‘เอนก’ เปิดเวทีระดมสมอง เร่งปฏิรูป ววน. เร็ว มาก และประหยัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661592

‘เอนก’ เปิดเวทีระดมสมอง เร่งปฏิรูป ววน.  เร็ว มาก และประหยัด

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.36 น.

สกสว.เปิดเวทีระดมสมองบอร์ด 3 คณะ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระตุ้นจุดคานงัดของประเทศ ด้าน รมว.อว.ชี้ต้องเร่งปฏิรูประบบ ววน. ให้เร็ว มาก และประหยัด พร้อมเสนอจัดตั้ว ‘ธัชภูมิ’ เพื่อสร้างความรู้เชิงพื้นที่

20 มิถุนายน 2565 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมเรื่อง “เป้าหมายการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)” โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คณะกรรมการอำนวยการ สกสว. และคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ร่วมให้ความเห็นเรื่องการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามเป้าหมายในช่วงระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาระบบ ววน. ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมต่อการทำงานของทุกภาคส่วนให้เป็นเนื้อเดียวกัน รวมถึงเป็นข้อมูลในการยกร่างแผนพัฒนาระบบ ววน. ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดจุดคานงัดในระบบ ววน. ของประเทศ

ประเด็นในการระดมสมองครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) การประสานความร่วมมือและเสริมสร้างความเข้มแข็ง(กลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมและภาคส่วนอื่น การเชื่อมระบบงาน การพัฒนาระบบตัวชี้วัดร่วม การเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในและนอกระบบ ววน.)2) การบริหารจัดการทรัพยากร(กลไกการเชื่อมโยงระหว่างการจัดทำแผนการจัดสรรงบประมาณ)3) ระบบสำคัญที่เกี่ยวข้องการประสานความร่วมมือและความเข้มแข็ง(ระบบทรัพย์สินทางปัญญา การใช้ประโยชน์ข้อมูลระบบ ววน. เพื่อพัฒนานโยบาย และสู่ระดับปฏิบัติการ และการเชื่อมต่อการติดตามประเมินผลแบบครบวงจร)และ 4) การบริหารจัดการและพัฒนากำลังคน (ระบบบริหารกำลังคน ววน. ของประเทศ)

ในโอกาสนี้ ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่าการปฏิรูประบบ ววน. ต้องทำให้เร็ว ทำให้มาก และทำแบบประหยัด ทำดีแต่ทำช้า เหมือนไม่ได้ทำ ทำดีแล้วฟุ่มเฟือยมากจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมได้ทั้งนี้นอกจากธัชชาที่ดูแลงานวิจัยมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ธัชวิทย์ที่ดูแลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีแล้ว ยังอยากให้มี “ธัชภูมิ” อันเป็นความรู้เชิงพื้นที่ ทำหน้าที่วิจัยและให้ความรู้เกี่ยวกับเชิงพื้นที่ แต่ไม่ได้ตัดขาดจากศาสตร์และศิลป์

ด้านศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไลปลัดกระทรวง อว. กล่าวเสริมว่าว่าการปฏิรูปอุดมศึกษามีสัญญาณการขับเคลื่อนชัดเจน ออกดอกออกผลพอสมควรแล้ว จึงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้าน ววน. เพื่อให้ประชาชนยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่พอจะปรับได้คำถามคือเราจะมีความสุขกับงบประมาณที่มีเรามีอยู่15% หรือทั้งหมดของประเทศ100% เราควรจะต้องไปช่วยดึงงบ85% จากเอกชน ทำหน้าที่เป็นกลไกชักจูงเรือลำใหญ่ให้วิ่งไปในทิศที่ประเทศต้องการ โดยหาร่องน้ำใหม่และขุดคลองลัดให้เรือลำใหญ่วิ่ง

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สิ่งที่ถูกถามทุกครั้งคือ ประชาชนได้อะไร ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เป็นบทบาทหน้าที่ของ ววน. ที่จะต้องตอบคำถามให้ได้ ความคาดหวังแรกจึงต้องส่งมอบผลงานได้ และนักวิจัยได้มองเห็นร่วมกันในเชิงเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศด้วย ววน.หรือไม่ ซึ่งจะต้องหารือกับหน่วยบริหารจัดการทุนและนักวิจัยเพื่อให้เห็นเป้าหมายร่วมกัน ทั้งนี้ประชาชน เอกชน หน่วยงานพัฒนา และนิติบัญญัติจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบ ววน.อย่างไร เป็นเรื่องที่ท้าทาย”

-(016)

แด่‘คุณครู’ยุคตรีนุช!รุกแก้หนี้ให้เงินเดือนเหลือใช้30%-ปรับราคาค่าหอ‘สกสค.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661495

แด่‘คุณครู’ยุคตรีนุช!รุกแก้หนี้ให้เงินเดือนเหลือใช้30%-ปรับราคาค่าหอ‘สกสค.’

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.33 น.

แด่‘คุณครู’ยุคตรีนุช!รุกแก้หนี้ให้เงินเดือนเหลือใช้30%-ปรับราคาค่าหอ‘สกสค.’

20 มิถุนายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพผู้ปฏิบัติงาน ช.พ.ค.-ช.พ.ส.  และการบริหารสำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จังหวัด 77 จังหวัด   ว่า สกสค.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เพราะมีหน้าที่สร้างขวัญกำลังใจ ดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลกรทางการศึกษา อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานต่าง ๆให้เกิดผลนั้น ต้องอาศัยผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่และได้รับการยอมรับถูกคัดเลือกให้เข้ามาดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา และขับเคลื่อนงานลงสู่ระดับพื้นที่ ดังนั้น ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด ถือเป็นตัวแทนของ ศธ. และ สกสค. ที่จะลงพื้นที่ดูแลสมาชิกทุก ๆคน

ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ปัญหา สกสค.ก็มีอยู่จำนวนมาก  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเดิม ๆที่ยังค้างคาอยู่ และปัญหาใหม่ที่มีเข้ามา  ดังนั้นจึงอยากให้ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด ที่รู้ปัญหาในพื้นที่ของตนมาสะท้อนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานของ สกสค. โดยตนได้มอบหมายให้นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ผู้ตรวจราชการ ศธ. รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการ สกสค.พิจารณาต่อไป

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า กว่า 1 ปี 3 เดือน ที่ตนเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศธ.​ ได้เห็นมิติของ สกสค.ที่เกี่ยวกับสวัสดิการของครู จึงได้ปักหมุดวางเป้าหมายว่าจะแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นลำดับแรกๆ เพราะหนี้ครูถือเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ปัจจุบันครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในและนอกประจำการ มีปัญหาหนี้สินรวม  9 แสนคน มีภาระหนี้ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท และเป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เป็นปีของการลดปัญหาและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ศธ.จึงมีเป้าหมายจะทำให้ครูอยู่ได้มีเงินเดือนหลังหักไม่ต่ำกว่า 30%  ที่ผ่านมา ศธ.ดำเนินการแก้ปัญหาหนี้สินครูโดยการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับกระทรวงศึกษาธิการ ระดับจังหวัด และระดับเขตพื้นที่การศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นต้นแบบเป็นฐาน ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 37 แห่ง เข้าร่วม เพื่อลดดอกเบี้ยให้ครู และจะขยายไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่อื่น ๆต่อไป รวมทั้งเจรจากับธนาคารออมสิน เพื่อให้ธนาคารจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู นำไปลดภาระการเก็บดอกเบี้ยให้กับครูเพื่อให้ครูเหลือเงินไว้เป็นค่าครองชีพ

“ความจริงหนี้สินครูถือเป็นหนี้ดี ถือเป็นหนี้ปลดซอง ใครเป็นเจ้าหนี้ครูก็จะได้หักเงินเดือนอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันกลับพบว่า สมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. ลดลงทุก ๆ ปี อาจจะเป็นเพราะสังคมเปลี่ยนไป อีกทั้งครูรุ่นใหม่ ๆไม่สนใจ จึงเกิดคำถามว่าถ้าเป็นสมาชิก ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. แล้วมีข้อดีอย่างไร และจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง  จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร สกสค.จังหวัด ที่ต้องลงพื้นที่ ทำงานเชิงรุกเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจประชาสัมพันธ์ให้ครูรุ่นใหม่ ๆเข้ามาเป็นสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. เพิ่มมากขึ้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการ สกสค.ได้หารือถึงการเพิ่มรายได้ให้ สกสค. โดยเฉพาะหอพัก สกสค. และโรงพยาบาลครู เนื่องจากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผลประกอบการของ สกสค.ฝืดเคือง จึงมอบให้กรรมการ สกสค.ไปทบทวนการบริหารจัดการ เช่น การปรับเลทราคาที่พักสำหรับบุคคลทั่วไป จากเดิมที่เก็บราคา 490 บาทต่อห้อง เพิ่มเป็น 700 บาทต่อห้อง ส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษา ยังเก็บในราคาเดิม  สำหรับในส่วนของโรงพยาบาลครูของ สกสค. ตนได้มอบให้กรรมการ สกสค.จัดระบบระเรียบและให้พิจารณาดึงภาคเอกชน หรือเอาท์ซอร์ส เข้ามาช่วยบริหารจัดการในการดูแลเรื่องสุขภาพ คุณภาพให้เป็นโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน สามารถดูแลสวัสดิการสวัสดิภาพครูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ส่วนความคืบหน้าการสรรหาเลขาธิการ สกสค. และเลขาธิการคุรุสภา ขณะนี้ทราบว่าหลักเกณฑ์การสรรหาเลขาธิการคุรุสภาได้จัดทำเสร็จแล้ว และได้ไทมไลน์ในการสรรหาเลขาธิการคุรุสภาเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 เดือน ก็จะดำเนินการสรรหาเลขาธิการคุรุสภาได้  ส่วนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.นั้น ต้องเร่งรัดให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ยกร่างหลักเกณฑ์การสรรหาเลขาธิการ สกสค. ให้เสร็จโดยเร็ว คาดว่ากระบวนการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการสกสค.จะใช้เวลาไล่เลี่ยกัน” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับ 10 และ 11 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยปีนี้มีผู้บริหารระดับ 11 เกษียณอายุราชการ คือ ปลัด ศธ. ขณะนี้ตนกำลังตั้งเค้าดูความเหมาะสมอยู่ ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 3-4 เดือน ที่จะหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง ปลัด​ศธ.

วช.เร่งดัน’คุ้งบางกะเจ้า’ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ​ เกษตร​อินทรีย์​วิถีแห่งความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661487

วช.เร่งดัน'คุ้งบางกะเจ้า'ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ​ เกษตร​อินทรีย์​วิถีแห่งความสุข

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.53 น.

วช. เร่งดัน “คุ้งบางกะเจ้า” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ​ เกษตร​อินทรีย์​วิถีแห่งความสุข  ด้วยเทคโนโลยีจากงานวิจัย ตามนโยบายเศรษฐกิจฐานราก 

วันที่ 20 มิถุนายน 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการวิจัย ณ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะทีมผู้บริหาร วช. ผู้ทรงคุณวุฒิ วช.  และสื่อมวลชน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. โครงการวิจัย เรื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน” โดยมี ผศ.ดร.อนงค์นุช สาสนรักกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย  ซึ่งมี นายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอพระประแดงกล่าวรายงานผลผลิตของโครงการฯ พร้อมทั้งแนะนำคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานภาคีในพื้นที่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม สังกัดกระทรวง อว. ได้สนับสนุนงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดําเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน โดยมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาชุมชนที่ยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่ไม่เพียงพอในชุมชน และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโครงการดังกล่าว เป็นการนําองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัยมาเพิ่มผลผลิตของเกษตรกร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยสร้างเครือข่ายชุมชนหรือวิสาหกิจชุมชนเชิงธุรกิจที่ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม และเป็นการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชอินทรีย์​และพืชที่เป็นอัตลักษณ์ประจําถิ่น เช่น พิลังกาสา ละมุดสีดา และมะม่วงน้ำดอกไม้​ เป็นต้น เป็นชุมชนต้นแบบในการขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างความสามารถในการแข่งขัน​ ทั้งนี้ วช. ได้มุ่งเน้นให้เกิดการนําผลงานวิจัยมาต่อยอดขยายผลเพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ วช. ที่ดําเนินการในเรื่องของการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมการนำเทคโนโลยี​เข้ามาหนุน​เสริม ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตร​ศาสตร์​ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้และก่อเกิดองค์ความรู้หน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงภาคเอกชน ผู้ประกอบการและภาคประชาสังคมในชุมชน ที่ร่วมดําเนินการเพื่อให้เกิดผลสําเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะประโยชน์ที่เกิดกับชุมชน อันนํามาสู่ความสําเร็จในการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์​ ซึ่งถือเป็นส่วนสําคัญที่จะผลักดันให้เกิดการบรรลุผลสําเร็จอย่างยั่งยื​นต่อไป

ผศ.ดร.อนงค์นุช สาสนรักกิจ หัวหน้าโครงการวิจัย  กล่าวว่า คุ้งบางกะเจ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและสุขภาพที่ได้รับความนิยมพื้นที่หนึ่งที่สามารถเชื่อมโยงกิจกรรมและการจำหน่ายผลผลิตพืชอินทรีย์ของกลุ่มได้ และที่สำคัญพบว่าพืชที่ปลูกหลายชนิดในคุ้งบางกะเจ้าเป็นพืชที่หายากและเป็นพืชประจำถิ่นที่สามารถเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลผลิตนั้นๆ ได้ ในลักษณะพืชอัตลักษณ์ตามฤดูกาล โดยเฉพาะเมื่อปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ หรือการแปรรูปแทนการขายเพื่อทานสด ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ ละมุดสีดา พิลังกาสา ชมพู่น้ำดอกไม้ เป็นต้น ซึ่งโครงการวิจัยดังกล่าวจะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเพิ่มจำนวนเกษตรกร และขยายกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตพืชอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าทั้ง 6 ตำบล​ ได้แก่ ตำบลบางน้ำผึ้ง ตำบลบางยอ ตำบลบางกอบัว ตำบลบางกระสอบ ตำบลบางกะเจ้า และตำบลทรงคะนอง ซึ่งคุ้งบางกะเจ้าเป็น​พื้นที่​ต้นแบบ โดยการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาถ่ายทอดให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชิงธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่าย​และแนวทางการขับเคลื่อน​ผลักดัน​ให้คุ้งบางกะ​เจ้า​เป็นแหล่งท่องเที่ยว​เชิงเกษตร​ตามแบบวิถีเกษตร​อินทรีย์​ ด้วยการรวมตัวกันขึ้นเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง อันเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตร ยกระดับรายได้ชุมชน ลดปัญหาหนี้สินได้ ตลอดจน สร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้กลุ่มคุ้งบางกะเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก 

ทั้งนี้ทางคณะทีมผู้บริหาร วช. ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. พร้อมด้วยสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่ เยี่ยมชมแปลงอินทรีย์ต้นแบบ ปศุสัตว์อินทรีย์ โรงเพาะเห็ดอินทรีย์ การผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน และปุ๋ยจากเศษอาหาร พร้อมทั้งร่วมเปิดป้ายวิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์ กลุ่มคุ้งบางกะเจ้าพีจีเอส และร่วมกันปลูกต้น ไม้ประจำถิ่น ต้นพิลังกาสา ต้นละมุดสีดา ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน การลงพื้นที่ในครั้งนี้​สะท้อนให้เห็นถึงการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในพื้นที่​ช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงรวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ​ที่สำคัญของประเทศอย่างยั่งยืน

‘บิ๊กป้อม’หนุนทำแผนอนุรักษ์พื้นที่เพิ่ม 12 เมืองเก่า เน้นคุณค่า-คงอัตลักษณ์ความเป็นไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661481

‘บิ๊กป้อม’หนุนทำแผนอนุรักษ์พื้นที่เพิ่ม 12 เมืองเก่า เน้นคุณค่า-คงอัตลักษณ์ความเป็นไทย

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.44 น.

“บิ๊กป้อม”หนุน 12 เมืองเก่า จัดทำแผนปกป้องพื้นที่ เน้น คุณค่าและคงอัตลักษณ์ ย้ำคุมเข้มก่อสร้างอาคาร สืบสานประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ไทย

วันที่ 20 มิถุนายน 2565 ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ ฯ  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า ครั้งที่1/2565 ผ่านระบบ VTC โดยที่ประชุมได้รับทราบ ผลการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า รายเมือง ปี 64 จำนวน 35 เมือง มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะอนุกรรมการรายเมือง โดยเสนอให้กำหนด”ตัวชี้วัดสาธารณะ” เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานในภาพรวม  ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด และให้สำนักงบประมาณ พิจารณาจัดสรรงบประมาณดำเนินการให้มีความต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งหมายขับเคลื่อนดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมไปกับการสร้างงานและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชน ตลอดจนสร้างความภูมิใจและตระหนักคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองเก่าไปพร้อมๆกัน

จากนั้นที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (แห่งใหม่) เน้น การอนุรักษ์พลังงานและภูมิสถาปัตยกรรม ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเห็นชอบ แผนและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าสงขลา และโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์และพัฒนาบริเวณเมืองเก่าอีก 12 เมือง ได้แก่ กำแพงเพชร, เพชรบุรี, ตะกั่วป่า, แม่ฮ่องสอน, กาญจนบุรี, ยะลา, นราธิวาส, พิษณุโลก, ร้อยเอ็ด, อุทัยธานี, ตรัง และฉะเชิงเทรา และเห็นชอบโครงการปรับปรุงฟื้นฟูและจัดระเบียบท่องเที่ยวเดิม  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ ภายในเขตพื้นที่เมืองเก่ากาญจนบุรี  รวมทั้งเห็นชอบให้จังหวัดที่มีเมืองเก่า 35 จังหวัด จัดทำประกาศจังหวัด เรื่องมาตรการในการควบคุมการก่อสร้างอาคารของภาครัฐบาล และโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคของภาคเอกชนบนที่ดินของรัฐ โดยให้ถือปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด  

“พล.อ.ประวิตร กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งรัดแผนงานตามมติให้ทันตามกรอบเวลา โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน มุ่งให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อสืบสานและดำรงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ไทย  ส่งเสริมการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน  และขอให้ กรุงเทพมหานครฯและกรมเจ้าท่า ร่วมเร่งรัดและติดตามการขออนุญาต ปรับปรุงการก่อสร้างท่าเรือวัดโพธิ์ ให้เป็นไปตามแผนแม่บทการอนุรักษ์ที่กำหนด  พร้อมทั้งให้สร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน มีส่วนร่วมอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ไปด้วยกัน”

สมเด็จพระพันปีหลวง พระราชทานคำขวัญ ‘วันแม่แห่งชาติ’ ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661461

สมเด็จพระพันปีหลวง พระราชทานคำขวัญ 'วันแม่แห่งชาติ' ประจำปี 2565

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.01 น.

วันที่ 20 มิถุนายน 2565 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2565 ความว่า 

“พระคุณแม่ยิ่งใหญ่เกินใดเปรียบ จะหาใครมาเทียบยากจักหา ประพฤติดีด้วยใจกายวาจาประกาศคุณมารดาต่อแผ่นดิน”

นักวิชาการ‘มหิดล’ใช้องค์ความรู้ พัฒนาผลผลิตการเกษตรเมืองกาญจน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661293

นักวิชาการ‘มหิดล’ใช้องค์ความรู้  พัฒนาผลผลิตการเกษตรเมืองกาญจน์

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม้โลกจะมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำ แต่แหล่งอาหารส่วนใหญ่ตลอดจนที่อยู่อาศัย และที่ทำกินของมนุษย์อยู่บนบกองค์การอนามัยโลก (UN) จึงหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs 15) “Life On Land” ที่ว่าด้วยเรื่องชีวิตบนบก สู่การทำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน ขณะที่แม้จังหวัดกาญจนบุรี หรือ “เมืองกาญจน์” จะอยู่ในพื้นที่เขาหินปูน ที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ท่วมขัง แต่อาจทำการเกษตรปลูกพืชไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร หากขาดการออกแบบการทำการเกษตรที่เหมาะสม

ผศ.ดร.นงนุช สังข์อยุทธ์ ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี ด้านบริการสังคมและชุมชนสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ที่ผ่านมาได้นำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มาทำประโยชน์เพื่อการพัฒนาชุมชนตำบลวังกระแจะ และตำบลลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี จนได้รับการยกย่องเป็นหมู่บ้านต้นแบบหมู่บ้านสมุนไพรและเกษตรปลอดภัยไทรโยค

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผศ.ดร.นงนุช ได้อุทิศตัวลงพื้นที่ใช้ชุมชนเป็นห้องแล็บเพื่อศึกษาโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชุมชนกลับมาสร้างสรรค์สู่งานวิจัยคุณภาพ โดยได้มีบทบาทหลักในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง จนมีผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์มากมาย หนึ่งในนั้นคือ การทำให้เกษตรกรไร่มันสำปะหลังสามารถเพิ่มผลผลิตได้กว่าสองเท่าจากการแนะนำวิธีการปรับปรุงหน้าดิน

โดยใช้ “แม่ปุ๋ย” ซึ่งเป็นแหล่งรวมธาตุอาหารที่จำเป็นต่อหน้าดิน มาผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสมและปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในทุกรอบการปลูก ด้วยการเอาใจใส่ติดตามจนบังเกิดผล นอกจากนี้ ยังได้นำเอาศาสตร์พระราชาเรื่อง การใช้ประโยชน์จากการปลูกหญ้าแฝก สู่การสร้าง “กระถางมีชีวิต” แก่ชุมชน ที่นอกจากช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์และความชุ่มชื้นให้กับหน้าดินแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต จากการใช้น้ำได้น้อยลง ลดการกำจัดวัชพืชได้ และที่สำคัญไม่จำเป็นต้องปลูกหญ้าแฝกบ่อย ซึ่งช่วยประหยัดแรงงานได้อีกด้วย

รวมทั้งได้ส่งเสริมเกษตรกรในชุมชนทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี โดยใช้ข้อได้เปรียบของดินในพื้นที่เมืองกาญจน์ ซึ่งเป็นเขาหินปูนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุแคลเซียม ทำให้สามารถปลูกพืชบางชนิดได้ผลผลิตที่โดดเด่นไม่เหมือนเช่นพื้นที่ใดๆ ในประเทศไทยไม้ผลเมืองกาญจน์ที่ขึ้นชื่อ อาทิ ทุเรียน เงาะ ลิ้นจี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมังคุด ซึ่งเปรียบเหมือน “ราชินีแห่งผลไม้” ของไทย

โดยพบว่าด้วยคุณสมบัติของดินอันอุดมไปด้วยแคลเซียมของพื้นที่เมืองกาญจน์ ทำให้ได้มังคุดที่มีรสชาติหวานอร่อยเนื้อสมบูรณ์ ไม่เป็นเนื้อแก้ว เป็นต้น นอกจากนั้น ผศ.ดร.นงนุช ยังได้ให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ถึงพืชผักท้องถิ่นที่มักไม่ขึ้นในพื้นที่เคมี แต่ให้ผลดีในเขตป่าชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่อินทรีย์ ได้แก่ผักปลัง ผักกูด และผักหวานป่า ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกด้านอาหารปลอดภัยให้กับชุมชนได้ต่อไปอีกด้วย

นอกจากงานบริหารในฐานะผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี ด้านบริการสังคมและชุมชนสัมพันธ์มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี แล้ว ผศ.ดร.นงนุช สังข์อยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดกาญจนบุรี (Agritech and Innovation Center; AIC) โดยพร้อมให้คำปรึกษา อบรมบ่มเพาะเกษตรวิถีใหม่ (Smart Farmers) แก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนผลักดันการสร้างสรรค์นวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ สู่การเป็น “เกษตรไทยหัวใจอินทรีย์” ที่ยั่งยืนต่อ

ย้อนมองผลกระทบ‘ประชากรข้ามชาติ’ ก่อนโควิด-19เปลี่ยนผ่านสู่โรคประจำถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661295

ย้อนมองผลกระทบ‘ประชากรข้ามชาติ’  ก่อนโควิด-19เปลี่ยนผ่านสู่โรคประจำถิ่น

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานสัมมนา “แนวทางในการจัดบริการด้านสุขภาพ การเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพ และแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาสำหรับกลุ่มประชากรข้ามชาติ : บทเรียนจากช่วงวิกฤติสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19” ซึ่งจัดโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด

งานดังกล่าวจัดขึ้นที่ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2565 ภายในงานมีการสะท้อนเรื่องราวสถานการณ์ที่แรงงานข้ามชาติต้องเผชิญในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กว่า 2 ปีที่ผ่านมา อาทิ ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวถึงโครงการเยียวยาในช่วงที่กิจการต่างๆ ถูกปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ พบความเหลื่อมล้ำในกลุ่มแรงงานข้ามชาติกับแรงงานไทยที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม เช่น โครงการ ม.33 เรารักกัน ที่ให้สิทธิเฉพาะผู้ประกันตนชาวไทยเท่านั้น ทั้งที่ส่งเงินสมทบเหมือนกัน

สุธาสิณี แก้วเหล็กไหล เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ยกตัวอย่างหลากหลายมาตรการที่ไม่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม โดยพบทั้งมาตรการที่ได้เฉพาะแรงงานสัญชาติไทย หรือมาตรการที่ได้เฉพาะแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือได้เฉพาะแรงงานที่มีเอกสารเท่านั้น ซึ่งการแก้ปัญหาต้องคำนึงเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ต้องไม่เลือกปฏิบัติ มาตรการรัฐต้องออกแบบให้รองรับแรงงานข้ามชาติเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย

ชมพูนุท ป้อมป้องศึก นักวิชาการสิทธิมนุษยชนเชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า กสม. มีการทำข้อแนะนำและรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทยทุกปี ช่วงการระบาดก็มีรายงานผลกระทบจากโควิดและมีข้อเสนอ เช่น ควรมีมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรค การเข้าถึงวัคซีนต้องคำนึงถึงกลุ่มที่เสี่ยงตกหล่น

การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต้องคำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบางด้วย เด็กที่ได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ต้องมีการสำรวจเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาและมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้รัฐควรเร่งจัดหาวัคซีนให้กลุ่มเปราะบางและแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลกระทบถึงคนไทยเพราะเขาทำงานและอยู่ร่วมกับเราในประเทศไทย

ลัดดา แซ่ลี้ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ชี้แจงว่า ตั้งแต่ปี 2563 ที่มีโควิดรัฐบาลประกาศให้ทุกกิจการที่มีความเสี่ยงหยุดกิจการ สปส. ให้ความช่วยเหลือโดยให้ขึ้นทะเบียนว่างงานโดยเหตุสุดวิสัยทางออนไลน์ ซึ่งนายจ้างต้องลงทะเบียนให้ลูกจ้าง โดย สปส. จ่ายให้เท่ากันไม่ว่าแรงงานไทยหรือต่างชาติ ยกเว้นลูกจ้างที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องและไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ซึ่ง สปส. ไม่สามารถทราบได้

อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาช่วงโควิดจะมีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกันตน แต่แรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมีความลำบากกว่ามาก ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากไหนได้ การส่งเสริมการจ้างงานให้ถูกกฎหมายเป็นปัจจัยที่จะลดปัญหาต่างๆ ได้ ขณะที่ไทยถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ ถ้ามีแรงงานเข้ามาไม่ถูกกฎหมายก็จะมีปัญหาค้ามนุษย์ตามมา จึงต้องมีกระบวนการชักจูงให้ทำแรงงานข้ามชาติให้ถูกกฎหมาย ให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการทำงานถูกกฎหมายนั้นไม่ต่างจากการเข้ามาแบบผิดกฎหมาย

ยังมีการพูดคุยเรื่อง “เด็กข้ามชาติ” หรือบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติที่ต้องติดตามพ่อแม่ผู้ปกครองมาใช้ชีวิตในประเทศไทย โดย รศ.ดร.เฉลิมพลแจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อเสนอจากงานวิจัย “เด็กข้ามชาติในสภาวะวิกฤติสุขภาพ : สถานการณ์และทางออก” ว่า ข้อมูลสถิติเด็กข้ามชาติที่มีนั้นตัวเลขจำนวนไม่ชัดเจน แต่มีพลวัตการอยู่อาศัยของเด็กในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก ในการศึกษามองสามประเด็นสำคัญคือ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ

ด้านสุขภาพคือเรื่องความเสี่ยงและความเปราะบางในการติดเชื้อและเสียชีวิต แต่ทางอ้อมคือเรื่องอนามัยแม่และเด็ก หญิงตั้งครรภ์ การเข้าถึงวัคซีนและโภชนาการสมวัย ด้านการศึกษานั้นผลกระทบทางตรงคือการปิดโรงเรียนและศูนย์เรียนรู้ เกิดการชะงักในโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก เด็กขาดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าเด็กไทยกลุ่มเปราะบางจะเจอผลกระทบไม่ต่างกัน แต่เด็กข้ามชาติมีปัจจัยเรื่องเอกสารและบริบทที่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ส่วนเรื่องการคุ้มครองนั้นความเสี่ยงขึ้นอยู่กับช่วงวัย เช่น ในเด็กเล็กการขาดผู้ดูแลที่เหมาะสม ความรุนแรงในครอบครัว ในเด็กวัยเรียนกระทบจากการปิดโรงเรียน ในเด็กโตจะถูกผลักให้ทำงานเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการศึกษาและมีเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมเสี่ยงทางสังคม ซึ่งปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังคือ 1.การเข้าไม่ถึงทั้งเรื่องการจดทะเบียนเกิด การศึกษา และบริการสุขภาพที่จำเป็น

2.การตกหล่นทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษาและการคุ้มครอง 3.เด็กข้ามชาติจะมีความเสี่ยงและเปราะบางเพิ่ม สำหรับข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ 1.กลไกและมาตรการเฉพาะหน้าที่ชัดเจนในการติดตาม ประเมิน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบโควิดต่อเด็กข้ามชาติ 2.การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กข้ามชาติและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3.นโยบายระยะยาวที่ชัดเจนภายใต้แนวคิด replacement migration

โดยหากประเทศไทยมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มนี้ว่าสามารถเป็นกำลังแรงงานขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยได้ในอนาคต ก็จะทำให้นโยบายและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลการเข้าถึงสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งการจดทะเบียนการเกิด การศึกษา และสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงและความปลอดภัยในด้านต่างๆ มีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน ชัดเจนและมีแนวทางลงสู่ระดับการปฏิบัติในทุกเรื่องที่เป็นไปในเป้าหมายเดียวกัน

มนัญชยา อินคล้าย ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กข้ามชาติ เล่าว่า จากการระบาดที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร จนมีการปิดตลาด แม่และเด็กบางคนต้องแยกกัน นายจ้างที่มีแรงงานไม่ถูกกฎหมายก็กังวลจนเอาแรงงานไปทิ้งข้างทาง หอพักก็ไล่แรงงานไม่ถูกกฎหมายออก เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ สถานการณ์มาคลี่คลายตอนที่รัฐประกาศว่าจะดูแลทุกคน ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่กับที่ นายจ้างจึงเริ่มคลายกังวล

อย่างไรก็ตาม ในการระบาดระลอก 3 เริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น โรงพยาบาลสนามไม่เพียงพอ แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษา โดยเฉพาะช่วงแรกที่ต้องจ่ายค่าตรวจโควิดเอง ยิ่งแรงงานที่ไม่มีบัตรยิ่งลำบาก ทั้งนี้ การสาธารณสุขเป็นความมั่นคงของชาติโควิดไม่ได้เลือกเชื้อชาติ ศาสนาและช่วงวัย หากมองคนเป็นคนเหมือนกัน ต้องให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ถ้วนหน้าเท่าเทียม รวมถึงลูกหลานแรงงานข้ามชาติควรเข้าถึงบัตรประกันสุขภาพและใบเกิด เพราะช่วงโควิดที่สมุทรสาครจำกัดคิวแจ้งเกิดแต่ละวันพอคิวยาวพ่อแม่บัตรหมดอายุก็กลายเป็นคนเถื่อนอีก

นพ.ประณิธาน รัตนสาลี ที่ปรึกษางานพัฒนาระบบบริการเฉพาะ กองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติ มีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้ป่วยไม่มีสิทธิรักษาแต่โรงพยาบาลต้องให้การรักษาอยู่แล้ว แต่มีปัญหาว่าไม่สามารถเก็บค่าบริการได้ จึงมีการแบกรับค่าใช้จ่ายมายาวนาน ส่วนการให้บริการสาธารณสุขช่วงโควิดนั้นผู้ป่วยที่เป็นแรงงานข้ามชาติมักอยู่ในพื้นที่ชายขอบซึ่งการให้บริการไม่พร้อมจนเกิดข้อจำกัด ช่วงโควิดยิ่งทำให้การบริการติดขัดเมื่อมีผู้ป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมจนติดเชื้อง่ายขึ้น

สุธิดา ศรีมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบคุ้มครอง กรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ยึดการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยค้นหาเด็กที่มีความเสี่ยง ให้เด็กได้รับความเช่วยเหลือทันท่วงที ให้เด็กมีผู้ดูแลและปลอดภัยผ่านกลไกและช่องทางการช่วยเหลือเชิงรุกต่างๆ มีการช่วยเหลือเฉพาะหน้ามีการให้ความปลอดภัย การรักษา การดำรงชีวิตเบื้องต้น นอกจากนี้คือการจัดทำแผนรายบุคคล

ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่าเด็กอพยพโยกย้ายถิ่นฐานมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการ ก่อนหน้านี้สิทธิต่างๆ ขึ้นอยู่กับเลข 13 หลัก จนเป็นอุปสรรคการเข้าถึงบริการและการเยียวยา แต่วิกฤตนี้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง หลายภาคส่วนพยายามผลักดันนโยบายและหลักการปฏิบัติที่เอื้อต่อสิทธิเด็กอพยพมากขึ้น

ซึ่งเรื่องการคุ้มครองเด็กจะทำอย่างไรให้ระบบและกลไกที่มีอยู่เข้มแข็ง ใช้ได้จริงและสอดคล้องบริบทในพื้นที่ โดยต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กทุกคนในชุมชนโดยต้องไม่ตกหล่นเด็กข้ามชาติ นอกจากนี้ต้องผลักดันเรื่องหลักประกันสุขภาพและการจดทะเบียนการเกิดให้ครอบคลุมเด็กข้ามชาติ ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนแล้ว ทำอย่างไรระบบที่มีจะเข้มแข็งและครอบคลุมทุกคน

เหลือเวลาอีกไม่นาน โควิด-19 กำลังจะผ่านพ้นจากโรคระบาดใหญ่เข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น แต่แรงงานข้ามชาติจะยังอยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยไปอีกนาน บทเรียนที่ได้จากสถานการณ์โรคระบาด น่าจะนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายให้ครอบคลุมได้ในระยะยาว!!!

‘สศร.’จับมือ6หอศิลป์ภูมิภาค ฟื้นชีพแหล่งเรียนรู้-ต่อลมหายใจศิลปิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661294

‘สศร.’จับมือ6หอศิลป์ภูมิภาค  ฟื้นชีพแหล่งเรียนรู้-ต่อลมหายใจศิลปิน

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน นายโกวิท ผกามาศ ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวในการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานของหอศิลป์ และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค ว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ จำนวน 6 แห่งทั่วประเทศ

ได้แก่ 1.บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จ.เชียงราย2.หอศิลป์ริมน่าน จ.น่าน 3.หอโหวด 101 จ.ร้อยเอ็ด 4.ศูนย์ศิลป์สิรินธร โรงเรียนศรีสงครามวิทยา จ.เลย 5.สวนศิลป์บ้านดิน จ.ราชบุรี และ 6.ศาลเจ้าเฉ้งจุ้ยจ้อชู้ก๋ง จ.กระบี่ ได้ลงนามความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อน โครงการพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยมุ่งเสริมสร้างภาคีเครือข่ายหอศิลป์ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการหอศิลป์ร่วมสมัยในระดับต่างๆ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการหอศิลป์ร่วมสมัย

ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวทางการดำเนินงานของหอศิลป์แต่ละแห่ง ตลอดจนจะร่วมสำรวจต้นทุนทางวัฒนธรรม รวมถึงจุดเด่นและจุดด้อย อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐาน และการสร้างรากฐานการพัฒนาพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในส่วนภูมิภาคอย่างมั่นคง และยั่งยืน และสามารถพัฒนาไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศ ทั้งนี้ สศร. จะจัดสรรงบประมาณและข้อมูลทางวิชาการผ่านสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สนับสนุนหอศิลป์ส่วนภูมิภาค ในการบริหารจัดการ

ส่งเสริมการพัฒนาและการเรียนรู้หอศิลป์ร่วมสมัยในส่วนภูมิภาค ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ในการขยายความร่วมมือด้านการดำเนินงานของหอศิลป์ร่วมสมัยในแต่ละแห่งผ่านการจัดนิทรรศการศิลปะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อศิลปิน และสร้างเครือข่ายให้ หอศิลป์ร่วมสมัย ราชดำเนิน เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่าย และยกระดับแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของชุมชน และหอศิลป์ภูมิภาคให้มีคุณภาพและศักยภาพ

“เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายแล้ว สศร. จะเดินหน้าในการจัดกิจกรรมและการจัดนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ โดยหอศิลป์ส่วนภูมิภาคที่มีความพร้อมก็จะได้ต่อลมหายใจ เปิดรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะช่วยฟื้นชีพศิลปิน สามารถลืมตาอ้าปาก มีรายได้ จากการจัดกิจกรรมมากขึ้น รวมถึงทำให้คนในพื้นที่นั้นๆ ได้เรียนรู้ด้านงานศิลปะมากขึ้น” นายโกวิท กล่าว

สถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย วัดไทยแห่งแรกในดินแดนมองโกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661332

สถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย วัดไทยแห่งแรกในดินแดนมองโกล

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 17.18 น.

สถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย วัดไทยแห่งแรกในดินแดนมองโกล

19 มิถุนายน 2565 พระมหานพพร ปุญฺญชโย รองผู้อำนวยสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ในปี 2565 เป็นวาระครบ 48 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและมองโกเลีย แต่ในด้านศาสนสัมพันธ์นั้นยังถือได้ว่าเป็นช่วงเริ่มต้น โดยมี พระชาญวิทย์ วรวิชฺโช เจ้าอาวาสวัดภาวนามองโกเลีย ได้เดินทางมาที่มองโกเลียครั้งแรกเมื่อปี 2555 สิ่งแรกที่พบคือไม่มีชุมชนคนไทยอยู่เลย ใช้เวลาปรับตัวอยู่พอสมควร ทั้งเรื่องอาหารการขบฉัน อากาศที่หนาวจัด วัฒนธรรมที่แตกต่างจากเมืองไทย แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจ คือความสนใจในพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวมองโกลโหยหา จึงได้มุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างวัดภาวนามองโกเลียขึ้นที่นี่เพื่อให้ชาวมองโกลได้พบความสุขที่เกิดจากการเจริญภาวนา และเพื่ออธิบายให้ชาวท้องถิ่นเข้าใจในธรรมะมากยิ่งขึ้น พระชาญวิทย์ วรวิชฺโช ท่านจึงได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติมองโกเลีย และเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่สำเร็จการศึกษาที่นี่

ทั้งนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาทางวัดภาวนามองโกเลีย ได้รวมคณะสงฆ์ทั้งวัชรยาน และเถรวาท จัดงานจุดโคมวิสาขบูชาถวายเป็นพุทธบูชาเป็นประจำทุกปี ซึ่งได้รับความสนใจของชาวเมืองอูลานบาตอร์และเมืองใกล้เคียงเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จนล้นสนามกีฬาประจำเมือง มีชาวมองโกลให้ความสนใจเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรมกันอย่างคับคั่ง จนกระทั่งสถานที่ซึ่งเป็นวัดภาวนามองโกเลียเดิมคับแคบลง จึงได้รวบรวมศรัทธาจัดทอดผ้าป่าเพื่อสถาปนา “วัดพระธรรมกายมองโกเลีย” รองรับผู้มาปฏิบัติธรรมได้เพิ่มขึ้น

“กำหนดจัด 7 งานบุญในระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ประกอบด้วย 1.พิธีบรรพชาสามเณร ครั้งแรกในประเทศมองโกเลีย 2.พิธีตักบาตรพระภิกษุ สามเณร (ออนไลน์) 3.ธรรมยาตราอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (ออนไลน์) 4.พิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 5.พิธีเปิดป้ายสถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย (ออนไลน์) 6.พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในพิธีถวายสังฆทาน 223 วัด ศูนย์สาขาทั่วโลก (ออนไลน์) และ 7.พิธีทอดผ้าป่าสถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย (ออนไลน์) โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08-2349-0479, 08-2349-0587 และ 06-1823-5367 Line ID: chanwitvvv555 และ dmc.tv/a28226” พระมหานพพร กล่าว

-005

อาชีวะอุบลฯ-สถานประกอบการ-คกก.ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมวิพากษ์หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาวิชาการบัญชีระดับ ป.ตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661158

อาชีวะอุบลฯ-สถานประกอบการ-คกก.ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมวิพากษ์หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาวิชาการบัญชีระดับ ป.ตรี

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.35 น.

อาชีวะอุบลฯจับมือสถานประกอบการและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมวิพากษ์หลักสูตร เทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี ระดับปริญญาตรี” พัฒนาสู่มาตรฐานสากล

วันนี้ (18 มิ.ย.65) เมื่อเวลา 09.00 น.นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการปรับปรุงและวิพากษ์หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี ระดับปริญญาตรี”  ณ ห้องประชุมศรีอุปราช วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยมีนางสมจิตร บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ นางสาวธนิดา วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ได้แก่ นางเสาวณี แสนทวีสุข หัวหน้างานอาชีวศึกษาบัณฑิต นางสุพัตรา วงศ์วิศาลพร นางบังอร พันธ์โสภา 

และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์หลักสูตร ได้แก่ ดร.ชุมสันติ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการอาชีวศึกษาบัณฑิต สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 ผศ.นภาพร หงษ์ภักดี อาจารย์ประจำหลักสูตรการบัญชี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นางสาวธรารินทร์ ใจเอื้อพลสุข ผู้จัดการบริษัทแก้วจิรภัทร การบัญชี จำกัด ผู้แทนสถานประกอบการ และนายพิลุนเนตร ภูศิริ พนักงานบัญชี ห้างหุ้นส่วนจำกัดสรรพสิทธิ์การบัญชี และการจัดการ ผู้แทนผู้สำเร็จการศึกษา ร่วมวิพากษ์หลักสูตร และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อแนะนำอันเป็นประโยชน์ร่วมกัน 

โดยเฉพาะการพัฒนารายวิชาที่มีในหลักสูตร การพัฒนากระบวนการเรียนการสอน สื่อการสอน การฝึกอาชีพ การพัฒนาอาจารย์ พัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้การศึกษาหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี ระดับปริญญาตรี เป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF)และคุณวุฒิอาชีวศึกษามีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพตามระบบคุณภาพสากลต่อไป

ทั้งนี้ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4  มีกำหนดเข้ารับการประเมินความพร้อมและตรวจสอบหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี (ต่อเนื่อง)  ระดับปริญญาตรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี หลักสูตร พ.ศ.2566 ในวันที่ 20 มิถุนายน 2565 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีนี้ – 003