‘หมอธีระวัฒน์’เตือนผู้สูงอายุ ออกกำลังกายหนัก อาจเสี่ยงสมองเสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659370

'หมอธีระวัฒน์'เตือนผู้สูงอายุ ออกกำลังกายหนัก อาจเสี่ยงสมองเสื่อม

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 10.59 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2565 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ออกกำลังเป็นบ้าเป็นหลัง ระวังสมองเสื่อม(ในคนสูงวัย และสมองเริ่มเสื่อมแล้ว) หมอดื้อ

ออกกำลังกายนั้นดี แต่ทุกอย่างเมื่อไม่อยู่สายกลาง ย่อมไม่ดี หลัง ๆ มานี้หมอเห็นว่าผู้คนฮิตออกกำลังกายกันเยอะขึ้นโดยเฉพาะในหมู่สาว ๆ ออกกันได้ทั้งเช้า ทั้งเย็นเลยทีเดียว ส่วนหนุ่ม ๆ ก็ลงพุงกันเป็นแถว

เรียบเรียงขัอมูลจากบทความใน Medscape มาให้ทุกคนได้อ่าน บทความนี้ชื่อ How Much Exercise Is Too Much for the Brain? และได้ดูข้อมูลหลัก ๆ จาก Exercise for cognitive brain health in aging ลงใน วารสารทางสมอง Neurology 2018 ซึ่งได้เอาการวิจัย 98 อันเกี่ยวกับการออกกำลังกายมาวิเคราะห์ (systematic review) ซึ่งบอกว่าดีต่อสมองและช่วยลดสมองเสื่อม
แต่ DAPA trial ลงใน วารสารการแพทย์ของอังกฤษ BMJ 2018 เอาคนที่เป็นสมองเสื่อมแล้วมาออกกำลังกายพบว่าออกเยอะไปสมองจะแย่

แล้วเท่าไหร่ดี เพราะออกกำลังกายนั้นข้อดี ยืดยาวนับไม่ถ้วน นอกจากหุ่นดีน่ามองแล้ว การไปยกน้ำหนักโดยที่มีคนรอบข้างจ้องมอง แน่นอนต้องเพิ่มความมั่นใจได้ระดับนึง ยังเพิ่มการหลั่งสารความสุขเอนดอฟิน น่าจะช่วยอายุยืน เพราะปรับโรงพลังงานของร่างกายหรือไมโตคอนเดรีย (autophagy regulator) รวมทั้งให้ร่างกายผลิตสารกัญชาธรรมชาติ ให้รู้สึกดี อารมณ์ดี คลายเครียดอีกด้วย นอกจากนั้นยังนอนหลับสบายอีก

การหันมาออกกำลังกายนับว่าจำเป็นมากในยุคที่นั่งติดเก้าอี้จ้องจอคอมพิวเตอร์ การออกไปเจอคนอาจจะไปเจอคู่รักที่หามานานก็ได้ (โอกาสดูจะสูงกว่าไปไหว้พระขอคู่เป็นไหน ๆ)
กีฬาบางอย่างเล่นเป็นทีมก็ได้เพื่อนและฝึกการทำงานเป็นทีมอีกด้วย นอกเรื่องนิดหน่อย

กลับมาที่สุขภาพ ออกกำลังกายยังทำให้หัวใจและเส้นเลือดดี กระปรี้กระเปร่า ลดมะเร็ง ลดเบาหวาน แถมเรื่อเตะปี๊บดังแถมมาอีกด้วย

คำถาม คือ การออกกำลังกายช่วยลดโอกาสสมองเสื่อมได้ไหม และออกแบบไหน จากการศึกษาใน Neurology 2018 พบว่าในทั้งคนวัยกลางหรือสูงวัยที่ทั้งมีโรคสมองเสื่อมอ่อนๆ หรือที่สมองยังแข็งแรงดีอยู่ พบว่ายิ่งออกกำลังกายเยอะก็ยิ่งทำให้ สมองดี สมองดีที่ว่านี้ หมายถึง คิดเร็วขึ้น การตัดสินใจเฉียบขาดขึ้น

และจะออกแบบไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นปั่นจักรยาน วิ่ง ยกน้ำหนัก โยคะ พิลาติส ก็ตาม ขอให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละสองชั่วโมง อันนี้ก็คงเพราะว่าถ้าออกกำลังกาย สุขภาพหัวใจ และเส้นเลือดเราก็จะดีขึ้น นั่นก็แปลว่าสมองจะได้รับสารอาหารเพียงพอ

นอกจากนั้นก็เป็นไปได้ว่าการที่เลือดสูบฉีดดีจะทำให้สารพิษหรือโปรตีนผิดปรกติถูกล้างออกไปได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นสารเคมีที่หลั่งออกมาตอนออกกำลังกายอาจจะมีส่วนช่วยปรับสมดุลในสมองอีกด้วย อันนี้กลับไปลองดูเพิ่มเติมในหมอดื้อตอน “สมองเหี่ยวหด ถ้ายังอ้วน”

แต่ออกกำลังกายกี่ชั่วโมงละถึงเรียกว่ามากเกินไป ในอีกการศึกษา Dementia and physical activity (DAPA) trial จากอังกฤษเป็นการศึกษาโดยแบ่งคนไข้สูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นสมองเสื่อมขั้นน้อยถึงปานกลางออกเป็นสองกลุ่ม (Randomised controlled trial) กลุ่มแรกเค้าให้ออกกำลังกายโดยแอโรบิคและยกน้ำหนัก 150 นาทีในหนึ่งอาทิตย์ เป็นเวลาต่อเนื่องสี่เดือนและให้ทำต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนอีกกลุ่มดูแลตามเดิม ผลกลับผิดคาดเพราะหลังจาก 12 เดือน การทำงานของสมองในกลุ่มออกกำลังกายกลับแย่ลงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เคี่ยวเข็ญให้ออกกำลังกาย ทีนี้ทำยังไงดีละ ตลอดมาก็บอกทุกคนว่าให้ออกกำลังกาย พอไปดูการวิจัยอื่นๆ การออกกำลังกายก็ไม่ได้ทำให้สมองแย่ลง ทั้งนี้การศึกษาเก่า ๆ อาจจะไม่ได้ให้ออกกำลังกายแบบหนักหน่วงนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า ในกลุ่มคนที่เป็นสมองเสื่อมไปแล้ว การออกกำลังกายมากเกินไปแบบหนักหน่วงอาจจะไม่ดี

ทั้งนี้ มันคงจะเป็นเพราะมันสายเกินไปแล้วและเส้นเลือดที่ตีบ รวมกับสมองที่ทำงานอาจจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพแล้ว พอให้ไปออกกำลังกายหนักๆ พลังงานจากการหล่อเลี้ยงของเลือดอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ จึงถูกเอาไปใช้กับกล้ามเนื้อในร่างกายจนเกินไป สมองจึงได้รับการกระทบกระเทือนเข้าไปใหญ่แต่ข้อดีกับการออกกำลังกายสำหรับคนดูแลก็คือ คนไข้กายแข็งแรงจึงสามารถช่วยเหลือตัวเองในการเดินเหินได้ง่ายกว่าถ้าเทียบกับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

สรุปว่ายังไงดี ข้อมูลในเรื่องนี้

ถึงข้อมูลจะมีเยอะ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าออกกำลังกายอะไร แบบไหน ออกนานเท่าไหร่ดีสุดที่สรุปไม่ได้ก็คงเป็นเพราะว่าคนแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน สภาพร่างกาย ระดับไขมันหรือกล้ามเนื้อก็ไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างก็คือคนที่อ้วนลงพุงก็ควรจะออกกำลังกายแนวแอโรบิคเพิ่มอัตราการเต้นหัวใจเพื่อลดไขมันที่พุง เพราะเรารู้ว่ายิ่งไขมันรอบเอวเยอะ สมองส่วนความจำก็จะยิ่งเล็ก ส่วนคนที่กล้ามเนื้อน้อยนิดก็ควรจะมีการยกน้ำหนักกันหน่อยเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อสามารถช่วยใช้น้ำตาลในเลือดได้ดีและปกป้องสมองของเราได้ส่วนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ออกกำลังกายกันหนัก ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเพราะสมองและเส้นเลือดยังดี ออกไปเถอะครับน่าจะปกป้องสมองได้แต่ถ้าออกทั้งวันทุกวันก็อย่าลืมทานอาหารให้พอ อย่าให้ถึงกับผอมแห้งจนเกินไป และควรจะมีวันพักผ่อนด้วยเพราะร่างกายก็ต้องการการพักผ่อนในการฟื้นฟู ออกกำลังกายก็หมั่นยืดเส้นยืดสายและระวังกีฬาที่มีการกระแทกสูงเพราะอายุที่มากขึ้นก็จะตามมากับไขข้อเสื่อม ปั่นจักรยานบนถนนอย่าลืมหมวกกันน็อคระวังรอบข้างและเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัดนะครับ

อว. ขับเคลื่อนโครงการ’เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง’ MOU 4 หน่วยงาน รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659356

อว. ขับเคลื่อนโครงการ'เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง' MOU 4 หน่วยงาน รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 08.48 น.

อว. ส่งเสริมแนวทางสร้างรูปแบบการศึกษาตลอดชีวิตที่ เปิดกว้างและตอบรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้วยโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการหาความรู้เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นและพัฒนาศักยภาพในการทำงานรองรับวิถีชีวิตใหม่ ดำเนินโครงการฯ โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ร่วมกันลงนามความร่วมมือในการร่วมขับเคลื่อน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง”

วันที่ 9 มิถุนายน 2565 รองศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด และเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือแสดงเจตจำนงในการขับเคลื่อนโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย วช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย มนร. จ.สุราษฎร์ธานี และ มรส. เพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาโรงเรียนผู้สูงวัยในรูปแบบ Digital Education & On the job Coaching และ Model กระบวนการจัดการความรู้จากการวิจัยมาเพื่อเพิ่มทักษะ รวมถึงนำหลักสูตรการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในโรงเรียนผู้สูงวัย Online & Onsite โดย Senior Trainer และ Reskill & Upskill ในทักษะที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย เพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ โดยมี นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราฎร์ธานี กล่าวต้อนรับ และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวความเป็นมาของโครงการฯ และ มี ผศ.ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม และดร.มนัสวิน นันทเสน หรือ ติ๊ก ชิโร่ นักร้องนักแสดงเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ณ ลานสะพานนริศ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

รองศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าทำคนเดียว นอกจากจะไม่สนุก และก็จะไม่สำเร็จด้วย ท่านรัฐมนตรี อว. จึงมีความมุ่งมั่นอยากให้ผู้สูงวัยอยู่แบบมีความสุขทุกช่วงวัย แต่ก่อนที่จะมีความสุขได้จริง ๆ ต้องมีความสนุกก่อน เพราะฉะนั้นงานนี้การันตีว่า มีแต่ความสนุก และมีแต่ประโยชน์ คิดง่าย ๆ ถ้าอยากรู้ว่าทำอย่างไรให้พลังวัยเก๋ามีความสุขและสนุกในยุคดิจิตอลได้ คือต้องถาม ในวันนี้ได้ถามมาแล้ว ผู้สูงวัยส่วนใหญ่อยากใช้ line อยากเล่นเพจ และเฟชบุ๊คเป็น ร่วมถึงอยากชื้อของและขายของในออนไลน์ได้ แค่นี้ผู้สูงวันก็มีความสุข เพราะฉะนั้นงานของกระทรวง อว. คือการสร้างความสุข เพิ่มพลังให้ผู้อายุ

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราฎร์ธานี กล่าวว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี  มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และภาคีเครือข่าย มีความมุ่งมั่นและเห็นความสำคัญที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและพัฒนาความสามารถของผู้สูงอายุด้านการเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาโรงเรียนผู้สูงวัยในรูปแบบ Digital Education & on the job Coaching และ Model กระบวนการจัดการความรู้จากการวิจัยมาเพื่อเพิ่มทักษะ และเพื่อร่วมกันนำหลักสูตรการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในโรงเรียนผู้สูงวัย Online & Onsite โดย Senior Trainer และ Reskill& Upskill ในทักษะที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย เพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ โครงการนี้สามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายใช้งานฟังก์ชันเบื้องต้นของแอฟพลิเคชั้น Line Camera โดยเฉพาะการใส่ข้อความและสติกเกอร์บนภาพ สามารถจำแนกการใช้งานฟังก์ชันต่างๆของเฟชบุ๊คเพจ สามารถแยกแยะความต่างของแคปชั่นและคอนเทนต์ได้ ตลอดจนสามารถผลิตนวัตกรรมเพื่อจำหน่ายออนไลน์ได้

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้รับมอบหมายจากกระทรวง อว. ในยุทธศาสตร์ Quick Wins เรื่อง “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ให้ วช. ดำเนินการสร้างกลไกการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย โดยคนเกษียณหรือผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นและพัฒนาศักยภาพในการทำงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดงาน ในภาครัฐและภาคเอกชน หรือความต้องการในการทำงานให้ได้มีโอกาสเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ซึ่ง วช. ได้กำหนดให้มีแผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ผ่านการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย โดยให้ความสำคัญกับฐานความรู้เดิมและองค์ความรู้ที่มีอยู่ของสถาบันการศึกษา ที่พร้อมนำไปต่อยอดและขยายผล ร่วมกับหน่วยงานและมหาวิทยาลัย ภายใต้กระทรวง อว. และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลผลิต ผลลัพธ์ และผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมายที่วางไว้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้สูงอายุไทย ซึ่งโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ได้ดำเนินการขับเคลื่อนและขยายผลเข้าสู่ ระยะที่ 2 โดยมุ่งที่จะผลักดันให้เกิดผลและเพิ่มความยั่งยืนให้มากขึ้น โครงการ “การพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในโรงเรียนผู้สูงวัยเพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่” เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ระยะที่ 2 โดยโครงการนี้ จะนำฐานความรู้เดิมและองค์ความรู้ที่มีอยู่ของสถาบันการศึกษา ร่วมกับการใช้กิจกรรมเข้ามาบูรณาการ การเรียนรู้ของผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสร้างหลักสูตรการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในโรงเรียนผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุมีคุณลักษณะ “อยากรู้ อยากมีรายได้ อยากทำ” และสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการของผู้สูงอายุ เพิ่มและพัฒนาทักษะ Reskill & Upskill ให้กับผู้สูงอายุ และเพื่อเป็นการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในการเข้าสู่สังคมวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) 

กิจกรรมภายในงานฯ มีกิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผ่านกิจกรรม “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง กิจกรรมแสดงพลังวัยเกษียณ (เตะปิ๊บ) และการแสดงจากกลุ่มผู้เกษียณ (เต้นบาสโลบ) มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องวัยเก๋า “ติ๊ก ชิโร่” อีกด้วย

วุฒิสภาจัดสัมมนาปฏิรูปการศึกษา แนะบรรจุศาสตร์พระราชาสร้างมหัศจรรย์ความรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659335

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 20.23 น.

8 มิ.ย.2565 ที่อาคารรัฐสภา ได้มีการสัมมนา เรื่อง”การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ โดยนำหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาไปสู่การจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา” ซึ่งจัดโดย คณะกรรมาธิการการศึกษา และคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา โดยมี นายตวง อันทะไชย ประธานกมธ.การศึกษา วุฒิสภา พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง คณะกมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กมธ.การศึกษา วุฒิสภา , ผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , ตัวแทนการศึกษาเอกชน , ตัวแทนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และตัวแทนการศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประชุมสัมมนา

โดยนาย ตวง กล่าวว่า หลังจากโลกเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ในมุมส่วนตัวนั้น ถือว่าเป็นจุดตัดของโลก เพราะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ กระบวนการจัดการเรียนรู้ วิธีวัดผลประเมินผล การผลิตครู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดวิกฤตยูเครน – รัสเซีย ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงพลังงาน เป็นการขาดแคลนพลังงานครั้งใหญ่ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนพลังงาน ได้ทำให้มนุษย์ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงระบบการศึกษา เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย

“ยังจะทำให้โลกเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหาร ซึ่งเห็นได้จากหลายประเทศกำลังเกิดความวุ่นวายอยู่ขณะนี้ ดังนั้นจึงคิดว่าวิกฤตเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการจัดการศึกษา เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ โดยในส่วนของประเทศไทย คนไทยต้องมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ สามารถอยู่รอดปลอดภัยจากโลกอุบัติใหม่ จากวิกฤตต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีการจัดการศึกษาที่ดี จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน และสามารถพึ่งพาตนเองได้”

ประธาน กมธ.การศึกษา วุฒิสภา กล่าวด้วยว่า ทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศไทยอย่างน้อย คือ ต้องมีทักษะความเป็นพลเมืองของโลก ได้แก่ 1.การมีทักษะดิจิทัล ต้องสามารถออกแบบเขียนโปรแกรมค้าขายพูดคุยกับคนทั่วโลกได้บนโลกดิจิทัล 2.การจัดการศึกษาเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย นั่นคือ การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับคนไทย เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เลี้ยงทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่เลี้ยงได้ โดยวิธีการทรงงาน 27 ประการ หรือ ศาสตร์พระราชา ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ให้ลงมือทำเอง คิดเอง แก้ปัญหาเอง เพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวผู้เรียนได้เอง ซึ่งตนถือว่าเป็นความมหัศจรรย์อย่างมาก

“ในยามที่ทั่วโลกเกิดวิกฤต ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตทางสังคม วิกฤตพลังงาน วิกฤตการขาดแคลนอาหาร ประเทศไทย คือ ประเทศที่โชคดีที่สุดในโลก ที่มีศาสตร์พระราชาเป็นธงชัย  ต่อให้ต้องปิดประเทศ 20 ปี เราก็สามารถอยู่รอดได้ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร ถ้าเราสามารถนำศาสตร์พระราชา ไปสู่กระบวนการเรียนรู้ได้ เพราะเมื่อผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้คิด ได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง องค์ความรู้นั้นก็จะอยู่ในตัวผู้เรียน และเป็นความรู้ที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นศาสตร์พระราชาจึงเป็นทางเลือก ทางรอดของประเทศ”

ด้านนายศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า  การนำหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาไปสู่การจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาเป็นการสืบสานศาสตร์พระราชา  3 ด้าน หรือ 3 มิติ ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยสามารถดำเนินการได้ดังนี้ ด้านที่ 1 เป็นการนำองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชาสาขาต่าง ๆ ในมิติที่ 1 ไปกำหนดเป็นสาระการเรียนรู้หรือเนื้อหา ให้ผู้เรียนทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย รวมถึงการศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาตลอดชีวิต  ด้านที่ 2 เป็นการนำวิธีทรงงาน 27 วิธีมาเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างลักษณะนิสัยการทำงานที่ดีให้ติดตัวผู้เรียน เป็นการเรียนรู้ผ่านเทคนิคกระบวนการในมิติที่ 2 จากเนื้อหาต่าง ๆ ในมิติที่ 1 ไปสู่เป้าหมายและหลักการพื้นฐานในมิติที่ 3  สอดคล้องกับการทรงงาน คือ หลักธรรม หลักคิด และหลักปฏิบัติ (King’s Model) หรือ ถักทอเชื่อมโยงวิธีทรงงานทั้ง 27 วิธี กับกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้แก่ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS  5 steps ก็จะสามารถพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงให้ผู้เรียนนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้เป็นอย่างดี  อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ตามมาตรา 258 จ (4) ที่เน้นการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนทุกระดับชั้น ให้สอดคล้องกับความถนัดของผู้เรียนด้วย

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวด้วยว่า ส่วนด้านที่ 3 ศาสตร์พระราชาด้านเป้าหมายการเรียนรู้และการทำงานในมิติที่ 3 จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่เน้นให้การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน คือ 1. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง  2. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม  3. มีงานทำ มีอาชีพ และ 4. เป็นพลเมืองดี  ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ UNESCO ที่กำหนดหลักการพื้นฐานของการปรับปรุงการเรียนรู้ของคนในศตวรรษที่ 21 ว่าด้วย The four pillars of learning  อีกทั้งเมื่อนำองค์ความรู้ด้านเป้าหมายของศาสตร์พระราชาไปกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เป้าหมายของหลักสูตร ก็จะเชื่อมโยงสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 17 ประการ (Sustainable Development Goals: SDGs)  ได้เป็นอย่างดี

“การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสืบสานศาสตร์พระราชา เป็นการนำเนื้อหาความรู้ในศาสตร์พระราชาและ 27 วิธีทรงงานของพระราชา รวมทั้งเป้าหมายการทรงงาน  มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับหลักสูตรการเรียนการสอนของหน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร จะจัดลงไปในหลักสูตรได้อย่างไรบ้าง ทั้งรายวิชาพื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติม หรือรายวิชาเฉพาะในแต่ละระดับ หรือสาขาการศึกษา อาจจะจัดให้มีทั้งการเรียนการสอนในรายวิชาปกติ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การเรียนรู้ด้วยโครงงานหรือการศึกษาอิสระ (Independent Study) หรือโครงงานวิทยานิพนธ์จบการศึกษา หลักสูตรเหล่านี้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ต้องมีความยืดหยุ่นในการสนับสนุนให้สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้เองตามบริบท

‘รวมไทยยูฯ’ สะกิด ‘รมว.ศึกษาฯ’เลิกบังคับเรียน ชี้ลูกเสือเนตรนารีควรเป็นวิชาทางเลือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659152

‘รวมไทยยูฯ’ สะกิด ‘รมว.ศึกษาฯ’เลิกบังคับเรียน ชี้ลูกเสือเนตรนารีควรเป็นวิชาทางเลือก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 13.53 น.

‘รวมไทยยูฯ’ สะกิด ‘รมว.ศึกษาฯ’ เลิกบังคับเรียน หยุดระบบอำนาจนิยม ชี้ ‘ลูกเสือ-เนตรนารี’ ควรเป็นวิชาทางเลือก เหน็บบางอาชีพแต่งเครื่องแบบ-ฝึกวินัยทั้งชีวิต ยังไม่เคารพสิทธิปชช.

วันที่ 9 มิถุนายน 2565 นายวรนัยน์ วาณิชกะ หัวหน้าพรรครวมไทยยูไนเต็ด โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวผ่านเพจ “Voranai Vanijaka – วรนัยน์ วาณิชกะ” เรื่อง “การปรับวิชาบังคับลูกเสือเนตรนารีเป็นวิชาทางเลือก” โดยระบุว่า ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจะแยกแยะระหว่าง ‘ข้อบังคับ’ กับ ‘ทางเลือก’ ย้อนไปสองปีที่แล้ว ประเด็นโรงเรียนบังคับตัดผมนักเรียน อดีต รมว.ศธ. ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เพียงแค่พูดว่า กระทรวงศึกษาฯ ไม่มีนโยบายบังคับตัดผมนักเรียน มันขึ้นอยู่กับการเลือกปฏิบัติของแต่ละโรงเรียน  สรุปคือ “ผมไม่รับผิดชอบ”

ถ้าตนเป็นรัฐมนตรี จะตั้งกฎบังคับห้ามโรงเรียนตัดผมเด็กนักเรียน และ จะใช้กฎหมายปกป้องสิทธิส่วนบุคคลในการบังคับให้โรงเรียนปฏิบัติตามกฎนี้ 

เพราะอะไร? เพราะว่าในระบอบประชาธิปไตย สิทธิส่วนบุคคลไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้อตกลงระหว่างภาครัฐและประชาชน ที่ภาครัฐมีหน้าที่รับผิดชอบและต้องยึดมั่น

เข้าสู่ประเด็นปัจจุบัน กรณีผู้ปกครองร้องเรียนไม่มีเงินซื้อชุดลูกเสือและเนตรนารี ทาง รมว.ศธ. ตรีนุช เทียนทอง ก็ได้ขอให้โรงเรียนอะลุ่มอล่วยในกรณีนี้  สรุปคือ “ดิฉันทำอะไรไม่ได้” และถ้าผมเป็น รมว.ศธ. ผมจะไม่อะลุ่มอล่วย 

วิชาลูกเสือและเนตรนารีเป็นวิชาที่ดีและมีประโยชน์ หากเราเครื่องบินตกและติดอยู่ในป่า ไม่มี google map ไม่มีเสียงของ siri ความรู้ในการอ่านทิศทางโดยดูพระอาทิตย์หรือดาวเหนือย่อมมีประโยชน์ ความรู้ที่จะเอาเถาวัลย์มาทำเชือกและผูกปมต่างๆนานาย่อมมีประโยชน์ ความรู้ของลูกเสือและเนตรนารีจะมีประโยชน์มากมายในกรณีเช่นนี้

แต่ถ้าลำดับความสำคัญในระบบการศึกษา ความรู้ที่อนาคตของชาติควรมี เวลาเรียนที่ควรเอาไปใช้เพื่อฝึกฝนทักษะและวิชาชีพ วิชาลูกเสือและเนตรนารีนั้น คงไกลตัวเกินไปที่จะเป็นวิชาภาคบังคับ แต่เหมาะสมที่จะเป็นทางเลือกของเด็กนักเรียนที่สนใจและเลือกที่จะเรียนวิชานี้ 

คำตอบไม่ใช่ ‘ยกเลิก’ แต่คือ ‘ทางเลือก’ หลายคนอาจจะตั้งข้อโต้แย้งว่า เครื่องแบบและการฝึกฝนของลูกเสือเนตรนารี ซึ่งเปรียบเสมือนการฝึกทหารนั้น มีผลดีต่อการสร้างสังคมที่มีระเบียบวินัย แต่ผมขอให้ตระหนักถึงโลกของความเป็นจริง 

เราอยู่ในสังคมที่ผู้สวมใส่เครื่องแบบและฝึกฝนระเบียบวินัยมาทั้งชีวิต ละเมิดกฎหมาย ละเมิดรัฐธรรมนูญ ปล้นชิงอำนาจจากประชาชนและประชาธิปไตย

เราอยู่ในสังคมที่ระบบการศึกษาฝึกทุกคนเยี่ยงทหาร แต่เรายังเข้าคิวไม่เป็น ยังจอดรถรอไฟเขียวไม่เป็น ยังทิ้งขยะไม่ถูกที่ถูกทาง

เพราะฉะนั้นความเชื่อที่ว่า เครื่องแบบและการฝึกฝนระเบียบวินัยจะทำให้สังคมมีระเบียบวินัยนั้น เป็นความเชื่อลมๆแล้งๆ เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อ เป็นเพียงแค่ระบบอำนาจนิยมที่หวังจะให้เด็กเติบโตมาเป็นพลเมืองที่เชื่องและเลี้ยงง่าย ซึ่งมันก็ไม่เป็นจริง

“ฉะนั้น ถ้าผมเป็น รมว.ศธ. ผมมีนโยบายมากมายที่จะพลิกโฉมการศึกษาของประเทศไทย แต่มีสองสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ ถ้าการศึกษาจะมีภาคบังคับ ก็ต้องบังคับให้การศึกษาเคารพสิทธิส่วนบุคคลของทั้งครูและนักเรียน และการศึกษาที่ทันสมัยต้องแยกแยะออกว่าทุกวิชามีประโยชน์ แต่มีวิชาที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน และมีวิชาที่ควรเป็นทางเลือกและหากนักเรียนเลือกวิชาลูกเสือเนตรนารี ผู้ปกครองก็เลือกจ่าย ไม่ใช่บังคับเรียนและบังคับจ่าย” นายวรนัยน์ กล่าว

อบรม เจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนรถไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658935

อบรม เจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนรถไฟฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.สุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นประธานเปิดการอบรม Opening หลักสูตร “การสร้างผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาชีพรถไฟความเร็วสูงและระบบราง รุ่นที่ 3” สาขางานปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนรถไฟฟ้า โดยมีผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ต้อนรับ ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน)เมื่อเร็วๆ นี้

CMMU เปิด‘บริหารฯ อินเตอร์’ สอนออนไลน์ 100% ครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658938

CMMU เปิด‘บริหารฯ อินเตอร์’  สอนออนไลน์ 100% ครั้งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดหลักสูตรใหม่ “Master of Management Online Program (International Program)” หลักสูตรออนไลน์ นานาชาติ ปริญญาโท สาขาการจัดการ ในรูปแบบออนไลน์ 100% รับผู้เรียนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การันตีมาตรฐาน AACSB (AACSB Accreditation) ที่ CMMU ได้การรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจระดับโลกด้วยมาตรฐาน AACSB

คุณสมบัติผู้สมัครเรียน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีผลคะแนนภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งตามเกณฑ์ที่วิทยาลัยฯ กำหนด โดยผลสอบไม่เกิน 2 ปี และผลทดสอบความถนัดการบริหาร CMMU-TEP หรือ GMAT ไม่ต่ำกว่า 500 โดยผลสอบไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ยกเว้นการสอบภาษาอังกฤษเฉพาะเจ้าของภาษาและนักเรียนที่จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ไอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ และสิงคโปร์

ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรใหม่นี้ทั้งสิ้น 429,000 บาท นอกจากนี้ CMMU ยังมีทุนการศึกษารองรับเพื่อสนับสนุนการศึกษาต่อระดับปริญญาโทร่วมด้วย รับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้-18 กรกฎาคม 2565

วิจัยจุฬาฯ‘อัตลักษณ์ชาวดิจิทัลไทย’ คว้ารางวัลผลงานวิจัยดีมาก จาก วช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658942

วิจัยจุฬาฯ‘อัตลักษณ์ชาวดิจิทัลไทย’  คว้ารางวัลผลงานวิจัยดีมาก จาก วช.

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.จุลนี เทียนไทย ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงที่มางานวิจัยว่า จาก “มนุษย์ป้า” คำสั้นๆ นี้ ช่วยเปิดพื้นที่การสนทนาระหว่างอาจารย์กับนิสิตเมื่อ 3 ปีก่อน จนทำให้เป็นที่มาของงานวิจัย “การสร้างความเข้าใจในคุณลักษณะ พฤติกรรมและทัศนคติในอนาคตของชาวดิจิทัลไทย” ที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีมาก สาขาสังคมวิทยา ประจำปี 2565 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

“ชาวดิจิทัลไทยคืออนาคตของชาติ พวกเขาเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ เป็นทั้งกำลังคน เป็นผู้กำหนดทิศทางการเมือง ระบบการศึกษา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ชาวดิจิทัลไทยในปัจจุบันจะเป็นผู้ส่งผ่านแนวคิดและทัศนคติไปสู่คนรุ่นต่อไปในอนาคต” รศ.ดร.จุลนี เผยถึงความสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้

งานวิจัยชิ้นนี้ให้องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับกระบวนการคิด ทัศนคติ พฤติกรรมของชาวดิจิทัลไทย ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยในเรื่องเช่นนี้ในประเทศไทยมาก่อน จากการวิจัยนี้พ่อแม่
ผู้ปกครองจะได้เข้าใจลูกหลาน นายจ้างจะได้เข้าใจลูกน้องมากยิ่งขึ้น ครู อาจารย์และสถาบันการศึกษาก็สามารถนำผลการวิจัยไปปรับรูปแบบและวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนมากขึ้นด้วย” รศ.ดร.จุลนี ยกตัวอย่างแนวทางการนำงานวิจัยไปใช้ในมิติต่างๆ ของสังคม

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และอยู่ภายใต้แผนงานบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม “คนไทย 4.0” โดยได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ผู้ร่วมวิจัยจากสาขาต่างๆ อาทิ รัฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ประชากรศาสตร์ ฯลฯ จากหลายสถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยนครพนม ใช้เวลากว่า 7 เดือน คณะผู้วิจัยลงภาคสนามทำวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากรชาวดิจิทัลไทยวัย 13-38 ปีทั้งสิ้นจำนวน 910 คน อยู่ใน 3 พื้นที่ คือ1) กรุงเทพมหานคร (เขตชั้นใน เขตชั้นกลาง และเขตชั้นนอก) ซึ่งเป็นตัวแทนเมืองหลวง 2) จังหวัดเชียงใหม่ในฐานะเมืองหลักและ 3) จังหวัดนครพนมในฐานะเมืองรอง นอกจากนี้ยังสัมภาษณ์ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และนายจ้าง ซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับชาวดิจิทัลเพื่อให้ได้ข้อมูลความคิดเห็นที่หลากหลาย

“ชาวดิจิทัลไทยในงานวิจัยชิ้นนี้ถูกจัดอยู่ในเจน Y และเจน Z มีอยู่ด้วยกัน 5 กลุ่ม คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน และผู้ที่อยู่ในวัยทำงานตอนกลาง คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z อายุระหว่าง 7-25 ปี เป็นกลุ่มที่เกิดและเติบโตพร้อมกับเทคโนโลยี ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ทั้งการเรียน การทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยในโลกยุคดิจิทัลอย่างยิ่ง”

เป้าหมายหลักในการวิจัยคือการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ของชาวดิจิทัลไทย ความรู้ ทักษะ ทัศนคติที่จำเป็นในการเรียนการสอนและการทำงาน รวมถึงภาพอนาคต ความกลัว ความฝัน และความหวังในมุมมองของชาวดิจิทัลไทย

ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า “ความเป็นชาวดิจิทัลไทย” ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับอายุที่เป็นเพียงตัวเลข เพราะแต่ละบุคคลมีทั้งความเป็นรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อยู่ในตัว พร้อมสรุปอัตลักษณ์
ชาวดิจิทัลไทย 3 ประการ ได้แก่ 1.เป็นผู้ที่เปิดรับความคิดเห็นคนอื่น ยอมรับความแตกต่าง ยินดีปรับเปลี่ยน ไม่ยึดติดกับรูปแบบความคิดของตัวเอง2.ใช้เทคโนโลยีเป็น ทั้งการทำงาน การพักผ่อน การติดต่อสื่อสาร ที่สำคัญคือ รู้เท่าทันเทคโนโลยี เช่น ไม่ส่งต่อข้อมูลที่เป็นเท็จ ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน (Fake News) 3. มีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเองไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ เช่น ชาวดิจิทัลไทยห่วงใยดูแลสุขภาพ รู้จักการสร้างความสมดุลในการทำงานและชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance)มักกลัวการตกกระแส ชอบติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลง มีความเข้าใจในการใช้ภาษาของวัยต่างๆ ในแต่ละกลุ่มคน คุณลักษณะของชาวดิจิทัลไทยหลายประการมีความคล้ายคลึงกับชาวดิจิทัลในต่างประเทศ แต่ก็มีบางเรื่องที่แตกต่างกัน เช่น ประเด็นการตัดสินใจที่มีความเป็นอิสระ การรักความสนุกสนาน และความรู้สึกผสมทั้งความมั่นใจและไม่มั่นใจในการแสดงออกทางสื่อ Social Media เป็นต้น

รศ.ดร.จุลนีอธิบายว่า “ชาวดิจิทัลทั้งในตะวันตกและไทยมีความรักในอิสรภาพ (freedom) แต่วิธีการตีความ “อิสรภาพ” หรือสถานการณ์อาจมีความแตกต่างกัน ยกตัวอย่าง ชาวดิจิทัลไทย
ตีความ “อิสรภาพ” ว่าคือการทำและตัดสินใจได้อย่างอิสระ ซึ่งกลับกลายเป็นว่าการมีโทรศัพท์มือถือเป็นทั้งเครื่องมือที่ช่วยสร้างความเป็นอิสระแต่ในขณะเดียวกันก็ลิดรอนอิสระด้วย เพราะใช้มือถือในลักษณะที่เราเองต้องตกเป็นทาสหรือขาดสิ่งนี้ไม่ได้ เป็นต้น”

อีกหนึ่งคุณลักษณะเด่นของชาวดิจิทัลไทยคือการแสดงอารมณ์ขันหรือความตลกปนการล้อเลียน ที่ผสมกลมกลืนกับเรื่องราวหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงและโลกเสมือนจริง (ออนไลน์) นอกจากนี้ ยังมีลักษณะความมั่นใจที่ปะปนกับความไม่มั่นใจในตัวเอง ในเรื่องนี้ยกตัวอย่างชาวดิจิทัลไทยชอบ selfie โพสต์รูปตัวเอง โพสต์สิ่งต่างๆ เพื่อแสดงความโดดเด่นแตกต่าง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากที่จะแตกต่าง กลัวตกกระแส ซึ่งแสดงว่ามีความมั่นใจที่ซ่อนความไม่มั่นใจเอาไว้อยู่ เป็นต้น”

ในบริบทสังคมไทยที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมสูงอายุ (Aging Society) งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่าชาวดิจิทัลไทยยังให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ในครอบครัว และเห็นช่องทางการลดช่องว่างระหว่างวัยในครอบครัวด้วยเทคโนโลยี เช่น Facebook หรือ LINE ที่จะเป็นช่องทางเชื่อมต่อคนระหว่างวัยและสร้างความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว”

“วิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความเป็นชาวดิจิทัล ได้แก่ การเรียนรู้ที่ควบคู่กับการปฏิบัติ โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เรียนรู้นั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงกับการใช้ชีวิตในมิติต่างๆ ได้อย่างไร” ชาวดิจิทัลไม่ยึดติดกับการเรียนในสถาบันการศึกษาอย่างที่เคยเป็นมาพื้นที่ของการเรียนรู้ชาวดิจิทัลขยายขอบเขตครอบคลุมทั้งพื้นที่ทางกายภาพเดิมและพื้นที่บนโลกออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดนั้นมีผลต่อทักษะ วิธีคิด ตลอดจนพฤติกรรมของพวกเขา

“วิถีชีวิตของชาวดิจิทัลรุ่นใหม่นั้นรวดเร็ว การรับรู้ข่าวสารสามารถทำได้มากกว่าหนึ่งทางในเวลาเดียวกัน การทำให้สั้นและกระชับเป็นสิ่งที่ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ต้องการ สำหรับชาวดิจิทัล ครูไม่ใช่ผู้ให้ความรู้หรือศูนย์กลางของข้อมูลอีกต่อไปแต่เป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้ผ่านการใช้สื่อการสอนรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดของผู้เรียนเป็นหลัก” รศ.ดร.จุลนี กล่าวในที่สุด

ผู้สนใจสามารถติดตามผลการวิจัยเรื่อง “การสร้างความเข้าใจในคุณลักษณะ พฤติกรรมและทัศนคติในอนาคตของชาวดิจิทัลไทย” เพิ่มเติมในรูปแบบ E-book ได้ที่เว็บไซต์แผนงานคนไทย
4.www.khonthai4-0.net

ตลท.เติมเต็มความรู้เยาวชน การวางแผนการเงินและการลงทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658934

ตลท.เติมเต็มความรู้เยาวชน  การวางแผนการเงินและการลงทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดโอกาสเยาวชนไทย และผู้สนใจเริ่มต้นลงทุน สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้ด้านการวางแผนการเงินและการลงทุนที่พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน
INVESTORY โฉมใหม่ ที่พร้อมเติมเต็มความรู้ด้านการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Inspire to Invest for Sustainability) สร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านเทคโนโลยีที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมกับการปรับโฉมใหม่ใน 5 ไฮไลท์ ได้แก่ New Content, New Characters,New Look, New Leaning Technology, New Extra Exhibition ที่ช่วยให้การเรียนรู้แบบ Interactive Self-Discovery Museum

ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ และเรียนรู้การลงทุนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป(เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์) เวลา 09.30-17.00 น. โดยเยาวชนและผู้สูงอายุเข้าชมฟรี สำหรับบุคคลทั่วไปมีค่าเข้าชม 100 บาท

สพฐ.ติดตามผลการพัฒนาครู เตรียมเป็นผู้บริหารสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658940

สพฐ.ติดตามผลการพัฒนาครู  เตรียมเป็นผู้บริหารสถานศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจเยี่ยมหน่วยพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ในรูปแบบออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 3การจัดทำและนำเสนอแผนกลยุทธ์พัฒนาการศึกษาในสถานศึกษา ณ หน่วยพัฒนาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมี ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) คณะผู้บริหารและบุคลากรในสังกัด ต้อนรับ

การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการพัฒนาได้เพิ่มพูนความรู้ ทักษะเจตคติที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพที่เหมาะสม สามารถพัฒนาคุณภาพและการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นนักบริหารที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ มีบุคลากรทางการศึกษาเข้ารับการพัฒนาจากภาคเหนือ ภาคใต้ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แยกเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 58 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 251 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 309 คน โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1การเสริมสร้างสมรรถนะ (Competency)ระยะที่ 2 การเรียนรู้ในสภาพจริง (AuthenticLearning) และระยะที่ 3 การจัดทำและนำเสนอแผนกลยุทธ์พัฒนาการศึกษาในสถานศึกษา (Strategy Formulation)