‘ตรานกยูงพระราชทาน’ มาตรฐานคุณภาพผ้าไหมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674889

‘ตรานกยูงพระราชทาน’ มาตรฐานคุณภาพผ้าไหมไทย

‘ตรานกยูงพระราชทาน’ มาตรฐานคุณภาพผ้าไหมไทย

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดนครพนมในปี 2513 และได้ทรงสังเกตเห็นชาวบ้านที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จ สวมผ้าไหมที่ทอเอง ลวดลายและสีสันงดงาม จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสนพระราชหฤทัยในการส่งเสริมการทอผ้าไทยเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้แก่ครัวเรือนตามประราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือความเป็นอยู่ราษฎรให้ดีขึ้น

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ที่ทรงเห็นว่าศิลปหัตถกรรม โดยเฉพาะผ้าทอมือกลับมาเป็นที่นิยมกันมากขึ้น หากทรงอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเหล่านี้ไว้ จะช่วยรักษาและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้ยาวนานสืบไป จึงทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะพลิกฟื้นผ้าไหมให้มีคุณภาพ มีความงดงามเป็นที่นิยมและตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งทรงเป็นแบบอย่างด้วยฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกประกอบกับขณะนั้นได้มีการนำเข้าเส้นไหมและเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ จากต่างประเทศมาผลิตผ้าไหม และใช้สัญลักษณ์คำว่า “ไหมไทย”เพื่อการค้า ทำให้ผู้ซื้อเกิดความไม่มั่นใจในคุณภาพผ้าไหมไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยและตระหนักถึงปัญหานี้ในปี 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทยให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย 4 ชนิด ดังต่อไปนี้

Royal Thai Silk นกยูงสีทอง เป็นผ้าไหมที่ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะ ทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น Classic Thai Silk นกยูงสีเงิน ใช้เส้นไหมแท้เป็นเส้นพุ่งและหรือเส้นยืน เส้นไหมต้องสาวด้วยมือ ทอด้วยกี่ทอมือแบบใดก็ได้ ย้อมด้วยสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น Thai Silk นกยูงสีน้ำเงิน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและหรือเส้นยืน เส้นไหมต้องสาวด้วยมือ ทอด้วยกี่ทอมือ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Thai Silk Blend นกยูงสีเขียว โดยใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยอื่นเป็นส่วนประกอบรอง และต้องระบุส่วนประกอบของเส้นใยอื่นให้ชัดเจน ทอด้วยกี่
แบบใดก็ได้ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานให้แพร่หลายทั่วโลก จึงได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานในต่างประเทศอีก 35 ประเทศ ได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป จำนวน 27 ประเทศ จีน นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินเดีย และฮ่องกง

คุณค่าคุณภาพ ความงดงามของผ้าไหมไทยที่มีชื่อเสียงประจักษ์แก่ชาวไทยและทั่วโลก เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างแท้จริงทรงได้รับพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งไหมไทย” จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ UNESCO ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญโบโรพุทโธทองคำในฐานะทรงส่งเสริมและสร้างสรรค์ศิลปะ โดยเฉพาะหัตถกรรมสิ่งทอ ฟื้นฟูผ้าไทยไม่ให้สูญหาย รวมทั้งยกระดับความเป็นอยู่ประชาชนผู้ยากไร้ในชนบท และรางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ ประกาศพระเกียรติคุณที่ทรงมีต่อหม่อนไหมโลก จากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมสากล

ผ้าไหมไทย “ตรานกยูงพระราชทาน” มีชื่อเสียงประจักษ์แก่ชาวไทยและทั่วโลก และสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในชนบท ส่งผลให้เศรษฐกิจในชุมชนมีความเข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นประจักษ์พยานสำคัญของพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อผ้าไหมไทยเป็นอย่างยิ่ง

ชนิตร ภู่กาญจน์

สมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทาฯ มอบทุน นร.-นศ.เยียวยาโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674891

สมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทาฯ  มอบทุน นร.-นศ.เยียวยาโควิด

สมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทาฯ มอบทุน นร.-นศ.เยียวยาโควิด

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565 ณ อาคารศูนย์สุขภาพและกีฬาสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมี พลเอกสิทธิ์ สิทธิมงคล นายกสมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธาน โดยมีผู้บริหาร กรรมการสมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทาฯ รวมถึงแขกผู้มีเกียรติให้การสนับสนุนทุนการศึกษา เข้าร่วมมอบทุนในครั้งนี้

ทุนการศึกษาที่มอบให้เป็นทุนการศึกษาเพื่อการดำรงชีพ รวมจำนวนทั้งสิ้น 625,000 บาท (หกแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) แบ่งเป็นทุนการศึกษาเพื่อการดำรงชีพ จำนวน 105 ทุน ทุนละ 5,000 บาท โดยให้หน่วยงานคณะ/วิทยาลัย ได้คัดเลือกนักศึกษาที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์การได้รับทุน จำนวน 105 คน และทุนการศึกษาเพื่อการดำรงชีพแบบต่อเนื่อง จำนวน 2 ทุน ทุนละ 25,000 บาท ซึ่งสมาคมฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 2 คน ซึ่งผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าวนี้ ได้แก่ นางสาวอินทิรา วงษ์ประเสริฐ นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ และนายชุติพนธ์ ภูมิพันธ์นักศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์

นายกสมาคมศิษย์เก่าฯ กล่าวว่า “การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และเป็นขวัญกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนอีกด้วย ขอให้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนในครั้งนี้ นำทุนการศึกษาที่ได้ไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาให้มากที่สุด และขอให้พึงระลึกอยู่เสมอว่า การศึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่ออนาคต และในการรับบุคคลเข้าปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน อย่างไรก็ตาม จะใช้ผลการเรียนเป็นเกณฑ์หลักในการคัดเลือก ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่ได้รับทุนใน
ครั้งนี้ ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา และจงตั้งใจเล่าเรียนให้สมตามความมุ่งหวังของบิดา มารดา ที่อยากจะเห็นบุตรทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าต่อสังคม และประเทศชาติ ที่สำคัญ ขอทุกคนจงห่างไกลจากอบายมุขทุกประการ ตลอดจนสิ่งเสพติดต่างๆ อันจะก่อให้เกิดปัญหาต่อตนเอง ครอบครัวและสังคมประเทศชาติ อีกด้วย”

โรงเรียนอนุบาลสุโขทัยชื่นชมนักเรียน คว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674896

โรงเรียนอนุบาลสุโขทัยชื่นชมนักเรียน  คว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

โรงเรียนอนุบาลสุโขทัยชื่นชมนักเรียน คว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอนุวัฒน์ สุวรรณมาตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุโขทัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 ร่วมเเสดงความยินดีกับเด็กชายชินาธิป ต๊ะโพธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/5 และเด็กหญิงบุญธิชานาคทรัพย์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6/2 สองนักกีฬาเหรียญทอง คาราเต้โดในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 37พัทลุงเกมส์

การได้รับชัยชนะในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งนี้ ส่งผลให้ทั้งคู่ได้เป็นตัวแทนนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทยไปแข่งขันกีฬาในรายการระดับประเทศ ซึ่งจากความเพียรพยายามของนักเรียนทั้งสองคน จึงนำไปสู่ความสำเร็จได้ชัยชนะในครั้งนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองครอบครัว โรงเรียน และจังหวัดสุโขทัย รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่มีความสนใจด้านกีฬาอีกด้วย 

สจล. ผนึกกำลัง ร.ฟ.ท. นำร่องบริการ ด้านการแพทย์ผ่านระบบรางรถไฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674890

สจล. ผนึกกำลัง ร.ฟ.ท. นำร่องบริการ  ด้านการแพทย์ผ่านระบบรางรถไฟ

สจล. ผนึกกำลัง ร.ฟ.ท. นำร่องบริการ ด้านการแพทย์ผ่านระบบรางรถไฟ

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.นพ.อนันต์ ศรีเกียรติขจร คณบดี คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ สจล. ร่วมมือ
กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จัดโครงการ Doctor Train นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนาวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญ ของ สจล. ผนวกรวมกับศักยภาพของระบบรางรถไฟที่มีเส้นทางครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศของ ร.ฟ.ท. หวังเพื่อยกระดับการบริการด้านสาธารณสุขให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทยทุกภูมิภาคอย่างยั่งยืน

คณะแพทยศาสตร์ สจล. มีเจตนารมณ์ต้องการลดความเจ็บป่วยของคนไทยตามแนวคิด “ป้องกันแทนการรักษา” โดยมุ่งเน้นให้บริการดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีผ่านการตรวจสุขภาพและตรวจโรคตั้งแต่ยังไม่มีอาการ พร้อมแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพอย่างถูกหลัก เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ และติดตามเฝ้าระวังเพื่อทำการรักษาได้ทันท่วงที ป้องกันการเกิดการลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้เป็นจุดริเริ่มโครงการ Doctor Train ครั้งนี้ โดยโครงการเป็นคลินิกเฉพาะทางเคลื่อนที่ไปตามรางรถไฟ ภายใต้แนวคิด การให้บริการแพทย์ดูแลสุขภาพทางไกล (Telehealth) โดยนำทีมแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกเดินทางไปให้บริการทางการแพทย์กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ นำร่องให้บริการทางการแพทย์ครั้งแรกที่ศูนย์บำรุงทางภาคใต้ สถานีชุมพร จังหวัดชุมพร ให้บริการตรวจโรคหัวใจ ตรวจคัดกรองจอประสาทตา และตรวจโรคทั่วไป โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา

ด้าน รศ.ดร.คมสัน มาลีสี รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สจล. มุ่งหวังสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลก มุ่งมั่นวิจัย พัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรมอยู่เสมอ โดยนำองค์ความรู้ พัฒนาวิจัยต่อยอดการให้บริการด้านสาธารณสุขเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยโดยรวม ในอนาคตวางเป้าหมายสร้างโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร โดยใช้ระบบการให้บริการแพทย์ทางไกล (TeleMedicine) จะให้บริการสอบถามปัญหาสุขภาพทั่วไป การวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ติดตามผลการรักษา ตลอดจนให้แนวทางการรักษาโรคผ่านช่องทางการสื่อสารอัตโนมัติ แชตบอต (Chatbot) ที่พัฒนาด้วยระบบเอไอ (AI) ช่วยลดการเสียเวลาเดินทางพบแพทย์ของคนไข้ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของคนไข้ ในรูปแบบบิ๊กเดต้า (Big Data) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมากไปวิเคราะห์ ประมวลผล เป็นองค์ความรู้เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการรักษาคนไข้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการ Doctor Train นี้ จะเป็นหนึ่งในรากฐานการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674897

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมเกียรติ กรวยสวัสดิ์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สำนักวิชาการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีปทุม บริการวิชาการสู่สังคม “เสริมศักยภาพ
นักวิจัยชาวบ้าน” ด้วยการลงพื้นที่ชุมชน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ให้กับชาวบ้านในชุมชน ที่มีความผูกพันกับสองฝั่งคลองพิมลราชมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้จัดกลุ่มเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำที่จะเกิดขึ้น โดยฝึกการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในเบื้องต้น ณ โรงเรียนประชารัฐบำรุง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2565

‘ตรีนุช’เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ สร้างรายได้ให้ปชช. ดันสระแก้วเป็นเมืองสมุนไพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674898

'ตรีนุช'เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ สร้างรายได้ให้ปชช. ดันสระแก้วเป็นเมืองสมุนไพร

‘ตรีนุช’เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ สร้างรายได้ให้ปชช. ดันสระแก้วเป็นเมืองสมุนไพร

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.14 น.

“ตรีนุช” เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนพื้นที่ จ.สระแก้ว ทุ่มงบ 350 ล้านสร้าง ร.ร.จุฬาภรณ์ฯ ต.ค.นี้ 

วันที่ 22 สิงหาคม 2565 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)สระแก้ว จังหวัดสระแก้ว นางสาวตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธาน เปิดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานระหว่างสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) และภาคีเครือข่าย โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 หรือการจัดการศึกษาเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาตนเอง การพัฒนาทักษะอาชีพ และการพัฒนาทักษะฝีมือ ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นให้คนไทยได้รับการพัฒนาการศึกษาทุกช่วงวัย ในทุกสถานที่ ทุกที่ทุกเวลา ทั้งการเรียนในระบบที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

รมว.ศธ.กล่าวว่า กศน. ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะเป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น สามารถตอบโจทย์คนทุกช่วงวัยเป็นการศึกษาตลอดชีวิต ที่สำคัญตอบโจทย์การพัฒนาอาชีพ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับพื้นที่ได้ อย่างจังหวัดสระแก้วซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตร กศน.ได้มาจัดการเรียนการสอน มาสร้างอาชีพให้ ซึ่งต้องยอมรับว่าอาชีพเกษตรกร มีฤดูกาล และมีปัญหาเรื่องความผันผวนของราคาพืชผลทางการเกษตรที่ไม่แน่นอน  วันนี้ กศน.ได้ร่วมกับ อบจ.สระแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว โดยฟังเสียงของชุมชนว่าต้องการอะไร จนเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะได้ต่อยอดนวัตกรรม ต่อยอดอาชีพ หาตลาดรองรับ ยังได้สร้างเศรษฐกิจ และรายได้ให้พี่น้องชาวสระแก้วอย่างแท้จริง

“นอกจากนี้ กศน.ยังได้ขับเคลื่อนในหลาย ๆเรื่อง เพราะเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงประชาชนทุกช่วงวัย แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมายังมีความยากลำบากและความไม่พร้อม งบประมาณก็มีจำกัด ดิฉันได้พยายามผลักดัน จัดสรรงบประมาณเรื่องของการซ่อมแซมสถานที่ เพื่อให้สามรถเข้าถึงการพัฒนาอาชีพ พัฒนาการศึกษาของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษา ในฐานะลูกหลานชาวสระแก้ว มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ ที่ดูแลการศึกษาในทุกมิติ ทำให้เห็นถึงข้อจำกัดในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ถึงแม้กระทรวงศึกษาธิการจะได้งบฯเป็นอันดับต้น ๆของประเทศ แต่งบฯที่ได้มาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของบุคลากร ทำให้มีงบฯพัฒนาน้อย เมื่อมีโอกาสดูเรื่องการศึกษาก็พยายามมองว่าจะสามารถพัฒนาด้านการศึกษาอะไรให้กับประเทศบนข้อจำกัดที่มีอยู่ ทั้งการสร้างคุณภาพ การลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างโอกาส จึงเกิดเป็น”สระแก้วโมเดล” โดยทำกลุ่มโรงเรียนคุณภาพ 58 โรง ในจังหวัดสระแก้ว ให้เป็นโรงเรียนคุณภาพอย่างแท้จริง โดยจัดสื่อดิจิทัล ให้โรงเรียนคุณภาพของจังหวัดสระแก้วทุกแห่ง มีสมาร์ทีวีอยู่ทุกห้อง รวมถึงโรงเรียนชายขอบ ก็จะไม่ทอดทิ้ง จะส่งเสริมให้เด็กเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้ได้ และโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกลก็จะไม่ทอดทิ้ง จะสร้างเสริมให้เข้าถึงคุณภาพให้ได้ รวมถึงได้มีการจัดครู ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ เข้าไปเสริมให้ เพราะถือว่าภาษาก็เป็นเรื่องสำคัญ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้เด็ก ๆ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จังหวัดสระแก้ว เป็นจังหวัดที่อยู่ติดชายแดน ตนได้ปรึกษากับผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงการสร้างโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัด ซึ่งขณะนี้ สพฐ. เตรียมงบประมาณไว้แล้ว พร้อมทำการสำรวจเด็กว่าจะมาเรียนกี่คน เมื่อสำรวจเสร็จแล้ว จะยื่นให้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) อนุมัติสร้างโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ต่อไป ขณะนี้ มอบหมายให้ สพฐ.เร่งหาสถานที่ เพื่อจัดสร้างโรงเรียนด้วย การสร้างโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กฐานะยากลำบากกลับเข้าสู่การศึกษาเพิ่มขึ้น 

“ส่วนการสร้างโอกาสทางการศึกษา ดิฉัน เป็น ส.ส.มาหลายสมัย  ลงพื้นที่ไปหลายแห่ง ประชาชนสะท้อนมาว่าอยากมีโรงเรียนดีๆ ดังๆ ในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งหลายคนนึกถึงโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งโรงเรียนนี้เน้นสร้างเด็กมีความเก่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างผลักดัน โดย สพฐ.เตรียมงบประมาณ และที่ดินสำหรับโรงเรียนนี้ไว้แล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ โดยใช้งบประมาณ 350 ล้านบาท ต่อไปลูกหลานในจังหวัดสระแก้ว จะมีโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน ผู้ปกครองก็ไม่ต้องส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนไกลๆ อีกต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า  สำนักงาน กศน. มีหน้าที่สำคัญ ในการจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริม สนับสนุน แสวงหา และประสานความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีเครือข่ายให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน พร้อมทั้ง ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดและให้บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และ พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรม การวัดและประเมินผลในทุกรูปแบบให้มีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน  

เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สำนักงาน กศน.จึงมอบหมายให้ กศน.จังหวัดสระแก้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว ร่วมกันจัดทำเวทีประชาคมในพื้นที่ร่วมกับภาครัฐ องค์กรส่วนท้องถิ่น และประชาชนในจังหวัดสระแก้ว พบว่า ประชาชนกลุ่มเป้าหมายของ กศน.มีความต้องการการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเกษตรสมุนไพร การพัฒนา และสนับสนุนปัจจัยการผลิต การบริหารจัดการน้ำโดยใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลอดจนพัฒนามาตรฐานการผลิตและการแปรรูป โดยเฉพาะช่องทางการตลาด รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าทั้งการพัฒนาจนเข้าสู่มาตรฐานการรับรองทั้งภายในประเทศและต่างประเทศสู่การยกระดับเพื่อการส่งออก

“กศน.มีการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้แก่  บริษัท เจียงเหลียง  โฮลดิ้งส์  จำกัด  บริษัท  อ้วยอันโอสถ  จำกัด  บริษัท ดีท้อกซ์  ประเทศไทย จำกัด  โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว สมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนสระแก้ว  สำนักงานพลังงานจังหวัดสระแก้ว  มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว  มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  ศูนย์สระแก้ว   วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว  วิทยาลัยชุมชนสระแก้ว  วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น  วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาและศักยภาพด้านอาชีพของประชาชน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการพัฒนาอาชีพทางด้านพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชน ท้องถิ่น ในรูปแบบ SAKAEO MODEL by กศน. และ การตลาด นำการผลิต”   เลขาธิการ กศน. กล่าว

สพฐ.เตรียมบรรจุนักศึกษาทุนครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น 4.5 พันอัตรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674878

สพฐ.เตรียมบรรจุนักศึกษาทุนครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น 4.5 พันอัตรา

สพฐ.เตรียมบรรจุนักศึกษาทุนครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น 4.5 พันอัตรา

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.14 น.

สพฐ.เตรียมบรรจุนักศึกษาทุนครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น 4.5 พันอัตรา

22 สิงหาคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด เรื่องการวางแผนบรรจุนักศึกษาทุนผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ปีการศึกษา 2565 จำนวน 4,574 อัตรา จำแนกเป็นรายสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัด และสาขาวิชาเอกที่มีอัตราว่าง เพื่อให้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม (อว.) ดำเนินการคัดเลือกนักศึกษาทุนตามโครงการดังกล่าว เพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

นายอัมพร กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เป็นการทำข้อตกลงระหว่าง สพฐ. และ อว. ในการผลิตครูระบบปิด ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559-2572 บรรจุครูให้กลับไปทำหน้าที่สอนในภูมิลำเนาของตนเองปีละกว่า 4 พันคน ขณะนี้บรรจุครูไปแล้วกว่าหมื่นคน ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีเป้าเพื่อผลิตครูและพัฒนาครูที่มีคุณภาพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู โดยจะให้สถาบันผลิตครูคัดเลือกนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของแต่ละจังหวัด ที่ได้เกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป มาเรียนครู เมื่อจบแล้วจะได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วยทันที

“ภาพรวมการผลิตครูระบบปิดตามโครงการดังกล่าว ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะได้คนที่อยู่ในภูมิลำเนาของตนเอง มาเป็นครู แก้ปัญหาการโยกย้ายทำให้โรงเรียนขาดแคลนครู และได้คนเก่ง เพราะคัดเลือกผู้ที่เรียนดี ที่สำคัญมีจิตวิญญาณความเป็นครู เพราะตั้งใจเข้ามาเรียนเพื่อเป็นครูอย่างแท้จริง ระยะยาวอยากให้ทำโครงการนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้ได้คนที่เก่ง ดี อยากเป็นครูมาทำหน้าที่อย่างแท้จริง” นายอัมพร กล่าว

‘กระจายอำนาจการศึกษา’ ทางออกไทยแก้จน-เหลื่อมลํ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674735

‘กระจายอำนาจการศึกษา’ ทางออกไทยแก้จน-เหลื่อมลํ้า

‘กระจายอำนาจการศึกษา’ ทางออกไทยแก้จน-เหลื่อมลํ้า

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการปรับปรุงข้อเสนอ โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2565 ครั้งที่ 2ซึ่งเปิดให้มีเวทีเสวนาของภาคีร่วมดำเนินงานทั้ง 12 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ปัตตานี พะเยา พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน ระยอง ลำปาง สงขลา สมุทรสงคราม สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และสุรินทร์

ผศ.ดร.วิยดา เหล่มตระกูล คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า เป็นปีที่ 3 แล้วที่สมัชชาการศึกษานครจังหวัดลำปาง ร่วมเป็นภาคีจังหวัดจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพราะเชื่อว่าอนาคตของเด็กคืออนาคตของลำปาง โดยได้ตั้งเป้าหมายการทำงานไว้ 3 ระยะ คือ 1.ระยะยาว (อีก 3-4 ปีข้างหน้า) ลำปางจะต้องเกิดการยกระดับสมัชชาการศึกษานครลำปาง ให้เป็นองค์กรเชิงโครงสร้าง มีบทบาทในการระดมทุน ระดมสมอง และระดมทรัพยากรจัดตั้งเป็นกองทุนการศึกษา

2.ระยะกลาง กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสหรือเด็กเสี่ยงและเด็กหลุดจากระบบการศึกษาสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ในรูปแบบต่างๆ ตามความสนใจ ส่วนเด็กที่อยู่ในระบบจะต้องมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น และ 3.ระยะแรก จังหวัดลำปางต้องเกิดการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเป็นของตัวเอง ใช้ได้จริง และบูรณาการได้กับทุกภาคส่วน

นายคำรณ นิ่มอนงค์ บริษัท สร้างสรรค์ปัญญา จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจแบบ “โซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์” กล่าวว่า แนวคิดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของจังหวัดสมุทรสงครามคือ การสร้างกลไกปกป้อง คุ้มครอง เยียวยา รักษา ส่งเสริมและสนับสนุนเด็กและเยาวชนในจังหวัด โดยบริษัทจะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงกลไกภาครัฐ ภาคเอกชน วัด และภาคประชาสังคมให้เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกัน ภายใต้แนวคิดการทำงานแบบ 3 ชั้น ได้แก่ 1.ชั้น Nano เป็นการเคลื่อนงานของกลไกระดับแนวราบทุกตำบล

2.ชั้น Micro เป็นการทำงานขับเคลื่อนโดยกลุ่ม ครอบครัว ชุมชน สถานศึกษาในระดับพื้นที่ และเครือข่ายเด็กเยาวชนเพื่อเคลื่อนงานกับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มเด็กและเยาวชนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา กลุ่มเด็กเยาวชนนอกระบบ และ 3.ชั้น Mesoเป็นการทำงานชั้นผสมผสานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานในระดับอำเภอและท้องถิ่นเข้ามาเป็นแกนกลาง ที่ต้องทำงานประสานและเชื่อมโยงกันในทุกระดับชั้น

โดยชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เป็นกลไกหลักทำหน้าที่ดูภาพรวมการทำงานทั้งหมด มีคณะอำนวยการระดับจังหวัดที่มีศึกษาธิการจังหวัดมาเป็นกลไกหลักร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งการทำงานของคนทำงานทั้ง 3 ชั้นจะก่อให้เกิดระบบ “นิเวศการเรียนรู้” ที่มีเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบเข้ามามีส่วนร่วมทำงานร่วมกับผู้ใหญ่จากทุกภาคส่วน โดยบริษัทจะทำหน้าที่เชื่อมประสาน นอกจากนี้ยังมีการทำระบบข้อมูล 2 ส่วน คือ

1.การทบทวนข้อมูลเดิม กับ 2.ทำข้อมูลใหม่ ผ่านข้อมูลแอปพลิเคชั่น เพื่อให้คนในพื้นที่เกิดการตระหนักรู้แทนการทำข้อมูลเพื่อจัดเก็บ โดยในปีแรกอยากให้เกิดโมเดลการทำงานของทั้งเด็กในระบบและนอกระบบใน 3 อำเภอ 6 ตำบล เพื่อสร้างนวัตกรรมในการดูแลปกป้อง คุ้มครอง เยียวยา รักษา ส่งเสริมและสนับสนุน ส่วนแผนระยะยาวคือ อยากให้เกิดกองทุนเพื่อการศึกษาของจังหวัดเอง

น.ส.สุภัคกมล ชินวงค์ ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอนขออาสาเป็น “ข้อกลาง”ในการประสานทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินงาน โดยเน้นทำงานกับกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสที่พ่อแม่มีฐานะยากจนและเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบส่วนเด็กที่ต้องการอยู่นอกระบบก็จะจัดการศึกษาตามความสนใจและศักยภาพของเด็กและครอบครัว เช่น หลักสูตรระยะสั้นเพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะชีวิต เพื่อให้พ้นจากเส้นความยากจนได้

ที่ผ่านมา “การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่” ซึ่งหมายถึง “การกระจายอำนาจ” เป็นสิ่งที่ กสศ. ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดย รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวว่าการจัดการศึกษาจะประสบผลสำเร็จได้ต้องลดขนาดการจัดการลง ไม่ใช้รูปแบบเดียวตายตัว แต่เปลี่ยนความคิดว่าการแก้ปัญหาการศึกษาต้องแก้ที่พื้นที่ เพราะพื้นที่จะเห็นบริบทปัญหา เห็นกลุ่มเป้าหมาย สามารถทำงานได้อย่างใกล้ชิดชัดเจนในฐานะที่เป็นคนของพื้นที่ และไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าของปัญหาด้วย

ดังนั้นการดำเนินงานดังกล่าวหัวใจสำคัญคือ ความรู้สึกร่วมของคณะทำงานในพื้นที่ การใช้ข้อมูล การสร้างการรับรู้ การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่จะเข้ามาร่วมขยายพื้นที่การทำงานในการสร้างโอกาสทางการศึกษา สุดท้ายสิ่งที่จะทำร่วมกันก็คือ แต่ละจังหวัดมีแผนบูรณาการระดับจังหวัดว่าจะรับมือและให้โอกาสช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างไร ซึ่งแผนนี้จะกลายเป็น “เข็มทิศ” นำทางการช่วยเหลือในระยะยาว

ทั้งนี้ นับจากปี 2562 ประเทศไทยมีคนยากจนที่พิจารณาจากเส้นความยากจนประมาณ 4.3 ล้านคน แต่ปี 2563เพิ่มขึ้นเป็น 4.8 ล้านคน ซึ่งการเพิ่มขึ้นราว 5 แสนคน ภายใน 1 ปี นับว่าไม่น้อยอีกทั้ง “ภาพรวมทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนทั้งประเทศ มีลักษณะที่เปราะบางมากขึ้น เห็นได้จาก เงินออมในกลุ่มรายได้น้อยมีแนวโน้มลดต่ำลงหรือแทบไม่มีเลย” อีกทั้งประชากรวัยแรงงานที่มีสมาชิกในครอบครัวจะต้องดูแลมีจำนวนมากขึ้น ครัวเรือนที่มีขนาดใหญ่มีสัดส่วนความยากจนมากกว่าครอบครัวขนาดเล็ก

ขณะที่ครอบครัวแหว่งกลางที่เด็กอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ยิ่งมีความยากจนมากขึ้นไปอีก โอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะได้รับการศึกษาก็น้อยลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ฐานข้อมูลของ กสศ. ที่มีการคัดกรองเด็กยากจนพิเศษรอบใหม่เมื่อภาคเรียนที่ 1/2564 ที่ผ่านมา ยังพบว่า มีเด็กยากจนพิเศษยากจนเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านคน และพบว่ายังมีเด็กกว่า 40,000 คนไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าเด็กนอกระบบเหล่านี้เขาไปอยู่ไหน และไม่รู้ว่าเด็กเหล่านั้นได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือยัง หากเราสามารถติดตามเด็กกลุ่มนี้ก็จะทำให้เขาได้รับโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น

“ข้อมูลที่ผมนำเสนอข้างต้นฉายภาพปัญหาเด็กและเยาวชนในเชิงปริมาณ ขณะที่เชิงคุณภาพก็สาหัสพอกันเป็นเรื่องจริงที่น่ากังวลมากและเกิดขึ้นแล้วกับทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ กสศ.มุ่งหวังพัฒนาต้นแบบการดูแล การคิดค้นนวัตกรรมวิธีการในการแก้ไขปัญหา” รศ.ดร.ซุกรี กล่าว

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

‘สสส.’หนุน‘สื่อสุขภาวะ-ภาคประชาสังคม’ เปิดพื้นที่พัฒนาศักยภาพ‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674737

‘สสส.’หนุน‘สื่อสุขภาวะ-ภาคประชาสังคม’  เปิดพื้นที่พัฒนาศักยภาพ‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่

‘สสส.’หนุน‘สื่อสุขภาวะ-ภาคประชาสังคม’ เปิดพื้นที่พัฒนาศักยภาพ‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) “หัวใจการสื่อสาร…หัวใจความเป็นมนุษย์” ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ระหว่างวันที่ 9-11 ส.ค. 2565 โดยโครงการพัฒนาเครือข่ายสื่อสุขภาวะลดปัจจัยเสี่ยงสู่ชุมชน (Health Media) และภาคีเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยง อาทิ เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม (Media Move), มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะวิทยาการจัดการสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นการสื่อสารลดปัจจัยเสี่ยง บุหรี่ เหล้า อุบัติเหตุ และการพนัน กับแนวทางการศึกษา และการประกอบอาชีพนักสื่อสารในอนาคตของนิสิตนักศึกษา ให้มีความรอบรู้ในการนำเสนอเนื้อหา และสร้างสรรค์เทคนิคการนำเสนอเรื่อง/ประเด็น โดยมีคุณสมบัติของการเป็น “Content Creator” ที่สามารถเล่าเรื่องอย่างสร้างสรรค์ สื่อสารได้อย่างเหมาะสมกับรูปแบบการสื่อสารในปัจจุบัน สามารถปลุกกระแสให้สังคมตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม

รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิกรรมการกองทุน สสส. กล่าวถึงแนวคิดในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ว่า การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และภาคีเครือข่าย เน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนให้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขทุกขภาวะจากปัจจัยเสี่ยง ทั้ง เหล้า บุหรี่-ยาเสพติดการพนัน และอุบัติเหตุ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะ

โดยมีพลังของการสื่อสาร เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเชื่อมความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้ประชาชน เพื่อนำไปสู่การสร้างทัศนคติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยนิสิตนักศึกษาที่ศึกษามาทางสาขานิเทศศาสตร์นั้น เป็นเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ที่พร้อมจะเติบโตเป็นนักสื่อสารสุขภาวะที่ดี ซึ่งจะหลอมรวมการสื่อสารในภูมิทัศน์ใหม่ที่มีทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างมีจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม

ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ พหลภาคย์ คณบดีคณะวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กล่าวว่าด้วยคณะฯ มีการมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตสาขาวิชานิเทศศาสตร์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารที่ทันสมัย สามารถใช้ทักษะที่หลากหลายในการทำงานด้านวิชาชีพอย่างโดดเด่น เน้นหลักคุณธรรมจริยธรรม และสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

การอบรม Work Shop หัวใจการสื่อสาร…หัวใจความเป็นมนุษย์ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่นิสิตนักศึกษาจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เชิงประเด็น และเทคนิคการนำเสนอเนื้อหาในภาคปฏิบัติมาใช้กับภาคทฤษฎีที่ได้ร่ำเรียนมา เพื่อมาสร้างสรรค์ผลงานสื่อที่มีสไตล์ของตนเอง สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมคุณภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบทางสังคมต่างๆ และขอขอบคุณสสส. และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ประสานความร่วมมือมาในครั้งนี้

วิชิต เอื้ออารีวรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย เคเบิล บรอดแคสติ้ง จำกัด หรือสถานีข่าวสุขภาวะ Cable Cahnnel37HDกล่าวว่า สถานีฯ ซึ่งมีโครงการข่ายการออกอากาศอยู่ทั่วประเทศ ยินดีให้ความร่วมมือในการเป็นสื่อกลางเชื่อมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคมออกสู่สายตาผู้รับชมในทุกพื้นที่ด้วยพลังของเครือข่ายเคเบิลท้องถิ่น ซึ่งการติดตามข้อมูลข่าวสารในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อหลักสื่อออนไลน์ และสื่อท้องถิ่นอย่างเคเบิลทีวีมีความสำคัญมาก

เพราะในแต่ละวันทีมผลิตต้องไปนำเสนอ Content หรือ เนื้อหา เพื่อสร้างความรอบรู้ในการดูแลและป้องกันตนเองให้มีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ เพื่อให้พี่น้องผู้ชมได้มีพลังในการก้าวต่อไปในยามวิกฤติทางสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพเช่นนี้ และด้วยบทบาทของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าเยาวชนที่เดินมาบนเส้นทางสายนี้ จะต้องถูกบ่มเพาะเรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่คำนึงถึงความถูกต้อง เชื่อถือได้ ไม่เป็นข่าวปลอมและข่าวลวง

รวมถึงเนื้อหาข่าวต้องเป็นไปในการสร้างสรรค์สังคมคุณภาพ มิใช่มอมเมาให้งมงายกับประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์ ส่วนเนื้อหาจะชวนติดตามอย่างไรนั่น อยู่ที่กลเม็ดของวิธีการเล่าเรื่องและเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจนั่นเอง การอบรมในครั้งนี้ผมในฐานะสถานีข่าวสุขภาวะยินดีเปิดพื้นที่นำผลงานของนิสิตนักศึกษามาเผยแพร่ทางช่องทางของเรา และพร้อมให้โอกาสในการเรียนรู้ด้านวิชาชีพสายวิทยุ-โทรทัศน์ กับรายการต้นแบบทางสุขภาวะที่เราทำร่วมกับ สสส. ทางสถานี Cable Channel 37HD อีกด้วย

สำหรับอบรมเชิงปฏิบัติการ “หัวใจการสื่อสาร…หัวใจความเป็นมนุษย์” ได้รับเกียรติจากวิทยากรมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อบูรณาการร่วมกับหลักสูตรการเรียนการสอนของคณะฯ ให้กับนิสิตนักศึกษาในเครือมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ อาทิคุณภานุรัจน์ ศนีบุตร ผู้สื่อข่าว/ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD,คุณชูวิทย์ จันทรส นักขับเคลื่อนรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง สสส., คุณจะเด็จ เชาว์วิไลนักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางสังคม สสส.

โดยนักศึกษาจาก มหาวิทยาราชภัฏพระนคร และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาที่เข้าร่วมทุกคนจะได้รับบัตรประกาศนียบัตรฯ จากคุณรุ่งอรุณลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. และผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการเติบโตเป็นนักสื่อสารสุขภาวะฯ ที่ดี

พร้อมสร้างสรรค์สื่อเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีคุณภาพต่อไป!!!

ไขปริศนาแห่งธรรมชาติ ด้วย‘เทคโนโลยีโอมิกส์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674736

ไขปริศนาแห่งธรรมชาติ ด้วย‘เทคโนโลยีโอมิกส์’

ไขปริศนาแห่งธรรมชาติ ด้วย‘เทคโนโลยีโอมิกส์’

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โครงสร้างทางชีวภาพของพืช สัตว์จุลินทรีย์ รวมถึงมนุษย์ เปรียบเหมือนโลกลี้ลับที่รอคอยการค้นพบด้วย“เทคโนโลยีโอมิกส์ (Omics Technology)”ซึ่งเป็นการศึกษาสิ่งมีชีวิตแบบองค์รวมตั้งแต่ระดับสารพันธุกรรม การแสดงออกของรหัสพันธุกรรม ไปจนถึงกลไกการสร้างสารชีวโมเลกุลในสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการวิจัยระดับชาติและนานาชาติที่จะนำไปสู่การค้นพบคำตอบแห่งปริศนาทางธรรมชาติได้ในอนาคต

ดร.นที เจียรวิริยะไพศาล อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยธาลัสซีเมียสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนักวิจัยผู้ใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีโอมิกส์ในการศึกษาวิจัยเพื่อคิดค้นแนวทางการรักษาโรค “ธาลัสซีเมีย” ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเกิดจากความผิดปกติในการสร้าง “ฮีโมโกลบิน”โปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่นำออกซิเจนไปตามเซลล์เนื่อเยื่อ (tissue) ต่างๆ ภายในร่างกาย

โดยผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่มีการสร้างฮีโมโกลบินลดลง หรือไม่สามารถสร้างได้เลย จึงมีภาวะซีดและรู้สึกเหนื่อยง่าย ในประชากรไทยสามารถพบผู้มี“ยีนแฝง” หรือเป็น “พาหะ” ของโรคธาลัสซีเมียสูงถึงร้อยละ 30-40 ของประชากร ดังนั้นโรคธาลัสซีเมียจึงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ซึ่ง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ได้สนับสนุนให้ทุนวิจัยแก่ ดร.นที เพื่อใช้เทคโนโลยีโอมิกส์ในการศึกษาการควบคุมการแสดงออกของฮีโมโกลบิน

เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการพัฒนายา หรือวิธีการรักษาแบบใหม่สำหรับโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของโรค และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีโอมิกส์ด้วยการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ “MAP-C” (Mahidol Apprenticeship Program Curriculum)” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาในรายวิชาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะต่อยอดสำหรับผู้มีความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่ต้องการเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิตเพื่อใช้เทียบโอนศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาในระบบปกติของมหาวิทยาลัยมหิดลต่อไปในอนาคต โดยผู้เรียน “MAP-C รายวิชา MBSB 501 Systems Biosciences” จะได้ศึกษาเทคโนโลยีโอมิกส์ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ โดยในชั้นเรียนจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างเครือข่ายทางการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นด้านจีโนมิกส์ (Genomics) ที่เป็นการศึกษาโครงสร้างทางพันธุกรรม

ซึ่งเป็นหัวข้อวิจัยด้านสุขภาพที่ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญ (โครงการ Genomics Thailand หรือจีโนมิกส์ประเทศไทย) รวมทั้งเทคโนโลยีทรานสคริปโตมิกส์ (Transcriptomics) และโปรตีโอมิกส์ (Proteomics) ซึ่งเป็นการศึกษาการแสดงออกของยีนในระดับอาร์เอ็นเอและโปรตีนตามลำดับไปจนถึงการศึกษาระดับเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) หรือการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสารเมตาบอไลท์(Metabolite) ภายในร่างกาย รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโอมิกส์ชนิดต่างๆในการศึกษาวิจัยแบบบูรณาการ ฯลฯ

ที่สำคัญ..ผู้เรียนจะได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการวิจัยได้โดยตรงจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญตัวจริง โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.mb.mahidol.ac.th