อาชีวะอุบลฯปลื้มปีติรังสรรค์ต้นแบบ 5 บุปผาราชินี ‘ดอกไม้ป่าพระพันปีหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658956

อาชีวะอุบลฯปลื้มปีติรังสรรค์ต้นแบบ 5 บุปผาราชินี 'ดอกไม้ป่าพระพันปีหลวง'

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.40 น.

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีปลื้มปีติรังสรรค์ต้นแบบ 5 บุปผาราชินี ดอกไม้ป่าพระพันปีหลวง พระราชทานนาม สืบสานพระราชเสาวนีย์ ขยายผลฝึกสอนเครือข่าย 6 หน่วยงานหลัก สู่ 25 อำเภอในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

วันที่ 8 มิ.ย.65 เมื่อเวลา 08.30 น.ที่ห้องประชุมศรีพรหมราช วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการฝึกอบรม ประดิษฐ์ดอกไม้ป่าพระราชทาน 5 ชนิด ดำเนินงานโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ทั้งนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับมอบหมายจากทางจังหวัดอุบลราชธานี ให้ดำเนินการออกแบบและประดิษฐ์ดอกไม้ป่าที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานนาม ให้กับอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ 1.ดุสิตา ชื่อท้องถิ่น หญ้าข้าวก่ำน้อย 2.ทิพย์เกสร  ชื่อท้องถิ่น หญ้าฝอยเล็ก 3.สรัสจันทร ชื่อท้องถิ่น หญ้าหนวดเสือ 4.สร้อยสุวรรณา ชื่อท้องถิ่น หญ้าสีทอง และ 5.มณีเทวา ชื่อท้องถิ่น กระดุมเงิน

สำหรับกิจกรรมการฝึกอบรมในวันนี้ มีตัวแทนหน่วยงานเครือข่ายต้นแบบ จำนวน 6 หน่วยงาน รวม 30 คน ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กศน.อุบลราชธานี สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เข้ารับการฝึกอบรมทักษะความรู้ให้มีความชำนาญ จากวิทยากรที่ให้ความรู้ ได้แก่ คณะครู นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคนครอุบลราชธานี และ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  โดยแผนกวิชาคหกรรม ประกอบด้วย นางสุวรรณี ชัยศรี หัวหน้าแผนกวิชาคหกรรม นางพรวิไล สุวรรณโชติ นางสาวพรรณรมณ สีพาฮาด ครูแผนกวิชาคหกรรม พร้อมด้วยตัวแทนนักเรียน นักศึกษาในแผนกวิชา ร่วมเป็นวิทยากรอบรมในครั้งนี้  โดยมีวัสดุในการจัดทำหลัก คือ รังไหม ผ้าพื้นถิ่น ไหมพรม และดินไทย 

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ผ่านการอบรมนำทักษะความรู้ไปขยายผลต่อในการฝึกอบรมให้กับเยาวชนและประชาชนในแต่ละอำเภอของพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ต่อไป  ซึ่งมีกำหนดการจัดอบรมเพื่อขยายผลในวันที่ 15 มิถุนายน 2565  ณ หอประชุมจังหวัดอุบลราชธานี ตำบลแจระแม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี  จากนั้นตัวแทนของแต่ละอำเภอ จะได้นำความรู้ไปฝึกอบรมให้กับประชาชนในชุมชนของตนเอง ให้สามารถประดิษฐ์ดอกไม้ป่าพระราชทาน 5 ชนิด สำหรับตกแต่งบริเวณงาน ในการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ของจังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2565 ณ มณฑลพิธีทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

‘คาร์ซีท’มุมหมอ‘เซฟชีวิตเด็ก’สำคัญสุด พ่อแม่กลุ้ม‘ค่าใช้จ่ายเพิ่ม’อุปสรรคบังคับใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658706

‘คาร์ซีท’มุมหมอ‘เซฟชีวิตเด็ก’สำคัญสุด พ่อแม่กลุ้ม‘ค่าใช้จ่ายเพิ่ม’อุปสรรคบังคับใช้

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย้อนไปในเดือน พ.ค. 2565 หนึ่งในประเด็นร้อนคือ “คาร์ซีท (Car Seat)” หรือที่นั่งเด็กในรถยนต์ เนื่องจากวันที่ 7 พ.ค. 2565มีการประกาศกฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสาระสำคัญคือ “กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ” ทำเอาประชาชนจำนวนไม่น้อยกังวลใจ เพราะยุคเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ยังจะมีกฎหมายที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมาอีกเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมการแพทย์คาร์ซีทถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการช่วย “เซฟชีวิต” เด็กได้จริงหากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายไว้ในการเสวนา “คาร์ซีท คาใจ เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก” จัดโดย สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดังนี้

1.ที่นั่งนิรภัยต้องใช้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และเด็กอายุ 2-6 ปี ควรใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กที่มีที่ยึดเหนี่ยวในตัวนั่งหันหน้าไปด้านหน้า (Forward Facing Seat) มีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด 2.การอุ้มเด็กนั่งตักในเบาะหน้าคือจุดที่อันตรายที่สุดในรถ 3.เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี ให้นั่งเบาะหลังเสมอ ความเสี่ยงต่อการตายจะลดลง 2 เท่าตัว

4.การใช้ระบบยึดเหนี่ยวในรถเป็นมาตรการลดการบาดเจ็บการตายที่สำคัญจากการกระเด็นทะลุกระจกหรือลอยจากที่นั่งตามความเร็วรถชนกระแทกโครงสร้างภายในรถหลังอุบัติเหตุรถชนหรือคว่ำ 5.เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยให้เหมาะสมตามวัยและต้องยึดเหนี่ยวให้ถูกวิธี ตามคําแนะนําของแต่ละผลิตภัณฑ์ และ 6.เด็กที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยได้เหมาะสมปลอดภัยก็ต่อเมื่อมีอายุ 9 ปีขึ้นไป หรือความสูงตั้งแต่ 135 ซม. ขึ้นไปเท่านั้น มิฉะนั้นเข็มขัดนิรภัยอาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กอย่างรุนแรงได้

เช่นเดียวกับงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เจ็บกว่าที่คิด เมื่อลูกไม่ได้นั่งคาร์ซีท” จัดโดย แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ซึ่ง พญ.ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากสถิติเด็กที่เสียชีวิตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากข้อมูล 3 ฐานที่ใช้กัน ได้แก่ ข้อมูลการออกใบมรณบัตร ข้อมูลจากบริษัทกลางประกันภัย และข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า

จากสถิติผู้เสียชีวิตระหว่างปี 2560-2564 มีเด็กช่วงอายุ 0-6 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 1,155 คน ในจำนวนนี้มีถึง 221 คน เกิดจากการโดยสารรถยนต์ หรือรถที่สามารถใช้เข็มขัดนิรภัยได้ หรือมีเด็กเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 44 คน และยังพบอีกว่า “เด็กไทยใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือคาร์ซีทเพียงร้อยละ 3.46 เท่านั้น” นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจจากระบบการเฝ้าระวังการบาดเจ็บInjury Surveilance กระทรวงสาธารณสุข ปี 2562-2564 ว่าด้วยสัดส่วนเด็กและเยาวชนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต มีการคาดเข็มขัดนิรภัยหรืออุปกรณ์นิรภัยมาก-น้อยเพียงใด

โดยแบ่งเป็นช่วงอายุ 0-2 ปี ใส่ร้อยละ3.23, ช่วงอายุ 3-4 ปี ใส่ร้อยละ 4.17, ช่วงอายุ 5-6 ปี ใส่ร้อยละ 2.41, ช่วงอายุ 7-8 ปีใส่ร้อยละ 3.13, ช่วงอายุ 9-10 ปี ใส่ร้อยละ 3.38, ช่วงอายุ 11-12 ปี ใส่ร้อยละ 4.10, ช่วงอายุ 13-14 ปีใส่ร้อยละ 5.46, ช่วงอายุ 15-16 ปี ใส่ร้อยละ 6.69 และช่วงอายุ 17 ปีขึ้นไป ใส่ร้อยละ 21.57 ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “เด็กมีการใส่เข็มขัดนิรภัยน้อย เนื่องจากร่างกายเด็กเล็กเกินไปทำให้ใส่ไม่ได้” และเวลาคาดเข็มขัดนิรภัยโดนจุดที่ไม่ควรโดน เช่น ช่องท้อง และช่วงคอกลับยิ่งทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุระดับการบาดเจ็บยิ่งรุนแรงขึ้น

“Global Road Safety Performance Targets หรือเป้าหมายการทำงานของ UN (องค์การสหประชาชาติ) แนวทางในการที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดอัตราการเจ็บและเสียชีวิต เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากประเทศไทยอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงมาก ซึ่งมีทั้งหมด 12 เป้าหมาย โดยเป้าหมายที่ 8 ได้พูดถึงเรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัยหรือการรัดตรึงให้ได้เกือบ 100% ซึ่งถ้าทำตามเป้าหมายเหล่านี้ จะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนได้” พญ.ศิริรัตน์ กล่าว

พญ.ศิริรัตน์ ยังแนะนำการเลือกใช้ที่นั่งเด็กให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย “แรกเกิด-1 ปี” ควรใช้คาร์ซีทสำหรับทารก ที่เป็นที่นั่งแบบปรับให้หันหน้าไปด้านหลังรถ (Rear -facing car seat) “ช่วงอายุ 1-3 ปี” ควรคาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก ที่เป็นแบบปรับให้หันหน้าไปทางหลังรถ (Rear – facing car seat) “ช่วงอายุ 2-6 ปี” ควรใช้คาร์ซีทเป็นที่นั่งแบบหันมาด้านหน้า (Forward – facing car seat)

“ช่วงอายุ 4-12 ปี” ควรใช้ Booster Seat เป็นที่นั่งแบบหันมาด้านหน้า สำหรับเด็กโตใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยปกติ(ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและส่วนสูง) และ “อายุมากกว่า 12 ปี” ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และทุกตำแหน่งของที่นั่งโดยสาร ซึ่งการติดตั้งคาร์ซีท และ Booster Seat ควรติดตั้งตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ และไม่ควรติดตั้งที่เบาะหน้าข้างคนขับ เนื่องจากข้างหน้ารถจะมีถุงลมนิรภัย เวลาเกิดอุบัติเหตุจะทำให้ถุงลมนิรภัยระเบิดเข้ากับคาร์ซีท ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นไปอีก

การเสวนา (ออนไลน์) ครั้งนี้เป็นอีกเวทีหนึ่งที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ร่วมเป็นวิทยากรด้วย โดยได้ให้ความเห็นว่า “เรื่องของคาร์ซีทสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำด้านความปลอดภัย” เห็นได้จากกรณีดาราโพสต์รูปเด็กแรกเกิดใส่คาร์ซีทลงในสื่อออนไลน์ เมื่อไปดูจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ดาราจะคลอดลูกที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งบังคับให้มีคาร์ซีทและมีการสอนแม่หลังคลอดก่อนกลับบ้านด้วย

ทั้งนี้ การอุ้มเด็กนั่งบนตักแล้วพ่อแม่คาดเข็มขัดนิรภัย ในความเป็นจริงไม่ปลอดภัย เพราะเมื่อกิดเหตุจะมีพลังงานการเคลื่อนที่ จนทำให้อ้อมกอดของแม่ไม่สามารถรั้งลูกไว้อยู่ ทำให้เด็กกระเด็นออกนอกรถและเสียชีวิตหลายรายต่อปีจากความเข้าใจผิดดังกล่าว ยิ่งรถยนต์ที่มีถุงลมนิรภัย การอุ้มเด็กนั่งบนตักทำให้เด็กเข้าใกล้ถุงลมนิรภัยเกินไป เวลาเกิดเหตุจะมีพลังงานย้อนกลับ ทำให้อันตรายมากเช่นกัน จึงต้องเลือกใช้คาร์ซีทให้เหมาะสมกับช่วงวัย

“ผู้ปกครองควรได้รับความรู้และเด็กควรได้รับความรู้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งหลายโรงพยาบาลมีการสอนวิธีการใช้คาร์ซีทแล้ว นอกจากนี้ควรกระจายความรู้ให้ประชาชนเพื่อได้รับรู้ก่อนออกกฎหมาย และโชว์รูมรถควรแนะนำความรู้ให้ผู้ซื้อรถในเรื่องความปลอดภัยด้วย ในส่วนของกฎหมายที่บังคับใช้ยังมีเนื้ออื่นอีกด้วยนอกจากคาร์ซีท คือเรื่องของการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ซึ่งต้องติดตั้งทุกตำแหน่งในรถที่มีคนนั่ง

โดยกฎหมายที่ออกมามีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เห็นได้จากที่กฎหมายบังคับให้คนขับและคนนั่งข้างรัดเข็มขัดนิรภัย แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับระบบยึดเหนี่ยวเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นในช่วงเวลา 120 วันก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ไม่ใช่เป็นเพียงเวลาที่ประชาชนต้องเตรียมตัว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมตัว ต้องมีมาตรการช่วยเหลือทั้งการให้ความรู้ สนับสนุนการซื้อ และควรมีมาตรการลดต้นทุนผู้ขาย เช่น ลดภาษีการนำเข้า และมาตรการสนับสนุนให้มีการผลิตในประเทศ” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

ก่อนหน้ากฎหมายคาร์ซีท ไทยก็มีกฎหมายอื่นที่ส่งเสริมความปลอดภัย แต่ด้วย “ข้อจำกัดของประเทศกำลังพัฒนา” ที่ประชาชนส่วนใหญ่รายได้ไม่สูงพอจะไขว่คว้าหาคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเต็มที่ ขณะที่รัฐก็ไม่สามารถดูแลได้อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ที่ผ่านมา “กฎหมายมีไว้แต่ใช้ไม่ได้จริง” โดยในทางปฏิบัติดำเนินการกันแบบ “อนุโลม” หากไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ขับรถประมาทหวาดเสียว ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตกแต่งดัดแปลงสภาพรถในลักษณะอันตราย เป็นต้น เพื่อลดการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน

อาทิ “การห้ามนั่งท้ายรถกระบะ-ในแค็บ” ที่ถูกต่อต้านอย่างหนักในช่วงปี 2560 จนรัฐบาลขณะนั้นต้องยอมถอย เพราะในบริบทสังคมไทยที่รถส่วนบุคคลเป็นพาหนะหลัก ด้วยข้อจำกัดด้านขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอ แต่ราคารถคันหนึ่งก็ค่อนข้างสูง รถกระบะจึงถูกมองว่าใช้งานได้คุ้มค่าเพราะบรรทุกได้ทั้งคน สัตว์และสิ่งของ อีกทั้งสมบุกสมบันกว่ารถเก๋ง จึงได้รับความนิยมโดยเฉพาะสังคมชนบทหรือกึ่งชนบท แม้จะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเนื่องจากท้ายกระบะและแค็บไม่มีเข็มขัดนิรภัยหรือเครื่องกั้นไม่ให้ตกจากรถก็ตาม

หรือ “การห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์บนท้องถนน” ในประเทศไทย อายุขั้นต่ำที่สามารถทำใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้คือ 15 ปี แต่ในความเป็นจริงสามารถพบเห็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์ได้ทั่วไปโดยเฉพาะสังคมชนบทหรือกึ่งชนบท ด้วยข้อจำกัดด้านขนส่งสาธารณะเช่นเดียวกับกรณีนั่งท้ายรถกระบะ รวมถึง “การกำหนดให้ผู้ขี่และซ้อนมอเตอร์ไซค์ทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อก” แต่ในความเป็นจริง เด็กเล็กมักไม่สวมขณะที่พ่อแม่สวม เพราะเด็กเล็กโตเร็ว ศีรษะขยายขนาดเร็ว จึงต้องเปลี่ยนหมวกทุกปี แน่นอนหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งกรณีหมวกกันน็อกเด็กคล้ายกับกรณีคาร์ซีท ที่เด็กโตเร็วจนพ่อแม่อาจต้องเปลี่ยนคาร์ซีททุกปี โดย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เคยเสนอแนะไว้ว่า ควรจัดทำระบบหมุนเวียนที่นั่งเด็กมือสอง เมื่อบุตรหลานโตขึ้นก็สามารถนำไปเทิร์นเป็นที่นั่งที่เหมาะสมกับขนาดรูปร่างที่โตขึ้นได้ ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าการต้องซื้อที่นั่งใหม่ทุกปี

เหลือเวลาอีกเพียง 89 วัน ก็จะถึงวันที่ 5 ก.ย. 2565 อันเป็นวันที่กฎหมายคาร์ซีทมีผลบังคับใช้ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วจะบังคับใช้ได้จริงมาก-น้อยเพียงใด?

‘กสม.’ มอบรางวัล6บุคคล-2องค์กร ผลงานดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2564

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658702

‘กสม.’ มอบรางวัล6บุคคล-2องค์กร ผลงานดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2564

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประกาศผลการคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนประจำปี 2564 สืบเนื่องจาก กสม. ได้จัดให้มีการมอบรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อยกย่อง เชิดชู และประกาศเกียรติคุณบุคคลและองค์กรที่อุทิศตนปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้สังคมได้รับรู้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ

ตลอดจนเพื่อประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ประวัติ ผลงานของบุคคลและองค์กรที่ได้รับรางวัลให้เป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจแก่บุคคลอื่นในสังคม โดยประกาศรับสมัครและเชิญชวนให้เสนอชื่อบุคคลและองค์กร ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.-28 ต.ค. 2564 ซึ่งปรากฏว่า มีบุคคลและองค์กรที่สมัครและได้รับการเสนอชื่อ รวมทั้งสิ้น 118 ราย แบ่งเป็นประเภทบุคคล 76 ราย ประเภทองค์กรภาครัฐ 35 ราย และองค์กรภาคเอกชน 7 ราย

ซึ่ง กสม. ในการประชุมด้านบริหาร เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2565 มีมติรับรองผลการพิจารณาดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 8 รางวัล แบ่งเป็น “ประเภทบุคคลทั่วไป” จำนวน 6 รางวัล ได้แก่ 1.นายพงศ์ธร จันทร์เลื่อนผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพลัสองค์กรในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านป้องกันเอชไอวี (HIV) และเอดส์ (AIDS) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมถึงด้านสุขภาพทางเพศและสิทธิทางเพศในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ

โดยเป็นผู้มุ่งมั่นทำงานเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแก่คนข้ามเพศและบุคคลหลากหลายทางเพศมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างเพศ เช่น การผลักดันให้มีกฎหมายคู่ชีวิต ที่เปิดโอกาสให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้เหมือนคู่สมรสหญิงชายทั่วไป

2.นายนิพนธ์ ตั้งแสงประทีปผู้ดำเนินรายการ Big story เรื่องใหญ่ ThaiPBS ผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชนมามากกว่า 27 ปี และได้นำเสนอเนื้อหาข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ
สิทธิมนุษยชนมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิตสารคดีเชิงข่าวผ่านรายการ Big story เรื่องใหญ่ ThaiPBS เช่น การนำเสนอประเด็นสิทธิชุมชนในการร่วมดูแลรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

สิทธิของกลุ่มเปราะบางอย่างคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประเด็นสถานะบุคคลของสามเณรไร้สัญชาติจำนวนหลายพันรูปที่เข้าไม่ถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล หรือประเด็นผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งหลายประเด็นที่นำเสนอก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรม

3.น.ส.ภูษา ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการโครงการเลี้ยงดูทดแทน มูลนิธิก้าวหน้าพัฒนา (Step Ahead Foundation) และผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต เมื่อครั้งทำงานในฐานะข้าราชการ มีผลงานด้านการส่งเสริม ปกป้องและคุ้มครองเด็กและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวนมาก เช่น การประสานความร่วมมือในกลุ่มประเทศริมน้ำโขงเพื่อรับตัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กลับคืนสู่ภูมิลำเนาปี 2555

ภายหลังลาออกจากราชการ ได้เข้าทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศหลายแห่ง โดยขับเคลื่อนให้เกิดการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กเชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ปัจจุบันรณรงค์ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิเด็กกับการเลี้ยงดูทดแทน

4.นายวีระพงษ์ กังวานนวกุลผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและขับเคลื่อนสังคม กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เริ่มงานในฐานะครูข้ามแดนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือตอนบน โดยสนับสนุนให้เด็กเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ด้อยโอกาสได้เข้าถึงการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มผู้สูงอายุผ่านการประดิษฐ์ของเล่นไม้จากวัสดุธรรมชาติ

นอกจากนี้ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ ได้จัดกิจกรรมอบรมครู เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปส่งเสริมเยาวชนในเรื่องการรู้เท่าทันสื่อและการผลิตสื่อสร้างสรรค์ รวมทั้งยังทำงานกับเครือข่ายประชาชนชายแดนไทย เมียนมา และลาว เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาโดยไม่เลือกชาติพันธุ์

5.นายปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ร่วมกับชุมชนในเขตอำเภอเมืองและอำเภอกุยบุรี เพื่อปกป้องทรัพยากรชายฝั่งจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกและผู้ก่อตั้ง “เครือข่ายประมงพื้นบ้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์” เพื่อดูแลปกป้องทรัพยากรชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ในปี 2551 ยังได้สนับ+สนุนจัดตั้ง สมาคมชาวประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย ซึ่งดำเนินกิจกรรมธนาคารปูที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศและยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาให้ชาวประมงพื้นบ้านในประเทศไทยอีกหลายกรณี

และ 6.น.ส.กูปัทมา กาลีกาตะโป อาจารย์ประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ คณะอิสลามศึกษาและนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี อาจารย์ที่รับผิดชอบรายวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2560 โดยได้นำเรื่องสิทธิมนุษยชนมาบูรณการในการเรียนการสอนของนักศึกษาอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งกลุ่มสตรีเพื่อชุมชน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางกฎหมายว่าด้วยเรื่องสิทธิสตรีที่ไม่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม รวมทั้งองค์ความรู้เรื่องสิทธิเด็ก และกฎหมายที่เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวแก่ชุมชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้

“ประเภทองค์กรภาครัฐ” จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ “องค์การบริหารส่วนตำบลแม่แดด” อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีผลงานเด่นในการริเริ่มโครงการจำแนกที่ดิน-ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในเขตพื้นที่ตำบลแม่แดด ตั้งแต่ปี 2557 เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพชีวิตให้กับราษฎรในพื้นที่กว่า 1,236 ครัวเรือน ซึ่งดำรงชีวิตที่พึ่งพากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาหลายชั่วอายุคน แต่ไร้ซึ่งสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วมตำบลแม่แดดเพื่อเป็นศูนย์กลางในการสร้างฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS Database : Geographic Information System)ด้านการใช้ประโยชน์จากที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตำบลแม่แดดทั้ง 8 หมู่บ้าน ผลงานดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบป่าไม้กับชุมชนเพื่อลดความขัดแย้งและนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถดำรงชีวิตและใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

“ประเภทองค์กรภาคเอกชน” จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ “มูลนิธิกระท่อมพระสิริ” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 เป็นหน่วยงานให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ให้ได้เข้าพักฟื้นและเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล ตลอดจนสนับสนุนส่งเสริมด้านอาชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมายเมื่อกลับสู่สังคมภายนอก มูลนิธิฯ เริ่มให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในพื้นที่พัทยา อำเภอบางละมุง ต่อมาได้ขยายพื้นที่การให้ความช่วยเหลือไปทั่วทั้งจังหวัดชลบุรี และทั่วประเทศ

โดยมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ ทั้ง ผู้ป่วยเอดส์ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ พนักงานบริการทางเพศ เด็กผู้รับผลกระทบจากครอบครัวที่ติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงผู้ป่วยเอดส์ที่ถูกทอดทิ้งไร้ที่พักพิง ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีคนยากจนผู้ติดเชื้อเอชไอวี และคนไร้บ้านที่อยู่ในความดูแลกว่า 40 ราย โดยมีรายได้ส่วนหนึ่งมาจากการรับบริจาคเงินและสิ่งของจากประชาชนทั่วไปและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานฝีมือของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส โดยมุ่งหวังให้ผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเองได้และกลับสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

‘บิ๊กสพฐ.’หวดก้น‘ผอ.-ครู’ทิ้งรร.หนีอบรม กาง‘ปัญหา’หลังเปิดเรียนออนไซต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658668

‘บิ๊กสพฐ.’หวดก้น‘ผอ.-ครู’ทิ้งรร.หนีอบรม กาง‘ปัญหา’หลังเปิดเรียนออนไซต์

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.24 น.

‘บิ๊ก สพฐ.’ฟาดแรง‘ผอ.-ครู’ต้องอยู่โรงเรียนไม่หนีไปอบรมพัฒนาช่วงเปิดเทอม จี้ สพท. ปักหมุดสร้างโรงเรียนคุณภาพ-ปลอดภัย พร้อมแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 1.4 หมื่นแห่ง ให้ลงพื้นที่ตรวจโรงเรียนใดเด็กเรียนมีความสุข โรงเรียนใดต้องส่งเสริม มุ่งเปลี่ยน‘โรงเรียนเป็นบ้านแห่งความสุข’

7 มิถุนายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่า หลังจากเปิดเรียนในรูปแบบออนไซต์ 100% มาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบปัญหาอุปสรรคหลายประการ เช่น เด็กทำร้ายตนเอง เด็กทำร้ายคนอื่น ปัญหาค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่มีมากขึ้น ปัญหาเรื่องทรงผม เครื่องแบบนักเรียน พฤติกรรมคำพูดของครู และผู้บริหาร เป็นต้น

นายอัมพร ระบุว่า ตนจึงได้เน้นย้ำกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ผอ.โรงเรียน และครู ว่า ตลอด 2 ปี ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เราได้ปรับบ้านเป็นโรงเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู  ส่วนครูเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมการสอน แต่เมื่อเปลี่ยนให้เด็กมาเรียนในห้องเรียนตามปกติแล้ว เด็กอาจจะปรับตัวไม่ได้ และในช่วงนี้ขอให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ดูแลให้ผอ.โรงเรียนและครูอยู่โรงเรียน ไม่ทิ้งห้องเรียนไปอบรมพัฒนาตนเอง

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของการเปิดเทอมนี้ ขอให้พักการเรียนการสอนที่เน้นเนื้อหาวิชาการ แต่ให้ครูปรับตัวเองเป็นพ่อแม่ เปลี่ยนโรงเรียนเป็นบ้าน เพื่อให้เด็กมีความสุขในการมาโรงเรียน ตนได้มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประเมินโรงเรียนที่เด็กมาเรียนแล้วมีความสุขปลอดภัย และให้ความช่วยโรงเรียนที่ยังต้องสางส่งเสริม เพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองมีความสบายใจในทุกด้าน โดยให้มีเป้าหมายว่าโรงเรียนต้องเป็นบ้านแห่งความสุข และนักเรียนได้เรียนอย่างสนุก เมื่อนักเรียนมีความสุขแล้ว โรงเรียนต้องต่อยอดส่งเสริมนักเรียนในด้านต่าง ๆ โดยดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล เช่น หากพบนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษให้ต่อยอดเสริมความรู้ให้นักเรียนตามความถนัด ส่วนเด็กปกติต้องส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ในบริบทที่ควรจะเป็น และหากพบเด็กพิการ เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เด็กที่มีภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ต้องดูแลให้เด็กได้รับการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอัมพร กล่าวอีกว่า ขอให้เขตพื้นที่ฯ ร่วมกับศึกษานิเทศก์ ลงพื้นที่สำรวจโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน โดยจากข้อมูลวันที่ 10 มิถุนายน 2564 พบว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโรงเรียนในสังกัด จำนวน 29,583 แห่ง และเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนจำนวน ตั้งแต่ 120 คนลงมา จำนวน 14,958 แห่ง  ดังนี้  มีโรงเรียนที่มีนักเรียน 0 คน จำนวน 286 แห่ง โรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน มี 782 แห่ง โรงเรียนที่มีนักเรียน 21-40 คน มี 2,065 แห่ง  โรงเรียนที่มีนักเรียน 41-60 คน มี 3,578 แห่ง โรงเรียนที่มีนักเรียน 61-80 คน มี 3,382 แห่ง โรงเรียนที่มีนักเรียน 81-100 คน มี 2,821 คน โรงเรียนที่มีนักเรียน 101-120 คน มี 2,044 แห่ง 

ทั้งนี้ ให้เขตพื้นที่ฯวางแผนผลักดันโครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน โดยให้เขตพื้นที่ฯ สร้างความเข้าใจกับชุมชน ดึงองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม และรับรู้ว่าทำไม สพฐ.จึงต้องการสร้างโรงเรียนคุณภาพ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องสร้างโรงเรียนคุณภาพ 1 ตำบล ต่อ 1 แห่ง ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ฯ ลงไปปักหมุดให้ได้ว่าจะกำหนดโรงเรียนคุณภาพกี่แห่งจึงจะครอบคลุมพื้นที่ของตน

“ถ้าเราขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณภาพชุมชนสำเร็จ จะสามารถตอบโจทย์สังคมได้ว่าโรงเรียนทั่วประเทศมีคุณภาพไม่แตกต่างกัน โรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่แม้เด็กจะเหลือน้อยก็ไม่จำเป็นต้องไปยุบ แต่สามารถไปใช้ทรัพยากรร่วมกันกับโรงเรียนคุณภาพชุมชนได้ นอกจากนี้ สพฐ.ต้องการเสนอภาพความสำเร็จ ว่าปัจจุบันนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นำไปสู่การปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น จะเห็นจากสระแก้วโมเดล ที่ประสบความสำเร็จ ในการบริหารจัดการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน ผมจึงชูสระแก้วโมเดล เป็นตัวอย่างให้เขตพื้นที่ฯ อื่น ๆนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนข้อมูลโรงเรียนขนาดเล็ก 286 แห่ง ที่มีนักเรียน 0 คน นั้น มองว่าเป็นภาพความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน เพราะคนในชุมชนไม่ประสงค์ให้ลูกหลานไปเรียนโรงเรียนเหล่านั้นแล้ว โดยผู้ปกครองให้นักเรียนไปเรียนที่โรงเรียนคุณภาพชุมชนแทน ส่วนการยุบโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนอยู่ เขตพื้นที่ ฯ จะต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง คนในชุมชนและดูบริบทหลายอย่าง เช่น คนในชุมชนยังไม่อยากให้ยุบ หรือที่ดินของโรงเรียนบางแห่งได้รับบริจาคมา หรือเป็นที่ดินของหน่วยงานอื่น เป็นต้น ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องหารือร่วมกัน ว่าจะนำโรงเรียนเหล่านี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในอนาคต เช่น เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย เป็นต้น

สพป.พิษณุโลก เขต 2 ห่วงใย สิทธิประโยชน์ครูเกษียณ 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658452

สพป.พิษณุโลก เขต 2 ห่วงใย  สิทธิประโยชน์ครูเกษียณ 2565

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 กล่าวว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นผู้ที่มีคุณค่า ที่สร้างประโยชน์ให้กับการศึกษา และประเทศชาติ ควรแก่การดูแลในวัยเกษียณอายุราชการ  เพื่อสร้างความเข้าใจในสิทธิประโยชน์หลังเกษียณอายุราชการ และจัดทำรายละเอียดการขอรับสิทธิต่างๆได้อย่างถูกต้อง เช่น การขอรับเบี้ยหวัดบำเหน็จ บำนาญ บำนาญพิเศษบำเหน็จดำรงชีพ การคำนวณเงินเดือนบำเหน็จ บำนาญ การทำบัตรข้าราชการบำนาญ และการวางแผนการใช้จ่ายเงินให้เหมาะสมกับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ และดำรงตนอย่างมีความสุขหลังเกษียณอายุราชการ 

ทั้งนี้ สพป.พิษณุโลกเขต 2 มีข้าราชการ และลูกจ้างประจำ ที่จะเกษียณอายุราชการ ในปีงบประมาณ 2565 จำนวน 59 ราย แยกเป็นรอง ผอ.สพป. 2 ราย บุคลากรทางการศึกษา 2 ราย ผู้บริหารสถานศึกษา 7 ราย ครูผู้สอน 47 ราย และลูกจ้างประจำ 1 ราย

ม.สวนดุสิตลงนามร่วมTNDR ร่วมมือวิชาการด้านภัยพิบัตไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658454

ม.สวนดุสิตลงนามร่วมTNDR  ร่วมมือวิชาการด้านภัยพิบัตไทย

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง เครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทยในการอุปถัมภ์ของ มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติในประเทศไทย (TNDR) โดย รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ ศ.ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ประธานมูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติในประเทศไทย ร่วมเป็นประธาน
ลงนาม ผ่านระบบ ZOOM เมื่อเร็วๆ นี้ที่ ม.สวนดุสิต

ม.สวนดุสิต ได้ลงนามเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย ในการอุปถัมภ์ของมูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติในประเทศไทย (TNDR) มีเครือข่ายทั้งหมดรวม 17 มหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งของงานพัฒนาเครือข่ายหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้านภัยพิบัติไทย รวมถึงความร่วมมือแลกเปลี่ยนทางวิชาการในทุกมิติก่อเกิดเป็นการความเข้าใจ ความตื่นตัวตระหนักรู้และความพร้อมรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติสำหรับประชาชน ชุมชน ภาคเอกชน และหน่วยงานของภาครัฐในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

สพม.ตาก ขับเคลื่อน ‘Active Learning’ รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658455

สพม.ตาก ขับเคลื่อน ‘Active Learning’  รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ร่วมกับเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพมัธยมศึกษาจังหวัดตากจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ  “การเรียนรู้สู่สมรรถนะด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning และการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ตามโครงการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมถึงการสร้างโอกาส ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และมีความมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาสู่สากล พัฒนากำลังคนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีทักษะการทำงานที่หลากหลาย

ในการประชุมครั้งนี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมชมนิทรรศการทางวิชาการ และบรรยายพิเศษ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่โรงเรียนสรรพวิทยาคม อ.แม่สอด จ.ตาก

มจธ. พัฒนาผงเปลือกมังคุด ตรวจหาลายนิ้วมือแฝงแบบเร็ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658459

มจธ. พัฒนาผงเปลือกมังคุด  ตรวจหาลายนิ้วมือแฝงแบบเร็ว

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักวิจัยศูนย์วิจัย ASESS มจธ. คิดค้นและพัฒนา ผงเปลือกมังคุด ตรวจหารอยลายนิ้วมือแฝง ได้ผลรวดเร็วภายใน 10 วินาที ลดขั้นตอน ไม่ยุ่งยาก สามารถตรวจหาได้กับวัตถุพยานทุกพื้นผิว ลดการนำเข้า และไม่ใช้สารเคมี รายแรกของไทย พร้อมยินดีถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ

ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์วิศวกรรมศาสตร์เพื่อคำตอบของสังคม หรือ Applied Science and Engineering for Social Solution (ASESS) Research Center คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงได้พัฒนานวัตกรรม“ชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงอย่างรวดเร็ว โดยใช้ผงเปลือกมังคุด” ขึ้น โดยนำวัสดุเหลือทิ้งจากภาคเกษตรหรือวัสดุจากธรรมชาติ มาประยุกต์ใช้ ข้อดีคือ ใช้เวลาเพียง 10 วินาที สามารถตรวจหาลายนิ้วมือได้กับทุกพื้นผิวที่สำคัญไม่ใช้สารเคมีที่เป็นผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจและสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ ASESS กล่าวว่า ชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงอย่างรวดเร็ว โดยใช้ผงเปลือกมังคุด ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นอีกชิ้นหนึ่งของการสังเคราะห์เคมีสีเขียวจากธรรมชาติที่ได้นำไปประยุกต์ใช้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการการันตีรางวัลมากมายทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

“จุดเริ่มต้นที่ตั้งใจพัฒนาขึ้น เพื่อต้องการนำผงเปลือกมังคุดมาใช้ตรวจหาลายนิ้วมือกับวัตถุพยานมีรูพรุนหรือกระดาษเป็นหลัก แต่พอทดลองกับวัสดุอื่นที่ไม่ใช่กระดาษ ก็พบว่าสามารถใช้ตรวจหาลายนิ้วมือได้กับวัสดุทุกพื้นผิวทั้งที่มีรูพรุน และไม่มีรูพรุน อาทิ ขวด กระป๋อง แผ่นโลหะ ประตู ฯลฯ สามารถใช้ผงเปลือกมังคุดทดแทนผงฝุ่นดำ โดยไม่ต้องปัดฝุ่นออก เพียงแค่ทาบหรือกลิ้งผงเปลือกมังคุดลงบนพื้นที่วัสดุที่ต้องการตรวจ เป่าผงที่ติดอยู่ออกก็จะเห็นรอยลายนิ้วมือปรากฏขึ้นชัดเจน ในเวลาเพียง10 วินาที  ซึ่งที่มาของแนวคิดนี้เกิดจากเมื่อแกะมังคุดแล้วสีติดมือ จึงมองว่าเมื่อสีของเปลือกมังคุดติดนิ้วมือได้ก็สามารถติดบนลายนิ้วมือแฝงได้เช่นกันเป็นหลักการง่ายๆ เพราะสารคัดหลั่งถูกถ่ายเทอยู่บนพื้นผิววัสดุ ดังนั้น เราจึงทำให้เปลือกมังคุดมีขนาดเล็กลง เพื่อเติมพื้นที่ผิวในการที่จะไปจับได้ ซึ่งในเปลือกมังคุดจะมีสารให้สีต่างๆ และหนึ่งในสารให้สีในเปลือกมังคุด จะสามารถไปจับกับหมู่ฟังก์ชั่นที่เป็นสารคัดหลั่งด้วยพันธะไฮโดรเจนจึงเกาะกันได้”

สำหรับชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงอย่างรวดเร็วโดยใช้ผงเปลือกมังคุด ประกอบด้วย อุปกรณ์ที่ใช้ในการกลิ้ง ภาชนะบรรจุผงเปลือกมังคุด อุปกรณ์กดทับวัตถุพยาน สามารถใช้งานได้ 2 วิธีคือ วิธีที่ 1 โรยผงเปลือกมังคุดลงในภาชนะ นำกระดาษหรือวัตถุพยานวางตามลงไป จากนั้นนำอุปกรณ์กดทับวางทับลงบนวัตถุพยาน เพียง 10 วินาที ยกอุปกรณ์ออก เป่าหรือเคาะผงส่วนเกินที่ติดอยู่ออกจากกระดาษหรือวัตถุพยานออก จะปรากฏลายนิ้วที่มีสีน้ำตาลขึ้น หากต้องการให้ลายนิ้วมือชัดมากขึ้นก็มากลับเป็นสีขาวดำได้  วิธีที่ 2 การใช้อุปกรณ์ลูกกลิ้ง เพื่อตรวจหาลายนิ้วมือแฝงบนวัตถุพยานที่เคลื่อนไม่ได้ เช่น ประตู กระจก หรือวัตถุอื่นๆ เช่น ขวด กระป๋อง ก็สามารถตรวจหารอยลายนิ้วมือแฝงได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงโดยใช้ผงเปลือกมังคุด ได้มีการทดสอบร่วมกับกองพิสูจน์หลักฐานและได้รับการยืนยันว่าสามารถใช้งานได้จริง หลังจากนี้ทางศูนย์ฯ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวให้แก่ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไป

มมส.ร่วมกับ depa ยกระดับ ทักษะโค้ดดิ้ง นักเรียนอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658456

มมส.ร่วมกับ depa ยกระดับ  ทักษะโค้ดดิ้ง นักเรียนอีสาน

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จัดโครงการยกระดับทักษะโค้ดดิ้งสู่การสร้างสรรค์โครงงานนวัตกรรมอัจฉริยะ (CODE-KA-THON) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.จักกนิตต์คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย สาวิถี ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์ อาจารย์ ดร.สมหมาย ขันทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาระบบนวัตกรรมดิจิทัล สำนักคอมพิวเตอร์ นำนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จำนวน 100 คนจาก 25 ทีม ตัวแทนรุ่นที่ 1 ของภาคอีสานที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ ณ คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โครงการ CODEKATHON จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนในสังกัดพื้นที่เขตเมือง และนอกเขตเมืองได้พัฒนาทักษะดิจิทัลด้าน Coding, STEM และ IoT ให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันด้านต่างๆ ครอบคลุมแนวคิดภายใต้ Concept ใกล้ตัว“4 สมาร์ต” ได้แก่ ด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) ด้านการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) ด้านชุมชนอัจฉริยะ (Smart Community) ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) โดยเข้ารับการฝึกอบรมระยะเวลา 4 วัน (24 ชั่วโมง) ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2565 โดยวันสุดท้ายของการฝึกอบรมแต่ละรุ่น ผู้เรียนทุกกลุ่มนำความรู้และทักษะที่ได้รับจากโครงการฯ สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมอัจฉริยะ นำเสนอต่อคณะกรรมการ เพื่อพิจารณามอบรางวัลให้กับทีมที่มีผลคะแนนดีที่สุด 3 ลำดับ ทั้งนี้ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละรุ่น จะได้รับเชิญเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ ต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเพื่อก้าวสู่การเป็น Smart Universityและได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการบริการต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงการสนับสนุนให้คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัยในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัลสู่ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ซึ่งการจัดโครงการฯ ในวันนี้ ถือเป็นการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อต่อยอดไปถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาในอนาคตและเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพต่อไป

จุฬาฯ เปิดสอนออนไลน์หลักสูตรระยะสั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658449

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาฯ เปิดสอนหลักสูตรการศึกษาทั่วไประยะสั้น (CUVIP) ในรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ เพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกการทำงานอย่างมืออาชีพ ประจำเดือนมิถุนายน 2565 อาทิ ภาษา Python เบื้องต้น 1-2, อ่านคนให้ขาด แล้วสื่อสารให้โดนใจ เล่าเรื่องแบบทรงพลัง เพิ่มความปังให้ Content Phonetic Symbols (IPA) กุญแจสำคัญในการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ และ Men’s Groomimg Products ผลิตภัณฑ์การดูแลสำหรับผู้ชาย เรียนรู้รับมือคุกคามทางเพศออนไลน์ เป็นต้น ผู้สนใจศึกษาวิธีสมัครเข้าเรียนได้ที่ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/News-Detail.php?id=48