‘ตรีนุช’ชื่นชมสิ่งประดิษฐ์อาชีวะ เทคนิคฉะเชิงเทรา คว้า 2 รางวัลนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693261

'ตรีนุช'ชื่นชมสิ่งประดิษฐ์อาชีวะ เทคนิคฉะเชิงเทรา คว้า 2 รางวัลนานาชาติ

‘ตรีนุช’ชื่นชมสิ่งประดิษฐ์อาชีวะ เทคนิคฉะเชิงเทรา คว้า 2 รางวัลนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 22.02 น.

“ตรีนุช”ชื่นชมสิ่งประดิษฐ์อาชีวะ เทคนิคฉะเชิงเทรา คว้า 2 รางวัลนานาชาติ งาน 2022 Seoul International Invention Fair (SIIF2022)

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวชื่นชม วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา ที่นำผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ “หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยอัมพฤต-อัมพาต” (Walking robot for rehabilitation of paralysis patient) เข้าร่วมจัดแสดงในงาน “2022 Seoul International Invention Fair” (SIIF2022) ได้รับรางวัล Gold Prize จาก Korea Invention Promotion Association ซึ่งเป็นเหรียญทอง รางวัลยอดเยี่ยมในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ และ Special Award จาก Taiwan Invention Association รางวัลพิเศษสำหรับสิ่งประดิษฐ์ที่มีศักยภาพ

ซึ่งงาน Seoul International Invention Fair 2022″ (SIIF2022) เป็นการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ จัดขึ้นโดย Korean Intellectual Property Office และ Korea Invention Promotion Association ระหว่างวันที่ 16-19 พฤศจิกายน 2565 ณ Coex Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

โดยมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์กว่า 400 ผลงานจาก 16 ประเทศ เข้าร่วมจัดแสดง ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำผลงาน “หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยอัมพฤต-อัมพาต” เป็นตัวแทนอาชีวศึกษาไทยเข้าร่วมงานดังกล่าว โดยมี นายสุรเดช ดวงเพชร และ นายวีรชัย หวังชัยยะ นักศึกษาระดับ ปวส.1 แผนกเทคนิคการผลิต นำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์ในเวทีนานาชาติ

– 006

‘ตรีนุช’สั่งสอศ.เร่งแก้นักศึกษาอาชีวะทะเลาะวิวาทที่ต้นตอตรงจุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693103

'ตรีนุช'สั่งสอศ.เร่งแก้นักศึกษาอาชีวะทะเลาะวิวาทที่ต้นตอตรงจุด

‘ตรีนุช’สั่งสอศ.เร่งแก้นักศึกษาอาชีวะทะเลาะวิวาทที่ต้นตอตรงจุด

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.07 น.

“ตรีนุช” สั่งสอศ.เร่งแก้นักศึกษาอาชีวะทะเลาะวิวาทที่ต้นตอตรงจุด

19 พ.ย. 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมีนักศึกษาอาชีวศึกษา รวมกลุ่มก่อเหตุความรุนแรงขึ้นภายนอกสถานศึกษา ตามถนนและแหล่งมั่วสุมต่างๆ นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่พ้นสภาพนักศึกษาไปแล้ว และ อยู่นอกระบบการศึกษา แต่แอบอ้างว่าเป็นนักศึกษา ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ตนจึงได้มอบหมายให้ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ดำเนินการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยยึดหลัก 3 ป คือป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม เพื่อเร่งแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทที่ต้นตอตรงจุด

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า  ที่ผ่านมาทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)และวิทยาลัยในสังกัด ทุกแห่งได้ดำเนินการป้องกัน และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ระเบียบ วินัยอย่างเข้มข้น เหตุความรุนแรงจึงไม่เกิดในวิทยาลัย แต่ไปเกิดเหตุระหว่างการเดินทางบนท้องถนน  ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)จะเพิ่มมาตรการป้องกันและปรามปราบร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และศาลโดยตนได้สั่งการให้ สอศ.แจ้งให้วิทยาลัยในสังกัดทุกแห่ง สำรวจรายชื่อนักเรียน นักศึกษา ทำบัญชีกลุ่มเสี่ยง ที่เคยก่อเหตุ หรือ มีแนวโน้มที่จะก่อเหตุ หรือ มีพฤติกรรมรุนแรง จากนั้นทุกสถานศึกษาจะส่งรายชื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามพฤติกรรม หากกระทำผิดให้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายทันที รวมทั้งจะนำมาตรการทางกฎหมายมาบังคับใช้กับผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยให้เด็กไปก่อเหตุดังกล่าวด้วย โดยจะต้องรับผิดชอบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 30/2559 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและนักศึกษาอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมากลุ่มเหล่านี้กระทำผิดซ้ำบ่อย  ทั้งนี้ หากสถานศึกษา พบว่า มีกลุ่มรุ่นพี่ หรือบุคคลภายนอกที่มีอิทธิพลมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเข้ามาชักจูงพาทำกิจกรรมหรือมีการปลูกฝังความคิดในทางที่ผิด หรือ พยายามเข้ามาก่อกวนชักนำรุ่นน้องไปในทางที่ผิด ให้สถานศึกษาส่งชื่อให้ตำรวจช่วยติดตามปรับทัศนคติ หรือดำเนินตามกฎหมายทันที

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ตนได้รับรายงานว่า ขณะนี้มีสื่อโซเชียล เช่น เว็บไซต์ เพจ และสื่อต่างๆ ได้ลงภาพ คลิป ข้อความที่เป็นการสื่อไปในทางท้าทาย ยุยง ยั่วยุ ปลุกปั่น ให้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ตามสื่อซึ่งมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก นั้น ทาง ศธ. และ สอศ.จะทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ขอให้กองบัญชาการ ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ดำเนินการตรวจสอบปิดเพจ เว็บไซต์ สื่อต่างๆ เหล่านั้น และดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

“มาตรการเหล่านี้ถือว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นต้องใช้เพื่อปกป้องนักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นคนดี มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และดิฉันก็ขอขอบคุณผู้ปกครองที่ไว้วางใจส่งบุตร หลานให้มาเรียนสายอาชีพ โดยดิฉันจะช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยให้ทุกคนได้เรียนอย่างมีคุณภาพ และมีความสุข กระทรวงศึกษาธิการจะใช้มาตรการทุกรูปแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงอีกต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว 

รมช.ศึกษาธิการพร้อมเยียวยานร.หญิงถูกล่วงละเมิด ยืนยันไม่ปกป้องคนผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693102

รมช.ศึกษาธิการพร้อมเยียวยานร.หญิงถูกล่วงละเมิด ยืนยันไม่ปกป้องคนผิด

รมช.ศึกษาธิการพร้อมเยียวยานร.หญิงถูกล่วงละเมิด ยืนยันไม่ปกป้องคนผิด

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.04 น.

“คุณหญิงกัลยา” ยันไม่ป้องคนผิด กรณีนักเรียนหญิงพัทลุงถูกล่วงละเมิด กำชับสถานศึกษาติดตามตรวจสอบเข้มงวด พร้อมดูแลเยียวยาเหยื่ออย่างเต็มที่

19 พฤศจิกายน 2565 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัว รมช.ศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวกรณีนักเรียนหญิง ชั้น ม.4 ของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์จังหวัดพัทลุง ถูกเพื่อนชายโรงเรียนเดียวกันล่วงละเมิดทางเพศ และมีรายงานข่าวปรากฏว่านักเรียนหญิงคนดังกล่าวได้รับผลกระทบทางจิตใจเป็นอย่างมากนั้น

จากกรณีดังกล่าว ดร.คุณหญิงกัลยา ในฐานะที่กำกับโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษรับทราบและมีความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กำชับสถานศึกษาให้เร่งตรวจสอบ และสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมให้การดูแล เยียวยา เยาวชนผู้ได้รับผลกระทบเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมโดยเร่งด่วน

นางดรุณวรรณ  กล่าวต่อด้วยว่า ดร.คุณหญิงกัลยา มีความไม่สบายใจและห่วงใยเป็นอย่างยิ่งโดยได้กำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษา รายงานความคืบหน้ามายังหน่วยงานต้นสังกัดพร้อมกันนี้คุณหญิงกัลยายังได้มีบัญชาให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยดูแลเยียวยาเยาวชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องของการเยียวยาบาดแผลจิตใจที่อาจส่งผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ อีกทั้งให้สถานศึกษาทุกแห่ง ตลอดจนครู อาจารย์ ร่วมกันตรวจตรา เอาใจใส่นักเรียนอย่างเข้มงวด จริงจังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนอยู่ประจำแบบพักค้าง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรูปแบบเดียวกันในสถานศึกษาทุกแห่ง

“คุณหญิงกัลยา เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่เกิดกรณีแบบนี้ในสถานศึกษา ซึ่งควรจะเป็นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน หากการสอบสวนพบว่ากระทำผิดจริง ก็ต้องให้รับโทษตามกระบวนการทางกฏหมายต่อไป และขอให้ผู้ปกครองสบายใจว่าจะให้การช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่” นางดรุณวรรณ กล่าว 

‘ตรีนุช’ปลื้มอาชีวะ ครีเอทเมนูอาหารแห่งอนาคต ‘โครเก็ตพะแนงแพลนเบส’ โชว์ศักยภาพSoft Powerไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693068

'ตรีนุช'ปลื้มอาชีวะ ครีเอทเมนูอาหารแห่งอนาคต 'โครเก็ตพะแนงแพลนเบส' โชว์ศักยภาพSoft Powerไทย

‘ตรีนุช’ปลื้มอาชีวะ ครีเอทเมนูอาหารแห่งอนาคต ‘โครเก็ตพะแนงแพลนเบส’ โชว์ศักยภาพSoft Powerไทย

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.07 น.

“ตรีนุช” ปลื้มอาชีวะครีเอทเมนูอาหารแห่งอนาคต “โครเก็ตพะแนงแพลนเบส” โชว์ศักยภาพ Soft Power ไทย

19 พ.ย.2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนขอชื่นชมความสำเร็จวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่เมนู ”โครเก็ตพะแนงแพลนเบส ” ของทีมลูกชะมวง จากวิทยาลัยเทคนิคระยอง ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 21 เมนู จากการเเข่งขันประกวด ”เมนูอาหารอนาคต” ภายใต้แนวคิด BCG แสดงศักยภาพ Soft power ด้านอาหารไทย วัตถุดิบไทย และความเป็นคลังอาหารของโลก ที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ในโครงการ APEC Future Food for Sustainability ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม APEC 2022 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังความคิดสร้างสรรค์ของอาชีวะในการเชื่อมโยงนวัตกรรมด้านอาหารเข้ากับเทรนด์โลกยุคใหม่อย่าง BCG Model ได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก และสร้างการรับรู้ในเวทีผู้นำระดับโลก  

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่า เมนูที่ทีมลูกชะมวง วิทยาลัยเทคนิคระยอง รังสรรค์ขึ้นมา ใช้วัตถุดิบที่ได้จากการปลูกพืชหมุนเวียนของชาวบ้าน อย่างมันเทศ ถั่วลิสง จนได้เป็น เมนู ”โครเก็ตพะแนงแพลนเบส” ในรูปแบบการทานอาหารที่อร่อย ทานแล้วมีความสุขกลับไป ( Fine Dining ) ที่นำมันเทศมาใช้แทนมันฝรั่ง เลือกใช้โปรตีนทดแทนจากขนุน เห็ด ธัญพืช และข้าวหอมมะลิไทย มาทำโครเก็ต ราดด้วยซอสพะแนงชุ่มฉ่ำ ที่ให้รสอร่อย กรอบนอก นุ่มใน มีโปรตีนสูงจากธัญพืชที่หลากหลาย มีสารต้านอนุมูลอิสระเบต้าเเคโรทีนสูง เหมาะที่จะต่อยอดเป็นอาหาร Frozen Food ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ดีขึ้นจากการปลูกพืชหมุนเวียนรักษาคุณภาพหน้าดิน สนับสนุนความยั่งยืนของคนในชุมชนจังหวัดระยอง ซึ่งเมนูนี้ได้รับการคัดเลือกจากการโหวตของสำนักข่าวต่างประเทศ ให้เป็น 1 ใน 7 ทีม นำเสนอเมนูอาหารแก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา และเมนูนี้ก็ได้นำไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการ Future Food for Sustainability ที่ศูนย์สิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย. 2565 ในช่วงสัปดาห์การประชุมผู้นำเอเปค เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารแห่งอนาคตด้วย
-009

‘เบิร์ด’นำทีมนักร้องโชว์ต้อนรับผู้นำAPEC เปิดภาพ’ของที่ระลึก’รัฐบาลไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692657

‘เบิร์ด’นำทีมนักร้องโชว์ต้อนรับผู้นำAPEC เปิดภาพ'ของที่ระลึก'รัฐบาลไทย

‘เบิร์ด’นำทีมนักร้องโชว์ต้อนรับผู้นำAPEC เปิดภาพ’ของที่ระลึก’รัฐบาลไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.50 น.

‘เบิร์ด’ นำทีมนักร้องโชว์ต้อนรับผู้นำ APEC ไทยเตรียมการแสดงโขน โนรา เทศกาลลอยกระทงในน่านน้ำเจ้าพระยาสุดอลังการ จัดดนตรีร่วมสมัย พร้อมของที่ระลึกความเป็นไทย ร่วมต้อนรับผู้นำ APEC  17 พ.ย.นี้ ที่หอประชุมกองทัพเรือ ขับเคลื่อน Soft Power ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก

17 พ.ย.2565 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า ตามที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค 2022 ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย.2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และหอประชุมกองทัพเรือ โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินกิจกรรมการแสดงสำหรับการจัดงานเลี้ยงรับรองการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ในวันที่ 17 พ.ย. 2565 ณ หอประชุมกองทัพเรือ นั้น วธ.ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ วงดุริยางค์จาก 4 เหล่าทัพ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานภายในสังกัด วธ. ไม่ว่าจะเป็น สำนักการสังคีต กรมศิลปากร และสถาบันบัณฑิตพัฒศิลป์ จัดการแสดงภายใต้แนวคิดหลักของการจัดงาน APEC Thailand 2022 คือ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล Open Connect Balance” ร้อยเรียงเรื่องราวอันงดงาม ถ่ายทอดเป็นผลงานการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมที่งดงามประกอบฉาก แสง สี เสียง

สำหรับองค์ที่ 1 : OPEN TO ALL OPPORTUNITIES เป็นการบรรเลงบทเพลงโดยวงดุริยางค์ 4 เหล่าทัพ พร้อมวงดนตรีไทยร่วมสมัยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ประกอบกับการขับร้องเพลงโดยศิลปินระดับแนวหน้าของไทย ได้แก่ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ , ต๊งเหน่ง รัดเกล้า อามระดิษ , วิน วศิน พรพงศา , ปุ้ย ดวงพร พงศ์ผาสุก และกิต กิตตินันท์ ชินสําราญ ร่วมขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ บทเพลงไทย เพลงสากล และเพลงร่วมสมัย

องค์ที่ 2 : CONNECT IN ALL DIMENSIONS การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทยร่วมสมัยจากดีไซน์เนอร์เขตเศรษฐกิจเอเปคทั้ง 21 เขต

องค์ที่ 3 : BALANCE IN ALL ASPE CTS ประกอบด้วย การร้อยเรียงศิลปวัฒนธรรมถ่ายทอดในรูปแบบการแสดงประเพณีดั้งเดิม และการแสดงร่วมสมัย ภายใต้แนวคิดหลักของการประชุม “Open. Connect. Balance.” และตราสัญลักษณ์ สำหรับการประชุม “ชะลอม” ผ่านการแสดงจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ประกอบกับ “ประเพณีลอยกระทง” ของประเทศไทยอันเกี่ยวเนื่องกับการแสดงความเดารพบูชา “สายน้ำ” เป็นจุดเริ่มต้นที่เชื่อมโยงทุกเขตเศรษฐกิจเข้าด้วยกันสู่ความสมดุล

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมแสดงถึงคุณค่าความงดงามจากท้องถิ่นสู่ระดับนานาชาติ อาทิ การแสดงภาคเหนือ การฟ้อนร่ม การแสดงกิงกะหร่า เต้นโต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน้ากากผีตาโขน บ่าวขาลาย ถือหางนกยูง ฟ้อนภูไท เซิ้ง ถือบั้งไฟ เชิดพญานาค สะท้อนถึงความสนุกสนานรื่นเริง ภาคใต้ โนรา ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ จาก UNESCO หนังตะลุง ตารีบุหงา ในส่วนของภาคกลาง จะมีการแสดงโขน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อลังการและอ่อนช้อย ปิดท้ายค่ำคืนด้วยบรรยากาศเทศกาลลอยกระทง สัมผัสประสบการณ์การลอยกระทง รับชมการจัดแสดงประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับสายน้ำของไทย ไม่ว่าจะเป็น ลอยกระทง ลอยกระทงสาย และไหลเรือไฟ ในแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำสายสำคัญของไทย

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยได้เตรียมของที่ระลึก สำหรับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค และสมรส เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้จริง ใช้ซ้ำได้ รวมถึงให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจนำไปตั้งอยู่ในทำเนียบรัฐบาลหรือสถานที่สำคัญของประเทศเขตเศรษฐกิจนั้นๆ เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเอเปค 2022 จัดขึ้นที่ประเทศไทย อีกทั้งเป็นการบ่งบอกถึงวัฒนธรรมไทย 7 รายการ โดย 3 ชิ้นแรก เป็นของที่ระลึกที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้อย่างคุ้มค่าตามแนวคิดลดขยะให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ตระหนักถึงความสำคัญของชุมชน ที่สร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า ประกอบด้วย

1.ภาพดุลโลหะ “รัชตะแสนตอก”  สำหรับมอบให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจ ภาพพระบรมมหาราชวังและกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคจากมุมมองของผู้นำที่จะได้ชมจากหอประชุมกองทัพเรือในค่ำคืนของงานเลี้ยงรับรอง ใช้เทคนิคดุนลายหรือตอกเงินบนแผ่นโลหะรีไซเคิล ประกอบกับกรอบไม้ยางพารา ผลิตจากชุมชนวัวลาย วัดศรีสุพรรณ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบคุณธรรม “เที่ยวชุมชนยลวิถี” ของกระทรวงวัฒนธรรม

2.กล่องใส่เครื่องประดับดุนโลหะ “รัชตะหมื่นตอก” (สำหรับคู่สมรส) เป็นลวดลายสอดรับกันกับภาพดุลโลหะของผู้นำเขตเศรษฐกิจ กล่องเป็นไม้ยางพารา ด้านในบุเป็นผ้าไหมไทย

3.Accessories Box หรือ ชุดผลิตภัณฑ์ผ้า “จตุราภรณ์” เป็นผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติด้วยสีจากเปลือกมะพร้าว จาก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา พิมพ์ลาย “ชะลอม” ร้อยเรียงขึ้นเป็นลายไทยประจำยาม จตุราภรณ์ ด้านในประกอบด้วย เนคไทล์ หน้ากากอนามัย ผ้าเช็ดหน้า และผ้าคลุมไหล่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดเตรียมของที่ระลึกอันทรงคุณค่าจากศิลปหัตถกรรมชั้นสูงจากสถาบันสิริกิติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มอบให้ผู้นำและคู่สมรส มีจำนวน 2 รายการ ประกอบด้วย 1.กรอบรูปถมเงิน พร้อมภาพพระราชทานของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ในระหว่างการเข้าเฝ้าฯ 2.กล่องลิเภาเลี่ยมขอบเงิน ตกแต่งเงินลงยาสี โดย “ลิเภา” หรือ “ย่านลิเภา” (ตามภาษาท้องถิ่นภาคใต้) ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่จัดทำขึ้นในวาระพิเศษครั้งนี้อีก 2 รายการ ประกอบด้วย

1.สมุดรายนามผู้ผลิตผ้าไหมและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ฉบับพิเศษ หรือใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thai Silk for All”ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการส่งเสริมเรื่อง “ผ้าไทย” เป็นการนำเสนอและส่งเสริมผ้าไทยในระดับนานาชาติผ่านการประชุมเอเปค 2022 ครั้งนี้ เกิดการต่อยอด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับผ้าไทยไปสู่เวทีโลก

2.เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเผยแพร่พระเกียรติคุณให้แผ่ไพศาลไปทั้งในประเทศและนานาประเทศ รวมทั้งเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย และเผยแพร่ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยจะแสดงให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจได้เห็นถึงความงดงามของศิลปวัฒนธรรมและสถานที่อันสวยงามของประเทศไทย ผ่านงาน Soft Power ให้เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในระดับเวทีโลก

-005

‘มช.-NARIT’สร้างปรากฏการณ์ปั้นสตาร์ทอัพ ด้วยองค์ความรู้ดาราศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692650

‘มช.-NARIT’สร้างปรากฏการณ์ปั้นสตาร์ทอัพ ด้วยองค์ความรู้ดาราศาสตร์

‘มช.-NARIT’สร้างปรากฏการณ์ปั้นสตาร์ทอัพ ด้วยองค์ความรู้ดาราศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.08 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เตรียมปั้นธุรกิจนวัตกรรม Deep Tech Startup ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี วิศวกรรมขั้นสูง ร่วมกันพัฒนาพร้อมต่อยอดเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าและเทคโนโลยีเชิงลึก (Frontier and Deep Tech) ทางดาราศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ด้านอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนวิศวกรรม   ที่มีความแม่นยำสูง การแพทย์ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต

17 พฤศจิกายน 2565 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดพื้นที่ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. ในการร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย วิชาการ การพัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีทางดาราศาสตร์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ พร้อมบ่มเพาะเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งสตาร์ทอัพ ในการนี้ ศ.ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โดยมี ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ และ ผศ.ดร.วิภู รุโจปการ เป็นสักขีพยานในพิธี

ศ.ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ มีความพร้อมอย่างยิ่งในฐานะสถาบันการศึกษาที่จะร่วมวิจัย พัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างนวัตกรรม นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าในเชิงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีกลไกสนับสนุนสำคัญ คือ บริษัท อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จำกัด ที่ช่วยสร้างมูลค่าให้แก่ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากการ ต่อยอดงานวิจัยเทคโนโลยีเป็นนวัตกรรม สามารถขยายสู่เชิงธุรกิจให้เป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนและอุตสาหกรรม ทั้งยังมีอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) 
ที่การันตีด้วยรางวัลหน่วยบ่มเพาะธุรกิจดีเด่นระดับเอเชีย พร้อมให้การสนับสนุนความร่วมมือดังกล่าวนี้
อย่างเต็มกำลัง ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมและการปั้นสตาร์ทอัพจากเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech Startup) ภายใต้ระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ของอุทยานฯ ในฐานะแม่ข่ายดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ในการสร้างและพัฒนาอุปกรณ์สำหรับงานวิจัยดาราศาสตร์มากว่า 10 ปี ปัจจุบัน สดร. มีห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีและวิศวกรรม 5 ด้าน เพื่อสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีศักยภาพระดับโลก การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างช่องทางส่งผ่านองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีเหล่านั้นไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่ไปต่อยอดร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการขอรับการสนับสนุนต่อยอดการวิจัยจากแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสร้างโอกาสในการจัดตั้งสตาร์ทอัพจากเทคโนโลยีขั้นสูง โดยร่วมกันจัดตั้งนิติบุคคลจากทรัพย์สินทางปัญญาของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ เกิดการลงทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ภายใต้วงล้อความสัมพันธ์ระหว่างงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง กับบริษัทสตาร์ทอัพต่าง ๆ โดยในระยะเริ่มต้นมุ่งหวังให้เกิดโมเดลในลักษณะดังกล่าวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและขับเคลื่อนไปได้ก่อนเป็นอันดับแรก

นับเป็นความท้าทายในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี วิศวกรรมจากวงการดาราศาสตร์มาใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนวิศวกรรมที่มีความแม่นยำสูง อุตสาหกรรมการแพทย์ และการต่อยอดการใช้งานกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตต่อไป โดยหวังว่าจากความร่วมมือในครั้งนี้จะเกิดสตาร์ทอัพหน้าใหม่ในสาย Deep Tech Startup สัญชาติไทยเพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

 -005

ห้ามพลาด!รัฐบาลชวนดู VIJIT CHAO PHRAYA จัดใหญ่ 6 จุดริมเจ้าพระยา ‘ชมฟรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692647

ห้ามพลาด!รัฐบาลชวนดู VIJIT CHAO PHRAYA จัดใหญ่ 6 จุดริมเจ้าพระยา ‘ชมฟรี’

ห้ามพลาด!รัฐบาลชวนดู VIJIT CHAO PHRAYA จัดใหญ่ 6 จุดริมเจ้าพระยา ‘ชมฟรี’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.47 น.

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนชมกิจกรรมแสงสี “VIJIT CHAO PHRAYA” 6 จุดริมแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงวันที่ 27 พ.ย. จุดสะพานพระพุทธยอดฟ้าเพิ่มรอบการแสดงพลุ 19-20 ,24-27 พ.ย.

17 พ.ย.65 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรม “VIJIT CHAO PHRAYA” ปรากฎการณ์แห่งแสงสีริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค  ตั้งแต่วันนี้-27 พ.ย. 65 บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยารวมเป็น 6 จุด  ในโอกาสนี้รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนรับชมการแสดงแสงสีเสียงในจุดต่างๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“มุมมองในการชมแสงสีได้สวยงามที่สุดจะเป็นการล่องเรือในเส้นทางท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยา และริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามจุดที่ทำการแสดง โดยกิจกรรมครั้งนี้ ททท. ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างสีสันตลอดริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ต้อนรับการประชุมผู้นำเอเปค สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ และยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเรืออาหาร เรือนำเที่ยว โรงแรม ที่พัก ตลอดจนร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ทำการแสดง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

สำหรับชุดการแสดง และกำหนดเวลาการแสดงใน 6 พื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยาในกิจกรรม “VIJIT CHAO PHRAYA” มีดังนี้

1. สะพานพระราม 8  : “ทอแสง วิจิตร ตระการ”  เป็นการแสดง Light Show & Laser เพื่อต้อนรับการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ตามแนวคิด Open. Connect. Balance.และเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับมา โดยมีการย้อมไฟกับเส้นสายของสะพานพระราม 8 เกิดเป็นสีสันบรรยากาศ และฉายแสงเลเซอร์เป็นลวดลายและข้อความ ประกอบกับเสียงเพลงที่ผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับดนตรีสากล จากศิลปิน The Sound of Siam จัดแสดงทุกวัน ๆ ละ 6 รอบ เวลา 19.00 น. 19.30 น. 20.00 น. 20.30 น. 21.00 น. และ 21.30 น.

2. ป้อมวิไชยประสิทธิ์ : “วิจิตร ปราการ ธารธารา” เป็นการแสดง Projection Mapping ประกอบแสงสี และ Effect พิเศษ ถ่ายทอดเรื่องราวความรุ่งเรืองวิถีแห่งสายน้ำตราบอดีตจวบปัจจุบัน ที่มีการเดินเรือค้าขาย การเดินทางติดต่อทางการทูต วิถีชีวิตของคนไทยกับสายน้ำ และการต่อสู้เพื่อความสุขสงบสันติของแผ่นดินโดยใช้กำแพงป้อมที่งดงามเป็นพื้นที่ฉายภาพ จัดแสดงทุกวัน ๆ ละ 6 รอบ เวลา 19.00น. -19.06 น. 19.20- 19.26 น.20.00-20.06 น.20.06-20.26น.21.10-21.16น.และ 21.30-21.36 น. การแสดงมีเอฟเฟค ในวันที่ 19-20 พ.ย. ,24-27 พ.ย.65

3.วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร : “นฤมิต วิจิตร นาฏกรรม” การแสดงทางวัฒนธรรมประยุกต์ ผสมผสานระบบเทคนิคพิเศษ   บอกเล่าเรื่องราวของประเพณีอันเรืองงามคู่สายน้ำเจ้าพระยา โดยมีหนังใหญ่และการแสดงทางวัฒนธรรม  ที่สืบเนื่องกับแม่น้ำร่วมแสดง สื่อถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของประเทศไทย ตลอดจนความสุข ที่เปี่ยมมิตรไมตรีและรอยยิ้ม จัดแสดงในช่วงวันที่ 18-20 พ.ย. ,25-27 พ.ย. 65 เวลา 19.30 -19.40 น. 20.30 -30.40 น. และ 21.30-21.10 น. มีการแสดงวัฒนธรรมและพลุ

4.สะพานพระพุทธยอดฟ้า : “วิจิตร เรืองรอง ท้องนที” การแสดง Illumination Light Show ประกอบดนตรีที่สื่อถึงประสบการณ์การเดินทางแห่งความสุขในทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ถ่ายทอดออกมาเป็นการเล่นแสงไฟตามจังหวะเพลงที่น่าตื่นตาตื่นใจสะท้อนวิถีชีวิตของคนไทย กระตุ้นให้เกิดการเดินทางออกไปค้นหา จัดแสดงทุกวัน ๆ ละ 6 รอบ เวลา 19.15 น. 19.45 น. 20.15 น. 20.45 น. 21.15 น. และ 21.45 น. และมีการเพิ่มรอบการแสดงพลุ รับชมฟรี ในวันที่  19-20 และ 24-27 พ.ย. 65 เวลา 20.45-20.52 น.

5. ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก : วิจิตรไทยแลนด์” การฉาย Projection Mapping ไปยังพื้นผิวอาคาร เป็นถ่ายทอดเรื่องราวของเสน่ห์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา และนำเสนอ SOFT POWER สำคัญในเมืองไทย   เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์อันมหัศจรรย์ ทั้ง FOOD FILM FASHION FIGHT FESTIVAL จัดแสดงทุกวัน ๆ ละ 6 รอบ เวลา 19.00 น. 19.30 น. 20.00 น. 20.30 น. 21.00 น. และ 21.30 น.

6.ไอคอนสยาม : “วิจิตรธารา มหาปรากฏการณ์” การประดับไฟตกแต่งไอคอนสยามแบงคอกอิลูมิเนชั่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ด้วยพลังงานสะอาดจาก Solar Cell นวัตกรรมใหม่ที่สอดรับกับนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  สู่ชั้นบรรยากาศ และการแสดง The ICONIC Multimedia Water Feature การแสดงระบำสายน้ำประกอบแสงสีเสียงที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดแสดงทุกวัน ๆ ละ 4 รอบ เวลา 18.15 น. 19.15 น.  20.15 น. และ 21.15 น.

ม.วลัยลักษณ์ จับมือ 2 บริษัทเอกชน พัฒนาเทคโนโลยีผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692559

ม.วลัยลักษณ์ จับมือ 2 บริษัทเอกชน  พัฒนาเทคโนโลยีผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์

ม.วลัยลักษณ์ จับมือ 2 บริษัทเอกชน พัฒนาเทคโนโลยีผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ (มวล.) พร้อมด้วย นายหิรัญปกรณ์ ทองเหม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภูเก็ต โคโค่ อิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต จำกัด และนายณัฐฐาพล สุริยณครัมมญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มนตราแมนเนจเมนท์ จำกัด ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตกัญชาทางการแพทย์ โดยมี ผศ.ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มวล. Mr.Lucas Bart Myer บริษัท ภูเก็ต โคโค่ อิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต จำกัด และนางสาวพัชรกันต์ สุริยณครัมมญ์ บริษัท มนตราแมนเนจเมนท์ จำกัด ลงนามเป็นพยาน

ศ.ดร.วรรณา กล่าวว่า ม.วลัยลักษณ์ เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยอันดับโลกได้รับการจัดอันดับโลกจาก World University Rankings โดย Times Higher Education อันดับที่ 1501+ ของโลก อันดับที่ 11 ของไทยเป็นปีแรก ซึ่งเรื่องของการวิจัยถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยพัฒนาทั้งด้านการเรียนการสอนและการก้าวสู่อันดับโลกดังกล่าว ทั้งนี้ ปัจจุบันกัญชาหรือกัญชง เป็นพืชที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ยกให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ โดยมีภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญในการ
ขับเคลื่อนทำงานเพื่อตอบสนองนโยบาย และมหาวิทยาลัยในฐานะองค์กรด้านการศึกษาที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร องค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความเข้มแข็งทางด้านการเกษตร อาหาร การแพทย์เภสัช ไอที และอื่นๆ ซึ่งความพร้อมเหล่านี้สามารถสนับสนุนการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน ซึ่งมหาวิทยาลัยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

สำหรับการลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกัน พัฒนางานวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตกัญชาทางการแพทย์อย่างครบวงจร ทั้งการปลูกกัญชาทางการแพทย์ในระบบปิด การสกัดกัญชาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานเพื่อการวิเคราะห์ทดสอบสารสกัดจากกัญชา การพัฒนายาที่มีกัญชาเป็นองค์ประกอบเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคอื่นๆ ตลอดจนเพื่อยกระดับสายพันธุ์กัญชาของไทยและผลผลิตจากสารสกัดกัญชาไทยให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก โดยบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลาด้วยกัน 3 ปี

สำนักการศึกษา กทม. ร่วมกับไอวีแอล จัดอบรมบริหารจัดการขยะพลาสติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692562

สำนักการศึกษา กทม. ร่วมกับไอวีแอล  จัดอบรมบริหารจัดการขยะพลาสติก

สำนักการศึกษา กทม. ร่วมกับไอวีแอล จัดอบรมบริหารจัดการขยะพลาสติก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือไอวีแอล ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก จัดอบรมผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้าฝ่ายการศึกษาและเจ้าหน้าที่หน่วยศึกษานิเทศก์ ในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวนกว่า 500 คน ในหัวข้อ “การบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน” พร้อมส่งมอบสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับการรีไซเคิลพลาสติก PET ให้แก่โรงเรียนจำนวนกว่า 400 แห่ง เพื่อนำไปต่อยอดขยายผลและจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้แก่นักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษาต่อไป

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครครั้งนี้ จัดขึ้นเนื่องจากขยะเป็นเรื่องที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจและกำลังร่วมกันหาวิธีรับมือ ทั้งในระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับสากล ซึ่งหนึ่งในแนวทางการแก้ปัญหาขยะอย่างยั่งยืน คือ การจัดการขยะภายใต้แนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งเน้นการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปต่อยอดในกระบวนการต่างๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัสดุที่ใช้งานแล้ว ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกตามนโยบายภาครัฐ พ.ศ. 2561-2573 ตั้งเป้าหมายในการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 และอินโดรามา เวนเจอร์ส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลพลาสติก PET ได้เข้ามาร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการบริหารจัดการขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร ผ่านการให้ความรู้และสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ด้านการรีไซเคิลให้กับสำนักการศึกษาและโรงเรียนในสังกัด

นางชุลีพร วงษ์พิพัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “การจัดอบรมร่วมกับ อินโดรามา เวนเจอร์ส ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนสำหรับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 437 โรงเรียน หัวหน้าฝ่ายการศึกษา จำนวน 50 คน และเจ้าหน้าที่หน่วยศึกษานิเทศก์จำนวน 60 คนเข้าร่วมอบรมในวันนี้ จากนั้น สำนักการศึกษาจะติดตามการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ในช่วงไตรมาสแรกปี 2566 และสรุปผลโครงการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนต่อไป

นายอานุช โลเฮีย รองประธานอินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าวว่า โครงการส่งเสริมความรู้ด้านการคัดแยกและรีไซเคิลพลาสติกของเรา เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2561 และได้ให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษาและบุคคลทั่วไปแล้วกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักในการจัดการของเสียอย่างถูกต้องเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป โครงการของเรา ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ไปทั่วโลก เรามุ่งมั่นที่จะให้ความรู้กับนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปให้ได้ถึง 1,000,000 คนทั่วโลกภายในปี 2573 เรามีการพัฒนาสื่อการสอนอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งหลักสูตรการเรียนการสอน วีดิทัศน์ และสารสนเทศอื่นๆทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษสำหรับกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน

โรงเรียนหรือหน่วยงานที่สนใจรับสื่อการเรียนรู้หรือจัดอบรม สามารถติดต่อได้ที่ฝ่าย CSR โทร.02-6616661 ต่อ 240 หรือ 252 อีเมล recyclingeducation @indorama.net โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ยูนิเซฟเปิดตัวแคมเปญ‘เซฟโซนนี้มีไว้พักใจ’ ให้เด็กและวัยรุ่นค้นพบพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692563

ยูนิเซฟเปิดตัวแคมเปญ‘เซฟโซนนี้มีไว้พักใจ’  ให้เด็กและวัยรุ่นค้นพบพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง

ยูนิเซฟเปิดตัวแคมเปญ‘เซฟโซนนี้มีไว้พักใจ’ ให้เด็กและวัยรุ่นค้นพบพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยูนิเซฟเปิดตัวแคมเปญใหม่ “เซฟโซนนี้มีไว้พักใจ” ภายใต้โครงการ “โอกาสพักใจมีได้ทุกวัน” เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในประเทศไทยได้ค้นพบเซฟโซนหรือพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง เซฟโซนแห่งนี้จะเป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตด้วยความเข้มแข็งและกำลังใจจากคนรอบข้าง โดยแคมเปญนี้จะส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพจิตให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครู ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้เด็กๆ มีสุขภาพจิตที่ดีและสามารถรับมือกับสภาพอารมณ์และความเปลี่ยนแปลงได้

แคมเปญใหม่นี้จะมีแบบทดสอบให้กับเด็กและเยาวชนซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเข้าใจอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น และ
ค้นพบกับ “เซฟโซน” หรือพื้นที่ปลอดภัยของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง มุมสงบริมทะเล ดนตรีโปรด หรือแม้แต่กิจกรรมหรืองานอดิเรก นอกจากนี้ ยังมีมิวสิกวีดีโอเพลง “หยุดพัก” จากวง A Little Bit High แห่งค่าย Spacebar Music Hub ซึ่งพบว่าดนตรีได้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของพวกเขา

นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า การตีตราเรื่องสุขภาพจิตทำให้เด็กและเยาวชนถูกตีกรอบให้ปิดบังอารมณ์ที่แท้จริง ทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง เพราะต้องทนทุกข์ทรมานและเผชิญกับความโศกเศร้า
ความไม่แน่นอน ความโดดเดี่ยว และความเครียดเพียงลำพังตลอดสามปีที่มีการแพร่ระบาดโควิด หรืออาจจะก่อนหน้านั้นเสียอีก แคมเปญ “โอกาสพักใจมีได้ทุกวัน” จึงกลับมาอีกครั้งเพื่อมอบเครื่องมือที่ทุกคนใช้ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ แคมเปญยังสนับสนุนให้ทุกคนกล้าเผชิญและเปิดเผยอารมณ์ที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาพร้อมที่จะเปิดใจและกล้าขอความช่วยเหลือจากคนที่ห่วงใยเขาหรือแม้แต่จากผู้เชี่ยวชาญ

รายงานการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบและบริการสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคมสำหรับเด็กและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ฉบับประเทศไทย 2565 ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และสถาบันเบอร์เนต ระบุว่า วัยรุ่นไทยอายุ 10-19 ปี ประมาณ 1 ใน 7 คน และเด็กไทยอายุ 5-9 ขวบ ประมาณ 1 ใน 14 คน มีความผิดปกติทางจิตประสาทและอารมณ์ อีกทั้งการสำรวจภาวะสุขภาพนักเรียนทั่วโลกในส่วนของประเทศไทยเมื่อปี 2564 (2021 Global School-based Student Health Survey) พบว่า ร้อยละ 17.6 ของวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

แม้ประเทศไทยได้ดำเนินโครงการหลากหลายรูปแบบเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีของเด็กและวัยรุ่นทั้งในโรงเรียนและสถานพยาบาลต่างๆ แต่เด็กและวัยรุ่นจำนวนมากยังคงเข้าไม่ถึงบริการและการสนับสนุนทางสุขภาพจิต ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์พบว่า ในประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นอยู่มีเพียง 200 คน

“สุขภาพจิตที่ย่ำแย่นอกจากจะฉุดรั้งการพัฒนาของเด็กและวัยรุ่นแล้วยังอาจทำลายชีวิตพวกเขาอีกด้วย โรคทางจิตเวชกว่าครึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนอายุ 15 ปีและการเข้าถึงบริการก็เป็นไปอย่างจำกัด นอกเหนือไปจากเซฟโซนที่พวกเขาควรมีแล้ว เด็กๆ ควรรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะเปิดอกคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครู ทั้งนี้ ยูนิเซฟจะยังคงสนับสนุนรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิตทั้งที่บ้าน โรงเรียนหรือชุมชนที่ครอบคลุมเด็กและวัยรุ่นทุกคนและทุกกลุ่ม เพื่อให้พวกเขาได้รับการดูแลทางสุขภาพจิตที่มีคุณภาพและทันท่วงที” นางคิมกล่าว