‘APAC Trusted Media Summit ครั้งที่ 5’ รวมพลคนสู้ภัย‘ข่าวปลอม’20-21กันยายนนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676753

‘APAC Trusted Media Summit ครั้งที่ 5’  รวมพลคนสู้ภัย‘ข่าวปลอม’20-21กันยายนนี้

‘APAC Trusted Media Summit ครั้งที่ 5’ รวมพลคนสู้ภัย‘ข่าวปลอม’20-21กันยายนนี้

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ Google News Initiative (GNI) เตรียมร่วมจัดงาน “APAC Trusted Media Summit” ในวันที่ 21 ก.ย. 2565 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานชื่อเดียวกันในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 ก.ย. 2565 ซึ่งมีภาคีร่วมจัด ประกอบด้วย โคแฟค (ไทย), AJI (อินโดนีเซีย), data LEADS (อินเดีย), FactCheck Initiative Japan (ญี่ปุ่น) และ Taiwan FactCheck Center (ไต้หวัน) เป็นการรวมตัวกันของนักข่าว
ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง นักวิชาการนักวิจัย นักเคลื่อนไหว ตลอดจนผู้กำหนดนโยบายที่ต่อสู้กับข้อมูลเท็จ

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย จะมีการหยิบยก 3 ประเด็นใหญ่ในรอบปีที่ผ่านมาขึ้นมานำเสนอ ประกอบด้วย 1.ความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสำคัญ ตั้งแต่มะนาวโซดารักษาโรค วัคซีนโควิด-19 กัญชา เป็นต้น ซึ่งข้อมูลจากเว็บไซต์ cofact.org พบการสอบถามหรือส่งต่อประเด็นน่าสงสัยเรื่องสุขภาพเข้ามามากที่สุด 2.อาชญากรรมไซเบอร์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ SMS หลอกโอนเงิน และ 3.การบิดเบือนข้อมูลเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งตัดสินได้ยากเพราะความจริงมีหลายชุด

นายธนภณ เรามานะชัย Thailand Teaching Fellow, Google News Lab กล่าวว่า งาน Trusted Media Summit จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2561 และจัดต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2565 นี้ เป็นครั้งที่ 5 แล้ว ซึ่งครั้งนี้จะมีหลายหัวข้อน่าสนใจ ได้แก่ 1.Big
Narrative การใช้ข้อมูลข่าวสารเชิงมวลชน 2.Pre-Bunking ป้องกันข้อมูลบิดเบือนแต่แรกดีกว่ามาตามแก้ไขหักล้าง (Debunk) ภายหลัง 3.Polarization ความแตกต่างทางความคิด-ความเชื่อ เช่น การเมือง 4.Role of Technology บทบาทของเทคโนโลยีกับปัญหาข้อมูลบิดเบือน

5.Trust ความไว้วางใจการทำงานของสื่อ 6.Rise of Micro-Influencer บุคคลที่ผู้คนให้ความเชื่อถือทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (เช่น อินฟลูเอนเซอร์, ผู้นำชุมชน) ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แต่ก็มีความเสี่ยงในการเผยแพร่ข่าวปลอมโดยเฉพาะในพื้นที่ปิด 7.Collaboration การทำงานร่วมกัน และ 8.Who is a Fact-Checker? บทบาทขององค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสาร

สำหรับเป้าหมายของการจัดงาน APAC Trusted Media คือมุ่งหวังให้เกิดการสร้างเครือข่าย รวมทั้งแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง การพิสูจน์ความจริงการรู้เท่าทันสื่อ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามและติดตามความคืบหน้าของงานครั้งนี้ ได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ“Cofact โคแฟค”

ยันให้ความเป็นธรรมทั้งครู-นร.หลังเด็กถูกลงโทษให้ลุกนั่งจนกลายเป็นแผลติดเชื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676759

ยันให้ความเป็นธรรมทั้งครู-นร.หลังเด็กถูกลงโทษให้ลุกนั่งจนกลายเป็นแผลติดเชื้อ

ยันให้ความเป็นธรรมทั้งครู-นร.หลังเด็กถูกลงโทษให้ลุกนั่งจนกลายเป็นแผลติดเชื้อ

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.50 น.

ผอ.สพม.กาญจนบุรีพร้อมให้ความเป็นธรรมทั้งครูสาวและเด็กนักเรียน หลังเด็กนักเรียนถูกลงโทษให้ลุก-นั่ง 200 ครั้งฐานไม่ยอมเข้าเรียน จนกลายเป็นแผลติดเชื้อ 

จากกรณีครูสาวคนหนึ่งสั่งลงโทษนายเอ นามสมมุติ อายุ 15 ปีนักเรียนชั้น ม.3 ของโรงเรียนระดับชั้นมัธยมตั้งอยู่ในท้องที่ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี โดยให้นักเรียนคนดังกล่าวยืนและนั่ง 200 ครั้ง เนื่องจากนายเอ ไม่เข้าเรียนในวิชาที่ครูคนดังกล่าวสอน ต่อมานายเอ มีอาการตึงที่ขาหนีบทั้งสองข้าง สุดท้ายขาหนีบด้านซ้ายกลายเป็นแผลติดเชื้ออย่างรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด

โดยครูสาวที่สั่งลงโทษได้รับผิดชอบพาไปหาหมอและออกค่าใช้จ่ายในการรักษาแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ทำให้ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนต้องหยุดงานเพื่อคอยดูแลลูกชายนายถึง 2 เดือน ทำให้ผู้ปกครองของเด็กขาดรายได้และไม่พอใจครูเป็นอย่างมาก จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อครูสาวคนดังกล่าวที่ สภ.เลาขวัญ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา  

ล่าสุดวันที่ 30 ส.ค.65 ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี นายอนันต์ศักดิ์ ภูผลผัน ผู้อำนวยการ สพม.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทาง ผอ.โรงเรียนได้โทรศัพท์มาแจ้งให้ตนทราบตั้งแต่ต้นแล้วเบื้องต้นตนได้มอบหมายให้ รอง ผอ.เขต สพม.กาญจนบุรี เดินทางลงพื้นที่เพื่อไปเยี่ยมอาการของนักเรียนว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งท่านตรีนุช เทียนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้ง ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีนโยบายให้โรงเรียนต้องมีความปลอดภัย โดยให้นักเรียนมาเรียนอย่างปลอดภัยและมีความสุข

เบื้องต้นตนได้สั่งการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งคณะกรรมขึ้นมาเพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่ากรณีนี้นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียนได้รายงามาให้ทราบ และตนก็ได้รายงานให้ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบแล้ว

สำหรับขั้นตอนการลงโทษคุณครูนั้นทาง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และ ดร.อัมพร พินะสา ได้สั่งกำชับมาให้ลงโทษไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนได้กำชับผู้อำนวยการโรงเรียนไปแล้วว่าให้ดำเนินการไปตามระเบียบดังกล่าว สำหรับการที่ครูสั่งลงโทษนักเรียนด้วยการให้ลุกนั่งนั้นจะต้องเข้าใจว่าระเบียบของกระทรวงศึกษาที่ออกมานั้น มันเป็นเหมือนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางโรงเรียนจะต้องไปทำร่วมกับสภานักเรียน ร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษา แล้วออกมาเป็นระเบียบการลงโทษของนักเรียนแต่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบใหญ่คือระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ

นายอนันต์ศักดิ์ ภูผลผัน ผู้อำนวยการ สพม.กาญจนบุรี กล่าวว่า การที่ครูสั่งลงโทษให้นักเรียนลุกนั่นนั้นสามารถทำได้ แต่จะต้องให้สมควรแก่เหตุ การสั่งให้เด็กลุกนั่งก็เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ที่ต้องการให้มีความแข็งแรงในสนมรรถภาพทางกาย ซึ่งสามารถทำได้หากทางโรงเรียนเป็นผู้กำหนดขึ้นมา แต่ข้อกำหนดนั้นจะต้องผ่านคณะกรรมการสถานศึกษาก่อนแล้วจึงนำมาบังคับใช้ หากการลงโทษไม่อยู่ในระเบียบจึงถือว่าทำไม่ถูกต้อง

ในส่วนของการเยียวยานั้นต้องขอเรียนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องแยกกันออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือจะต้องดำเนินการทางด้านวินัย ส่วนที่สองคือการเยียวยาเกี่ยวกับค่าเสียหายนั้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ปกครองของเด็กนักเรียนกับคุณครูผู้สั่งลงโทษให้ลุกนั่งที่จะต้องไปตกลงกัน ซึ่งทาง สพม.กาญจนบุรีและทางผู้อำนวยการโรงเรียนคงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่สามารถเข้าไปเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยได้ และจะไปตัดสินไม่ได้ว่าความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายนั้นอยู่ตรงไหน แต่การดำเนินการทางด้านวินัยนั้นขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งอำนาจตรงนี้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการโรงเรียนที่จะต้องสืบหาความจริงก่อน

แต่อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทราบว่าทางผู้ปกครองได้เรียกเงินค่าเยียวยาครั้งแรกเป็นเงินจำนวน 2.5 แสนบาท แต่ก็ได้มีการเจรจากันไปแล้วหลายรอบ ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียนรวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ ได้เข้าไปช่วยเจรจาในการไกล่เกลี่ยด้วย แต่ตัวของคุณครูผู้สั่งลงโทษให้ลุกนั่ง เห็นว่าค่าเยียวยา จำนวน 2.5 แสนบานั้นไม่สามารถที่จะหาได้ เพราะตัวของครูเองไม่มีเงิน แต่ครูสามารถให้เงินเยียวยาได้พียงแค่ 3 หมื่นบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้รอง ผอ.เขตฯ สพม.กาญจนบุรี เดินทางลงพื้นที่เพื่อไปเยี่ยมให้กำลังใจกับเด็กนักเรียนและผู้ปกครองรวมทั้งให้กำลังใจกับคุณครูด้วย เพราะเราจะต้องเป็นกลาง ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นนั้นเราจะต้องดูข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น และจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย – 003

เช็ค‘สิทธิประโยชน์’ที่นี่! ศธ.-ออมสินเปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676726

เช็ค‘สิทธิประโยชน์’ที่นี่! ศธ.-ออมสินเปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออก

เช็ค‘สิทธิประโยชน์’ที่นี่! ศธ.-ออมสินเปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออก

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.56 น.

เช็ค‘สิทธิประโยชน์’ที่นี่! ศธ.-ออมสินเปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออก

30 สิงหาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้หารือกับธนาคารออมสินล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีความเห็นร่วมกันว่าต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนสูง ได้แก่ กลุ่มลูกหนี้ของธนาคารออมสิน กลุ่มที่มีคดีพิพาทก่อนฟ้องและหลังศาลมีคำพิพากษา เป็นลำดับแรก ซึ่งมีจำนวน 6,331 ราย และหากรวมผู้ค้ำประกันด้วย จะมีจำนวนมากถึง 20,000 ราย ให้ได้รับความช่วยเหลือในการไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้เข้ามาไกล่เกลี่ย เจรจา ปรึกษา ปรับโครงสร้างหนี้ หาข้อยุติการบังคับคดีและแก้ไขปัญหาหนี้สินร่วมกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ธนาคารออมสิน และ ศธ. กำหนดให้มีการจัดงาน “มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออก” โดยในเดือนกันยายน 2565 จะจัดงาน 1- 3 จังหวัด ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นสถานีแก้หนี้ และจัดงานพร้อมกันทุกจังหวัดในเดือนตุลาคม 2565 โดย ศธ.จะจัดส่งรายชื่อลูกหนี้ของธนาคารออมสิน กลุ่มที่มีคดีพิพาทก่อนฟ้องและหลังศาลมีคำพิพากษาที่อยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้กับสถานีแก้หนี้ เพื่อเชิญลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวและผู้ค้ำประกันเข้าร่วมงาน เพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด

ขณะเดียวกันธนาคารออมสินจะแจ้งผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่ และกลุ่มลูกหนี้ของธนาคารออมสินกลุ่มที่มีคดีพิพาทก่อนฟ้องและหลังศาลมีคำพิพากษาในพื้นที่อีกทางหนึ่ง เพื่อจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และจัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ในวันงาน เช่น ข้อมูลมูลหนี้ก่อนฟ้องและหลังฟ้อง มาตรการ/แนวทางให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล 

ส่วนสถานีแก้หนี้จะทำการรวบรวมและจัดส่งรายชื่อลูกหนี้ของธนาคารออมสินกลุ่มที่มีคดีพิพาทก่อนฟ้องและหลังศาลมีคำพิพากษาที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งประสงค์เข้าร่วมงานให้แก่ ศธ.และธนาคารออมสินในพื้นที่

“ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เข้าร่วมงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออก จะได้รับสิทธิประโยชน์เบื้องต้น ได้แก่ การขยายเวลาการชำระหนี้ ลดเบี้ยปรับ ลดดอกเบี้ยและลดค่างวดรายเดือน ไม่ถูกฟ้อง/ไม่ถูกบังคับคดี งดยึดทรัพย์สิน/งดขายทอดตลาด และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น การถอนจากการเป็นผู้ค้ำประกันโดยการยอมรับชำระหนี้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง การปิดสัญญาชำระหนี้ เป็นต้น” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออกในครั้งนี้ จะช่วยให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารออมสิน สามารถพูดคุยตกลงแก้ไขปัญหาหนี้กับธนาคารออมสินได้ โดยไม่ต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ไม่เสียเวลา และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการสู้คดี ขณะเดียวกันธนาคารออมสิน ยังคงได้รับประโยชน์จากการที่ได้รับชำระหนี้คืน เพราะลูกหนี้ก็ยังคงต้องผ่อนชำระหนี้อย่างต่อเนื่องเช่นเดิม

วช. หนุนงานวิจัยต้นแบบการจัดร้านอาหารชีวิตวิถีใหม่ New Normal ตามมาตรฐานสุขอนามัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676626

วช. หนุนงานวิจัยต้นแบบการจัดร้านอาหารชีวิตวิถีใหม่ New Normal ตามมาตรฐานสุขอนามัย

วช. หนุนงานวิจัยต้นแบบการจัดร้านอาหารชีวิตวิถีใหม่ New Normal ตามมาตรฐานสุขอนามัย

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.06 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนตื่นตัวในด้านสุขอนามัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม Social Distance ในชีวิตวิถีใหม่ยุค New Normal จึงมีการปรับพฤติกรรมในการเข้าไปใช้บริการในร้านอาหาร ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข สอดคล้องกับงานวิจัยของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการศึกษาพฤติกรรมการปรับตัวของผู้เข้ารับบริการร้านอาหารสำหรับออกแบบและพัฒนาต้นแบบร้านอาหารวิถีใหม่ในสังคมเปลี่ยนแปลง New Normal เพื่อสร้างมาตรฐานของการเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับผู้ใช้บริการร้านอาหาร โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ   กล่าวว่า วช. เป็นองค์กรสำคัญของรัฐ ในการสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ สามารถใช้เป็นองค์ความรู้นำไปปรับใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เสริมศักยภาพด้านการผลิตในภาคส่วนต่างๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19  ทาง วช. ได้ให้การสนับสนุนผลงานวิจัยในหลายด้าน รวมไปถึงการจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้บริโภคในร้านอาหาร หลังมีมาตรการผ่านคลายให้สามารถนั่งรับประทานอาหารที่ร้านได้ แต่ยังต้องยึดตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข โดยผลงานการดีไซน์ออกแบบร้านอาหารต้นแบบ เพื่อให้เป็นไปตามสุขอนามัย ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

นายศรัณยู  สว่างเมฆ อาจารย์สาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เปิดเผยว่า ทางทีมวิจัยได้ร่วมกัน ออกแบบการจัดรูปแบบของร้านอาหารในยุค New Normal เพื่อลดความแออัดและเว้นระยะห่าง เริ่มตั้งแต่การออกแบบพื้นที่การใช้สอย ( Zoning ) ภายในร้าน การจัดโต๊ะอาหาร  การคัดกรองก่อนเข้าร้าน การสัญจรภายในร้าน จุดวางช้อน จาน  อุปกรณ์เสริม อาทิ ฉากกั้นโต๊ะจัดวางอาหาร ระบบการถ่ายเทอากาศภายในร้านทั้งระบบปิดและระบบเปิด ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขโดยนำวิทยาการเรื่องการออกแบบมาประยุกต์ใช้ตามลักษณะทางกายภาพของแต่ละร้าน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ถือว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานการใช้บริการร้านอาหาร ให้สูงกว่าอดีตที่ผ่านมา ก่อนที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 รวมถึงสามารถสร้างความอุ่นใจให้ผู้บริโภค ซึ่งถือว่าเป็นองค์ความรู้สามารถนำมาปรับใช้สำหรับเจ้าของกิจการร้านอาหาร โดยสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. )
 

‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’ ชมงานศิลป์ลํ้าค่า ฝีมือบุตรหลานชาวไร่ชาวนาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676423

‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’ ชมงานศิลป์ลํ้าค่า ฝีมือบุตรหลานชาวไร่ชาวนาไทย

‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’ ชมงานศิลป์ลํ้าค่า ฝีมือบุตรหลานชาวไร่ชาวนาไทย

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย้อนกลับไปครั้งเมื่อกว่าเจ็ดสิบปีในคราวที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และได้ทอดพระเนตรเห็นราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่มีฐานะยากจน เนื่องจากผลผลิตการเกษตรขึ้นอยู่กับ ลม ฟ้า อากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่ในการเสด็จฯไปที่ใด ก็ทรงพบว่าแต่ละท้องถิ่นมีงานหัตถกรรมที่งดงาม และศิลปะที่แสดงถึงความเป็นไทยให้พบเห็นอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และเห็นสมควรอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติชาติ จึงทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะและพระราชทรัพย์ส่งเสริมอย่างเต็มพระกำลังด้วยมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยไม่ให้ละทิ้งอาชีพหลักเดิม ต่อมาจึงทรงนำงานหัตถกรรมพื้นบ้านดังกล่าว เช่น งานจักสาน งานทอผ้า งานฝีมือในท้องถิ่นมาพัฒนาจนกลายเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้จุนเจือครอบครัวอย่างยั่งยืน นั่นคือที่มาของ “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ”

ปีพุทธศักราช 2521 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงฝึกศิลปาชีพ ในสวนจิตรลดา ปัจจุบัน คือ “สถาบันสิริกิติ์”ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการฝึกอบรมบุตรหลานชาวนา ชาวไร่ ผู้ยากจน เพื่อฝึกหัดเล่าเรียนศิลปะที่เป็นงานเอกลักษณ์ของชาติที่กำลังจะสูญหาย และเพื่อสร้างช่างมืออาชีพที่สร้างรายได้มั่นคง พร้อมทำหน้าที่สืบสานงานศิลปะชั้นสูงของไทยสืบไป ผลงานของสถาบันสิริกิติ์ ได้นำไปจัดแสดงในนิทรรศการศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม และได้รับการตอบรับเข้าชมอย่างเนืองแน่น และรับคำเสนอแนะให้เปิดถาวร โดยใช้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ขึ้นในปี 2551 โดยการจัดแสดงได้รวบรวมผลงานตั้งแต่เริ่มต้นฝึกหัด จนถึงผลงานประณีตศิลป์ชิ้นเอก (Masterpiece) ที่ช่างสถาบันสิริกิติ์รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ด้วยสองมือลูกหลานชาวนาชาวไร่ผู้ยากจนไม่มีแบบ ไม่มีพิมพ์ ไม่มีหุ่น ผลงานบางชิ้นใช้เทคนิคที่มีรากฐานจากศิลปไทยโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา และหลายชิ้นถูกสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคที่คิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ปัจจุบัน “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดแสดงผลงานอันทรงคุณค่าของสถาบันสิริกิติ์ เช่น พระที่นั่งพุดตานถมทอง เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์จำลอง เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณจำลอง เรือพระที่นั่งศรีประภัศรไชยจำลอง สีวิกากาญจน์ ตรีพิธพรรณบุกษกฉากปักไหมน้อยเรื่องหิมพานต์ ฉากจำหลักไม้เรื่องสังข์ทองและหิมพานต์ สัปคับคร่ำทอง ฉากปักไหมน้อยเรื่องอิเหนา ฯลฯ นอกจากนี้ยังแสดงผลงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าอีกจำนวนมาก อาทิ จักสานย่านลิเภา จักสานไม้ไผ่ลายขิด ตกแต่งปีกแมลงทับงานลงยาสี เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะชั้นสูงอันล้ำค่าของปวงชนชาวไทย ที่ไม่ใช่ผลงานจากศิลปินเอก แต่เป็นผลงานที่เกิดจากบุตรหลานชาวไร่ชาวนาที่มาจากสองมือที่จับจอบจับเสียม ทุ่มเวลาและแรงกายจนสามารถสร้างสรรค์ประณีตศิลป์ที่ทรงคุณค่า ที่ล้วนเกิดแต่พระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานโอกาสให้ได้สร้างสมบัติของแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน ให้ได้ภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย

พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน เปิดทำการวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-15.30 น.ปิดทำการ : ทุกวันจันทร์-วันอังคาร, เทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์เข้าชมฟรี 3 มิถุนายน, 28 กรกฎาคม,12 สิงหาคม, 5 ธันวาคม และวันเด็กแห่งชาติโทรศัพท์ : 035-352995/035-355995/02-2839557 เว็บไซต์ : http://www.artsofthekingdom.com/เฟซบุ๊ค : Arts of the kingdom-ศิลป์แผ่นดิน

รร.บ้านวังหาด เสริมพัฒนาการนักเรียน ทำกิจกรรมสีจากดิน ภูมิปัญญาท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676412

รร.บ้านวังหาด เสริมพัฒนาการนักเรียน ทำกิจกรรมสีจากดิน ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รร.บ้านวังหาด เสริมพัฒนาการนักเรียน ทำกิจกรรมสีจากดิน ภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรงเรียนบ้านวังหาด อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย จัดกิจกรรม“ผ้าเปื้อนดิน” โดยทำกิจกรรมอีโค่ปริ้น และทำผ้ามัดย้อมด้วยสีที่ได้จากดิน จากภูมิปัญญาท้องถิ่นของบ้านวังหาด ณ ศูนย์การเรียนรู้ผ้าย้อมดิน ก่อนถิ่นประวัติศาสตร์

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการทางด้านร่างกายด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญารวมทั้งด้านภาษาและเป็นพื้นฐานแนวทางให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มุ่งสู่วัฏจักรนักวิจัยน้อย ในการจัดทำโครงงานแบบสืบเสาะตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย นำนักเรียนลงพื้นที่ศึกษา และลงมือปฏิบัติจริงโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐาน

ทั้งนี้ ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 ได้ลงพื้นที่นิเทศ ติดตามการจัดการเรียนการสอน และเพื่อให้กำลังใจคณะครูและนักเรียนระดับปฐมวัยในการทำกิจกรรมดังกล่าว เมื่อเร็วๆ นี้

อักษร เอ็ดดูเคชั่น รับรางวัลยอดเยี่ยม ด้านบริหารจัดการระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676418

อักษร เอ็ดดูเคชั่น รับรางวัลยอดเยี่ยม ด้านบริหารจัดการระดับนานาชาติ

อักษร เอ็ดดูเคชั่น รับรางวัลยอดเยี่ยม ด้านบริหารจัดการระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อักษร เอ็ดดูเคชั่น ได้รับรางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 จากดีลอยท์ ประเทศไทย ภายใต้การบริหารโปรแกรมโดย ดีลอยท์ ไพรเวท การดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานระดับสากล ในด้านการบริหารจัดการองค์กร และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่เป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินผลที่น่าเชื่อถือเพื่อประเมินคุณภาพการจัดการของธุรกิจในด้านต่างๆ ได้แก่ กลยุทธ์ ความสามารถ นวัตกรรม วัฒนธรรมองค์กร พันธสัญญา ตลอดจนการกำกับดูแล และการเงินขององค์กรที่แสดงถึงศักยภาพที่โดดเด่นในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

Thailand’s Best Managed Companies เป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินคุณภาพการจัดการของธุรกิจในด้านต่างๆ ได้แก่ กลยุทธ์ความสามารถ นวัตกรรม วัฒนธรรมองค์กร พันธสัญญา ตลอดจนการกำกับดูแล และการเงินขององค์กรที่แสดงถึงศักยภาพที่โดดเด่นในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และ เปรียบเทียบกับกรอบการประเมินที่ได้มีการใช้กับบริษัทเอกชนที่มีการจัดการที่ดีที่สุดทั่วโลกกว่า 1,200 แห่ง

สจล. ครบรอบ 62 ปีการจัดตั้ง มอบรางวัลศิษย์เก่าสร้างชื่อเสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676421

สจล. ครบรอบ 62 ปีการจัดตั้ง มอบรางวัลศิษย์เก่าสร้างชื่อเสียง

สจล. ครบรอบ 62 ปีการจัดตั้ง มอบรางวัลศิษย์เก่าสร้างชื่อเสียง

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มอบรางวัลศิษย์เก่าเกียรติยศ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสถาบัน ครบรอบ 62 ปีให้แก่ผู้ที่ประสบความสำเร็จ สร้างคุณประโยชน์และสร้างชื่อเสียงให้ สจล. เป็นที่รู้จักในวงกว้างสอดคล้องกับนโยบาย The World Master of Innovation การก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานในระดับประเทศและระดับโลก โดยได้พิจารณาคุณสมบัติศิษย์เก่าตามเกณฑ์ชี้วัดมาตรฐานระดับโลก (Global Index) โดยให้ความสำคัญไปที่เกณฑ์ต่างๆ เช่น ทุนมนุษย์ สถาบัน เทคโนโลยี และผลผลิตเชิงสร้างสรรค์ตลอดจนระบบตลาดและธุรกิจ และ

ในปีนี้ มีศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในแวดวงสังคม ธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ เข้ารับรางวัลรวมทั้งสิ้น 12 คน ได้แก่ 1.ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดี สจล. 2.ดร.บุญธรรม หาญพาณิชย์ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทโรงพยาบาลรัตนาธิเบศร์ จำกัด 3.พงษ์ชัยอมตานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)4.บุญศักดิ์ เกียรติจรูญเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 5.นพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 6.ชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) 7.ทวีวัฒน์ จันทรเสโน กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน8.พิเสฐ จึงแย้มปิ่น Honorary Founderบริษัท ปีโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) 9.โสฬส ปุณกะบุตร โปรดิวเซอร์ เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานดนตรี 10.ภิมุขสิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 11.จิราพร ลายลักษณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) และ 12.ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เครือเฮอริเทจ มอบนมสนับสนุนนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676414

เครือเฮอริเทจ มอบนมสนับสนุนนักเรียน

เครือเฮอริเทจ มอบนมสนับสนุนนักเรียน

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สนับสนุนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ในโครงการ “ค่ายจุดประกายนวัตกรอาหารรุ่นเยาว์สร้างสรรค์โครงงาน วิทยาศาสตร์” ประจำปี 2565 จัดขึ้นโดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมี ผศ.ดร.อารณี โชติโก รองคณบดีฝ่ายวิจัยพัฒนาและบริการวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีเป็นตัวแทนมอบเครื่องดื่มให้แก่โรงเรียนที่เข้าร่วมอบรมในช่วงพิธีปิดโครงการฯ ณ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

‘ตรีนุช’เคาะบอร์ด สกสค.มอบเงิน 34 ล้านบาท ดูแลสวัสดิการครูอาวุโส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676446

'ตรีนุช'เคาะบอร์ด สกสค.มอบเงิน 34 ล้านบาท ดูแลสวัสดิการครูอาวุโส

‘ตรีนุช’เคาะบอร์ด สกสค.มอบเงิน 34 ล้านบาท ดูแลสวัสดิการครูอาวุโส

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.05 น.

“ตรีนุช”เคาะบอร์ด สกสค.มอบเงิน 34 ล้านบาท ดูแลสวัสดิการครูอาวุโส อายุ 85-104 ปี

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า คณะกรรมการ สกสค.ได้พิจารณาการจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของ กิจการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ที่เป็นการช่วยเหลือระหว่างครูด้วยกันมานานและมีสมาชิกประมาณ 1 ล้าน 3 แสนคน ซึ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2565 นี้ สำนักงาน สกสค.มีรายได้เพิ่มเติมจากการดำเนินกิจการฯ ประกอบกับเนื่องในวันที่ 9 กันยายน นี้ จะครบรอบการก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ในการสถาปนาสำนักงาน สกสค.ทางคณะกรรมการ สกสค.จึงอนุมัติให้สำนักงาน สกสค.มอบเงินรายได้เพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่ 4 เพื่อเป็นสวัสดิการช่วยเหลือดูแลครูอาวุโสมีอายุ 85 – 104 ปี ที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค. – ช.พ.ส.คนละ 2,000 บาท

“ครูอาวุโสที่มีอายุ 85 – 104 ปี ที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค. – ช.พ.ส.ขณะนี้มีอยู่จำนวน 17,349 คน จะได้รับเงินสวัสดิการคนละ 2,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,698,000 บาท ซึ่งกระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยจังหวัดที่มีครูอาวุโสตั้งแต่อายุ 85 ปีมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ จำนวน 3,095 คน และน้อยที่สุด คือ จ.บึงกาฬ จำนวน 14 คน โดยครูอาวุโสที่มีอายุสูงสุด คือ 104 ปี มีจำนวน 4 คน อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ชลบุรี บุรีรัมย์ และฉะเชิงเทรา จังหวัดละ 1 คน” น.ส.ตรีนุช กล่าวและว่า คณะกรรมการ สกสค.ได้อนุมัติให้มอบเงินดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าสมาชิก ช.พ.ค. – ช.พ.ส.อาวุโสเหล่านี้ เป็นกลุ่มเปราะบาง มีรายได้น้อย เงินบำนาญก็ได้รับไม่มาก จึงควรดูแลให้เป็นขวัญกำลังใจแก่ทุกท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่เคยสร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการศึกษา และทุกท่านก็เป็นสมาชิก ช.พ.ค. – ช.พ.ส.ที่ชำระเงินช่วยเหลือเพื่อนครูทุกเดือน

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ตนได้กำชับให้สำนักงาน สกสค.ดำเนินการมอบเงินสวัสดิการช่วยเหลือให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยโอนเงินให้สำนักงาน สกสค.จังหวัด ประสานงานกับเครือข่ายในพื้นที่ในการวางแผนและจ่ายเงินเหล่านี้ให้กับครูอาวุโสด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่ โดยคำนึงถึงสุขภาพของครูอาวุโส และให้มีหลักฐานการรับจ่ายเงินอย่างถูกต้องด้วย