ม.ศรีปทุม ต้อนรับผู้แทน APEC VOTF และนำผู้แทนเยาวชนไทย ร่วมเปิดงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693422

ม.ศรีปทุม ต้อนรับผู้แทน APEC VOTF และนำผู้แทนเยาวชนไทย ร่วมเปิดงาน

ม.ศรีปทุม ต้อนรับผู้แทน APEC VOTF และนำผู้แทนเยาวชนไทย ร่วมเปิดงาน

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ในฐานะเจ้าภาพร่วมการจัดงานประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก APEC Voices of the Futures (VOTF), THAILAND 2022 โดย ดร.บุษบา ชัยจินดา รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก APEC VOTF 2022 และอาจารย์เปรมจิต เสาวคนธ์ รองอธิการบดี พร้อมด้วย ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะผู้บริหารและคณาจารย์ ได้นำ 3 นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม นางสาว ชลินรัตน์ สินจุฑาวงษ์ นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ, นายธาม ทัพพะรังสี นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ, นางสาวชรินธร เย็นทรวง นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ที่เป็นตัวแทนเยาวชนไทยร่วมกับเหล่าตัวแทนเยาวชนไทยรวม 12 คน เข้าร่วมในพิธีเปิดการประชุม APEC VOTF 2022 โดย นายธานี ทองภักดี ประธานเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปก กล่าวปาฐกถาพิเศษ และนายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย พร้อมด้วย นาย James Soh ประธานร่วม APEC Voices Leadership Council กล่าวเปิดกิจกรรม ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 ณ หอประชุมวชิราวุธวิทยาลัย

เวทีการประชุม APEC VOTF 2022 มีผู้แทนเยาวชนเอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 101 คน จาก 14 เขตเศรษฐกิจเอเปกในโครงการ APEC Voices of the Future (VOTF) 2022 มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์อนาคตของภูมิภาคและพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันภายใต้แนวคิดหลัก “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” และจัดทำแถลงการณ์เยาวชนยื่นต่อนายกรัฐมนตรีของไทยต่อไป และมหาวิทยาลัยศรีปทุม ยังได้นำอาสาสมัครนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีปทุมจากคณะต่างๆ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมเป็น Liaison officer “เจ้าหน้าที่อาคันตุกะสัมพันธ์” จำนวนกว่า 30 คน เข้าปฏิบัติหน้าที่ภายในงาน APEC VOTF 2022 ระหว่าง วันที่ 13-18 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา

นักวิจัยทั่วโลกร่วมเสนอแนวทาง เร่งด่วน ในการลดภาวะโลกร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693428

นักวิจัยทั่วโลกร่วมเสนอแนวทาง เร่งด่วน ในการลดภาวะโลกร้อน

นักวิจัยทั่วโลกร่วมเสนอแนวทาง เร่งด่วน ในการลดภาวะโลกร้อน

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวถึง การประชุมวิชาการนานาชาติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 8 หรือ SEE 2022 (The 8th International Conference onSustainable Energy and Environment)ที่ บัณฑิตวิทยาลัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายความร่วมมือมหาวิทยาลัยไทย (มจพ. มช. มอ. และ SIIT มธ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น จัดขึ้นเมื่อระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2565 ว่า การประชุมครั้งนี้ดำเนินกิจกรรมภายใต้หัวข้อ “The Road to Net Zero : Energy TransitionChallenges and Solutions” โดยมี ดร.วีระวัฒน์ จันทนาคม ที่ปรึกษาอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s new nationalenergy plan and the net-zero ambitions” จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านต่างๆ และการนำเสนอผลงานทางวิชาการกว่า 120 เรื่องจากประเทศต่างๆ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานจากสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานด้านการวิจัย ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวม 15 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมการประชุมและเสนอบทความทางวิชาการในรูปแบบ online และ on-site กว่า 300 คน

การประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นแลกเปลี่ยนแนวทางการไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนโดยการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนที่หลายๆ ประเทศทั่วโลกทั้งรัฐและเอกชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลกระทบจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และการประชุมสามารถสร้างบรรยากาศของประชุมวิชาการที่มีการนำเสนอ รับฟังถกเถียง และแลกเปลี่ยนมุมมองในเชิงวิชาการอย่างสร้างสรรค์ โดย มจธ. จะนำผลสรุปในด้านต่างๆ จากการประชุมครั้งนี้ไปขยายผลทั้งในเชิงวิจัยและการนำไปใช้

“กิจกรรมการประชุมวิชาการครั้งนี้ถือจุดเริ่มต้นพบปะกันอีกครั้งของเวทีวิชาการนานาชาติ อันเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับวงการวิจัยไทย หลังจากซบเซาไปในช่วงวิกฤตโควิด-19” บทบาทของมหาวิทยาลัยคือ ในการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนโยบาย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero GHG emission) ได้เร็วขึ้น ในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นข้อมูลและความรู้ที่มีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนในเวทีนี้เป็นสิ่งที่ทาง มจธ. มหาวิทยาลัยเกียวโต และมหาวิทยาลัยพันธมิตร (มจพ. มช. มอ. และ SIIT มธ.) ควรต้องนำไปวิเคราะห์และดำเนินการต่อ ในเบื้องต้น มจธ.จะส่งต่อข้อมูลกับประชาคมวิจัย และผู้สนใจในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป” อธิการบดี มจธ. กล่าว

Prof. Hideaki Ohgaki ผู้บริหารจากสถาบันขั้นสูงด้านพลังงาน (Institute of Advanced Energy) มหาวิทยาลัยเกียวโต กล่าวว่า การได้ร่วมจัดประชุมวิชาการนานาชาติ SEE กับ JGSEE มาตั้งแต่ครั้งที่ 1 จนถึงครั้งที่ 8 ในปีนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สถาบันทั้งสองมีความร่วมมือทางวิชาการกันมาอย่างแนบแน่นและต่อเนื่อง การจัดประชุม SEE ทุกครั้ง จะมีเนื้อหาที่ก้าวหน้ากว่าครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งบางส่วนที่เป็นผลพวงจากโครงการวิจัยร่วมโดยอาจารย์และนักศึกษาทั้งที่JGSEE และญี่ปุ่น ความประทับใจที่นักวิจัยทั้งสองฝ่ายได้รับขณะทำงานวิจัย ณ สถานที่ของอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้มหาวิทยาลัยเกียวโตยินดีที่จะมีกิจกรรมต่างๆร่วมกับ JGSEE ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

Ms. Ranee Jan นักศึกษาปริญญาโท JGSEE ที่เข้าร่วมในการนำเสนอผลงานวิชาการและได้รับรางวัล Best Paper Award กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้ ทำให้ได้รับข้อมูลและมุมมองใหม่ๆและที่มีความเป็นปัจจุบันรวมถึงการคาดการณ์สำหรับอนาคต ทั้งในระยะใกล้และไกล ในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลากหลายสาขาทั่วโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

มอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693426

มอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย

มอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิตวิทยาเขตสุพรรณบุรี นำโดย นางกัณณ์อลินสุอังคะวาทิน ผู้อำนวยการกองกลาง และบุคลากร ลงพื้นที่พบปะให้กำลังใจพร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลโคกโคเฒ่า หมู่ที่ 3 จำนวน 290 ครัวเรือน และ หมู่ที่ 4 จำนวน 72 ครัวเรือน ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และองค์การบริหารส่วนตำบลโคกโคเฒ่า ณ วัดหน่อสุวรรณ ตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา ขับเคลื่อนกีฬามวยไทยอย่างจริงจัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693419

คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา  ขับเคลื่อนกีฬามวยไทยอย่างจริงจัง

คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา ขับเคลื่อนกีฬามวยไทยอย่างจริงจัง

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา โดยการนำของ พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา ได้เล็งเห็นความสำคัญของกีฬามวยไทย จัดตั้ง “คณะทำงานพิจารณาศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนกีฬามวยไทย” เข้ามาขับเคลื่อนและพัฒนากีฬามวยไทยอย่างจริงจัง และได้ข้อสรุปแนวทางการส่งเสริมและพัฒนากีฬามวยไทยให้มีมาตรฐานและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยจะได้ดำเนินการใน 3 มิติ ควบคู่กันไป ได้แก่ มิติมวยไทยเพื่อการแข่งขัน มิติมวยไทยเพื่อการศึกษา และมิติมวยไทยเพื่อการอนุรักษ์ ล่าสุดรัฐบาลเห็นพ้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ ในการจัดตั้ง “สถาบันมวยไทยแห่งชาติ”ให้เป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือกับองค์กรกีฬามวยไทยเพื่อส่งเสริม สนับสนุนและยกระดับมาตรฐานกีฬามวยไทยในทุกมิติ ตลอดจนสร้างการยอมในระดับสากล

ในการนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมหารือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และรับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการไปพิจารณาศึกษาเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาต่อยอดรูปแบบและโครงสร้างการจัดตั้งสถาบันมวยไทยแห่งชาติต่อไป ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของคณะกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภาที่ผลักดันการจัดตั้งสถาบันมวยไทยแห่งชาติให้ฝ่ายบริหารรับไม้ต่อไปดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และจากนี้ไป คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา จะได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนามวยไทยในมิติเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพิจารณาหาแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนมวยไทยในสถานศึกษา เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอนกีฬามวยไทยให้ถูกต้องตามหลักวิชาและเหมาะสมสอดคล้องกับช่วงวัยของเด็กอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจเยาวชนในการเรียนศิลปะมวยไทยและสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้กับผู้ปกครองและสถานศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญของกีฬามวยไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา ยังได้ตั้งเป้าที่จะขับเคลื่อนกีฬามวยไทยในมิติเพื่อการอนุรักษ์ด้วยการผลักดัน “แม่ไม้มวยไทย”ให้ได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ภายในปีพ.ศ.2573 ซึ่งปัจจุบันมวยไทยได้รับการขึ้นทะเบียนจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขากีฬาภูมิปัญญาไทยมาตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2553

เนื่องด้วยเล็งเห็นความสำคัญของกีฬามวยไทย และเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา ในการขับเคลื่อนกีฬามวยไทยในมิติต่างๆ อย่างละเอียดครบถ้วน สมบูรณ์ จึงจะมีการจัดสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “การส่งเสริมและพัฒนากีฬามวยไทยในคณะกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภา” ขึ้น ในระหว่างวันเสาร์ที่ 26- วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2565 ณ โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยพลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภา จะเป็นประธานการสัมมนาในครั้งนี้ และกิจกรรมภายในงานสัมมนาจะมีได้แก่ การบรรยายพิเศษการสรุปผลการศึกษา การอภิปรายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนากีฬามวยไทยในมิติเพื่อการแข่งขันเพื่อการศึกษา และเพื่อการอนุรักษ์และศิลปวัฒนธรรมต่อไป

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จัดเสวนา ด้านวิกฤตพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693425

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยเชิญชวนนักเรียนทุนรัฐบาลไทย และผู้สนใจเข้าร่วมงานเสวนาหัวข้อ “วิสัยทัศน์ที่มีต่อวิกฤตพลังงาน และความท้าทายต่อความมั่นคงของประเทศ” เพื่อส่งผ่านมุมมองและความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจ นำไอเดียไปแชร์ต่อสำหรับการตั้งเป้าหมายและหาโซลูชั่นทางสังคมในหลากหลายด้านอีกทั้งยังร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้พ้นภัยในทุกวิกฤต ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ.2565 พร้อมมีการจัดพิธีมอบเข็มประกาศเกียรติคุณนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2565 เพื่อเชิดชูความสามารถของนักเรียนทุนรัฐบาล

ทั้งนี้งานกำหนดจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2565 เวลา 11.00-16.30 น. ณ ห้องประชุม ศูนย์ C-asean center อาคาร CW Tower ห้วยขวาง โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูล รายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/Thaigovscholars/

กลุ่มซีดีจี จัดประลองทักษะไอที นักเรียน ‘โรงเรียนต้นแบบโค้ดดิ้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693424

กลุ่มซีดีจี จัดประลองทักษะไอที นักเรียน ‘โรงเรียนต้นแบบโค้ดดิ้ง’

กลุ่มซีดีจี จัดประลองทักษะไอที นักเรียน ‘โรงเรียนต้นแบบโค้ดดิ้ง’

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กลุ่มบริษัทซีดีจี เดินหน้าโครงการ Code Their Dreams จัดกิจกรรมการแข่งขันการสร้างเกมด้วยภาษา Scratch รอบสุดท้าย ตามโครงการโรงเรียนต้นแบบโค้ดดิ้ง โดยตัวแทนโรงเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจาก 20 โรงเรียนทั่วประเทศ ที่ผ่านการเรียนตามหลักสูตรการเรียนการสอนโคดดิ้งจากครูผู้สอนที่ผ่านการอบรมตามรูปแบบ SEED OF WISDOM ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทซีดีจี และ บริษัท ดีบิค จำกัด (ROBBO BY DBIC)

สำหรับผลการแข่งขันมีทีมผู้ชนะการแข่งขันในระดับประถมศึกษา (ป. 4)และมัธยมศึกษา (ม.1) ได้แก่ ทีม Godzilla บุกรางกำหยาด จากโรงเรียนวัดรางกำหยาด จังหวัดนครปฐม และทีม The fight place of world จากโรงเรียนสาธิตเทศบาลเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี

เซียนพระแห่ประกวดพระเครื่องคึกคัก ผอ.ฟ้า ร่วมแจกทองมูลค่า 5 หมื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693468

เซียนพระแห่ประกวดพระเครื่องคึกคัก ผอ.ฟ้า ร่วมแจกทองมูลค่า 5 หมื่น

เซียนพระแห่ประกวดพระเครื่องคึกคัก ผอ.ฟ้า ร่วมแจกทองมูลค่า 5 หมื่น

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.21 น.

เซียนพระแห่ประกวดพระเครื่องคึกคัก ผอ.ฟ้า ร่วมแจกทองมูลค่า 5 หมื่น

ที่สโมสรกรมประชาสัมพันธ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ วันที่ 20 พ.ย.65 ชมรมหนึ่งสยามมรดกพระเครื่องพระบูชาไทยและกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี โดยผอ.ฟ้า พรทิพา สุพัฒนุกูล ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี ช่อง160จานPSI ได้ร่วมกันจัดงานนิทรรศการงานประกวดพระเครื่อง พระบูชา เหรียญคณาจารย์ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับพระเครื่องพระบูชาและเพื่อนำรายได้สมทบทุนในการบูรณะปฏิสังขรต่อเติมหอสวดมนต์สถานปฎิบัติธรรมให้กับวัดดอนน้อง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

งานนี้สำหรับสมาชิกที่เช่าพระเครื่องกับทาง ผอ.ฟ้า พรทิพา หรือเป็นสมาชิกในไลน์กลุ่มฟ้าให้ทีวี ทั้ง2กลุ่ม ได้ส่งพระเครื่องเข้าประกวดในงานนี้ โดยพระเครื่องที่ส่งเข้าประกวดได้อันดับที่หนึ่งมากที่สุด ก็จะได้รับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเครื่องชุดเบญจภาคี 1 ชุด และที่หนึ่งมากเป็นอันดับสองก็ได้รับ สร้อยคอทองคำหนัก 2สลึง พร้อมพระเครื่องเบญจภาคี 1 ชุด ทำให้บรรยากาศการประกวดคึกคักเป็นอย่างมากและลุ้นกันอย่างสนุกสนาน เพราะมีสมาชิกในไลน์กลุ่ม ผอ.ฟ้า ส่งพระเข้าร่วมประกวดกันจำนวนมาก  ซึ่งการประกวดพระในครั้งนี้ มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตัดสินอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยบรรยากาศการประกวดพระเครื่องมีขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้ามีเซียนพระเครื่องทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเพื่อส่งพระเข้าร่วมประกวดกันอย่างคึกคัก นอกจากนี้ได้มีการตรวจคัดกรองความเสี่ยงก่อนเข้างานจากกลุ่ม อสม.ที่ทาง ผอ.ฟ้า จัดมาเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิ และตรวจ ATK ตลอดงานอีกทั้งยังมีอาหาร เครื่องดื่ม กาแฟ ที่ได้รับการสนับสนุนจากร้านอาหารสมพงษ์ ซีฟู้ด รามอินทรา-เกษตรนวมินทร์ โดยเสี่ยสมพงศ์ ได้ส่งข้าวผัดปูกว่า 300 กล่อง พร้อมด้วยข้าวเหนียวถั่วดำหม้อใหญ่รสชาติดี มาให้ทานกันตลอดงาน

ต่อมาเวลา 16.20 น. ก็มาถึงการประกาศรางวัลและแจกทอง สำหรับสมาชิกที่เช่าพระเครื่องจาก ผอ.ฟ้า และที่ได้ส่งพระเครื่อง พระบูชาเข้าประกวด ซึ่งผู้ที่ได้ที่หนึ่ง ที่ส่งพระเข้าประกวดมากที่สุดและได้ อันดับหนึ่งมากที่สุดคือ คุณภูวเดช ปาละสิงห์ ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ ส่งประกวด 62 องค์ ได้อันดับหนึ่ง 42 องค์ รางวัลที่ได้รับคือ สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อม พร้อมพระเครื่องชุดเบญจภาคี ที่ประกอบไปด้วย พระสมเด็จวัดระฆัง, พระรอด,พระกำแพงซุ้มกอ, พระผงสุพรรณ,และพระนางพญา อันดับสองที่ส่งพระเข้าประกวดและติดอันดับหนึ่งมากเป็นที่สองก็คือคุณเอ ได้รับ สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง พร้อมพระเครื่องชุดเบญจภาคี 1 ชุด ซึ่งทั้งสองต่างดีใจมาก และประดับใจในการจัดงานในครั้งนี้

จากนั้นก็เป็นการมอบถ้วยรางวัลแชมป์พระเครื่องอันดับหนึ่งคือ มิสเตอร์เอ็ดเวิลด์ ซึ่งเดินทางมาจากสิงคโปร์ โดยมิสเตอร์เอ็ดเวิลด์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ได้ทราบข่าวการประกวดจากทางเฟซบุ๊กของอาจารย์หนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวได้ติดตามเฟซบุ๊กอาจารย์หนึ่งอยู่ พอทราบข่าวจึงได้เดินทางนำพระเครื่องมาประกวด ส่วนตัวเป็นคนชื่นชอบพระเครื่อง พระบูชามาก และรู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัลและประทับใจบรรยากาศในงานมาก ถ้าจัดอีกก็จะส่งพระเครื่องเข้าประกวดอีกแน่นอน

ทั้งนี้ในงานมีการรับตรวจสอบพระเครื่อง โดยผอ.ฟ้า ได้ยกกล้องส่องความละเอียดสูงดูมวลสารเนื้อพระต่างๆ พร้อมกับให้ความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องรุ่นต่างๆที่ประชาชนนำมาให้ตรวจอีกด้วย

นายสาธิต ธรรมเนียม หรือที่รู้จักในนามอาจารย์หนึ่ง ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 โดยทางชมรม1สยามมรดกพระเครื่อง พระบูชาไทยและกรมประชาสัมพันธ์ โดยได้รับการสนับสนุนจากทางท่านผอ.ฟ้า ได้นำทีมOB มาถ่ายทอดสด ผ่านทางโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี ช่อง160 จานPSI และได้นำเจ้าหน้าที่ทีมงานมาช่วยดูแลความเรียบร้อย และที่สำคัญได้ร่วมกันทำบุญเพราะทางท่านผอ.ฟ้า ได้ นำพระเครื่องเข้าประกวดจำนวนกว่า 130 องค์ เป็นเงิน 58,500 บาท ซึ่งเหมือนเป็นการช่วยในการทำบุญเพราะท่านผอ.ฟ้า ไม่ขอรับรางวัลใดๆถึงแม้ท่านจะได้แชมป์พระเครื่องจากการตัดสินของคณะกรรมการก็ตาม และเงินที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ส่วนหนึ่งจะนำไปจัดถวายในการต่อเติมหอสวดมนต์สถานปฎิบัติธรรม วัดดอนน้อย อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

ส่วนทางด้านผอ.ฟ้า ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รู้จักและร่วมงานกับอาจารย์หนึ่ง มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเป็นพิธีกรจัดคู่กันในรายการฟ้าหลังฝน ที่ออกอากาศทางฟ้าให้ ทีวี ช่อง160 และพอทราบข่าวว่าอาจารย์หนึ่งจะจัดงานประกวดพระเครื่อง พระบูชา เพื่อการกุศล จึงรับปากว่าจะมาช่วยสนับสุนน ในทุกๆด้าน ทั้งบริจาคเงินและช่วยเหลือด้านอื่นๆทั้งนี้ได้นำ ชุดอสม.มาตรวจคัดกรองผู้มาร่วมงานด้วยการตรวจATK และได้รับการสนับสนุนอาหารข้าวกล่อง-ของหวาน จากพี่สมพงษ์ ร้านอาหารสมพงษ์ ซีฟู้ด เป็นร้านอาหารที่บรรยากาศและรสชาติอาหารดีมากๆ ต้องขอบคุณพี่สมพงษ์ มากๆที่ส่งอาหารมาให้ผู้มาร่วมงานได้อิ่ม อร่อย และได้ทานอาหารที่ดีด้วย ผอ.ฟ้า ยังได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวต่อว่า หลังจากนี้ตนพร้อมทีมงานและอาจารย์หนึ่ง จะเดินทางไปวัดดอนน้อย จ.หนองคาย เพื่อถวายปัจจัยจากการจัดงานในครั้งนี้ให้กับทางวัดต่อไป

-005

‘ตรีนุช’หนุนเด็กไทยเรียนรู้บอลโลก กำชับผู้บริหารศธ.-สถานศึกษากวดขันเล่นพนันบอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693330

'ตรีนุช'หนุนเด็กไทยเรียนรู้บอลโลก กำชับผู้บริหารศธ.-สถานศึกษากวดขันเล่นพนันบอล

‘ตรีนุช’หนุนเด็กไทยเรียนรู้บอลโลก กำชับผู้บริหารศธ.-สถานศึกษากวดขันเล่นพนันบอล

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 10.48 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งมีขึ้นที่ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 20 พ.ย. – 18 ธ.ค.2565 ว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกที่ฟีฟ่าจัดขึ้นทุก 4 ปี เป็นการแข่งกีฬาครั้งใหญ่ที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็อยากให้เด็กได้ดูการแข่งขัน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจอยากเล่นกีฬาฟุตบอลให้เก่ง รู้ว่าการเล่นกีฬาสามารถยึดเป็นอาชีพและประสบความสำเร็จได้ ขณะเดียวกันการเล่นกีฬาก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง รู้จักการทำงานเป็นทีมเวิร์ค รู้แพ้ -รู้ชนะ 

“ศธ.มีเป้าหมายส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ได้ดูฟุตบอลโลก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬา และได้ประโยชน์จากการรับชมการแข่งขัน ขณะเดียวก็ได้กำชับผู้บริหาร ศธ. และผู้บริหารสถานศึกษาให้เฝ้าระวังและเข้มงวดในเรื่องการเล่นพนันฟุตบอลต้องไม่เกิดขึ้น ทั้งในส่วนของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา“ นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามเนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้เวลาการแข่งขันส่วนใหญ่ตรงกับเวลาในประเทศไทยช่วงดึก โดยบางคู่แข่งขันเวลา 22.00 น.  บางคู่แข่งขันเวลา  23.00 น. และบางคู่ก็แข่งขันเวลา 02.00 น. ซึ่งหากนักเรียน นักศึกษา ติดตามการถ่ายทอดสดหน้าจอก็จะมีผลกระทบต่อการเรียนในตอนกลางวันได้ ดิฉันจึงให้ทางสถานศึกษาได้พิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสม เช่น อาจจะบันทึกเฉพาะไฮไลท์ หรือทั้งหมดตามความเหมาะสมแล้วนำมาเปิดให้นักเรียนดูในช่วงพักกลางวัน และอาจจะถือโอกาสนี้ให้เด็กได้เรียนรู้ควบคู่กันไปด้วยเลยซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้

‘เชียงใหม่-ลำปาง’ต่อคิว‘พะเยา’ มุ่งสู่‘เมืองเรียนรู้ระดับโลก’ปี2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693229

‘เชียงใหม่-ลำปาง’ต่อคิว‘พะเยา’  มุ่งสู่‘เมืองเรียนรู้ระดับโลก’ปี2566

‘เชียงใหม่-ลำปาง’ต่อคิว‘พะเยา’ มุ่งสู่‘เมืองเรียนรู้ระดับโลก’ปี2566

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ไม่เพียงต้องให้ความสำคัญกับท้องถิ่นศึกษา แต่ต้องพัฒนากลไกกระบวนการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายครอบคลุมทุกมิติในพื้นที่ ทั้งมิติด้านวัยวุฒิ ด้านคุณวุฒิ และมิติด้านทุนวุฒิ แล้วยกระดับขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นที่ ถึงระดับประเทศ”

ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวถึงเส้นทางความสำเร็จของ “เมืองแห่งการเรียนรู้” บนฐานงานวิจัยและนวัตกรรม ตามแนวทางการให้การสนับสนุนของ บพท.โดยย้ำว่าต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในพื้นที่เป้าหมาย หรือให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ท้องถิ่นศึกษา” ด้วยการค้นหาอัตลักษณ์ท้องถิ่น คุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วเปลี่ยนคุณค่าไปสู่มูลค่า เป็นรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ การสร้างงาน สร้างอาชีพ ในลักษณะห่วงโซ่คุณค่าทางสังคม (Social Value Model)

ทั้งนี้ เมืองแห่งการเรียนรู้ เป็นรากฐานสำคัญยิ่งของการพัฒนายกระดับขึ้นสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ที่พลเมืองหลากหลายภาคส่วน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขโดยทั่วหน้าโดย บพท. ได้สนับสนุนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ชูองค์ความรู้งานวิจัยท้องถิ่นศึกษาเป็นรากฐานสร้างเชียงใหม่-ลำปาง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพื้นถิ่น และปูทางสู่ความเป็นเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้โลกของยูเนสโก ต่อเนื่องจากจังหวัดพะเยา

ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ หัวหน้าแผนงานโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้พะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งเป็นกำลังสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จที่ผลักดันให้จังหวัดพะเยา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตามมาตรฐานยูเนสโกประจำปี 2565 เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยจาก ม.พะเยา โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท.ทำหน้าที่เป็นแกนกลางเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในจังหวัดพะเยา ให้มาขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

โดยกลไกกระบวนการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ เริ่มจากการทำความเข้าใจกับเมืองพะเยา ออกแบบพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ร่วมกัน ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้โดยมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นผู้ให้การรับรองหลักสูตร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ หรือต่อยอดด้านการศึกษา โดยมีเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จ จากรายได้และความสุข รวมทั้งคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม

“ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้เมืองแห่งการเรียนรู้พะเยา ได้รับการรับรองจากยูเนสโก น่าจะพิจารณาจากรายได้พลเมืองพะเยาโดยเฉลี่ยดีขึ้นระหว่างร้อยละ 5-35 ขณะเดียวกันคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น มีความสุขเพิ่มขึ้นจากการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลเวชชารักษ์ จังหวัดลำปาง อีกทั้งอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ลดลงเกือบร้อยละ 10” ดร.ผณินทรา กล่าว

ดร.ขวัญนภา สุขคร ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง จังหวัดลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในฐานะหัวหน้าแผนงานโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ลำปาง ภายใต้การสนับสนุนของ บพท.เปิดเผยว่า จะพยายามผลักดันให้จังหวัดลำปาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตามมาตรฐานยูเนสโก ประจำปี 2566 ด้วยการขับเคลื่อนงานศึกษาวิจัยด้านท้องถิ่นศึกษาครอบคลุม 5 มิติ

คือ “ภูมิหลัง-ภูมิเมือง-ภูมิธรรม-ภูมิวงศ์-ภูมิปัญญา” เพื่อค้นหาอัตลักษณ์ของพื้นที่ สำหรับจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลางและเป็นรากฐานการออกแบบพื้นที่เรียนรู้ ออกแบบกิจกรรม ตลอดจนการออกแบบชุดหลักสูตรเพื่อการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่บนหลักการของการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในพื้นที่

“จากการศึกษาวิจัยท้องถิ่นศึกษา ทำให้รู้ว่าลำปางเป็นเมืองหลวงของครั่ง และครั่งจากลำปางมีการส่งออกไปยังต่างประเทศมากที่สุด อีกทั้งลำปางยังมีโรงงานแปรรูปครั่งกระจุกตัวอยู่มากที่สุดของประะเทศ โดยผลผลิตจากครั่งสามารถนำไปต่อยอดทำอาหารไปทำสีผสมอาหาร อีกทั้งยังนิยมนำไปทำสีย้อมผ้ากิโมโนในประเทศญี่ปุ่น” ดร.ขวัญนภา กล่าว

ดร.สุดารัตน์ อุทธารัตน์ หัวหน้าโครงการ การพัฒนาเมืองเชียงใหม่นครแห่งการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาเมืองพลวัตที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บพท. ในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ให้เป็นนครแห่งการเรียนรู้ ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าจะใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยท้องถิ่นศึกษา หรือ “ปูมเมืองเชียงใหม่” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ผ่านการออกแบบพื้นที่เรียนรู้ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของภาคีทุกภาคส่วนในเมืองเชียงใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต คุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมืองเชียงใหม่ให้ดีขึ้น

“เราคาดหวังว่าผลการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ด้วยประเด็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่มากขึ้น คนเชียงใหม่มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ยังจะทำให้เมืองเชียงใหม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้หรือ Unesco Global Network of Learning Cities-GNLC ในปี 2566 อีกด้วย” ดร.สุดารัตน์ กล่าว

ด้าน โศวิรินทร์ ชวนประพันธ์ รักษาการหัวหน้าทีมการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญของเมืองแห่งการเรียนรู้ตามกรอบของยูเนสโกจะให้ความสำคัญอย่างมากกับประเด็นด้านการศึกษา เนื่องจากการศึกษานับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

หน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

‘วิศวศึกษาเอเชียแปซิฟิก’ยกระดับหลักสูตร ตอบโจทย์พัฒนาประเทศ-หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693232

‘วิศวศึกษาเอเชียแปซิฟิก’ยกระดับหลักสูตร  ตอบโจทย์พัฒนาประเทศ-หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต

‘วิศวศึกษาเอเชียแปซิฟิก’ยกระดับหลักสูตร ตอบโจทย์พัฒนาประเทศ-หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย และสมาคมวิศวศึกษาในเอเชียตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้และเอเซียแปซิฟิก (Association for Engineering Education in Southeast and East Asia and the Pacific: AEESEAP) จัดงานประชุมซัมมิทผู้นำวิศวศึกษา และงานประชุมวิศวศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (AEESEAP Annual Summit 2022 and Asia Pacific Engineering Education Symposium 2022) ณ โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท และผ่านระบบออนไลน์

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน กล่าวว่า ประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจสู่ Thailand 4.0 โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ วิศวกรรม เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัย มุ่งเน้น 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยบนแนวทาง Bio-Circular-Green Economy ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์และการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, อาหารเพื่ออนาคต, วิทยาการหุ่นยนต์,

การบินและการขนส่ง, เชื้อเพลิงชีวภาพและชีวเคมี, อุตสาหกรรมดิจิทัล, ศูนย์การแพทย์ครบวงจร, อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมการพัฒนาบุคลากร-การศึกษา ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยต้องการวิศวกรและบุคลากรจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมและรองรับความเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย วิศวศึกษา (Engineering Education) จึงต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและภารกิจเพื่อสร้างทักษะความสามารถและความพร้อมให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่และคนทำงาน

“งานประชุม AEESEAP 2022 นับเป็นการผนึกกำลังของไทยและประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งจะเป็นโยชน์ต่อการยกระดับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ตัวอย่างความสำเร็จของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยคณะวิศวะมหิดล ที่ได้รับการรับรองระดับสากลจาก ABET สหรัฐอเมริกา ถึง6 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ จะเป็นโมเดลถ่ายทอดประสบการณ์นำพามหาวิทยาลัยอื่นๆ ของไทยได้ก้าวไปด้วยกัน” อดีต รมว.อว. กล่าว

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ ประธานสมาคมวิศวศึกษาในเอเชียตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก (AEESEAP) และ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประชาคมภูมิภาคเอเชียครอบคลุมกว่า 30 ประเทศ ขณะที่สมาคม AEESEAP ซึ่งก่อตั้งในปี 1973 จากการประชุม UNESCO ให้ความสำคัญต่อบทบาทของวิศวศึกษา (Engineering Education)ในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและความยั่งยืน

โดยบทบาทของสมาคมฯ ตลอดระยะเวลา 49 ปี มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิศวศึกษาของเอเชียให้ก้าวทันโลกและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์การจัดประชุม AEESEAP 2022 นี้ เพื่อส่งเสริมการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เป็นเวทีแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และศาสตร์ทางด้านวิศวกรรม รวมถึงประมวลองค์ความรู้ใหม่ๆ

ตอบโจทย์การบ่มเพาะบุคลากรที่ตรงตามความต้องการด้านความสามารถทางวิศวกรรมศาสตร์ในการพัฒนาประเทศและภูมิภาคโลกร่วมกัน ตลอดจนสร้างเสริมเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับภูมิภาคเอเชีย โดยมีวิทยากรจากนานาประเทศ พร้อมด้วยคณะกรรมการ AEESEAP จากออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย เข้าร่วมงาน

ในงานประชุม AEESEAP 2022 ทางประเทศออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้เห็นถึงตัวอย่างของ ความร่วมมือระหว่างภาควิชาการกับภาคอุตสาหกรรม ปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ทำให้การพัฒนาวิศวศึกษา และบ่มเพาะวิศวกรก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพ หลังวิกฤตโควิด-19 โลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีพลิกผันรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Ai, บล็อกเชน, Big Data, IoT, หุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่น, โดรน, VR/AR เชื่อมต่อกัน

จึงต้องโฟกัสที่ “ผู้ใช้” คือ ภาคอุตสาหกรรม และ “ผู้เรียน” คือ นักศึกษาใหม่และคนทำงาน ความท้าทายของวิศวศึกษา คือ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็วธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ จึงต้องการวิศวกรที่มีคุณภาพ ความสามารถในทักษะทั้งด้านวิศวกรรมและ Soft Skills ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา ผ่าฟันอุปสรรค นับเป็นคุณค่าแก่การเรียนรู้และเรียนลัดของประเทศต่างๆ ในการพัฒนาบุคลากรสร้างวิศวกรคนรุ่นใหม่

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวต่อไปว่า แนวโน้มของวิศวศึกษาในอนาคต จะมุ่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับปริญญาน้อยลง โลกคือห้องเรียน ผสมผสานการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นทั้งแพลตฟอร์ม Tele-Education และห้องเรียน เนื่องจากวิศวศึกษาต้องการการฝึกฝน ทักษะปฏิบัติและมีการทดลองในห้องปฏิบัติการ ด้านการพัฒนาหลักสูตรจะเน้นการต่อยอดนวัตกรรม ความเป็นผู้นำ การประยุกต์ใช้ได้จริงจริยธรรมของวิศวกร บนพื้นฐานวิศวศึกษาที่ยั่งยืน (Sustainibility)

ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยให้ความสำคัญยิ่งในการยกระดับวิศวศึกษาสู่มาตรฐานโลก เช่น ประเทศไทยใช้มาตรฐาน ABET จากสหรัฐอเมริกา ขณะที่อีกหลายประเทศใช้มาตรฐาน Washington Accord ทั้งมีการศึกษาและนำร่อง “ธนาคารหน่วยกิต” หรือระบบ “Micro Credential” เพื่อการศึกษาตลอดชีวิตของประชากรทุกช่วงวัย (Lifelong Learning) ส่วนเทคโนโลยีการศึกษาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเรียนรู้ยุคใหม่ อาทิ การจำลองภาพเพื่อการเรียนรู้ (Immersive Education) การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Practise- Based Learning)

ควบคู่กับการจัดพื้นที่ให้เมคเกอร์คนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพได้คิดค้นต่อยอดนวัตกรรม รวมทั้งความร่วมมือด้านห้องปฏิบัติการข้ามมหาวิทยาลัยและข้ามประเทศ ตลอดจนพัฒนาเอสเอ็มอีโลกาภิวัฒน์ ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลั่งไหลเข้ามาสู่ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC” ทำให้ความต้องการแรงงานทักษะสูงในระดับต่างๆ ของ ช่วง 5 ปี (ค.ศ.2021-2025 หรือ พ.ศ.2564-2568) ทั้งวิศวกรและบุคลากรพุ่งสูงถึง 564,176 คน และ EEC จะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทย

“การผนึกกำลังของสมาคม AEEASEAP และสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิก 64 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จะทำให้หลักสูตรวิศวศึกษาและการผลิตบุคลากรทุกระดับตอบโจทย์ความเป็นจริง เป็นไปในทิศทางสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ รองคณบดีฝ่ายการจัดการทุนมนุษย์และองค์กรสัมพันธ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความสำเร็จที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยกระดับ 6 หลักสูตรสู่มาตรฐานโลกโดยได้รับการรับรองจาก ABET สหรัฐอเมริกา (Accreditation Board for Engineering and Technology) นั้น ใช้เวลาเตรียมการ 4 ปีเศษ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ได้รับการรับรองมากที่สุดถึง 6 หลักสูตร ป.ตรี

คือ วิศวกรรมเคมี วิศกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้เรียนและการเคลื่อนย้ายแรงงาน วิศวกรไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกสามารถไปศึกษาต่อหรือทำงานได้ทั่วโลก อีกทั้งส่งผลดีต่อความน่าเชื่อถือในสถาบันการศึกษา ประเทศชาติ และประชาคมโลก

“ระบบ ABET ให้การรับรองคุณภาพการศึกษาโดยพิจารณาจาก 1.หลักสูตร มีการบริหารจัดการและบรรลุวัตถุประสงค์ 2.วัตถุประสงค์หลักสูตร ตามแนวทาง Outcome Based Education 3.ผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนและผลลัพธ์อย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ 4.หลักสูตรมีการพัฒนาต่อเนื่อง 5.ข้อกำหนดหลักสูตร การวัดผลและการขอรับการประเมิน” รศ.ดร.ธนภัทร์ ระบุ

รศ.ดร.ธนภัทร์ ยังกล่าวอีกว่า มีมหาวิทยาลัยของไทยหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มาเยี่ยมชมคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล และหารือถึงวิธีการเตรียมความพร้อมเพื่อความสำเร็จในการขอรับรองมาตรฐาน ABET ซึ่งทางคณะฯ ยินดีถ่ายทอดประสบการณ์และให้คำแนะนำอย่างเต็มที่