นิติศาสตร์ จุฬาฯจับมือ Chandler MHM พัฒนาทักษะนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660040

นิติศาสตร์ จุฬาฯจับมือ Chandler MHM  พัฒนาทักษะนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท แชนด์เล่อร์ เอ็มเอชเอ็ม บริษัทกฎหมายขนาดใหญ่ ร่วมกันจัดโครงการ “THE LAWNCH PAD for lawyers” เพื่อเปิดโอกาสให้แก่นิสิตนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายในคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ที่มีความสนใจในการประกอบอาชีพเป็นที่ปรึกษากฎหมายใน law firms ได้มีโอกาสเสริมสร้างและฝึกฝนทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ทั้งในส่วนของทักษะทางกฎหมายในเนื้องานในแผนกต่างๆ (Legal Skills) และทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นในการทำงาน (Essential Non- Legal Skills) ผ่านการฝึกปฏิบัติจากกรณีศึกษา เพื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานด้วยความพร้อมทั้งความรู้และทักษะในการทำงานได้จริง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการทักษะสำคัญในการทำงานด้านกฎหมาย (Essential Skills for Legal Practice) ซึ่งทางคณะฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานชั้นนำในวิชาชีพทางกฎหมายต่างๆ ในการเตรียมพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการทำงานด้านกฎหมายให้แก่นิสิตชั้นปีสุดท้ายของคณะฯ ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถึง ต้นเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้มีกระแสตอบรับกับความคิดเห็นเชิงบวกที่ได้รับจากนิสิตผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก และทางบริษัท แชนด์เล่อร์เอ็มเอชเอ็ม จำกัด หนึ่งในหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ได้หารือกับคณะฯ และเห็นพ้องต้องกันที่จะขยายโอกาสดีๆ เช่นนี้ให้แก่นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ อย่างเปิดกว้างด้วย

นายเจษฎา สวัสดิพงษ์ ทนายความหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัท แชนด์เล่อร์ เอ็มเอชเอ็ม จำกัด เปิดเผยว่า เรามีความตั้งใจในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการมุ่งพัฒนานักกฎหมาย และเปิดโอกาสให้แก่ นิสิตนักศึกษาได้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการทำงาน โดยเฉพาะใน law firms ซึ่งในโครงการนี้ทางเราก็มีคณะที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในแผนกต่างๆ กว่า20 คน ที่พร้อมจะเข้ามาร่วมกันให้ความรู้กับนิสิตนักศึกษา โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้ารับการอบรมในเรื่องต่างๆ รวม 12 หัวข้อ และยังมีสิทธิเข้าร่วมแข่งขันเพื่อชิงรางวัลมูลค่ารวม 120,000 บาท โดยสามารถสมัครได้ตามช่องทางที่กำหนดภายในวันที่ 15-30 มิถุนายน 2565

‘แทมมี ดักเวิร์ธ’ชื่นชม’คุณหญิงกัลยา’ ผลักดันไทยเป็นเจ้าภาพสัมมนานานาชาติเรื่องน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660108

'แทมมี ดักเวิร์ธ'ชื่นชม'คุณหญิงกัลยา' ผลักดันไทยเป็นเจ้าภาพสัมมนานานาชาติเรื่องน้ำ

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 20.59 น.

วุฒิสมาชิก นางแทมมี ดักเวิร์ธ ชาวอเมริกันเชื้อสายไทย ชื่นชม ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพสัมมนานนานาชาติเรื่องน้ำได้เป็นครั้งแรก และสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และจะเตรียมสานต่อความร่วมมือระหว่างปไทยกับสหรัฐอเมริกาในอนาคต

13 มิ.ย.65 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และโฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา) กล่าวว่า โครงการบริหารน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ร่วมกับองค์การบริหารจัดการน้ำและน้ำเสียสากลหรือ WWM จะจัดงานสัมมนาการบริหารจัดการน้ำนานาชาติ Water And Waste Management International Conference & Expo Thailand เป็นครั้งแรกในไทย ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน 2565 โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลกจำนวนมากมาร่วมงาน

ทั้งนี้ วุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ ได้ส่งคลิปแสดงความยินดีกับคุณหญิงกัลยาและคณะผู้จัดงาน ที่สามารถผลักดันประเทศไทยให้เป็นเจ้าภาพการจัดงานนี้ และชื่นชมยกย่อง ดร. คุณหญิงกัลยาที่ให้ความสำคัญ และขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญการบริหารจัดการน้ำระดับโลกมารวมตัวเพื่อหาแนวทางจัดการน้ำและน้ำเสีย และหารือประเด็นเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืนในเขตเมืองและชนบท ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย การน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ ถือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเป็นนิมิตรหมายที่ดีเพราะจะส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างกันในอนาคตระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้การศึกษาของไทยโดยเฉพาะด้านอาชีวเกษตร ซึ่งกำกับโดยคุณหญิงกัลยา สามารถยกระดับองค์ความรู้ในระดับสากลได้โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับต่างประเทศที่มีแนวทางในการบริหารจัดการน้ำเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน

ทีม Descendere ร.ร.อัสสัมชัญ คว้าแชมป์โลก Annual CanSat Competition 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659951

ทีม Descendere ร.ร.อัสสัมชัญ คว้าแชมป์โลก Annual CanSat Competition 2022

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.27 น.

ทีม Descendere โรงเรียนอัสสัมชัญ  คว้าแชมป์โลก Annual CanSat Competition 2022

โรงเรียนอัสสัมชัญ ขอแสดงความยินดีกับ ทีม Descendere โรงเรียนอัสสัมชัญ ได้รับรางวัลชนะเลิศ  อันดับที่ 1 คว้าแชมป์โลก การแข่งขัน Annual CanSat Competition 2022 ณ เมือง Blacksburg รัฐ Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยคะแนน 86.2185% และ ทีม Gravity ได้อันดับ 7 ด้วยคะแนน 66.4924%

สำหรับการแข่งขัน Annual CanSat Competition 2022 เป็นการแข่งขันดาวเทียมจิ๋ว (Cansat) ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยมีทีมตัวแทนจากประเทศต่างๆ จากทั้งสิ้น 23 ทีม เข้ารอบชิงชนะเลิศ จาก 11 ประเทศทั่วโลก เพื่อคัดเลือกหาผู้ชนะเลิศ ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน พ.ศ. 2565  ณ เมือง Blacksburg รัฐ Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกา

สมาชิก ทีม Descendere ได้แก่

1. ปิติภูมิ อาชาปราโมทย์
2. กฤษฎา สิงหะคเชนทร์
3. ธรรศวริทธิ์ เครือคล้าย
4. นุชิต วิจิตรกิจจา
5. กิตติภณ อมรประเสริฐกิจ
6. สุวิจักขณ์ ปิยะนพโรจน์
7. ฆฤณ กวีวงศ์สุนทร
8. อัคคนิรุทธิ์ ปานเดช

อาจารย์ที่ปรึกษา Joshua Staubs, Ph.D.

สมาชิก ทีม Gravity ได้แก่
1. พุทธิพงศ์ สวัสดิบุญหนา
2. ริชภูมิ  อุดมพรวิรัตน์
3. กฤตยชญ์ สวิง
4. กฤตวัฒน์ ปุญญพัฒนกุล
5. เวธน์วศิน ศิริรัตน์อัสดร
6. ศุภวิชญ์ แก้วนิรัตน์
7. ณรงค์ภัทร ราศรีเพ็ญงาม
8. บุญฤทธิ์ ปฐมนันทพงศ์
9. พศิน ตันติรัฐพงศ์

อาจารย์ที่ปรึกษา

1. ดร. พีระเมศร์ โชติกวีกิจญาดา

ครูที่ปรึกษา

1. มาสเตอร์ พชร ภูมิประเทศ
2. มาสเตอร์ณัฐกิตติ์ ขวัญกิจพิศาล 

แฉอดีตขรก.ตั้งแก๊งตกเบ็ด ตุ๋นเงินแสนหลอก‘ฝากเด็ก’รับราชการได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659896

แฉอดีตขรก.ตั้งแก๊งตกเบ็ด ตุ๋นเงินแสนหลอก‘ฝากเด็ก’รับราชการได้

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 11.31 น.

‘ปลัด ศธ.’ฉุนอดีตข้าราชการตกเบ็ด อ้างฝากเด็กเข้ารับราชการได้ เรียกหลักแสน ขู่พบทุจริตตัดสิทธิสอบตลอดชีพ วางมาตรการสกัดทุจริตเข้ม

13 มิถุนายน 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานปลัด ศธ. ได้ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน พ.ศ. 2565 จำนวน 208 อัตรา โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม ถึงวันที่ 10 มิถุนายน จัดสอบวันที่ 3 กรกฎาคม นี้นั้น พบว่ามีผู้สนใจสมัครสอบกว่า 30,000 คน

“เริ่มมีรายงานข่าวการทุจริตเข้าให้ได้ยิน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับรายงานว่า มีกลุ่มอดีตข้าราชการในพื้นที่ ตกเบ็ดผู้สมัคร โดยอ้างว่าสามารถฝากเข้ารับราชการได้ ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่เป็นเรื่องจริง การสอบเข้ารับราชการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีเส้นสายหรือเด็กฝากอย่างเด็ดขาด เพราะข้อสอบเป็นความลับ และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการออกข้อสอบ” นายสุภัทร กล่าว

นายสุภัทร ยอมรับว่า การสอบแข่งขันตำแหน่ง 38 ค (2) ครั้งนี้ ได้รับความสนใจ มีผู้สมัครเข้ามาค่อนข้างมาก และเริ่มมีกระแสข่าว ว่ามีกลุ่มแอบอ้างว่าสามารถฝากเข้ารับราชการได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายละหลายแสนบาท ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และหากผู้สมัครรายใดหลงเชื่อ และคิดจะทุจริตตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการ ถือว่าไม่มีความเหมาะสม หากตรวจสอบพบจะถูกตัดสิทธิเข้ารับราชการตลอดชีวิต ตนจะไม่ปล่อยไว้อย่างเด็ดขาด เพราะขนาดยังไม่ได้เข้ารับราชการ ยังคิดจะโกงแล้ว ก็ไม่สมควรเข้ารับราชการ ถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง ส่วนผู้ที่ทำการตกเบ็ด แอบอ้างว่าสามารถให้ความช่วยเหลือเข้ารับราชการได้นั้น หากเป็นข้าราชการมีโทษสถานเดียว คือไล่ออก แต่หากเกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ยืนยันว่าการจัดสอบเข้ารับราชการจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งตนได้เชิญผู้ดูแลการจัดสอบมาหารือ มาตรการป้องกันการทุจริต ให้มีความเข้มงวดทั้งการจัดสอบ การออกข้อสอบ แม้กระทั่งการเก็บและการเฉลยข้อสอบ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมจัดสอบผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ซึ่งอยู่ระหว่างปรับแก้รายละเอียดในหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะดำเนินการรับสมัครสอบได้ปลายเดือนมิถุนายน นี้ และจะดำเนินการจัดสอบในเดือนกรกฎาคม นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตำแหน่งที่เปิดรับทั้ง 208 อัตรา แบ่งเป็น ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ 143 อัตรา ดังนี้  นักการเงินและบัญชี 13 อัตรา นักวิชาการตรวจสอบภายใน 12 อัตรา นักวิชาการพัสดุ 15 อัตรา นักประชาสัมพันธ์ 3 อัตรา นักทรัพยากรบุคคล 30 อัตรา นักวิชาการศึกษา 43 อัตรา นักวิเคราะห์นโยบายและแผน 19 อัตรา  นิติกร 8 อัตรา และตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ธุรการ 65 อัตรา

นวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อการศึกษายุค‘Metaverse’ เครื่องมือครูยุค‘5G’วางรากฐานเด็กไทยสู่โลกอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659741

นวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อการศึกษายุค‘Metaverse’  เครื่องมือครูยุค‘5G’วางรากฐานเด็กไทยสู่โลกอนาคต

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ ศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและครอบครัว ไทยพีบีเอส (ThaiPBS) แถลงข่าว “โครงการนวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็กยุค Metaverse” ความร่วมมือครั้งสำคัญของสื่อสาธารณะและภาคการศึกษา ที่ผนึกกำลังกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการศึกษา เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนให้กับครูทั้งระดับประถมศึกษา และปฐมวัย ภายใต้ 1.โครงการ คิดเรนเจอร์สชวนครูวิทย์-คณิต มาคิดให้ WOW ปี 6 และ 2.โครงการ KIDDY CODE สนุกโค้ด สนุกคิด

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “รู้สึกชื่นชมยินดีกับสถานีไทยพีบีเอส ที่จัดทำโครงการอันเป็นประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเข้าสู่ปีที่ 6 เด็กในยุคศตวรรษที่ 21 ต้องสามารถวางแผน คิดวิเคราะห์ เป็นเหตุเป็นผล เชิงวิทยาศาสตร์ มีภูมิคุ้มกันมีความสุข แก้ปัญหาชีวิตได้ ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง

“ผู้ใหญ่ต้องส่งเสริมและฝึกฝนให้เด็กมีทักษะเหล่านี้ ที่เรียกว่า unplugged coding ผ่านการเล่น การเรียนรู้ ทั้งในครอบครัว จากงานบ้าน งานสวน งานครัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้ครอบครัวได้
เป็นพื้นฐานสู่อนาคตในการเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นเป็นทักษะที่โลกสมัยใหม่ต้องการ ทั้งเด็กปฐมวัย ประถมต้น ประถมปลาย มีความจำเป็นต้องเรียนรู้มีระบบคิด ซึ่ง coding ง่ายกว่าที่คิด พิชิตยุคดิจิทัล all for coding, coding for all และ metaverse จะเป็นตัวกรองให้เด็กเรียนรู้ ทั้งในจินตนาการและในโลกความจริง” รมช.ศธ. กล่าว

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยพีบีเอส เป็นองค์กรสื่อสาธารณะที่มีเป้าหมายในการเป็นสื่อที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีแผนดำเนินงานภายใต้ประโยชน์ของสาธารณะเป็นที่ตั้ง เพื่อนำไปสู่สังคมคุณภาพและคุณธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญรูปแบบรายการเด็กที่ออกอากาศทางไทยพีบีเอส จึงเป็นรายการที่เน้นส่งเสริมทักษะด้านการเรียนรู้

ส่งเสริมให้มีสื่อสำหรับเด็กที่มีคุณภาพและคุณค่าสาธารณะสอดคล้องเหมาะสมกับช่วงปฐมวัย สามารถนำความรู้จากเนื้อหารายการไปบูรณาการอย่างสร้างสรรค์ เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับครูและนักเรียน ดังเช่นโครงการ คิดเรนเจอร์สชวนครูวิทย์-คณิต มาคิดให้ WOW ปี 6 และ โครงการ KIDDY CODE สนุกโค้ด สนุกคิด นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนรู้วิทยาการคำนวณสำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 4-7 ปี) ให้เด็กๆ รู้จักกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบด้วยเหตุผลอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ

“เป็นเรื่องราวรอบตัว และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เด็กๆ สามารถเชื่อมโยงแนวความคิดนี้กับชีวิตจริงของพวกเขาได้ จัดทำในรูปแบบคลิปวีดีโอเรื่องวิทยาศาสตร์ และเกมการ์ด สำหรับเด็กปฐมวัย แจกให้ครูโรงเรียนอนุบาลนำไปเป็นสื่อกิจกรรมวิทยาการคำนวณภายในห้องเรียน” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

อาจารย์ฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารค่ายวิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ครูเป็นหัวใจสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ การส่งเสริมครูให้มีศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญมากในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การเตรียมคนสำหรับอนาคต จึงจำเป็นมากที่เราจะทราบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกหรือ Mega Trends ทำให้เกิดผลกระทบและเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม ธุรกิจ วัฒนธรรม และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม

“ในปีนี้ ได้เลือก 4 เรื่องที่สำคัญมาอบรม ได้แก่ Jump to Metaverse for Innovative Learning กระโดดเข้าโลกเสมือนเพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ของเด็ก, เติมความรู้ สร้างทักษะ สู่สมรรถนะ หนูทำได้แก้ปัญหาเป็นแบบเต็ม STEAM, โลกสวยและน่าอยู่ด้วยมือเรา…แนวทางและกิจกรรมจัดการศึกษา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development) และโค้ดให้ม่วนชวนให้คิด เสริมทักษะความเข้าใจและการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 (Coding in Action)” อาจารย์ฤทัย กล่าว

รศ.ดร.วรรณพงษ์ เตรียมโพธิ ประธานกรรมการศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ปีนี้ทางทีมสะเต็มของเราได้ออกแบบกิจกรรม โดยยังเน้นการเรียนรู้ตามวิถีสะเต็มและใช้สโลแกนสำหรับกิจกรรมครั้งนี้ว่า “สนุกคิดพิชิตปัญหาด้วยสะเต็ม” โดยภาพรวมกิจกรรมจะมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการแก้ปัญหาผ่านการร่วมด้วยช่วยกันเรียนรู้ทำงานกันเป็นทีมในการแก้ปัญหาหรือก้าวผ่านความท้าทายที่กำหนดให้

ซึ่งได้พยายามออกแบบสถานการณ์ให้ครอบคลุมในมิติต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน โดยกิจกรรมจะครอบคลุมทั้งที่เกี่ยวกับคน สัตว์ สิ่งของ และสถานการณ์จะออกแบบให้เป็นทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่อยู่บนโลกและดาวอังคาร เช่น กิจกรรมที่ผู้เรียนรับบทบาทเป็นนักพันธุศาสตร์ในการสร้างสายพันธุ์แมลงใหม่เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างเป็นหุ่นยนต์เพื่อไปสำรวจดาวอังคาร และกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องปากท้องใกล้ตัวที่ผู้เรียนจะรับบทเป็นนักสืบ FDA ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว เป็นต้น

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทางทีมเราเชื่อว่า ผู้เรียนจะได้รับแรงบันดาลใจกระตุ้นปลุกเร้า เพื่อมุ่งสัประยุทธ์พิชิตความท้าทาย โดยใช้ความรู้และทักษะด้าน STEM และสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาและสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง เพราะเราเชื่อว่า วันนี้ โรงเรียนจะไม่ใช่โรงสอนอีกต่อไป ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราสอนมากเท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับการที่นักเรียนของเราสามารถเรียนรู้ได้เท่าไร เรียนรู้ตามรูปแบบที่ถนัด เรียนรู้ให้เต็มศักยภาพ และให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นผู้ที่มีทักษะการเรียนรู้ที่สามารถออกแบบและหาทรัพยากรการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ จนนำไปสู่ผู้เรียนที่เป็นผู้รู้จริง ทำได้ ใช้ประโยชน์เป็น” รศ.ดร.วรรณพงษ์ กล่าว

นางวรินทร์เนตร เติมศิริกมล ผู้ผลิตรายการคิดเรนเจอร์ส และผู้จัดทำโครงการ คิดเรนเจอร์ส ชวนครูวิทย์-คณิต มาคิดให้ WOW ปี 6 และ โครงการ KIDDY CODE สนุกโค้ด สนุกคิด กล่าวว่ากิจกรรมเหล่านี้ เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากรายการ Kid Rangers ของไทยพีบีเอส ที่จะนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการ และ STEM ศึกษา ผ่านการผจญภัยไปทำภารกิจของเด็กๆ ในที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กประถมศึกษา เราจึงจัดกิจกรรมอบรมครู เพื่อนำสื่อเพื่อการเรียนรู้จากหน้าจอสู่ห้องเรียน

“กิจกรรมอบรมนี้จัดมาเป็นปีที่ 6 แล้ว ก่อนหน้านี้จะมีการจัดในรูปแบบ on-site ไปยังหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ และช่วงโควิดที่ผ่านมาก็ปรับเป็นรูปแบบ online โดยคุณครูจะได้มาอัปเดตนวัตกรรม หรือเทรนด์ ทางการศึกษาใหม่ๆ แล้วนำกลับไปลองใช้กับนักเรียนในห้องเรียน จากนั้นก็จะมีการจัดประกวดคลิป VDO การสอนของคุณครูตามเนื้อหาที่คุณครูได้รับการอบรมไป คุณครูที่ชนะ 5 ท่านก็จะได้ไปดูการจัดการเรียนการสอนใหม่ๆ ที่ต่างประเทศ” นางวรินทร์เนตร กล่าว

สำหรับโครงการนวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็กยุค Metaverse ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ “โครงการ คิดเรนเจอร์ส ชวนครูวิทย์-คณิต มาคิดให้ WOW ปี 6” และ “โครงการ KIDDY CODE สนุกโค้ด สนุกคิด” จัดด้วยรูปแบบไฮบริด คือทั้ง on-site และ online ด้วยกัน โดยจะเดินทางไปยังหัวเมือง 5 จังหวัดทั่วประเทศและจัดอบรมครูที่สมัครมา on-site จำนวน 50 คนในขณะเดียวกัน จะมีการ Live สื่อสารถึงครูในรูปแบบ online อีกด้วย

ทั้งนี้ 4 Mega Trends กับการศึกษาของเด็กในโลกอนาคต คือ 4 เรื่องสำคัญในแวดวงการศึกษา ที่ครูไทยควรเตรียมพร้อมเรียนรู้ เพื่อส่งต่อเนื้อหาเหล่านี้ให้เด็กนักเรียนในศตวรรษที่ 21 เพราะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาโลกในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ 1.Jump to Metaverse for Innovative Learning กระโดดเข้าโลกเสมือนเพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ของเด็ก 2 เติมความรู้ สร้างทักษะ สู่สมรรถนะ หนูทำได้แก้ปัญหาเป็นแบบเต็ม STEAM 3.โลกสวยและน่าอยู่ด้วยมือเรา แนวทางและกิจกรรมจัดการศึกษา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และ 4.โค้ดให้ม่วน ชวนให้คิด เสริมทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

โครงการ KIDDY CODE สนุกโค้ด สนุกคิดเป็นโครงการที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่อง แนวคิดเชิงคำนวณและ Unplugged Coding ให้กับเด็กปฐมวัย หรือเด็กอนุบาล แบบครบวงจร โดยมีตั้งแต่คลิป VDO เพื่อการเรียนรู้ ชื่อรายการ KIDDY CODE สนุกโค้ด สนุกคิด นำเสนอเกี่ยวกับการฝึกคิดเชิงคำนวณของเรื่องราวในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีการฝึกแก้ไขโจทย์ปัญหาที่มาในรูปแบบนิทาน และกิจกรรม Unplugged Coding สนุกๆ รวมไปถึงการฝึกให้เด็กรู้จักสิ่งที่เป็นเทคโนโลยีดิจิทัล รอบตัวแบบง่ายๆ จำนวน 20 ตอน

ออกอากาศในช่องทางที่หลากหลายของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จากนั้นนำตัวรายการโทรทัศน์มาต่อยอดเป็นการ์ดเกม ที่คุณครูสามารถนำไปเป็นสื่อในการเรียนการสอนแบบ Unplugged Coding อย่างสนุกสนานในห้องเรียน กับเด็กปฐมวัย จำนวน 3,000 ชุด และมีการจัดกิจกรรมอบรมครูปฐมวัย เพื่อสอนเทคนิควิธีการใช้คลิปรายการ และการ์ดเกมเพื่อสอนนักเรียนในห้องเรียนให้สนุกและมีความสุขกับการเรียนรู้แบบ Unplugged Coding

เตรียมพร้อม‘เด็กอาชีวะ’สู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ‘วิศวะมหิดล’ถ่ายทอดความรู้‘ยานยนต์ไฟฟ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659745

เตรียมพร้อม‘เด็กอาชีวะ’สู่ยุคเปลี่ยนผ่าน  ‘วิศวะมหิดล’ถ่ายทอดความรู้‘ยานยนต์ไฟฟ้า’

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี ผศ.ดร.กฤษฎา อัศวสกุลเกียรติ รองคณบดีฝ่ายเสริมสร้างความร่วมมือและกิจกรรมเพื่อสังคม และ ผศ.ดร.รุ่ง กิตติพิชัย หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ร่วมกับ วิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง จ.ราชบุรีเปิดโครงการ “ยกระดับเยาวชนด้วยศาสตร์วิศวกรรมเครื่องกลสู่อุตสากรรมไทย 5.0” จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ “การเตรียมความพร้อมรถยนต์…สู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทน” โดยมี อาจารย์อนุชา จันทร์สนิท ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มาเป็นเกียรติในงาน มุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากรครูผู้สอนและนักศึกษาอาชีวะรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

ผศ.ดร.รุ่ง กิตติพิชัย หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทย ต้องขับเคลื่อนพัฒนาองค์ความรู้ในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการศึกษาซึ่งผลิตบุคลากร ภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอี และภาคประชาชนผู้ใช้ยานยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจากคณะกรรมการ ABET ถึง 6 หลักสูตร

ได้ร่วมกับวิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง จ.ราชบุรี จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ เรื่อง การเตรียมความพร้อมรถยนต์…สู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทน วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันการศึกษาอาชีวะทางด้านวิศวกรรมยานยนต์และแนวโน้มของยานยนต์ยุคใหม่ในอนาคต นำความรู้และทักษะที่ได้รับมาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกระดับให้นักศึกษาอาชีวะ ปวช.ปี 1-3 สามารถเข้าสู่การเรียนรู้ภาคปฎิบัติร่วมกับภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในอนาคตได้ต่อไป

ในประเทศไทยมีหลายจังหวัดที่มีการเติบโตของอุตสาหกรรมอู่ต่อรถยนต์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ ราชบุรี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมนี้และมีอู่ต่อรถยนต์จำนวนหลายสิบแห่ง สร้างงานสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง นอกจากนี้ตลาดดัดแปลงรถยนต์เก่าทั่วประเทศจากใช้น้ำมันระบบสันดาปภายในให้เป็นระบบไฟฟ้า เปิดโอกาสกว้างแก่ผู้ประกอบการอู่รถยนต์ที่ต้องปรับตัวในการตอบโจทย์การลดใช้น้ำมันและลดปัญหามลพิษ อีกทั้งราคาไม่แพงและเข้าถึงง่าย

ตลอดจนตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมใช้รถยนต์พลังไฟฟ้า ในการถ่ายทอดความรู้ครั้งนี้มุ่งเน้นนักศึกษาอาชีวะซึ่งจะเป็นแรงงานในอนาคต ได้เรียนรู้การทำงานของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ เช่น 1.แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panel) ทำหน้าแปลงพลังงานแสงที่ได้รับเป็นพลังงานไฟฟ้า 2.ตัวควบคุมประจุการชาร์จ (Charger) ทำหน้าที่ประจุพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับจากแผงโซลาร์เซลล์เข้าไปยังแบตเตอรี่ 3.แบตเตอรี่ (Battery) สำหรับกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับจากแผงโซลาร์เซลล์

4.ตัวควบคุมมอเตอร์ (Motor Controller) ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการจ่ายไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปยังมอเตอร์เพื่อควบคุมความเร็วและแรงบิดของมอเตอร์ 5.มอเตอร์ (Motor) ทำหน้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลเพื่อขับเคลื่อนตัวรถยนต์ นอกจากนี้ ยังเสริมความรู้ด้านการตรวจเช็ครถยนต์และการบำรุงรักษารถยนต์ระบบสันดาปภายในซึ่งยังคงใช้งานไปอีกหลายปีให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย โดยเน้นการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา เพื่อแก้ไขได้ตรงจุด โดยสร้างเสริมทักษะการแก้ปัญหาเครื่องยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ

เช่น รถสตาร์ทไม่ติด การทำงานของเครื่องยนต์ส่วนประกอบของมอเตอร์สตาร์ท การตรวจสอบระบบจุดระเบิด การทำงานของระบบปั๊มเร่งในคาร์บูเรเตอร์ การตรวจสอบและซ่อมโซลินอยด์ การ
วัดกำลังอัดในกระบอกสูบเครื่องยนต์ การหาจุดขัดข้องของไดสตาร์ท เป็นต้น โดยมี นายปัญญา เส็งแดง ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และนายอภินพ พรศรี งานวิศวกรรมเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยากร

‘สสส.’จับมือ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ร่วมพัฒนา‘หลักสูตร-ศักยภาพบุคลากร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659744

‘สสส.’จับมือ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’  ร่วมพัฒนา‘หลักสูตร-ศักยภาพบุคลากร’

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เรื่อง “การพัฒนาหลักสูตรและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร” ระยะเวลา 3 ปี เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ ชั้น 34 อาคาร SM Tower ย่านสนามเป้า-พหลโยธิน กรุงเทพฯ

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการและเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการสร้างเสริมสุขภาพ แก่ นิสิต/นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป ด้วยการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพ รวมถึงการสนับสนุนทางด้านวิชาการ อาทิ การสร้างและพัฒนาเนื้อหาการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไป หลักสูตรเสริมการศึกษาทั่วไประยะสั้น สนับสนุนหรือร่วมดำเนินงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน และเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงาน

รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นพันธมิตรที่มีความเข้มแข็ง เป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ และได้สร้างประโยชน์แก่ประเทศมาเป็นเวลายาวนาน จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ร่วมทำงานขับสร้างการพัฒนาหลักสูตรและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร นิสิตนักศึกษา และบุคลากรประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดการขยายพื้นที่การเรียนรู้และส่งเสริมให้เกิดโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมวางแผนเปิดหลักสูตรการสร้างเสริมสุขภาพในมิติต่างๆ เช่น หลักสูตร
เมืองน่าอยู่ หลักสูตร การสื่อสารเพื่อสังคม หลักสูตร การสื่อสารเพื่อสร้างองค์กรแห่งความสุข

ผศ.ดร.สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับกรอบความร่วมมือระหว่าง Thaihealth Academy และศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ในการพัฒนาหลักสูตร E-learning เรียกว่า “Life long Learning”ที่มี micro credit และ learning outcome ซึ่งเป็นโครงการในอนาคตจะนำเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่เรียกว่า CU Neuron เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โดยมีทั้งวิชาออนไลน์ของศูนย์การศึกษาทั่วไป คอร์สออนไลน์จาก Chula MOOC และคอร์สระยะสั้นของ CUVIP คอร์สพิเศษจาก PacRim และ SkillLane ให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความสะดวก พร้อมรับประกาศนียบัตร CU Neuron ยังรองรับการเก็บหน่วยกิต ผ่านธนาคารหน่วยกิต (credit bank) สำหรับหลายวิชาที่สามารถเทียบโอนใช้ได้เมื่อเลือกเรียนหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้ผ่านทางเว็บไซต์ https://cuneuron.chula.ac.th

นอกจากนี้ ได้จัดทำหลักสูตร CU Learning โดยเริ่มนำร่องจากกิจกรรมหลักสูตรเสริมการศึกษาทั่วไประยะสั้น (CUVIP) ใช้ชื่อว่า “CUVIP series” ซึ่งมาใน Theme “เท่าทันสื่อ ก้าวทันโลก” โดยมุ่งเน้นการมีเสรีภาพทางความคิด อ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับตัวเรา สร้างความสามารถในการคิด เลือก ตัดสินใจ อย่างใช้วิจารณญาณในฐานะพลเมืองที่อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเคารพความหลากหลายทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรม

ก่อให้เกิดทักษะทางด้าน “Media Literacy, the essential skill for well-being” แบ่งเป็น 12 กิจกรรม ในระยะเวลา 2 เดือน คือ เดือนมิถุนายน 2565 จัดกิจกรรม ได้แก่ 1.เปิดสายตาอ่านสื่ออย่างรู้เท่าทัน MIDL 101 2.สูงวัยรู้ทันสื่อ 3.การใช้สื่อดิจิทัล กับการจัดการอารมณ์ 4.เรียนรู้รับมือคุกคามทางเพศออนไลน์ 5.พื้นฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Checking 101)

และเดือนกรกฎาคม 2565 ได้แก่ 1.ทำอย่างไรเมื่อซื้อของออนไลน์ไม่ตรงปก 2.พลเมืองดิจิทัลกับการรับมือข้อมูลข่าวสาร 3.การนำเสนออัตลักษณ์ผ่านสื่อดิจิทัล 4.การเคารพสิทธิบนโลกออนไลน์ 5.พลิกมุมคิด สะกิดมุมมอง วิพากษ์สื่อด้วยสายตาพลเมือง (MIDL for Citizenship) 6.เอาตัวรอดเมื่อถูกกลั่นแกล้ง ระรานทางไซเบอร์ (Cyber Bullying) 7.วิพากษ์สื่ออย่างรู้เท่าทัน สร้างสรรค์สังคมของ ทุกคน MIDL for Inclusive Society

สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้มีตัวแทนจาก 2 หน่วยงาน รวม 4 ท่าน ประกอบด้วย นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) สสส., ศ.ดร.ปาริชาตสถาปิตานนท์ รองอธิการบดี ด้านวิชาการและการเชื่อมโยงกับสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ สามารถติดตามโครงการรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป โดยติดตามได้ทางเว็บไซต์ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://gened.chula.ac.th และเว็บไซต์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ Thaihealth Academy และศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ

‘ท่านใหม่’แจ้งข่าวเศร้า ตระกูลยุคลสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659680

'ท่านใหม่'แจ้งข่าวเศร้า ตระกูลยุคลสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว

วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.59 น.

วันที่ 11 มิถุนายน 2565 ม.จ. จุลเจิม ยุคล หรือ ท่านใหม่ แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า “ท่านหญิง มาลินีมงคล (ยุคล) อมาตยกุล พี่สาวคนโตของครอบครัวผม ได้จากผมไปด้วยอาการสงบ ที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในเช้าตรู่วันนี้

กำหนดการต่างๆ รวมถึงการสรงน้ำพระศพ และวัด จะแจ้งให้ท่านที่เคารพและรักพี่สาวของผมให้ทราบอีกที”

‘รร.บ้านปางแดง’ชี้การอยู่บนพื้นที่สูง ความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ ไม่เป็นอุปสรรคด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659597

'รร.บ้านปางแดง'ชี้การอยู่บนพื้นที่สูง ความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ ไม่เป็นอุปสรรคด้านการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 13.51 น.

รร.บ้านปางแดง จ.เชียงใหม่ ชี้การอยู่บนพื้นที่สูง และความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ ไม่เป็นอุปสรรคด้านการศึกษา พร้อมสร้างการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนอย่างน่าสนใจ 

การที่โรงเรียนตั้งอยู่บนดอยสูง และมีนักเรียนที่มาจากหลายชาติพันธุ์ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นปัญหา ทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรมที่แตกต่าง การขาดแคลนไฟฟ้า รวมถึงการเดินทางที่ทุรกันดาร แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่เป็นอุปสรรคด้านการเรียนการสอน ของโรงเรียนบ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนดอยสูง มีนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ 100% ที่ปัจจุบันนักเรียนสามารถฟังพูดอ่านและเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันยังคงอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กันไป นอกจากนี้ยังได้นำเอาการศึกษามาพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน จนล่าสุดได้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นหนึ่งในโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่ จากมูลนิธิเอเชีย โดยความร่วมกับพันธมิตรต่างๆ พวกเขามีวิธีคิดและบริหารจัดการอย่างไร ลองไปศึกษากันดู        

นายชัชวาล พวงทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางแดง ได้กล่าวว่า “นโยบายของโรงเรียนคือการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ในบริบทของชุมชนบนพื้นที่สูง ที่มีหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ล้อมรอบ นักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ 100% ประกอบด้วย 5 ชนเผ่าคือดาราอั้ง หรือปะหล่อง, ลาหู่, กะเหรี่ยง, ลีซู และอาข่า รวม 208 คน การจัดการศึกษาเป็นแบบพหุวัฒนธรรม เรียนภาษาถิ่นและภาษาไทยควบคู่กันไป เพิ่มเติมด้วยภาษาอังกฤษและจีน โดยมีคุณครูชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นผู้สอน นอกจากนี้ยังมีโครงการพี่สอนน้อง เพื่อนสอนเพื่อน และการเพิ่มทักษะชีวิตด้วยการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข (พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ และคุณธรรม) โดยนำแหล่งชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน โครงการหลวง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้ามาร่วมมือ และให้ความรู้กับนักเรียนในเรื่องการปลูกองุ่นและเมล่อน เพื่อให้มีทักษะการประกอบอาชีพในอนาคต”  

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส มูลนิธิเอเชีย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “มูลนิธิเอเชีย ร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้คัดเลือกโรงเรียนบ้านปางแดงเป็นโรงเรียนดีมีทุกที่ เพราะมีความโดดเด่นในการสนับสนุนให้นักเรียนได้มีสิทธิในการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมาจากชาติพันธุ์ใดก็สามารถเล่าเรียนได้ เด็กๆ สามารถฟังพูดอ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างชัดเจนมีคุณภาพ มีคุณครูครบวิชาเอกในทุกระดับชั้นซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทำให้สามารถสอนนักเรียนได้ตามความถนัดตามที่ได้เรียนมา ยิ่งมีคุณครูเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในหมู่บ้านก็ยิ่งทำให้เข้าถึงนักเรียนมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการไม่สร้างความขัดแย้ง เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเพื่อนๆ ก็ทำให้ เกิดความสมานฉันท์ และอยู่ร่วมกันในสังคมท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย อย่างมีความสุข” 

มาที่ ด.ญ.อุษญา กลิ่นน้ำหอม เผ่าล่าหู่ อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 เล่าว่า “หนูอาศัยอยู่กับครอบครัวที่หมู่บ้านปางแดงกลาง เดินทางมาโรงเรียนทุกวันด้วยรถมอเตอร์ไซด์ ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร แต่ก็ไม่รู้สึกว่าไกลเพราะคุ้นเคยแล้ว ตอนนี้หนูชอบเรียนคณิตศาสตร์มาก และการมาโรงเรียนทำให้หนูสนุกสนาน เพราะได้เจอกับคุณครู และเพื่อนๆ” 

ด้าน ด.ญ.ธัญพิมล พัธนะปรีชากร (เฟ้ยเฟ้ย) เผ่าล่าหู่ อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 บอกว่า “หนูชอบเรียนภาษาอังกฤษ เมื่อโตขึ้นอยากเป็นหมอ ที่บ้านมีไฟฟ้าใช้แล้วแต่มาจากโซล่าเซลล์ ช่วงโควิดที่ผ่านมาหนูต้องเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน การมาที่โรงเรียนทำให้หนูมีเพื่อนและไม่น่าเบื่อ ที่ผ่านมาเคยใช้อินเตอร์เนตผ่านมือถือในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่สนใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจหนูก็จะสอบถามจากคุณแม่เพื่อขอคำอธิบาย”   

สำหรับโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่ จัดขึ้นโดยมูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสถานทูตออสเตรเลีย, มูลนิธิอานันทมหิดล และความร่วมมือจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท., สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดพลังบวกในสังคม และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยผู้สนใจชมคลิปการสัมภาษณ์ฉบับเต็มจากรายการ 1 ในพระราชดำริ ตอนโรงเรียนดีมีทุกที่ พหุวัฒธรรมการศึกษา คลิก https://www.youtube.com/watch?v=Kf6zmU0Gs70&t=539s ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
 
 

สพฐ.สั่งลุย!ขับเคลื่อนเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ลงสู่ห้องเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659506

สพฐ.สั่งลุย!ขับเคลื่อนเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ลงสู่ห้องเรียน

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.17 น.

สพฐ.สั่งลุย!ขับเคลื่อนเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ลงสู่ห้องเรียน

10 มิถุนายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม พร้อมด้วย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ , นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. , นายอโณทัย ไทยวรรณศรี ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน และผู้แทนสำนักต่างๆของ สพฐ. กว่า 10 สำนัก เข้าร่วมการประชุมที่ห้องประชุม สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ   

นายอัมพร กล่าวว่า แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 กำหนดแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างเสริมและปรับเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยให้มีวินัย จิตสาธารณะ และพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาตามแนวทางดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยดำเนินงานตามนโยบายการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ส่งเสริมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนางานและคุณภาพชีวิตที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมนำสู่สังคมที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และมีคุณธรรม รักความเป็นไทย โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และกิจกรรมจิตอาสา รวมทั้งพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพและหน่วยงานอื่นด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการพัฒนาการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

นายอัมพร กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างเป็นรูปธรรม สพฐ. จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นจุดเน้นสำคัญและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเลขาธิการ กพฐ. และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นที่ปรึกษา และนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานคณะกรรมการฯ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่างๆของ สพฐ. ร่วมเป็นคณะกรรมการฯ โดยจัดให้มีการประชุมเพื่อหารือแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้วยการเรียนรู้ผ่านวิชาและกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งแต่ละสำนักที่มีงานในส่วนเกี่ยวข้องที่กำลังดำเนินงานอยู่แล้ว ได้มาร่วมหารือเพื่อหาแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายลงสู่สถานศึกษา โดยเฉพาะครูและผู้เรียนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเป็นภาพรวมใหญ่ของ สพฐ. รวมทั้งสื่อสารกับสาธารณชนโดยทั่วไป

“ผลสรุปการประชุมจะมีการรวบรวมการดำเนินการของแผนงานและโครงการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการอยู่ รวมทั้งรายการสื่อ เอกสาร และแนวทางการเรียนรู้สำหรับครูและผู้เรียน เพื่อใช้ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและไปในทิศทางเดียวกัน ให้สามารถพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งภายใน สพฐ. และหน่วยงานภายนอก รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงาน และแบ่งปันทรัพยากรมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งต่อไปจะได้มีแผนยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงานด้านประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม การพัฒนาครูและบุคลากรที่ตอบสนองความต้องการจำเป็น ให้มีทางเลือกที่หลากหลาย เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โดยไม่สร้างภาระให้กับครู และมีระบบสนับสนุน การให้คำแนะนำ นิเทศ กำกับติดตามในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา เพื่อถอดบทเรียนให้ได้แนวปฏิบัติที่ดี สามารถนำไปเผยแพร่และสื่อสารแก่สาธารณชนในวงกว้างต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว