‘วิทยาลัยดุสิตธานี’ปักธง 4 พันธกิจ ขับเคลื่อนการศึกษาหนุนอุตสาหกรรมบริการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679310

‘วิทยาลัยดุสิตธานี’ปักธง 4 พันธกิจ ขับเคลื่อนการศึกษาหนุนอุตสาหกรรมบริการ

‘วิทยาลัยดุสิตธานี’ปักธง 4 พันธกิจ ขับเคลื่อนการศึกษาหนุนอุตสาหกรรมบริการ

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการมีภาวะชะลอตัวตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาด แต่หลังจากที่นานาประเทศทุ่มเทกำลังในการต่อสู้กับวิกฤตการณ์ที่ขยายไปทั่วโลก ทำให้ประชากรโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนต้านโควิดได้อย่างทั่วถึง ช่วยลดการแพร่ระบาดและบรรเทาการเจ็บป่วยรุนแรง อีกทั้งถึงแม้เชื้อโควิด-19 จะยังคงกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ แต่ก็มีแนวโน้มว่าความรุนแรงค่อยๆ ลดลง ผู้คนจึงเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากขึ้นในรูปแบบ New Normal

เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ทยอยผ่อนปรนมาตรการต่างๆ เช่น การยกเลิกไทยแลนด์พาส การประกาศให้พื้นที่ 77 จังหวัดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) ทำให้ภาคธุรกิจสามารถเปิดบริการได้ตามปกติมาตั้งแค่วันที่ 1 ก.ค. 2565ที่ผ่านมา รวมถึงล่าสุดคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้พิจารณาปรับโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง นโยบายเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการกำลังมีทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบีคาดการณ์ไว้ว่า ปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศจะขยายตัวราว 160% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยขยายตัวมากกว่า 200% ขณะเดียวกันก็มีผลสำรวจว่า ครึ่งปีแรกของปี 2565 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนไทยราว2 ล้านคน ทำให้มีรายได้สะพัดกว่า 1.14 แสนล้านบาท

“วิทยาลัยดุสิตธานี” ในฐานะสถาบันในเครือโรงแรมดุสิตธานี (Dusit International) ซึ่งสอนด้านธุรกิจบริการโดยตรงทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จึงเตรียมพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับการกลับมาเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ และสานต่อความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้ ด้วยการปักธงพันธกิจหลัก 4 ข้อ ได้แก่ Sustainability, Integration, Digitalization และ International โดยมุ่งสร้างความพร้อมให้กับทั้งนักศึกษาและบุคลากรของวิทยาลัย

ฟราวเกอะ เกอร์เบนส์ อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวว่า จากผลสำรวจของหลายๆ สำนัก พบว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ภาคการศึกษาจึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างผู้ที่มีทักษะรอบด้าน มีความรู้ที่ทันสมัย และได้มาตรฐานสากล เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของไทยให้ก้าวหน้า ดังนั้น วิทยาลัยดุสิตธานีจึงมุ่งมั่นพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม และบริการในภูมิภาคอาเซียน

โดยยึดมั่นใน 4 พันธกิจหลักคือ 1.Sustainability หรือการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด แต่ยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้วย 2.Integration หรือการบูรณาการสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งระหว่างหลักสูตรหน่วยงานภายใน ไปจนถึงระดับองค์กรกับพันธมิตร ภายนอก 3.Digitalization หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในการเรียนการสอนและการทำงาน

และข้อสุดท้ายคือ 4.Internationalization หรือความเป็นสากล ด้วยการพัฒนาหลักสูตรสองภาษาและหลักสูตรนานาชาติ ปลูกฝัง international mindset ให้ทุกคน โดยตั้งเป้าให้วิทยาลัยดุสิตธานีเป็นผู้นำในระดับอาเซียน ซึ่งพันธกิจทั้งหมดนี้ไม่เพียงส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน แต่ยังเป็นส่วนพัฒนาองค์กรในระดับองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือบุคลากร

“วิทยาลัยดุสิตธานีเล็งเห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการให้พร้อมรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จำเป็นต้องพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืนดังนั้นจึงต้องสร้างทุนมนุษย์ให้มีคุณภาพตั้งแต่รากฐาน นั่นหมายถึงการศึกษา โดยพัฒนาอาจารย์และบุคลากรให้มีความสามารถ เพื่อบ่มเพาะให้นักศึกษามีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการทั้งในระดับชาติและนานาชาติอย่างยั่งยืนต่อไป” อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าว

‘คณะเกษตรฯมข.’จัดอบรม ‘การฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679311

‘คณะเกษตรฯมข.’จัดอบรม  ‘การฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหม’

‘คณะเกษตรฯมข.’จัดอบรม ‘การฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหม’

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับ “การฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหม” โดยการย้อมสีจากวัตถุดิบตามธรรมชาติภายในชุมชน ภายใต้การดำเนินโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน BCG (U2T for BCG) โดยมี รศ.ดร.ภาณุพล หงษ์ภักดี และ ผศ.ดร ศุภัชญา นามพิลา อาจารย์จากสาขาวิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงการในพื้นที่ตำบลป่ามะนาว

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากนายปรมัตถ์ เหล่าวอ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านมาตรฐานหม่อนไหม และ น.ส.พัชรา วงษ์คำอุด นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ จากกลุ่มงานบริการวิชาการและเทคโนโลยี ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ขอนแก่น มาเป็นวิทยากรในการอบรม ณ วัดโนนศิลาอาสน์ต.ป่ามะนาว อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2565ที่ผ่านมา

สำหรับการจัดอบรมเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับการฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหมโดยการย้อมสีจากวัตถุดิบตามธรรมชาติภายในชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการด้าน BCG ในการนำสินค้าและบริการในชุมชนมาพัฒนาและต่อยอดโดยการใช้องค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าของสินค้าในชุมชนอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจัดงานอบรมครั้งนี้ เป็นการลงมือปฏิบัติจริงในการสกัดและย้อมสีเส้นไหมจากวัตถุดิบที่หาได้ตามธรรมชาติ

มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นผู้เลี้ยงไหมและทอผ้าไหมภายในชุมชนป่ามะนาวอยู่แล้ว ที่สนใจพัฒนาการย้อมสีเส้นไหมจากวัตถุดิบในธรรมชาติ เพื่อช่วยเพิ่มและยกระดับคุณภาพรวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าไหมพื้นบ้านที่ผลิตในชุมชนป่ามะนาว จากเดิมที่ทอผ้าด้วยมือ ใช้สีเคมีและมีการซื้อขายแค่ในชุมชนเท่านั้น ให้ได้มีการยกระดับการทอผ้าไหมพื้นบ้าน ให้มีเอกลักษณ์และสร้างมูลค่าจากการย้อมธรรมชาติ ทำให้สามารถขยายตลาดสู่กลุ่มลูกค้าชั้นสูงซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับการอบรมในครั้งนี้แบ่งเป็นสองวัน ในวันแรกเป็นการลงมือต้มฟอกกาวจากเส้นไหมด้วยน้ำด่างและต้มสกัดสีจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ คือ ดอกดาวเรือง, เหง้ากล้วย, ใบสาบเสือ และเปลือกประดู่ ส่วนวันที่ 2 เป็นการนำเส้นไหมที่ฟอกกาวแล้วมาจุ่มย้อมสีที่ได้สกัดเตรียมไว้ หลังจากนั้นใช้สารติดสี (mordant) คือ สนิมเหล็ก, สารส้ม,ปูนขาว และโคลน เพื่อให้สีติดแน่นกับเส้นไหมที่ย้อมและช่วยเปลี่ยนเฉดสีให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น

และในช่วงท้ายมีการสอบถามและให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่ชุมชนเจอเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตและเลี้ยงหนอนไหม เพื่อให้สามารถแนะนำแนวทางและการแก้ปัญหาการเลี้ยงหนอนไหมได้เหมาะสมกับชุมชน และมีการแนะนำเทคนิคการทอผ้าไหมที่ได้รับความนิยม การส่งเสริมเลี้ยงหนอนไหมเผื่อผลิตผ้าไหมที่ได้มาตรฐานเพิ่มเติมอีกด้วย

ซึ่งคณะผู้จัดงานเชื่อว่า การอบรมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนป่ามะนาว ในการผลิตผ้าไหมทอมือด้วยสีย้อมจากธรรมชาติ ให้บรรลุตามความต้องการในการนำเอาองค์ความรู้เกี่ยวกับการย้อมสีธรรมชาติมาเพิ่มมูลค่าของผ้าไหมทอมือและได้รับมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานเพื่อเป็นมาตรฐานและช่วยขยายตลาดเพิ่มมูลค่าของผ้าไหมได้ต่อไป!!!

‘Nextgov’และ‘Convergov’ แพลตฟอร์มพลิกโฉมการบริหารราชการไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679309

‘Nextgov’และ‘Convergov’ แพลตฟอร์มพลิกโฉมการบริหารราชการไทย

‘Nextgov’และ‘Convergov’ แพลตฟอร์มพลิกโฉมการบริหารราชการไทย

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“งบประมาณประเทศทำแบบหนึ่งงบประมาณของท้องถิ่นทำในอีกโมเดลหนึ่ง การทำให้สองโมเดลนี้มาคุยกันได้ คือเป้าหมายสำคัญของงานชิ้นนี้ นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาแพลตฟอร์ม Nextgov ที่เป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงบประมาณเชิงพื้นที่ และ Convergov หรือระบบจัดทำแผนพัฒนาและการจัดทำคำของบประมาณระดับพื้นที่ที่มีจุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อให้ใช้งานร่วมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เดิมที่หน่วยงานต่างๆ ใช้อยู่ตามวัตถุประสงค์เฉพาะของหน่วยงานนั้นๆ”

กฤษณา ประกอบชีพ จากสมาคมเครือข่ายไอซีทีเพื่อการพัฒนาสังคมกล่าวถึงจุดประสงค์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มทั้งสองในช่วงปี 2563-2564 ดังนั้น เพื่อให้เกิดการนำแพลตฟอร์มทั้งสองไปทดลองใช้กับข้อมูลจริงและการปฏิบัติงานจริง รวมถึงการสื่อสารกับหน่วยงานทั้งในส่วนกลางและในระดับพื้นที่ จึงเป็นที่มาของโครงการนำร่องระบบเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการงบประมาณเชิงพื้นที่ ที่ดำเนินการโดยสมาคมเครือข่ายไอซีทีเพื่อการพัฒนาสังคม ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 (SIP4.0)

ตลอด 1 ปีของการดำเนินการ (พ.ศ.2564-2565) มีทั้งการทดสอบระบบและการอบรมการใช้งานให้กับหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ของจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดนครนายก มากกว่า 200 แห่ง สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ที่ร่วมในการทดสอบระบบ ก็คือ แพลตฟอร์มนี้สามารถทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่จัดทำหรือนำเข้าด้วยระบบเดิม ทั้ง e-budgeting ของสำนักงบประมาณ e-GP และ GF-MIS ของกรมบัญชีกลาง รวมถึง e-LAAS และ SOLA ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รู้จักและเชื่อมต่อข้อมูลถึงกันได้

ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานตาม Format หรือข้อกำหนดของหน่วยงานเหล่านี้ได้พร้อมกันโดยใช้เพียง Platform เดียว ซึ่งการนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้กับระบบราชการ นอกจากจะทำให้หน่วยงานในพื้นที่ มีระบบการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว หน่วยงานในส่วนกลางทั้งกระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ และหน่วยงานอื่นๆยังสามารถเข้าถึงข้อมูลในระดับพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ตรงนี้จะเป็นการพลิกโฉมการบริหารของภาครัฐอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การจะนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง ต้องอาศัยการยอมรับและการผลักดันอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกฤษณากล่าวว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ส่งทีมงานมาร่วมลงพื้นที่ สังเกตการณ์และให้ข้อคิดเห็นตลอดการดำเนินโครงการนอกจากนี้ทีมวิจัยยังนำผลงานวิจัยไปเสนอกับคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 8 และได้รับการบรรจุเป็น Flagship Project แล้ว

เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งาน อาทิ พัสตร์รดา ดาแย้ม นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานปลัด อบต.สาริกาจ.นครนายก เล่าว่า แต่เดิมนั้น เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะต้องทำงานกับระบบข้อมูลอย่างน้อย 3 ระบบ ทั้ง e-LASS e-Plan และระบบจัดซื้อจัดจ้างงานภาครัฐ (e-GP) แต่แพลตฟอร์มใหม่นี้สามารถที่จะรวมทุกระบบเข้ามาใช้ด้วยกันได้ ทำให้เราทำงานเพียงครั้งเดียว ข้อมูลก็จะถูกส่งระหว่างแต่ละระบบโดยอัตโนมัติ

เช่นเดียวกับ กนกจิตร โชติสวัสดิ์ผู้อำนวยการกองคลัง อบต.โคกกรวด จ.นครนายก ที่ให้ความเห็นว่า นอกจากลดระยะเวลาในการทำข้อมูลที่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลา 3-4 วัน ให้เหลือเพียง 1-2 วันแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ใช้คนน้อย และเน้นการทำงานในขั้นตอนเดียว ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากคนได้เป็นอย่างดี

นอกจากการพิสูจน์ประสิทธิภาพNextgov และ Convergov ในพื้นที่จริงแล้วโครงการวิจัยยังมีการพัฒนาในส่วน MobileApplication เพื่อรองรับการบริหารจัดการข้อมูลให้กับภาคประชาชนอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สามารถติดตามความก้าวหน้าโครงการหรือการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในโครงการต่างๆ ผ่านมือถือของตนเอง นอกจากนี้ในอนาคตจะมีการเพิ่มหัวข้อใหม่ๆ เข้ามาอีก

เช่น การเปิดให้แสดงความคิดเห็นหรือลงมติเกี่ยวกับโครงการต่างๆ รวมถึงมีช่องทางแจ้งความประสงค์การขอรับสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ ตามกฎหมาย และเป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลเพื่อประชาสัมพันธ์ หรือการแจ้งเตือนเหตุการณ์ฉุกเฉิน ได้อีกด้วย!!!

แผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 (SIP4.0)

เปิดภาพน้ำท่วม‘สจล.’ เร่งสูบน้ำออก ประกาศเรียนออนไลน์ 12-16 ก.ย.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679273

เปิดภาพน้ำท่วม‘สจล.’ เร่งสูบน้ำออก ประกาศเรียนออนไลน์ 12-16 ก.ย.

เปิดภาพน้ำท่วม‘สจล.’ เร่งสูบน้ำออก ประกาศเรียนออนไลน์ 12-16 ก.ย.

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.58 น.

เปิดภาพน้ำท่วม‘สจล.’ เร่งสูบน้ำออก ประกาศเรียนออนไลน์ 12-16 ก.ย.

11 กันยายน 2565 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โพสต์ภาพสถานการณ์น้ำท่วม และข้อความผ่านเฟซบุ๊ก KMITL ระบุว่า “เช้านี้ 07.40 น.  สจล. มีน้ำท่วมขัง นักศึกษา และบุคลากร ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปทำกิจกรรมในสถาบัน หรือ หากมีความจำเป็นโปรดระมัดระวังตนเอง ทั้งนี้ทีมสจล. ลุยเต็มที่ สำรวจทุกจุด เร่งสูบน้ำออกอย่างเต็มกำลัง เพื่อลดปริมาณน้ำขัง ตลอดทั้งวัน”

“ด้วยสถานการณ์ฝนตก น้ำท่วมขัง สจล. จึงปรับให้จัดการเรียนการสอนวิชาบรรยาย และกิจกรรมวิชาการอื่น ๆ ในรูปแบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 12 – 16 กันยายน 2565 ทั้งนี้ รายวิชาปฏิบัติ และกิจกรรมอื่นที่มีความจำเป็นต้องเข้ามาจัดกิจกรรม ให้ดำเนินการตามดุลยพินิจของคณบดี โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และสุขภาพของนักศึกษาเป็นหลัก”

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล เฟซบุ๊ก KMITL

-005

‘ตรีนุช’รุดเยี่ยมให้กำลังใจมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว 3 นร.เหยื่อคลั่งยาบ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679038

'ตรีนุช'รุดเยี่ยมให้กำลังใจมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว 3 นร.เหยื่อคลั่งยาบ้า

‘ตรีนุช’รุดเยี่ยมให้กำลังใจมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว 3 นร.เหยื่อคลั่งยาบ้า

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.38 น.

“ตรีนุช” ลงพื้นที่ จ.กระบี่ ให้กำลังใจครอบครัว 3 นักเรียน ม.6 เหยื่อคลั่งยาบ้า “ บิ๊กป้อม” กำชับดูแลความปลอดภัยนร.

วันที่ 9 กันยายน 2565 ที่อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  และ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ร่วมงานบำเพ็ญกุศลและให้กำลังใจพร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของ  น.ส.ณัฐณิชา พันเส้ง ที่วัดห้วยเสียด อ.เขาพนม จังหวัดกระบี่, นายนนทพัทธ์  อุดมศรี  วัดถ้ำโกบ ต.บลหน้าเขา อ.เขาพนม จังหวัดกระบี่ และ น.ส.ภัณธิรา ชูทอง  วัดห้วยเสียด ตำบลเขาพนม จ.กระบี่  3 นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนพนมเบญจา จ.กระบี่ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายเมายาบ้าก่อเหตุขับรถยนต์พุ่งชนรถมอเตอร์ไซค์ของนักเรียนก่อนใช้ปืนยิงน้องทั้ง 3 จนเสียชีวิต กลางดึกวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนมาให้กำลังใจและร่วมไว้อาลัยกับทั้ง 3 ครอบครัวที่ได้สูญเสียจากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ตนได้กำชับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้บริหารสถานศึกษา ดูแลเรื่องมาตรการความปลอดภัย ทั้งในรั้วโรงเรียน และเรื่องการเดินทางของนักเรียนโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ขณะเดียวกันให้ผู้บริหารสถานศึกษาให้ขวัญกำลังใจแก่นักเรียนของโรงเรียน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้นักเรียนเสียขวัญกำลังใจ ตลอดจนขอให้ดูแลพี่น้องของนักเรียนที่เสียชีวิตด้วยในเรื่องการเรียน และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่น กรณีของนายนนทพัทธ์ อุดมศรี ทราบว่าอาศัยอยู่กับยาย และขณะนี้ยังมีน้องที่เรียนอยู่ชั้น ป.4 อีกหนึ่งคน ซึ่งต้องช่วยกันดูแล 

“เรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาไม่ได้หมายถึงโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดกระบี่เท่านั้น แต่หมายถึงโรงเรียนทั่วประเทศ ที่ต้องดูแลนักเรียนให้มีความปลอดภัยตามบริบทแต่ละพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะทราบดีว่า โรงเรียนของตนมีความเสี่ยงด้านใดบ้าง สำหรับเรื่องยาเสพติดชนิดนั้น มีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว และที่ผ่านมาดิฉันก็ได้เน้นย้ำกับทุกโรงเรียนว่าจะต้อง ไม่ให้มียาเสพติดทุกประเภทในสถานศึกษา และได้กำชับกับเขตพื้นที่ฯว่าต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง และครอบครัวของนักเรียนเพื่อให้ร่วมกันดูแลบุตรหลานให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น “ รมว.ศธ. กล่าว 

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการนายกรัฐมนตรี  ได้โทรศัพท์มาแสดงความเป็นห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ดูแลครอบครัวของน้อง ๆอย่างเต็มที่และให้มีมาตรการที่เข้มข้นในการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เสี่ยง 

ด้าน ดร.อัมพร กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนนโยบายของรมว.ศธ.ในเรื่องความปลอดภัยว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพบว่าความปลอดภัยของนักเรียนจะเกิดขึ้นแค่ในสถานศึกษาอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งในมิติของสังคม ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับเรื่องคดีความ รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้สพฐ. ส่งนิติกรของสำนักงานเขตพื้นที่ฯ มาเป็นพี่เลี้ยงในการติดตามคดีความร่วมกันเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองของนักเรียนด้วย

เผยแพร่ประวัติ-ผลงาน‘พระยาศรีสุนทรโวหาร’ ยูเนสโกยกย่องเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678971

เผยแพร่ประวัติ-ผลงาน‘พระยาศรีสุนทรโวหาร’ ยูเนสโกยกย่องเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา

เผยแพร่ประวัติ-ผลงาน‘พระยาศรีสุนทรโวหาร’ ยูเนสโกยกย่องเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.11 น.

เผยแพร่ประวัติ-ผลงาน‘พระยาศรีสุนทรโวหาร’ ยูเนสโกยกย่องเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา

9 กันยายน 2565 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ จัดให้มีกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์เพื่อการพัฒนางานด้านสื่อสารมวลชน โดยได้เชิญสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมด้วย

กรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมกับจังหวัดฉะเชิงเทรา จัดนิทรรศการเผยแพร่ผลงานของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ซึ่งองค์การยูเนสโก ประกาศยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. 2565

สำหรับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เกิดในปลายรัชกาลที่ 2 เป็นชาวฉะเชิงเทรา และรับราชการเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ของ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนหลวงในพระบรมมหาราชวัง และแต่งตำราแบบเรียนภาษาไทย มูลบทบรรพกิจ และงานประพันธ์อีกหลายเล่ม จนกระทั่งได้รับการขนานนามว่า เป็นศาลฎีกาภาษาไทย กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความสนใจทั้งจากสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ เนื่องจากปี พ.ศ. 2565 เป็นการครบรอบ 200 ปี ชาตกาลของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เฉลิมฉลองและประกาศเกียรติคุณผลงานของท่านในฐานะชาวฉะเชิงเทรา และในฐานะคนไทยที่มีผลงานระดับโลก ที่องค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาและวัฒนธรรม เป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยทั้งประเทศ

-005

‘อยุธยา’อ่วม!! 2 รร.จมบาดาล กว่า 200 แห่งน้ำหลากไหลผ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678722

'อยุธยา'อ่วม!!  2 รร.จมบาดาล กว่า 200 แห่งน้ำหลากไหลผ่าน

‘อยุธยา’อ่วม!! 2 รร.จมบาดาล กว่า 200 แห่งน้ำหลากไหลผ่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.28 น.

“ตรีนุช” เผย 2 ร.ร.ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปิดเรียน เหตุน้ำท่วม ส่วนอีก กว่า200 โรงเรียนแค่น้ำหลากไหลผ่าน เด็กมาเรียนได้ ศธ.ให้อำนาจ ผอ.ร.ร.ในพื้นที่น้ำท่วมสั่งปิดเรียนได้

วันที่ 8 กันยายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมสถานศึกษา ว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา 88 เขต ที่มีโรงเรียนประมาณ 230 กว่าแห่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแต่ท่วมไม่มาก  แต่มีเพียง 2 โรงเรียนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ต้องปิดการเรีนนการสอน โดยตนได้สั่งการให้ผู้บริหารของหน่วยงานต้นสังกัดลงไปดูแลพร้อมจัดสรรงบประมาณไปซ่อมแซมโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายเป็นการเร่งด่วน ซึ่งน้ำที่ท่วมส่วนใหญ่เป็นน้ำหลาก ซึ่งแต่ละเขตพื้นที่ก็จะทราบอยู่แล้วก็ให้เตือนไปยังโรงเรียนต่างๆให้เตรียมเก็บอุปกรณ์การเรียนขึ้นที่สูงก่อนที่น้ำจะมาถึง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมหนักจะมีการปิดเรียนแบบออนไซต์ แล้วให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่น ๆที่เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่เพื่อลดอันตรายกับเด็กหรือไม่  น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ศธ.ประเมินสถานการน้ำท่วมอยู่ตลอด เวลา และขณะนี้มีรายงานว่าโรงเรียนที่ถูกน้ำท่วมประมาณ 200 กว่าโรงเรียน แต่เป็นลักษณะน้ำหลากไหลผ่าน ซึ่งเด็ก ๆก็ยังสามารถเดินทางไปเรียนได้ ยังไม่ถึงขั้นต้องปิดโรงเรียน  มีเพียง 2 โรงเรียนใน จ.พระนครศรีอยุธยา เท่านั้นที่ปิดโรงเรียนแต่คงปิดไม่นานในช่วงน้ำหลากนี้  จึงให้ทางโรงเรียนสอนชดเชยในช่วงที่ปิดเรียนเพื่อเติมเต็มให้กับเด็กในช่วงเวลาเรียนที่ขาดหายไป  และศธ.อนุญาตให้ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถตัดสินใจปิดการเรียนการสอนได้ หากในพื้นที่เกิดน้ำท่วมโดยให้ยึดความปลอดภัยของนักเรียนเป็นหลัก. -008 

CADT DPU ร่วมกับสายการบิน P80 AIR ปูเส้นทางนักศึกษาเข้าสู่อาชีพการบิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678529

CADT DPU ร่วมกับสายการบิน P80 AIR ปูเส้นทางนักศึกษาเข้าสู่อาชีพการบิน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และผู้อำนวยการสถาบันการบิน (DAA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า CADT DPU ร่วมกับ P80 AIR จัดกิจกรรมบริการวิชาการ ภายใต้ชื่อ “P80 AIR & CADT COLLABORATIVE PROJECT” เพื่อให้ความรู้ด้านการบิน รวมถึงแนะนำสายอาชีพด้านการบิน สายการบิน P80 AIR เป็นสายการบินที่กำลังจะเปิดใหม่ในไทย ขณะนี้เปิดรับสมัครตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือแอร์โฮสเตสเป็นจำนวนมาก และจากการหารือร่วมกันจะมีการ MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อให้นักศึกษาเข้าสู่สายการบิน P80 AIR นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการสหกิจศึกษาร่วมกันเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกงานและปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (พิเศษแบบไม่ประจำ) ถือเป็นโอกาสอันดีที่นักศึกษาจะได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานจริงก่อนจบการศึกษา และมีโอกาสได้เข้าทำงานสายตรงในสายการบินที่ตนฝึกงานอีกด้วย

น.ต.ดร.วัฒนากล่าวด้วยว่า กิจกรรมนี้ถือเป็นการเปิดตัวและแนะแนวทางการทำงานของ P80 AIR ทางวิทยาลัยได้เปิดกว้างให้ นักศึกษาคณะอื่นๆ อาทิ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม และคณะศิลปศาสตร์ รวมถึงผู้ที่สนใจ เข้ามาร่วมฟังการบรรยายของวิทยากร เพื่อเสริมความรู้และสร้างไอเดียในการวางแผนการสมัครงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การเปิดตัวของสายการบินใหม่ถือเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมการบินได้ฟื้นตัวแล้ว สำหรับการเตรียมความพร้อมของสายการบิน P80 AIR เบื้องต้นมีเครื่องบิน Boeing 737-800 จำนวน 4-6 ลำ และคาดการณ์ว่าจะเริ่มบินเที่ยวแรกไปมาเก๊าประมาณเดือน มี.ค.-เม.ย.2566 จากนั้นจะสะสมเที่ยวบินให้ได้ 200 เที่ยวเพื่อให้ได้มาตรฐานการบิน และทำการจัดซื้อให้ครบ 20 ลำในปีถัดไป เพื่อขยายเส้นทางการบินไป ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรปในอนาคต

ม.ศรีปทุม เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เตรียมคัดเลือกนักศึกษาดีเด่นด้านวิชาการ 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678528

ม.ศรีปทุม เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เตรียมคัดเลือกนักศึกษาดีเด่นด้านวิชาการ 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาและคัดเลือกนักศึกษาดีเด่นด้านวิชาการ ประจำปี 2565 และได้มีการจัดการประชุมสรรหาและคัดเลือกนักศึกษาดีเด่นด้านวิชาการขึ้นโดยมี ผศ.ดร.วิรัชเลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ในฐานะประธานกรรมการสรรหาและคัดเลือกเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นDYNAMIC UNIVERSITY  ที่ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในด้านวิชาการ ตลอดจนสนับสนุนให้นักศึกษาได้มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นพลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะต่อชุมชนและสังคม

สำหรับการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาดีเด่นในระดับปริญญาตรีจะพิจารณาจากผลงานของนักศึกษา อาทิ ด้านการศึกษาเล่าเรียน มีความประพฤติที่แสดงถึงการเป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม และสำหรับระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก จะพิจารณาผลงานดีเด่นด้านวิทยานิพนธ์ ที่ได้รับการตีพิมพ์หรือได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้จัดกิจกรรมโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเชิดชูเกียรติ และเป็นขวัญกำลังใจแก่นักศึกษาที่มีผลงานดีเด่นด้านวิชาการ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ขอเชิญชวนสถานศึกษาร่วมกิจกรรม “สร้างการรับรู้ ความเข้าใจเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการประกันคุณภาพการศึกษา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้เพื่อการพัฒนา ในวันอังคารที่ 13 กันยายน 2565 เวลา 08.30-12.30 น. ในรูปแบบออนไลน์หน้าเฟซบุ๊คเพจ สมศ. https://www.facebook.com/onesqa

วธ.ปั้นเยาวชนรุ่นใหม่ รองรับงานด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678530

วธ.ปั้นเยาวชนรุ่นใหม่ รองรับงานด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์

วธ.ปั้นเยาวชนรุ่นใหม่ รองรับงานด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันสื่อออนไลน์มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชนไทยเป็นอย่างมาก ทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร ใช้ในการเรียนรู้ ใช้ในการสร้างตัว และสร้างความบันเทิง พวกเขาคุ้นเคยกับการใช้กล้องจากสมาร์ทโฟนถ่ายภาพนิ่ง และถ่ายภาพเคลื่อนไหว หลายคนมีการผลิตและนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบภาพยนตร์สั้น คลิปวีดีโอ ข่าวสาร เรื่องราวต่างๆ เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าผลงานส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพด้านเนื้อหาขาดประเด็นการนำเสนอที่น่าสนใจ รวมทั้งยังขาดวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่สร้างผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ทำให้บุคลากรในอุตสาหกรรมดังกล่าวขาดรายได้ และขาดโอกาสในการพัฒนาความรู้ความสามารถ

จากการที่รัฐบาลได้มีนโยบายผลักดันให้ใช้ Soft Power ความเป็นไทยและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy ) ของไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่มีการส่งเสริมและกำกับดูแลโดยคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2565) รวมถึงดำเนินงานพัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ตระหนักถึงปัญหาเยาวชนที่ใช้สื่อออนไลน์ไม่สร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้จัดทำ โครงการสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Content Thailand Academy) ขึ้นมา

โครงการได้เปิดอบรมเยาวชนทั้งสิ้น จำนวน 6 หลักสูตร เป็นหลักสูตรระยะสั้น ในแต่ละหลักสูตรรับสมัครจำนวน 20-30 คน เยาวชนที่เข้าอบรมได้รับการพัฒนาด้านทักษะการผลิตภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ได้แก่ การเขียนบท เทคนิคการกำกับการแสดง การแสดง การถ่ายทำ ขั้นตอนในการทำ Post Production จากวิทยากรมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมุมมองด้านความคิดสร้างสรรค์ สร้างค่านิยมที่ดีให้กับเยาวชนผู้เข้าอบรมให้นำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม และสร้างการรับรู้ความสำคัญของภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในการเป็นสื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน กิจกรรมอบรมดังกล่าวได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน และจะจบลงในเดือนกันยายน 2565 นี้ ซึ่งตั้งแต่เปิดอบรม ก็ได้รับการตอบรับและสนใจจากเยาวชนเข้าอบรมเป็นจำนวนมาก

หลังจากอบรม นอกจากจะสามารถสร้างงานภาพยนตร์และวีดิทัศน์สำหรับเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย และสร้างสื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพแล้ว ยังสามารถประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ อาทิ การรับจ้างผลิตงานวิดีทัศน์งานต่างๆ สร้างและเผยแพร่คลิปของตนเองบน YouTube Facebook TikTok หรืออื่นๆ ได้อย่างมีคุณภาพทั้งเนื้อหา และวิธีการนำเสนอ และยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าเรียนต่อในสาขาที่เกี่ยวข้องต่อไป

การพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในการเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของวธ.ครั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถสร้างบุคลากรผู้ผลิตงานภาพยนตร์และงานวิดีทัศน์คุณภาพที่เห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย และสื่อสารประชาสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสมและน่าสนใจ ตลอดจนเป็นมืออาชีพด้านการผลิตภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่มีความรู้ความสามารถ และรู้เท่าทันเทคโนโลยี และสามารถเป็นกระบอกเสียงในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยได้อย่างสร้างสรรค์ ทันสมัย และอย่างเหมาะสมทั้งยังเป็นการปูพื้นฐานที่ดีให้กับเยาวชนที่อยากเรียนต่อด้านการผลิตภาพยนตร์ และวิดีทัศน์อีกด้วย