มอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660484

มอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.นิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และ ดร.ไพฑูรย์ จารุสาร ผอ.สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย มอบนโยบายทางการศึกษาแก่ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครูในเขตพื้นที่อำเภอบางกระทุ่ม โดยมี ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์
ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พร้อมด้วย รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ร่วมต้อนรับ พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย เร่งด่วน Ouick Policy 2565 สพฐ. เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดพิษณุโลก 

นร.บ้านป่าเด็งนับร้อยมีปัญหาสถานะบุคคล หวั่นขาดโอกาสทางการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660607

นร.บ้านป่าเด็งนับร้อยมีปัญหาสถานะบุคคล หวั่นขาดโอกาสทางการศึกษา

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 21.17 น.

นักเรียนบ้านป่าเด็งนับร้อยมีปัญหาสถานะบุคคล วอนรัฐเร่งแก้ไข-หวั่นขาดโอกาสทางการศึกษา

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายแซมซั่น ศรีประเสริฐ ผู้นำธรรมชาติบ้านป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้เด็กในหมู่บ้านป่าเด็งมีทั้งเด็กกำพร้าพ่อแม่และไม่มีบัตรประชาชน บางส่วนเป็นเด็กตัวจี โดยมีเด็กที่ประสบปัญหาสถานะบุคคลกว่า 100 คน ส่วนใหญ่พ่อแม่ไม่มีบัตรประชาชนและเป็นชาวกะเหรี่ยง เนื่องจากในอดีตพ่อแม่ไม่มีเงินไปจ้างรถมาทำบัตรถึงที่อำเภอแก่งกระจานซึ่งต้องขับรถกว่า 1 ชั่วโมง ทำให้เมื่อเด็กๆเรียนจบ ป.6 มักไม่ได้เรียนต่อ หรือเรียนบางกลุ่ม จบ ม.6 ก็ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยไม่ได้เพราะไม่มีเงิน 

“เมื่อก่อนเด็กๆที่ประสบปัญหาเช่นนี้เคยมีถึงกว่า 300 คน แต่เมื่อ 2– ปีก่อน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.ได้มาลงพื้นที่ และช่วยกันเก็บข้อมูลส่งไปที่อำเภอทำให้เด็กกว่า 100 คนได้รับการแก้ไข แต่ทางอำเภอแจ้งว่าหมดก่อน ทำให้เหลืออีกกว่า 100 คน ไม่ได้รับการแก้ไข จริงๆแล้วพวกเขาควรได้ทั้งหมดแล้ว มีรายชื่อตกค้างอยู่ที่อำเภอ อีกบางส่วนที่ตกค้างอยู่ที่โรงเรียนอีกไม่ถึง 50 คน”นายแซมซั่น กล่าวและว่าในปีนี้ก่อนเปิดเทอมมีเด็กนักเรียนที่จบ ป.6 สองคนโทรหาตนโดยบอกว่าอยากเรียนต่อแต่ไม่มีบัตรประชาชน ซึ่งตอนนี้ไม่แน่ใจว่าได้เรียนหนังสือหรือไม่

ขณะที่นายเกรียงไกร ชีช่วง ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรม “กล้าใหญ่ อินดี้” ที่โรงเรียนป่าเด็งวิทยา โดยมีนักเรียนและเยาวชนเข้าร่วม 120 คน โดยรูปแบบกิจกรรมมุ่งเน้นการอบรมทักษะจำเป็นในการใช้ชีวิต ทักษะการเข้าสังคม ทักษะการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ การสร้างกำลังใจ ให้คำปรึกษาปัญหาด้านต่างๆ การรู้เท่าทันสื่อ และทักษะการสื่อสาร

นายเกรียงไกร กล่าวว่า กิจกรรมมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายนักเรียนและเยาวชนชายขอบในพื้นที่แก่งกระจาน โดยโรงเรียนป่าเด็งวิทยามีนักเรียนจำนวนมากที่เป็นกลุ่มชาติพันธ์กระเหรี่ยงในพื้นที่ป่าละอู และจากพื้นที่อื่นเดินทางมาเรียนแบบอยู่ประจำ เช่น บางกลอย ป่าละอู เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มเยาวชนที่มีความเปราะบาง ทั้งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โดยสิ่งที่เยาวชนสะท้อนออกมา ทำให้เห็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาการการจัดการสุขภาวะในชุมชน และสิทธิการศึกษา เนื่องจากชาวบ้านกะเหรี่ยงจำนวนมากมีปัญหาสถานะบุคคลหรือการไม่มีบัตรประชาชน และขาดความมั่นใจด้านภาษาในการติดต่อสื่อสารกับสังคมภายนอก ทำให้ขาดโอกาส เราจึงต้องให้ความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมาย และให้กำลังใจแก่เด็กที่รู้สึกท้อแท้กับชีวิต ให้กลับมามีความมุ่งมั่นมีความฝันถึงอนาคต 

“ปัญหาด้านสิทธิ การไม่มีบัตรประชาชน ทำให้เด็กๆ ไม่มีโอกาสศึกษาต่อ ไม่มีเงินทุนการศึกษา จะไปกู้ยืมกองทุนของรัฐก็ไม่มีสิทธิ จบมาก็ต้องเข้าสู่ภาคแรงงาน อยากให้เด็กมีความมุ่งมั่น มีความฝัน มีโอกาสศึกษาต่อ เราพยายามให้โอกาส ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจให้เยาวชน” นายเกรียงไกร กล่าว

‘ตรีนุช’ย้ำสอบรับราชการ ม.38ค(2) ต้องโปร่งใสห้ามมีทุจริต เรียกรับเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660493

'ตรีนุช'ย้ำสอบรับราชการ ม.38ค(2) ต้องโปร่งใสห้ามมีทุจริต เรียกรับเงิน

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.46 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน พ.ศ.2565 จำนวน 208 อัตรา โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม ถึงวันที่ 10 มิถุนายน จัดสอบวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสมัครสอบจำนวน 120,048 ราย นั้น ว่า ตนได้เน้นย้ำกับ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ไปว่า เนื่องจากปีนี้ มีผู้สนใจสมัครสอบแข่งขันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น กระบวนการสอบทุกอย่างต้องมีความรอบคอบและโปร่งใส ห้ามมีการทุจริตรหรือเรียกรับเงินเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำความโปร่งใสในทุก ๆเรื่อง 

ด้านนายสุภัทร กล่าวว่า ยืนยันว่าการสอบเข้ารับราชการ จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดย สป.ศธ.มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้บริหารจัดการดำเนินการสอบ รวมทั้งการออกข้อสอบ และตรวจข้อสอบด้วย อย่างไรก็ตามตนจะหารือผู้ดูแลการจัดสอบ เพื่อวางมาตรการป้องกันการทุจริตให้ครอบคลุมทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกข้อสอบ การจัดส่งข้อสอบ การจัดเก็บข้อสอบ การตรวจข้อสอบ รวมถึงการดูแลผู้คุมสอบด้วย

“หากผู้เข้าสอบ พบใครที่มาแอบอ้างว่าสามารถฝากเข้ารับราชการได้ ขอให้รวบรวมหลักฐาน เช่น คลิปเสียงเรียกรับเงิน หรือหลักฐานอื่นๆ มาที่ผมได้โดยตรง สำหรับผู้ที่ทำการตกเบ็ด แอบอ้างว่าให้ความช่วยเหลือเข้ารับราชการได้นั้น หากเป็นข้าราชการ มีโทษสถานเดียวคือไล่ออก แต่หากเกษียณอายุราชการไปแล้ว จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป” นายสุภัทร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตำแหน่งที่เปิดรับทั้งหมด 208 อัตรา มีผู้สมัครสอบจำนวน 120,048 คน แบ่งเป็น ตำแหน่ง นักการเงินและบัญชี 13 อัตรา สมัคร 8,179 คน นักวิชาการตรวจสอบภายใน 12 อัตรา สมัคร 2,101 คน นักวิชาการพัสดุ 15 อัตรา สมัคร 7,027 คน นักประชาสัมพันธ์ 3 อัตรา สมัคร 1,981 คน นักทรัพยากรบุคคล 30 อัตรา 29,543 คน นักวิชาการศึกษา 43 อัตรา สมัคร 49,724 คน นักวิเคราะห์นโยบายและแผน 19 อัตรา สมัคร 6,325 คน นิติกร 8 อัตรา สมัคร 4,745 คน และเจ้าพนักงานธุรการ 65 อัตรา สมัคร 10,423 โดยมหาวิทยาลัยธรรศาสตร์จะเป็นผู้ออกข้อสอบ                     

เคลียร์ชัด‘ห้ามปุ๊น!ตรีนุชห่วงนักเรียน เตรียมออกคำสั่งรร.ปลอดกัญชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660481

เคลียร์ชัด‘ห้ามปุ๊น!ตรีนุชห่วงนักเรียน เตรียมออกคำสั่งรร.ปลอดกัญชา

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.22 น.

เคลียร์ชัด‘ห้ามปุ๊น!ตรีนุชห่วงนักเรียน เตรียมออกคำสั่งรร.ปลอดกัญชา

15 มิถุนายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ประกาศปลดล็อกให้กัญชา กัญชง พ้นจากยาเสพติดไปแล้วเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาชนนำเข้าไปใช้ในสถานศึกษา และยังยืนยันว่าในส่วนของสถานศึกษาไม่อนุญาตให้มีการใช้กัญชา กัญชง เช่นเดียวกับบุหรี่ที่มีข้อห้ามสูบในสถานศึกษาอยู่แล้ว ดังนั้นกรณีการใช้กัญชา กัญชงในสถานศึกษา ศธ.จะหารือร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ถึงการเสพ และการใช้กัญชา กัญชง เพื่อดูแนวทางปฏิบัติก่อน เพราะ ศธ.ไม่เคยมีแนวปฏิบัตินี้มาก่อน

“ถึงแม้จะเปิดเสรีกัญชา กัญชง แต่ไม่ได้เสรีทุกเรื่อง ยังมีข้อจำกัดในการใช้อยู่ หลักๆคือใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น และที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ได้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเสพเสรีอยู่แล้ว ดังนั้น ศธ.จะหารือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอความชัดเจนในเรื่องความปลอดภัย และหลังจากนั้น ศธ.จะมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อแจ้งให้โรงเรียนต่างๆปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง ภายในสถานศึกษาต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

ปลัด ศธ.นั่งประธานแก้หนี้สินครู ชู 7 เรื่องด่วนเร่งขับเคลื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660413

ปลัด ศธ.นั่งประธานแก้หนี้สินครู ชู 7 เรื่องด่วนเร่งขับเคลื่อน

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.46 น.

ปลัด ศธ.นั่งประธานแก้หนี้สินครู ชู 7 เรื่องด่วนเร่งขับเคลื่อน

15 มิ.ย.65 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการฯ ว่า ได้ลาออกจากตำแหน่ง ที่ประชุมจึงได้เห็นชอบให้ตนในฐานะปลัด ศธ. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฯ เพื่อสานต่อ การขับเคลื่อนงานให้เกิดความต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าปัญหาหนี้สินครู คนส่วนใหญ่มักด่วนสรุปว่าต้นตอของปัญหา อยู่ที่ตัวของครูที่ขาดวินัย ทางการเงิน ซึ่งก็อาจมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่เป็นเพียงส่วนเดียว ในทางกลับกันเจ้าหนี้ของครูที่ให้สินเชื่ออย่างไม่เป็นธรรม คิดดอกเบี้ยเงินกู้แพงกว่าการเป็นสินเชื่อสวัสดิการ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ครูต้องตกอยู่ในวังวน ของปัญหาหนี้สิน

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ศธ.ในฐานะนายจ้างของครู เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะทำหน้าที่ตัดเงินเดือนนำส่งให้เจ้าหนี้ โดยไม่ได้ดูว่าครูมีเงินเดือนหลังจากหักจ่ายชำระหนี้แล้ว (Residual Income) เพียงพอในการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นต้นตอที่ทำให้ครูต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ เมื่อขาดสภาพคล่อง ดังนั้น การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบให้เกิดประสิทธิผล จึงจำเป็นที่จะต้องมองในภาพรวมทั้ง 3 ส่วน ทั้งในส่วนของตัวครู ส่วนของเจ้าหนี้ครู และส่วนของนายจ้างหรือ ศธ. ซึ่งจะเป็นสื่อกลางให้สองส่วนแรก โดยจะมีเรื่องสำคัญที่ ศธ. จำเป็นต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว 7 เรื่อง ได้แก่

1. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สมกับเป็นสินเชื่อสวัสดิการ ตัดเงินเดือนของข้าราชการ   2. การทำให้ครูมีเงินเหลือใช้หลังจากชำระหนี้ ไม่น้อยกว่า 30% หรือไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,000 บาท  3. การคุมยอดหนี้ที่ครูจะสามารถกู้ได้ ไม่ให้เกินศักยภาพที่จะชำระคืนได้ด้วยเงินเดือน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นผู้ดูแลหน่วยตัดเงินเดือนครู จะเป็นจุดศูนย์กลางประสานช่วยครูแก้ไขหนี้สินก้อนต่าง ๆ  4. การปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้ทุกรายสามารถแบ่งเงินเดือน 70% ได้อย่างเพียงพอ โดยนายจ้างหรือ ศธ. จะเข้ามาเป็นคนกลางที่จะช่วยเจรจา เพราะมีอำนาจต่อรอง

5. การประกาศกำหนดกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตัดเงินเดือน ซึ่งกำลังเร่งหาแนวทางการ กำหนดลำดับการตัดชำระหนี้ ให้มีการตัดเงินต้นก่อน เพื่อลดโอกาสที่ครูจะเป็นหนี้ไปจนตาย และกำหนด ลำดับการตัดชำระหนี้ เช่น ให้หักสวัสดิการ ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. ในลำดับแรก ในกลุ่มเดียวกับการหักให้สหกรณ์ฯ 6. การแก้ปัญหากรณีครูผู้กู้และผู้ค้าประกันถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดย ศธ.จะเป็นตัวแทนครูขอศาลช่วยให้ความเป็นธรรมในการไกล่เกลี่ยคดีที่ครูถูกฟ้อง  7. การช่วยครูแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

ปลัด ศธ.กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ศธ.จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูทั่วประเทศแล้ว 558 สถานี คือ ระดับจังหวัด 77 แห่ง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา 245 แห่ง และระดับส่วนกลาง เช่น สป./กศน./ก.ค.ศ./สอศ. 236 แห่ง เพื่อให้ สามารถรองรับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือแก้หนี้  จานวน 41,128 คน ได้อย่างครอบคลุม โดยขณะนี้สถานีแก้หนี้ทุกแห่ง กำลังวิเคราะห์ข้อมูล และติดต่อขอข้อมูลจากผู้ลงทะเบียน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ จัดทำข้อมูลการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ

“ศธ.จะประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของสถานีแก้หนี้ครู แนวทางการแก้หนี้ครูของสหกรณ์ออมทรัพย์ ครูต้นแบบทุกจังหวัด รวมทั้งแนวทางปฏิบัติที่สำคัญให้เพื่อนครูได้รับทราบเป็นระยะ ให้เชื่อมั่นว่าแนวทางดำเนินงานแก้หนี้สินครูทั้งระบบเกิดขึ้นได้จริง เพื่อให้หนี้สินของครูทั่วประเทศที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ 4 แสน คน และที่เกษียณอายุราชการแล้วอีก 5 แสนคน รวม 9 แสนคน รวมยอดหนี้สวัสดิการหักเงินเดือน ข้าราชการ 1.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 108 แห่ง ยอดหนี้ 9 แสนล้าน และสถาบัน การเงิน 3 แห่ง ธนาคารออมสิน/อาคารสงเคราะห์/กรุงไทย ยอดหนี้ 5 แสนล้านบาท ได้รับการแก้ไขตาม แนวทางดังกล่าว โดยมีหนี้เสียหรือเป็น NPLs ไม่เกิน 1-2% เท่านั้น”  ปลัด ศธ.กล่าว

ชวน‘มนุษย์แม่’จูงลูกเรียนอินเตอร์ที่‘สาธิต ม.รังสิต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660254

ชวน‘มนุษย์แม่’จูงลูกเรียนอินเตอร์ที่‘สาธิต ม.รังสิต’

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 16.42 น.

ชวน‘มนุษย์แม่’จูงลูกเรียนอินเตอร์ที่‘สาธิต ม.รังสิต’

 ​ข่าวดีรับโควิด 19 เป็นโรคประจำถิ่น เมื่อเด็กและเยาวชนได้กลับสู่ห้องเรียน (ON-SITE) ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สร้างความชื่นมื่นให้กับผู้ปกครองและครูอาจารย์เป็นอย่างมาก ล่าสุดได้ทราบข่าวจากผู้ประกาศไทยรัฐทีวีชื่อดัง ขวัญ นัฏฐนันท์ เต็มโชติโกศล ว่าโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต เตรียมลดค่าเทอม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนหลักสูตรนานาชาติในราคาที่ย่อมเยา

​​“ขวัญ มีลูกชายเรียนอยู่ที่สาธิต ม.รังสิต หรือว่า (SBS) มาหลายปีแล้ว หลักสูตรของเขามาจาก เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษแถมยังเป็น IB SCHOOL หมายความว่าคุณจะส่งลูกไปเรียนต่อได้หลายประเทศทั่วโลก มาวันนี้ได้ข่าวว่าทางโรงเรียนจะลดค่าเทอมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง หลังโรคระบาด ก็เลยรีบนำมาบอกมนุษย์พ่อ มนุษย์แม่ ค่ะ ไม่อยากให้พลาดจริงๆ”

 ซึ่งจากประกาศล่าสุดของ สาธิต ม.รังสิต ผ่านทางโซเชียล มีเดีย พบว่าจะมีวัน OPEN DAY ในวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายนนี้ และลดค่าเทอมให้มากถึง 30,000 หมื่นบาททุกชั้นเรียน

 ​ผู้ปกครองท่านไหนสนใจลงทะเบียนสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02-792-7504 หรือ http://www.sbs.ac.th

นายกฯรับมอบครอบพระเศียรทองคำ เผยทวงคืนสมบัติชาติคืนสู่ไทยแล้ว 611 รายการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660146

นายกฯรับมอบครอบพระเศียรทองคำ เผยทวงคืนสมบัติชาติคืนสู่ไทยแล้ว 611 รายการ

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 10.27 น.

นายกฯ รับมอบครอบพระเศียรทองคำ และเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ 164 รายการ มูลค่า 83 ล้านบาท เป็นสมบัติของชาติ มรดกล้ำค่า ก่อประโยชน์ต่อการศึกษาโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ชาติไทย กรมศิลปากรเตรียมจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 

14 มิ.ย.65 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้  เวลา 08.45 น. ณ โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์การรับมอบโบราณวัตถุเพื่อเป็นมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชม “ครอบพระเศียรทองคำ” ที่รับคืนมาจากสหรัฐอเมริกา และโบราณวัตถุ “เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์”

หลังจากนั้น ได้รับมอบสมุดบัญชีโบราณวัตถุเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจำนวน 164 รายการ และมอบประกาศเกียรติคุณผู้มอบโบราณวัตถุแก่กรมศิลปากรให้กับนายโยธิน ธาราหิรัญโชติ ซึ่งเป็นผู้ประสงค์มอบโบราณวัตถุให้แก่นายกรัฐมนตรีในนามของรัฐบาล เพื่อเป็นสมบัติของชาติ ประกอบด้วยโบราณวัตถุชิ้นเอกและหนังสือบัญชีโบราณวัตถุ เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 164 รายการ มูลค่า 83 ล้านบาท โดยกรมศิลปากรจะนำไปจัดแสดงในนิทรรศการถาวร ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยลพบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมและศึกษาหาความรู้ตามเจตนารมณ์ของผู้มอบ

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณในนามของรัฐบาลและคนไทยทั้งประเทศ ที่ได้รับมอบโบราณวัตถุไว้เพื่อให้เป็นสมบัติของคนไทยต่อไปเพราะเป็นมรดกอันล้ำค่า และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดจนมีคุณค่าทั้งทางวิชาการและทางจิตใจที่ได้เก็บรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพชนไทยในอดีตรวมถึงอัตลักษณ์ชาติไทย และยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นคนละเอียดอ่อน ละเมียดละไม ความเพียร ความพยายามซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยอดีต ขอให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ศึกษาเรียนรู้เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ความเป็นคนไทยที่ใช้เวลาเรียนรู้พัฒนาสะสมผ่านหลายช่วงเวลา นอกจากนี้ยังแสดงถึงอารยธรรมไทยที่มีความเจริญมาอย่างยาวนาน ตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจและเป็นแบบอย่างที่ดี กระตุ้นเตือนให้ประชาชนและคนรุ่นหลังรักและหวงแหนในมรดกของชาติ ไม่หลงลืมประวัติศาสตร์ชาติไทย ความเป็นมา วัฒนธรรมประเพณีที่ทำให้คนไทยและประเทศไทยอยู่ได้จนทุกวันนี้

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้รายงานผลการทำงานของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทยต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งกรรมการฯ ชุดนี้ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2560 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน อธิบดีกรมศิลปากร เป็นเลขานุการ ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ที่ประกอบด้วยหน่วยงานราชการ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการอิสระ เครือข่ายภาคประชาชน และสื่อมวลชนร่วมกันดำเนินงานโดยใช้วิธีทางการทูตผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ประสานความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศต่าง ๆ สามารถติดตามและรับมอบโบราณวัตถุได้รวม 9 ครั้ง จำนวน 611 รายการ เป็นผลของการดำเนินงานของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุในครั้งแรก จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว และทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ รับกลับคืนจากสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564

ส่วนอีก 8 ครั้ง จำนวน 609 รายการ เป็นการประสานงานร่วมกันของกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศกับส่วนราชการประเทศต่าง ๆ ช่วยตรวจสอบและแจ้งส่งมอบโบราณวัตถุไทยกลับคืน ได้แก่ โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุประเภทรูปเคารพ รวมถึงครอบพระเศียรพระพุทธรูปทองคำ และโบราณวัตถุเครื่องปั้นดินเผา ศิลปะลพบุรี จำนวน 164 ชิ้น ซึ่งผลการดำเนินงานของคณะกรรมการฯได้สร้างกระแสความเข้าใจแก่ประชาชนทั้งในและนอกประเทศ ให้เห็นคุณค่าของโบราณวัตถุหากได้กลับคืนสู่ประเทศต้นกำเนิด โดยมีผู้ครอบครองโบราณวัตถุทั้งในประเทศและนอกประเทศ แจ้งความประสงค์ที่จะมอบโบราณวัตถุแก่รัฐบาลไทย ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

สำหรับครอบพระเศียรทองคำ มูลค่า 1 ล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้แทนรับมอบจากชาวอเมริกัน ครอบพระเศียรทองคำนี้มีเนื้อทองคำ 95 เปอร์เซ็นต์ ใช้เป็นเครื่องประดับพระเศียรพระพุทธรูป ประกอบด้วยส่วนครอบพระเศียรกว้าง 14 เซนติเมตร ยาว 17.6 เซนติเมตร น้ำหนัก 12.7 กรัม และส่วนพระรัศมีสูง 12.7 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร น้ำหนัก 28.9 กรัม เทคนิคดุนทองและตีทอง ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นโบราณวัตถุศิลปะล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยนิยมใช้ประดับพระเศียรพระพุทธรูปแกะสลักจากหิน และนำส่งมอบให้กรมศิลปากรเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ซัมซุงชวนเยาวชนไทยประชันไอเดีย นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ดีขึ้นแบบยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660039

ซัมซุงชวนเยาวชนไทยประชันไอเดีย  นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ดีขึ้นแบบยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด จัดโครงการ Samsung Solve for Tomorrow 2022 ชวนเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมปีที่ 4-5 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1-2 ร่วมประกวดออกแบบนวัตกรรม ภายใต้
หัวข้อ “Innovation for Sustainable Communities, Good Health and Well-being” โดยประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์และทักษะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ (STEM) ในการนำเสนอโซลูชันเพื่อพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่ง 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสเข้าร่วมเวิร์กช็อปกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมรับเงินสนับสนุนในการพัฒนาโซลูชันต้นแบบ (Prototype) รวมถึงเงินรางวัลและแท็บเลตซัมซุงสำหรับ 3 ทีมผู้ชนะ มูลค่ารวมกว่า 900,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการ Samsung Solve for Tomorrow คือโครงการประกวดออกแบบนวัตกรรมระดับสากลของซัมซุงจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และการทำงานเป็นทีม อันเป็นทักษะสำคัญแห่งยุค ตลอดจนเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและสร้างสรรค์

ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ซัมซุงจัดโครงการ Samsung Solve for Tomorrow ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท ทีอีเอสอาร์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม ในการร่วมพัฒนาโครงการ ตลอดจนจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ และให้คำปรึกษาด้านเทคนิคกับผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นโซลูชันที่จับต้องได้และตอบโจทย์ ความต้องการของสังคมในที่สุด

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวด จะต้องจัดทีมที่ประกอบด้วยนักเรียน 4 คน และอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่านจากสถานศึกษาเดียวกัน โดยสามารถอ่านรายละเอียด พร้อมส่งใบสมัครออนไลน์และลิงก์วีดีโอนำเสนอผลงาน ได้ที่ http://www.solvefortomorrow.in.th ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 กรกฎาคม

นักวิจัย มรภ.นครราชสีมา สร้าง AI เฝ้าระวังติดตามคอนเทนต์ค้ามนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660042

นักวิจัย มรภ.นครราชสีมา สร้าง AI  เฝ้าระวังติดตามคอนเทนต์ค้ามนุษย์

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ปฐมาภรณ์ เถาว์พัน อาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการหลักสูตรข้อมูลดิจิทัล คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวถึงที่มาและวัตถุประสงค์งานวิจัยระบบเฝ้าระวังติดตามคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ว่า ปัจจุบันการค้าประเวณีเด็กมีรูปแบบที่ซับซ้อนและมีการหลบซ่อนมากขึ้น เช่น การขายบริการผ่านสื่อออนไลน์ ร้านเกมส์ เด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงเข้าสู่การค้าประเวณี ได้แก่ เด็กเร่ร่อน เด็กแรงงานต่างชาติ เด็กผู้ลี้ภัย เด็กชนกลุ่มน้อย และเด็กไร้สัญชาติ ขณะเดียวกันพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เข้าสู่การค้าประเวณีโดยสมัครใจ และส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 15-17 ปี

คณะผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องช่วยตรวจจับคัดกรองคอนเทนต์และสื่อลามกอนาจาร ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาไปเป็นการค้าประเวณีในเด็ก ทั้งโดยสมัครใจ และไม่สมัครใจ ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดหวังว่าระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ จะสามารถช่วยให้ประหยัดทั้งงบประมาณ กำลังพล และเป็นเครื่องมือแจ้งเตือนและตรวจสอบคอนเทนท์บนสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล สามารถวัดค่าและประเมินผลได้ ทำให้การค้าประเวณีและการค้ามนุษย์ในเด็กมีจำนวนลดลงอันจะส่งผลให้การจัดอันดับของประเทศไทยในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์อยู่ในลำดับที่ดีขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้นโดยการรวบรวมข้อความ โพสต์หรือแฮชแท็ก (Hashtag) ที่มีความเกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์กันในเชิงความหมายที่เกี่ยวกับคดีการค้ามนุษย์ จากทวิตเตอร์ (Twitter) และจากการสัมภาษณ์ตำรวจที่เกี่ยวกับคดีการค้ามนุษย์ จำนวน 30 นายหลังจากได้คัดเลือกเฉพาะ tweet ที่มีคำค้น (Keywords) ที่ได้มาจากการสัมภาษณ์กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับคดีการค้ามนุษย์ทั้งสิ้น 261,022 tweets ที่รวบรวมได้จากคำค้นที่กำหนดไว้ใน Trafficking Thai Corpus และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อจัดกลุ่มประโยคในการค้าประเวณี โดยเจ้าหน้าส่วนใหญ่ระบุว่า เข้าข่ายการกระทำความผิดในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551

ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้นําเสนอการ จัดทำคลังคำศัพท์การค้าประเวณี (Thailand Trafficking Corpus) เพื่อช่วยให้ระบบการสืบค้นข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Twitter มีประสิทธิภาพ ค้นหาข้อมูลได้ตรงจุดและสามารถตัดสินใจเพื่อวิเคราะห์ความรู้สึก โดยจำแนกข้อมูล tweets ที่สืบค้นมาได้ว่า เข้าข่ายคดีค้ามนุษย์รูปแบบใดแบบจำลองที่พัฒนาขึ้น มีความแม่นยำถึง 89% โดยใช้ข้อมูลเพียง 66,960 tweets ในการเทรนแบบจำลอง และใช้ข้อมูล 16,740 tweets ในการทดสอบประสิทธิภาพของแบบจำลอง และยังได้จัดทำระบบในการเฝ้าระวังติดตามคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการประมวลผลภาษาธรรมชาติเชิงลึก ด้วยการพัฒนา Web Application ในลักษณะของ Dashboard ที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ

โพลศุภนิมิตฯเผย ‘การศึกษา’ เหตุผลที่คนไทยอยากช่วยเด็กยากไร้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660038

โพลศุภนิมิตฯเผย ‘การศึกษา’  เหตุผลที่คนไทยอยากช่วยเด็กยากไร้

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นสอบถามประชาชนทั่วไป จำนวน 100 คน ในเรื่องของ อะไรคือเหตุผล ที่คุณตัดสินใจช่วยเหลือเด็กยากไร้ ด้วยตัวเลือก 5 เหตุผล คือ 1) เด็กได้มีโอกาสไปโรงเรียนทุกวัน 2) เด็กมีร่างกายแข็งแรง มีอาหาร 5 หมู่ กินครบ 3 มื้อ 3) ครอบครัวเด็กมีอาชีพ มีรายได้สามารถเลี้ยงดูให้เด็กมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 4) น้ำมีความจำเป็น ขอให้ชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่มีน้ำสะอาดกินและใช้ 5) เด็กได้รับการปกป้องคุ้มครอง และมีสิทธิตามที่เด็กพึงได้รับ

พบว่าเหตุผลที่คนให้ความสำคัญมากที่สุดอันดับแรก คือเรื่องของการศึกษา อยู่ที่ 26% อยากให้เด็กได้มีโอกาสไปโรงเรียนทุกวัน รองลงมาคือเรื่องของสิทธิเด็ก คิดเป็น 25% และอันดับสามคือเรื่องของความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ มีอาหาร 5 หมู่ กินครบ 3 มื้อ 21% อีก 2 เหตุผลมีความสำคัญรองลงมาคือเรื่องของครอบครัวของเด็กที่ควรมีความสามารถในการเลี้ยงดูเพื่อให้เด็กมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 17% และสุดท้ายคือเรื่องของสุขอนามัยด้านน้ำดื่มน้ำใช้ 11%

จากข้อมูล กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ปีการศึกษา 1/2564 มีเด็กยากจนหรือนักเรียนยากจนพิเศษรวมประมาณ 1.9 ล้านคน เมื่อเทียบกับเด็กทั้งหมด ในช่วงวัยเรียนการศึกษาภาคบังคับที่มีประมาณ 9 ล้านคน ถือว่ามีจำนวนเด็กยากจนที่สูงพอสมควร ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้รายได้ของครอบครัวเด็กกลุ่มนี้ลดลงเหลือเฉลี่ยเดือนละ 1,094 บาท อีกทั้งยังพบว่า รายได้จากการเกษตรหรือด้านอื่นๆ ส่วนใหญ่ลดลง แต่มีรายได้ที่เพิ่มมาจากสวัสดิการรัฐ และเงินช่วยเหลือเยียวยาแทน

จากผลสำรวจ ได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในด้านต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งปัญหาที่เผชิญอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงควรเร่งให้ความช่วยเหลือเด็กยากไร้และกลุ่มเปราะบาง ในขณะเดียวกันนอกจากการศึกษาแล้ว เด็กไทยทุกคนควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่ควรจะได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคุ้มครองเด็ก มีครอบครัวที่อบอุ่น และภาวะโภชนาการที่เหมาะสม