‘RTECมหิดล’วิจัยยางล้อ ช่วยประหยัดพลังงาน‘จยย.ไฟฟ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673710

‘RTECมหิดล’วิจัยยางล้อ ช่วยประหยัดพลังงาน‘จยย.ไฟฟ้า’

‘RTECมหิดล’วิจัยยางล้อ ช่วยประหยัดพลังงาน‘จยย.ไฟฟ้า’

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นที่น่าจับตาในปัจจุบัน เนื่องจากสอดคล้องกับกระแสรักษ์โลก ซึ่งเป็นการใช้พลังงานทางเลือกจากไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งจัดอยู่ในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต โดย ผศ.ดร.กฤษฎา สุชีวะ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยเทคโนโลยียาง (RTEC) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ RTEC ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนายางล้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

งานวิจัยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การวิจัยและพัฒนาต้นแบบยางล้อของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพสมรรถนะและต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก สำหรับผู้ประกอบการผลิตยางล้อรถจักรยานยนต์ไทย โดยนำเทคโนโลยีการพัฒนายางล้อรถประหยัดพลังงานที่ RTEC มีความรู้และประสบการณ์มานานนับทศวรรษ มาต่อยอดในการพัฒนายางล้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน

“การจะพัฒนาคุณภาพยางล้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้มาตรฐานส่งออกนั้น จะต้องมีคุณสมบัติหลักครบทั้ง 3 ด้านคือ ความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน ความทนสึก และการประหยัดพลังงาน โดย RTEC จะได้คิดค้นสูตรยางขึ้นใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว โดยนำยางธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติที่แข็งแรง มาผสมกับยางสังเคราะห์ สไตรีนบิวทาไดอีน (Styrene-ButadieneRubber, SBR) ชนิดที่ผลิตโดยกระบวนการด้วยพอลิเมอไรเซชันแบบสารละลาย (Solution polymerization)ที่เรียกว่า ยางเอส-เอสบีอาร์ (S-SBR)

เพื่อลดความต้านทานการหมุนของยางล้อ (Rolling Resistance) และช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งปัจจุบันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั่วไปจะสามารถ
วิ่งได้ 80-100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟ1 ครั้ง ด้วยสูตรยางที่คิดค้นขึ้นใหม่นี้คาดว่าจะช่วยทำให้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ในระยะยาวมากขึ้น”ผศ.ดร.กฤษฎา กล่าว

นอกจากนี้ ในงานวิจัยยังจะพัฒนาให้ล้อยางรถจักรยานยนต์สามารถยึดเกาะถนนได้ดีขึ้นและทนการสึกได้ดีขึ้นเนื่องจาก “แรงบิด” ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของล้อยางขณะออกตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จะสูงกว่าของรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน คุณสมบัติด้านการทนสึกจึงมีความจำเป็นสำหรับยางล้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ โครงการวิจัยผลิตยางล้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน โดย RTEC มีระยะเวลา 2 ปี

โดยในปี 2565 นี้เป็นปีแรกของงานวิจัยซึ่งจะเป็นการศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะของยางล้อรถจักรยานยนต์ที่ผลิตโดยบริษัทไทย กับที่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติชั้นนำ โดยเฉพาะในแง่มุมของความสามารถในการประหยัดพลังงานและการทนสึก สำหรับปีหน้า หรือในปี 2566 จะเป็นการดำเนินการร่วมกับบริษัทเอกชนไทยชั้นนำ ในการผลิตยางล้อรถเชิงพาณิชย์เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล และเพื่อการส่งออกไปขายในต่างประเทศด้วย

สำหรับ RTEC เป็นหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยมหิดลจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางไทยทางด้านวิชาการ โดยเฉพาะด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยางไทย จึงมีความพร้อมที่จะทุ่มเทใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มาพัฒนางานวิจัยของอุตสาหกรรมยางไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในด้านการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การเพิ่มมูลค่า หรือให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยียาง (RTEC) คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โทร.02-4419816-20 https://science.mahidol.ac.th/rtec

‘Escape Room’นวัตกรรมการศึกษา เรียนรู้-เข้าใจข้อคิด‘ปรัชญาวิถีพุทธ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673714

‘Escape Room’นวัตกรรมการศึกษา เรียนรู้-เข้าใจข้อคิด‘ปรัชญาวิถีพุทธ’

‘Escape Room’นวัตกรรมการศึกษา เรียนรู้-เข้าใจข้อคิด‘ปรัชญาวิถีพุทธ’

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ดร.ใหม่” ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา เปิดตัวนวัตกรรมการศึกษาชิ้นใหม่ใจกลางกรุงเทพ “The Last Prison Escape Room” เครื่องมือค้นหาและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านจิตวิทยาที่ทรงพลังด้วยเทคนิคการสืบค้นที่ต้องใช้ทักษะต่างๆ พร้อมด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ระทึกขวัญเพื่อแก้ไขปัญหา เวอร์ชั่นคนไทยที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก ที่แรกที่เดียวที่ให้ข้อคิดผสานกับแนวปรัชญาของศาสนาพุทธแตกต่างจากเครื่องมือ Escape Room อื่นๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้

ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา ผู้ออกแบบและก่อตั้ง The Last Prison Escape Room and Mystery Outdoor Game กล่าวว่า หากต้องการประสบความสำเร็จทั้งในมิติของการใช้ชีวิต การทำงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ในยุคนี้ความรู้จากตำราสิ่งที่เรียนจากห้องเรียนไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา การประสบความสำเร็จจึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ รวมถึงการเชื่อมโยงองค์ความรู้จนเกิดเป็นสิ่งใหม่เพื่อก้าวเป็นผู้นำในแวดวงธุรกิจต่างๆ อีกทั้งยังต้องพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับโลกสมัยใหม่อย่าง 7Q ควบคู่ไปด้วย

ได้แก่ IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดทางสติปัญญา, EQ (Emotional Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์, CQ (Creativity Quotient) ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์, MQ (Moral Quotient) ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม, PQ (Play Quotient) ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น, AQ (Adversity Quotient) ความฉลาดในการแก้ไขปัญหา และ SQ (Social Quotient) ความฉลาดทางสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียนนอกห้อง ที่ต้องอาศัยประสบการณ์และสนามจริงให้ลงมือเรียนรู้และฝึกฝน

การสอนในยุคสมัยใหม่จึงต้องประยุกต์และออกแบบมาเพื่อสอดคล้องรองรับกับสิ่งที่ต้องการใช้ผู้เรียนได้รับ โดยนำฐานคิดของเครื่องมือการเรียนรู้ที่นิยมอย่างแพร่หลายนี้มาประยุกต์บนฐานของการให้ความรู้ สร้างความสามัคคี และค้นหาศักยภาพ พัฒนาออกมาเป็น The Last Prison Escape Room and Mystery Outdoor Game ออกแบบการเรียนรู้ผ่านเกมด้วยกระบวนการ Gamification เพื่อให้ผู้เรียนรู้ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสอน ผสมผสานความหลากหลายของปริศนาให้เกิด Team Building สำหรับกลุ่มคนทำงาน และสานสัมพันธ์ครอบครัวระหว่าง
พ่อแม่ลูก

ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติระหว่างการเล่มเกมที่ออกแบบและใส่กลไกเอฟเฟกท์กระตุ้นความเร้าใจตื่นตัว และสิ่งสำคัญที่ทำให้ The Last Prison Escape Roomแตกต่างจากที่อื่นๆ คือ แต่ละห้องคดีถูกออกแบบมาบนฐานของการสอดแทรกความรู้เชิงคุณธรรม ไม่ว่าจะเป็นการละความโลภ การมีสติ ความไม่ประมาทไปจนถึงระดับการพ้นทุกข์ โดย The Last Prison Escape Room and Mystery Outdoor Game เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ตั้งใจออกแบบ และสร้างเพื่อประโยชน์ของทุกคน

“จากการเดินทางไปหลากหลายประเทศทั่วโลก และได้เห็นหลายบริษัทใช้ Escape Room เพื่อพัฒนาบุคลากรและเห็นผลลัพธ์ว่า Escape Room ช่วยยกระดับคุณภาพบุคคลได้จริง จึงสร้าง Escape Room เพื่อสังคมไทย และตั้งใจออกแบบให้ทุกเกมที่ได้เล่น นอกจากทักษะต่างๆ ความสนุกสนานเพลิดเพลินที่จะได้รับแล้ว ทุกเกมยังต้องได้ข้อคิดบางอย่างติดตัวติดใจ กลับไปเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีงามในการใช้ชีวิตต่อไปด้วย” ผศ.ดร.วีรณัฐ กล่าว

The Last Prison Escape Room and Mystery Outdoor Game เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองสามารถพาเด็กๆ ลูกหลาน มาเรียนรู้แบบจำลองการแก้ปัญหาและการเผชิญกับสถานการณ์ได้ เพื่อฝึกน้องๆ ในการแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง ฝึกฝนความช่างสังเกต เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว สำหรับวัยรุ่นได้ฝึกการทำงานเป็นทีม ทำให้เกิดความสนิทสนมแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้น คู่รักได้เห็นวิธีคิด ได้ช่วยกันแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจ สร้างความผูกพัน

ส่วนหน่วยงาน บริษัท องค์กรต่างๆ สามารถใช้ Escape Roomในการสร้าง team building หรือแม้กระทั่งใช้พิจารณาในการรับคนเข้าทำงานโดยประเมินจากกระบวนการเล่น Escape Room วิธีการเล่นEscape Room มีความเป็นสากลทั่วโลก คือ ให้ผู้เล่นเข้าไปอยู่ในห้องปิดตาย ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันไขปริศนาจริงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปริศนาคำถาม ปริศนารูปภาพ ปริศนาเสียง และกลไกจริงอื่นๆภายในห้อง ประมาณ 8-12 ปริศนา เพื่อหาทางออกจากห้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

อีกหนึ่งความแตกต่างของ Escape Room ที่ The Last Prison Escape Room and Mystery Outdoor Game ทำ คือการใช้ Game Master ที่เป็นผู้สูงวัยมาอำนวยความสนุก และดำเนินกิจกรรม เนื่องจากการส่งเสริมความสัมพันธ์คน 3 วัย เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องทำให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ที่ปัจจุบันเป็นสังคมผู้สูงอายุ การใช้เครื่องมือ Escape Room มาเป็นสื่อกลางให้คนแต่ละวัยได้ร่วมพูดคุยกันผ่านเกม

จึงช่วยสร้างความสนิทสนม และเปิดใจระหว่างคนต่างวัยได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้คนสูงวัยได้มีงานที่เป็นประโยชน์ทำ แต่ได้ออกมาเจอลูกหลาน เป็นการคืนความสดใส กระชุ่มกระชวย และเพิ่มพลังชีวิตได้อีกทาง นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างงาน ให้กับผู้สนใจวัยเกษียณที่ต้องการเป็นแฟรนไชส์ สร้างห้อง Escape Room โดยใช้พื้นที่ว่างในบ้านให้เกิดประโยชน์และใช้แนวคิดและระบบการจัดการของ KID MAI ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ ให้กับเจ้าของสถานที่ได้อีกทางหนึ่ง

“ผมอยากเห็นคนไทยรักการเรียนรู้ และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในแวดวงต่างๆ ผมกล้ายืนยันว่า ศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยไม่แพ้ชนชาติใดในโลก หากได้รับการพัฒนาและสนับสนุนอย่างเหมาะสม ผมเชื่อว่า คนไทยก้าวไปในระดับโลกได้อย่างแน่นอน และหวังว่า The Last Prison Escape Room and MysteryOutdoor Game นี้ จะมีส่วนช่วยพัฒนาคน พัฒนาสังคมได้ไม่มากก็น้อย”ผศ.ดร.วีรณัฐ กล่าวทิ้งท้าย

The Last Prison Escape Room and Mystery Outdoor Game ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 ธีมห้อง escape และ 2 เกมสืบไขคดี โดยจะมีการเพิ่มจำนวนเกมขึ้นอีกในอนาคต สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเดินทางมาได้ที่ เดอะ ลาสต์ แมน สแตนดิง (มรณานุสติ คาเฟ่) เดินทางสะดวกสบายด้วย BTS Ari Station และมีบริการที่จอดรถ สำหรับท่านที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคม และสร้างรายได้ให้กับตัวเองผ่านเครื่องมือ Escape Room สามารถติดต่อได้ที่ 099-2893645, 063-3244519 หรือ Line Official @dr.veeranut

‘สารคามพิทยาคม’คว้ารางวัลชนะเลิศ สื่ออินโฟกราฟิกเผยแพร่สิทธิ‘บัตรทอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673712

‘สารคามพิทยาคม’คว้ารางวัลชนะเลิศ  สื่ออินโฟกราฟิกเผยแพร่สิทธิ‘บัตรทอง’

‘สารคามพิทยาคม’คว้ารางวัลชนะเลิศ สื่ออินโฟกราฟิกเผยแพร่สิทธิ‘บัตรทอง’

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ มูลนิธิครอบครัวพอเพียงร่วมประกาศผลการประกวดสื่อประชาสัมพันธ์สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในหัวข้อ “กิจกรรมพัฒนาช่องทางสื่อสารออนไลน์เพื่อสื่อสารสิทธิหลักประกันสุขภาพในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่” โดยมี น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ ประธานกรรมการมูลนิธิครอบครัวพอเพียงในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดสื่อประชาสัมพันธ์สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาตัดสิน เมื่อช่วงต้นเดือ ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผลการตัดสินรางวัลประเภทสื่อโปสเตอร์, อินโฟกราฟิก มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งหมด 89 ทีม ผ่านการคัดเลือก 12 ทีม รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานของนายปิติภัทร เอกปณิธานพงศ์ และนายเกียรติศักดิ์ อ่อนมาก จากโรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ผลงานของ น.ส.ณัฐญาภรณ์ แก้วพชรพิสุทธิ์ น.ส.กิตติมา แก้วเง้า และ น.ส.ปณิตา เสมอใจ จากโรงเรียนปัว จ.น่าน และรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานของ น.ส.ชนกนันท์ ต๋าคำ น.ส.ณัฐชา สันทัศชินวงค์ และ น.ส.บุษริน เฮียงไสนา จากโรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ กทม.

สำหรับรางวัลชมเชย (ไม่เรียงตามลำดับคะแนน) มีทั้งหมด 9 ทีม ประกอบด้วย 1.ผลงานของ น.ส.ฐายิกา สระแก้ว นายบุณยวีร์ แก้วซัง และ น.ส.วิชุดา ทรงเลิศ จากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช 2.ผลงานของ น.ส.ธัญญชนก กิ่งวงค์ โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น 3.ผลงานของ น.ส.เมธินี สามะ โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น 4.ผลงานของ น.ส.ณิชารีย์ พร้อมจิตร น.ส.วิศรุตา
กองหล้า และ น.ส.พรนภัส พานิชพันธุ์ โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น

5. ผลงานของนายอชิตพล คาดสนิท น.ส.ขวัญฤดี หวยสูงเนิน และ น.ส.วิมลรัตน์ คำสี จากโรงเรียนคอนสารวิทยาคม จ.ชัยภูมิ 6.ผลงานของ น.ส.พิมพ์ใจ อภิศักดิ์มนตรี จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กทม. 7.น.ส.สุดาภัค อัคนิบุตร จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กทม. 8.ผลงานของ น.ส.พิมมาดาเรือนแก้ว น.ส.กนกพร เชื้อบุญมี และ น.ส.นันท์นภัส มงคล จากโรงเรียนศรีสองรักษ์
วิทยา จ.เลย และ 9.ผลงานของนายภัทรพงศ์จันทรัตน์ น.ส.ณภัทร วิเศษศักดิ์ และ น.ส.นภัสนันท์ ตั้งทรงสวัสดิ์ จากโรงเรียนสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

ด้าน น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล.กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) และกรรมการตัดสินการประกวดสื่อประชาสัมพันธ์สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ผลงานที่น้องๆ ในชั้นมัธยมศึกษาส่งเข้าประกวดนี้ ทั้งทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและทีมที่ได้รับรางวัลชมเชยทั้งหมด เป็นการสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ มองว่าบัตรทองเป็นสิทธิสุขภาพของคนหลายคน หลายวัย หลายอาชีพ และหลายฐานะ ที่เป็นสิทธิบริการขั้นพื้นที่ของคนไทยทุกคน

อย่างไรก็ตาม การจัดการประกวดครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมโครงการพัฒนาช่องทางสื่อออนไลน์เพื่อสื่อสารสิทธิหลักประกันสุขภาพในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ สปสช. ต้องการสร้างความรู้และความเข้าใจในการใช้สิทธิบัตรทองให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง ซึ่งคนรุ่นใหม่ช่วงอายุ 17-20 ปี ส่วนใหญ่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงที่พักอาศัยเมื่อต้องศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือประกอบอาชีพ

ดังนั้นจึงควรมีความรู้และเข้าใจการใช้สิทธิบัตรทอง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเปลี่ยนหน่วยบริการประจำเพื่อความสะดวกในการใช้สิทธิ หรือในส่วนของบุตรข้าราชการก็จะหมดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของบิดามารดาเมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ก็ต้องลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำตัวในระบบบัตรทองเช่นกัน นอกจากนี้ยังช่วยเป็นสื่อบุคคลที่ช่วยเผยแพร่และแนะนำการใช้สิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้

สสส.จับมือ’มีบุ๊คส์ มาเลเซีย’พัฒนาแอปพลิเคชัน’Me Books’เปิดตัวนิทานออนไลน์ 4 ภาษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673782

สสส.จับมือ'มีบุ๊คส์ มาเลเซีย'พัฒนาแอปพลิเคชัน'Me Books'เปิดตัวนิทานออนไลน์ 4 ภาษา

สสส.จับมือ’มีบุ๊คส์ มาเลเซีย’พัฒนาแอปพลิเคชัน’Me Books’เปิดตัวนิทานออนไลน์ 4 ภาษา

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 21.00 น.

สสส. จับมือ มีบุ๊คส์ มาเลเซีย พัฒนาแอปพลิเคชัน “Me Books” เปิดตัวนิทานออนไลน์ 4 ภาษา บนแนวคิด ปลุกหนังสือให้มีชีวิต ชูเป็นต้นแบบโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม คาดเข้าถึงเด็ก 1 แสนคนภายในปี 2565 ตอกย้ำความสำเร็จไทย พัฒนานวัตกรรมสุขภาพสู่ระดับสากล

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2565 ที่อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยาวนาน สร้างผลกระทบโดยตรงกับเด็กไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องภาวะการเรียนรู้ของเด็กถดถอย เด็กกว่า 4 ล้านคน อยู่ในช่วงวัยที่ระบบประสาทและสมองเจริญเติบโตในอัตราสูงสุดกว่า 80% ของชีวิต ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องได้รับการพัฒนา สสส. โดยศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) ร่วมกับ บริษัท มีบุ๊คส์ จำกัด ประเทศมาเลเซีย พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชัน “Me Books” ภายใต้แนวคิดปลุกหนังสือให้มีชีวิต เครื่องมือเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาวะ ผ่านนิทานออนไลน์ 4 ภาษา ให้มีความน่าสนใจและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้าให้เด็กไทยเข้าร่วม 100,000 คน ภายในปี 2565

“แอปพลิเคชัน “Me Books” มุ่งเป้าพัฒนาสติปัญญา บุคลิกภาพ และความฉลาดทางอารมณ์ ลดช่องว่างในการสื่อสารระหว่างคนในครอบครัว พร้อมเป็นช่องทางเสริมสร้างการเรียนรู้และเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนงานสุขภาวะในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในลักษณะ Startup ที่มีความคล่องตัว สร้างสรรค์ ใช้โครงสร้างทางธุรกิจแบบเต็มตัว สสส. เปิดกว้างสร้างความร่วมมือทั้งไทยและต่างประเทศให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนทำงานเพื่อสังคม ซึ่งเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะไปสู่วงกว้างได้อย่างยั่งยืน สนใจเข้าร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพได้ที่เว็บไซต์ http://www.sooklife.com” ดร.สุปรีดา กล่าว

นายเฮา จิน ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน Me Books กล่าวว่า แอปฯ Me books ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก กับผู้ปกครอง ครู บรรณารักษ์ นักเล่านิทาน ด้วยระบบการสร้างพัฒนาการเด็กแบบขั้นบันได ตั้งแต่การอ่าน ฟัง พูดออกเสียง พร้อมตอบโต้โดยการสัมผัสผ่านหนังสือที่มีชื่อเสียงระดับโลกกว่า 450 เรื่อง รวมถึงหนังสือคุณภาพของ SOOK Enterprise สสส. และมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งมาในรูปแบบ 4 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน และมลายู ความพิเศษคือ เครื่องมืออัดเสียงเพื่อให้ผู้ดูแลเด็กสามารถใช้แอปฯ สร้างเรื่องราวใหม่ร่วมกับเด็กเสริมสร้างการเรียนรู้ทางภาษาได้ นอกจากนี้ แอปฯ เปิดกว้างให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดทั้งปี เช่น การประกวดแข่งขันเล่านิทาน (Voice-Over Storytelling) ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ได้ตั้งแต่วันนี้ 

นางสาวภาสวรรณ สังฆสุบรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์กิจการสร้างสุข (Sook Enterprise) สสส. กล่าวว่า Sook Enterprise สสส. ดำเนินงานในบทบาทภาคธุรกิจ มุ่งขยายฐานผู้รับประโยชน์และต่อยอดองค์ความรู้สุขภาวะ พัฒนาองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้ ผลิตภัณฑ์ และบริการให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการมีสุขภาวะที่ดีและปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของทุกคน มุ่งเป้าพัฒนากิจกรรมและโมเดลธุรกิจในรูปแบบการสร้างภาคีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อส่งเสริมวิถีสุขภาพดี 4 มิติ กาย ใจ สังคม ปัญญา ผ่านเครื่องมือที่เข้าถึงได้โดยตรง สนใจเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ ของ Sook Enterprise กว่า 50 กิจกรรม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ SOOK แอปพลิเคชันไลน์ @SOOK และยูทูบ SOOK Channel

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก หรือเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ กล่าวว่า พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก ถือเป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้านสติปัญญา ความคิด ภาษา และพฤติกรรม หากเด็กสามารถเข้าถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ อาจส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น ก้าวร้าว ต่อต้าน ความร่วมมือระหว่างแอปพลิเคชัน Me Books และ สสส. จึงถือเป็นการเปิดพื้นที่สื่อปลอดภัยให้พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก มีทางเลือกที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด คือการใช้ภาษา อ่านนิทาน ถาม-ตอบกับผู้ปกครอง นอกจากจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน ยังสร้างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คนในครอบครัว

นายกวี ตันจรารักษ์ ศิลปินนักร้อง คุณพ่อลูกแฝด กล่าวว่า การเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัลไม่สามารถเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตในชีวิตประจำวันได้ แต่ต้องเลือกใช้วิธีการรับมือโดยผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม การเล่านิทานของ Sook Publishing สสส. ผ่านแอปพลิเคชัน Me Books ที่มีถึง 4 ภาษา ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิด การจดจำ การตอบโต้ และการเรียนรู้ที่ใช้ควบคู่กับวิถีชีวิตของครอบครัวในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

สอศ.ถกทบทวนมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาไม่เหมาะสม นร.อาชีวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673775

สอศ.ถกทบทวนมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาไม่เหมาะสม นร.อาชีวะ

สอศ.ถกทบทวนมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาไม่เหมาะสม นร.อาชีวะ

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 20.13 น.

สอศ.ถกทบทวนมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาไม่เหมาะสม นร.อาชีวะ

16 สิงหาคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดประชุมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ศูนย์ความปลอดภัยกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ และนครปฐม พร้อมด้วยผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ครูอาสา(กลุ่มอาชีวะ) กองทุนเพื่อการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษากลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของผู้เรียน 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มจตุจักร  กลุ่มอนุสรณ์สถานแห่งชาติ  กลุ่มสวนหลวง ร.9  กลุ่มธนบุรี กลุ่มกรุงเก่า และกรุงบางปะกง (แปดริ้ว) ร่วมประชุม

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้การจัดการเรียนการสอน เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ เปิดเรียนมาแล้วช่วงหนึ่ง และพบเหตุปัญหาความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ จากการชักจูง ผ่านสื่อออนไลน์ ปัญหาการทะเลาะวิวาท ฯลฯ จึงได้ประสานขอความร่วมมือหน่วยงานองค์กร ที่เกี่ยวข้องในการประชุมเพื่อทบทวนและหาแนวทางเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาท รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆของผู้เรียนอาชีวศึกษา ตามนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย (MOE Safety Center) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีการทบทวนประเด็นของความเสี่ยงให้ครอบคลุมในสถานศึกษา และขยายผลนอกสถานศึกษาเพิ่มเติม เช่น สถานประกอบการ ที่มีผู้เรียนอาชีวศึกษาในระบบทวิภาคีเรียนอยู่ รวมถึงความเสี่ยงในเรื่องของสารเสพติดต่าง ๆ โดยขอให้สถานศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจในสถานศึกษา และกำกับดำเนินการตามกฎหมายแล้ว จะต้องดำเนินการตามระเบียบ มาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ แก่ผู้ทำความผิด

นอกจากนี้ รวมถึงการสร้างความรู้แก่กลุ่มชุมชน ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ที่สามารถร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเหตุความเสี่ยงต่าง ๆ ผ่านศูนย์ความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ (MOE Safety Center) ใน Platform ดิจิทัล 4 ช่องทาง ได้แก่ http://www.MOESafetyCenter.com , LINE @MOESafetyCenter หรือที่ call center    0-2126-6565 ในการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัย  ทั้งนี้ สอศ.จะได้เร่งปรับปรุงแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของผู้เรียนอาชีวศึกษาในมาตรการต่าง ๆ เช่น มาตรการป้องกันการทะเลาะวิวิวาท การรับน้องใหม่ การเล่นพนัน สารเสพติด ความปลอดภัยทางถนน และแนวปฏิบัติการใช้สื่อออนไลน์ และสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สถานศึกษาต่อไป

ด้านนายชาญณรงค์  ลักษณียนาวิน เลขาธิการสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  กล่าวว่า หากมีเหตุปัญหาที่เกิดขึ้นจากความเสี่ยงต่าง ๆ เป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายแก่สถานศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนของการดำเนินการเครือข่ายสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอดด้วยกระบวนการสร้างการรู้ ความเข้าใจ และการนำไปใช้ลงมือทำ สู่การแก้ไข และกำกับ แก่สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนทุกแห่ง 

ศาลคลอดโผตุลาการ 286 รายชื่อ ดาวดังขยับพรึ่บ ‘ชนาธิป’นั่งรอง อธ.ศาลอาญาคดีทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673672

ศาลคลอดโผตุลาการ 286 รายชื่อ ดาวดังขยับพรึ่บ ‘ชนาธิป’นั่งรอง อธ.ศาลอาญาคดีทุจริต

ศาลคลอดโผตุลาการ 286 รายชื่อ ดาวดังขยับพรึ่บ ‘ชนาธิป’นั่งรอง อธ.ศาลอาญาคดีทุจริต

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.17 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2565 เว็บไซต์สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้เปิดเผยบัญชีรายชื่อที่ นายจีรพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เสนอแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษาวาระ1 ต.ค.นี้ จำนวน 3 บัญชีรายชื่อประกอบด้วย

1.บัญชี 2 ระดับผู้พิพากษาวุโส(เพิ่มเติม) 5 รายชื่อ

2.บัญชี4 ชั้น 4 สับเปลี่ยนตำเเหน่ง 187 รายชื่อ ชั้น 3 เลื่อนเป็นชั้น4 จำนวน91 รายชื่อ

3.บัญชี 5 ชั้น3 สับเปลี่ยนตำเเหน่ง 3 รายชื่อ

โดยบัญชี 4 ชั้น 4 สับเปลี่ยนตำเเหน่งมีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้

1. นายนาวี สกุลวงศ์ธนา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ(เยาวชน) ไปเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ(คดีเเรงงาน) โดยสมัยเป็นรองเลขานุการศาลฎีกา ยุคนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ อดีตปธ.ศาลฎีกา จนมาถึงยุค นางเมทินี ชโลธร มีบทบาทเป็นทีมคณะทำงานเกี่ยวกับนโยบายเรื่องความยุติธรรมไม่มีวันหยุดที่มีการชูสิทธิการประกันตัว ของผู้ที่ไม่มีเงินเเละเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม

2.นายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ เลขานุการศาลอุทธรณ์ ไปเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา คดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และคดีที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจ อาทิเช่น คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามป.อาญา ความผิดทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือความผิดอื่นอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบ,คดีอาญาที่ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำความผิดฐานฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือกฎหมายอื่นในการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ ,คดีเรียก รับ ทรัพย์หรือประโยชน์ ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อิทธิพล จูงใจหรือข่มขืนใจ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ หรือไม่กระทำการ ตามกฎหมายอาญา, คดีฟ้องลงโทษบุคคลที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ,คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯยื่นบัญชีอันเป็นเท็จ

โดยก่อนหน้านี้นายชนาธิป เคยดำรงตำเเหน่งสำคัญ หลายตำเเหน่ง อาทิเช่น เคยเป็นรองเลขาฯปธ.ศาลฎีกายุค นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ซึ่งมีบทบาทเรื่องคุ้มครองสิทธิคู่ความ ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเเละการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ใช้หลักประกัน ผลงานคดีสมัย เคยนั่งหัวหน้าคณะในศาลอาญาได้รับความไว้วางใจเป็นองค์คณะพิจารณาคดีสำคัญหลายคดี เช่นคดี 24 แกนนำ นปช.ก่อการร้าย และคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลายคดี รวมถึงเคยดำรงตำเเหน่งรองอธิบดีศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลใหญ่ของประเทศ โดยก่อนมีรายชื่อขยับครั้งนี้ ดำรงตำเเหน่งเลขาฯศาลอุทธรณ์เนื่องจากผู้ใหญ่มีความเชื่อใจขอตัวไปช่วยงาน

3.นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาเเละการค้าระหว่างประเทศกลางไปเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นายเรืองสิทธิ์เคยเป็นอดีตรองเลขาฯปธ.ศาลฎีกายุค นายไสลเกษ ซึ่งตอนนั้นมีบทบาทเป็นทีมงานในการจัดงานใหญ่ ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพสมาคมนักกฎหมายอาเซียน เเละ ปธ.สภาศาลสูงสุดอาเซียน สู่การทำข้อตกลงลงนามความร่วมมือที่จะพัฒนาด้านข้อกฎหมายของทั้ง 10 ชาติตอนเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินมีส่วนช่วยในการจัดการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาขั้นสูง (IP Bar 2021) IP Challenges in the Next Normat ความท้าทายของทรัพย์สินทางปัญญาในยุค Next Normal

4.นายธีรทัย เจริญวงศ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ไปเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ สำหรับนายธีรทัยปัจจุบันช่วยงานอยู่ที่สำนักงานศาลยุติธรรมมีบทบาทในการประสานข้อมูลกับสื่อมวลชนในเรื่องเผยเเพร่ข่าวศาลที่ถูกต้อง เเม่นยำไม่กระทบภาพละกษณ์องค์กร เคยเป็นเลขานุการศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองในยุคคดีจำนำข้าว เเละได้รับความไว้วางใจเเต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงคดีสินบนโตโยต้าที่มีการเผยแพร่รายชื่ออดีตผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในศาลยุติธรรม ไปเกี่ยวข้อง

5.นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะแผนกคดีค้ามนุษย์ ไปเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา นายมุขเมธินถือเป็นผู้พิพากษาที่มีความรอบรู้ในการวางระบบของศาลยุติธรรม ก่อนหน้านี้เป็นคีย์เเมนหลักในการนำเอารูปเเบบการประเมิณความเสี่ยงมาใช้ในการปล่อยชั่วคราวเเทนการใช้หลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานของนโยบายคุ้มครองสิทธิของประธานศาลฎีกาหลายคนที่ผ่านมา ขณะที่ดำรงตำเเหน่งหัวหน้าคณะแผนกคดีค้ามนุษย์ก็ได้รับความไว้วางใจ

รับผิดชอบคดียื่นคำร้องขอปิดเว็บไซต์ ระงับการเข้าถึงข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ในยุคนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาที่จะต้องมีการไต่สวนให้ชัดเจน ซึ่งคดีส่วนมากยื่นจากผู้มีอำนาจรัฐเช่นคำร้องจากกระทรวงดีอีเอสที่ให้ปิดเว็บไซต์หรือสื่อมวลชนที่เเนวคิดตรงข้ามผู้มีอำนาจ จึงได้รับการชื่นชมในเรื่องการให้ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

6.นายณรัช อิ่มสุขศรี รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ไปเป็น ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยอุทธรณ์ โดยนายณรัชเป็นผู้พิพากษาที่ได้รับความนิยมในศาลชั้นต้น เคยเป็นเเชมป์เก่า ก.ต.ศาลชั้นต้นหลายสมัย เรียกว่าหากลงเลือกตั้งก็ได้รับเลือกทุกครั้ง

7.นายสุวิชา สุขเกษมหทัย รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค1 ไปเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเเพ่ง ซึ่งจะดูแลทางด้านงานไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท และงานจัดการมรดก รวมทั้งคดีทั่วไป ซึ่งเป็นงานที่ถนัดอยู่แล้ว ก่อนนี้นายสุวิชาผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาเคยนั่งเป็นองค์คณะพิจารณาคดีสำคัญหลายคดี อาทิไต่สวนเเกนนำราษฎร ละเมิดอำนาจศาล เป็นอดีต วิทยากรผู้บรรยายหลักสูตรอบรมของผู้พิพากษา ตั้งแต่ระดับหัวหน้าศาลจนกระทั่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ยังเคยได้รับเลือกเป็น ก.ต.ศาลชั้นต้น เเละเคยดำรงตำเเหน่ง อ.ก.ต.เคยมีผลงานร่วมผลักดันให้ขยายวาระในการดำรงตำแหน่งของศาลชั้นต้นจาก 5 ปีเป็น 6 ปี และคัดถ่ายคำพิพากษาเป็น 10 วันทำการ เคยเป็น คกก.สอบข้อเท็จจริงในกรณีผู้พิพากษายิงตัวเอง

หลังจากนี้รายชื่อทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปยังอนุกรรมการตุลาการ กลั่นกรองเพื่อเสนอยัง ก.ต.เเต่งตั้งโยกย้ายต่อไป โดยจะมีนัดประชุม ก.ต.ครั้งต่อไปวันที่ 22 ส.ค.นี้

โดยสามารถดูรายชื่อการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ วาระ 1 ตุลาคม 2565 ทั้งหมดได้ตามลิงค์ที่เเนบ

บัญชี 2 พ.อาวุโส (เพิ่มเติม) https://bit.ly/3QqB6HH

บัญชี 4 https://bit.ly/3QqBtSB

บัญชี 5 https://bit.ly/3C9BTsy

รองนายกฯ’วิษณุ’ชื่นชม รมช. ศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา ส่งเสริมการศึกษาไทยสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673647

รองนายกฯ'วิษณุ'ชื่นชม รมช. ศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา ส่งเสริมการศึกษาไทยสู่สากล

รองนายกฯ’วิษณุ’ชื่นชม รมช. ศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา ส่งเสริมการศึกษาไทยสู่สากล

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.59 น.

ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชื่นชมการทำงานของ ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นว่าทำหน้าที่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์  โดยเฉพาะการผลักดันการศึกษาไทยก้าวไกลสู่สากล

ดร.วิษณุ กล่าวว่า ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ  ได้ติดตามการทำงานของ ดร. คุณหญิงกัลยา มาผโดยตลอด ตั้งแต่ปีแรกจนถึงวันนี้ ได้เห็นความตั้งใจ ความมุ่งมั่นของคุณหญิงกัลยาในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาจนประสบผลสำเร็จ มีผลงานปรากฏเด่นชัดเป็นรูปธรรมมากมาย โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่คุณหญิงกัลยาพยายามผลักดันให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และผลักดันให้ Coding เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี ทั้งนี้ ขออวยพรให้คุณหญิงกัลยาประสบผลสำเร็จในการทำงานต่อไป  เพราะเป็นการสร้างประโยชน์ให้การศึกษาไทยก้าวหน้าสู่สากล

นอกจากนี้ คุณหญิงกัลยายังพลิกโฉมหน้าการศึกษาด้านอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่ขับเคลื่อนนโยบายผ่านวิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยีทั่วประเทศ จนเกิดหลักสูตร “ชลกร” รวมถึงนโยบายการศึกษาพิเศษ, การอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย, โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10, การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ, โครงการ Project14, การขับเคลื่อนงานสภาการศึกษา และโครงการ Smart Devices สร้างการศึกษาไทยให้เท่าเทียม ทำให้เชื่อมั่นว่าการก้าวสู่ปีที่ 4 ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะสามารถเดินหน้าต่อไปและขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการปฏิรูปการศึกษาไทยไดโดยสมบูรณ์

รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญและสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาโดยเฉพาะนโยบาย Coding 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า Cofing มีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องเริ่มเรียนตั้งแต่เด็ก ให้รู้จักคิด วิเคราะห์ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาการเรียนและการทำงานในอนาคต และขอบคุณ รวมถึงให้กำลังใจคุณหญิงกัลยาและผู้ปฏิบัติงานทุกภาคให้ประสบความสำเร็จต่อไป และขออวยพรให้ก้าวสู่ปีที่ 8 เพื่อให้ทำหน้าที่ผลักดันการศึกษาไทยก้าวไกลสู่สากล

ดร. คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า นับตั้งแต่วันแรกที่ดำรงตำแหน่ง ได้ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบและความท้าทายในการทำงาน และทราบดีว่านี่คือภารกิจยิ่งใหญ่ที่ต้องสร้างเด็กไทยและคนไทยให้มีความพร้อม มีภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตภายใต้ยุคดิจิทัล ที่มีความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และคลุมเครือ ซึ่งเรียกรวมสั้น ๆ ว่า VUCA World ซตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และการก้าวสู่ปีที่ 4 จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อน5 นโยบายสำคัญให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะเรื่อง Coding ถือเป็นวาระแห่งซาติ เพื่อวางรากฐานการปฏิรูปโดยตรงต่อเยาวชนและการพัฒนามนุษย์ ประเด็นต่อมาคือการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอน เพื่อทำให้เด็กไทยเก่งด้านวิชาการ ควบคู่ไปกับ Art of Life และ Art of Living คือการมีทั้งศิลปะในการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม 

ส่วนประเด็นการอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสี่สารอร่วมสมัย ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและกระบวนการเรียนการสอนผ่านนวัตกรรมและสื่อการสอนที่ทันสมัย รวมทั้งจัดทำคลังข้อมูลดิจิทัลเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับครู 

สำหรับเรื่องอาชีวะเกษตรและประมง เน้นยกระดับการศึกษาอาชีวะด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาสถานศึกษาให้เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเกษตร พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรให้เยาวชนและคนในชุมชน รวมถึงกำหนดแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นโยบายสำคัญเหล่าที่คือสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อปลูกฝังให้เด็กนักเรียนและบุคลากรการศึกษาเห็นคุณค่าและตระหนักถึงความสำคัญ โดนเฉพาะโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำ และความยากจนอย่างยั่งยืน และอีกนโยบายคือเน้นการศึกษาเป็นพิเศษ สำหรับเด็กพิการ และด้อยโอกาส ให้สามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างเท่าเทียม 

“ขอขอบพระคุณรองนายกรัฐมนตรี ดร.วิษณุ ในฐานะผู้กำกับดูแลงานกระทรวงศึกษาธิการ ขอบพระคุณที่สนับสนุนการทำงานของดิฉันมาโดยตลอด นอกจากให้การสนับสนุนแล้ว ท่านยังเป็นแม่แบบที่ดีด้านการศึกษา รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย อันเป็นรากเหง้าของสังคมไทย ดิฉันซาบซึ้งใจที่ท่านกรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานงานแถลงข่าวในวันนี้ รวมถึงในวาระสำคัญ ๆ ทุกวาระมาโดยตลอด”ดร.คุณหญิงกัลยากล่าว 

และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่สนับสนุนการทำงานมาตลอด ขอบคุณผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ คณะที่ปรึกษาฯ คณะทำงาน ข้าราชการ และสื่อมวลชนที่ได้ช่วยถ่ายทอดนโยบายไปยังสาธารณชน ทำให้ได้รับเสียงสะท้อนเพื่อนำมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไขการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติของเราทุกคน ขอบคุณที่ทุกฝ่ายร่วมมือวางรากฐานการศึกษาที่แข็งแกร่ง เพื่อให้การศึกษาไทยยกระดับสู่สากลเพื่อสร้างความเจริญให้ประเทศชาติ และช่วยสร้างอนาคตที่ดีให้เยาวชนของเรา

‘ตรีนุช’พร้อมนำบทเรียนทุจริตก่อสร้างอควาเรียม มาพิจารณาก่อนตัดสินใจผลักดัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673643

'ตรีนุช'พร้อมนำบทเรียนทุจริตก่อสร้างอควาเรียม มาพิจารณาก่อนตัดสินใจผลักดัน

‘ตรีนุช’พร้อมนำบทเรียนทุจริตก่อสร้างอควาเรียม มาพิจารณาก่อนตัดสินใจผลักดัน

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.30 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังหรือกับ นายสุภัทร  จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) ถึงความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ อควาเรียม ทะเลสาบสงขลา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  โดยตนได้รับรายงานจาก นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) หลังจากลงพื้นที่หารือความคืบหน้าการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรือ อควาเรียม ที่ถูกทิ้งร้างมานาน 14 ปี ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และภาคประชาชน ซึ่งขณะนี้มีข้อเสนอมาหลายแนวทางที่จะผลักดันการก่อสร้างโครงการนี้ต่อ ตนจึงต้องข้อหารือให้เป็นระบบอีกครั้ง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีปัญหาทุจริตการก่อสร้างเกิดขึ้น จะนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นบทเรียนในการเดินหน้าหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า การก่อสร้างอควาเรียมต้องใช้งบจำนวนมาก ดังนั้น การดำเนินการต่าง ๆต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตนจะหาโอกาสลงไปดูสภาพจริงของโครงการศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ อควาเรียมต่อไป

ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า จากที่ตนหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และภาคประชนชน ตนได้เสนอแนวทาง ที่นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. เคยทำไว้ว่าจะขับเคลื่อนโครงการอย่างไร ซึ่งมี 6 แนวทางด้วยกัน คือ 1.ให้ดำเนินการสร้างอควาเรียมเหมือนเดิม  2.สร้างอควาเรียม แต่บูรณาการเทคโนโลยีเสมือนจริงเข้าไปด้วย 3. จัดทำเป็นศูนย์ศึกษาพันธ์พืช และป่าชายเลน 4.จัดทำเป็นศูนย์อบรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 5.โอนให้จังหวัดมาดำเนินการ เพื่อจัดแสดงสินค้า แสดงศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ และ 6. จัดทำเป็นศูนย์แสดงสินค้า และการท่องเที่ยวทางน้ำโดยสร้างท่าเรือเข้าไปด้วย 

“น.ส.ตรีนุช มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปพิจารณา 6 แนวทาง ให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง โดยให้พิจารณาถึงข้อดี ข้อจำกัด และควรเดินหน้าต่อในแนวทางไหน ต่อไป ผมจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง โดยให้คณะกรรมการฯเร่งพิจารณาให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ และภายในเดือนกันยายน จะเสนอให้คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ที่มีนายรอยล จิตรดอน เป็นประธานพิจารณาอีกครั้ง หากคณะกรรมการ กอศ.มีข้อสรุปอย่างไร จะนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป“ นายสุเทพ กล่าว  

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อกังวลเรื่องทุจริตนั้น รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เน้นย้ำว่า จะนำเรื่องนี้มาเป็นบทเรียน แต่ไม่ไปรื้อฟื้น เรื่องทุจริตที่ผ่านมาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ในส่วนของศธ.จะเดินหน้าสร้างอควาเรียมให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.​เน้นย้ำว่าในการใช้จ่ายงบประมาณต้องให้มีประสิทธิภาพที่สุด สร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่าย

PA DPU จัดงานปฐมนิเทศและเสวนาทางวิชาการ ‘มิติแห่งการพลิกผันด้านเทคโนโลยี Web3 ต่อการเปลี่ยนแปลงภาครัฐ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673632

PA DPU จัดงานปฐมนิเทศและเสวนาทางวิชาการ 'มิติแห่งการพลิกผันด้านเทคโนโลยี Web3 ต่อการเปลี่ยนแปลงภาครัฐ'

PA DPU จัดงานปฐมนิเทศและเสวนาทางวิชาการ ‘มิติแห่งการพลิกผันด้านเทคโนโลยี Web3 ต่อการเปลี่ยนแปลงภาครัฐ’

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.57 น.

PA DPU จัดงานปฐมนิเทศและเสวนาทางวิชาการ “มิติแห่งการพลิกผันด้านเทคโนโลยี Web3 ต่อการเปลี่ยนแปลงภาครัฐ”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2565 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จัดงานปฐมนิเทศและเสวนาทางวิชาการ สำหรับหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต นำโดย ผศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมด้วย ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการกล่าวเปิดงาน ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ช่วงเช้ามีการปาฐกถาพิเศษ ที่ได้รับเกียรติจาก ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า บรรยายในหัวข้อ ทิศทางของภาครัฐในมิติแห่งการพลิกผันแห่งอนาคต, อ.อธิภัทร เกตุทัต ผู้ช่วยอธิการบดี สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ บรรยายในหัวข้อ ทิศทางอนาคต Web3 ต่อการเปลี่ยนแปลงภาครัฐ และนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และนักวิชาการ

ช่วงบ่ายมีการสนทนาวิชาการ โดย ผศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.สมิช บัตรเจริญ ผู้จัดการศูนย์เทคนิคและบริหารข้อมูลขายส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้เชี่ยวชาญ 5G และเมตาเวอส บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และคุณจารุวรรณ งามพิสุทธิ์ไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหมญ่อาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท Central Restaurant Group Co.Ltd. (CRG) ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ เมื่อโลกเสมือนจริงเข้าสู่ภาคส่วนต่างๆ พร้อมปิดท้ายด้วยการปฐมนิเทศต้อนรับนักศึกษาใหม่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบันฑิต รุ่น รปม. ที่ 26 ณ ห้องประชุม 6-1 อาคารอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ -009

บัญชี CIBA DPU คว้ารางวัลชนะเลิศ ตอบปัญหาด้านบัญชีระดับมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673513

บัญชี CIBA DPU คว้ารางวัลชนะเลิศ  ตอบปัญหาด้านบัญชีระดับมหาวิทยาลัย

บัญชี CIBA DPU คว้ารางวัลชนะเลิศ ตอบปัญหาด้านบัญชีระดับมหาวิทยาลัย

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.รัชดาภรณ์ เสมาขันธ์ หัวหน้าหลักสูตรการบัญชี วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) หรือ DPU และ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant-CPA) เปิดเผยว่า สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) ได้จัดการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการด้านการบัญชีระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ 15 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ มหาวิทยาลัยธนบุรีโดยมีมหาวิทยาลัยเอกชนเข้าร่วม 17 สถาบันรวม 33 ทีม ทั้งนี้ CIBA DPUสามารถคว้ามาได้ 2 รางวัล คือ รางวัลชนะเลิศอันดับ1 (ทีมที่1) ได้แก่1.นายธนายุส ทองกอง 2.นางสาวปิยะนุชศิริลักษณ์ และ 3.นายฐนิศร์ หิรัญญานนท์และ รางวัลชมเชย(ทีมที่ 2) ได้แก่1.นางสาววรวรรณ ปิ่นอุไร 2.นายภัทรพงศ์อุ่นแก้ว และ 3.นางสาวละอองดาวพันตะคุ

ผศ.ดร.รัชดาภรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกลยุทธ์ที่ทำให้เด็ก CIBA ชนะการแข่งขันครั้งนี้ มาจากการเตรียมตัวที่ดีก่อนการแข่งขันทุกคนจะแบ่งกันอ่านหนังสือตามรายวิชาที่ตนเองถนัด ส่วนอาจารย์จะเน้นติวเรื่องสำคัญที่เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ก่อนลงแข่ง ซึ่งนักศึกษาทั้ง 2 ทีมมีความรับผิดชอบและขยันมาติวไม่เคยขาด ส่วนการแข่งขันครั้งนี้หลักเกณฑ์เหมือนการทำข้อสอบทั่วไป มี 2 รอบ รอบแรกเป็นข้อสอบปรนัยวัดความรู้ทั่วไปส่วนรอบ 2 จะเป็นข้อสอบที่แอดวานซ์มากขึ้น ขณะเดียวกันสาขาการบัญชีจะมีการปรับหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่เสมออาจารย์จึงต้องคอยอัปเดตความรู้ใหม่เพื่อเอามาถ่ายทอดให้นักศึกษาก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบัญชี ทำให้เด็ก CIBA มีความรู้พื้นฐานและ Skill ด้านอื่นๆที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ

“อัตลักษณ์ของนักบัญชีไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่ต้องละเอียดรอบคอบและขยัน วางแผนการใช้เงินเป็นวิชาการบัญชีคนอาจมองว่าเรียนยากแต่ถ้าเรียนจบไปแล้วสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้เราได้ เช่น เป็นนักบัญชีสามารถทำอาชีพเสริมเป็นผู้สอบบัญชีได้ทำให้มีรายได้หลายทาง มีความมั่นคงทางด้านการเงิน สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ในส่วนของจุดเด่นของ CIBA มีหลักสูตรที่ทันสมัยเน้นสอนบัญชีดิจิทัล ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปโปรแกรมออนคลาวด์ ที่ทำบัญชีได้ทุกที่ ที่สำคัญเรายังเน้นการเรียนการสอนโดยเอาข้อมูลบัญชีมาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการได้” ผศ.ดร.รัชดาภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย