นไม่พันกัน และไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ส่วนผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผม มีคุณสมบัติ ซึมซับไว และไม่ทำให้หนังศีรษะเหนียวหรือมัน

ทีมวิจัยได้นำผลิตภัณฑ์แชมพู ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผม ไปทดสอบในอาสาสมัคร พบว่า ไม่เกิดการระคายเคือง ผลิตภัณฑ์สามารถเปลี่ยนแปลงสีผมจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแดงถึงสีดำได้ หลังจากการใช้ภายใน 2 สัปดาห์ และเมื่อนำเส้นผมมาส่องกล้องขยาย พบว่าเส้นผมมีเม็ดสีมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณโคนผม นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้ศึกษาพฤติกรรม และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกชื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดูแลเส้นผมเพื่อผมดกดำลดหงอก จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน พบว่าส่วนใหญ่เริ่มมีหงอกในช่วงอายุ 31-40 ปี และเลือกวิธีแก้ปัญหาผมหงอกโดยการย้อมสีผม 50.25% และใช้ผลิตภัณฑ์แชมพูและเซรั่มบำรุงผม 33.50% และอาสาสมัครที่ใช้สินค้าที่ไม่มีแบรนด์สินค้าเฉพาะเจาะจงที่ใช้  31.25% ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการทำตลาดของผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยนี้เป็นอย่างมาก เพียงแต่สมุนไพรที่กลุ่มตัวอย่างใช้ยังไม่ทราบถึงประสิทธิภาพของสารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย ทีมวิจัยจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนการตีตลาด เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าแก่ผู้บริโภค
ในวงกว้าง รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผมกลับมาดกดำได้อย่างเป็นธรรมชาติ แทนการย้อมผมแบบเก่า จึงสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์แชมพูและเซรั่มบำรุงผมที่มีสารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย มีศักยภาพในการออกสู่ตลาดได้จริง มีประสิทธิภาพการแก้ปัญหาผมหงอกได้เป็นอย่างดี ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และสามารถทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจได้ ตอบโจทย์ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพรับรองผลด้วยงานวิจัย

ปัจจุบันมีการจัดจำหน่ายทางตลาดออนไลน์แล้ว โดยจัดจำหน่ายชุดละ 1,690 บาท ซึ่งได้รับผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างมาก ทำให้มียอดการจัดจำหน่าย 24 ล้านบาท/ปี  อีกทั้งยังได้รับจ้างผลิตและพัฒนาสินค้าให้กับผู้ประกอบการ MSME รายอื่น ๆ อีกด้วย

บอร์ด กพฐ.ไฟเขียวแยก ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นวิชาพื้นฐาน เล็งเสนอ ‘ตรีนุช’ ออกประกาศสัปดาห์นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694879

บอร์ด กพฐ.ไฟเขียวแยก ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นวิชาพื้นฐาน เล็งเสนอ ‘ตรีนุช’ ออกประกาศสัปดาห์นี้

บอร์ด กพฐ.ไฟเขียวแยก ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นวิชาพื้นฐาน เล็งเสนอ ‘ตรีนุช’ ออกประกาศสัปดาห์นี้

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.46 น.

“บอร์ด กพฐ.” เห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงฯ แยกวิชาประวัติศาสตร์  ด้าน สพฐ.เตรียมเสนอให้ “ตรีนุช” ลงนามประกาศสัปดาห์นี้ 

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งที่ 11/2565  ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ แนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 ตามนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอให้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน   ซึ่งขั้นตอนต่อไป ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ก็จะจัดทำประกาศออกมา เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาลงนามต่อไป

“ส่วนรายละเอียดการปรับปรุงเนื้อหาต่าง ๆการแยกวิชาประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ไม่ได้เพิ่มชั่วโมงเรียน ไม่ได้เพิ่มภาระผู้เรียนและครู เพียงแต่จะจัดการเรียนประวัติศาสตร์ให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้คณะกรรมการ กพฐ. หารือร่วมกันเห็นว่าการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ควรปรับให้มีการเชื่อมโยงจากอดีตสู่ปัจจุบันและแนาคต การพัฒนาเชิงสังคม หน้าที่พลเมือง และสาระวิชาการเรียนรู้อื่น ๆ ซึ่งต่อไป สพฐ.จะไปจัดรายละเอียดการปรับปรุงหลักสูตรเนื้อหาให้มีความเหมาะสม ครอบคลุม ทันสมัย และเชื่อมโยงกับหน้าที่และสาระวิชาอื่น ๆในหลักการ เพื่อให้โรงเรียนต่าง ๆนำไปปฏิบัติใช่ต่อไป” 

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา เพราะวันนี้ทุกคนต่างพูดกันว่าอยากให้คนไทยมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ต้องการสร้าง Soft Power ที่มาจากวัฒนธรรมประเพณีดี ๆของประเทศ ซึ่งการที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องเรียนรู้จากอดีตว่าเรามีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ดีงามอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และถ้าจะนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันเราควรจะต่อยอดอย่างไร และเชื่อมอย่างไร เพื่อให้เป็นความภาคภูมิใจที่สามารถนำวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี สินค้าอาหารดีๆ หรือทรัพยากรเครื่องมือเครื่องใช้ดีๆในอดีตมาปรับปรุงใช้ในปัจจุบันได้ จึงต้องแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ทุกคนสามารถตระหนักได้ว่าประวัติศาสตร์สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ได้กับทุกศาสตร์ 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์ มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วย เราต้องสร้างความเข้าใจ และรับฟังความเห็นมาปรับใช้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันนี้ ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ควรนำวิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา เพื่อนำไปเชื่อมโยงกับวิชาอื่นๆ เพราะการสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบเดิมๆนั้นใช้ไม่ได้แล้ว ต้องมาเรียนแบบใหม่ ครูต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอนใหม่ และการประเมินผลให้สอดรับกับสิ่งที่เราต้องการ คือ อยากเห็นเด็กทุกคนในชาติมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นชาติไทย  รักหวงแหนบ้านเกิด แผ่นดิน บ้านเกิดเมืองนอนของตน เรียนรู้อดีตและวัฒนธรรมที่ดีงาม เพื่อมาต่อยอดในอนาคต

“สพฐ.จะเสนอ (ร่าง) ประกาศ ศธ.  เรื่อง การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.​ลงนามได้ภายในสัปดาห์นี้  ระหว่างนี้ สพฐ.ก็จะเตรียมการปรับหลักสูตร ตัวชี้วัด ให้ทันใช้ในปีการศึกษา 2566 ระหว่างนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครองด้วย” นายอัมพร กล่าว    

‘ตรีนุช’ลั่น!แยกวิชา‘ประวัติศาสตร์’ ไม่ใช่บังคับ‘เด็กรักชาติ’ เตรียม‘ครู’รองรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694808

‘ตรีนุช’ลั่น!แยกวิชา‘ประวัติศาสตร์’ ไม่ใช่บังคับ‘เด็กรักชาติ’ เตรียม‘ครู’รองรับ

‘ตรีนุช’ลั่น!แยกวิชา‘ประวัติศาสตร์’ ไม่ใช่บังคับ‘เด็กรักชาติ’ เตรียม‘ครู’รองรับ

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.13 น.

‘ตรีนุช’ลั่น!แยกวิชา‘ประวัติศาสตร์’ ไม่ใช่บังคับ‘เด็กรักชาติ’ เตรียม‘ครู’รองรับ

28 พฤศจิกายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ และให้ความสำคัญกับเยาวชนในการเรียนวิชาประวัติติศาสตร์เพื่อให้ตระหนักรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์และความรักชาติ รวมถึงความภาคภูมิใจในความเป็นชาติของเรานั้น

“ตนจึงขอให้ที่ประชุมบอร์ด กพฐ.พิจารณาในการแยกวิชาประวัติศาสตร์ เป็นอีกวิชาหนึ่ง เป็นการเรียนประวัติศาสตร์แบบใหม่ ไม่ใช่เรียนแบบท่องจำแบบเดิมๆ เพราะการเรียนแบบท่องจำไม่ได้ช่วยให้การเรียนรู้ในอดีตนำไปสู่การพัฒนาอนาคต และไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นชาติของเรา การจะให้เด็กรุ่นใหม่มีความตื่นตัวและเข้าใจบรรพบุรุษของเราที่ได้ผ่านขบวนการต่างๆมานั้นมีขบวนการคิดและผ่านในแต่ละช่วงเวลามาได้อย่างไร” รมว.ศธ. กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้มอบให้บอร์ด กพฐ.พิจารณาแนวทางการพัฒนาครูวิชาประวัติศาสตร์ โดยครูจะต้องมีวิธีการสอนที่จะทำให้เด็กสนใจเรียนประวัติศาสตร์อย่างสนุกมากขึ้น โดยใช้ขบวนการเรียนแบบแอคทีฟเลินนิ่ง เน้นให้เด็กคิดวิเคราะห์สนุกไปกับการเรียนประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กซึมซับและเรียนรู้ว่าประวัติศาสตร์ของเราทำอะไรมาบ้างและจะต่อยอดการทำงานและตระหนักรู้ในความเป็นชาติของเรา ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ ดังนั้น วิชาประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาชาติ ขบวนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้กับเด็กจะต้องเปลี่ยนขบวนการเรียนรู้ใหม่ เช่น ทำอย่างไรให้เด็กรู้สึกสนุกและเกิดการคิดวิเคราะห์กับการเรียนประวัติศาสตร์มากขึ้นและน่าสนใจมากขึ้น รวมถึงมีความภูมิใจในความเป็นชาติของเรา

น.ส.ตรีนุช ยืนยันว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาไม่ได้เป็นการบังคับให้เด็กรักชาติ แต่ต้องการปรับการเรียนประวัติศาสตร์ของเด็กให้มีความทันสมัยและน่าสนใจเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นการเพิ่มชั่วโมงเรียน และไม่ได้กระทบกับงบประมาณ แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างการเรียนใหม่

“ดังนั้นครูจะต้องปรับขบวนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ให้น่าสนใจขึ้น โดยครูจะต้องใช้สื่อที่ทันสมัยและสามารถนำสื่อต่างๆมาใช้ประกอบการสอนเพื่อให้การเรียนประวัติศาสตร์น่าสนใจ รวมถึงกิจกรรมขบวนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์จะต้องนำไปสู่การพัฒนาอนาคตชาติของเรา และต่อไปต้องมีการอบรมครูวิชาประวัติศาสตร์ และต้องมีครูเอกวิชาประวัติศาสตร์สอนโดยตรง โดยจะมอบให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาเกลี่ยอัตราครูวิชาประวัติศาสตร์ต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นอีกวิชาหนึ่ง จะไม่ทำให้เด็กเรียนหนักขึ้น เพราะไม่ได้เพิ่มเวลาเรียน แต่เพื่อออกแบบโครงสร้างการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่เท่านั้น และเพื่อผลิตครูให้ตรงวิชาเอกประวัติศาสตร์ด้วย และจะไม่มีผลกระทบกับงบประมาณ

ขณะที่ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ เพื่อให้ประวัติศาสตร์เป็นตัวเชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต และเชื่อมโยงทั้งมิติของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม หน้าที่พลเมือง ดังนั้นการที่แยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาจะช่วยเชื่อมโยงการสร้างระหว่างหน้าที่ กับการพัฒนา เดิมวิชาประวัติศาสตร์จะเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญในวิชาสังคมศึกษาที่เรียนทั่วๆไป แต่ครั้งนี้เราจะใช้แยกวิชาประวัติศาสตร์ให้เรียนรู้ถึงความทุ่มเท ความเสียสระที่ผ่านมาในอดีต และแนวคิดต่างๆในการสร้างชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การปกครอง ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคมีผลกระทบอย่างไร และต่อไปจะพัฒนาสู่อนาคตอย่างไร รวมถึงหน้าที่ของตนเองจะเป็นอย่างไร จะนำไปพัฒนาสู้อนาคตที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่ให้เรียนประวัติศาสตร์ว่าเหตุการณ์นี้เกิดเมื่อไร หรือเพราะอะไรเขาจึงคิดอย่างนี้ และดำเนินการเช่นนี้

เช็คหลักเกณฑ์! เทียบโอนหน่วยกิต-ผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694785

เช็คหลักเกณฑ์! เทียบโอนหน่วยกิต-ผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัว

เช็คหลักเกณฑ์! เทียบโอนหน่วยกิต-ผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัว

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 10.13 น.

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต พัฒนาศักยภาพและทักษะในทุกช่วงวัย สนับสนุนให้มีการเทียบโอนได้จากการศึกษาต่างระบบ

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย สามารถเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัว ในขณะที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการศึกษาในระดับอุดมศึกษา รวมทั้งส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามีอิสระในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษา โดยต่างมหาวิทยาลัยก็โอนได้ แต่ต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ตามประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2565 ซึ่งได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 ทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีสาระสำคัญ อาทิ

การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีหลักการ ดังต่อไปนี้

(1) การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาต้องสามารถเทียบโอนได้ทั้งจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย

(2) การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาต้องยึดหลักความเสมอภาคและธำรงไว้ซึ่งคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา

(3) สถาบันอุดมศึกษาต้องจัดให้มีหน่วยงานทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ปรึกษาและดำเนินการให้มีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

(4) สถาบันอุดมศึกษาต้องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการทดสอบและประเมินผลเพื่อการเทียบโอนที่มีมาตรฐาน

สถาบันอุดมศึกษาต้องดำเนินการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาภายใต้หลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

หลักเกณฑ์การเทียบโอนจากการศึกษาในระบบ ระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี

(1) เป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าที่คณะกรรมการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายรับรอง

(2) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนำมาขอเทียบโอนต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่ขอเทียบโอน

(3) ผลการเรียนในรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนำมาขอเทียบโอน ต้องมีระดับคะแนนไม่ต่ำกว่า 2.00 จากระบบ 4.00 หรือเทียบเท่า

(4) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่เทียบโอนจากต่างสถาบันอุดมศึกษา ไม่สามารถนำมาคำนวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้

ระดับบัณฑิตศึกษา

(1) เป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าที่คณะกรรมการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายรับรอง

(2) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนำมาขอเทียบโอนต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่ขอเทียบโอน

(3) ผลการเรียนในรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนำมาขอเทียบโอนต้องมีระดับคะแนนไม่ต่ำกว่า 3.00 จากระบบ 4.00 หรือเทียบเท่า

(4) การเทียบโอนในรายวิชาวิทยานิพนธ์ให้เป็นไปตามที่สถาบันอุดมศึกษากำหนดโดยความเห็นชอบของสภาสถาบันอุดมศึกษา

(5) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่เทียบโอนจากต่างสถาบันอุดมศึกษาไม่สามารถนำมาคำนวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้

‘วิศวะมหิดล-JAIST’เตือนภัย…เผยผลวิจัยพิสูจน์ AI-Machine Learning ถูกโจมตีในรูปคิวอาร์โค้ดได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694665

‘วิศวะมหิดล-JAIST’เตือนภัย...เผยผลวิจัยพิสูจน์  AI-Machine Learning ถูกโจมตีในรูปคิวอาร์โค้ดได้

‘วิศวะมหิดล-JAIST’เตือนภัย…เผยผลวิจัยพิสูจน์ AI-Machine Learning ถูกโจมตีในรูปคิวอาร์โค้ดได้

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“โลกแห่งศตวรรษที่ 21 นั้น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) ได้รับความนิยมเป็นซูเปอร์ฮิตราวกับแก้วสารพัดนึก แต่ยังมีคำถามว่าปลอดภัยไว้วางใจได้ 100% หรือไม่?” ซึ่งทีมวิจัยไทย-ญี่ปุ่น โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ JAIST (Japan Advanced Institute of Science and Technology)

เปิดผลวิจัยสุดเซอร์ไพรส์โดยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเรื่อง “การโจมตีการเรียนรู้ของเครื่องผ่านรูปแบบตัวอย่างปฏิปักษ์ (Attacking Machine Learning With Adversarial Examples)”ชี้ให้เห็นว่า Machine Learning ยังมีช่องโหว่ภัยความเสี่ยงจากการโดนโจมตีที่จะสร้างความเสียหายได้ ตอกย้ำว่าแม้เทคโนโลยีจะเลิศล้ำเพียงใด ยังจำเป็นต้องมีมนุษย์ตรวจสอบเพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI และ Machine Learning (ML) มีบทบาทในวิถีชีวิตของประชาชน การทำงานและหลายธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์สุขภาพ ธุรกิจการค้า อี-คอมเมิร์ซ ตลาดทุนการเงิน ยานยนต์ขนส่งโลจิสติกส์ โทรคมนาคม การผลิตในอุตสาหกรรม ความมั่นคงปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ซึ่งผลงานวิจัย การโจมตีการเรียนรู้ของเครื่องผ่านรูปแบบตัวอย่างปฏิปักษ์ นี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Journal of Imaging นับเป็นงานวิจัยระดับนานาชาติที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากประชาคมโลก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการออกแบบการโจมตี ML Model ในรูปแบบของ QR Code ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของบริการที่เข้าถึงประชาชนและองค์กรในวงการต่างๆ

“ทีมนักวิจัยไทย-ญี่ปุ่น จำนวน 3 คน จากการผนึกความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น (JAIST) ประกอบด้วยดร.กรินทร์ สุมังคะโยธิน อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.โคตานิ คาซุโนริ และ ผศ.ปริญญา ศิริธนวันต์ จากสถาบัน JAIST” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

ดร.กรินทร์ สุมังคะโยธิน อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงที่มาของงานวิจัย ว่า AI ปัญญาประดิษฐ์เป็นการทำให้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรฉลาด ส่วน Machine Learning (ML) เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของ AI โดยการนำเข้าข้อมูลสู่อัลกอริทึม เพื่อสร้างโครงข่ายการตัดสินใจในการคาดคะเนแนวโน้มหรือทำนายผลลัพธ์ คล้ายคลึงกับการตัดสินใจของมนุษย์ เพื่อลดภาระงานหนักและความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้า ตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าเมื่อเทียบกับการทำงานของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจถึงโครงสร้างการตัดสินใจของเน็ตเวิร์กโมเดลของ Machine Learning นั้นยังคงคลุมเครือ และยังคงเป็นสิ่งที่ต้องทำการศึกษาต่อไป ทำให้ในปัจจุบัน Machine Learning สามารถถูกโจมตีผ่านความคลุมเครือดังกล่าวจากผู้ประสงค์ร้าย เพื่อใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยน ด้วยเหตุนี้ทีมนักวิจัยจึงทำการศึกษาวิจัยด้านการโจมตี ML โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการโจมตีโดยมุ่งเน้นการโจมตีที่สามารถหลบหลีกการสังเกตจากมนุษย์ ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายหรือผลเสียได้อย่างมหาศาล

ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการเงิน การรักษาพยาบาล การสื่อสาร คมนาคมขนส่ง ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ระบบการผลิต จนถึงระบบการป้องกันประเทศ โดยทีมวิจัยวิศวะมหิดล-JAIST ใช้เวลาศึกษาวิจัยร่วมกันกว่า 3 ปีแม้จะมีอุปสรรคช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ก็สามารถทำงานผ่านระบบออนไลน์บนแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพระดับสูงของญี่ปุ่น ได้ศึกษาวิเคราะห์และออกแบบ การโจมตีการเรียนรู้ของ ML ผ่านรูปแบบตัวอย่างปฏิปักษ์ บนสมมุติฐานโดยที่มีเป้าหมายในการโจมตี ML Model และสามารถหลบเลี่ยงการสังเกตจากมนุษย์

ทำให้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจผิดพลาดของเครื่องจักร โดยการโจมตีนั้นสามารถมุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ใดๆ ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าได้ โดยได้กำหนดรูปแบบการโจมตีผ่านข้อมูลที่ถูกซ่อนใน “รูปแบบ QR-Code” สำหรับฟังก์ชั่นการทำงาน ของการโจมตีในรูปแบบ Adversarial Examples เป็นการหลอก AI ให้สับสน โดยการใส่ข้อมูลปนเปื้อนลงไปในข้อมูลเป้าหมาย อาทิ ข้อมูลภาพ,ข้อมูลเสียง, ข้อมูลสัญญาณ หรือข้อมูลประเภทอื่นๆ

โดยผลการโจมตีนั้นมีทั้งแบบการกำหนดผลลัพธ์จากการโจมตีไว้ล่วงหน้า หรือ ทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนจากสิ่งที่ควรจะเป็นได้ สรุปผลการวิจัย สามารถบีบอัดให้ข้อมูลการโจมตีผ่านข้อมูลที่ถูกซ่อนใน QR-Codeที่สามารถสแกนได้ และยังคงความสามารถของการโจมตีแบบมุ่งเป้าหมายผลลัพธ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากการใช้ในการทดสอบการโจมตี Machine Learning แล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ยังสามารถนำมาใช้พัฒนาระบบป้องกันและตรวจจับการโจมตีจากการวิเคราะห์โดย ML Model ในหลายๆ วัตถุประสงค์อีกด้วย

เช่น ปกป้องความเป็นส่วนตัว ระบบป้องกันทางการทหาร อีกด้วย เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจของ Machine Learning ควรใช้เป็นเพียงเครื่องมือและนวัตกรรมที่ช่วยลดภาระงานของมนุษย์เท่านั้น ท้ายสุดแล้วยังคงต้องได้รับการตรวจสอบจากมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อยืนยันผลลัพธ์เป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งจากความสำเร็จของงานวิจัยชิ้นนี้ แผนในอนาคต ทีมวิจัยไทย-ญี่ปุ่น จะคิดค้นหาวิธีการที่สามารถโจมตีได้มีประสิทธิภาพในระดับสูงยิ่งขึ้นอีก เพื่อก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และยังคงไว้ซึ่งความสามารถในการทำงานของรูปแบบข้อมูลดั้งเดิม

(เช่น การโจมตีในรูปแบบ QR-Code ต้อง Scan ได้ เป็นต้น) สำหรับวิธีป้องกันการโจมตีในอนาคต Adversarial Example Attack
มี 2 แนวทาง ได้แก่ 1.ใช้การโจมตี Adversarial Example เพื่อปกป้องข้อมูลจากการถูกตรวจสอบที่ไม่ได้รับอนุญาต 2.ใช้ข้อมูลที่ได้จากการโจมตี Adversarial Example นำกลับมาเพื่อวิเคราะห์ถึงการโจมตี และออกแบบ Machine Learning โมเดลที่ทนทานต่อการโจมตีมากยิ่งขึ้น

“ข้อแนะนำสำหรับในการใช้ Machine Learning อย่างปลอดภัย ให้พึงระวังเสมอว่า ข้อมูลนำเข้าอาจถูกปนเปื้อนการโจมตีมุ่งเป้าในรูปแบบต่างๆ เช่น Adversarial Example หรืออาจพ่วงมากับมัลแวร์ ดังนั้น การใช้ Machine Learning เพื่อการทำงานที่มั่นคงและปลอดภัย มีความจำเป็นต้องมีวาง ระบบการตรวจสอบผลลัพธ์สุดท้ายโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความถูกต้องที่เชื่อถือได้อีกครั้ง อย่าปล่อยให้ Machine ทำงาน 100% ในปัจจุบัน AI และ Machine Learning ยังมีข้อจำกัดและจะเป็นตัวช่วยที่ดีได้ก็ต่อเมื่อทั้งคนและเครื่องจักรมีการคิดและทำงานประสานกันอย่างสมดุล ไม่อ้างอิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป” ดร.กรินทร์ กล่าว

ศศินทร์จัดเสวนา‘Digital Assets : The Future or a Fad?’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694666

ศศินทร์จัดเสวนา‘Digital Assets : The Future or a Fad?’

ศศินทร์จัดเสวนา‘Digital Assets : The Future or a Fad?’

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ Sasin Center of Excellence and Research Unit สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา “Digital Assets : The Future or a Fad?” โดยได้รับเกียรติจาก Prof.David Yermack, Albert Fingerhut Professor of Finance and Business Transformation, NYU Stern School of Business ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Asset เป็นวิทยากรบรรยาย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริหารองค์กรในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอย่างดี

(จากซ้ายไปขวา) : รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส (ศศินทร์) คุณวิเชฐ ตันติวานิช (บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น) คุณพราวพร เสนาณรงค์ (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) คุณธีรนันท์ ศรีหงส์ (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) คุณแมนพงศ์ เสนาณรงค์ (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) Prof. David Yermack คุณวรัชญา ศรีมาจันทร์ (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์)

คุณทิพยสุดา ถาวรามร (บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด) ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ (ศศินทร์) คุณพจน์ หะริณสุต (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด) ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ (JIB Digital Consult) คุณชนันต์ ชาญชัยณรงค์ (กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน) ร่วมรับฟังมุมมองและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย จัดขึ้นที่สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์

‘APRSCP 2022’ขับเคลื่อนผลิต-บริโภคยั่งยืน และเศรษฐกิจหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694663

‘APRSCP 2022’ขับเคลื่อนผลิต-บริโภคยั่งยืน  และเศรษฐกิจหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

‘APRSCP 2022’ขับเคลื่อนผลิต-บริโภคยั่งยืน และเศรษฐกิจหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมาคมส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ SCP Association (Thailand) ร่วมกับ Asia Pacific Roundtable for Sustainable Consumption and Production (APRSCP) จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ “16th Asia Pacific Roundtable on Sustainable Consumption and Production : Bridging Net Zero Transition by SCP and Circular Economy” เมื่อวันที่ 21-23 พฤศจิกายน พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส กรุงเทพฯ

เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้ บทเรียน การศึกษาวิจัย และการส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีในการดำเนินงานด้านการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการเสริมสร้างศักยภาพ การเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และแหล่งเงินทุน เพื่อยกระดับความมุ่งมั่นในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero GHG Emission ของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวภายหลังเปิดงานว่า การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ.2050 (พ.ศ.2593) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ.2065 (พ.ศ.2608) เพราะภาคอุตสาหกรรมและการผลิตจะปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการเข้มงวด โดยกำหนดให้ภายในปี ค.ศ.2025 (พ.ศ.2568) หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะหยุดการนำเข้าเศษพลาสติก แต่จะมีการอนุญาตเฉพาะในส่วนของเศษพลาสติกที่ไม่สามารถหาได้จากภายในประเทศซึ่งจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

มร.สันเจย์ กุมาร์ ประธานเครือข่ายส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APRSCP) กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤตของการมีชีวิตอยู่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอยู่บนทางแยกระหว่างโอกาสกับความท้าทายที่จะมีผลกระทบระยะยาวต่อคนรุ่นต่อไปในอนาคต

“ผมมีความเชื่อมั่นว่า ภูมิภาคนี้จะฟื้นตัวดีขึ้นและกลับมาแข็งแกร่งมากขึ้น หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลของประเทศต่างๆ ต้องกำหนดเส้นทางการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งไม่เพียงแต่คำนึงถึงความเท่าเทียมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้นหากยังต้องส่งเสริมการแบ่งปันความเจริญรุ่งเรืองด้วย” มร.สันเจย์ กล่าว

ขณะที่ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานคณะกรรมการการจัดงานและนายกสมาคมและประธานเครือข่ายส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Thai SCP Network) กล่าวว่า การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (SCP) ร่วมกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) เป็นทั้งแนวทางระดับสากล และการดำเนินการเปลี่ยนแปลงอันนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ รวมทั้งสังคมคาร์บอนต่ำและการเติบโตอย่างยั่งยืน

ดังนั้น ด้วยความตระหนักและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงถึงเวลาแล้ว ที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาที่คุกคามความยั่งยืนของระบบนิเวศทางธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต ด้วยมาตรการต่างๆ อาทิ การทบทวนการผลิตและการบริโภค ผ่านนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยมีความก้าวหน้ามากในการขับเคลื่อนโดยการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชน

ดร.วิจารย์กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่คาดหวังจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในงานประชุมวิชาการครั้งนี้ การถอดบทเรียนจากในหลายๆ พื้นที่ โดยเครือข่ายของเรามีการทำงานร่วมกันในหลายภาคส่วน อาทิ อุตสาหกรรม การเกษตร ท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างหลายหน่วยงาน

“โดยเฉพาะภาครัฐซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนภาคส่วนอื่นๆ รวมทั้งการให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG (BIO-Circular-Green Economy) model โดยเรามีเป้าหมายลดการใช้ทรัพยากรลง 1 ใน 4 ขณะเดียวกันก็ให้ได้ผลผลิตที่ใช้ได้นานขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดของเสีย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยรวม คือ การใช้ทรัพยากรน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มากนั่นเอง หรือทำน้อยได้มาก โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือ” ดร.วิจารย์ กล่าว

การจัดงานในครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องจาก องค์กรระหว่างประเทศ ภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์มากกว่า 300 คน จากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ทั้งในห้องประชุม และผ่านระบบออนไลน์) การประชุม APRSCP ซึ่งจัดต่อเนื่องมา โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 16 และเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ที่เริ่มก่อตั้งครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) ด้วย

จึงเป็นการประชุมที่สำคัญที่จะตอบสนองต่อความท้าทายของโลกในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งการประชุมวิชาการ 16th APRSCP ครั้งนี้ ทางคณะกรรมการจัดงาน จะได้ทำการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้ถือได้ว่างานนี้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ “คาร์บอนนิวทรัลอีเวนท์” โดยใช้คาร์บอนเครดิต ภายใต้ “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” (หรือ T-VER)

เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมทั้งของประเทศและของโลกได้!!!

นายกฯชื่นชมนักวิจัย‘มทร.อีสาน’วิทยาเขตขอนแก่น สร้างรถบัสใช้ไฟฟ้า100%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694635

นายกฯชื่นชมนักวิจัย‘มทร.อีสาน’วิทยาเขตขอนแก่น สร้างรถบัสใช้ไฟฟ้า100%

นายกฯชื่นชมนักวิจัย‘มทร.อีสาน’วิทยาเขตขอนแก่น สร้างรถบัสใช้ไฟฟ้า100%

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 10.15 น.

นายกฯชื่นชมนักวิจัย‘มทร.อีสาน’วิทยาเขตขอนแก่น สร้างรถบัสใช้ไฟฟ้า100%

27 พ.ย.65 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชื่นชมความสำเร็จของนักวิจัยไทย ผลิตรถบัสไฟฟ้า Electric Bus ใช้พลังงานไฟฟ้า 100%

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า รถบัสไฟฟ้า ถือเป็นผลงานความสำเร็จของคนไทย จากทีมวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ร่วมกับ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ได้รับงบประมาณและการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

“รัฐบาลเชื่อมั่นในศักยภาพและชื่นชมในความสามารถของคนไทย เมื่อคนไทยมีโอกาสและได้รับการสนับสนุนแล้ว ย่อมมีความสามารถไม่แพ้ใคร รวมทั้ง เชื่อว่าความสำเร็จจากรถบัสไฟฟ้าต้นแบบนี้จะต่อยอดไปยังความสำเร็จด้านนวัตกรรมอื่นๆ ตามมา”

สำหรับการวิจัยและพัฒนารถบัสพลังงานไฟฟ้า 100% นี้ เมื่อชาร์จ 1 ครั้งสามารถวิ่งได้ไกลถึง 250 กิโลเมตร สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการชาร์จไฟใช้เวลาประมาณ 2 ชม. และเป็นการออกแบบที่อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร เพราเป็นรถชานต่ำ ผู้โดยสารก้าวขึ้น-ลงได้ง่าย รวมทั้ง ใช้ระบบกักเก็บพลังงานแบบผสมระหว่างแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออน และอัลตร้าคาปาซิเตอร์ (Ultracapacitors) สำหรับระบบขนส่งสาธารณะในเมือง

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเพื่อพัฒนานวัตกรรม วช. ต้องการสนับสนุนให้นักวิจัยได้สร้างผลงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ ต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม 1. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive) 2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) 3. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) 4. อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) และ 5.อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร (Food for the Future)

Ovd0kdouhเพิ่มเติมด้วยอีก 5 อุตสาหกรรมใหม่ ที่รัฐบาลต้องการเพิ่มศักยภาพ 1. หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Robotics) 2. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) 3. อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) 4. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemical) 5. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศ และเพื่อให้เท่าทันการพัฒนาด้านนวัตกรรมของโลกในอนาคต

เปิด 5 เมนูเด็ด!โพลชี้ปชช.มองเป็น‘เอกลักษณ์ไทย’ ห่วงการรักษาสูตร หนุนดันเป็น Soft power

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694623

เปิด 5 เมนูเด็ด!โพลชี้ปชช.มองเป็น‘เอกลักษณ์ไทย’ ห่วงการรักษาสูตร หนุนดันเป็น Soft power

เปิด 5 เมนูเด็ด!โพลชี้ปชช.มองเป็น‘เอกลักษณ์ไทย’ ห่วงการรักษาสูตร หนุนดันเป็น Soft power

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 08.12 น.

‘สวนดุสิตโพล’ เปิด 5 เมนูเด็ด ประชาชนมองเป็น ‘อาหารไทยเอกลักษณ์ไทย’ ห่วงการรักษาสูตรต้นตำรับ หนุนรัฐดันเป็น Soft power

27 พฤศจิกายน 2565 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,044 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 19-24 พฤศจิกายน 2565 หัวข้อ “อาหารไทย…เอกลักษณ์ไทย” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นจากการที่อาหารไทยเป็นอาหารที่มีเสน่ห์ ครบรส สวยงาม เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยที่ได้รับความนิยมทั้งใน และต่างประเทศ และจากการประชุม APEC 2022 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป กระแสของอาหารไทยก็ยังคงได้รับการชื่นชมพูดถึงอย่างแพร่หลาย โดยหวังว่าอาหารไทยจะเป็น Soft Power ที่จะมาช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้ สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนคิดว่าเอกลักษณ์ของอาหารไทยคืออะไร

อันดับ 1 ความพิถีพิถัน ประณีตสวยงาม 83.96%

อันดับ 2 อาหารไทยมีประโยชน์ เป็นยา มีคุณค่าตามหลักโภชนาการ 81.17%

อันดับ 3 มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็น Soft Power มีต้นทุนทางวัฒนธรรม 75.98%

2. “5 อันดับ” เมนูอาหารไทยที่เป็นเอกลักษณ์ไทย

อันดับ 1 ต้มยำกุ้ง 57.65%

อันดับ 2 ผัดไทย 33.17%

อันดับ 3 ส้มตำ 23.89%

อันดับ 4 แกงเขียวหวาน 22.11%

อันดับ 5 แกงมัสมั่น 13.23%

3. สิ่งที่เป็นห่วงหรือกังวลเกี่ยวกับอาหารไทย

อันดับ 1 การรักษาสูตรต้นตำรับ รสชาติดั้งเดิม 90.75%

อันดับ 2 การรักษาคุณภาพของอาหารไทย วัตถุดิบของไทย 74.95%

อันดับ 3 คนสนใจเรียนอาหารไทยลดลง ไม่มีผู้สืบทอด สานต่อ 68.02%

4. ประชาชนคิดว่าควรทำอย่างไรจึงจะรักษาเอกลักษณ์ของอาหารไทยไว้ได้

อันดับ 1 ภาครัฐส่งเสริมอย่างจริงจัง ผลักดันเป็น Soft power 88.85%

อันดับ 2 ปลูกฝังให้กับคนรุ่นหลังได้เห็นถึงคุณค่า ความสำคัญและสานต่อ 82.50%

อันดับ 3 ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยช่วยกันรักษารากเหง้า เอกลักษณ์ของอาหารไทย 77.31%

5. ใคร/หน่วยงานใด ที่จะช่วยส่งเสริมอาหารไทยให้เป็นเอกลักษณ์ของไทยต่อไป

อันดับ 1 ประชาชนคนไทยทุกคน 70.00%

อันดับ 2 กระทรวงวัฒนธรรม 65.38%

อันดับ 3 คนเก่าแก่ ปราชญ์ชาวบ้าน 63.37%

6. ประชาชนคิดว่าการประชุม APEC 2022 จะช่วยส่งเสริม “อาหารไทย…เอกลักษณ์ไทย” ไปสู่สายตาชาวต่างชาติได้มากน้อยเพียงใด

ค่อนข้างมาก 51.44% มากที่สุด 29.79% ค่อนข้างน้อย 17.43% น้อยที่สุด 1.34%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า คนไทยมองว่าเอกลักษณ์ของอาหารไทยคือ “ความพิถีพิถัน ความประณีต สวยงาม” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมไทย ได้เป็นอย่างดีผ่านเมนูอาหารไทยต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนูที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกอย่าง “ต้มยำกุ้ง” “ผัดไทย” หรือแม้กระทั่ง “ส้มตำ” ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ด้วยการไหลของวัฒนธรรมการกิน ทำให้รสชาติและสูตรมีการดัดแปลงจนทำให้เกิดความผิดเพี้ยน ดังนั้นการรักษาสูตรและรสชาติดั้งเดิมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ภาครัฐจึงควรส่งเสริม รักษา และส่งต่ออีกหนึ่ง Soft Power ไทยสู่สายตาชาวโลก

ด้าน ผศ.อัครพล ไวเชียงค้า อาจารย์ประจำหลักสูตรคหกรรมศาสตร์ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า จากการจัดสนทนากลุ่มเรื่องอาหารไทย…เอกลักษณ์ไทย พบว่า อาหารไทยเป็นอาหารที่มีเรื่องราวและความเก่าแก่มายาวนาน มีจุดเชื่อมโยงมาจาก “ข้าว” ซึ่งเป็นอาหารหลักในภูมิภาคนี้ อาหารไทยปัจจุบันผ่านการรับรู้และนำไปประกอบอาชีพ ทั้งในและต่างประเทศ การส่งเสริมเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอาหารไทยมองว่าหลายภาคส่วนต้องทำงานร่วมกัน การส่งเสริมอาหารไทยจึงควรสร้างการดึงดูดและการมีส่วนร่วมให้กับผู้รับประทาน ผ่านการนำเสนอด้วยการเล่าเรื่องราว (Story Telling) ผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อดิจิทัลเพื่อให้เกิดการรับรู้และสานต่ออาหารไทยในมุมมองอันหลากหลาย

ส่วน ผศ.กาญจนา เฟื่องศรี อาจารย์ประจำหลักสูตรคหกรรมศาสตร์ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า อาหารไทยเป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในหลายมิติด้วยกัน อาทิ อาหารไทยที่มีเอกลักษณ์ตามภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญา ฤดูกาล รสชาติ วัตถุดิบ ความประณีต ความพิถีพิถัน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นจุดเชื่อมโยงผ่านการรับประทานอาหารแบบสำรับซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่มีมาอย่างช้านาน นอกจากนี้การทราบเรื่องราวความเป็นมาและคุณสมบัติของอาหารผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เอกลักษณ์ของอาหารไทยสามารถคงอยู่และต่อยอดได้ในอนาคต ดังนั้น สถาบันการศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญ และทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันอาหารไทย…เอกลักษณ์ไทยต่อไป

‘ปลัด ศธ.’กระทุ้งทุกภาคส่วน หากไม่ร่วมกันเร่งพัฒนาคนตั้งแต่วันนี้ ไทยจะเผชิญวิกฤติหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694507

'ปลัด ศธ.'กระทุ้งทุกภาคส่วน หากไม่ร่วมกันเร่งพัฒนาคนตั้งแต่วันนี้ ไทยจะเผชิญวิกฤติหนัก

‘ปลัด ศธ.’กระทุ้งทุกภาคส่วน หากไม่ร่วมกันเร่งพัฒนาคนตั้งแต่วันนี้ ไทยจะเผชิญวิกฤติหนัก

วันเสาร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.38 น.

“ปลัด ศธ.” กระทุ้งทุกภาคส่วน หากไม่ร่วมกันเร่งพัฒนาคนตั้งแต่วันนี้ ไทยจะเผชิญวิกฤติหนัก

26 พฤศจิกายน 2465 จากที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไทยกำลังจะเผชิญความท้าทายใหญ่หลวงในทศวรรษหน้า หากไม่เร่งเตรียมพร้อมพัฒนากำลังคนตั้งแต่วันนี้ เพราะการพัฒนากำลังคนต้องใช้เวลานั้น ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) กล่าวว่า ตามที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับเด็กที่เกิดมีจำนวนลดลงมากเป็นประวัติการณ์ หลายฝ่ายฟังก็คิดว่าเป็นปัญหาที่ทราบกันแล้ว แต่มีข้อมูลมากมายที่ชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย และกำลังจะกลายเป็นวิกฤติหนักของประเทศในทศวรรษหน้า ดังนี้

1. ในอีก 11 ปีข้างหน้าผู้สูงอายุของไทยจะสูงขึ้นเป็น 28% (มากกว่าปัจจุบันราว 10%)  ซึ่งในทางวิชาการจะใช้ศัพท์ที่เรียกว่าสังคมสูงอายุระดับสุดยอด และปัจจุบันมีผู้สูงอายุ 19.2% อาศัยรายได้จากเบี้ยยังชีพจากราชการที่อัตราเพียงเดือนละ 600 -1,000 บาทต่อคนเท่านั้น

2.ผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) เป็นการวัดสัดส่วนผลผลิตต่อหน่วยของแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจระยะยาว และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) พบว่า ผลิตภาพแรงงานต่อชั่วโมงของไทยมีทิศทางลดลงและปรับเป็นระดับหดตัวในปี 2563 ในอัตราร้อยละ -1.89 และจากการจัดอันดับของ Institute for Management Development (IMD) ปี2564 ผลิตภาพแรงงานของไทยอยู่ในอันดับที่ 40 จาก 64 ประเทศ

3. ปี 2562 ไทยมีกลุ่มเยาวชนว่างงานและนอกระบบการศึกษา (NEET) เยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน และการฝึกอบรม มากถึง 1.3 ล้านคน (14% ของเยาวชนไทย) และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 1%   4. ปี 2564 ไทยมีแรงงานฝีมือเพียง 14.4% และมีแรงงานนอกระบบมากถึง 52% ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ไม่มีสวัสดิการ เมื่อเกษียณอายุแล้วย่อมส่งผลกับการดำรงชีวิต ในระยะยาวจะกระทบต่อรัฐในการจัดสรรงบประมาณโดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณด้านสุขภาพ   5. ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ที่คำนวณโดยธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2563 อยู่ที่ 0.61 หมายความว่าเด็กที่เกิดในประเทศไทยเมื่อเติบโตขึ้นจะมีศักยภาพในระดับร้อยละ 61 ของผลิตภาพที่เป็นไปได้ของตัวเอง (Potential Productivity)

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ว่า หากปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามภาวะปกติ ในทศวรรษหน้าเราจะเผชิญปัญหาหนัก และปัญหานี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงภาคการศึกษา (Education Sector) เท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบกับภาคอื่น ๆทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ 

“อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า มีช่องว่างที่เราสามารถเข้าไปพัฒนา คือการเตรียมพัฒนากำลังคนให้ทำงานได้เต็มตามศักยภาพ ซึ่งการพัฒนากำลังคนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและเตรียมการตั้งแต่วัยเยาว์ จึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการเตรียมพัฒนากำลังคนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ประเทศก้าวผ่านวิกฤตินี้” ปลัดศธ. กล่าว

-009