ศธ.ปรับหลักสูตรเพิ่ม‘วิชาประวัติศาสตร์’ มุ่งปลูกฝังเด็กรักชาติ ศาสนา กษัตริย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694503

ศธ.ปรับหลักสูตรเพิ่ม‘วิชาประวัติศาสตร์’ มุ่งปลูกฝังเด็กรักชาติ ศาสนา กษัตริย์

ศธ.ปรับหลักสูตรเพิ่ม‘วิชาประวัติศาสตร์’ มุ่งปลูกฝังเด็กรักชาติ ศาสนา กษัตริย์

วันเสาร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.22 น.

โฆษกรัฐบาลเผย ศธ. ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ปรับโครงสร้างหลักสูตรโรงเรียน ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

26 พฤศจิกายน 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. ได้มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดกทางปัญญา รักษา สืบสาน ต่อยอดและนำมาปรับประยุกต์ในปัจจุบัน ไปแล้วนั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้มีการแยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกมาเป็น 1 รายวิชาอย่างเป็นทางการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน” และพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 เพื่อเป็นแนวทางให้ต้นสังกัดของสถานศึกษา และสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในร่างประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าว กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ 1 รายวิชา โดยจัดเวลาเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับประถมศึกษา 40 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชั่วโมงต่อปี (1 หน่วยกิตต่อปี) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ปี 80 ชั่วโมง (2 หน่วยกิต) สถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและต่อยอดประวัติศาสตร์สู่งานอาชีพ การบูรณาการประวัติศาสตร์กับรายวิชาอื่น และการศึกษานอกสถานที่และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นต้น” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ หากบอร์ด กพฐ.พิจารณาให้ความเห็นชอบ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าวแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน คือ จะมีการแยกรายการประเมินผลการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่ โดยในแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) จะมีการแสดงผลการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา จากเดิมที่รวมอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

นายอนุชาฯ กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ในปีงบประมาณ 2566 นี้ นอกจากจะเน้นเรื่องการเรียนการสอนแนวใหม่ สร้างการรับรู้ เน้นย้ำความสำคัญ โดยจะออกเป็นประกาศ ศธ.ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีการวางระบบสนับสนุนอย่างเหมาะสมให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น การจัดกลุ่มตัวชี้วัดสาระประวัติศาสตร์และสาระหน้าที่พลเมือง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัด การส่งเสริมประสิทธิภาพจัดการเรียนรู้ โดยส่งเสริมให้ใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นห้องเรียน อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนําองค์ความรู้ที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเกิดเป็นจริยธรรมของนักเรียน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์จังหวัด เป็นต้น มีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง การใช้สื่อดิจิทัลและวิธีการเรียนรู้สมัยใหม่และมีการติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องด้วย

นายอนุชาฯ กล่าวอีกว่า ศธ. ได้ขานรับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ ศธ. พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ เพื่อให้เด็กและนักเรียนได้เรียนรู้ถึงสถาบันหลักของชาติ การต่อสู้ของบรรพบุรุษ ความสามัคคีของคนไทยในเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น โดยก่อนหน้านี้ รมว.ศธ.ได้เน้นย้ำกับผู้บริหารการศึกษา ทั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศสังกัด สพฐ. รวมถึง กศน. และโรงเรียนเอกชน ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชนให้สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและอนาคตได้ โดยขอให้เพิ่มการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างสำนึกของความเป็นไทย รักในการเป็นชาติไทย โดยจัดการเรียนรู้ตามความพร้อมและเหมาะสมในแต่ละบริบทพื้นที่

“นายกรัฐมนตรีเน้นให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างวิถีชีวิตความเป็นพลเมือง ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่มีความเป็นผู้นำที่ดีและสามารถเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคม นอกจากสอนให้เด็กเก่งแล้วยังต้องปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรักและหวงเเหนเเผ่นดินเกิด และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต” นายอนุชา กล่าว

นายกฯวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์’รัชกาลที่ 6′

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694436

นายกฯวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์'รัชกาลที่ 6'

นายกฯวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์’รัชกาลที่ 6′

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 20.10 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสรณ์ สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

– 006

‘รวมไทยสร้างชาติ’ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 20 ปี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694417

'รวมไทยสร้างชาติ'ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 20 ปี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

‘รวมไทยสร้างชาติ’ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 20 ปี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.29 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ รองหัวหน้าพรรค นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค ร่วมแสดงความยินดีแก่ รศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของมหาวิทยาลัยฯ โดยมี รศ.พิเศษ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารสปอร์ต คอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

– 006

สพฐ.กำชับ! เฝ้าระวังเยาวชนเล่นพนันบอล หนุนเด็กดูบอลโลกอย่างสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694188

สพฐ.กำชับ! เฝ้าระวังเยาวชนเล่นพนันบอล หนุนเด็กดูบอลโลกอย่างสร้างสรรค์

สพฐ.กำชับ! เฝ้าระวังเยาวชนเล่นพนันบอล หนุนเด็กดูบอลโลกอย่างสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.25 น.

สพฐ.กำชับโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ เฝ้าระวังเยาวชนเล่นพนันบอล หนุนเด็กดูบอลโลกอย่างสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง เรื่อง มาตรการป้องกันการเล่นพนันฟุตบอลในสถานศึกษา เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์การพนันบอลในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก เนื่องจากจะมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2565 ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันเป็นจำนวนมาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเห็นถึงความสำคัญกับความปลอดภัยของสถานศึกษา และเห็นว่าการพนันจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา สอดคล้องกับข้อห่วงใยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง ที่ได้กำชับให้ผู้บริหาร ศธ.และผู้บริหารสถานศึกษาให้เฝ้าระวังและเข้มงวดในเรื่องการเล่นพนันฟุตบอลจะต้องไม่เกิดขึ้น ทั้งในส่วนของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแจ้งสถานศึกษาในสังกัดดำเนินการ ดังนี้ 1.ดำเนินการป้องกันและร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ร่วมกันสอดส่องดูแลกรณีดังกล่าว หากมีเหตุให้รายงานในระบบ MOE Safety Center โดยด่วน 2.ดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมที่เน้นการป้องกันไม่ให้นักเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันฟุตบอลทุกชนิด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมอยู่แล้ว 3.ให้สถานศึกษาทุกแห่งกำหนดมาตรการเข้มงวดกวดขันมิให้นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาเล่นการพนันทุกประเภทในพื้นที่สถานศึกษา หากมีนักเรียนเล่นการพนัน ควรกำหนดโทษให้เหมาะสมโดยยึดหลักตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 ตามข้อ 5

4.ดำเนินการส่งเสริมให้สภานักเรียนหรือชมรมของนักเรียนจัดกิจกรรมรณรงค์การเชียร์ฟุตบอลที่ปลอดการพนัน 5.ให้สถานศึกษาทุกแห่งประสานพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่สอดส่องและกวดขันการเล่นพนันของเยาวชนอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ ตามข้อห่วงใยของ รมว.ศธ.นอกจากการเฝ้าระวังการเล่นพนันฟุตบอลในเด็กและเยาวชนแล้ว ขอให้สถานศึกษาส่งเสริมกิจกรรมการดูฟุตบอลโลกอย่างสร้างสรรค์ไปพร้อมกันด้วย โดย ศธ. มีเป้าหมายส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ได้ดูฟุตบอลโลก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬา และได้ประโยชน์จากการรับชมการแข่งขัน แต่เนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้เวลาการแข่งขันส่วนใหญ่ตรงกับเวลาในประเทศไทยช่วงดึก โดยบางคู่แข่งขันเวลา 22.00 น.หรือ 23.00 น.จนถึงเวลา 02.00 น.ซึ่งหากนักเรียน นักศึกษา ติดตามการถ่ายทอดสดหน้าจอก็อาจมีผลกระทบต่อการเรียนในตอนกลางวันได้ จึงขอให้ทางสถานศึกษาได้พิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสม เช่น อาจจะบันทึกเฉพาะไฮไลต์การแข่งขัน หรือทั้งหมดตามความเหมาะสม แล้วนำมาเปิดให้นักเรียนดูในช่วงพักกลางวัน และอาจจะถือโอกาสนี้ให้เด็กได้เรียนรู้ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งสามารถประยุกต์กับการเรียนรู้ได้ในทุกกลุ่มสาระฯ พร้อมทั้งดำเนินการประชาสัมพันธ์และสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

สกศ.ถอดบทเรียนอันดับ PISA-IMD การศึกษาของเด็กไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694096

สกศ.ถอดบทเรียนอันดับ PISA-IMD การศึกษาของเด็กไทย

สกศ.ถอดบทเรียนอันดับ PISA-IMD การศึกษาของเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 16.01 น.

สกศ.ถอดบทเรียนอันดับ PISA-IMD การศึกษาของเด็กไทย ระดมไอเดียดันค่าเฉลี่ยสูงขึ้นต่อเนื่องทุกด้าน

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำแผนยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลก โดยมีที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา (นางศิริพร ศริพันธุ์) ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา (นางอำภา พรหมวาทย์) และผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณพรกนก วิภูษณวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแลกเปลี่ยน ณ ห้องประชุมดิสทริค เอ็ม บอลรูม โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา บางกอก พระนคร กรุงเทพมหานคร

ดร.สุเทพ กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาสภาวการณ์การศึกษาทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนนรู้ (Learning Loss) สัมพันธ์กับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาที่มีอันดับลดลง จึงทำให้เกิดการวิเคราะห์สภาวการณ์การศึกษาของไทยทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อคาดการแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำรายงานสภาวการณ์ทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ ทั้งในระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับพื้นที่

“สอดคล้องตัวชี้วัดการขับเคลื่อนการศึกษาของไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กำหนดตัวชี้วัดสำคัญให้มีการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยจัดทำแผนยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลก เน้นการพัฒนาผลการประเมินใน 3 ดัชนีหลัก คือ 1) ผลการทดสอบ PISA 2) ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือสถาบัน IMD สวิตเซอร์แลนด์ และ 3) ผลการจัดอันดับโดย World Economic Forum (WEF) ทั้งนี้ สกศ.เตรียมขับเคลื่อนการสร้างแผนการศึกษาระดับจังหวัด เพื่อให้การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน” ดร.สุเทพ กล่าว

การบรรยายพิเศษ เรื่อง ผลการจัดอันดับ PISA โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่าในปี 2018 ผลการจัดอันดับสะท้อนสมรรถนะของผู้เรียนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น แต่ผลการประเมินด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และในปี 2022 ได้มีการประเมินวัดความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยผลการจัดอันดับจะทราบในเดือนธันวาคม ในปี 2023 ซึ่งผลการจัดอันดับจะช่วยให้หน่วยงานด้านการศึกษาวิเคราะห์สมรรถนะผู้เรียนทั้งประเทศ เพื่อปรับการเรียนการสอนเน้นเติมจุดอ่อน เสริมจุดแข็งให้สมรรถนะด้านการศึกษาของไทยดีขึ้น

ขณะที่ นางสาวพรกนก วิภูษณวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวเสริมเรื่องผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ของสถาบัน IMD ว่ามีการวัดผลจาก 4 ตัวชี้วัด คือ 1) เศรษฐกิจ Economic Performance 2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) 3) ประสิทธิภาพของภาคเอกชน (Business Efficiency) และ 4) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งการศึกษาอยู่ในตัวชี้วัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และในปี 2565 ด้านการศึกษาของประเทศไทย ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 53 จากเดิมอยู่ที่อันดับ 56 ในปี 2564 และเป็นอันดับดีที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการขยับอันดับให้สูงขึ้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาการศึกษา

นอกจากนี้ ที่ประชุมแบ่งกลุ่ม Workshop เสนอข้อคิดเห็นตัวชี้วัด 2 ด้าน ได้แก่ 1) การจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Academic Indicators) และ 2) การผลิตและพัฒนากำลังคนและแรงงาน (Workforce Indicators) โดย สกศ.จะรวบรวมเป็นแนวทางการจัดทำแผนการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้านการศึกษาของไทย และใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและกำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศต่อไป

– 006

พร้อมใจถวายพระพร’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694086

พร้อมใจถวายพระพร'กรมสมเด็จพระเทพฯ' ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

พร้อมใจถวายพระพร’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.53 น.

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าพร้อมใจถวายพระพร”กรมสมเด็จพระเทพฯ” ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้มีคณะบุคคลทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมใจนำแจกันดอกไม้ และสิ่งของไปทูลเกล้าฯถวายพระพรชัยมงคล และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและขอให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งๆ ขึ้นหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนนราษฎร,

สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, บริษัทพิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด, ชมรมคู่สมรสตุลาการศาลยุติธรร, สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย, โรงเรียนปิยะชาติพัฒนาในพระราชูปถัมภ์ฯ, กรมสรรพสามิตร,  ผู้ว่าการการปะปาส่วนภูมิภาค, มูลนิธิโครงการศาลานุกรรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในนพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กองบัญชาการกองทัพไทย, สมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทย, กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, กองบัญชาการกองทัพไทย, ผู้บัญชาการทหารบก, กองทัพบก, กองทัพภาคที่ 1 รักษาพระองค์, กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์,

ธนาคารแห่งประเทศไทย, สถาบันขงจื้อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, กรมศุลกากร, เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ฝ่ายการพยาบาล รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ฯ, อัยการสูงสุด พร้อมคณะ, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สมาคมสตรีคนนตาบอด ในประเทศไทย, สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ, มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ, มูลนิธิทันตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์,

พรรครวมไทยสร้างชาติ, มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ, นายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นธุรกันดาร ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ท่านผู้หญิง เพ็ชรท เตชะกัมพุช และคณะ, คณะผู้บริหารช่อง 7 HD, ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทย พีบีเอส) พร้อมคณะ, คณะผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, คณะผู้บริหาร สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ช่อง5 เอชดี), สมาคมภริยาทหารเรือ, กรมสรรพกร, คณระผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สำนักงานสภาพัฒนากาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, คณะผู้บริหารและพนักงาน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ทีมแพทย์ 905 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, จิตอาสาจราจร,

คณะผู้บริหารโรงพยาบาลศิริราช, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้, คณะผู้บริหาร สสวท., สมาคมแม่บ้านตำรวจ, มูลนิธิฮารนามซิงห์ ฮาพันส์กอร์ (สัจจาเทพ), กรมชลประทาน, สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน, โรงเรียนสินินธรวิทยาลัย ในพระราชูปถัมภ์ฯ, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, ผู้แทนจุฬาราชมนตรี, ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะ เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราซกุมารี ตั้งแต่ เวลา 08.30 – 16.30 น.ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2565 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

– 006

50 ปี Peacemaker AU23A ยืดอายุใช้งานได้หลายภารกิจ ทำฝนหลวง บินกระจายเสียงภัยพิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694018

50 ปี Peacemaker AU23A  ยืดอายุใช้งานได้หลายภารกิจ ทำฝนหลวง บินกระจายเสียงภัยพิบัติ

50 ปี Peacemaker AU23A ยืดอายุใช้งานได้หลายภารกิจ ทำฝนหลวง บินกระจายเสียงภัยพิบัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.53 น.

ผบ.ทอ. เป็นประธาน 50 ปี  Peacemaker AU23A  ที่มีฝูงเดียวในโลก สหรัฐฯ มอบให้หลังสงครามเวียดนาม เผยยืดอายุใช้งานได้หลายภารกิจ ทำฝนหลวง บินกระจายเสียงแจ้งข่าวประชาชน  ในภัยพิบัติ น้ำท่วม 

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ที่กองบิน 5 จ.ประจวบคีรีขันธ์ พลอากาศเอก อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในกิจกรรมครบรอบ 50 ปี การบรรจุเครื่องบินโจมตีและธุรการแบบที่ 2 (AU-23A) Peacemaker เข้าประจำการในกองทัพอากาศ พร้อมโครงการพัฒนาขีดความสามารถ เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ มีความทันสมัย และสามารถยืดอายุการใช้งานของอากาศยานได้ต่อไป ที่ ฝูงบิน 501 กองบิน 5 จ.ประจวบคีรีขันธ์

พลอากาศเอก อลงกรณ์  กล่าวว่า เครื่องบิน Peacemaker เป็นเครื่องบินที่สามารถยืดอายุการใช้งานได้ ไม่เหมือนเครื่องบินขับไล่ F-5 หรือ F16 ที่หากโครงสร้างครบอายุการใช้งานแล้ว ต้องปลดประจำการ และ ไม่เหมือนเครื่องบิน C-47 Dakota  หรือ BT-67 ซึ่งโครงสร้าง จะไม่มีผลกระทบกับแรงG ที่มาก ก็สามารถยืดอายุการใช้งานได้ 

สำหรับเครื่องบิน Peacemaker เมื่ออายุครบ 50 ปี จึงได้นำมาปรับปรุงโครงสร้าง ปรับปรุงระบบภายใน จากหน้าจอแบบเข็ม หรือ ระบะบอนาล็อค  มาเป็นระบบดิจิทัล ให้มีความทันสมัยเพิ่มความมั่นใจ ความปลอดภัย ในการบินของนักบินมากยิ่งขึ้น 

และใช้หลากหลายภารกิจมาก เช่น ลาดตระเวนทางอากาศ ปฏิบัติการฝนหลวง การกระจายเสียงแจ้งข่าวยังประชาชน โดยวางแผนประเมินการใช้งานทุกๆ 5 ปี อย่างน้อย 15 ปี ที่สามารถใช้งานต่อไปได้ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเรานำทรัพยากรที่มีอยู่มาปรับปรุงเพื่อยืดอายุการใช้งาน แทนการซื้อใหม่อย่างเดียว

สำหรับเครื่องบิน Peacemaker บรรจุเข้าประจำการในกองทัพอากาศไทย เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2515 โดยความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามเวียดนาม จำนวน 33 เครื่อง ปัจจุบันเหลือเพียง 12 เครื่อง มีปรับปรุงแล้ว 8 เครื่อง เหลืออีก 4 เครื่องอยู่ระหว่างดำเนินการ จะแล้วเสร็จเดือนกันยายน 2566 

ปัจจุบันยังมีคุณค่าการใช้งานทางธุรการอยู่ และ กองทัพอากาศไทยเป็นหน่วยเดียวที่ยังใช้งานเครื่องบินนี้อยู่อย่างคุ้มค่า หรือเรียกว่า ฝูงเดียวในโลกทางทหาร ที่เหลืออยู่
 

มอบรางวัล‘Choice is Yours 2022’ ไอเดียใหม่ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693841

มอบรางวัล‘Choice is Yours 2022’  ไอเดียใหม่ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

มอบรางวัล‘Choice is Yours 2022’ ไอเดียใหม่ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ขอขอบคุณพาร์ทเนอร์ ได้แก่ มูลนิธิชัยพัฒนา ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และเอสซีจี ที่ได้ร่วมกันจัดโครงการ Choice is Yours 2022จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เห็นแล้วว่าทุกภาคส่วนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนต่างมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเยาวชนและพัฒนาความยั่งยืนให้กับโลก ในฐานะส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจ เราพร้อมที่จะผลักดันการดำเนินงานสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมด้วยความกระตือรือร้น ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้า และการจัดทำโครงการต่างๆ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เราเชื่อมั่นว่าการจุดประกายด้านความคิดสร้างสรรค์ผ่านโครงการ Choice is Yours ในครั้งนี้จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อโลกที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน

การแข่งขันโครงการ Choice is Yours 2022 ได้เริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.2565 ถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรก มีนิสิตนักศึกษากว่า 112 คน จาก 20 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วมงาน ตลอดระยะเวลา 5 เดือน ผู้เข้าแข่งขันได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ จากสี่องค์กรพาร์ทเนอร์ ทั้งในรูปแบบเสมือนจริง และการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมแรงบันดาลใจในการต่อยอดแนวคิดริเริ่มด้านความยั่งยืน และมีทัศนศึกษานอกสถานที่ และฝึกอบรมแบบออนไลน์เกี่ยวกับ Power Apps ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ผู้ร่วมแข่งขันสามารถใช้สร้างแอปพลิเคชั่นแบบกำหนดได้เอง และปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบจัดการระหว่างแหล่งข้อมูล

ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายเมื่อ17 ตุลาคม พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นตัวแทนจากทั้ง 4 องค์กรพาร์ทเนอร์ สื่อมวลชนสาขาต่างๆ ร่วมตัดสิน และได้ผู้ชนะ 4 โครงการที่มีความโดดเด่นในแง่ของความคิดสร้างสรรค์และแนวทางในการพัฒนานวัตกรรม ได้แก่ หัวข้อ REduce คือ ทีม JeJe Group มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โครงการ Boxchain นวัตกรรมกล่องพัสดุพร้อมสายคาดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ช่วยลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองในกล่องพัสดุ ไม่ว่าจะเป็น เทปกาว พลาสติกกันกระแทก รวมไปถึงลดการผลิตกระดาษ, หัวข้อ REuse โดยทีม ReNew สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำเสนอนวัตกรรมการสกัดสีจากดอกไม้เหลือทิ้งเพื่อนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ช่วยลดปริมาณขยะ และช่วยลดการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมสิ่งทออีกด้วย, หัวข้อ REthink ได้แก่ทีม Effect Hill จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์ส สร้างความตระหนักรู้ถึงผลเสียจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศผ่านโลกเสมือน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)ก่อนปี 2050 และหัวข้อ REcycle จากทีม Poly P จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอโครงการแปรรูปเส้นใยสังเคราะห์ในขยะเครื่องนอน โดยเฉพาะเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ซึ่งเป็นขยะกำพร้าและไม่มีคนต้องการ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายตัวของไมโครพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม เช่น แผ่นพยุงตัวในน้ำ แผ่นลำเลียงขนส่งเมื่อเกิดอุทกภัย และแผ่นลอยผิวน้ำเพื่อขวางสิ่งของและขยะที่พัดพามาตามน้ำ

คณะผู้แทนเยาวชน APEC VOTF 2022 เข้าพบนายกฯ นำเสนอแถลงการณ์เยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693842

คณะผู้แทนเยาวชน APEC VOTF 2022 เข้าพบนายกฯ นำเสนอแถลงการณ์เยาวชน

คณะผู้แทนเยาวชน APEC VOTF 2022 เข้าพบนายกฯ นำเสนอแถลงการณ์เยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้อนรับคณะผู้แทนเยาวชนโครงการ “APEC Voices of the Future และรับข้อเสนอแถลงการณ์เยาวชน (Youth Declaration) ตามแนวคิดหลัก APEC 3 ประการ OPEN CONNECT และ BALANCE เพื่อเป็นการแสดงถึงการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการประชุมเอเปก รวมทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับภาคธุรกิจไทยและร่วมกิจกรรมคู่ขนานอื่นๆ ของเอเปก2565 โดยการนำของอาจารย์เปรมจิตเสาวคนธ์ รองอธิการบดี ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม ในฐานะเจ้าภาพร่วมการจัดงานประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก APEC Voices of the Futures (VOTF), THAILAND 2022 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร

นายกรัฐมนตรีกล่าวความตอนหนึ่งว่า “ผมได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนเยาวชนจากโครงการดังกล่าวนี้ พร้อมกับรับฟังแถลงการณ์เยาวชน (Youth Declaration)ที่กล่าวโดยสรุปตามแนวคิดหลัก 3 ประการของเอเปก ได้แก่ OPEN เปิดโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และมุ่งเน้นความรู้-ทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพระบบเศรษฐกิจเดิม ด้วยมาตรฐานสากลใหม่ ที่ขจัดอุปสรรคในอดีตและทันต่อการเปลี่ยนแปลง CONNECTยกระดับศักยภาพทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่การผลิต และส่งเสริมความเชื่อมโยงกันผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และ BALANCE สนับสนุนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular -Green (BCG) Economy Model) เพื่อการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

ทั้ง 3 แนวคิดนี้ เป็นมุมมองที่มีคุณค่า สอดคล้องกันแนวทางของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน (2) การฟื้นฟูความเชื่อมโยง โดยเฉพาะการเดินทางและการท่องเที่ยว และ (3) การส่งเสริมการเจริญเติบโต
ที่ยั่งยืนและครอบคลุม ที่ไทยต้องการผลักดันในวาระการเป็นเจ้าภาพเอเปกครั้งนี้โดยมีแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCGเป็นพื้นฐาน

ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ในฐานะที่เยาวชนกลุ่มนี้เป็นทั้ง “ผู้แทน” และ “ผู้นำ”ซึ่งหากได้นำหลักแนวคิดเศรษฐกิจ BCG ไปประยุกต์ใช้ ในทุกบริบทของชีวิต ทั้งในที่อยู่อาศัย ในสถานที่ทำงาน และในสังคมส่วนรวม ก็จะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในบ้านเมืองตน ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และในโลกให้ก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ยิ่งๆ ขึ้นไปในภายภาคหน้า อันจะสร้างคุณประโยชน์ให้เกิดในวันนี้และวันพรุ่งนี้ที่เป็นยุคของพวกเขาและรุ่นหลังต่อไปอีกด้วย”

ประธานาธิบดีชิลี เยือนจุฬาฯ เสวนาความสัมพันธ์ชิลี และเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693843

ประธานาธิบดีชิลี เยือนจุฬาฯ  เสวนาความสัมพันธ์ชิลี และเอเชีย

ประธานาธิบดีชิลี เยือนจุฬาฯ เสวนาความสัมพันธ์ชิลี และเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกาเบรียล โบริก ฟอนต์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐชิลี เดินทางมาเยือนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี ให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐชิลีได้ร่วมการเสวนาเรื่อง “ความสัมพันธ์ชิลี ลาตินอเมริกา และเอเชีย : มุมมองอนาคต” ร่วมกับรศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและเศรษฐกิจ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณาจารย์ นิสิตสาขาวิชาภาษาสเปนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย