สั่งย้าย-ฟันวินัย! คลิปฉาว’ครูตบนักเรียน’ เหตุเล่นฟุตบอลในห้องเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675316

สั่งย้าย-ฟันวินัย! คลิปฉาว'ครูตบนักเรียน' เหตุเล่นฟุตบอลในห้องเรียน

สั่งย้าย-ฟันวินัย! คลิปฉาว’ครูตบนักเรียน’ เหตุเล่นฟุตบอลในห้องเรียน

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 09.52 น.

“ตรีนุช”กำชับ สพฐ.ฟันโทษวินัยครูลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ จี้ทุกหน่วยงานป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีคลิปครูผู้ชายโรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม.กท.1 ) ได้ลงโทษนักเรียนชายชั้น ม.2 ที่เล่นฟุตบอลในห้องเรียน ด้วยการให้นักเรียนนั่งคุกเข่าพร้อมลูกบอล แล้วครูใช้เท้าเตะไปที่ฟุตบอลที่นักเรียนถืออยู่ ใช้มือตบศีรษะนักเรียน และใช้ถ้อยคำรุนแรงนั้น ว่า ตนได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ขณะนี้ทางโรงเรียนได้ตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัย และปลดครูคนดังกล่าวออกจากการเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้พานักเรียนไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล โดยโรงเรียนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด พร้อมพูดคุยกับผู้ปกครองนักเรียนและมอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 2,000 บาท และทาง สพม.กท.1 ได้ย้ายครูไปทำงานที่สำนักงานเขตพื้นที่ฯ เป็นการชั่วคราวแล้ว

ทั้งนี้ ตนได้กำชับทาง สพฐ.ไปว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และความรุนแรงในสถานศึกษาก็ไม่ควรมีแล้ว เรื่องสถานศึกษาปลอดภัย Safety Center เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ตนได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าการดูแลความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจของนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเกิดเหตุใดๆ ขึ้น ระบบและวิธีการที่ ศธ.วางไว้ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ต้องช่วยเหลือนักเรียนทันที เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน

“ดิฉันขอเน้นย้ำว่าการลงโทษนักเรียน หากทำเกินกว่าเหตุโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนของ ศธ.นอกจากจะมีความผิดทางวินัยราชการแล้ว อาจยังผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู และอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาในข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นด้วย ทั้งนี้ ตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนของ ศธ.ได้ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท และให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียน หรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิดและกลับมาประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ซึ่งอยากฝากให้ครูเลือกใช้วิธีในการปรับพฤติกรรมนักเรียนที่เหมาะสม และเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่พูดคุยด้วยเหตุผลได” รมว.ศธ.กล่าวและว่า หากยังพบครูที่มีประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ หน่วยงานต้นสังกัดก็ต้องดำเนินการทางวินัยกับครูคนนั้นอย่างจริงจัง และสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นบทเรียนสำคัญให้หน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับเร่งรัด หรือ วางมาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

‘นยปส.รุ่นที่ 13’ เสนอยุทธศาสตร์ ‘การป้องกันและปราบปรามการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเชิงรุก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675152

‘นยปส.รุ่นที่ 13’ เสนอยุทธศาสตร์  ‘การป้องกันและปราบปรามการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเชิงรุก’

‘นยปส.รุ่นที่ 13’ เสนอยุทธศาสตร์ ‘การป้องกันและปราบปรามการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเชิงรุก’

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง หรือ “นยปส.” รุ่นที่ 13 จัดสัมมนาสาธารณะ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การป้องกันการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเชิงรุก”อันเป็นหลักสูตรที่จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวเปิดงาน ระบุว่า ปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐพบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ระดับล่างถึงระดับนโยบาย มีมูลค่าความเสียหาย ในปี 2554 ถึง 9 พันล้านบาท จึงเป็นที่มาของการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการป้องกันการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ภายในงานมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “การบริหารจัดการที่โปร่งใส เพื่อกรุงเทพที่ดี” โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. ได้ให้ข้อคิดว่า ทุกอย่างอยู่ที่ความมั่นใจ และเชื่อมั่น ซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่ดี ทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อให้เกิดความสำเร็จ จึงจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยผู้บริหารต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่าง และทำตามนโยบายที่เคยพูดไว้

รวมทั้งสร้างความสมดุลของข้อมูลในการตรวจสอบ ด้วยระบบข้อมูล (Data) ให้ประชาชนสามารถติดตามการใช้งบประมาณและโครงการต่างๆ รวมทั้งแก้ปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนแจ้งเข้ามา ล่าสุดมีเรื่องร้องเรียน 128,000 เรื่อง ได้ดำเนินการ แก้ไขไปแล้วกว่า 6 หมื่นเรื่อง ที่เหลืออยู่นอกเหนืออำนาจต้องส่งต่อเชื่อมโยงการทำงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามระบบการทำงานที่โปร่งใส เป็นประชาธิปไตย

จากนั้น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดอุทัยธานี ในฐานะประธานนักศึกษาหลักสูตร นยปส. รุ่นที่ 13 ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นวัตกรรมทางความคิดเพื่อแก้ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง” กล่าวว่าการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีหลายรูปแบบ และพัฒนาการทุจริต ตั้งแต่การขออนุญาต การออกแบบโครงการรับเหมา การประมูล จึงต้องดูว่าโครงการที่ตั้งขึ้นมามีความเป็นธรรมหรือไม่และประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ สิ่งสำคัญคือ การออกแบบราคากลาง ที่จะแก้ปัญหาการทุจริตได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงควบคุมการล็อกสเปก เพื่อลดปัญหาการฮั้วประมูล ป.ป.ช. จึงต้องสร้างเครือข่ายให้ทุกคนไม่ทนต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นของภาครัฐ

สำหรับงานสัมมนาสาธารณะ เรื่อง ยุทธศาสตร์การป้องกันการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเชิงรุก เป็นการนำเสนอผลงานวิชาการยุทธศาสตร์ประจำรุ่นของนักศึกษาหลักสูตร นยปส. รุ่นที่ 13 โดยมีตัวแทนนำเสนอผลงาน ประกอบด้วย น.ส.ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, นายอภิศักดิ์ธนเศรษฐกร กรรมการบริหาร บริษัท ไทยนิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด,รศ.ดร.ศรีจิตรา เจริญลาภนพรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, น.ส.อลินี ธนะวัฒน์สัจจะเสรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาระบบงานบุคคล สำนักงาน ก.พ. และ น.ส.รุ่งรัตนา เจริญจิตต์นักวิชาการประจำองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

โดยยุทธศาสตร์รุ่นใช้เวลาในการจัดทำ 5 เดือน “ที่มาและความสำคัญของปัญหา” เกิดจากคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของประเทศไทยยังอยู่ในอันดับคงที่ สะท้อนภาพลักษณ์เชิงลบอันเกิดจากความเสียหายของการทุจริต รัฐใช้งบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างเป็นจำนวนมหาศาล เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของทุกปี ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในชาติ และความเสียหายจากการทุจริตนั้นประเมินค่าไม่ได้

“วัตถุประสงค์ของการจัดทำยุทธศาสตร์” จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐพ.ศ. 2560 ศึกษาแนวทางการป้องกันการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง ตาม พ.ร.บ. และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และเพื่อจัดทำข้อเสนอยุทธศาสตร์การป้องกันการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเชิงรุก ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ

“ขอบเขตการศึกษา” มีการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย แบ่งเป็น 5 ตอน ได้แก่ 1.นโยบาย คำสั่งยุทธศาสตร์ แผน กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 2. ทฤษฎีการทุจริตคอร์รัปชั่น 3.แนวคิดพื้นฐานการป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น 4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.กรอบแนวคิดในการศึกษา ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาและนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูล การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

ตัวแทนนักศึกษาหลักสูตร นยปส. รุ่นที่ 13 นำเสนอผลงานวิชาการยุทธศาสตร์ประจำรุ่น

“ผลการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน” วิเคราะห์ผลออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน แบ่งเป็น ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง กำหนดความต้องการแบบ inside-out,ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน,ผู้กำหนดไม่มีความรู้ทางเทคนิค, ขาดการบูรณาการงบประมาณภาพรวม, ระบบการจัดซื้อจัดจ้างปัจจุบันยังไม่มีการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุน, หลักการอาจขัดกัน

กลางน้ำ ได้แก่ TORs ที่ล็อกสเปกกำหนดการใช้ดุลยพินิจ, เกณฑ์ PricePerformance, ยังไม่มีการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อช่วยการคัดเลือกผู้เสนอราคา,ปัญหาในระบบ e-GP ไม่สอดคล้องกับระเบียบ, การยื่นอุทธรณ์ในขั้นตอนตัดสินว่าใครคือผู้ได้รับงาน กลายเป็นปัญหาดาบสองคม, ช่องโหว่ของระบบ e-bidding ผู้ที่มีเจตนาทุจริตก็หาช่องทางได้

และ ปลายน้ำ ได้แก่ การทุจริตที่พบบ่อย คือ ในรูปของเงินค่ารับรองค่าเดินทางตรวจงาน เบี้ยเลี้ยงเดินทาง ตลอดจนเงินพิเศษ, ปัญหาของการใช้ดุลยพินิจในการงดค่าปรับ การใช้ดุลยพินิจในการขยายเวลาของสัญญา โดยไม่มีเหตุผลสมควร, มุมของผู้ประกอบการภาคเอกชน เห็นว่า กลไกคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้น ในทางปฏิบัติอาจทำให้เกิดการใช้ดุลยพินิจที่แตกต่าง อาจเป็นช่องทางการรับสินบน, คณะกรรมการตรวจรับพัสดุไม่มีองค์ความรู้ในเนื้องาน, สถานการณ์โควิด ที่ส่งผลให้มีการปรับลดค่าปรับเหลือ 0 ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่เร่งรัดงาน ล่าช้า ทิ้งงาน

“ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์” แบ่งเป็นแผน 3 ระดับ ได้แก่ 1.แผนระดับยุทธศาสตร์ชาติ 2.แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนด้านต่างๆ และ แผนระดับ 3.คือ แผนปฏิบัติการด้านการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ระยะที่ 2 โดยแนวทางที่ 1 ปลูกฝังวิธีคิดปลุกจิตสำนึกให้มีวัฒนธรรมและพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต แนวทางที่ 2 ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ แนวทางที่ 3 ปราบปรามการทุจริต เป็นต้น

“บทสรุปข้อเสนอยุทธศาสตร์ป้องกันการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเชิงรุก ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561” มี5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย “ยุทธศาสตร์ที่ 1”พัฒนาระบบ เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลในการป้องกันการทุจริตเชิงรุก แบ่งออกเป็น 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.นำระบบเทคโนโลยีดิจิทัล(Artificial Intelligence + Blockchains) มาใช้ในการบริหารจัดการ การจัดซื้อจัดจ้างทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

2.พัฒนาระบบ Data Center เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ การจัดทำข้อกำหนดงานซื้องานจ้าง (TORs) การตรวจรับงานซื้องานจ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดซื้อจัดจ้างลักษณะงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง ข้อมูลทางเทคนิค และ 3.พัฒนา Data Center การจัดซื้อจัดจ้าง และมีข้อมูล Data Analytics เพื่อให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างได้

“ยุทธศาสตร์ที่ 2” ยกระดับการสร้างความโปร่งใสเชิงนโยบาย แบ่งออกเป็น 7 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.กำหนดให้หน่วยงานเปิดเผยงบประมาณและข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) การจัดซื้อจัดจ้าง 2.พัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัล โดยสร้าง Platform ที่ประชาชนและภาคประชาสังคมเข้าถึงได้ง่ายเพื่อเป็นช่องทางติดตาม ตรวจสอบ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ 3.การจัดตั้งศูนย์การจัดซื้อจัดจ้างกรณีการจัดซื้อจัดจ้างสินค้า/พัสดุ ที่มีลักษณะเชิงเทคนิค เช่น การก่อสร้าง การพัฒนาระบบดิจิทัล เป็นต้น

4.สร้างผู้นำที่มีจริยธรรม เพื่อเป็นต้นแบบการปฏิบัติงาน ด้วยหลักคุณธรรมและความโปร่งใส 5.ส่งเสริมให้มีการนำแนวคิดของข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ในทางปฏิบัติให้กว้างขวางมากขึ้น เช่น รัฐวิสาหกิจ 6.ปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดความโปร่งใสและลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากช่องว่างของกฎหมาย และ 7.ส่งเสริมการใช้กลไกธรรมาภิบาลในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

“ยุทธศาสตร์ที่ 3” สร้างนวัตกรรมในการต่อต้านการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แบ่งออกเป็น 5 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.กำหนดให้มีการลงทะเบียน Part Number ของครุภัณฑ์และเผยแพร่ผ่านระบบ Cloud รวมทั้งมีการ Update ราคาครุภัณฑ์ให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนและภาคประชาสังคมสามารถตรวจสอบงบประมาณของแต่ละโครงการ ว่ามีความสมเหตุสมผลเพียงใด 2.มีกลไกคณะกรรมการพิจารณาตัดสินในกรณีหลักการขัดแย้ง และข้อกฎหมายลงโทษผู้ร้อง ที่ร้องโดยไม่มีมูล หรือพิสูจน์ได้ว่าเจตนากลั่นแกล้ง

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. จังหวัดอุทัยธานี ในฐานะประธานนักศึกษาหลักสูตร นยปส. รุ่นที่ 13 ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นวัตกรรมทางความคิดเพื่อแก้ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง”

3.ปรับกระบวนการจัดทำคำของบประมาณสำหรับพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการงบประมาณ และไม่เกิดความซ้ำซ้อน 4.ปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (ArtificialIntelligence + Blockchains) เพื่อการจับคู่ข้อมูลความต้องการกับผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และ 5.เพิ่มช่องทางการแจ้งเบาะแส กรณีพบเห็นความไม่ชอบมาพากลของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง

“ยุทธศาสตร์ที่ 4” สร้างการตระหนักรู้ของประชาชน ในการเป็นกลไกตรวจสอบการทุจริต แบ่งเป็น 2 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.เสริมสร้างองค์ความรู้แก่ประชาชน และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นเครือข่ายในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 2.จัดอบรมพัฒนาผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อความเข้าใจกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง และความรู้ด้านเทคโนโลยีต่างๆ ให้ทันสมัย

และ “ยุทธศาสตร์ที่ 5” สร้างภูมิคุ้มกันสังคมให้เข้มแข็ง แบ่งออกเป็น 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐจากภาคประชาสังคม 2.เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรภาครัฐ ในการเป็นองค์กรคุณธรรมและความโปร่งใส และการมีวัฒนธรรมสุจริต ผ่าน Soft power 3.ส่งเสริมบทบาทของสื่อมวลชนในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เช่น การจัดทำสกู๊ปติดตามงานจัดซื้อจัดจ้าง

“ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์ป้องกันการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเชิงรุก ต่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน” สรุปได้ดังนี้ 1.ข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐ แบ่งออกเป็น 1.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาระบบเทคโนโลยี ดิจิทัลภาครัฐ เพื่อการเผยแพร่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้,/ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ เน้นการซื่อสัตย์ สุจริตควบคู่กับผู้นำมีจริยธรรม ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส /,

ปรับปรุงกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส ลดช่องว่างของกฎหมาย /และมีกลไกคณะกรรมการพิจารณาตัดสินในกรณีหลักการขัดแย้ง และข้อกฎหมายลงโทษผู้ร้องไม่มีมูล เจตนากลั่นแกล้ง กับ 1.2 ข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ ได้แก่นำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารการจัดซื้อจัดจ้างทั้งระบบ ครบ ตลอดเส้นทางน้ำ, จัดตั้งศูนย์การจัดซื้อจัดจ้างกรณีที่เป็นการสินค้า หรือ พัสดุ เชิงเทคนิค,

พัฒนาระบบ Data Center เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง , พัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัล โดยสร้าง Platform ให้ภาคประชาสังคมเข้าถึงได้ง่าย ในการติดตาม ตรวจสอบ, กำหนดให้มีการลงทะเบียน Part Number ของครุภัณฑ์ และเผยแพร่ผ่านระบบคลาวน์ เพื่อให้ประชาชนและภาคประชาสังคมตรวจสอบความ
สมเหตุสมผลของงบประมาณโครงการ,กำหนดพื้นที่นำร่องในการติดตาม เฝ้าระวังกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างใกล้ชิด /และเปิดเผยข้อมูลกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะการประกาศผลผู้ชนะ

2.ข้อเสนอแนะสำหรับภาคเอกชน ในส่วนของภาคเอกชน ควรดำเนินการจัดทำสัญญาคุณธรรม / ข้อตกลงคุณธรรม ตามมาตรการส่งเสริมความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ภายใต้กระบวนการที่กำหนดตามกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนให้ความร่วมมือ ป้องกันและต่อต้านการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง

และ 3.ข้อเสนอแนะสำหรับภาคประชาชน ประชาชนควรให้ความสำคัญกับการเข้ามาตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่างๆของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ในทุกขั้นตอน ผ่านเว็บไซต์ เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐบางหน่วยยังไม่เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างต่อสาธารณะ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น / ภาคประชาสังคมควรมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ

“ข้อเสนอแนะเหล่านี้ เป็นเป้าหมายทั้งหมดในกระบวนการที่ออกมาเป็นยุทธศาสตร์แก้ปัญหาในกระบวนการ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” จะเห็นได้ชัดว่า “ในทุกกระบวนการ สิ่งที่สำคัญที่สุด จะต้องมีสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ คน” ทั้งนี้ “หลังการนำเสนอ…จะเป็นการวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะผลงานวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ” ประกอบด้วย รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย,น.ส.ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ, นายสมโภชน์ โตรักษา ผู้จัดการฝ่ายข่าวบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ โดยมี น.ส.อรวรรณ กริ่มวิรัตน์กุล เป็นผู้ดำเนินรายการ

โดยต่างมีความเห็นสอดคล้องกันกับการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนเข้าถึง และตรวจสอบได้ให้มากที่สุด ระบบ Data เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งหากมีข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้านครบถ้วน ก็จะสามารถถอดรหัส ของสาเหตุการทุจริตในแต่ละโครงการว่าเกิดจากอะไร และ ป.ป.ช. น่าจะถอดรหัสคดีแดงออกมาได้ อีกทั้งต้องปรับแผนการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ และควรมีการตรวจสอบโครงการ ทั้งก่อนเริ่มดำเนินโครงการ ไปจนถึงหลังเสร็จสิ้นโครงการแล้วว่า ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนหรือไม่

ขณะที่สัญญาการจัดซื้อจัดจ้างที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนด จะต้องเป็นสัญญาที่เป็นธรรมทั้งกับภาครัฐและผู้ประกอบการ ไม่มีการล็อกสเปก!!!

สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม จับมือ เมืองโคเงะ ประเทศญี่ปุ่น MOU โครงการโรงเรียนพี่น้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675243

สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม จับมือ เมืองโคเงะ ประเทศญี่ปุ่น MOU โครงการโรงเรียนพี่น้อง

สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม จับมือ เมืองโคเงะ ประเทศญี่ปุ่น MOU โครงการโรงเรียนพี่น้อง

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.37 น.

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม จับมือ เมืองโคเงะ ประเทศญี่ปุ่น MOU โครงการโรงเรียนพี่น้อง (Sister Schools) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม ระหว่างไทย – ญี่ปุ่น

วันที่  23  สิงหาคม  2565 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ร่วมกับ เมืองโคเงะ (Koge Town) จังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka) ประเทศญี่ปุ่น ทำพิธีลงนามสัญญาความร่วมมือ โครงการโรงเรียนพี่น้อง (Sister Schools) เป็นปีที่ 7  โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริเดช  สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ รองศาสตราจารย์พัชรี  วรจรัสรังสี ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม Mr.Tsubone  Shusuke นายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรินทร์  พงศ์ศุภสมิทธิ์ ผู้ริเริ่มโครงการ

โครงการโรงเรียนพี่น้อง หรือ Sister Schools ระหว่างเมืองโคเงะ จังหวัดฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น กับ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม พุทธศักราช 2558 ภายใต้สมัยของท่านนายกเทศมนตรี ชูสุเกะ  สึโบเนะ (Mr. Shusuke  Tsubone) ร่วมกับศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรินทร์  พงศ์ศุภสมิทธิ์ ประธานชมรม ไทย – ฟุกุโอกะ อดีตอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯ  โดยต้องการที่จะสานสัมพันธ์และพัฒนานักเรียนและเยาวชนของเมืองโคเงะ ร่วมกับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม  โดยในส่วนของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม มีศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรินทร์ กรุณาเป็นผู้ให้คำแนะนำในการดำเนินโครงการนี้ ซึ่งในการดำเนินการโครงการมีนโยบายหลักคือ

1. ให้นักเรียนของเมืองโคเงะ ได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษาอังกฤษ กล้าสนทนาและสื่อสารอย่างสง่างาม โดยผ่านการเรียนรู้ร่วมกันกับนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม

2. ให้นักเรียนและเยาวชนของเมืองโคเงะ ได้นำประสบการณ์จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการพัฒนาการฝึกใช้ภาษาอังกฤษจากโครงการนี้ กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง

ทั้งนี้ได้มีการนำนักเรียน พร้อมด้วยนายกเทศมนตรี คณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา คณะครู  จาก 4 โรงเรียนของเมืองโคเงะ ได้แก่ Toubaru Elementary School, Tomoeda Elementary School, Minami Yoshitomi Elementary School และ Nishi Yoshitomi School มาเยือนโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม และโรงเรียนสาธิตจุฬา ฯ ฝ่ายประถม ได้เดินทางไปเยือนเมืองโคเงะ ในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2560 เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการนำมาในการทำสัญญาลงนาม MOU เป็นครั้งแรกของโครงการนี้ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 โดยสัญญามีความผูกพันเป็นระยะเวลา 5 ปี  โดยหวังว่าโครงการนี้จะทำให้นักเรียนของทั้ง 2 ประเทศได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมอันงดงาม นับว่าเป็นโอกาสดียิ่งที่ผสานกลมกลืนกับความร่ำรวยวัฒนธรรมในสังคมชาวญี่ปุ่น

ปัจจุบันโครงการโรงเรียนพี่น้อง (Sister Schools) ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ได้รับสัมพันธไมตรีที่ดีในเรื่องต่างๆ จากเมืองโคเงะเสมอมา เช่น ช่วงวิกฤติของภาวะมลพิษทางอากาศ  ทางเมืองโคเงะ ได้จัดซื้อหน้ากากจำนวน 2,000 ชิ้นส่งมาให้ทางโรงเรียนสาธิตจุฬา ฯ ฝ่ายประถมเพื่อบรรเทาภาวะมลพิษที่เกิดขึ้น การแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนนักเรียน รวมทั้งเรื่องอื่นๆ  ที่ถือว่าเป็นการพัฒนาสายสัมพันธ์ระหว่าง เมืองโคเงะ และโรงเรียนสาธิตจุฬา ฯ ฝ่ายประถม ในรูปแบบของพี่น้องอย่างชัดเจน

ม.มหาสารคาม ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่น พัฒนาการย้อมเส้นด้ายจากผงสีธรรมชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674894

ม.มหาสารคาม ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่น  พัฒนาการย้อมเส้นด้ายจากผงสีธรรมชาติ

ม.มหาสารคาม ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่น พัฒนาการย้อมเส้นด้ายจากผงสีธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของ “ผ้าทอ” อันเป็นมรดกวัฒนธรรมที่แสดงถึงภูมิปัญญาอันโดดเด่นของชาวอีสาน โดยได้สนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการอนุรักษ์และค้นหานวัตกรรมเพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่ผ้าทออีสาน รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ชุมชน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ท้องถิ่นโดยขณะนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการยกระดับการย้อมเส้นด้ายจากผงสีธรรมชาติ กับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จังหวัดมหาสารคาม สมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมหาสารคาม

โครงการดังกล่าว เป็นการร่วมมือกันในการพัฒนาเพื่อยกระดับการย้อมเส้นด้ายและผ้าจากผงสีธรรมชาติ ที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ และพัฒนากระบวนการย้อมเส้นด้าย
และผ้าด้วยผงสีธรรมชาติ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสร้างรายได้ของชุมชน ส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือในการถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์การย้อมเส้นด้ายและผ้าด้วยผงสีธรรมชาติ ให้เกิดเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทำให้เกิดคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการผสมผสาน ระหว่างนวัตกรรมกับอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์นวัตอัตลักษณ์

‘ตรานกยูงพระราชทาน’ มาตรฐานคุณภาพผ้าไหมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674889

‘ตรานกยูงพระราชทาน’ มาตรฐานคุณภาพผ้าไหมไทย

‘ตรานกยูงพระราชทาน’ มาตรฐานคุณภาพผ้าไหมไทย

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดนครพนมในปี 2513 และได้ทรงสังเกตเห็นชาวบ้านที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จ สวมผ้าไหมที่ทอเอง ลวดลายและสีสันงดงาม จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสนพระราชหฤทัยในการส่งเสริมการทอผ้าไทยเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้แก่ครัวเรือนตามประราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือความเป็นอยู่ราษฎรให้ดีขึ้น

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ที่ทรงเห็นว่าศิลปหัตถกรรม โดยเฉพาะผ้าทอมือกลับมาเป็นที่นิยมกันมากขึ้น หากทรงอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเหล่านี้ไว้ จะช่วยรักษาและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้ยาวนานสืบไป จึงทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะพลิกฟื้นผ้าไหมให้มีคุณภาพ มีความงดงามเป็นที่นิยมและตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งทรงเป็นแบบอย่างด้วยฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกประกอบกับขณะนั้นได้มีการนำเข้าเส้นไหมและเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ จากต่างประเทศมาผลิตผ้าไหม และใช้สัญลักษณ์คำว่า “ไหมไทย”เพื่อการค้า ทำให้ผู้ซื้อเกิดความไม่มั่นใจในคุณภาพผ้าไหมไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยและตระหนักถึงปัญหานี้ในปี 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทยให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย 4 ชนิด ดังต่อไปนี้

Royal Thai Silk นกยูงสีทอง เป็นผ้าไหมที่ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะ ทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น Classic Thai Silk นกยูงสีเงิน ใช้เส้นไหมแท้เป็นเส้นพุ่งและหรือเส้นยืน เส้นไหมต้องสาวด้วยมือ ทอด้วยกี่ทอมือแบบใดก็ได้ ย้อมด้วยสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น Thai Silk นกยูงสีน้ำเงิน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและหรือเส้นยืน เส้นไหมต้องสาวด้วยมือ ทอด้วยกี่ทอมือ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Thai Silk Blend นกยูงสีเขียว โดยใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยอื่นเป็นส่วนประกอบรอง และต้องระบุส่วนประกอบของเส้นใยอื่นให้ชัดเจน ทอด้วยกี่
แบบใดก็ได้ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานให้แพร่หลายทั่วโลก จึงได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานในต่างประเทศอีก 35 ประเทศ ได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป จำนวน 27 ประเทศ จีน นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินเดีย และฮ่องกง

คุณค่าคุณภาพ ความงดงามของผ้าไหมไทยที่มีชื่อเสียงประจักษ์แก่ชาวไทยและทั่วโลก เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างแท้จริงทรงได้รับพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งไหมไทย” จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ UNESCO ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญโบโรพุทโธทองคำในฐานะทรงส่งเสริมและสร้างสรรค์ศิลปะ โดยเฉพาะหัตถกรรมสิ่งทอ ฟื้นฟูผ้าไทยไม่ให้สูญหาย รวมทั้งยกระดับความเป็นอยู่ประชาชนผู้ยากไร้ในชนบท และรางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ ประกาศพระเกียรติคุณที่ทรงมีต่อหม่อนไหมโลก จากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมสากล

ผ้าไหมไทย “ตรานกยูงพระราชทาน” มีชื่อเสียงประจักษ์แก่ชาวไทยและทั่วโลก และสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในชนบท ส่งผลให้เศรษฐกิจในชุมชนมีความเข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นประจักษ์พยานสำคัญของพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อผ้าไหมไทยเป็นอย่างยิ่ง

ชนิตร ภู่กาญจน์

สมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทาฯ มอบทุน นร.-นศ.เยียวยาโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674891

สมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทาฯ  มอบทุน นร.-นศ.เยียวยาโควิด

สมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทาฯ มอบทุน นร.-นศ.เยียวยาโควิด

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565 ณ อาคารศูนย์สุขภาพและกีฬาสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมี พลเอกสิทธิ์ สิทธิมงคล นายกสมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธาน โดยมีผู้บริหาร กรรมการสมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทาฯ รวมถึงแขกผู้มีเกียรติให้การสนับสนุนทุนการศึกษา เข้าร่วมมอบทุนในครั้งนี้

ทุนการศึกษาที่มอบให้เป็นทุนการศึกษาเพื่อการดำรงชีพ รวมจำนวนทั้งสิ้น 625,000 บาท (หกแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) แบ่งเป็นทุนการศึกษาเพื่อการดำรงชีพ จำนวน 105 ทุน ทุนละ 5,000 บาท โดยให้หน่วยงานคณะ/วิทยาลัย ได้คัดเลือกนักศึกษาที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์การได้รับทุน จำนวน 105 คน และทุนการศึกษาเพื่อการดำรงชีพแบบต่อเนื่อง จำนวน 2 ทุน ทุนละ 25,000 บาท ซึ่งสมาคมฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 2 คน ซึ่งผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าวนี้ ได้แก่ นางสาวอินทิรา วงษ์ประเสริฐ นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ และนายชุติพนธ์ ภูมิพันธ์นักศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์

นายกสมาคมศิษย์เก่าฯ กล่าวว่า “การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และเป็นขวัญกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนอีกด้วย ขอให้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนในครั้งนี้ นำทุนการศึกษาที่ได้ไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาให้มากที่สุด และขอให้พึงระลึกอยู่เสมอว่า การศึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่ออนาคต และในการรับบุคคลเข้าปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน อย่างไรก็ตาม จะใช้ผลการเรียนเป็นเกณฑ์หลักในการคัดเลือก ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่ได้รับทุนใน
ครั้งนี้ ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา และจงตั้งใจเล่าเรียนให้สมตามความมุ่งหวังของบิดา มารดา ที่อยากจะเห็นบุตรทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าต่อสังคม และประเทศชาติ ที่สำคัญ ขอทุกคนจงห่างไกลจากอบายมุขทุกประการ ตลอดจนสิ่งเสพติดต่างๆ อันจะก่อให้เกิดปัญหาต่อตนเอง ครอบครัวและสังคมประเทศชาติ อีกด้วย”

โรงเรียนอนุบาลสุโขทัยชื่นชมนักเรียน คว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674896

โรงเรียนอนุบาลสุโขทัยชื่นชมนักเรียน  คว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

โรงเรียนอนุบาลสุโขทัยชื่นชมนักเรียน คว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอนุวัฒน์ สุวรรณมาตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุโขทัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 ร่วมเเสดงความยินดีกับเด็กชายชินาธิป ต๊ะโพธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/5 และเด็กหญิงบุญธิชานาคทรัพย์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6/2 สองนักกีฬาเหรียญทอง คาราเต้โดในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 37พัทลุงเกมส์

การได้รับชัยชนะในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งนี้ ส่งผลให้ทั้งคู่ได้เป็นตัวแทนนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทยไปแข่งขันกีฬาในรายการระดับประเทศ ซึ่งจากความเพียรพยายามของนักเรียนทั้งสองคน จึงนำไปสู่ความสำเร็จได้ชัยชนะในครั้งนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองครอบครัว โรงเรียน และจังหวัดสุโขทัย รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่มีความสนใจด้านกีฬาอีกด้วย 

สจล. ผนึกกำลัง ร.ฟ.ท. นำร่องบริการ ด้านการแพทย์ผ่านระบบรางรถไฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674890

สจล. ผนึกกำลัง ร.ฟ.ท. นำร่องบริการ  ด้านการแพทย์ผ่านระบบรางรถไฟ

สจล. ผนึกกำลัง ร.ฟ.ท. นำร่องบริการ ด้านการแพทย์ผ่านระบบรางรถไฟ

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.นพ.อนันต์ ศรีเกียรติขจร คณบดี คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ สจล. ร่วมมือ
กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จัดโครงการ Doctor Train นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนาวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญ ของ สจล. ผนวกรวมกับศักยภาพของระบบรางรถไฟที่มีเส้นทางครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศของ ร.ฟ.ท. หวังเพื่อยกระดับการบริการด้านสาธารณสุขให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทยทุกภูมิภาคอย่างยั่งยืน

คณะแพทยศาสตร์ สจล. มีเจตนารมณ์ต้องการลดความเจ็บป่วยของคนไทยตามแนวคิด “ป้องกันแทนการรักษา” โดยมุ่งเน้นให้บริการดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีผ่านการตรวจสุขภาพและตรวจโรคตั้งแต่ยังไม่มีอาการ พร้อมแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพอย่างถูกหลัก เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ และติดตามเฝ้าระวังเพื่อทำการรักษาได้ทันท่วงที ป้องกันการเกิดการลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้เป็นจุดริเริ่มโครงการ Doctor Train ครั้งนี้ โดยโครงการเป็นคลินิกเฉพาะทางเคลื่อนที่ไปตามรางรถไฟ ภายใต้แนวคิด การให้บริการแพทย์ดูแลสุขภาพทางไกล (Telehealth) โดยนำทีมแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกเดินทางไปให้บริการทางการแพทย์กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ นำร่องให้บริการทางการแพทย์ครั้งแรกที่ศูนย์บำรุงทางภาคใต้ สถานีชุมพร จังหวัดชุมพร ให้บริการตรวจโรคหัวใจ ตรวจคัดกรองจอประสาทตา และตรวจโรคทั่วไป โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา

ด้าน รศ.ดร.คมสัน มาลีสี รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สจล. มุ่งหวังสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลก มุ่งมั่นวิจัย พัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรมอยู่เสมอ โดยนำองค์ความรู้ พัฒนาวิจัยต่อยอดการให้บริการด้านสาธารณสุขเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยโดยรวม ในอนาคตวางเป้าหมายสร้างโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร โดยใช้ระบบการให้บริการแพทย์ทางไกล (TeleMedicine) จะให้บริการสอบถามปัญหาสุขภาพทั่วไป การวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ติดตามผลการรักษา ตลอดจนให้แนวทางการรักษาโรคผ่านช่องทางการสื่อสารอัตโนมัติ แชตบอต (Chatbot) ที่พัฒนาด้วยระบบเอไอ (AI) ช่วยลดการเสียเวลาเดินทางพบแพทย์ของคนไข้ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของคนไข้ ในรูปแบบบิ๊กเดต้า (Big Data) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมากไปวิเคราะห์ ประมวลผล เป็นองค์ความรู้เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการรักษาคนไข้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการ Doctor Train นี้ จะเป็นหนึ่งในรากฐานการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674897

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมเกียรติ กรวยสวัสดิ์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สำนักวิชาการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีปทุม บริการวิชาการสู่สังคม “เสริมศักยภาพ
นักวิจัยชาวบ้าน” ด้วยการลงพื้นที่ชุมชน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ให้กับชาวบ้านในชุมชน ที่มีความผูกพันกับสองฝั่งคลองพิมลราชมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้จัดกลุ่มเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำที่จะเกิดขึ้น โดยฝึกการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในเบื้องต้น ณ โรงเรียนประชารัฐบำรุง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2565

‘ตรีนุช’เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ สร้างรายได้ให้ปชช. ดันสระแก้วเป็นเมืองสมุนไพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674898

'ตรีนุช'เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ สร้างรายได้ให้ปชช. ดันสระแก้วเป็นเมืองสมุนไพร

‘ตรีนุช’เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ สร้างรายได้ให้ปชช. ดันสระแก้วเป็นเมืองสมุนไพร

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.14 น.

“ตรีนุช” เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนพื้นที่ จ.สระแก้ว ทุ่มงบ 350 ล้านสร้าง ร.ร.จุฬาภรณ์ฯ ต.ค.นี้ 

วันที่ 22 สิงหาคม 2565 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)สระแก้ว จังหวัดสระแก้ว นางสาวตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธาน เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานระหว่างสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) และภาคีเครือข่าย โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 หรือการจัดการศึกษาเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาตนเอง การพัฒนาทักษะอาชีพ และการพัฒนาทักษะฝีมือ ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นให้คนไทยได้รับการพัฒนาการศึกษาทุกช่วงวัย ในทุกสถานที่ ทุกที่ทุกเวลา ทั้งการเรียนในระบบที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

รมว.ศธ.กล่าวว่า กศน. ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะเป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น สามารถตอบโจทย์คนทุกช่วงวัยเป็นการศึกษาตลอดชีวิต ที่สำคัญตอบโจทย์การพัฒนาอาชีพ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับพื้นที่ได้ อย่างจังหวัดสระแก้วซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตร กศน.ได้มาจัดการเรียนการสอน มาสร้างอาชีพให้ ซึ่งต้องยอมรับว่าอาชีพเกษตรกร มีฤดูกาล และมีปัญหาเรื่องความผันผวนของราคาพืชผลทางการเกษตรที่ไม่แน่นอน  วันนี้ กศน.ได้ร่วมกับ อบจ.สระแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว โดยฟังเสียงของชุมชนว่าต้องการอะไร จนเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะได้ต่อยอดนวัตกรรม ต่อยอดอาชีพ หาตลาดรองรับ ยังได้สร้างเศรษฐกิจ และรายได้ให้พี่น้องชาวสระแก้วอย่างแท้จริง

“นอกจากนี้ กศน.ยังได้ขับเคลื่อนในหลาย ๆเรื่อง เพราะเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงประชาชนทุกช่วงวัย แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมายังมีความยากลำบากและความไม่พร้อม งบประมาณก็มีจำกัด ดิฉันได้พยายามผลักดัน จัดสรรงบประมาณเรื่องของการซ่อมแซมสถานที่ เพื่อให้สามรถเข้าถึงการพัฒนาอาชีพ พัฒนาการศึกษาของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษา ในฐานะลูกหลานชาวสระแก้ว มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ ที่ดูแลการศึกษาในทุกมิติ ทำให้เห็นถึงข้อจำกัดในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ถึงแม้กระทรวงศึกษาธิการจะได้งบฯเป็นอันดับต้น ๆของประเทศ แต่งบฯที่ได้มาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของบุคลากร ทำให้มีงบฯพัฒนาน้อย เมื่อมีโอกาสดูเรื่องการศึกษาก็พยายามมองว่าจะสามารถพัฒนาด้านการศึกษาอะไรให้กับประเทศบนข้อจำกัดที่มีอยู่ ทั้งการสร้างคุณภาพ การลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างโอกาส จึงเกิดเป็น”สระแก้วโมเดล” โดยทำกลุ่มโรงเรียนคุณภาพ 58 โรง ในจังหวัดสระแก้ว ให้เป็นโรงเรียนคุณภาพอย่างแท้จริง โดยจัดสื่อดิจิทัล ให้โรงเรียนคุณภาพของจังหวัดสระแก้วทุกแห่ง มีสมาร์ทีวีอยู่ทุกห้อง รวมถึงโรงเรียนชายขอบ ก็จะไม่ทอดทิ้ง จะส่งเสริมให้เด็กเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้ได้ และโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกลก็จะไม่ทอดทิ้ง จะสร้างเสริมให้เข้าถึงคุณภาพให้ได้ รวมถึงได้มีการจัดครู ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ เข้าไปเสริมให้ เพราะถือว่าภาษาก็เป็นเรื่องสำคัญ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้เด็ก ๆ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จังหวัดสระแก้ว เป็นจังหวัดที่อยู่ติดชายแดน ตนได้ปรึกษากับผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงการสร้างโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัด ซึ่งขณะนี้ สพฐ. เตรียมงบประมาณไว้แล้ว พร้อมทำการสำรวจเด็กว่าจะมาเรียนกี่คน เมื่อสำรวจเสร็จแล้ว จะยื่นให้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) อนุมัติสร้างโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ต่อไป ขณะนี้ มอบหมายให้ สพฐ.เร่งหาสถานที่ เพื่อจัดสร้างโรงเรียนด้วย การสร้างโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กฐานะยากลำบากกลับเข้าสู่การศึกษาเพิ่มขึ้น 

“ส่วนการสร้างโอกาสทางการศึกษา ดิฉัน เป็น ส.ส.มาหลายสมัย  ลงพื้นที่ไปหลายแห่ง ประชาชนสะท้อนมาว่าอยากมีโรงเรียนดีๆ ดังๆ ในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งหลายคนนึกถึงโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งโรงเรียนนี้เน้นสร้างเด็กมีความเก่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างผลักดัน โดย สพฐ.เตรียมงบประมาณ และที่ดินสำหรับโรงเรียนนี้ไว้แล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ โดยใช้งบประมาณ 350 ล้านบาท ต่อไปลูกหลานในจังหวัดสระแก้ว จะมีโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน ผู้ปกครองก็ไม่ต้องส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนไกลๆ อีกต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า  สำนักงาน กศน. มีหน้าที่สำคัญ ในการจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริม สนับสนุน แสวงหา และประสานความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีเครือข่ายให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน พร้อมทั้ง ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดและให้บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และ พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรม การวัดและประเมินผลในทุกรูปแบบให้มีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน  

เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สำนักงาน กศน.จึงมอบหมายให้ กศน.จังหวัดสระแก้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว ร่วมกันจัดทำเวทีประชาคมในพื้นที่ร่วมกับภาครัฐ องค์กรส่วนท้องถิ่น และประชาชนในจังหวัดสระแก้ว พบว่า ประชาชนกลุ่มเป้าหมายของ กศน.มีความต้องการการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเกษตรสมุนไพร การพัฒนา และสนับสนุนปัจจัยการผลิต การบริหารจัดการน้ำโดยใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลอดจนพัฒนามาตรฐานการผลิตและการแปรรูป โดยเฉพาะช่องทางการตลาด รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าทั้งการพัฒนาจนเข้าสู่มาตรฐานการรับรองทั้งภายในประเทศและต่างประเทศสู่การยกระดับเพื่อการส่งออก

“กศน.มีการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้แก่  บริษัท เจียงเหลียง  โฮลดิ้งส์  จำกัด  บริษัท  อ้วยอันโอสถ  จำกัด  บริษัท ดีท้อกซ์  ประเทศไทย จำกัด  โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว สมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนสระแก้ว  สำนักงานพลังงานจังหวัดสระแก้ว  มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว  มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  ศูนย์สระแก้ว   วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว  วิทยาลัยชุมชนสระแก้ว  วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น  วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาและศักยภาพด้านอาชีพของประชาชน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการพัฒนาอาชีพทางด้านพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชน ท้องถิ่น ในรูปแบบ SAKAEO MODEL by กศน. และ การตลาด นำการผลิต”   เลขาธิการ กศน. กล่าว