วช. ร่วม จุฬาฯ เปิดเวทีสัมมนางานวิจัยไทย ลดความรุนแรงในสังคม คาดหวังลดความรุนแรงทุกรูปแบบลง50℅

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675941

วช. ร่วม จุฬาฯ เปิดเวทีสัมมนางานวิจัยไทย ลดความรุนแรงในสังคม คาดหวังลดความรุนแรงทุกรูปแบบลง50℅

วช. ร่วม จุฬาฯ เปิดเวทีสัมมนางานวิจัยไทย ลดความรุนแรงในสังคม คาดหวังลดความรุนแรงทุกรูปแบบลง50℅

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.30 น.

วช. ร่วมกับ จุฬาฯ เปิดเวทีสัมมนางานวิจัยไทย ลดความรุนแรงในสังคม ปี 2 คาดหวังลดความรุนแรงทุกรูปแบบลงกว่า 50℅ ก่อน พ.ศ. 2573

วันที่ 26 มิถุนายน 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  เปิดเวทีสัมมนาวิชาการ เรื่อง “โครงการท้าทายไทย…สังคมไทยไร้ความรุนแรง (ปีที่ 2)” เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น รวมถึงหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนนำผลงานวิจัยไปขยายผลในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อลดความรุนแรงในสังคมไทย โดยมี ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการสัมมนาฯ ณ ห้องประชุมห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  การสัมมนายังได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอต คณะกรรมการโครงการวิจัยท้าทาย และผู้ที่สนใจจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมการสัมมนากว่า 100 คน 

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยประสบกับปัญหาความรุนแรงในหลากหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การฆ่าตัวตาย การทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น การก่ออาชญากรรม ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เด็กและเยาวชนเกิดการเรียนรู้และซึมซับความรุนแรง จะเห็นได้จากใน ปี พ.ศ.2565 พบว่าประเทศไทยถูกจัดอันดับ เป็นประเทศที่มีความสงบสุขของโลกในลำดับที่ 103 และ เป็นประเทศที่มีความรุนแรงในลำดับที่ 47 จากจำนวน 163 ประเทศ โดยส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความรุนแรง คิดเป็น ร้อยละ 4 ของ GDP หรือ คิดเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ 

จากผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดจากความรุนแรง วช. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่โครงการท้าท้ายไทย : สังคมไทยไร้ความรุนแรง โดยมี รศ.ดร.สุมนทิพย์ จิตสว่าง แห่ง ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้บริหารจัดการโครงการฯ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันที่ประสบกับปัญหาความรุนแรงในสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งความรุนแรงในรูปแบบที่เปิดเผยต่อสาธารณะที่คนในสังคมประสบพบอยู่เสมอ ๆ ทั้งนี้เนื่องจากพิจารณาว่า ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลอดจนกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของคนในสังคม นับเป็นปัญหาที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

โครงการท้าท้ายไทย : สังคมไทยไร้ความรุนแรง ขับเคลื่อนการลดความรุนแรงใน 5 มิติ หรือ 5 P ประกอบด้วย 1.นโยบาย (Policy) 2.การป้องกัน (Prevention) 3.การคุ้มครอง (Protection) 4.การดำเนินคดี (Prosecution) 5.ความเป็นหุ้นส่วน (Partnership)

โดยผลงานวิจัยที่สามารถตอบโจทย์ในการลดความรุนแรงในสังคม ได้แก่ 1.แผนที่ความรุนแรงของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายและมาตรการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย 2.การขับเคลื่อนสู่มาตรฐานสากลด้วยการลดความรุนแรงต่อสตรีโดยสร้างความเคารพต่อความเท่าเทียมกันของสตรี 3.การขับเคลื่อนลดความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการฆ่าตัวตาย ความรุนแรง ในครอบครัว ความรุนแรงของเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาความรุนแรงของเด็ก และเยาวชนกลุ่มเสี่ยงนอกสถานศึกษา การเปิดพื้นที่เมืองต้นแบบปลอดอาชญากรรม และ 4. การร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง โรงเรียนและสถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เป็นต้น ซึ่งทุกโครงการวิจัยมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานภาคปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนในการลดความรุนแรงในพื้นที่ ส่งผลให้ความรุนแรง ในพื้นที่ศึกษา ลดความรุนแรงได้มากกว่าร้อยละ 50

วช. คาดว่าแผนงานวิจัยท้าทายไทย : สังคมไทยไร้ความรุนแรงนี้ จะสามารถลดความรุนแรงในสังคมไทยได้ก่อนปี พ.ศ. 2573 ตามเป้าหมายที่ 16 ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ในการสร้างสังคมสงบสุขโดยขจัดความรุนแรงทุกรูปแบบ 

ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนาวิชาการฯ ยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นำไปช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคม อาทิ นิทรรศการโครงการฐานข้อมูลความรุนแรง นิทรรศการป้องกันการฆ่าตัวตาย และนิทรรศการป้องกันการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งผลงานวิจัยเป็นผลงานที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. ภายใต้โครงการท้ายไทย : สังคมไทยไร้ความรุนแรง ปีที่ 2 และนอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวคุณเขมสรณ์ หนูขาว เป็นพรีเซ็นเตอร์รณรงค์ในแคมเปญ RESPECT กับการลดความรุนแรงต่อสตรี อีกด้วย

‘สุภัทร’ ตั้ง 40 ผู้ทรงคุณวุฒิเป็น กก.เฟ้นบิ๊กเขตพื้นที่ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675833

‘สุภัทร’ ตั้ง 40 ผู้ทรงคุณวุฒิเป็น กก.เฟ้นบิ๊กเขตพื้นที่ฯ

‘สุภัทร’ ตั้ง 40 ผู้ทรงคุณวุฒิเป็น กก.เฟ้นบิ๊กเขตพื้นที่ฯ

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 10.49 น.

‘สุภัทร’ ตั้ง 40 ผู้ทรงคุณวุฒิเป็น กก.เฟ้นบิ๊กเขตพื้นที่ฯ มั่นใจระบบ โปร่งใส ปลอดภัย เป็นธรรม

26 ส.ค.2565 นายสุภัทร  จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดสอบคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2565 แทนตำแหน่งว่าง 13 อัตรา ผู้มีสิทธิสอบ 513 ราย จัดสอบ ภาค ก ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานในหน้าที่และความสามารถในการวิเคราะห์กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องและการนำไปใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม มีผู้สอบ จำนวน 500 ราย โดยผู้ผ่านการคัดเลือกจะเข้าสอบประเมินภาค ข ความสามารถทางการบริหาร วันที่ 22-28 สิงหาคม และสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วันที่ 27-28 สิงหาคม ประกาศผลการคัดเลือก วันที่ 5 กันยายน นี้นั้น            

ขณะนี้ตนได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการสอบสัมภาษณ์ภาค ค เรียบร้อยแล้ว โดยการสอบสัมภาษณ์ จะใช้เวลา 2 วัน  คือวันที่ 27-28 สิงหาคม ใช้กรรมการสอบสัมภาษณ์ประมาณ 40 คน สอบสัมภาษณ์วันละ 250 คน รวม 2 วัน 500 คน  เบื้องต้นการสัมภาษณ์จะแบ่งออกเป็น 8 ห้อง ใช้กรรมการห้องละ 5 คน โดยจะใช้วิธีจับสลาก ว่าแต่ละคนจะได้เข้าห้องใด การจับสลาก แบ่งเป็นรอบเช้า และรอบบ่าย  เพราะฉะนั้นกรรมการแต่ละคนก็จะไม่รู้ว่า ตัวเองจะได้สัมภาษณ์ใคร หรืออยู่ห้องสัมภาษณ์ใด เช่นเดียวกับผู้ที่เข้าสัมภาษณ์ ก็จะไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะได้เข้าสัมภาษณ์กับใครบ้าง 

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า กรรมการที่คัดเลือกมาทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารและอดีตผู้บริหารของศธ.  ระดับรองอธิบดีขึ้นไป ซึ่งตนพยายามคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ความสามารถมาทั้งหมด เพื่อให้สามารถคัดผู้ที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ คาดว่าจะสามารถประกาศผลการคัดเลือกได้ใกล้เคียงกับวันที่กำหนดไว้ คือ วันที่ 5  กันยายน แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายเลขานุการ คือ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมคะแนน ว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันตามเวลาที่กำหนดหรือไม่

“ผมมั่นใจว่าระบบนี้ จะไม่มีใครมาแทรกแซงได้  เพราะเป็นระบบที่เน้นความโปร่งใส  ปลอดภัย และเป็นธรรมให้กับผู้เข้ารับการคัดเลือก โดยมาตรฐานของกรรมการแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องจับสลากหมุนเวียน เพื่อให้การสัมภาษณ์มีความหลากหลาย เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เหมาะสมกับตำแหน่งให้ได้มากที่สุด” นายสุภัทร กล่าว

‘จุลภควัฒน์’อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย คว้ารางวัลคุณธรรมอวอร์ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675807

‘จุลภควัฒน์’อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย คว้ารางวัลคุณธรรมอวอร์ด

‘จุลภควัฒน์’อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย คว้ารางวัลคุณธรรมอวอร์ด

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 07.55 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานมอบรางวัล “รางวัลคุณธรรมอวอร์ด ปี 2564” โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เป็นประธานจัดงาน

“รางวัลคุณธรรมอวอร์ด ปี 2564” จัดพิธีมอบรางวัลเมื่อ วันที่ 25 ส.ค. 65ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ซึ่งจัดโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่บุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อที่นี่มีผลงานด้านคุณธรรมเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทย เช่น ความมีจิตสาธารณะ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ มีวินัยรับผิดชอบ และความพอเพียง รวมไปถึงคุณธรรมในด้านอื่นๆ ได้แก่ ประเภทสื่อ 26 รางวัล ประเภทบุคคล 125 รางวัล และประเภทชุมชนและองค์กร 75 รางวัล

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลที่ทรงเกียรติในครั้งนี้ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ ท่าน ที่ให้การสนับสนุนการทำงานด้านเด็กเยาวชนที่มุ่งมั่นพัฒนาเด็กเยาวชนมาโดยตลอด และหวังว่ารางวัลนี้จะเป็นกำลังใจให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศด้วยนะครับ”

ทั้งนี้ จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ได้รับรางวัลประเภทบุคคล คุณธรรม ด้านจิตสาธารณะ จากผลงานที่ทำงานด้านสื่อเด็กเยาวชนมากว่า 20 ปี ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนมีคุณธรรม มีจิตสาธารณะ ใช้สื่อในทางสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และส่วนรวม ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี และในพื้นที่กว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงเด็กเยาวชนใน 10 ประเทศอาเซียน นอกจากนี้ จุลภควัฒน์ ยังเป็นผู้ควบคุมการผลิตสื่อที่สร้างสรรค์สังคม ส่งเสริมคุณธรรม และจิตสาธารณะ มากมาย เช่น ละครสั้น(ซี่รี่ย์) 9 ตอนเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 , สปอตโฆษณา รณรงค์ปกป้องสิทธิสตรี , สปอตโฆษณารณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ 4 ประเทศอาเซียน , สารคดีสั้น 60 ตอน ชุด 60 สตรีต้นแบบตามรอยพระบาท เนื่องในวโรกาศ 60 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโครงการอื่นๆ อีกมากมายที่ร่วมสร้างเด็ก เยาวชน และสังคมในด้านคุณธรรม จิตสาธารณะ ต่อเนื่องกว่า 20 ปี ฯลฯ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รางวัลคุณธรรมอวอร์ด ปี 2564 (Moral Awards 2021) จะเป็นจุดริเริ่มที่ทำให้ทุกคน ทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งระดับพื้นที่ ตลอดจนระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด และระดับชาติให้ความสำคัญ ตระหนักต่อการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม โดยเริ่มจากตัวบุคคล ชุมชน/องค์กร จากพื้นที่เล็ก ๆ กระจายสู่วงกว้าง สู่ระดับภูมิภาค จังหวัด และระดับประเทศ รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกันขยายผลความดีสู่สาธารณะ เพื่อร่วมกันยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศเรา ให้เป็นประเทศที่เป็นแบบอย่างที่ดีงามด้านพฤติกรรม เกิดเป็นอัตลักษณ์ของคนไทย สู่สายตานานาชาติต่อไป

รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า ศูนย์คุณธรรมได้ดำเนินการภายใต้รางวัลที่ชื่อว่า คุณธรรมอวอร์ด ปี 2564 เพื่อค้นหา ยกย่อง บุคคล ชุมชน/องค์กร และสื่อ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งในพื้นที่ส่วนกลางและท้องถิ่น ของสังคมไทย ที่เป็นแบบอย่างด้านพฤติกรรมด้านคุณธรรมควรค่าแก่การยกย่อง เพื่อสื่อสาร รณรงค์และขยายผลความดีให้เป็นแนวทางต่อการนำไปปรับใช้ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขา ร่วมเป็นคณะทำงานในการพิจารณาคัดเลือกผลงานและผู้เหมาะสมเข้ารับรางวัลคุณธรรมอวอร์ด 2564 ในครั้งนี้

โดยผู้ได้รับรางวัลคุณธรรมอวอร์ด ปี 2564  ทางศูนย์คุณธรรมจะรวบรวมเรื่องราวจัดทำเป็นสื่อเพื่อการเผยแพร่ขยายผลต่อสาธารณะ ผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้ง ประกาศ ยกย่อง เป็น Hall of Fame ในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ ทางเวปไซด์ของศูนย์คุณธรรม http://www.moralawards.com ซึ่งนอกจากจะเป็นการโชว์คุณงามความดีของทุกท่านที่ได้รับรางวัลแล้ว ประชาชนทั่วไปยังจะสามารถมาแชร์ และเชื่อมต่อความดีที่ปรากฏนี้ได้ผ่าน Hall of Fame แพลตฟอร์มออนไลน์ของศูนย์คุณธรรมได้อีกด้วย

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหารพราน-ตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675765

'ในหลวง'พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหารพราน-ตำรวจ

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหารพราน-ตำรวจ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.22 น.

วันที่  25 สิงหาคม 2565 เวลา 08.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  โปรดกระหม่อมให้ นายสนั่น  พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ อาสาสมัครทหารพราน เอกพงษ์  คงสวัสดิ์ และ อาสาสมัครทหารพราน อัมซัน  สา และ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหารช่าง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 46  ขณะสร้างบ้านให้ประชาชน ณ บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 2 บ้านยะบะ ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่  อาสาสมัครทหารพราน เอกพงษ์  ฯ และ อาสาสมัครทหารพราน อัมซัน  ฯ และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสนั่น  พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ สิบตำรวจตรี อัคพล  บัวจันทร์ และสิบตำรวจตรี ธรรศธรรม  สิทธิโรจน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง และขว้างระเบิดใส่ฐานหน่วยปฏิบัติพิเศษ หมวดเฉพาะกิจหน่วยปฏิบัติการพิเศษนราธิวาส 31 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลเจาะไอร้อง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่  สิบตำรวจตรี อัคพล  ฯ และสิบตำรวจตรี ธรรศธรรม  ฯ และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

จากพี่สู่น้อง!กยศ.เปิดตัวเลขปี65 นศ.ยื่นกู้เฉียด 6 แสนราย วงเงิน 2.78 หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675597

จากพี่สู่น้อง!กยศ.เปิดตัวเลขปี65 นศ.ยื่นกู้เฉียด 6 แสนราย วงเงิน 2.78 หมื่นล้าน

จากพี่สู่น้อง!กยศ.เปิดตัวเลขปี65 นศ.ยื่นกู้เฉียด 6 แสนราย วงเงิน 2.78 หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 10.46 น.

กยศ.เผยผลการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2565 มีผู้ยื่นกู้แล้ว 590,796 ราย รวมวงเงินให้กู้กว่า 27,881 ล้านบาท ไม่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน แต่ใช้เงินที่รุ่นพี่ส่งมอบโอกาสแก่รุ่นน้อง

25 สิงหาคม 2565 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากการที่กองทุนได้เปิดระบบการกู้ยืมในปีการศึกษา 2565 กองทุนได้เตรียมเงินงบประมาณให้กู้ยืม จำนวน 38,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษากว่า 600,000 ราย

ผลปรากฏว่า จนถึงปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาได้ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมเงิน จำนวน 590,796 ราย เป็นเงินที่ขอกู้ยืมแล้วกว่า 27,881 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565) โดยนักเรียน นักศึกษาสามารถยื่นกู้ยืมและทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” และสามารถทำสัญญาเงินกู้ยืมได้โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันอีกด้วย

นายชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า จากกรณีที่มีข่าวว่านักเศรษฐศาสตร์การศึกษาได้เปรียบเทียบสัดส่วนการให้เงินอุดหนุนด้านการศึกษา ผ่านโครงการเงินกู้ในเอเชีย โดยพบว่า กยศ. ของประเทศไทย ให้เงินอุดหนุนด้านการศึกษาแฝง หรือเงินอุดหนุนทางอ้อมมากกว่าหลายประเทศในเอเชียนั้น กองทุนขอชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์เมื่อหลายปีก่อน

“การอุดหนุนงบประมาณเป็นไปตามความต้องการและความจำเป็นของผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในแต่ละปี ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินแก่กองทุนตั้งแต่ปี 2539-2560 มีวัตถุประสงค์ช่วยให้นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา โดยกองทุนได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและอัตราการชำระเงินคืนยังไม่เพียงพอ จนในปี 2560 เป็นปีสุดท้ายที่กองทุนใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน เพราะมีเงินหมุนเวียนเพียงพอในการให้กู้ยืมจากรุ่นพี่ส่งต่อให้รุ่นน้อง กองทุนขอยืนยันว่าจะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวว่าน้องๆที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคน โดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา” ผู้จัดการกองทุน กยศ. กล่าว

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ แหล่งเรียนรู้ อันทรงคุณค่า ของคนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675390

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  แหล่งเรียนรู้ อันทรงคุณค่า ของคนไทย

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ แหล่งเรียนรู้ อันทรงคุณค่า ของคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ความนิยมผ้าไหมไทยและสิ่งทอพื้นถิ่น ถือกำเนิดในหมู่บ้านหรือตามเมืองต่างๆ มานานหลายศตวรรษ จนกระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อิทธิพลจากประเทศมหาอำนาจยุโรปเข้ามาสู่ประเทศไทย รัฐบาลได้ผลักดันให้คนไทยมีธรรมเนียมการแต่งกายแบบตะวันตก ทำให้ผ้าไทยค่อยๆ เสื่อมถอยความนิยมลง จนกระทั่งในปี 2493 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เข้ามาพลิกฟื้นคืนชีพผ้าไทยให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

ในปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาอารยประเทศเกือบ 40 เมืองในยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกา พระองค์ทรงตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย จึงทรงพิถีพิถันกับการเตรียมพระองค์อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ จึงทรงจัดหาผ้าไทยพื้นถิ่น โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่ และโปรดเกล้าฯ ให้ ปิแอร์ บัลแมงนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดังชาวฝรั่งเศสถวายการตัดเย็บฉลองพระองค์ และยังเป็นผู้ออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงมากมายหลายชุด ทั้งฉลองพระองค์ชุดกลางวันฉลองพระองค์เสื้อคลุมชุดกลางคืน และยังโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบชุดไทยพระราชนิยมที่งดงามโดดเด่นถึง 8 ชุดด้วยกัน

ข่าวการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ และภาพความงดงามของฉลองพระองค์ผ้าไทยที่ตัดเย็บอย่างเรียบง่ายสง่างามถูกเผยแพร่ออกมาไป ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวและคุณภาพของผ้าไทย ทำให้ผ้าไทยกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงผลักดันการพัฒนาผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งใน ปี 2546 ได้ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่ หอรัษฎากรพิพัฒน์ พระบรมมหาราชวัง และเปิดให้ประชาชนเข้าชมในวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นมา

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ถือเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผ้าไทย ประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายของคนไทย อาทิ ประวัติศาสตร์ของผ้าชนิดต่างๆ การแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงปัจจุบันที่สะท้อนผ่านเครื่องแต่งกายในราชสำนักยุคต่างๆรวมทั้งฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสมเด็จพระนางสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำความเป็นไทยออกไปสู่สากลและก่อให้เกิดรายได้กลับมาสู่ผู้ผลิตในประเทศ นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ยังเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บรักษาผ้าไทย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจัดแสดงงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าทั้งของราชสำนักและผ้าพื้นเมืองจากท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเป็นการสืบสานสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่สืบไป

ตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมา นิทรรศการของ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้รับการต้อนรับและประสบความสำเร็จอย่างมากจากชาวไทยและต่างชาติ อาทิ นิทรรศการงามสมบรมราชินีนาถ การจัดแสดงฉลองพระองค์ที่ออกแบบโดย ปิแอร์ บัลแมงนักออกแบบชาวฝรั่งเศสผู้ดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์เป็นเวลากว่า 22 ปีนิทรรศการไทยพระราชนิยม จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมของสมเด็จพระนางสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการพระหัตถ์ที่ทรงงานแผ่นดิน บอกเล่าเรื่องราวปฐมบทของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-16.30 น. สอบถามโทร.02-2259420 และโทร.02-2259530 เฟซบุ๊ค Queen Sirikit Museum of Textiles

ม.ศรีปทุม ร่วมยินดี สถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 102 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675394

ม.ศรีปทุม ร่วมยินดี สถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 102 ปี

ม.ศรีปทุม ร่วมยินดี สถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 102 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุพงศ์ อวิรุทธาผู้อำนวยศูนย์นวัตกรรมการสร้างสรรค์และบ่มเพาะธุรกิจ(SBIC) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เข้าร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 102 ปี พร้อมส่งมอบเงินบริจาคสมทบทุน “มูลนิธิวิสสุกรรม” เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่บุตร ธิดาของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี

นักศึกษา ม.วลัยลักษณ์ คว้าแชมป์ สุดยอดนวัตกรรมทางการเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675391

นักศึกษา ม.วลัยลักษณ์ คว้าแชมป์  สุดยอดนวัตกรรมทางการเงิน

นักศึกษา ม.วลัยลักษณ์ คว้าแชมป์ สุดยอดนวัตกรรมทางการเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เข้าร่วมการประกวดโครงการ AIC INNO 2022 เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมทางการเงิน โดยมีทีมนักศึกษากว่า 30 ทีมจาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศส่งนวัตกรรมเข้าร่วม และทีม Nicasio นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลม.วลัยลักษณ์ เจ้าของผลงาน “Richตัวช่วยบริหารเงินสำหรับคน Gen ใหม่”สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้สำเร็จ ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท โล่รางวัลพร้อมเกียรติบัตร สมาชิกภายในทีมประกอบด้วย นายกษิดิศ บุญชัย,นายธนวัฒน์ ศรีวิไล, นายปณชัชเอี่ยมน้ำ, นายพงษ์นภัส ชูช่วย และนายรัชชานนท์ ชูเกียรติเถกิง

“Rich ตัวช่วยบริหารเงินสำหรับคน Gen ใหม่” เป็นแอปพลิเคชั่นตัวช่วยในการบริหารจัดการเงินให้ง่ายขึ้น ประหยัดเวลาขึ้น มีฟังก์ชั่นใช้งานที่แตกต่างจากแอปที่มีอยู่ทั่วไป ตรงที่มีฟังก์ชั่นช่วยในเรื่องการออมเงิน สามารถสร้างกระเป๋าเงินออมได้ มีการรวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับทุนการศึกษาหรือการทำงานพาร์ตไทม์ ที่สำคัญยังทำหน้าที่คอยแนะนำการใช้จ่ายเหมือนเป็นที่ปรึกษาเรื่องการเงินได้อีกด้วย ซึ่งในอนาคตทีมจะพัฒนารูปแบบและพัฒนาตัว AI ให้มีความสามารถมากขึ้นต่อไป

นอกจากรางวัลชนะเลิศดังกล่าวแล้ว ยังมีทีม AIC05 นักศึกษาสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี :Halal Stock Scanning ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วย ได้แก่ นายบาซีรีน สาม่าน หลักสูตรคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์,นายมูฮัมหมัดฮารีส อาลี หลักสูตรโยธาสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรและโล่รางวัล

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มอบทุน หลักสูตร ‘ผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675393

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มอบทุน  หลักสูตร ‘ผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง’

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มอบทุน หลักสูตร ‘ผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ร่วมกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทและโรงพยาบาลผู้สูงอายุและศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู CHERSERYHOME รับสมัครผู้เข้าอบรมหลักสูตรระยะสั้น “ผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง”หลักสูตรได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาวิชาชีพ เสริม 4 ทักษะสำคัญ ภาษาอังกฤษพื้นฐาน การพัฒนาบุคลิกภาพ การสื่อสารปรับ Mindset เชิงบวกต่องานบริการ และเทรนด์ธุรกิจด้านผู้สูงอายุ

ผู้ผ่านการพิจารณาจะได้เข้าอบรมที่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิทยาเขตอีอีซี สัตหีบ จ.ชลบุรี รับการสนับสนุนทุนค่าเล่าเรียนตลอดโครงการ (ค่าหอพัก น้ำ ไฟ ตลอดการเรียน 3 เดือน ค่าอาหารกลางวัน อาหารเบรก ตลอดช่วงเวลาเรียนในหลักสูตร ชุดปฏิบัติการบริบาลและเสื้อยูนิฟอร์ม ประกันอุบัติเหตุช่วงการเรียนและทัศนศึกษาดูงานในรพ.และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุชั้นนำ และสนับสนุนทุนเรียนบริบาลฟรี เรียนจบได้ทำงานทันทีในสถานพยาบาล CHERSERY HOME

รับสมัครตั้งแต่วันนี้-8 ตุลาคม 2565 รับผู้สนใจเรียนอายุ 18-45 ปี ไม่จำกัดเพศ วุฒิการศึกษา ม.6 หรือเทียบเท่า และ ปวช. ขึ้นไปสัญชาติไทย ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรม สุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคร้ายแรงและโรคติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-8551046, 02-8551720 Line ID :https://lin.ee/Bz3UyyJ

ฟอร์ดรับสมัครนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ ร่วมประกวดไอเดียรับมือสภาวะโลกรวน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675392

ฟอร์ดรับสมัครนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ  ร่วมประกวดไอเดียรับมือสภาวะโลกรวน

ฟอร์ดรับสมัครนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ ร่วมประกวดไอเดียรับมือสภาวะโลกรวน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ฟอร์ด ประเทศไทย และพันธมิตร สานต่อโครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2022 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จัดเวทีประกวดไอเดียการออกแบบสิ่งประดิษฐ์ ในหัวข้อ นวัตกรรมพลังบวกเพื่อรับมือสภาวะโลกรวน (Fighting Climate Change with Innovation for a Better World Challenge) ชิงทุนการศึกษาจำนวน 13 ทุน มูลค่ารวม 840,000 บาท

นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ดประเทศไทยและตลาดอาเซียน กล่าวว่า ปัญหาสภาวะโลกรวนมาเป็นโจทย์หลักของการประชันไอเดียในปีนี้ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมพลังบวกเพื่อรับมือกับสภาวะโลกรวน พร้อมให้เกิดการเชื่อมโยงกับชุมชนที่อยู่รอบตัว ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ทีมผู้เข้าแข่งขันได้นำไอเดียเหล่านั้นไปประยุกต์ให้เกิดขึ้นได้จริง เน้นย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ด ประเทศไทย ในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นนวัตกรรุ่นใหม่

“เยาวชนผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจะได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะทางความคิดพร้อมทั้งเสริมประสบการณ์ผ่านการอบรมออนไลน์อย่างเข้มข้นจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากฟอร์ดมาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงในการพัฒนาโครงงานที่จะนำเสนอในรอบตัดสิน นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญจากทีวีบูรพาที่จะนำเสนอเรื่องการสื่อสารนวัตกรรมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อีกด้วย ซึ่งหนึ่งในจุดเด่นของโครงการในปีนี้ คือ การจัดกิจกรรมสร้างนวัตกรรม หรือ Hackathon ที่เปิดโอกาสให้ทีมนักศึกษาที่เข้ารอบ 13 ทีมสุดท้าย ได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็น พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองในบรรยากาศที่เป็นกันเองก่อนเริ่มนำเสนอผลงานในรอบชิงชนะเลิศ” นางสาวกมลชนกกล่าว

โครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2022 จะมอบทุนการศึกษาแก่ผู้ชนะระดับอาชีวศึกษาในรอบสุดท้าย จำนวน 13 ทุน และทุนสนับสนุนการพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษา จำนวน 5 ทุน รวมทั้งสิ้น 840,000 บาท นักเรียนนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาที่สนใจ สามารถส่งผลงานได้ทั้งแบบเดี่ยวและแบบทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่อีเมลsasikun@tvburapha.com หรือโทร. 064-4299697 สนใจเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2565