อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลชนะเลิศวาดภาพศิลปะกราฟฟิตี้ ‘บิ๊กซี บิ๊กฮัก รักษ์สิ่งแวดล้อม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676396

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลชนะเลิศวาดภาพศิลปะกราฟฟิตี้ 'บิ๊กซี บิ๊กฮัก รักษ์สิ่งแวดล้อม'

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลชนะเลิศวาดภาพศิลปะกราฟฟิตี้ ‘บิ๊กซี บิ๊กฮัก รักษ์สิ่งแวดล้อม’

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.28 น.

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพศิลปะกราฟฟิตี้ “บิ๊กซี บิ๊กฮัก รักษ์สิ่งแวดล้อม” ณ บิ๊กซีอุบลราชธานี

นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า นักเรียน นักศึกษาสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้เข้าร่วมการประกวดวาดภาพศิลปะกราฟฟิตี้ “บิ๊กซี บิ๊กฮัก รักษ์สิ่งแวดล้อม” ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 180,000 บาท ณ บิ๊กซีอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2565

ผลปรากฏว่านักเรียน นักศึกษาสาขาวิชาวิจิตรศิลป์  สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้ รวมทั้งรางวัลอื่นๆ ดังนี้ 

1. รางวัลชนะเลิศ  นางสาวปวีณา โคตรคันทา นักเรียนระดับชั้น ปวช.3 ได้รับเงินรางวัล จำนวน 8,000 บาท

2. รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 นางสาวเพชรดา จินาพร นักเรียนระดับชั้น ปวช.2 ได้รับเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท

3. รางวัลชนะเลิศอันดับ 3 นายศักดิ์สิทธิ์  ใจหาญ นักเรียนระดับชั้น ปวช.3 ได้รับเงินรางวัล จำนวน 3,000 บาท

4. รางวัลชมเชย 1 นางสาวฐิติมากร  ศรจิตร นักเรียนระดับชั้น ปวช.3 ได้รับเงินรางวัล จำนวน 1,000 บาท

5. รองชมเชย 2 นายกัลญ์กุลณัช มะลิพันธ์ นักศึกษาระดับชั้น ปวส.2 ได้รับเงินรางวัล จำนวน 500 บาท

จึงนับเป็นความภาคภูมิใจที่นักเรียน นักเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สามารถนำความรู้และประสบการณ์มาพัฒนาตนเอง และเพิ่มศักยภาพสู่การประกวดจนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศ และรางวัลอื่นๆ ในครั้งนี้

‘ตรีนุช’สั่ง สอศ.สรุปแนวทางสร้าง‘อควาเรียม’ ชี้ต้องให้พื้นที่มีส่วนร่วมก่อนเสนอ ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676392

‘ตรีนุช’สั่ง สอศ.สรุปแนวทางสร้าง‘อควาเรียม’ ชี้ต้องให้พื้นที่มีส่วนร่วมก่อนเสนอ ครม.

‘ตรีนุช’สั่ง สอศ.สรุปแนวทางสร้าง‘อควาเรียม’ ชี้ต้องให้พื้นที่มีส่วนร่วมก่อนเสนอ ครม.

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.15 น.

‘ตรีนุช’สั่ง สอศ.สรุปแนวทางสร้าง‘อควาเรียม’ ชี้ต้องให้พื้นที่มีส่วนร่วมก่อนเสนอ ครม.

29 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการเดินหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรือ “อควาเรียม ทะเลสาบสงขลา” วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  ที่ถูกทิ้งร้างมานาน 14 ปี ว่า ที่ผ่านมานายสุภัทร จำปาทอง ปลัด  ศธ.​ได้จัดแนวทางขับเคลื่อนโครงการฯไว้ 6 แนวทาง คือ 1.ให้ดำเนินการสร้างอควาเรียมเหมือนเดิม 2.สร้างอควาเรียม แต่บูรณาการเทคโนโลยีเสมือนจริงเข้าไปด้วย 3. จัดทำเป็นศูนย์ศึกษาพันธ์พืช และป่าชายเลน

4.จัดทำเป็นศูนย์อบรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 5.โอนให้จังหวัดมาดำเนินการ เพื่อจัดแสดงสินค้า แสดงศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ และ 6.จัดทำเป็นศูนย์แสดงสินค้า และการท่องเที่ยวทางน้ำโดยสร้างท่าเรือเข้าไปด้วย  ตนจึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตั้งคณะกรรมการพิจารณา 6 แนวทาง ว่าแนวทางไหนจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

“เมื่อได้แนวทางที่ดีที่สุดแล้ว ต้องนำแนวทางให้พื้นที่ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และภาคประชาชน ร่วมพิจารณาว่าแนวทางที่ ศธ.เสนอนั้น ดีและเหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่ เนื่องจาก ศธ.ต้องการให้พื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมได้มากที่สุด เพราะต่อไปอควาเรียมจะเป็นทรัพย์สินที่พื้นที่จะได้เข้ามาบริหารจัดการ และ ศธ.มีหน้าที่เสนอแนวทางและทางเลือกที่ดีที่สุดให้พื้นที่พิจารณา” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการหรือไม่ มองว่าเรื่องดังกล่าวต้องคุยกับหลายภาคส่วน นอกจากจะหารือกับพื้นที่แล้ว ต้องนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาด้วย  เพราะอาจจะต้องเปลี่ยนหลักการและวัตถุประสงค์ในการจัดทำอควาเรียม อย่างไรก็ตาม ศธ.จะพยายามเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนเร็วที่สุด

‘ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวฯ-ม.กาฬสินธุ์’ ร่วมพัฒนาศักยภาพผ้าลายอัตลักษณ์ไดโนเสาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676387

'ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวฯ-ม.กาฬสินธุ์' ร่วมพัฒนาศักยภาพผ้าลายอัตลักษณ์ไดโนเสาร์

‘ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวฯ-ม.กาฬสินธุ์’ ร่วมพัฒนาศักยภาพผ้าลายอัตลักษณ์ไดโนเสาร์

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.45 น.

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก อำเภอสหัสขันธ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จัดอบรม “การพัฒนาลายผ้าอัตลักษณ์ไดโนเสาร์สหัสขันธ์” เพื่อผลิตสินค้ารองรับการเปิดเมืองท่องเที่ยวและช่วงไฮซีซั่น และงานประเพณีใหญ่ช่วงเทศกาลออกพรรษา

ที่ศาลาการเปรียญวัดไตรภูมิ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดการอบรม “พัฒนาลายผ้าอัตลักษณ์ไดโนเสาร์สหัสขันธ์” ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก อำเภอสหัสขันธ์ ที่ได้รับสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชุมชนทอผ้าในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ 4 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลนิคม ตำบลโนนน้ำเกลี้ยง ตำบลสหัสขันธ์ และตำบลโนนศิลา ผู้เข้ารับการอบรม 40 คนมี ผศ.โกศล เรือนแสน อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมศาสตร์ อาจารย์หอมหวน ตาสาโรจน์ และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นวิทยากรหลัก ซึ่งการอบรมครั้งนี้เน้นไปที่การออกแบบไดโนเสาร์เพื่อทอเป็นลวดลายในผืนผ้า ที่จะเริ่มต้นจากผ้าทอมือ ผ้าขาวม้า ผ้าพันคอ และลายขิตไดโนเสาร์

รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดี มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า งานหัตถกรรมทอผ้า เป็นอีกสินค้าหนึ่งที่จะสร้างเม็ดเงิน สร้างรายได้จากงานท่องเที่ยว ราคาที่จับต้องได้และนักท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ระยะยาว ซึ่งกลุ่มทอผ้าของอำเภอสหัสขันธ์ได้เริ่มต้นทำผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้าทอมือมานาน และมีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ โดยเพิ่มเติมอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้าไป โดยก่อนหน้านี้ได้มีการพัฒนาลายขิตไดโนเสาร์เพื่อประดับตกแต่งเสื้อให้สวยงาม ขิตไดโนเสาร์ เมื่อนำมาใช้เป็นลายในผ้าขาวม้ายิ่งทำให้เพิ่มเสน่ห์และบ่งบอกได้ว่าเป็นสินค้าของ “สหัสขันธ์” ดินแดนไดโนเสาร์ แต่อุปสรรคและปัญหาขณะนี้คือ กำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า จึงได้เพิ่มฐานการผลิตไปในชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่ แต่จำเป็นต้องควบคุมมาตรฐานการผลิต ด้วยเป็นสินค้าทอมือจะต้องใช้ความละเอียดสูงให้แต่ละกลุ่มมีสินค้าในมาตรฐานที่เทียบเท่ากันได้ โดยทางชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบทางการตลาดและงานประชาสัมพันธ์ มีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นพี่เลี้ยงในการผลิต เป็นการบูรณาการร่วมกันเป็นภาคีเครือข่าย

สำหรับพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ เป็นพื้นที่ที่จัดการท่องเที่ยวชุมชนแบบบูรณาการ เชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว โดยมีการจัดเส้นนำทางท่องเที่ยว บริการด้านอาหาร ที่พัก และอาหาร มีแพ็คเกจที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวชุมชน ที่เชื่อมโยงกันใน 8 ตำบล นอกจากนี้ยังมีจุดจำหน่ายสินค้าโอทอป ที่รวบรวมของดีอำเภอสหัสขันธ์ และของดีจาก 18 อำเภอ และในวันที่ 15 ตุลาคม 2565 เป็นวันกำหนดจัดงานประเพณีตักบาตรเทโวโรหะณะ สักการะพระประชาชนบาล ครั้งที่ 18 โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 50,000 คน – 003 

‘ตรีนุช’ปัดตอบปม’กนกวรรณ’จะประกาศลาออก ‘ส่วนปรับครม.หรือไม่ขึ้นอยู่กับ’บิ๊กป้อม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676381

'ตรีนุช'ปัดตอบปม'กนกวรรณ'จะประกาศลาออก 'ส่วนปรับครม.หรือไม่ขึ้นอยู่กับ'บิ๊กป้อม'

‘ตรีนุช’ปัดตอบปม’กนกวรรณ’จะประกาศลาออก ‘ส่วนปรับครม.หรือไม่ขึ้นอยู่กับ’บิ๊กป้อม’

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.21 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณี ศาลฎีกาได้มีคำสั่งคดีหมายเลขดำ ที่ คมจ.2/2565 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.​ ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (ชั้นรับคำร้อง) โดยศาลมีคำสั่งให้รับคำร้องของ ป.ป.ช. และให้นางกนกวรรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีการับคำร้องจนกว่าจะมีคำพิพากษานั้น ว่า ขณะนี้นางกนกวรรณ ยังไม่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) เพียงแต่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เแต่เพื่อไม่ให้งานสะดุด ตนจะรับงานในส่วนที่นางกนกวรรณรับผิดชอบ คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ มาดูแลก่อน 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ตนได้พูดคุยเป็นกับนางกนกวรรณบ้าง เพราะต้องคอยประสานงานและจะสามารถต่อยอดขับเคลื่อนงานได้ทันที ส่วนกระแสข่าวที่ว่านางกนกวรรณจะลาออกนั้น ตนยังไม่ได้รับรายงานและยังไม่ได้พูดคุยกับนางกนกวรรณในเรื่องนี้ ส่วนจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี จะพิจารณา

อาชีวะอุบลฯคว้า 4 ดาวศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาระดับภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676367

อาชีวะอุบลฯคว้า 4 ดาวศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาระดับภาค

อาชีวะอุบลฯคว้า 4 ดาวศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาระดับภาค

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.20 น.

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีคว้า 4 ดาวศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาระดับภาค เตรียมไปต่อคว้า 5 ดาวระดับชาติ

วันที่ 29 ส.ค.65 นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ได้มอบหมายภารกิจให้นางสาวธนิดา วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ นางสาวสุรีพร คืนดี หัวหน้างานศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา นางเจมณี ทะริยะ ครูที่ปรึกษาธุรกิจ และคณะทำงานผู้เกี่ยวข้อง นำนักเรียน นักศึกษา เจ้าของธุรกิจ PROUD SHAMPOO เข้ารับการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ระดับภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2565 (รอบการประเมินปีการศึกษา 2564) โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดแบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 กลุ่ม 

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เข้าร่วมการแข่งขันในกลุ่มที่ 4 ระดับภาคประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโธร จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยเทคนิคยโสธร จังหวัดยโสธร เพื่อคัดเลือกตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 3 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันในระดับชาติ ต่อไป 

ผลการประเมินดังกล่าว ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประกาศผลการประเมิน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมาปรากฏว่า ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้ผ่านการประเมินในระดับ 4 ดาว ด้วยคะแนนรวม 91.67 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน มีผลการประเมินอยู่ในลำดับที่ 3 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มที่ 4 ที่มีสถานศึกษาที่เข้าร่วมการประเมินทั้งหมดในปีนี้ จำนวน 23 แห่งทำให้ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นตัวแทนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมการแข่งขันต่อไปในระดับชาติ ร่วมกับ วิทยาลัยเทคนิคตระการพืชผล มีคะแนนเป็นลำดับ 1 ด้วยคะแนน 92.78 คะแนน และวิทยาลัยเทคนิคเขมราฐ มีคะแนนเป็นลำดับที่ 2 ด้วยคะแนน 91.67 คะแนน ซึ่งคะแนนเท่ากันกับ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี 

สำหรับธุรกิจ PROUD SHAMPOO ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ PROUD SHAMPOO ที่ส่วนมีผสมหลักจากเกลือดำ มีคุณสมบัติช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ไม่แตกปลาย ไม่ขาดหลุดร่วง นุ่มสลวย เงางามและขจัดรังแคได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดจำหน่ายให้กับบุคคลทั่วไป และกลุ่มลูกค้าที่เข้าพักที่โรงแรมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี “โรงแรม R Chee Wa Hotel @ อาชีวะอุบล” และโรงแรมในจังหวัดอุบลราชธานี ด้วยราคาย่อมเยา พร้อมขยายผลสู่ร้านค้าในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่อื่นๆ ทำให้นักเรียน นักศึกษา มีรายได้ระหว่างเรียน “รู้จริง ทำได้ เข้าใจชีวิต” ตอบโจทย์การเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพในอนาคต

‘เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ กสม.’ จัดงาน‘สมัชชาสิทธิมนุษยชน’1-2กันยาฯนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676283

‘เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ กสม.’  จัดงาน‘สมัชชาสิทธิมนุษยชน’1-2กันยาฯนี้

‘เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ กสม.’ จัดงาน‘สมัชชาสิทธิมนุษยชน’1-2กันยาฯนี้

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กำหนดจัดงาน “สมัชชาสิทธิมนุษยชน : เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ กสม.” ขึ้น ระหว่างวันที่ 1-2 ก.ย. 2565 ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและการกำหนดนโยบายร่วมกันเพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติ

โดยการจัดงานครั้งนี้ จะมีการขับเคลื่อน5 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ 1.กระบวนการยุติธรรมทางอาญา 2.สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม 3.สถานะบุคคล 4.สถานการณ์โรคโควิด-19 กับกลุ่มเปราะบาง และ 5.ความหลากหลายทางเพศ ซึ่งในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ กสม. เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ กสม. ได้ระดมความเห็นและนำเสนอสภาพปัญหาใน 2 ประเด็นย่อยได้แก่ สถานการณ์โรคโควิด-19 กับกลุ่มเปราะบาง และความหลากหลายทางเพศ

“ในเบื้องต้นยังมีความท้าทายในแง่การเข้าถึงสวัสดิการและการเยียวยาโดยรัฐ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่น่าห่วงใย เช่น เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ คนไร้บ้าน ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ ส่วนประเด็นความหลากหลายทางเพศ ก็ยังมีข้อท้าทายในเรื่องการรับรองสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศตามกฎหมาย” น.ส.ปิติกาญจน์ ระบุ

นอกจากสองประเด็นดังกล่าวแล้ว กสม. ยังได้รวบรวมข้อท้าทายเบื้องต้นร่วมกับภาคีเครือข่ายในประเด็นสำคัญอีก 3 ประเด็น ได้แก่ 1.กระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีการติดตามสถานการณ์สำคัญ ได้แก่ 1.1 การป้องกันและปราบปรามการทรมาน จากสถิติเรื่องร้องเรียนระหว่างปี 2554-2565 พบว่ามีการร้องเรียนกรณีการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายจากการซ้อมทรมานและทำร้ายร่างกายระหว่างถูกควบคุมตัวจำนวน 115 เรื่อง

แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวดำรงอยู่มายาวนานและไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลาย แม้ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) แล้วตั้งแต่ปี 2550 แต่ก็ยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่ว่าด้วยเรื่องการทรมานอยู่ในระบบกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2565 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. ตามที่วุฒิสภาส่งร่างแก้ไขกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้ว

ซึ่งจากความคืบหน้าดังกล่าว กสม. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เท่ากับว่ากฎหมายดังกล่าวจะได้ออกมาบังคับใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชนในเร็ววัน 1.2 การบริหารจัดการทะเบียนประวัติอาชญากร พบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน เช่น เสรีภาพในการประกอบอาชีพ กรณีหน่วยงานปฏิเสธไม่รับเข้าทำงาน หรือกรณีนายจ้างนำประวัติอาชญากรของผู้ร้องที่เคยถูกดำเนินคดีอาญาในขณะที่ยังเป็นเยาวชนและพ้นโทษแล้ว มาประกอบการพิจารณาและปฏิเสธการเข้าทำงาน

หรือปัญหาบุคคลผู้ได้รับประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทิน แต่ยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่ง กสม. เคยมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการคัดแยกทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้พ้นผิดให้กลับคืนสู่สังคมแล้ว 2.ประเด็นสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดจากกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับ ที่ยังไม่ยอมรับสิทธิชุมชนและสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการเพิกถอนสิทธิของชุมชนในการจัดการป่าที่เคยมีอยู่เดิม

ขณะที่นโยบายการพัฒนาของรัฐยังมุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติไม่ยั่งยืนและไม่เป็นธรรม สร้างภาระ ผลกระทบทางนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแก่ชุมชนท้องถิ่นที่ต้องเผชิญปัญหาการถูกแย่งชิงทรัพยากร และเกิดกรณีการฟ้องคดีไล่รื้อที่อาศัยประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ที่ดินและทรัพยากรตามประเพณีด้วย

และ 3.ประเด็นสถานะบุคคล ยังพบอุปสรรคในกระบวนการให้สถานะจากทั้งตัวผู้ยื่นคำขอสัญชาติและสถานะบุคคล รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการยื่นคำขอที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบและหนังสือสั่งการหลายฉบับ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักทะเบียนอำเภอและจังหวัดก็มีจำนวนไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหา บางคนมีทัศนคติเชิงลบต่อบุคคลไร้สัญชาติ และยังคงมีรายงานการทุจริตอันเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสัญชาติด้วย

นอกจากนี้ ยังพบอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นซึ่งแม้ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 เพื่อพิสูจน์และรับรองคนไทยพลัดถิ่นมาแล้ว 10 ปี แต่การแก้ไขปัญหาพิสูจน์รับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นยังมีความล่าช้าส่งผลให้ผู้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานได้

สำหรับงานสมัชชาสิทธิมนุษยชนระดับชาติ ภาคีเครือข่ายจะได้นำเสนอข้อมติทั้ง 5 ประเด็นสิทธิมนุษยชนสำคัญที่ได้ร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ปัญหาพร้อมแนวทางแก้ไข พร้อมกันนี้จะมีการประกาศเจตนารมณ์รวมพลังขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกัน ซึ่งผู้ที่สนใจยังสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดประเด็นการพูดคุยและสาระในงานได้ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ได้อีกช่องทาง!!!

‘กรมอุทยานแห่งชาติฯ’ซ้อมกู้ภัย สร้างความอุ่นใจแก่‘นักท่องเที่ยว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676282

‘กรมอุทยานแห่งชาติฯ’ซ้อมกู้ภัย  สร้างความอุ่นใจแก่‘นักท่องเที่ยว’

‘กรมอุทยานแห่งชาติฯ’ซ้อมกู้ภัย สร้างความอุ่นใจแก่‘นักท่องเที่ยว’

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ขึ้นชื่อว่า “ภัยพิบัติ” ที่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด หลายครั้งกลายเป็น “โศกนาฏกรรม” เมื่อภัยพิบัติได้คร่าชีวิตบุคคลอันเป็นที่รัก และแม้ภัยพิบัติโดยเฉพาะ “ภัยธรรมชาติ” เป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาได้ว่าจะเกิดเมื่อใด แต่ “การเตรียมรับมือ” ก็ย่อมช่วยลดระดับความเสียหาย “ผ่อนหนักให้เป็นเบา” ลดความสูญเสียลงได้ซึ่ง “แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ”ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยง หนึ่งในหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงต้องซักซ้อม “ปฏิบัติการกู้ภัย” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เกิดความชำนาญ

นายสุธีรพันธ์ สวัสดิ์กุลดิลก ผู้อำนวยการส่วนกู้ภัยอุทยานแห่งชาติ สำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ มีการดำเนินการด้านความปลอดภัยในอุทยานแห่งชาติ และวนอุทยาน มาอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนกู้ภัยอุทยานแห่งชาติ สำนักอุทยานแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบดำเนินการซึ่งภารกิจหลักที่ได้ดำเนินการ ประกอบด้วย 1.การพัฒนาและทบทวนความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 2.การพัฒนาและจัดหาเครื่องมือ/อุปกรณ์ให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ

และ 3.การกำหนดแนวทาง/มาตรการด้านความปลอดภัย ให้อุทยานแห่งชาติ และวนอุทยาน นำไปปฏิบัติ เพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันภัย ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามภารกิจมีประสิทธิภาพ ส่วนกู้ภัยอุทยานแห่งชาติ มีศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติกระจายอยู่ตามภูมิภาค จำนวน 7 ศูนย์ ใน 7 จังหวัด คือ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา ตราด กาญจนบุรี ภูเก็ตและสตูล ดำเนินการฝึกอบรมการกู้ชีพกู้ภัยและแผนเผชิญเหตุมาตั้งแต่ปี 2561 โดยร่วมกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

“มี 7 ศูนย์ดูแลนักท่องเที่ยวใน 155 อุทยานแห่งชาติและ 15 อุทยานฯ เตรียมการ มีรถพยาบาล 155 คัน ใน 155อุทยานฯ มีเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการฝึกฝนช่วยเหลือชีวิต ดังนั้น ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมั่นใจในความปลอดภัยและสวัสดิภาพเมื่อมาท่องเที่ยวอุทยานฯ และขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสธรรมชาติในอุทยานฯ โดยในฤดูกาลท่องเที่ยวทางทะเลจะเริ่มในวันที่ 15 พ.ย.นี้เป็นต้นไป ส่วนทางบก กรมอุทยานฯได้เตรียมความพร้อมตลอดทั้งปี” นายสุธีรพันธ์ กล่าว

ด้าน น.ส.ชลกร ช่วยเชื้อสาย หัวหน้าศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติ ที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า ศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติ ทั้ง 7 ศูนย์ มีหน้าที่ประสานการปฏิบัติงานกับชุดกู้ภัยประจำอุทยานแห่งชาติ ดำเนินการฝึกซ้อมการกู้ชีพ กู้ภัย ให้คำแนะนำเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ที่อุทยานแห่งชาติได้รับการสนับสนุนจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ เช่น รถกระบะกู้ชีพฉุกเฉินขับเคลื่อน 4 ล้อ และให้คำแนะนำในการฝึกซ้อมตามแผนเผชิญเหตุของอุทยานแห่งชาติจำนวน 155 แห่ง

เพื่อให้เกิดทักษะและเข้าใจขั้นตอนในการปฏิบัติงานรองรับหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เทศกาลวันหยุดยาว
ทั้งนี้ ศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติจะร่วมกับอุทยานแห่งชาติจัดตั้งศูนย์ให้บริการ ดูแล อำนวยความสะดวก ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชน ทั้งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและพื้นที่ใกล้เคียง หรือในช่วงเกิดภัยธรรมชาติ อุทกภัย ต้นไม้ล้มขวางเส้นทางสัญจร เจ้าหน้าที่จะเข้าให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก อพยพคน นำอาหาร และเครื่องยังชีพไปส่งตามบ้านที่ประสบภัย

“สำหรับศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ที่รับผิดชอบนั้น มีอุทยานแห่งชาติในความรับผิดชอบ จำนวน34 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ผ่านมาจึงมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุในลักษณะการบาดเจ็บที่เกิดจากการหลงป่า การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ/ผู้เสียชีวิต ออกจากพื้นที่ป่า ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงสามารถมั่นใจได้ว่า เมื่อท่านมาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ท่านจะได้รับการบริการด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี หากเกิดกรณีได้รับบาดเจ็บท่านจะได้รับการช่วยเหลือดูแลเบื้องต้นตามมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็วรวมถึงการส่งต่อโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที” น.ส.ชลกร กล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้สาธิตการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุทั้งทางบกและทางน้ำ สาธิตการโรยตัว การปฐมพยาบาล การทำ CPR การประสานและส่งต่อผู้ป่วย เป็นต้น ต่อคณะสื่อมวลชน ที่ร่วมลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบขาน จ.เชียงใหม่ ด้วย อนึ่ง สถานการณ์ปัจจุบันที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงดังนั้น “การบริหารจัดการภัยพิบัติ” มักจะมีปัญหามากมายโดยเฉพาะเรื่องของการทำงานซ้ำซ้อน

จึงควรมีการจัดการสื่อภัยพิบัติ ในภาวะวิกฤต ควรมีตัวกลางที่จะคอยสื่อสารผ่านสื่อสู่ประชาชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเตรียมตัวเฝ้าระวังได้ทันก่อนจะเกิดเหตุการณ์สูญเสีย!!!

บทบาท‘อว.’ขับเคลื่อนไทย หนุน‘วิจัย’ตอบโจทย์‘เศรษฐกิจ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676280

บทบาท‘อว.’ขับเคลื่อนไทย  หนุน‘วิจัย’ตอบโจทย์‘เศรษฐกิจ’

บทบาท‘อว.’ขับเคลื่อนไทย หนุน‘วิจัย’ตอบโจทย์‘เศรษฐกิจ’

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการบรรยายของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในช่วงเสวนา หัวข้อ “อนาคตประเทศไทย Thailand Growth” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลอง “ปฐมฤกษ์สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย” โดยสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย ณ ห้องประชุมชั้น 4 รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ

ประเทศไทยนั้นมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ในลำดับ 20 ต้นๆ จากทั้งหมดประมาณ 200 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกันไทยยังเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อันเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นรองเพียง 3 ชาติอย่าง สหรัฐอเมริกา จีนและญี่ปุ่น ตามลำดับ “ปัจจุบันไทยจัดเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ไม่ใช่ประเทศยากจนล้าหลังแบบที่บางคนเข้าใจกัน” และอีก 15 ปีข้างหน้า ก็มีแนวโน้มจะขึ้นไปเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ตามแผนยุทธศาสตร์ที่หลายฝ่ายสร้างขึ้นมา

“ผมเกิดปี 2497 ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ยากจนและเป็นประเทศไทยที่ไม่มีใครรู้จัก ไปไหนบอกว่ามาจากไทยแลนด์เขาก็จะต้องถามต่อว่าไต้หวันหรือ? เขาไม่รู้จักประเทศไทยจริงๆ แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่คนรู้จักทั้งโลก National Reputation (ชื่อเสียงระดับชาติ) ประเทศไทยเรา แม้คนไทยเราจะมองประเทศไม่ค่อยขึ้น แต่ทั่วโลกเขาให้คะแนนโหวตด้วยการมาเที่ยวเมืองไทย

ผมไปอิหร่าน ไปซีเรีย ไปจอร์แดน ซึ่งล้วนแต่เป็นบริเวณที่คนไทยรู้จักน้อยมาก ไปถึงประเทศเหล่านั้น คนเหล่านั้นก็จะต้องมาถามผมทันทีว่ามาจากประเทศไทยหรือ? เขาดีใจที่มาพบคนไทย เขาเคยมาเที่ยวเมืองไทย 2 ครั้ง 3 ครั้ง รู้จักพัทยา รู้จักเชียงใหม่ รู้จักกรุงเทพฯ แน่ๆ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นสถานภาพของประเทศ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าว

ประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ร้อยละ 1.1-1.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศ และหากวันใดที่ขึ้นไปถึงร้อยละ 2 ของ GDP ก็จะเทียบเท่ากับงบด้านดังกล่าวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งหากย้อนไปประมาณ 8 ปีก่อน งบประมาณ R&D ของไทย อยู่ที่เพียงร้อยละ 0.3-0.4 ของ GDP เท่านั้น และหากยังไปในทิศทางนี้ คาดว่าอีก 8 ปีข้างหน้า คงขึ้นไปถึงร้อยละ 2 ของ GDP ได้

ความน่าสนใจคือ “สัดส่วนงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาของไทย ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน” โดยสัดส่วนอยู่ที่เอกชน ร้อยละ 80และภาครัฐอีกร้อยละ 20 ดังนั้นหมายความว่า “แม้ประเทศไทยยังไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ธุรกิจในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยมีลักษณะเหมือนกับธุรกิจในประเทศพัฒนาแล้ว” ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวง อว. มีความตกลงร่วมมือกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ใน 4 เรื่องประกอบด้วย 1.เนื้อสัตว์เทียม 2.อายุวัฒนะ 3.ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ และ 4.เกษตรแม่นยำ

“นักวิทยาศาสตร์เก่งจากด้าน Supply (การจัดหา) มา เก่งจากด้านวิชาการมา แต่ว่าในสมัยนี้วิทยาศาสตร์มันต้องไปเจอกับด้าน Demand (ความต้องการ) เราไม่ควรที่จะทำวิทยาศาสตร์เพื่อความเจริญของวิทยาศาสตร์เท่านั้น เราจะทำอย่างให้วิทยาศาสตร์ไปรับใช้ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจใหญ่ กลาง เล็ก ตอนนี้ 4 เรื่องนี้ CP จะทำวิจัยร่วมกับเรา”ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ระบุ

นอกจากการสนับสนุนเศรษฐกิจที่มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานแล้ว กระทรวงอว. ยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ “ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งในช่วง 2 ปี ล่าสุด อว. ส่งเสริมการทำวิจัยเรื่อง “สุวรรณภูมิ” ว่าด้วยดินแดนที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศไทย มีประวัติศาสตร์อารยธรรมย้อนไปได้ 2,500-3,000 ปี โดยพบหลักฐานเป็นงานศิลปหัตถกรรมถูกส่งออกไปยังจีนและอินเดีย รวมถึงยังพบเหรียญจากอาณาจักรโรมัน

ซึ่งการวิจัยเรื่องสุวรรณภูมิอย่างต่อเนื่องจะเสริมศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทยจาก 700 ปี ให้ย้อนกลับไปได้อีกเป็นหลักพันปี เคียงคู่กับอารยธรรมเก่าแก่อื่นๆ ของโลก เช่น กรีก โรมัน เปอร์เซีย โดยคาดว่าจะได้เห็นผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ในเร็วๆ นี้ อนึ่ง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ที่ออกมา ทำให้ อว. มีเครื่องมือมากมายในการทำงาน และทำให้เกิดการปฏิรูปได้เกือบทั้งหมด

“เวลานี้ที่กระทรวง อว. มีหลักสูตรอะไร อยากทำหลักสูตรอะไรแล้วมันติดขัดกับกฎระเบียบอะไรที่เคยมี ทำเรื่องมาถึงผมผมยกเว้นให้ได้หมด เพราะฉะนั้นต่อไปนี้จะมาบ่นว่ากระทรวงเขาช้า กระทรวงไม่ให้ทำอะไร จะพูดอย่างนี้ไม่ได้แล้ว ไปคิดมาเลยหลักสูตร เรียน 2 ปีก็ได้ 3 ปีก็ได้ จะเรียน 5 ปีก็ได้ขอให้มีเหตุผล เรายินดีทำให้ทั้งนั้น นี่ก็เป็น อว. ที่ใช้เวลา 3 ปี มาจนถึงขนาดนี้ได้” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวในตอนท้าย

Jaspal awards scholarships to fashion design students from 5 universities through Jaspal Scholarship Program

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/pr-news/education/40019559


Incubating next-generation designers with Thailand’s first comprehensive support of scholarship and mentorship program

Jaspal awards scholarships to fashion design students from 5 universities  through Jaspal Scholarship Program

Bangkok, August 30, 2022 — Jaspal Co., Ltd. recently held its Scholarship Award Ceremony to grant scholarships to 6 fashion design students from leading universities through its “Jaspal Scholarship Program”. The program provided each student with a tuition fee of 200,000 Baht, which amounted to a total of 1,200,000 Baht, and a one-year internship with professional designers of popular brands in the Jaspal Group, under its “Jaspal Designer Mentorship Program.”

The program aims to give young designers a chance to shine through its full support consisting of financial funds for their institutional education and the opportunity to work closely with professional designers. The scholarship is designed to help promising students build successful careers. Thailand’s first young designer incubation project, the program set a new standard for the Thai fashion design industry, giving aspiring fashion designers a career boost while creating a strong network of support to drive sustainable growth for the Thai fashion industry. 

The program offered a one-year scholarship and an internship program with Jaspal designers to the following six students: 
1.    Soythida Sudaruk, College of Design – Fashion Design, Rangsit University 
2.    Nutnicha Thamwarin, Faculty of Decorative Arts – Fashion Design, Silpakorn University 
3.    Prapaporn Titisottiku, Faculty of Decorative Arts – Fashion Design, Silpakorn University 
4.    Nontapat Seesorossakul, Faculty of Fine and Applied Arts – Fashion and Textile, Chulalongkorn University 
5.    Hathaichat Ongkasing, Faculty of Fine and Applied Arts — Textile and Fashion Design, Thammasat University 
6.    Settawud Boonlap, School of Fine and Applied Arts – Fashion Design, Bangkok University
 

Mr. Visith Singhsachathet, CEO, Jaspal Co., Ltd.Mr. Visith Singhsachathet, CEO, Jaspal Co., Ltd.

Mr. Visith Singhsachathet, CEO, Jaspal Co., Ltd., said “Jaspal has been a driving force for the Thai fashion industry for over 75 years. We are committed to creating fashion brands that support every lifestyle and bringing our customers joy through fashion. At Jaspal, we believe in the creative power of young people, who bring fresh ideas to the table. We will continue to do our part to give young designers a creative boost through various projects. This is why we initiated our first Jaspal Scholarship Program this year. I truly believe the program will offer the students’ new skills and real-life experience. I hope that the knowledge gained during the internship with Jaspal will be valuable to the future design careers, contributing to the sustainable future of the Thai fashion industry.”

During the ceremony, one of the Jaspal Scholarship Program winners Miss Hathaichat Ongkasing, a student at the Faculty of Fine and Applied Arts — Textile and Fashion Design, Thammasat University, said “I feel proud and honored to be granted the scholarship from Jaspal. It is very exciting to earn a chance to work with top designers from a recognized fashion company. I look forward to learning how to successfully build a fashion brand and create a collection with a team of design professionals.”
Mr. Settawud Boonlap, a student at the School of Fine and Applied Arts – Fashion Design, Bangkok University, expressed his gratitude to the Thai fashion giant for initiating Thailand’s first full support program for fashion design students. “I would like to extend my thanks to Jaspal for building a supportive platform that allows fashion design students to reach their true potential. Jaspal Scholarship Program paves the way for young designers to build a career. I hope for more programs like this in the future.”
 
Mr. Khevin Singhsachathet, Brand Director, Jaspal Co., Ltd.  and Initiator of the Jaspal Scholarship ProgramMr. Khevin Singhsachathet, Brand Director, Jaspal Co., Ltd. and Initiator of the Jaspal Scholarship Program

Mr. Khevin Singhsachathet, Brand Director, Jaspal Co., Ltd. and the initiator of the Jaspal Scholarship Program, said “We truly admire the determination and talent of our students who joined our program. We believe they have what it takes to become great future designers. The Jaspal Scholarship Program was designed to prepare young designers to apply what they learned from classes to real-life work in the fashion industry. Apart from the scholarship, we also offer a one-year mentorship program upon graduation. During this period, the fresh graduates will be mentored by Jaspal’s group designers and gain hands-on experience in the fashion field, from creating a mood board to building a collection. This will allow them to thoroughly understand the elements of working in the fashion business and work their way toward becoming a driving force in the fashion community.”
 

Published : August 31, 2022

By : THE NATION

กยศ.กางตัวเลขปี65 นศ.ขอกู้แล้วกว่า 5.9 แสนราย อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.4 ล้านราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676046

กยศ.กางตัวเลขปี65 นศ.ขอกู้แล้วกว่า 5.9 แสนราย อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.4 ล้านราย

กยศ.กางตัวเลขปี65 นศ.ขอกู้แล้วกว่า 5.9 แสนราย อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.4 ล้านราย

วันเสาร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 08.54 น.

กยศ.กางตัวเลขปี65 นศ.ขอกู้แล้วกว่า 5.9 แสนราย อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.4 ล้านราย

27 สิงหาคม 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษาของคนไทยทุกคน รวมถึงพัฒนาสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนได้อยู่ในระบบการศึกษา กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  เป็นอีกหน่วยงานสำคัญของรัฐที่ทำหน้าที่ให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา โดยปีการศึกษา 2565 กองทุนฯ ได้เตรียมเงินงบประมาณให้กู้ยืมจำนวน 38,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษา จำนวนกว่า 600,000 คน จากรายงานของ กยศ.พบว่า มีผู้ยื่นกู้แล้ว 590,796 คน รวมวงเงินให้กู้กว่า 27,881 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 65)

ทั้งนี้ งบประมาณที่ให้กู้ยืมไม่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน แต่ใช้เงินกองทุนที่ลูกหนี้ใช้คืนหนี้ จึงเสมือนกับเป็นเงินที่รุ่นพี่ส่งมอบโอกาสแก่รุ่นน้อง โดยกองทุนมีเงินหมุนเวียนจากการชำระคืนกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้กองทุนมีเงินให้นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อๆไป โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างชำระหนี้จำนวน 3,458,429 ราย แบ่งเป็น ยอดหนี้คงเหลือจำนวน 337,857 ล้านบาท อยู่ในช่วงปลอดหนี้ 1,056,958 ราย ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 1,633,702 ราย และ เสียชีวิตทุพพลภาพ 68,369 ราย และ กยศ. จะยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการต่างๆเพื่อให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามศักยภาพ ไม่ต้องแบกภาระดอกเบี้ยปรับ

“สำหรับนักเรียน นักศึกษาสามารถยื่นกู้ยืมและทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยแอปพลิเคชัน “กยศ.Connect” และสามารถทำสัญญาเงินกู้ยืมได้โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันอีกด้วย ทั้งนี้ การอุดหนุนงบประมาณเป็นไปตามความต้องการและความจำเป็นของผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในแต่ละปี ย้ำ กยศ.จะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัว คนที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคน โดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา” นางสาวรัชดา กล่าว